WishRich
Group Blog
 
All Blogs
 

สมอไทย


//mblog.manager.co.th/uploads/908/images/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2.jpg
สมอไทย บางคนอาจจะเคยได้ยินชื่ออยู่บ้าง
แต่บางคนอาจไม่รู้จักว่ารูปร่างหน้าตามันเป็นอย่างไร
สมอไทยจะมีลักษณะเหมือนกับสมอหรือเปล่า
มาดูกันว่าสมอไทยนี้มีรูปร่างลักษณะและสรรพคุณทางยาสมุนไพรอย่างไรกันดีกว่า



ชื่ออื่น ม่าแน่ (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่) หมากแน่ะ
(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) สมออัพยา (ภาคกลาง) Myrobalan Wood, Chebulic
Myrobalans



ชื่อวิทยาศาสตร์ Terminalia chebula Retz.



วงศ์ COMBRETACEAE



ลักษณะ สมอไทยเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ
10-12 เมตร



กิ่ง และใบอ่อนมีขนคล้ายกับสีของสนิม บริเวณลำต้นมีเปลือกขรุขระ



ใบ เป็นใบเดี่ยว หนา กว้างประมาณ 8-15 ซ.ม. ยาวประมาณ 11-18 ซ.ม.
มีสีเขียวเข้ม มีขนสีน้ำตาลอ่อนๆ ปกคลุม



ดอก จะออกเป็นช่อ มีกลิ่นหอม สีเหลืองห้อยลงดิน ยาวประมาณ 10-12
ซ.ม. มีดอก 5 กลีบ เชื่อมติดกันจนเป็นรูปคล้ายถ้วย



ผล มีสีเขียวปนแดง คล้ายกับรูปแบบผลมะละกอ มีรสฝาด
หนึ่งผลมีเมล็ดอยู่ 1 เมล็ด



ส่วนที่ใช้ ผลอ่อน ผลแก่ เปลือก





สรรพคุณทางยาสมุนไพร



สมอไทยเป็นผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเอเชียตอนใต้ของเรานี้เอง
โดยเฉพาะในป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้งจะพบเห็นขึ้นอยู่มาก
สมอไทยนำมาผลมาบดให้ละเอียดใช้โรยแผลที่เรื้อรัง



ผลอ่อนสมอไทย ใช้เป็นยาระบายได้ดี



ผลแก่สมอไทย เป็นยาสมานแผล แก้จุกเสียด แก้เจ็บคอ
ขับน้ำเหลืองที่เสียและเป็นยาเจริญอาหาร



เปลือกสมอไทย เป็นยาขับปัสสาวะ บำรุงหัวใจ ขับน้ำเหลือง





คุณค่าทางอาหาร



สมอไทยนอกจากจะนำมาเป็นยาสมุนไพรแล้ว
เรายังนำมาเป็นส่วนผสมในน้ำผลไม้รวมได้อีกด้วย
โดยนำเอาเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อนำมาปั่นรวมกับผลไม้อื่น



แคลเซียมในสมอไทยช่วยในการบำรุงกระดูกและฟัน
วิตามินเอช่วยในการบำรุงสายตา บำรุงผิวพรรณ
และวิตามินซีสร้างแรงยืดหยุ่นให้ผิวหน้า ป้องกันดรคลักปิดลักเปิด





คุณค่าทางโภชนาการและอาหารในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม

พลังงาน 53 แคลอรี่

โปรตีน 85.9 กรัม

ไขมัน 1.7 กรัม

คาร์โบไฮเดรต 8.2 กรัม

แคลเซียม 18 มิลลิกรัม

ฟอสฟอรัส 18 มิลลิกรัม

เหล็ก มีน้อยมาก

วิตามินเอ 500221 หน่วย

วิตามีนบี 2 0.01 มิลลิกรัม

ไนอะซีน 2.0 มิลลิกรัม

วิตามีนซี 116 มิลลิกรัม






 

Create Date : 05 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 5 กรกฎาคม 2553 11:17:24 น.
Counter : 138 Pageviews.  

