ข่าวสารการเงิน หุ้น เศรษฐกิจ และการลงทุน ติดตามได้ที่ Facebook.com/ThaiMoneyNews

xemmy.bloggang.com

กรุณาเลือกหัวข้อที่ต้องการ => เรื่อง Hot น่ารู้ ออมเงินที่ไหนดี ยานยนต์อัพเดท กลเม็ดเคล็ดลับ DIY-ทำเองก็ได้ง่ายจัง
Group Blog
 
All Blogs
 

บลจ.ทิสโก้ เปิดขายกองทุนเปิด ทิสโก้ สเปเชี่ยล โบนัส 4 (TISCO Special Bonus Fund 4) ตั้งเป้ากำไร 6% ใน 1 ปี วันที่ 22 - 29 ส.ค. 55

นายสาห์รัช ชัฎสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและที่ปรึกษาการลงทุน ธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลและกองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า เพื่อตอบโจทย์การลงทุนในจังหวะเวลาที่เหมาะสม TISCO Wealth  จึงเสนอขาย “กองทุนเปิด ทิสโก้ สเปเชี่ยล โบนัส 4 (TISCO Special Bonus Fund 4)”  ซึ่งเป็นกองทุนรวมผสมแบบกำหนดสัดส่วนการลงทุน โดยกองทุนดังกล่าวจะเน้นลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดี และ/หรือเงินฝาก ทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นหลัก และส่วนที่เหลือจะลงทุนในหุ้นในประเทศอีกไม่เกิน 30% โดยตั้งเป้าหมายทำกำไรไว้ที่ 6%ภายใน 1 ปี

ทั้งนี้  TISCO Wealth  ระบุว่า "กองทุนเปิด ทิสโก้ สเปเชี่ยล โบนัส 4" เหมาะสมสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการแสวงหาผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากเงิน แต่ยังคงเน้นการลงทุนในแบบที่มีความเสี่ยงไม่สูงนัก โดยกองทุนจะเน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นอายุประมาณ 1 ปี และจะแบ่งสัดส่วนไม่เกิน 30% ลงทุนในหุ้นไทย เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสในการทำกำไรจากราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้น นอกเหนือจากการลงทุนในตราสารหนี้เพียงอย่างเดียว โดยตลาดหุ้นไทยนับเป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าลงทุน เนื่องจากพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง  ดังนั้นการลงทุนผ่าน"กองทุนเปิด ทิสโก้ สเปเชี่ยล โบนัส 4" นี้จึงเป็นการตอบโจทย์การลงทุนได้เป็นอย่างดี

โดยกองทุนเปิด ทิสโก้ สเปเชี่ยล โบนัส 4  มีมูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท มีอายุโครงการประมาณ 1 ปี หรือสามารถเลิกกองทุนก่อนครบกำหนดอายุโครงการ หากสามารถสร้างผลตอบแทนได้ถึง 6 % ก่อนหักค่าใช้จ่าย  โดยกองทุนจะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติทั้งหมดในวันทำการที่ 5 นับตั้งแต่วันถัดจากวันที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว โดยจะเสนอขายครั้งเดียว (ไอพีโอ)  ตั้งแต่ 22 - 29 ส.ค. 2555  มูลค่าจองซื้อขั้นต่ำ 20,000 บาท




 

Create Date : 27 สิงหาคม 2555    
Last Update : 27 สิงหาคม 2555 8:26:57 น.
Counter : 1443 Pageviews.  
Share to Facebook

บริษัท ทริสเรทติ้ง ประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรและตราสารหนี้ของ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “A-”

