5 เหตุการณ์สำคัญ ปฏิทินเศรษฐกิจสัปดาห์นี้ (26-30 ส.ค.)


1. การตอบโต้เอาคืนในสงครามทางการค้า
จีนได้ออกมาประกาศเมื่อวันเสาร์ว่า จีนไม่เห็นด้วยอย่างมากกับการตัดสินใจของสหรัฐฯ ที่จะเรียกเก็บภาษีศุลกากรจีนเพิ่มอีกเป็นมูลค่า 5.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ และเตือนว่าสหรัฐฯ จะต้องได้รับกับผลกระทบอย่างแน่นอนหากสหรัฐฯ ไม่ยอมยุติ "การกระทำที่ผิด ๆ"
คำพูดดังกล่าวตามมาหลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเรียกเก็บภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 5.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มอีก 5%
ทรัมป์เริ่มเชื่อมโยงความขัดแย้งของเขากับจีนและเฟดเข้าด้วยกันเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ด้วยการทวีตว่าเฟดไม่ยอมให้ความช่วยเหลือด้วยการปรับนโยบายทางการเงินให้ผ่อนคลายลงเลย แถมยังตั้งคำถามด้วยว่า "ใครเป็นศัตรูตัวจริงกันแน่" ระหว่างประธานาธิบดีจีน นายสี จิ้นผิง หรือประธานเฟด นายเจอโรม เพาเวลล์
2. การประชุม G7
ประธานาธิบดีฝรั่งเศส นายเอ็มมานูเอล มาครง จะเป็นเจ้าภาพการจัดการประชุม G7 ในวันที่ 24-27 สิงหาคมนี้ที่กรุงเบียร์ริตซ์ โดยเขาได้หยิบยกประเด็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกมาเป็นประเด็นหลักในการประชุมนี้ด้วย แต่สำหรับหัวข้อการประชุมนี้และหัวข้ออื่น ๆ แล้ว ทรัมป์มีจุดยืนที่แตกต่างจากผู้นำคนอื่น ๆ โดยสิ้นเชิง เห็นได้จากที่ทรัมป์เป็นผู้จุดชนวนการเรียกเก็บภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าจากประเทศต่าง ๆ ในสหภาพยุโรปและประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นผู้เสนอให้มีการเชิญประเทศรัสเซียกลับเข้ามาในการประชุม G7 ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากสมาชิกประเทศอื่น ๆ อีกด้วย
การที่มาครงเรียกเก็บภาษีรายการใหม่กับบริษัทสหรัฐฯ ได้ทำให้ทรัมป์ขุ่นเคือง และจึงข่มขู่ว่าจะตอบโต้เอาคืนด้วยการเรียกเก็บภาษีศุลกากรสินค้าประเภทไวน์จากฝรั่งเศสเช่นกัน
อีกประเด็นหนึ่งที่ผู้ลงทุนต่างจับตาคือจะมีการกล่าวถึงแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจใด ๆ ในไตรมาสนี้หรือไม่ โดยเฉพาะในเยอรมนีที่นางอังเกลา แมร์เกิล ยังคงลังเลไม่นำแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจมาใช้
3. ข้อมูลทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของสหรัฐฯ ครั้งที่สองจะประกาศออกมาในวันพฤหัสบดี ซึ่งตัวเลขคาดการณ์เบื้องต้นชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาสที่สองมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 2.1% ชะลอตัวลงจาก 3.1% ในไตรมาสแรก
และในวันนี้จะมีการประกาศ ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน ซึ่งตลาดจะได้ทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจการภาคการผลิตและรายจ่ายเพื่อการลงทุน ส่วนวันพฤหัสบดีจะมีการรายงาน ตัวเลขดุลการค้า อีกทั้ง ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค, ยอดรอขายบ้าน และ ดัชนีราคา PCE อันเป็นตัวเลขชี้วัดอัตราเงินเฟ้อสำคัญที่เฟดมักใช้อ้างอิงอีกด้วย
4. อัตราเงินเฟ้อในฝั่งยูโรโซน
ดัชนีบรรยากาศทางธุรกิจ {{ecl-132||Ifo}} ของเยอรมนีจะเป็นที่น่าจับตาอย่างมาก ท่ามกลางความกังวลว่าเศรษฐกิจเยอรมนีมีแนวโน้มที่จะทรุดตัวลงสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในไตรมาสที่สาม
ตัวเลข อัตราเงินเฟ้อ เบื้องต้นที่จะมีการรายงานในปลายสัปดาห์นี้ จะช่วยบ่งบอกถึงความจำเป็นที่จะต้องใช้มาตรการใด ๆ เพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นการเติบโตด้านราคา โดยตัวเลขล่าสุดนับตั้งแต่การประชุมธนาคารกลางยุโรปนั้นยังอ่อนแออย่างมาก และธนาคารกลางยุโรปเองก็ได้เน้นย้ำไว้เมื่อการประชุมวันที่ 25 กรกฎาคมแล้วว่า ธนาคารกลางกำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมตัวเพื่อให้การสนับสนุน
ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อที่อ่อนแอน่าจะเป็นตัวแปรสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการพิจารณาปรับอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายของ ECB อันจะปูทางไปสู่การใช้แผนการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่กว่านี้ได้
5. ผลประกอบการบริษัทผู้ค้าปลีก
ในสัปดาห์นี้ผู้ลงทุนจะได้ทราบข้อมูลผลประกอบการรายไตรมาสจากทั้งบริษัทผู้ค้าปลีกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ Best Buy (NYSE:BBY) และบริษัทผู้ค้าปลีกสินค้าลดราคา Dollar Tree (NASDAQ:DLTR)
ยอดค้าปลีกและผลประกอบการบริษัทผู้ค้าปลีกที่แข็งแกร่งถือเป็นจุดแข็งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในเดือนนี้ อีกทั้งยังช่วยผ่อนคลายความกังวลต่อแนวโน้มการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ท่ามกลางความขัดแย้งทางการค้าที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น และสัญญาณที่บ่งบอกถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจโลกอีกด้วย
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ราคาหุ้นของ Target (NYSE:TGT) ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในประวัติการณ์ภายหลังจากผลประกอบการประจำไตรมาสที่สองออกมาดีกว่าผลคาดการณ์ แต่ทางด้าน Home Depot (NYSE:HD) กลับออกมาเตือนตลาดว่ายอดขายของบริษัทอาจจะชะลอตัวลงเนื่องจากผลกระทบด้านภาษีจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่อาจเกิดขึ้น
Investing.com-เนื้อหาข่าวได้รับการสนับสนุนจากสำนักข่าวรอยเตอร์
 



