So many projects, so little time.
Group Blog
 
All blogs
 

10. ผ่า..ตัด..ปะ

การรักษา มีการผ่า..ตัด..และปะด้วยค่ะ เป็นยังไง มาดูกัน

หลังจากพักฟื้นได้ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ แม่ก็เข้ารับการผ่าตัดอีกรอบ

คราวนี้เพื่อจัดการก้อนมะเร็งที่ไปกินกะโหลก..จริงๆมันกินหลายจุด แต่ขอเริ่มจัดการจุดใหญ่ก่อน..หมออยากผ่าอีกจุดพร้อมกัน แต่เรากลัวร่างกายแม่ทนไม่ไหว ก็แม่จะเจ็ดสิบอยู่แล้วนี่..

บริเวณที่เป็น คือกะโหลกด้านหลัง ที่หัวด้านนอก ปูดออกมาเต็มอุ้งมือ ขนาดเท่าผลส้มเขียวหวานลูกโตๆ ครึ่งนึง อยู่ข้างนอก อีกครึ่งฝังอยู่ข้างใน

ก่อนผ่า หมอต้องมาวางแผนกันบนหัวแม่ หมอศัลยกรรม ผู้ไม่เห็นด้วยกับการผ่า..เลยออกอาการเหวี่ยงๆใส่เรา และพูดไม่ดีกับแม่ ฉันกับพ่อก็พยายามเข้าใจ แล้วคอยปลอบพี่-น้อง ร้วมทั้งสองสะใภ้ ให้ใจเย็นๆ อย่าเอาเรื่องหมอ..(แต่ไม่เป็นไร เพราะพี่พยาบาลทนไม่ได้ ไปฟ้องแทนแล้ว)

วันก่อนผ่า พยาบาลมาโกนผมแม่..เห็นลูกส้มที่หัวชัดๆ มันดูเหมือนลูกเทนนิสมากกว่า ใครเคยตีเทนนิสแล้วตีแรงจนอัดเข้าไปในกรงตาข่ายสนามเทนนิสมั้ยคะ..อารมณ์นั้นเลย เหมือนแม่มีลูกเทนนิสฝังหัวอยู่ ยังไงยังงั้น..

หมอวางแผนการผ่า โดยใช้ปากกาเคมีเขียนไปบนหนังหัว เหมือนแผนที่ลายแทงโจรสลัด หลานชายย่ามาเยี่ยม อึ้งไปเลย ไปจ้องๆหัวย่าตลอด ไม่รู้งงที่ย่าไม่มีผม หรืองง ที่ย่ามีลายที่หัวกันแน่

เมื่อผ่าเอามะเร็งออก หมอต้องตัดเอากะโหลกออกไปด้วย และต้องตัดเผื่อไปอีกหน่อย เพื่อให้ถอนรากถอนโคนเจ้าเชื้อมะเร็ง แล้วเอากะโหลกเทียม ปะเข้าไปแทนที่กะโหลกจริง

จากผล MRI ระบุไว้ว่า ก้อนมะเร็งน่าจะไม่เข้าไปถึงสมอง เพราะมีเยื่อหุ้มสมองกั้นอยู่..แต่ว่าเจ้าก้อนนั้น อยู่ห่างจากเส้นเลือดเส้นหลักกลางสมอง แค่ 3 mm. เท่านั้น!!!

เป็นไปได้มากเลยที่การผ่าตัดจะผิดพลาด..และแม่อาจตายคามือหมอ..นี่หมอพูดเองเลยนะ แต่หมอก็สัญญาว่าจะทำให้ดีที่สุด..หมอสัญญาอย่างลูกผู้ชาย เราก็พร้อมวางมือวางใจ และวางชีวิตไว้ในมือหมอ..

การผ่าครั้งนี้ กินเวลากว่า 8 ชั่วโมง !!

เพราะนอกจากจะผ่าเปลี่ยนกะโหลกแล้ว ยังต้องให้หมอศัลยกรรมปิดแผลด้วย หนังศรีษะต้องถูกตัดออก เพราะต้องเอามะเร็งออกให้ไม่เหลือซาก การเย็บปิดแผลผ่าตัด จึงยากกว่าการเปลี่ยนกะโหลกเสียอีก..

