เรื่องเศร้าๆ





6 มิย 59

เรื่องเศร้าๆ


เคยเป็นมั้ย อ่านอะไรเศร้าๆก็น้ำตาไหล ดูละคร ดูหนังพอถึงฉากซึ้งฉากดราม่าทีไรร้องไห้ตลอด ทุกคนก็คงเคยเป็นบ้าง แต่ไม่รู้ทำไมเราเป็นตลอด คงจะเป็นคนที่ sensitive มากเกินไป นี่เป็นโรครึป่าว หรือจริงๆแล้วเราเป็นเด็กมีปมใช่มั้ย ไม่รู้ต้องทำไงให้อาการพวกนี้มันหายไป บางครั้งก็น่าอายนะ เดินๆอยู่เพลินๆดันเผลอไปคิดเรื่องเศร้าน้ำตาก็พากันจะไหลออกมา บางครั้งเดินอยู่ตรงสยามงี้ ยืนอยู่ป้ายรถเมล์ที่คนเยอะๆงี้ มากกว่าอายคืออายมากกกก

เป็นคนที่ไม่ชอบเรื่องเศร้าเลยจริงๆ เวลาเลือกดูละคร ดูหนังจึงมักจะเลือกเรื่องตลกๆ เน้นแนว comedy ไม่เน้น drama อยู่เสมอ ไม่รู้สิ รู้สึกว่าเราควรดูเพื่อคลายเครียด แต่ก็เข้าใจเพื่อนหลายๆคนนะที่ชอบดูแนว drama น้ำตาไหลพราก เพราะสิ่งที่แต่ละคนต้องการจากการดูหนังก็คงจะแตกต่างกันจริงๆนั่นล่ะ

แล้วถามว่าเวลาเราเจอเรื่องเศร้าเจอเรื่องผิดหวังเราทำยังไง sensitive ขนาดนี้ไม่ร้องไห้จนน้ำตาท่วมบ้าน กินยานอนหลับแบบไม่ฟื้นไปเลยมั้ย ตอบตรงนี้เลยว่าไม่ เราคิดว่าการจบชีวิตตัวเองไม่ใช่คำตอบของปัญหาอะไรก็แล้วแต่ที่เกิดขึ้นเพราะปัญหานั้นยังไม่หายไป ถึงยังไงก็ต้องมีคนมารับปัญหานั้นต่อไปจากเรา อาจจะเป็นลูก เป็นพ่อแม่เรา เป็นคนในครอบครัว หรืออาจเป็นเพื่อน เป็นผู้ใหญ่ที่เราเคารพรัก มันคงไม่น่ารักเลยที่เราจะเอาความทุกข์โยนไปให้คนที่เรารักหรือรักเราแบบนี้ถึงแม้เราอาจจะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม นี่ล่ะเขาถึงเรียกว่าการคิดสั้น มันคงเป็นแค่ชั่ววูบเดียวจริงๆ ถ้ามีเพื่อนหรือคนในครอบครัวกำลังเจอเรื่องทุกข์ใจทางที่เราทำได้ก็คงจะต้องให้ความรักเขามากๆ อย่าให้เขาต้องอยู่คนเดียวเลย เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้

แน่นอนว่าเราจะต้องน้ำตาแตกเหมือนเขื่อนพังอยู่แล้วเวลาที่มีปัญหาหรือเจอเรื่องเศร้าในชีวิต มันเป็นอารมณ์ที่เราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้แต่สิ่งที่ทำได้ก็แค่ปล่อยไปตามธรรมชาติ เสียใจก็ร้องไห้ไป ร้องไห้ให้พอ เพราะยังไงก็คงไม่มีใครร้องไห้ตลอดเวลาไปตลอดชีวิตหรอก พอถึงจุดจุดหนึ่งเราก็หยุด พอหยุดร้องก็เอาเวลามาแก้ไขปัญหาต่อไป โชคดีที่แม่เรามักจะสอนเราอยู่เสมอว่าทุกปัญหามีทางออกเสมอ บางปัญหาเราไม่ต้องทำอะไรเลย แค่ปล่อยให้เวลาเป็นตัวช่วยที่ทำให้ปัญหานั้นเบาบางลง พูดแบบนี้มันก็ดูง่ายเนอะ ดูเหมือนเป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้เลย แต่เชื่อเราเถอะ เราผ่านมาหลายครั้งละ ไม่ว่าปัญหาอะไรมันก็จะต้องมีทางออกเสมอ

ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากจะเจอปัญหาเจอความทุกข์ใจหรอกแต่ชีวิตเราตั้งอยู่บนความไม่แน่นอนไง ดังนั้นมันจึงเลือกไม่ได้ แล้วทีนี้จะทำไงล่ะ ฟังดูไม่โอเคเลยใช่มั้ย เราจะบอกแบบนี้นะ คือเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องธรรมดา ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป สังเกตดูเรื่องที่เราเครียดๆมันก็จะมีไม่กี่เรื่อง อย่างเรื่องที่ยังมาไม่ถึง หรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว ยกตัวอย่างเช่นตอนที่เราไป work and holiday ที่ melbourne ช่วงแรกๆ เป็นอะไรที่แบบโดดเดี่ยว หวาดกลัว หลงทาง ไม่รู้จะไปทางไหนมากๆ ช่วงนั้นน้ำตาจะไหลตลอดเวลา คิดเลยว่าเรามาทำอะไรอยู่ที่นี่นะ

อาทิตย์แรกๆเป็นอะไรที่ panic มากๆ ยังจำได้ว่าวันแรกที่ถึงนี่ตื่นเต้นมาก จริงๆก็ตื่นเต้นตั้งแต่อยู่ไทยแล้วล่ะ แต่ออกแนวดีใจ เราจะได้ออกไปแตะขอบฟ้าสักที ได้เจอโลกกว้าง มีเพื่อนใหม่ ชีวิตดี สดใส บลาๆๆ แต่พอผ่านไปสักอาทิตย์สองอาทิตย์ภาพตัดมาที่โลกแห่งความจริงเรานี่นั่งโดดเดี่ยวหมดเรี่ยวแรงอยู่ในสวนสาธารณะกันเลยทีเดียว อากาศก็หนาว แต่ไม่รู้จะไปไหนที่จะไปก็ไม่มี เงินที่แลกติดตัวไปก็ใกล้จะหมด เพื่อนก็ไม่มีอีก มันเศร้ามากเลยนะตอนนั้น ทั้งเศร้าทั้งเหงาคิดถึงบ้านอีกตะหาก เลยไปนั่งเป็นนางเอกMV แถวสวนสาธาณะอยู่บ่อยครั้งเลยเหมือนกัน

คือเราไป melbourn คนเดียว ญาติมีก็จริงแต่อยู่นอกเมืองไกลกันมาก บ้านเราก็ต้องหาเอง งานก็ต้องหาเอง เบอร์โทรศัพท์ก็ต้องไปเปิด บัญชีธนาคารก็ต้องมี ตอนนั้นตัวคนเดียว ต้องทำอะไรคนเดียว ความรู้สึกคือกลัวไปหมด มันไม่มีใครหรืออะไรที่จะทำให้เราสบายใจหรือพึ่งพิงได้เลย แล้วเป็นการไปต่างประเทศครั้งแรก ทั้งๆที่ปกติตอนอยู่ไทยก็แทบไม่ได้ไปไหนอยู่แล้ว อยู่มหาลัยก็กลับบ้านทุกอาทิตย์ เหมือนอยู่บ้านมากกว่าอยู่มหาลัยอีก คือเป็นคนติดบ้านมาก แล้วนี่ต้องไปไกลขนาดนั้น ไปในที่ที่ไม่รู้จักใครเลย ดีหน่อยมีช่วงแรกที่พี่รหัสพาไปเดินดูนู่นนั่นนี่ แต่แค่พักเดียวพี่ก็กลับไทยไป

ไม่รู้สำหรับคนอื่นมันจะเป็นเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ขนาดไหน แต่สำหรับเราตอนนั้นเป็นเหมือนเด็กที่เพิ่งเผชิญโลกกว้างเป็นครั้งแรก ปัญหาเรื่องเงิน เรื่องงาน เรื่องบ้านเป็นอะไรที่ใหญ่มากๆสำหรับเรา ตอนนั้นคือเครียดมาก ยังดีหน่อยที่ทางเลือกอันดับแรกของเราคือการเข้าวัด มันก็ตลกดีนะ ที่คนเราตอนชีวิต Happy มีความสุขดีไม่เคยนึกถึงวัด แต่พอมีเรื่องทุกข์ใจนี่วัดกลายเป็น choice อันดับแรกๆที่เลือกเลย

แล้วการเข้าวัดก็ไม่เคยทำให้เราผิดหวัง โชคดีหน่อยที่วันนั้นมีการเทศน์ เราจึงได้ข้อคิดมาหลายอย่าง ทั้งๆที่ทุกๆอย่างก็เป็นเรื่องธรรมดา เรื่องที่เราก็รู้ๆกันอยู่แล้ว แต่พอปัญหามาบังตากลับมองไม่เห็นคิดอะไรไม่ออกไปซะอย่างนั้น สิ่งที่เราได้ค้นพบ ทางออกของปัญหาที่เรากำลังเจอก็คือการอยู่กับปัจจุบันไม่ต้องกังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ไม่ต้องมัวแต่คิดถึงอดีตที่ผ่านไปแล้วเพราะเราคงแก้ไขอะไรไม่ได้ ทางที่ดีคือมีสติให้มากที่สุด รู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ แล้วทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