สารพัด ประโยชน์จากพริก

//palungjit.com/feature/data/508/1_display5.jpg



พริก...ช่วยบรรเทาอาการไข้หวัด
ช่วยให้ระบบการหายใจสะดวกสบายยิ่งขึ้น สาร
แคปไซซินที่อยู่ในพริกมีคุณสมบัติช่วยลดน้ำมูกหรือลดปริมาณสารที่ขัดขวาง
ระบบการหายใจ ในผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด ไซนัส หรือโรคภูมิแพ้ต่างๆ
ช่วยบรรเทาอาการไอ สารแคปไซซินเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของตัวยาหลายๆ ชนิด



นอกจากนั้นสารเบตาแคโรทีนในพริกช่วยป้องกันการติดเชื้อต่างๆ
ในบริเวณเนื้อเยื่อบุผนังช่องปาก จมูก ลำคอ และปอด
พริก...ช่วยลดการอุดตันของเส้นเลือด
หรือการเสียชีวิตอันเนื่องมาจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองอุดตัน





การบริโภคพริกเป็นประจำจะช่วยลดอัตราความเสี่ยงจากการอุดตันของเส้น
เลือด นับเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหัวใจล้มเหลว
เนื่องจากพริกช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้นและช่วยลดความดัน
เพราะว่าในพริกมีสารจำพวกเบตาแคโรทีนและวิตามินซี
ซึ่งช่วยเสริมสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรงเพิ่มการยืดตัวของผนังหลอดเลือด
ทำให้ปรับตัวเข้ากับแรงดันระดับต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น
พริก...ช่วยลดปริมาณสารคอเลสเตอรอล สารแคปไซซินช่วย
ป้องกันมิให้ตับสร้างคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-Low density lipoprotein)
ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้มีการสร้างคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-high density
lipoprotein) มากขึ้น ทำให้ปริมาณของไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดต่ำลง
เป็นผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค พริก...ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง
เนื่อง จากพริกเป็นพืชผักที่มีวิตามินซีสูง
การบริโภคอาหารที่มีวิตามินซีมากๆ จะช่วยปกป้องการเกิดโรคมะเร็งได้
วิตามินซียับยั้งการสร้างไนโตรซามีนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร
วิตามินซีช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนซึ่งเป็นส่วนประกอบของกระดูกอ่อน
รวมถึงเป็นส่วนประกอบของผิวหนัง กล้ามเนื้อและปอด
คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่สามารถหยุดกแพร่กระจายของเซลล์เนื้อร้ายได้



นอกจากนี้ วิตามินซียังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant)
คือสามารถยุติหรือขัดขวางบทบาทของอนุมูลอิสระ (free radicals)
ที่จะก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์จนเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด
สารเบตาแคโรทีนในพริกช่วยลดอัตราการเสี่ยงของโรคมะเร็งในปอด และในช่องปาก
คนที่รับประทานผักที่มีสารเบตาแคโรทีนน้อย
จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งมากกว่าคนที่รับประทานผักที่มีเบตาแคโรที
นสูงถึง 7 เท่า
คุณสมบัติของสารเบตาแคโรทีนจะช่วยลดอัตราการกลายพันธุ์ของเซลล์และทำลาย
เซลล์มะเร็ง สำหรับพริกบางชนิดที่มีสีม่วงจะมีสารพวกแอนโทไซยานิน
ซึ่งสารนี้มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ คือ
สามารถทำลายอนุมูลอิสระได้เช่นกัน พริก...ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด เช่น
ลดอาการปวดฟัน บรรเทาอาการเจ็บคอ และการอักเสบของผิวหนัง เป็นต้น
ในปัจจุบันมีการใช้สารแคปไซซินเป็นส่วนประกอบของขี้ผึ้ง
ใช้บรรเทาอาการปวดอันเนื่องมาจากผดผื่นคันและอาการผื่นแดงบริเวณผิวหนัง
รวมทั้งอาการปวดที่เกิดจากเส้นเอ็น โรคเกาต์ หรือโรคข้อต่ออักเสบ เป็นต้น
นอกจากนี้ผลการทดลองใหม่ๆยังบ่งชี้ว่าสารแคปไซซินช่วยลดอาการปวดศีรษะและไม
เกรนลงได้ พริก...ช่วยเสริมสร้างสุขภาพและอารมณ์ดี
เนื่องจากสารแคปไซซินมีส่วนในการส่งสัญญาณให้ต่อมใต้สมองสร้างสาร
เอนดอร์ฟิน (endorphin มาจากคำว่า endogenous morphine) ขึ้น
สารเอนดอร์ฟินเป็นเปปไทด์ขนาดเล็ก (โปรตีนสายสั้นๆ)
มีคุณสมบัติคล้ายมอร์ฟีน คือ บรรเทาอาการเจ็บปวด
ในขณะเดียวกันก็สร้างอารมณ์ให้ดีขึ้น ยิ่งรับประทานเข้าไปมากเท่าใด
ร่างกายก็จะสร้างเอนดอร์ฟินขึ้นมามากขึ้นเท่านั้น