ปกติถ้ามีแผลเปิด แล้วต้องการเย็บปิด ก็ดึงหนังมาติดกันแล้วเย็บ ไม่ว่าแผลกว้างแค่ไหนก็เย็บได้ เพราะผิวหนังยืดได้ แต่ไม่ใช่หนังศรีษะ

เมื่อต้องผ่าหนังศรีษะออกไป ก็ต้องหาอะไรมาปิดกะโหลกไว้ บริเวณที่เป็นกะโหลกเทียมไม่มีเส้นเลือดหล่อเลี้ยง จึงต้องย้ายหนังศรีษะส่วนที่มีเส้นเลือด (และเส้นผม) มาปิด โดยยกเป็นแผ่นๆ (Flap) แล้วโยกมาปิดตรงกะโหลกเทียม โดยยังมีส่วนที่ติดกันอยู่เพื่อให้เลือดเดินทางมาหล่อเลี้ยงได้

หมอจึงเลาะหนังศรีษะส่วนหน้า โยกมาแปะส่วนหลัง พอหนังศรีษะส่วนนั้นถูกโยกออกไป ก็ต้องไปลอกหนังบางๆจากผิวส่วนอื่น มาปิดตรงส่วนนั้น หมอลอกหนังจากต้นขาด้านหลัง ตอนลอกออก หนังหายไปเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยม ดูแล้วหายไปเป็นชั้นบางๆเอง บางมากๆเลย ( แต่พอแผลหาย กลายเป็นแผลนูนน่ากลัว แต่เป็นที่ขาเลยไม่มีใครเห็น)

การผ่าตัด มีเรื่องเกินคาดการณ์นิดหน่อย เพราะต้องตัดกะโหลกขนาดใหญ่กว่าที่ประมาณการณ์ไว้ จากที่กะไว้ว่าเส้นผ่าศูนย์กลางกะโหลกที่เจาะ น่าจะประมาณ 10 ซ.ม. กลายเป็น 14 ซ.ม.

การย้ายหนังศรีษะจึงยุ่งยากตาม ถึงได้ใช้เวลาไปมากขนาดนั้นเลย

เมื่อออกจากห้องผ่าตัด หัวแม่มีผ้าพันเหมือนโมโจ โจโจ้ในเรื่อง พาวเวอร์พัฟ เกิร์ล หน้าบวมมากๆ และต้องอยู่ในห้อง ไอซียูต่ออีกอย่างน้อย 1 คืน

ห้องไอซียูตอนนี้ เหมือนในหนังสงครามโลก เพราะตึกเดิมกำลังปรับปรุง จึงต้องย้ายผู้ป่วย ICU มารวมกันในห้องเล็ก ๆที่เตียงแทบจะเกยกัน แต่ละคนที่นอนเรียงราย ต่างอยู่ในสภาพชวนหดหู่..เป็นโอกาสให้ได้ดูใจไปในตัว

แต่แม่คงดูไม่ไหว ทรมาณไม่ได้หลับ เพราะเตียงข้างๆร้องโอดโอยทั้งคืน

นี่ล่ะนะ เราถึงต้องฝึกตัวเองให้เก่งก่อนจะป่วย เพราะพอต้องเจ็บป่วยทรมาณขึ้นมาจริงๆ จิตที่ฝึกไว้ดีแล้วเท่านั้น ที่จะรับมือกับความทุกข์ทางกาย โดยใจไม่ทุกข์ได้..




 

Create Date : 16 เมษายน 2553    
Last Update : 16 เมษายน 2553 9:06:55 น.
Counter : 517 Pageviews.  

9. เริ่มรักษา..ผ่าครั้งแรก

ตอนเริ่มนัดหมาย คุณหมอวางแผนผ่า 2 ครั้ง และเนื่องจากคิวห้องพิเศษโรงพยาบาล หายากมาก เมื่อได้แล้ว จึงต้องล็อกยาวไปเลย..แปลว่าควรผ่าตัดใหญ่ทั้งสองหน ในเวลาไล่ๆกัน เพราะถ้ากลับบ้านพักฟื้นแล้วกลับมาใหม่ ถ้าไม่ได้ห้องพิเศษล่ะก็..ใครเคยไปโรงพยาบาลรัฐในต่างจังหวัด คงนึกออกนะคะ..

เราก็เกลี้ยกล่อมแม่ จนยอมอยู่โรงพยาบาลยาวเกือบเดือน..
แล้วก็เตรียมตัวเอง ให้มาอยู่กับแม่ทั้งเดือนเหมือนกัน โดย..ลางาน ลาลูก-สามี และตัดผมสั้น จะได้แห้งไว ไม่ต้องดูแล

ผ่าครั้งแรก..ผ่าเอามะเร็งที่ไทรอยด์ออกก่อน..

แม่ต้องไปนอนก่อนวันผ่าหนึ่งคืน พอถึงเวลาเข้าห้องผ่าตัด พวกเราพ่อลูกใจรอนๆ อยู่หน้าห้องผ่า หลายชั่วโมงไปแล้วแม่ยังไม่ออกมา เดินเทียวไปเทียวมาแวะเวียนกันอยู่นั่นล่ะ ใจมันร้อน จนยอมทนร้อนรอตรงระเบียงโรงพยาบาล ดีกว่ารอในห้องแอร์เย็นๆ..