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรและตราสารหนี้ของ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “A-” ด้วยแนวโน้ม “Stable” หรือ “คงที่” โดยอันดับเครดิตดังกล่าวสะท้อนการมีแหล่งกระแสเงินสดที่กระจายตัวทั้งจากธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอาหารบริการด่วน รวมทั้งสถานะที่แข็งแกร่งในธุรกิจอาหารบริการด่วน และการมีโรงแรมที่มีความหลากหลายซึ่งล้วนมีสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่ง ทั้งนี้ การพิจารณาอันดับเครดิตยังคำนึงถึงการสนับสนุนจากกลุ่มเซ็นทรัลด้วย อย่างไรก็ตาม จุดเด่นดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากลักษณะของธุรกิจโรงแรมที่ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและถูกกระทบได้ง่ายจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ที่ไม่สามารถควบคุมได้ รวมทั้งจากลักษณะของธุรกิจอาหารบริการด่วนที่มีอัตรากำไรต่ำ ทั้งนี้ อุตสาหกรรมทั้ง 2 ประเภทจัดว่ามีการแข่งขันที่รุนแรงเมื่อพิจารณาจากอุปสงค์ของจำนวนห้องพักในโรงแรมที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญและการทำการตลาดเชิงรุกในหมู่ผู้ประกอบการอาหารบริการด่วน

แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงการคาดการณ์ว่าบริษัทจะสามารถรักษาสถานะการแข่งขันที่แข็งแกร่งในแบรนด์สินค้าหลักทั้งในธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอาหารบริการด่วน การดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นโดยเป็นไปในทิศทางเดียวกับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมและโรงแรมหลายแห่งก็แล้วเสร็จ อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทหากยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยลบต่ออันดับเครดิต ทั้งนี้ แนวโน้มอันดับเครดิต และ/หรือ อันดับเครดิตของบริษัทอาจได้รับการปรับเปลี่ยนหากบริษัทสามารถรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและสามารถบริหารจัดการโครงสร้างเงินทุนของบริษัทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้

ทริสเรทติ้งรายงานว่า บริษัทโรงแรมเซ็นทรัลพลาซาก่อตั้งโดยตระกูลจิราธิวัฒน์ในปี 2523 เพื่อดำเนินธุรกิจโรงแรมแห่งหนึ่งในประเทศไทย ปัจจุบันบริษัทบริหารโรงแรมจำนวน 31 แห่งในประเทศและ 3 แห่งในต่างประเทศ ด้วยจำนวนห้องพักกว่า 6,077 ห้อง บริษัทมีโรงแรมที่บริษัทเป็นเจ้าของเองทั้งสิ้น 14 แห่ง โดย 2 แห่งเป็นเจ้าของในลักษณะของการร่วมทุน และ 1 แห่งอยู่ภายใต้กองทุนอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ โรงแรมที่บริษัทเป็นเจ้าของคิดเป็นสัดส่วน 60% ของจำนวนห้องทั้งหมด บริษัทบริหารงานโรงแรมภายใต้แบรนด์ “เซ็นทารา” และ “เซ็นทรา”

ทริสเรทติ้งกล่าวว่า บริษัทโรงแรมเซ็นทรัลพลาซาดำเนินธุรกิจอาหารบริการด่วนภายใต้การบริหารงานของบริษัทในเครือคือ บริษัท เซ็นทรัลเรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) โดยปัจจุบัน CRG ได้เปิดให้บริการอาหารบริการด่วนจำนวน 12 แบรนด์ ซึ่งประกอบไปด้วยร้านอาหารภายใต้แฟรนไชส์จากต่างประเทศหลากหลายแบรนด์ และบริษัทมีแบรนด์ของตนเองคือ “ริว ชาบู ชาบู” และ “เดอะ เทอเรส” ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2555 บริษัทมีจำนวนสาขารวมทั้งหมด 634 แห่งทั่วประเทศ