ปกติร่างกายของคนเราจะสร้างสารเอนดอร์ฟินขึ้นภายหลังการออกกำลังกาย
ดังนั้นการออกกำลังกายแม้จะทำให้ร่างกายเมื่อยล้า
แต่ผู้ออกลังกายจะรู้สึกสดชื่นแจ่มใส
ถ้าต้องการบรรเทาความเผ็ดของอาหารในปากควรดื่มแอลกอฮอล์
หรือรับประทานอาหารที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบมากกว่าการดื่มน้ำ
เพราะการดื่มน้ำมีผลเพียงช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนได้เท่านั้น
แต่ความเผ็ดก็ยังไม่ได้ลดลง เนื่องจากว่า น้ำ
ละลายสารดังกล่าวได้ไม่ดี...นั่นเอง





Tips
เกณฑ์วัดระดับความเผ็ดร้อนสากลของพริกหรือผักผลไม้ที่มีสารแคปไซซินซึ่งให้
ความเผ็ดร้อนนี้เรียกว่า สโกวิลล์ (Seoville)
เป็นคำที่ตั้งขึ้นตามชื่อของผู้คิดค้นวิธีการวัดระดับนี้ ซึ่งก็คือ
วิลเบอร์ ลินคอร์น สโกวิลล์ นักเคมีชาวอเมริกัน
โดยเขาได้คิดค้นระดับวัดความเผ็ดนี้ขึ้นในปี ค.ศ. 1912
ขณะทำงานอยู่ที่บริษัทผลิตยา พาร์ก เดวิส
เพื่อวัดความฉุนหรือความเผ็ดร้อนของพริกต่างชนิดกัน
สำหรับความเผ็ดที่วัดได้จากพริกขี้หนูสวนบ้านเรานั้นจะอยู่ที่
50,000-100,000 สโกวิลล์ ในขณะที่สารแคปไซซินบริสุทธิ์นั้นมีค่าประมาณ
15,000,000-16,000,000 สโกวิลล์



ส่วนพริกที่ได้รับการบันทึกลงในกินเนสส์บุ๊กว่าเผ็ดที่สุดในโลกก็
คือ พริกฮาบาเนโร จากเรด ซาบีนา วัดค่าได้ถึง 350,000-577,000
สโกวิลล์...เลยทีเดียว








 

Create Date : 05 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 5 กรกฎาคม 2553 11:15:04 น.
Counter : 100 Pageviews.  

หอมแดงแก้เมาค้าง

ใช้หอมแดง 3 หัว ทุบพอแตก ใส่น้ำ 3
แก้วเคี่ยวให้เหลือแก้วเดียวดื่มขณะยังร้อนๆอยู่



อาการเมาค้างก็จะหาย ไม่ทำให้เสียสุขภาพด้วย

 





 

Create Date : 05 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 5 กรกฎาคม 2553 11:12:07 น.
Counter : 91 Pageviews.  

ขี้เหล็ก


ชื่อวิทย์ Cassia
siamea Britt

ชื่อวงศ์ LEGUMINOSAE

ชื่ออื่น ขี้เหล็กหลวง ขี้เหล็กบ้าน ยะหา



ใบ รสขม ถ่ายพรรดึก ถ่ายกระษัย ถ่ายพิษไข้ พิษเสมหะ
ขับปัสสาวะ แก้ระดูขาว แก้นิ่ว ตำพอก แก้เหน็บชา แก้บวม บำรุงโลหิต
ดับพิษโลหิต ดองสุราดื่มก่อนนอน แก้นอนไม่หลับ

รสขม แก้โรคประสาท นอนไม่หลับ แก้หืด แ้ก้รังแค



ดอก รสขม แก้ริดสีดวงทวาร แก้เส้นเอ็นตึง



เปลือกต้น รสขมเฝื่อน ถ่ายพิษ ถ่ายเส้น ถ่ายม้าม แก้กระษัย
แก้เหน็บชา ขับโลหิต แก้กามโรค หนองใน



แก่น รสขม ถ่ายพิษกระษัย พิษไข้ พิษเสมหะ ถ่ายเส้น
แก้พิษทั้งปวง



ข้อควรระวัง กินติดต่อกันระยะยาว อาจเกิดตับอักเสบได้



//61.19.69.9/~m39a48/m3909/tr_11.jpg


 


ที่มา
สมาคมผู้ประกอบโรคศิลปแผนไทยเชียงใหม่

 





 

Create Date : 05 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 5 กรกฎาคม 2553 11:09:56 น.
Counter : 88 Pageviews.  