หกชั่วโมงผ่านไป บ่ายสอง พี่หมอเดินออกจากห้องผ่าตัด เอามือนวดต้นคอออกมาเลย..มาบอกแค่ว่า เรียบร้อยแล้วครับ ผมขอตัวก่อน..หิวข้าว

จนซักพัก(คงอิ่มแล้วมั้ง) ถึงได้มาเล่าว่าการผ่าตัดเป็นยังไง
หมอปวดคอเพราะก้มหน้าผ่าเลาะมะเร็งออก..ที่ใช้เวลานานมาก เพราะมะเร็งมันยาวเป็นคืบ ลึกไปในคอ กอดเส้นเสียงไว้แน่น

มิน่าล่ะ คอไม่โตขึ้นเลย เพราะมันไปซ่อนอยู่ข้างในนี่เอง

หมอมั่นใจว่าเลาะมะเร็งออกได้หมดแน่ๆ
แต่เส้นเสียงก็บอบช้ำ ถ้าโชคดี เสียงก็จะกลับคืนมาภายในสามเดือน
ถ้าโชคดีน้อยหน่อย แม่ก็จะเสียงแหบๆไปเรื่อยๆ
ถ้าโชคร้าย..แม่ก็จะพูดไม่ได้อีกเลย

ที่เคยไม่ชอบตอนแม่บ่น..ตอนนี้ได้แต่อธิษฐาน ให้เสียงแม่กลับมาใสๆ บ่นได้เหมือนเมื่อก่อน

ตอนนี้ก็รอให้แม่ฟื้นเท่านั้นเอง

แล้วแม่ก็ฟื้น พร้อมเสียงแหบๆ ที่พวกเราดีใจ รวมทั้งพี่หมอด้วย..เพราะแปลว่า อย่างน้อยแม่ยังพูดได้เอง ไม่ต้องเจาะคอใส่ท่อช่วยพูด ที่แค่นึกก็หวาดเสียวแล้ว

ตอนนี้ ผ่านไปเป็นปี เสียงแม่ก็ยังแหบอยู่ ทำให้แม่พูดน้อยลงโดยปริยาย และได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อการภาวนาด้วยค่ะ

ส่วนแผลเย็บที่คอ แทบมองไม่เห็น เพราะขีดเป็นเส้นพาดขวางลำคอ ตรงกับรอยย่นๆที่คอพอดี

ย้อนกลับไปวันผ่าตัด ช่วงนี้ก็พักพื้นไปก่อน รอผ่าที่หัวสัปดาห์หน้า

ใหม่ๆแม่แทบจะทานอะไรไม่ได้ เพราะสำลัก พูดก็สำลัก กลืนน้ำลายก็สำลัก ไอตลอดทั้งวันทั้งคืน และเป็นต่ออีกหลายเดือน ทานได้แต่น้ำข้าวต้ม เอาข้าวแดงมาต้มข้นๆ ให้แม่ซดทุกวัน แทนข้าวแทนน้ำไปเลย เพราะน้ำใสๆก็ดื่มไม่ได้ และจะดื่มจากถ้วยก็ไม่ได้ต้องใช้ช้อนตักทีละช้อน

แม่ต้องปรับตัวให้เข้ากับคอใหม่(ที่ไร้ก้อนมะเร็ง) อีกเกือบครึ่งปีเลยค่ะ




 

Create Date : 16 เมษายน 2553    
Last Update : 16 เมษายน 2553 6:56:17 น.
Counter : 220 Pageviews.  

8. หาวิธีรักษา

เมื่อรู้ต้นเหตุแล้ว ต้องมาคิดถึงวิธีการจัดการแล้วค่ะ

การรักษาคร่าวๆของมะเร็งไทรอยด์ก็คือ ผ่าเอาเซลเนื้อร้ายออกไป และรักษาด้วยการกลืนรังสีไอโอดีน เพื่อขจัดเซลที่หลงเหลือจากการผ่าตัดให้หมด แต่ของแม่ เจอช้าไป มะเร็งเลยลุกลามไปยังบริเวณอื่นด้วย..พี่หมอ บอกว่าเป็นนิยายเรื่องยาวเชียวล่ะ

แต่ที่สำคัญที่สุดคือ จะเข้าผ่าตัดที่ไหน..

ที่กรุงเทพ..ภูมิพล, จุฬา หรือเอกชน หรือที่สระบุรี..บ้านเราเอง

เราตัดสินใจให้แม่เข้ารับการรักษาที่สระบุรี ซึ่งทั้งใกล้บ้าน แบบเดินไปมาได้ไม่เหนื่อยมาก นั่งรถก็แป๊บเดียว รู้จักกับหมอ-พยาบาล หลายคน รวมทั้งพี่หมอเจ้าของไข้ ที่เป็นอาจาร์ยหมอใหญ่ ใหญ่พอจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แม่เพื่อนได้ และความที่เป็นโรงพยาบาลศูนย์ ซึ่งเป็นที่รวมของคนไข้เคสยากๆ จากในพื้นที่และโรงพยาบาลอื่นๆในอำเภอและจังหวัดใกล้เคียง..จึงเชื่อมั่นได้ว่า คุณหมอที่นี่ เก่งทุกคน เพราะมีประสพการณ์เพียบเลยทีเดียว

