ข่าวสารการเงิน หุ้น เศรษฐกิจ และการลงทุน ติดตามได้ที่ Facebook.com/ThaiMoneyNews

xemmy.bloggang.com

กรุณาเลือกหัวข้อที่ต้องการ => เรื่อง Hot น่ารู้ ออมเงินที่ไหนดี ยานยนต์อัพเดท กลเม็ดเคล็ดลับ DIY-ทำเองก็ได้ง่ายจัง
Group Blog
 
All Blogs
 

บลจ.กรุงศรี เปิดขายกองทุนเปิดกรุงศรีตราสารหนี้ 6M42 และ กองทุนเปิดกรุงศรีตราสารหนี้ต่างประเทศ 6M2 วันที่ 30 ต.ค. – 5 พ.ย. 55

นายฉัตรพี ตันติเฉลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.กรุงศรี  เปิดเผยว่า บริษัทเปิดเสนอขาย 2 กองทุน ได้แก่  กองทุนเปิดกรุงศรีตราสารหนี้ 6M42 (KFFIX6M42) อายุประมาณ  6 เดือนและ กองทุนเปิดกรุงศรีตราสารหนี้ต่างประเทศ 6M2 (KFFIF6M2) อายุประมาณ 6 เดือน  เสนอขายครั้งเดียวระหว่างวันที่ 30 ต.ค. – 5 พ.ย. 55  มูลค่าในการจองซื้อขั้นต่ำ 10,000 บาท คาดได้รับผลตอบแทน 3.00%ต่อปี

กองทุนเปิดกรุงศรีตราสารหนี้ 6M42 มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  เช่น ตราสารหนี้ภาครัฐไทย สัดส่วนการลงทุน 32%  ตราสารหนี้ระยะสั้นออกโดย ธ.กรุงศรีอยุธยา จก. (มหาชน) สัดส่วนการลงทุน 8%  ตั๋วแลกเงินออกโดย บ. อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส จก. (มหาชน) สัดส่วนการลงทุน 20%  เงินฝาก ธ.China Construction Bank (สาขาฮ่องกง) สัดส่วนการลงทุน 20% และเงินฝาก ธ.Abu Dhabi Commercial Bank (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) สัดส่วนการลงทุน 20%  โดยนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากการขายคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติประมาณ 3.00 % ต่อปี

ส่วนกองทุนเปิดกรุงศรีตราสารหนี้ต่างประเทศ 6M2 (KFFIF6M2) อายุประมาณ 6 เดือน มีนโยบายลงทุนใน 5 ตราสาร คือ ตราสารหนี้ EMTN ออกโดย ธ.Banco do Brasil S.A (บราซิล) สัดส่วนการลงทุน 10%   ตราสารหนี้ EMTN ออกโดย ธ.Banco Itau Unibanco S.A. (บราซิล) สัดส่วนการลงทุน 23%   ตราสารหนี้ EMTN ออกโดย ธ.Banco Bradesco S.A. (บราซิล) สัดส่วนการลงทุน 23%   เงินฝากธนาคาร China Construction Bank (สาขาฮ่องกง) สัดส่วนการลงทุน 20%   และเงินฝากธ.Abu Dhabi Commercial Bank (สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์)  สัดส่วนการลงทุน 24 % กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน  โดยนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากการขายคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติประมาณ 3.00% ต่อปี หลังครบกำหนดอายุโครงการบริษัทจะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติและสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนไปยังกองทุนเปิดกรุงศรีตราสารเงิน (KFCASH) ซึ่งเป็นกองทุนรวมตลาดเงิน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนต่อไป




 

Create Date : 29 ตุลาคม 2555    
Last Update : 29 ตุลาคม 2555 15:01:23 น.
Counter : 1442 Pageviews.  
Share to Facebook

บลจ. ไอเอ็นจี เปิดขาย กองทุนเปิด ไอเอ็นจี ไทย ทริกเกอร์ 10% (7) วันที่ 29 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2555