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทโรงแรมเซ็นทรัลพลาซามีรายได้จากธุรกิจอาหารคิดเป็นสัดส่วน 54%-60% ของรายได้รวมทั้งหมด ในขณะที่รายได้ส่วนที่เหลือมาจากธุรกิจโรงแรม บริษัทมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายจากธุรกิจอาหารคิดเป็นสัดส่วน 35%-52% ของกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายรวมทั้งหมดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2553 เป็นต้นมา ความต้องการห้องพักเพิ่มขึ้นเนื่องจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศที่สงบลง โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 19.8% ในปี 2554 และเพิ่มขึ้น 7.6% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2555 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา อัตราการเข้าพักโรงแรมของบริษัทโรงแรมเซ็นทรัลพลาซาปรับตัวดีขึ้นจาก 58.1% ในปี 2553 เป็น 63.9% ในปี 2554 และอยู่ที่ระดับ 70.0% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2555 ทั้งนี้ จากข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) อัตราการเข้าพักโรงแรมในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 50.2% ในปี 2553 เป็น 58.0% ในปี 2554 และอยู่ที่ระดับ 62.3% ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2555 ส่วนอัตรารายได้ต่อห้องพักที่มีอยู่ของบริษัท (Revenue Per Available Room -- RevPAR) โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 1,981 บาทต่อวันในปี 2553 เป็น 2,340 บาทต่อวันในปี 2554 และ 2,745 บาทต่อวันในช่วงครึ่งแรกของปี 2555 การเพิ่มขึ้นดังกล่าวบางส่วนเกิดจากราคาที่สูงขึ้นของห้องพักของโรงแรมใหม่ของบริษัทที่เปิดในช่วงปี 2553-2554 เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2554 นั้นไม่มีรายงานความเสียหายในส่วนของโรงแรมของบริษัทแต่อย่างใด มีเพียงยอดขายที่ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยจากการยกเลิกการจองเข้าพักเท่านั้น

ในปี 2554 รายได้ของบริษัทโรงแรมเซ็นทรัลพลาซาเพิ่มขึ้นถึง 22% สู่ระดับ 11,163 ล้านบาทเนื่องจากรายได้จากธุรกิจอาหารเพิ่มขึ้นถึง 24% ในขณะที่รายได้จากธุรกิจโรงแรมเพิ่มขึ้น 20% จากการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากโรงแรมใหม่หลายแห่งที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ รายได้รวมของบริษัทในช่วงครึ่งแรกของปี 2555 เพิ่มขึ้นถึง 29% เมื่อเทียบกับปีก่อน สู่ระดับ 7,061 ล้านบาทเนื่องจากการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รวมถึงการซื้อแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่น “โอโตยะ” ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2554 อัตรากำไรจากการดำเนินงานของบริษัทเพิ่มขึ้นจากระดับ 16.2% ในปี 2553 เป็น 18.6% ในปี 2554 เนื่องจากการปรับปรุงอัตรากำไรในธุรกิจอาหารและและธุรกิจโรงแรม โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2555 อัตรากำไรจากการดำเนินงานของบริษัทอยู่ที่ 21.5%

เงินทุนจากการดำเนินงานของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากจาก 1,158 ล้านบาทในปี 2553 เป็น 1,548 ล้านบาทในปี 2554 และอยู่ที่ระดับ 1,242 ล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2555 เนื่องจากโรงแรมใหม่หลายแห่งก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลให้สภาพคล่องของบริษัทปรับตัวดีขึ้น โดยอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมเพิ่มขึ้นจาก 10.8% ในปี 2553 เป็น 13.7% ในปี 2554 และอยู่ที่ระดับ 10.4% (ยังไม่ได้ปรับอัตราส่วนให้เป็นตัวเลขเต็มปี) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2555 อัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นจากระดับ 4.9 เท่าในช่วงปี 2552-2554 เป็น 6.1 เท่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2555