ที่สำคัญ แม่คงสบายใจกว่า ถ้ารักษาที่นี่ เพราะแม่ใช้สิทธิ์ผู้สูงอายุบัตรทอง รักษาฟรี ถึงแม้ลูกๆจะยินดีหาเงินมารักษาแม่เต็มที่ แต่ฉันเข้าใจความรู้สึกของแม่ แค่ที่รู้ว่าป่วย ก็ลำบากใจจะแย่ เพราะไม่อยากเป็นภาระกับลูก แล้วเมื่อต้องมีการผ่าตัด และรักษากันอีกยาวนาน คนเป็นแม่คงยอมตาย เพราะไม่อยากให้ลูกเสียเงิน..

นี่ล่ะ ความรู้สึกของแม่ ที่ลูกๆรับรู้ได้ ช่วงนั้น เรา 3 พี่น้อง คงโดนมองว่างกเงิน แต่ช่างเถอะ เรามั่นใจ ว่าเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้แม่แล้วล่ะ
(แต่ก่อนหน้านั้น ก็แอบสืบมาเหมือนกันว่าหมอที่นี่เป็นไง เมื่อได้การยืนยันว่า หมอชื่อนี้ เก่งทีเดียว วิชาการแน่นปึ๊ก ก็เลยเพิ่มความมั่นใจว่าตัดสินใจไม่ผิด ) จนถึงทุกวันนี้ ก็ยิ่งมั่นใจ และไม่ผิดหวังเลย

การรักษา ต้องทำงานเป็นทีม ส่วนแรก คือพี่หมอเจ้าของไข้ จะทำการผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออก ซึ่งคงต้องเอาออกให้หมดมากที่สุด เท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะมีมะเร็งมากน้อยแค่ไหน..ไม่ควรเหลือไว้เป็นเชื้ออีกต่อไป ส่วนนี้ผ่าตัดเอง เย็บแผลเองได้จนจบ ซึ่งคนส่วนมาก ที่เป็นมะเร็งไทรอยด์ ก็จะแค่ที่คอนี่เท่านั้นค่ะ

ส่วนที่สอง แพทย์ด้านศัลยกรรมสมองและระบบประสาท ( เห็นเรียกกันว่าหมอด้านนิวโร..Neurosurgical ) เพราะจะต้องผ่ากะโหลกศรีษะ เอาก้อนมะเร็ง และตัดกะโหลกออก เปลี่ยนกะโหลกเทียมให้แทน

ส่วนที่สาม แพทย์ด้านศัลยกรรมพลาสติก ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมความงาม ฝ่ายนี้ จะเป็นผู้ตามเก็บงานของฝ่ายที่สอง เพื่อจะปิดแผลให้ได้

ส่วนที่สี่ แพทย์ด้านรังสีวิทยา จะเป็นส่วนที่ทำการรังสีรักษา เมื่อการผ่าตัดเอาตัวเอ้ทั้งหลายออกไปแล้ว ก็จะใช้รังสีรักษาเข้าทำลายส่วนที่เหลือ

เมื่อมีหมอมาเกี่ยวข้องถึง 4 ฝ่าย..คงเข้าใจนะคะ ว่าจะต้องไปหาหมอบ่อยขนาดไหน เพื่อให้ทุกฝ่ายทำงานประสานกัน

สามฝ่ายแรก อยู่ร.พ.ศูนย์สระบุรี แต่ออกตรวจOPD กันคนละวันกัน ฝ่ายสุดท้าย เป็นที่ ร.พ.จุฬา ที่ขึ้นชื่อลือชาว่าคนไข้เยอะ

ก่อนจะรักษาใดๆได้ เราต้องตรวจกันอย่างละเอียด เพื่อรู้สภาพที่แท้จริงให้มากที่สุดก่อน เพื่อวางแผนในการรักษา

พี่หมอเจ้าของไข้ ประชุมกันเองก่อนกับเพื่อนหมอที่ร.พ.สระบุรีหลายหน เพื่อปรึกษาการรักษา และเลือกทีมแพทย์ผ่าตัด นับเป็นเคสตัวอย่างที่ดี สำหรับนักเรียนแพทย์ของโรงพยาบาลเลย

เห็นได้จากทุกครั้งที่แม่ไปหาหมอ จะมีน.ศ.แพทย์ มาอยู่ด้วยเต็มห้อง หมอตรวจไปก็สอนไป ฉันก็ฟังไปด้วย ตอบคำถามแทนแม่ไปด้วย จนเผลอๆจะนึกว่าไปเรียนกับเค้าด้วยซ้ำ