นายจุมพล สายมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บลจ.ไอเอ็นจี เตรียมเสนอขายกองทุนใหม่ “กองทุนเปิด ไอเอ็นจี ไทย ทริกเกอร์ 10% (7) - ING Thai Trigger 10% Fund (7)” ซึ่งเป็นกองทุนใหม่ล่าสุดในกลุ่ม “อีควิตี้ ทริกเกอร์” ที่ลงทุนในหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานและผลประกอบการดี และมีแนวโน้มการเติบโตสูง และเน้นการใช้เทคนิคเรื่องการเข้า-ออกตลาดในจังหวะที่เหมาะสม เพื่อสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนตามเป้าหมาย โดยเมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนสุทธิ (NAV)เพิ่มขึ้นจากราคาเสนอขายครั้งแรกที่ 10 บาท ไปอยู่ที่ 11 บาทต่อหน่วย ณ วันใดวันหนึ่ง กองทุนก็จะดำเนินการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติทั้งหมด พร้อมเลิกกองทุน (โดยกองทุนจะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนทั้งหมดโดยอัตโนมัติภายใน 5 วันทำการ ถัดจากวันที่มูลค่าหน่วยลงทุนอยู่ที่ระดับ 11.00 บาท โดยจะนำเงินค่าขายคืนหน่วยลงทุนไปลงทุนในกองทุนเปิด ไอเอ็นจี ไทย แคช แมเนจเม้นจ์)

ทั้งนี้ กองทุนดังกล่าวมีจุดเด่นอยู่ที่การเป็นกองทุนผสมแบบไม่กำหนดสัดส่วนการลงทุนในตราสารแห่งทุน โดยผู้จัดการกองทุนสามารถปรับลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นได้ตามความเหมาะสมกับสภาพตลาด ทำให้สามารถบริหารการลงทุนได้เป็นอย่างดีในทุกช่วงภาวะตลาดการลงทุน ซึ่งที่ผ่านมา กองทุนในกลุ่ม “อีควิตี้ ทริกเกอร์” ภายใต้การบริหารจัดการของ บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) ประสบความสำเร็จและสามารถเข้าถึงผลตอบแทนเป้าหมายได้ โดยล่าสุดกองทุนเปิด ไอเอ็นจี ไทย ทริกเกอร์ 10% (5) และ (6) สามารถสร้างผลตอบแทนเป้าหมายได้ หลังจากลงทุนเพียงแค่ 3 เดือน 19 วัน และยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ คือ 10.44% และ 10.37% ตามลำดับ

ในขณะที่ นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน ฝ่ายจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เนื่องจากอัตราปันผลเฉลี่ยของตลาดหุ้นไทยอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเปรียบเทียบกับเงินปันผลเฉลี่ยของประเทศในแถบเอเชีย ซึ่งถือว่าสูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของทุกประเทศทั่วโลก เช่น 5 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนปันผลเฉลี่ย 4.3% ในขณะที่ประเทศ เช่น เกาหลีใต้ให้ปันผลเฉลี่ยเพียง 1.6% และฟิลิปปินส์มากสุดก็เท่ากับ 3.4% เท่านั้น และใน 2-3 ปีข้างหน้า ตลาดหุ้นไทยก็ยังน่าจะสร้างผลตอบแทนปันผลเฉลี่ยในอัตราที่สูงกว่าต้นทุนดอกเบี้ยที่ค่อนข้างต่ำมากทั่วโลก ที่สำคัญกว่านั้น แนวโน้มการทำกำไรของตลาดหุ้นไทย (Earnings Consensus) จากข้อมูล Bloomberg (ณ กันยายน 2555) พบว่าใน 3-4 ปียังเห็นเป็น uptrend เหมือนกับในช่วงปีรัฐบาลสมัยที่เริ่มลงทุนในอีสเทิรน์ซีบอร์ด