Create Date : 26 สิงหาคม 2562
Last Update : 26 สิงหาคม 2562 9:54:06 น.
Counter : 52 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
วิเคราะห์ EUR/USD วันที่ 19 สิงหาคม 2562

 EUR / USD

คู่สกุลเงินลดลงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเนื่องจากความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของ ZEW ที่อ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้ซึ่งยังคงลดลงต่อเนื่องอยู่ในแดนลบ

ข้อมูลสหรัฐในเชิงบวกมากขึ้นกว่าที่คาดไว้ ดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐได้เพิ่มขึ้นถึง 0.3% ตามที่คาดไว้ ดัชนีราคาผู้บริโภคหลักของสหรัฐเพิ่มขึ้น 0.3% ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

ยอดค้าปลีกก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ยอดค้าปลีกหลักเติบโตถึง 1,0% ดัชนีการผลิตของฟิลลี่เฟดมีถึง 16,8 ซึ่งสูงกว่า 10,1 ตามการคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญ

คู่สกุลเงินสามารถเติบโตได้โดยไม่คำนึงถึงแรงกดดันพื้นฐาน EUR / USD น่าจะมีการปรับฐานเนื่องจากมีรูปแบบการตอกบนกราฟ รุ่นนี้จะถูกปฏิเสธหากราคาจะต่ำลง

 

 GBP / USD

คู่สกุลเงินไม่สามารถถือต่ำกว่า 1,2108 ข้อมูลสถิติในสหราชอาณาจักรดีกว่าที่คาดการณ์ไว้และให้การสนับสนุนเพิ่มเติมกับ GBP เหตุการณ์เชิงลบบางอย่างจำเป็นสำหรับคู่สกุลเงินเพื่อพัฒนาการปฏิเสธ

ยอดค้าปลีกของสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นเป็น 0,2% ซึ่งต่ำกว่าการอ่านครั้งก่อน แต่สูงกว่าการคาดการณ์ ดัชนีราคาผู้บริโภคในสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้น 2,1%

ในทางเทคนิคคู่สกุลเงิน GBP / USD สามารถพัฒนาการเติบโตในสัปดาห์นี้เนื่องจากสูงกว่า 1,2108 โดยพื้นฐานแล้วคู่สกุลเงินอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างไรก็ตามเราไม่คาดว่าจะมีการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

Origin: https://th.wforex.com/news/kicchkrrmsamkhay-wanthii-19-23-singhaakhm-2562




Create Date : 19 สิงหาคม 2562
Last Update : 19 สิงหาคม 2562 13:52:07 น.
Counter : 52 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
ดอลลาร์สหรัฐฯ คงตัวหลังยอดค้าปลีกดีเกินคาด, เยนญี่ปุ่นอ่อนค่า

 

ดอลลาร์สหรัฐฯ คงตัวในวันนี้ที่ฝั่งเอเชีย และเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลงเมื่อยอดการค้าปลีกสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาดการณ์

ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับขึ้น 0.1% เท่ากับ 98.062 เมื่อเวลา 00:50 น. ตามเวลามาตรฐานตะวันออก (04:50 GMT)

ยอดการค้าปลีกสหรัฐฯ ประจำเดือนกรกฎาคมปรับขึ้นถึง 0.7% จากเดือนก่อนหน้า ต่างจากที่ตลาดคาดไว้ว่าจะปรับขึ้นมาเพียง 0.3%

ถึงแม้ว่าข้อมูลล่าสุดจะออกมาดี แต่นักวิเคราะห์หลายท่านก็ย้ำเตือนว่าความสงบสุขที่เกิดขึ้นในตลาดซื้อขายอาจไม่ยั่งยืน

กราฟผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่กลับกันได้จุดชนวนความหวาดหวั่นต่อการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ขณะที่ความเปราะบางของสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ-จีนยังคงน่ากังวล และล่าสุดจีนก็ได้ประกาศแล้วว่าจะตอบโต้เอาคืนการเรียกเก็บภาษีศุลกากรสินค้าจีนของสหรัฐฯ อย่างแน่นอน

นอกจากนี้เหตุการณ์ประท้วงในฮ่องกงที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ก็มีแววว่าจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-จีนด้วย เมื่อวานนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวว่า เขาเชื่อว่าผู้นำจีน นายสี จิ้นผิง จะแก้ไขปัญหาในฮ่องกงได้ "อย่างทันท่วงทีและมีมนุษยธรรม" ทว่าจีนก็ได้ตอบโต้ด้วยการกล่าวว่า จีนไม่ต้องการให้ความคิดเห็นจากภายนอกประเทศมาข้องเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ภายในประเทศ

ค่าเงินเยนที่มีความปลอดภัยสูงกลับอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากแรงกระตุ้นของผู้ลงทุนได้หวนกลับมาอีกครั้งท่ามกลางความคาดหวังว่าธนาคารกลางต่าง ๆ โดยเฉพาะเฟด จะเข้ามาดำเนินการปรับนโยบายทางการเงินให้ผ่อนคลายลง

คู่ USD/JPY ปรับขึ้น 0.1% เท่ากับ 106.13

โดย  Investing.com 




Create Date : 16 สิงหาคม 2562
Last Update : 16 สิงหาคม 2562 13:58:57 น.
Counter : 40 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
หุ้นสหรัฐฯ ขยับลงอีกครั้งเนื่องจากความกังวลต่อสถานการณ์สงครามการค้า


เมื่อคืนนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดิ่งลงอีกครั้งแต่พันธบัตรรัฐบาลกลับปรับขึ้น เนื่องมาจากการผสมผสานกันระหว่างความกังวลต่อสงครามการค้า ความขัดแย้งกลางเมืองฮ่องกง และการเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวมที่น่ากังวล

ดัชนี S&P 500 ปรับลง 1.23% ส่วนดัชนี อุตสาหกรรม Dow Jones ขยับลง 1.48% และดัชนี Nasdaq Composite ปรับลง 1.20% รวมถึงดัชนี Nasdaq 100 ที่ประกอบไปด้วยหุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่าง ๆ ก็ขยับลง 1.1%

ดัชนี Dow สูญเสียสูงสุดถึง 462 จุด ก่อนที่นักลงทุนจะเริ่มทยอยเข้าซื้อเมื่อถึงระดับราคาที่ต่ำ ทำให้ดัชนีเด้งกลับขึ้นมา

ถือว่าดัชนีหลักต่าง ๆ ได้ทรุดตัวลงมาแล้วกว่า 5% จากจุดสูงสุดที่เคยทำได้ในเดือนกรกฎาคม รวมถึงพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวก็ย่อตัวลง โดยส่วนต่างระหว่าง ตั๋วเงินคลังสหรัฐฯ แบบอายุสิบปีและแบบอายุสองปี ได้ขยับเข้าหากันจนเหลือส่วนต่างที่น้อยที่สุดเพียง 6 จุด ซึ่งเป็นส่วนต่างที่น้อยที่สุดตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา ส่วนทางด้านตั๋วเงินคลังสหรัฐฯ แบบอายุสิบปีก็ขยับลง 1.64% สู่ระดับที่ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2016 เลยทีเดียว

ส่วนต่างของพันธบัตรรัฐบาลที่แคบลง ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความกังวลที่มากขึ้นว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-จีนจะดำเนินต่อไป และจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกไปเรื่อย ๆ อีกด้วย โดยนักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs (NYSE:GS) ได้กล่าวไว้เมื่อวันอาทิตย์ว่า พวกเขาไม่คิดว่าความไม่ลงรอยของทั้งสองฝ่ายจะคลี่คลายก่อนการเลือกตั้งปี 2020