กว่าจะได้ลงมือรักษา ก็อีกหลายสัปดาห์เลยล่ะ...ต้องอยู่กับการรอคอยต่อไป แต่ครั้งหลังๆนี่ ไม่เดือดร้อนวุ่นวายแล้ว เพราะนอกจากหาความรู้เรื่องมะเร็งไทรอยด์ ฉันก็อ่านหนังสือธรรมะและปฏิบัติตามอย่างจริงจัง

เพราะเชื่อที่พี่หมอบอกว่า ถ้าฉันไม่เข้มแข็ง แม่ก็จะแย่ไปด้วย คนเป็นแม่น่ะ มองตาลูกก็รู้แล้ว ฉันต้องทำใจให้ร่าเริงเบิกบาน และเชื่อได้ก่อนว่า "แม่ไม่เป็นอะไรมากหรอก" ถึงจะเป็นกำลังใจให้แม่ได้

ฉันจึงเริ่มเติมพลังตัวเองตั้งแต่นั้น ด้วยธรรมะดีๆ และขอบคุณโอกาสนี้ ที่ทำให้ฉันได้พบทางที่แม้ยังไม่เห็นปลายทาง แต่มั่นใจได้ ว่ามาถูกทางแล้วล่ะ

อ่านเพิ่มเติมเรื่องมะเร็งไทรอยด์ได้ที่นี่
//www.bangkokhospital.com/ent/?cat=9
วิกิพีเดีย//th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B9%8C




 

Create Date : 20 เมษายน 2552    
Last Update : 20 เมษายน 2552 12:13:48 น.
Counter : 400 Pageviews.  

7. จับให้มั่น..คั้น..ไม่ตาย

เมื่อเริ่มต้นหาสาเหตุกันแล้ว ไม่ใช่ว่าตวจปุ๊บ เจอปั๊บ แล้วลงมือรักษากันได้เลย เรา..คือทั้งหมอ ผู้ป่วย และญาติ ต้องทำงานร่วมกัน นานนับเดือนเชียวล่ะ

ผลจาก FNA ครั้งแรก
หลังจากดูดชิ้นเนื้อไปตรวจแล้ว สัปดาห์ต่อมา ได้เข้ามาฟังผล (ส่วนใหญ่การมาฟังผล จะเป็นฉันมาเองคนเดียว หรือไม่ก็มากับน้องชาย แม่ไม่ต้องมา เพราะหมอกลัวมารับเชื้อโรคจากโรงพยาบาลนั่นเอง)

คราวนี้พี่หมอผู้ใจดี หน้าเครียดไปนิดนึง เพราะผลการตรวจบอกว่าเป็นเซลชนิด Fallicular ซึ่งเจ้าตัวนี้ ถ้ายังอยู่แค่ในไทรอยด์ ก็ไม่เป็นอะไร แต่ออกมาเพ่นพ่านข้างนอกเมื่อไหร่ ก็จะเรียกว่ามันคือมะเร็ง หมอแนะว่าให้ลองไปหา Second Openion ดูก็ดี จะได้ลองช่วยกันดู

เรื่องนี้ ก็ได้ยินมาก่อน แล้วก็ได้อ่านหนังสือมาด้วย ว่าเป็นสิ่งที่เราควรจะทำ และบางครั้ง ความเห็นที่สอง ยังไม่พอ ต้องหาความเห็นที่สามมารองรับ หรือคัดค้านด้วยก็ยิ่งดี

Mamogram
เพื่อการวิเคราะห์ที่ครอบคลุม การสำรวจจึงต้องทำแบบเหวี่ยงแห ตรวจอะไรได้ก็ต้องตรวจ อันไหนทำเองได้ที่ร.พ.เอกชน ก็จะทำ เพื่อตัดผู้ต้องสงสัยไปทีละอย่าง มะเร็งเต้านมก็ถือเป็นผู้ต้องสงสัยด้วย แม่จึงต้องทำแมมโมแกรม และเมื่อขี้เกียจรอคิวที่สระบุรี ก็เลยพามาตรวจ ร.พ.เอกชนที่กรุงเทพแทน ผลออกมา ไม่พบอะไร น่าสงสัย ..ตัดออกไปได้หนึ่ง

Ultra Sound
ฉันตั้งใจจะพาแม่ไปหาหมอที่รู้จักกัน ที่โรงพยาบาลภูมิพล ซึ่งเป็นหมออีกท่านหนึ่งที่แม่ก็เคยมารักษาโรคต่อมไทรอยด์อักเสบด้วย

ฉันโทรไปคุยเล่าเรื่องให้ฟังก่อน หมอจึงให้ไปทำ Ultra Sound บริเวณคอ ได้ผลแล้วค่อยมาพบหมอ แล้วแนะนำหมอผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาลปทุมเวชให้