นอกจากนั้นแล้ว การลงทุนของเหล่าบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย เพื่อยกระดับการดำเนินธุรกิจให้พร้อมที่แข่งขันกับธุรกิจข้ามชาติได้อย่างทัดเทียมเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ การเปิดรับประชาคมอาเซียน หรือ AEC ที่จะมีขึ้นในปี 2558 นับเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้นไทย และเมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยได้เริ่มระบบการเชื่อมโยงระบบการซื้อขายในตลาดทุนระดับอาเซียน หรือ ASEAN Trading Link กับตลาดหุ้นมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งระบบดังกล่าวจะก่อให้เกิดความร่วมมือของตลาดทุนอาเซียน 4 ด้าน คือ การส่งเสริมธุรกรรมข้ามตลาด การพัฒนาช่องทางการเข้าถึงหลักทรัพย์อาเซียนให้สะดวกและง่ายขึ้น การออกผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิงหลักทรัพย์อาเซียนและการเพิ่มสภาพคล่องของตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาคอาเซียน ทำให้เชื่อว่า ด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนไทยจะทำให้นักลงทุนจากประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์สนใจเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มมากขึ้น

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน ยังกล่าวด้วยว่า มาตรการกระตุ้นการลงทุนของภาครัฐจะเริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้น จากมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เน้นในด้านการลงทุนของภาครัฐจากโครงการเมกะโปรเจ็คที่คาดว่าจะเริ่มมีเงินลงทุนเข้าสู่ระบบในปี 2556 รวมถึงการลงทุนของภาคเอกชนที่เพิ่มมากขึ้น และการกระตุ้นการบริโภคของประชาชนภายในประเทศ นับเป็นการเร่งการลงทุนเพื่อขยายการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2556 ส่งผลให้เกิดการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระดับภูมิภาคจากการกระจายความเจริญแบบสังคมเมืองไปสู่ชนบท (Urbanization) จากความมั่งคั่งและกำลังซื้อของประชาชนที่เพิ่มขึ้นตามมา

สำหรับเป้าหมาย SET Index สำนักวิจัยหลายแห่งได้ปรับเป้าหมาย SET Index ในปี 2556 ไว้ที่ระดับ 1420-1450 จุด ซึ่งมีโอกาสเพิ่มขึ้นอีก 10%-12% รวมทั้งการที่รัฐบาลลดภาษีนิติบุคคล ลงเหลือ 20% ในปี 56 ส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้คาดว่าอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ปี 2556 จะเติบโตที่ระดับ 13%-16% จากสัดส่วน P/E ของไทยที่ 12 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของสัดส่วน forward P/E ในภูมิภาคที่ 13-14 เท่า

นายจุมพลกล่าวเพิ่มเติมว่า จากปัจจัยทั้งหมดจะส่งผลดีต่อทิศทางการลงทุนตลาดหุ้นไทยในระยะต่อไป และหากพิจารณาการลงทุนในช่วงนี้นับเป็นจังหวะที่ดีสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่จะสามารถทำให้ “กองทุนเปิด ไอเอ็นจี ไทย ทริกเกอร์ 10% (7)” มีโอกาสถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยคาดหวังว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างดี ประกอบกับนโยบายการลงทุนที่ยืดหยุ่นมากขึ้นทำให้มีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนเป้าหมายที่ง่ายขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพในการจับจังหวะเข้าออก รวมทั้งการคัดกรองหุ้นที่มีคุณภาพ มีโอกาสในการเติบโต จะทำให้กองทุนสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนภายในระยะเวลาที่เหมาะสม” นายจุมพลกล่าว

ทั้งนี้ “กองทุนเปิด ไอเอ็นจี ไทย ทริกเกอร์ 10% (7)” จะเสนอขายระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2555 โดยกำหนดการจองซื้อขั้นต่ำ 2,000 บาท ซึ่งผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายธุรกิจกองทุนและที่ปรึกษาการลงทุน บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) โทรศัพท์ 02-688-7777 กด 2 หรือ //www.ingfunds.co.th หรือธนาคารทหารไทย ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุน





 

Create Date : 29 ตุลาคม 2555    
Last Update : 29 ตุลาคม 2555 8:24:42 น.
Counter : 1541 Pageviews.  
Share to Facebook

ที เอส ฟลาวมิลล์ (TMILL) เปิดจอง IPO วันที่ 9-16 พ.ย.และเปิดซื้อขายในตลาดวันที่ 23 พ.ย. 55