ทางฝั่งจีนก็ประสบปัญหาจากการประท้วงในฮ่องกงอย่างต่อเนื่อง และยังมีความเป็นไปได้สูงขึ้นเรื่อย ๆ ว่ารัฐบาลจีนจะต้องส่งกองกำลังทหารเข้าไปยังฮ่องกงเพื่อควบคุมสถานการณ์อย่างแน่นอน

โดย Investing.com  




Create Date : 13 สิงหาคม 2562
Last Update : 13 สิงหาคม 2562 13:01:45 น.
Counter : 40 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
การแก่ตัวอย่างรวดเร็วของประชากรไทย

เมื่อปลายเดือนก.ค. ที่ผ่านมา องค์การสหประชาชาติได้จัดทำรายงานล่าสุดเกี่ยวกับประชากรของโลก ซึ่งสำนักข่าว Bloomberg ได้นำเอามาเสนอข่าวเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับประเทศไทย (เมื่อ 25 ก.ค. 2019) ว่าประเทศไทยนั้นมีความเหมือนกับประเทศสวิสเซอร์แลนด์และฟินแลนด์ในเรื่องเดียวคือ มีการแก่ตัวของประชากรที่รวดเร็วเหมือนกัน แต่เรื่องอื่นๆ นั้น ไม่มีอะไรที่คล้ายคลึงกันเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของสถานะทางเศรษฐกิจ เพราะในขณะที่ประเทศไทยประชาชนมีรายได้ต่อหัวเท่ากับประมาณ 2 แสนบาทต่อปี (แต่คนส่วนใหญ่จะมีรายได้ต่ำกว่านี้มากเพราะความเหลื่อมล้ำทั้งในเชิงของรายได้และความเป็นเจ้าของทรัพย์สิน) ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ประชาชนมีรายได้ต่อหัวประมาณ 2.44 ล้านบาทต่อปี และประเทศฟินแลนด์ประชาชนมีรายได้ต่อหัวประมาณ 1.51 ล้านบาทต่อปี

การแก่ตัวอย่างรวดเร็วของประชากรไทยนั้นเป็นผลมาจากความสำเร็จในการรณรงค์เพื่อให้คนไทยมีลูกน้อยลงตั้งแต่ทศวรรษ 70(หลายคนจะจำคำขวัญ “มีลูกมากจะยากจน” ได้) ซึ่งในขณะนั้นประชากรไทยมีอัตราการเกิดใหม่ (fertility rate) ประมาณ 6.6 คน (ต่อพ่อ-แม่ 2 คน) และต่อมาก็ลดลงอย่างรวดเร็วเหลือ 2.2 คนในช่วงทศวรรษ 90 ซึ่งเป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับอัตราต่ำสุดที่จะรักษาให้ขนาดของประชากรไม่ลดลง (ซึ่งจะต้องมีการเกิดใหม่ไม่ต่ำกว่า 2.1 คน) แต่ปรากฏว่าอัตราการเกิดใหม่ของไทยลดลงอย่างต่อเนื่องไปอีกเหลือเพียง 1.5 คนในปัจจุบัน ซึ่งต่ำกว่าประเทศจีนที่ 1.7 คน ประเด็นคือการเกิดใหม่ที่ต่ำเช่นนี้จะทำให้จำนวนคนไทยที่ปัจจุบันมีทั้งหมด 68 ล้านคนจะเพิ่มขึ้นอีกเพียงเล็กน้อยในอีก 5-10 ปีข้างหน้าที่ประมาณ 69 ล้านคน แล้วลดลงอย่างต่อเนื่องถึง 34.1% ในปี 2100 (อีก 81 ปีข้างหน้า) ทำให้ประชากรไทยมีเหลือเพียง 45.5 ล้านคน

การลดลงในระยะยาวของประชากรโดยรวมนั้น ก็มีด้านดีที่น่าจะทำให้ความแออัดในเมืองใหญ่ลดลงและน่าจะเป็นการช่วยลดปัญหามลพิษ การรุกล้ำป่า การแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ การขาดแคลนน้ำและอาหารฯลฯ แต่ในขณะเดียวกันอุปสงค์ก็จะลดลงในทุกมิติด้วย รวมทั้งความต้องการใช้บริการสาธารณะ เช่น การขนส่งมวลชน ตลอดจนความต้องการอสังหาริมทรัพย์และสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้อง กล่าวคือยอดขายของธุรกิจทุกประเภทที่มี แต่จะต้องเพิ่มขึ้นทุกๆ ปีนั้น ต่อไปการรักษายอดขายไม่ให้ตกในแต่ละปีก็จะเป็นเรื่องที่ท้าทายผู้ประกอบการอย่างมาก




Create Date : 09 สิงหาคม 2562
Last Update : 9 สิงหาคม 2562 17:28:51 น.
Counter : 28 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  

BlogGang Popular Award#15



สมาชิกหมายเลข 5324099
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]