ที่นี่ไม่สามารถแจ้งความจำนงได้ว่าจะมาทำ Ultra Sound อย่างเดียว ยังไงก็ต้องไปหาหมอแล้วให้หมออายุรกรรมเขียนใบสั่งตรวจก่อน ถึงจะไปทำได้ ..ซึ่งเป็นธรรมดาที่ต้องเสียค่าตรวจด้วย..นั่นเข้าใจ แต่ฉันเบื่อการต้องอธิบายซ้ำๆเหลือเกิน

เมื่อไปห้องอัลตร้าซาวด์ พบหมอผู้หญิงท่าทางใจดี หมอถามว่าทำไมถึงมาทำ ก็เล่าอาการให้ฟัง พอได้ยินว่ากะโหลกกร่อน ก็ตาโตแล้วชะงักไปนิดนึง เหมือนหมอทุกคนก่อนหน้านี้เลย แล้วถามฉันว่า เข้าใจความหมายแล้วใช่มั้ยคะ..

ผล Ultra Sound เท่าที่คุณหมอดู ก็ไม่มีอะไรนะ ต่อมน้ำเหลืองปกติ ไทรอยด์โตนิดหน่อย แต่ก็เท่าที่ทราบ ว่าแม่เป็นโรคต่อมไทรอยด์แบบไม่เป็นพิษอยู่ ก็น่าจะเป็นสาเหตุนั้น

แล้วหมอก็แนะนำว่าถ้าให้ชัวร์ควรต้องทำ Bone Scan ซึ่งจะมีที่โรงพยาบาลใหญ่ๆ ของรัฐ ไม่กี่แห่งเท่านั้น รู้จักหมอที่ภูมิพล ก็ไปทำที่ภูมิพลก็แล้วกัน

Bone Scan
การทำ Bone Scan นี่ เป็น nuclear scanning test อย่างหนึ่ง เพื่อหาสาเหตุความผิดปกติในกระดูก รวมทั้งมะเร็งที่ลุกลามไปยังกระดูกด้วย

ทำได้โดยการฉีดกัมมันตภาพรังสี เข้าไปในเส้นเลือด เมื่อฉีดแล้ว ต้องรอให้รังสีแพร่ตามเส้นเลือดไปทั่วร่างกาย แล้วไปจับที่สิ่งแปลกปลอมทั้งหลาย กินเวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง แล้วจึงไปนอนเข้าเครื่องสแกน

แม่ต้องนอนเฉยๆ บนเตียงกว้าง มีเครื่องคล้ายๆเครื่องฉายเอ็กซเรย์ อยู่ด้านบน เครื่องจะเลื่อนไปมาด้วยสายพานควบคุม จากผู้ควบคุมห้องข้างๆ ( แต่ที่เห็นในรูปเมืองนอก จะเป็นคล้ายๆอุโมงค์)

แม่จะต้องนอนหงาย นอนคว่ำ พลิกหน้า พลิกหลัง เหมือนตอนเอ็กซเรย์ แต่ห้ามกระดุกกระดิก..ยากนะนั่น เพราะแต่ละด้าน กินเวลาหลายนาทีอยู่

เมื่อเห็นผลสแกน..ดูไม่ออกค่ะ เป็นภาพโครงกระดูกเบลอๆ แผ่นเล็กกว่า A4 แต่เห็นจุดเข้มมารวมตัวกันที่หัว คอ และซี่โครง สองข้าง ซ้ายสอง ขวาหนึ่ง

...แล้วเมื่อคุณหมอเห็นฟิลม์ ก็ยืนยันได้ว่า มะเร็งได้ลามไปที่ซี่โครงแล้วด้วย..

FNA อีกรอบ
ต้องเอาเข็มเจาะดูดชิ้นเนื้ออีกแล้ว ทั้งที่หัว และที่คอ..แต่หมอคนโปรดของแม่คนนี้ ที่ทั้งสวย นิสัยน่ารัก แถมมือเบา แม่เลยยินดีให้หมอเจาะอีกครั้ง

การเจาะดูดชิ้นเนื้อด้วยเข็มเล่มเล็กจิ๋วนี้ เรียกทั่วไปว่า FNA มาจากคำเต็มว่า Fine Needle Aspiration Biopsy เมื่อแทงเข็มเข้าไป ก็จะดูดเอาชิ้นเนื้อแค่ติดปลายเข็มขึ้นมา แผลที่จะเกิดขึ้น ก็มีขนาดเท่ากับปลายเข็มนั่นเอง จึงไม่ต้องทำการผ่าตัดเอาเนื้อไปตรวจ เหมือนสมัยก่อน

แต่เนื่องจากเข็มที่เล็กนี้ ในกรณีที่มะเร็งยังลามไม่มาก อาจเจาะไม่ถูกจุด ทำให้ผลออกมาผิดพลาด ก็เป็นได้ คุณหมอจึงมักจะเจาะหลายเข็ม ในแต่ละครั้ง ที่ทำการตรวจ (ทำให้เมื่อครั้งแรก แม่จึงเจ็บแผลที่หัวนิดหน่อย)