ที เอส ฟลาวมิลล์ หรือ TMILL ผู้ผลิตแป้งสาลีคุณภาพของไทย พร้อมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน เพื่อนำเงิน 140 ล้านบาทชำระคืนเงินกู้ และอีก 123.5 ล้านบาทใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน อีกทั้งเตรียมพร้อมขยายกำลังการผลิต เตรียมซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์ ถังไซโล ขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว แต่งตั้งเอเซีย พลัสเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปจำนวน 85 ล้านหุ้น หุ้นละ 3.10 บาท เปิดจองสำหรับผู้ถือหุ้น ไทยชูการ์ เทอร์มิเนิ้ล วันที่ 9-13 พฤศจิกายน และสำหรับนักลงทุนทั่วไปในวันที่ 14-16 พฤศจิการยนนี้ และจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ วันที่ 23 พฤศจิกายนนี้

ดร.ชาญกฤช เดชวิทักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที เอส ฟลาวมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TMILL เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมในการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) โดยแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย (Lead Underwriters) และแต่งตั้งผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่าย (Co-Underwriters) อีก 4 บริษัท ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็บมี (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ซึ่งการระดมทุนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงิน 140 ล้านบาทชำระคืนเงินกู้ และอีก 123.5 ล้านบาทใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน อีกทั้งเตรียมพร้อมขยายกำลังการผลิต เตรียมซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับผลิตแป้งสาลี รวมทั้งถังไซโลสำหรับเก็บวัตถุดิบข้าวสาลีและแป้งสาลี เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตแป้งสาลีจากปัจจุบันที่ผลิตได้ 250 ตันข้าวสาลีต่อวัน เป็น 500 ตันข้าวสาลีต่อวัน 

“TMILL จะเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 85 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 3.10 บาท มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท โดยจะจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม ได้แก่ บริษัท ไทยชูการ์ เทอร์มิเนิ้ล จำกัด (มหาชน) จำนวน 25.35 ล้านหุ้น และเสนอขายให้กับประชาชน 59.65 ล้านหุ้น เปิดให้มีการจองหุ้นสำหรับผู้ถือหุ้น ไทยชูการ์ เทอร์มิเนิ้ล วันที่ 9-13 พฤศจิกายน และสำหรับนักลงทุนทั่วไปในวันที่ 14-16 พฤศจิการยน 2555 และจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2555 โดยมั่นใจว่าหุ้นของ TMILL จะได้รับความสนใจจากนักลงทุน” ดร.ชาญกฤช กล่าว

ดร.ชาญกฤช กล่าวว่า บริษัทฯ มุ่งให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพสินค้าเป็นอย่างมาก เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ข้าวสาลีที่มีมาตรฐานสูง นำมาผ่านกระบวนการผลิตที่ทันสมัย ติดตามการทำงานทุกขั้นตอนด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพของแป้งสาลีสูตรต่างๆ ได้อย่างแม่นยำจนได้เป็นแป้งสาลีที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งปัจจุบัน มีผู้ผลิตสินค้าจำนวนมากให้ความไว้วางใจสั่งซื้อแป้งสาลีจากบริษัทฯ จนไม่สามารถผลิตได้เพียงพอกับความต้องการ บริษัทฯ จึงมั่นใจว่าการเพิ่มกำลังการผลิตอีกเท่าตัว จะมีตลาดรองรับอย่างแน่นอน โดยบริษัทฯ มีแผนที่จะขยายฐานลูกค้าให้หลากหลายครอบคลุมผู้ประกอบการทั้งขนาดใหญ่ กลาง เล็ก และขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น จากเดิมที่มุ่งเน้นลูกค้าในกรุงเทพและปริมณฑล ขณะเดียวกันจะขยายปริมาณขายให้กับลูกค้าเดิมเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่ควบคุมปริมาณการขายไว้ที่ 30% ต่อราย นอกจากนี้ การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 จะส่งผลดีกับบริษัทฯ ในแง่ของการเพิ่มฐานลูกค้าในภูมิภาคนี้ด้วย 