เทียนบ้าน

//www.rspg.or.th/plants_data/herbs/images/hb_164.jpg
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Impatiens balsamina
L.



ชื่อสามัญ : Garden Balsam



วงศ์ : BALSAMINACEAE



ชื่ออื่น : เทียนดอก เทียนไทย เทียนสวน (ภาคกลาง)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุกสูง
30-80 ซม. ลำต้นอวบน้ำและค่อนข้างโปร่งแสง ออกดอกออกผลแล้วต้นจะตาย
ใบเดี่ยวเรียงสลับรอบลำต้น รูปวงรี ขอบใบหยักฟันเลื่อย
ดอกเดี่ยวหรือเป็นกระจุก ออกที่ซอกใบ กลีบดอกมีสีชมพู แดง ม่วง ขาว
ผลเป็นผลแห้ง เมื่อแก่จัดจะแตกออก เปลือกผลม้วนขมวดขึ้น
และดีดเมล็ดที่ค่อนข้างกลมสีน้ำตาลออกมา เพื่อช่วยกระจายพันธุ์

ส่วนที่ใช้ : ใบทั้งสดและแห้ง ยอดสด ต้นและรากสด เมล็ดแห้ง



สรรพคุณ :



*



ใบสด แก้ปวดข้อ ยารักษากลากเกลื้อน แก้ฝีและแผลพุพอง ยากันเล็บถอด

*



ใบแห้ง แก้แผลอักเสบ ฝีหนอง แผลเน่าเปื่อย รักษาแผลเรื้อรัง

*



ยอดสด แก้จมูกอักเสบ บวมแดง

*



ต้นสด แก้แผลงูสวัด

*



รากสด แก้บวมน้ำ ตำพอกแผลที่ถูกเสี้ยนหรือแก้วตำ

*



เมล็ดแห้ง แก้ประจำเดือนไม่มา ขับประจำเดือน



ขนาดและวิธีใช้



-แก้ปวดข้อ ใช้ใบสดต้มกับน้ำผสมเหล้าดื่ม

- ยารักษากลากเกลื้อน ใช้ใบสด 1 กำมือ ตำให้ละเอียด
ตำทั้งน้ำและเนื้อบริเวณที่เป็น ทาบ่อยๆ จนกว่าจะหาย

- แก้ฝีและแผลพุพอง ใช้ใบสด 5-10 ใบ ล้างให้สะอาด ตำให้ละเอียด
นำมาพอกที่เป็นแผล วันละ 3 ครั้ง จนกว่าจะหาย

- ยากันเล็บถอด ใช้ใบ ยอดสด 1 กำมือ ล้างให้สะอาด ตำให้ละเอียด
เติมน้ำตาลทรายแดง 1/2 ช้อนชา พอกตรงเล็บ เปลี่ยนยาเช้า-เย็น

- แก้แผลอักเสบ ฝีหนอง แผลเน่าเปื่อย ใช้ใบแห้ง 10- 15 กรัม
ต้มกับน้ำดื่ม เช้า-เย็น

- รักษาแผลเรื้อรัง ใช้ใบแห้งบดเป็นผงผสมพิมเสนใส่แผล

- แก้จมูกอักเสบ บวมแดง ใช้ยอดสดตำกับน้ำตาลแดง พอกบริเวณที่เป็น
เปลี่ยนเช้า-เย็น

- แก้แผลงูสวัด ใช้ต้นสดตำ คั้นเอาน้ำดื่ม เอากากพอกแผล

- แก้บวมน้ำ ใช้รากสด 4-5 ราก ต้มกับเนื้อรับประทาน 3-4 ครั้ง

- แก้ประจำเดือนไม่มา ขับประจำเดือน
ใช้เมล็ดแห้งของต้นเทียนบ้านชนิดดอกสีขาว 60 กรัม บดเป็นผงรวมกับตังกุย 10
กรัม ผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นยาเม็ด รับประทานครั้งละ 3 กรัม วันละ 3 เวลา
หลังอาหาร


 





 

Create Date : 05 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 5 กรกฎาคม 2553 11:07:03 น.
Counter : 90 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

WishRich
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




มาเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองไปพร้อม ๆ กัน เพื่อความสำเร็จในชีวิตและหน้าที่การงานครับ
Friends' blogs
[Add WishRich's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.