เพื่อให้ได้ผลเร็วขึ้น หมอจึงส่งห้องแล็บข้างนอกแทนการตรวจผลในโรงพยาบาล มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นนิดหน่อย แต่ได้เรื่องภายในสามวัน

อ่านเพิ่มเติม
//www.cancersupportivecare.com/fna.html
//en.wikipedia.org/wiki/Needle_aspiration_biopsy

เจอตัวการ
สามวันหลังจากนั้น ฉันฉายเดี่ยวไปหาหมอที่ภูมิพล ผลออกมาเป็นว่า พบเซลประเภท Follicular carcinoma

ค่ะ ผลแต่ละอย่าง ประกอบกันชัดแล้ว ว่าเป็นมะเร็งไทรอยด์ ที่ลามไปที่หัวกะโหลก และกระดูกซี่โครง
แต่แม่มาแปลก ที่อาการข้างเคียงไม่ปรากฏ เช่นคลำต่อมไทรอยด์ ก็ไม่ค่อยโตเท่าไหร่ กลืนน้ำลาย กินข้าว พูด ได้ตามปกติ ผลเลือดทั่วไปก็ปกติ เรียกว่าเป็นปกติหมดทุกอย่าง ยกเว้นหัวโนเท่านั้น..

ขนาดต่อมน้ำเหลืองที่ติดกันกับไทรอยด์ ซึ่งปกติในคนเป็นมะเร็งไทรอยด์ เจ้านี่ต้องโดนไปด้วย หรือออกอาการให้เห็น กลับไม่เกิดอะไรขึ้นเลย ผ่าไปขึ้นกะโหลกเสียนี่...




 

Create Date : 20 เมษายน 2552    
Last Update : 20 เมษายน 2552 9:54:25 น.
Counter : 715 Pageviews.  

6. ขั้นตอน หาตัวการ

ทุกสิ่งเป็นเช่นหลัก อิทัปปัจยตา..เมื่อสิ่งนั้นมี สิ่งนี้จึงมี มีเหตุ..ก็มีผล เกิดผล ก็ต้องมีเหตุ..ถ้าเราหาสาเหตุเจอและแก้ปัญหาได้ตรงจุด ก็จบ

ตอนนี้เรารู้ผลของการเจ็บป่วยแล้ว ว่าเป็นมะเร็ง แต่ไม่รู้ว่าเหตุอยู่ที่ไหน..เป็นช่วงเวลาที่อึมครึม อึดอัด สับสนที่สุด จึงจำเป็นต้องทำตั้งสติ ลำดับความคิด และรู้เขา รู้เราเสียก่อน

ณ วันนั้น แม่มั่นใจ ว่าแม่ไม่เป็นหรอก มะรงมะเร็ง..ออกกำลังกายทุกวัน ทั้งแอโรบิค ทั้งไทเก๊ก กินข้าวกล้องมา ยี่สิบกว่าปี กินผักผลไม้เพียบ กับข้าวก็ทำกินเอง แถมปฏิบัติธรรมมาตลอด..ชั้นจะเป็นได้ไง..

นั่นสินะ...

เซลมะเร็งเนี่ย พวกเรามีกันเกือบทุกคนล่ะค่ะ เป็นเจ้าตัวร้ายที่ซุ่มรอเวลาโจมตี ตราบใดที่ทหารในร่างกาย ซึ่งก็มีเม็ดเลือดขาวเป็นแม่ทัพ มีกำลังพลที่แข็งแรง จะสามารถจำกัดพื้นที่ให้มันได้ มะเร็งก็ทำอะไรเราไม่ได้ มันก็กบดานอยู่อย่างนั้น จนหมดอายุขัยไปพร้อมกับเรา

ทีนี้มะเร็งมันมีหลายพันธุ์ เกิดขึ้นที่อวัยวะต่างๆกัน จึงมักจะตั้งชื่อมันตามตำแหน่งที่เกิด ว่าเป็นมะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ ต้นกำเนิดอยู่ที่ไหน ก็เรียกชื่อไปตามนั้น

วิธีการรักษาก็ว่ากันไปตามแต่ละชนิดของมะเร็ง ทั่วๆไปคือต้องจัดการเอาตัวการออก ส่วนมากก็คือการผ่าตัด ไม่ก็ใช้เลเซอร์ยิง หลังจากนั้นจะใช้วิธีใดต่อก็ต้องมาดูกัน เช่นการ ฉายรังสี การคีโม

ในช่วงแรก ที่ยังหาไม่เจอว่าแม่เป็นมะเร็งที่ไหน ก็เลยอาจจะจัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า Unknown Primery Site ก็ได้ ซึ่งก็จะลำบากในการรักษาอยู่ซักหน่อย คงต้องทำได้แค่ติดตามดูอาการ สังเกตุการเปลี่ยนแปลงแล้วเดาทางให้ถูก