“สำหรับรายได้รวมของบริษัทฯ ระหว่างปี 2552-2554 เท่ากับ 1,063.2 ล้านบาท 898.6 ล้านบาท897.8 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นกำไรสุทธิ 38.5 ล้านบาท 68.7 ล้านบาท 32 ล้านบาท ตามลำดับ ในส่วนของรายได้รวม 6 เดือนแรกของปี 2555 อยู่ที่ 525.1 ล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิ 53.8 ล้านบาท หลังการขยายกำลังการผลิตแล้ว บริษัทฯ คาดว่าจะทำให้รายได้และกำไรในปี 2557 เติบโตเป็นเท่าตัว” ดร.ชาญกฤช กล่าว




 

Create Date : 27 ตุลาคม 2555    
Last Update : 27 ตุลาคม 2555 10:42:33 น.
Counter : 1981 Pageviews.  
Share to Facebook

ธนาคารกสิกรไทย ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ เริ่มวันที่ 24 ตุลาคม 2555

นายสมเกียรติ ศิริชาติไชย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของทางการและการแข่งขันในตลาด มีผลตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2555 เป็นต้น โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.13% โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MLR) ปรับจาก 7.13% เป็น 7.00%

สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ธนาคารได้ปรับลดลง 0.05-0.50% โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน เดิม 1.80%-2.20% ปรับเป็น 1.65%-2.05% เงินฝากประจำ 6 เดือน เดิม 2.25%-2.50% ปรับเป็น 2.00%-2.25% เงินฝากประจำ 12 เดือน เดิม 2.65% ปรับเป็น 2.40%-2.60% เงินฝากประจำ 24 เดือน เดิม 3.00% ปรับเป็น 2.65% และเงินฝากประจำ 36 เดือน เดิม 3.20% ปรับเป็น 2.70%




 

Create Date : 23 ตุลาคม 2555    
Last Update : 23 ตุลาคม 2555 10:38:30 น.
Counter : 1797 Pageviews.  
Share to Facebook

บลจ.กรุงไทย เปิดขายกองทุนเปิดกรุงไทยตราสารหนี้ เอฟไอเอฟ 27 ผลตอบแทนประมาณ 3.90 % ต่อปี วันที่ 16-22 ตุลาคม 2555

นายสมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าเปิดอีก 2 กองทุนตราสารหนี้ เพื่อรองรับเงินลงทุนของลูกค้าที่กองทุนครบกำหนดอายุโครงการ และมองหาช่องทางการลงทุนอย่างต่อเนื่อง บริษัทจึงได้เปิดจำหน่ายกองทุนเปิดกรุงไทยตราสารหนี้ เอฟไอเอฟ 27 (KTFF27 ) ในวันที่ 16-22 ตุลาคม 2555 อายุโครงการ 2 ปี จ่ายผลตอบแทนคืนทุก6 เดือน มูลค่าโครงการ 5,000 ล้านบาท เงินลงทุนขั้นต่ำ 10,000 บาท เน้นลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ เช่น เงินฝากประจำ First Gulf Bank , Unoin National Bank , บัตรเงินฝาก Banco Do Brasil S.A. , MTN ของ Banco Bradesco BBA , MTN ของ Itau Unibanco S.A. , LPN ของ VTB Capital SA และ LPN ของ Gaz Capital SA ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนประมาณ 3.90 % ต่อปี

นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ในระหว่างการเปิดซื้อขายรอบใหม่ ( Roll Over ) สำหรับกองทุนเปิดกรุงไทยสมาร์ท อินเวส 6 เดือน 1 (KTSIV6M1 ) เปิดจำหน่ายถึงวันที่ 19 ตุลาคม 2555 อายุ 6 เดือน เน้นลงทุนในเงินฝาก ตั๋วแลกเงิน ของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และธนาคารธนชาต 43 % ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกงอทุน ส่วนที่เหลือลงทุนในตั๋วแลกเงินของภาคเอกชน ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนประมาณ 2.95% ต่อปี




 

Create Date : 17 ตุลาคม 2555    
Last Update : 17 ตุลาคม 2555 10:08:57 น.
Counter : 1661 Pageviews.  
Share to Facebook

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  

xemmy
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]




Friends' blogs
[Add xemmy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.