โครงสร้างเงินทุนของบริษัทโรงแรมเซ็นทรัลพลาซาอ่อนแอลงในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเนื่องจากการขยายตัวในธุรกิจโรงแรม โดยบริษัทใช้เงินทุนมากกว่า 12,500 ล้านบาทเพื่อลงทุนและก่อสร้างโรงแรมในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง เช่น กรุงเทพฯ กระบี่ พัทยา ภูเก็ต และเกาะมัลดีฟ อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทเพิ่มขึ้นสูงกว่า 60% ตั้งแต่ปี 2552 โดยอัตราส่วนดังกล่าวขึ้นสู่ระดับสูงสุดที่ 65% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2554 และลดลงเล็กน้อยเหลือ 64% ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2555 ในระยะปานกลางคาดว่าอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทจะลดลงเนื่องจากบริษัทสามารถใช้เงินทุนจากการดำเนินงานบางส่วนมาลงทุนในอนาคต โดย ณ เดือนมีนาคม 2555 บริษัทมีวงเงินสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ประมาณ 2,000 ล้านบาท




 

Create Date : 26 สิงหาคม 2555    
Last Update : 26 สิงหาคม 2555 17:49:05 น.
Counter : 1369 Pageviews.  
Share to Facebook

ธนาคารกรุงเทพและบลจ.บัวหลวงเปิดขายกองทุนรวมบัวหลวงตราสารหนี้ชนิดระบุวันครบกำหนด 33/12 อายุโครงการประมาณ 6 เดือน วันที่ 22-28 ส.ค. 55

ธนาคารกรุงเทพนำเสนอกองทุนใหม่ กองทุนรวมบัวหลวงตราสารหนี้ชนิดระบุวันครบกำหนด 33/12 อายุโครงการประมาณ 5 - 7 เดือน กองทุนมีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ อาทิ ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารที่กฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น ตราสารหนี้ภาคเอกชน ตราสารหนี้ภาคสถาบันการเงิน และตราสารแห่งหนี้ที่มีลักษณะคล้ายเงินฝาก และ/หรือเงินฝาก เพื่อสภาพคล่องและเพื่อการลงทุน กองทุนสามารถลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้การลงทุนในต่างประเทศจะไม่เกิน 79% ของ NAV และทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน (Fully Hedged) อีกทั้ง ตราสารหนี้ภาคเอกชนที่กองทุนเลือกลงทุน จะเป็นตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับตั้งแต่ Investment Grade

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือรับหนังสือชี้ชวนได้ที่สาขาธนาคารกรุงเทพ หรือบัวหลวงโฟน 1333 หรือบริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมบัวหลวง จำกัด โทร 0 2674 6488 กด 8 ฝ่ายการตลาด




 

Create Date : 25 สิงหาคม 2555    
Last Update : 25 สิงหาคม 2555 11:55:24 น.
Counter : 1397 Pageviews.  
Share to Facebook

ธนาคารกสิกรไทย เปิดตัวเว็บไซต์ askKBank.com ที่รวบรวมข้อมูลรอบด้าน พร้อมตอบทุกโจทย์ออนไลน์ เพียงคลิกก็จะพบทุกคำตอบเรื่องการเงิน

นางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า วิถีชีวิตของคนทุกวันนี้ใช้เวลาไปกับสื่อออนไลน์เพิ่มมากขึ้น โดยข้อมูลล่าสุดปี 2554 ชี้ชัดว่า 38% ของประชากรในประเทศไทยใช้อินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการค้นหาข้อมูลหรือปฏิสัมพันธ์ในสังคมออนไลน์ (Social Network) นอกจากนี้ยังมีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นจากปลายปีที่แล้วประมาณ 30 % 

ดังนั้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในเรื่องข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตทางการเงิน ธนาคารกสิกรไทยซึ่งเป็นอันดับหนึ่งในโลกดิจิตอลแบงกิ้งด้วยหลากหลายนวัตกรรมทางการเงินบนโทรศัพท์มือถือและออนไลน์ จึงได้จัดทำเว็บไซต์ //www.askKBank.com ซึ่งเป็นช่องทางใหม่ที่ลูกค้าสามารถค้นหาข้อมูลความรู้ด้านการเงินและไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นคำแนะนำง่ายๆ เกี่ยวกับการจัดการใช้จ่าย การออม การลงทุน ไปจนถึงภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค จุลภาค ดัชนีเศรษฐกิจ รายงานภาวะตลาดเงินและตลาดทุน ทั้งในและต่างประเทศ 