เพราะฉะนั้น หาต้นตอให้เจอ ย่อมจะดีกว่า

วิธีการหา ก็ต้องเดาสุ่มดูก่อน ว่าน่าจะมาจากมะเร็งที่ไหนได้บ้าง กรณีของแม่นี้ เกิดการกัดกินที่กะโหลกแล้ว ก็มีอยู่ 3 ประเภท ที่ชอบเล่นหัว คือ มะเร็งไทรอยด์, มะเร็งปอด และมะเร็งเต้านม อาจมีบ้างที่มาจากมะเร็งปากมดลูก

ขบวนการตามล่าเริ่มต้นที่โรงพยาบาลสระบุรี ตรวจเลือด และตรวจภายใน ซึ่งไม่ยุ่งยากอะไร แต่แม่ก็ไม่วายบ่นว่าไม่เห็นต้องตรวจภายใน..ก็ไม่มีมดลูกแล้วนี่นา ผ่าออกไปเกือบยี่สิบปีแล้ว..เอาน่าแม่..หมอให้ลองตรวจดู ก็ตรวจไปเหอะนะแม่นะ ให้มั่นใจว่าไม่ใช่แน่ๆ จะได้ตัวออกไปทีละตัว

จากนั้นก็ไป x-ray ทุกส่วนในร่างกาย และทำอัลตร้าซาวด์ช่องท้อง การx-ray ได้ทำวันนั้นเลย แต่ Ultra Sound ต้องมาวันหลัง เพราะต้องเตรียมตัวมาก่อน และต้องรอคิวด้วย

จะต้องงดน้ำ-อาหารก่อนมาตรวจ 8 ชั่วโมง โดยงดตั้งแต่เที่ยงคืน แล้วมาทำตอน 8 โมงเช้า ทีนี้ ต้องกลั้นฉี่ให้เต็มกระเพาะปัสสาวะด้วยนะ..เจ้าหน้าที่คอยมาถามว่าคุณยายปวดฉี่หรือยัง..ถ้ายังก็ต้องนั่งรอ แล้วค่อยเข้าไปทำอัลตร้าซาวด์ แม่ก็เลยว่าปวดแล้ว(ตอนนั้นอยากรีบทำเพราะหิวด้วยล่ะ) พอเข้าไปทำ หมอก็ว่ามีฉี่น้อยไป ปวดฉี่จริงหรือเปล่าเนี่ย...แม่ออกมาเลยบ่นใหญ่ว่า ก็ไม่ให้กินน้ำมาตั้งแต่เมื่อตอนเที่ยงคืน จะเอาน้ำที่ไหนมาฉี่ละเนี่ย..เออแฮะ ออกจะค้านๆกันไปนิดนะคะ ไม่ให้กินน้ำ แต่จะให้มีฉี่เยอะๆ

ผลการตรวจทั้ง 3 อย่างออกมาปกติดี...โดยเฉพาะผลเลือด แจ๋วมาก อยู่ในเกณฑ์ที่ดีหมดทุกตัวเลย...แอบอ่านผลเลือดก่อนหมอ เห็นผลก็รู้สึกว่าดีค่ะ แต่ก็ยังไม่สบายใจ เพราะยังไม่รู้ว่าแม่เป็นอะไรอยู่ดี

หมอทางนี้ก็เลยว่าจะให้รอไปซัก สามเดือนหกเดือน แล้วมา x-ray กันดูอีกทีว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรมั้ย ตอนนี้ก็ลองตรวจไทรอยด์ดูอีกทีละกัน...ก็ใช้วิธี FNA เหมือนเดิม พี่หมอเรียกให้นักเรียนแพทย์มาศึกษาเคสของแม่ด้วย ดีใจใหญ่ว่าได้ทำตัวเป็นประโยชน์ ..และยังได้เป็นตัวอย่างต่อมาอีกหลายครั้งเชียวล่ะ

ผลการวิเคราะห์ชิ้นเนื้อ สัปดาห์หน้ารู้ผล แต่หมอว่าก็ไม่น่าจะเป็นอะไร เพราะก้อนไทรอยด์ก็ไม่ได้โตจนผิดสังเกตุ ต่อมน้ำเหลืองก็ไม่โต อาการใดๆก็ไม่ปรากฏ หมอยังคิดว่า น่าจะไม่ใช่มะเร็งไทรอยด์ อยู่ดี แต่ก็ลองตรวจเผื่อไว้ ให้ครอบคลุม และตัดสาเหตุนี้ออกไปอย่างมั่นใจ




 

Create Date : 20 เมษายน 2552    
Last Update : 20 เมษายน 2552 9:45:47 น.
Counter : 211 Pageviews.  

1  2  

WoodCotton
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add WoodCotton's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.