นอกจากนี้ ยังรวบรวมข้อมูลทางด้านไลฟ์สไตล์ ท่องเที่ยว ช้อปปิ้ง สุขภาพ รวมทั้งข้อมูลผลิตภัณฑ์และบริการของเครือธนาคารกสิกรไทย สิทธิประโยชน์ต่างๆ ทางด้านการเงิน พร้อมข้อมูลที่น่าสนใจอื่นๆ ซึ่งเครือธนาคารกสิกรไทยมั่นใจว่าข้อมูลใน askKBank.com จะทันสมัยเสมอ เพราะมีทีมงานดูแลและคอยอัพเดทข้อมูลให้สดใหม่ตลอดเวลา

นายอาจ วิเชียรเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า จากที่ ธนาคารได้เป็นที่ 1 ในโลกดิจิตอลแบงกิ้งในปัจจุบัน และจะยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำด้วย 3 กลยุทธ์ คือ มีช่องทางในการทำธุรกรรมที่สะดวกและปลอดภัย มีช่องทางในการรับชำระเงินในรูปแบบต่างๆ และมีช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งเว็บไซต์ askKBank.com ที่ง่ายต่อการใช้งาน มีเสิร์ชเอ็นจิ้นที่ทันสมัย ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางด้านดิจิตอลแบงกิ้งของธนาคาร ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าตั้งแต่กลุ่มที่มีความสนใจเกี่ยวกับด้านการเงินแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ไปจนถึงกลุ่มที่ต้องการค้นหาข้อมูลในเชิงลึกและหลากหลาย ทั้งจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย และบริษัทในเครือธนาคารกสิกรไทย

ดังนั้น จึงมั่นใจได้ว่ามีข้อมูลด้านการเงินที่มีคุณภาพครบถ้วน ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้า เพื่อเป็นแหล่งองค์ความรู้ที่น่าเชื่อถือและสมบูรณ์ที่สุดสำหรับลูกค้าของเครือธนาคารฯ และผู้บริโภคในวงกว้าง

เว็บไซต์ askKBank.com จัดกลุ่มข้อมูลตามความต้องการของลูกค้า (Need-based) ให้ค้นหาได้สะดวกขึ้น โดยแบ่งเป็น 7 กลุ่ม และมีผู้เชี่ยวชาญเป็นตัวแทนในการนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจในด้านต่างๆ ได้แก่ “Finance & Banking” เป็นข้อมูลด้านการเงินการธนาคาร “Corporate Business” เป็นข้อมูลการดำเนินธุรกิจและธุรกิจต่างประเทศ “SME” เป็นข้อมูลหลากหลายด้านธุรกิจเอสเอ็มอี รวมถึงคอร์สอบรม-สัมมนาที่น่าสนใจ “What's Hot” เป็นข่าวเด่น ประเด็นร้อนที่น่าสนใจ “Investment” เป็นข้อมูลด้านการเงิน-การลงทุนทั้งในและต่างประเทศ “Smart Planning” เป็นข้อมูลที่หลากหลายในการวางแผนด้านการเงินของแต่ละช่วงชีวิต และ “Casual Lifestyle” เป็นข้อมูลสิทธิประโยชน์ทางด้านการเงินที่น่าสนใจ

ทั้งนี้ ผู้ใช้งานสามารถเลือกดูข้อมูลที่สนใจได้ทันทีโดยคลิกเข้าไปที่ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละหัวข้อหรือค้นหาจากเสิร์ชเอ็นจิ้นที่หน้าเว็บไซต์ เพียงพิมพ์เรื่องที่ต้องการค้นหา พร้อมเลือกประเภทของข้อมูล เช่น บทวิจัย บทสัมภาษณ์ รูปภาพ และวีดีโอ ทั้งยังสามารถแบ่งปัน (Share) เรื่องราวที่น่าสนใจผ่านสังคมออนไลน์ หรือบันทึกเก็บไว้ในเมนูส่วนตัวได้ 

นอกจากนี้ askKBank.com ยังมีช่องทางพิเศษสำหรับให้บริการถาม-ตอบกลับทางอีเมล์เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้ามาสอบถามข้อมูลหรือปรึกษา ทั้งคำถามทั่วไป และคำถามเชิงลึก โดย askKBank.com ได้จัดเตรียมทีมงานผู้เชี่ยวชาญคอยให้บริการตอบคำถาม และให้คำปรึกษารวมถึงเสนอแนะเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ โดยจะดำเนินการตอบกลับทางอีเมล์ที่ฝากไว้ในหน้าเว็บไซต์ภายในระยะเวลารวดเร็ว




 

Create Date : 25 สิงหาคม 2555    
Last Update : 25 สิงหาคม 2555 8:43:06 น.
Counter : 1749 Pageviews.  
Share to Facebook

ก.ล.ต. เปิดตัวโครงการหุ้นกู้ SMEs สนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กเข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมรับความรู้เกี่ยวกับตลาดทุนและการระดมทุนในตลาดทุน

นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า “ปัจจุบันธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือ SMEs ถือเป็นเส้นเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีอยู่ประมาณ 3 ล้านราย การสร้างทางเลือก ในตลาดทุนให้ SMEs มีโอกาสเติบโตถือเป็นภารกิจหนึ่งของ ก.ล.ต. ในครั้งนี้ ก.ล.ต. เห็นว่าการระดมทุน ผ่านการออกหุ้นกู้รวมถึงตั๋วเงินจะเป็นการเพิ่มโอกาสและช่องทางในการขยายธุรกิจของ SMEs ได้

นอกจากนี้ ก่อนออกหุ้นกู้หรือตั๋วเงิน บริษัทที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการอบรมความรู้เกี่ยวกับตลาดทุน และการระดมทุนวิธีต่าง ๆ เช่นเดียวกับโครงการหุ้นใหม่ความภูมิใจของจังหวัด และสามารถขอเข้ารับ การจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากสถาบันจัดอันดับน่าเชื่อถือด้วยค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่าปกติ ซึ่งผลการจัดอันดับที่ได้ นอกจากจะเป็นเครื่องมือในการปรับปรุงบริษัทต่อไปแล้ว ยังจะช่วยให้ SMEs มีความน่าเชื่อถือ และได้รับการยอมรับจากผู้ที่ทำธุรกิจด้วย เช่น เจ้าหนี้ ลูกหนี้ และลูกค้า ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความสามารถ ในการแข่งขันของ SMEs ที่จะช่วยทำให้ GDP ของประเทศเติบโตขึ้น

โครงการหุ้นกู้ SMEs นี้ ได้รับความร่วมมือจากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด และบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์  (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจะลดค่าธรรมเนียมการจัดอันดับความน่าเชื่อถือให้แก่บริษัทที่เข้าโครงการ ตามเงื่อนไขที่กำหนด สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยจะลดค่ายื่นคำขอขึ้นทะเบียนตราสารหนี้ ค่าขึ้นทะเบียนตราสารหนี้รายปี และค่าอบรม ตลาดตราสารหนี้ (BEX) สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย และสมาคมบริษัท จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai จะสนับสนุน ให้ความรู้และเผยแพร่โครงการให้บริษัทจดทะเบียน ขนาดกลางและขนาดเล็กเข้าร่วมโครงการ ในขณะที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และหอการค้าไทย จะเป็นช่องทางกระจายความรู้เกี่ยวกับโครงการไปยัง SMEs ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ ในส่วนของ ก.ล.ต. จะยกเว้นค่าธรรมเนียมการยื่นคำขออนุญาต และลดค่าธรรมเนียมการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลลงครึ่งหนึ่งสำหรับการยื่นแบบครั้งแรกของการเสนอขายหุ้นกู้

ทั้งนี้ บริษัทที่เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็น (1) บริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตาม กฎหมายไทย แต่ไม่รวมถึงสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจทางการเงิน และ (2) มีสินทรัพย์ตาม งบการเงินปีล่าสุดไม่เกิน 2,000 ล้านบาท ณ วันที่สมัครเข้าร่วมโครงการ โดยสมัครได้ตั้งแต่บัดนี้ถึง  28 ธันวาคม 2555 สำหรับบริษัทที่เข้าร่วมโครงการและยื่นขออนุญาตเสนอขายหุ้นกู้หรือตั๋วเงินตามหลักเกณฑ์ภายในวันทำการสุดท้ายของเดือนธันวาคม 2556 จะได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมในส่วนของ  ก.ล.ต. และสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยข้างต้น”

นายวรพล กล่าวต่อว่า “เป้าหมายของการกำกับดูแลของ ก.ล.ต. คือต้องการเห็นการเติบโตของเศรษฐกิจ อันเกิดจากการทำมาค้าขายของภาคธุรกิจ ก.ล.ต. จึงจัดหาโอกาสที่จะเอื้อให้ภาคธุรกิจเข้าถึงแหล่งทุน ในตลาดทุนได้โดยสะดวก แต่ยังคงรักษาระดับของการคุ้มครองผู้ลงทุนตามมาตรฐานปกติ สำหรับ โครงการหุ้นใหม่ ความภูมิใจของจังหวัดที่ปิดรับสมัครไปก่อนหน้านี้ มีบริษัทที่สนใจสมัครเข้ามาถึง 104 บริษัท จาก 34 จังหวัด และกระจายอยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งหลายบริษัทมีศักยภาพที่จะ ระดมทุนได้ด้วยการออกหุ้น และทุกบริษัทจะได้รับการอบรมความรู้เรื่องตลาดทุน

ในส่วนของ SMEs นอกเหนือจากโครงการหุ้นกู้ SMEs แล้ว ก.ล.ต. ยังได้สนับสนุนให้ผู้ประกอบธุรกิจเกิดใหม่ได้รู้จัก Private Equity (PE) ซึ่งเป็นช่องทางที่ทำให้ผู้ที่สนใจและเห็นโอกาส นำเงินมาร่วมลงทุนในกิจการ จึงทำให้กิจการที่มีศักยภาพหรือมีเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมมีโอกาสได้เงินทุนซึ่งจะช่วยสร้างให้ธุรกิจเติบโตได้ โดย ก.ล.ต. จะจัดสัมมนา “Private Equity พันธมิตรของกิจการสู่การเติบโต” ในวันอังคารที่ 28 สิงหาคม 2555 เวลา 08.30 – 12.00 น. ณ ห้องแกรนด์ ฮอลล์ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน ถนนวิทยุ จึงขอเชิญ SMEs ร่วมงานสัมมนาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

สำหรับบริษัทที่สนใจเข้า “โครงการหุ้นกู้ SMEs” สามารถดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ //www.sec.or.th/smebond หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 0-2263-6000 กด 2 และผู้ที่สนใจเข้าฟังสัมมนา “Private Equity พันธมิตรของกิจการสู่การเติบโต” สามารถแจ้งความประสงค์ได้ที่โทรศัพท์ 0-2263-6108




 

Create Date : 24 สิงหาคม 2555    
Last Update : 24 สิงหาคม 2555 13:28:30 น.
Counter : 1289 Pageviews.  
Share to Facebook

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  

xemmy
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]




Friends' blogs
[Add xemmy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.