มันก็จริงนะ เราพบว่าตัวเองมักจะกังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึงอยู่เสมอ กลัวว่ามันจะแย่ อย่างตอนแรกทำงานในร้านอาหารซึ่งทั้งครัวเป็นต่างชาติแทบทั้งหมด ตอนนั้นภาษาก็ไม่ได้ดีมาก บรรยากาศการทำงานก็เร่งรีบ เครียดไปหมด ตอนนั้นก่อนไปทำงานร้องไห้ตลอด รู้สึกไม่อยากไป แต่ไม่ไปก็ไม่ได้ เงินก็ต้องหา งานใหม่ก็ยังหาไม่ได้ ไหนจะค่าเช่าบ้าน ค่ากิน ยังไงก็ต้องอดทนแล้วทำไป ตอนนั้นทุกข์ใจมากๆจริง

แต่พอมาคิดดู เหตุการณ์ทั้งหลายมันยังไม่เกิดเลยเราก็กลัวไปก่อนแล้วร้องไห้ไปก่อนแล้ว กลัวทำงานผิดพลาดกลัวโดนหัวหน้าด่า (หัวหน้าเชฟตอนนั้นโหดมากจริงๆT^T) เรากลัวไปก่อนทั้งๆที่มันยังไม่เกิดขึ้น แล้วการที่เรากลัวไปก่อนมันกลับส่งผลเสียทำให้เราไม่มีความสุขในการทำงาน ไม่ได้เปิดใจจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ มัวแต่กลัวอย่างเดียว แต่พอหลังจากไปวัดครั้งนั้น เราก็ลองมาปรับตัวเองดู ปรับความคิดใหม่ ทุกอย่างก็ดีขึ้นนะ อย่างน้อยเราก็ไม่ร้องไห้ก่อนไปทำงานแล้วล่ะ ถามว่างานเครียดมั้ย ก็ยังคงเครียดอยู่เหมือนเดิมแร่ะ แต่เราไม่เครียดเท่าเดิมแล้ว เรามีความสุขมากขึ้นเวลาทำงานนะ ตั้งใจทำงานที่อยู่ตรงหน้าไป ทำให้ดีที่สุด ไม่มัวแต่มานั่งกลัวว่ามันจะไม่ดี จริงๆแล้วเราเชื่อว่าถ้าเราทำปัจจุบันให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ผลลัพธ์มันก็คงไม่ได้ออกมาแย่จนเกินไปหรอก จริงๆนะ ถึงมันจะออกมาแย่ก็แค่ยอมรับมัน ถ้าเราแก้ไขได้ก็แก้ไขไป ถ้าแก้ไม่ได้จริงๆก็ลองหาหนทางอื่นๆดู

ที่สำคัญอีกเรื่องคือเราต้องรักตัวเอง รักครอบครัว รักคนที่รักเราให้มากๆ หรือจะรักอะไรก็แล้วแต่ รักในงานที่ทำ รักดิน รักฟ้า รักน้ำ รักอากาศ ถ้าเรามีแต่ความรักรอบๆตัวเรา ความทุกข์ก็คงจะแทรกเข้ามายากแหละ มั้งง...

นี่ก็ไม่รู้กำลังพูดเรื่องอะไรอยู่นะ คุยกับตัวเองไปวันๆ คุยกับตัวเองไปเรื่อยๆเหมือนคนสติไม่ดีแล้วล่ะ แต่มันก็ดีนะ เหมือนได้ทบทวนตัวเอง ไม่ได้หวังว่าจะมีใครเข้ามาอ่านเยอะๆหรอก แต่ถ้ามีคนได้อะไรดีๆจากเราไปบ้างก็คงจะดี ไม่ได้หมายความที่เราเขียนมาทั้งหมดนี่ดีทั้งหมดนะ แต่มันก็คงจะมีสัก 1 % ที่เป็นเรื่องดีๆบ้างล่ะน่าา เอาเหอะจริงๆก็ไม่ได้อะไรมากมาย ถึงจะมีคนอ่านหรือไม่มี เราก็มีความสุขดีของเราอยู่แล้ว หวังว่าคนอื่นๆ สิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตอื่นๆบนโลกใบนี้หรือโลกใบอื่นจะมีความสุขมากๆมีทุกข์น้อยๆเนอะะ รัก รัก รัก ขอให้เต็มไปด้วยความรักที่บริสุทธิ์



ตัวฉัน... ตอนที่เขียนนั้นควรทำงานอยู่



Create Date : 21 กรกฎาคม 2559
Last Update : 21 กรกฎาคม 2559 20:47:37 น.
Counter : 256 Pageviews.

0 comment
ซอมบี้สีเทา


 พุธ ที่ 13 กรกกาคม 2559

ซอมบี้สีเทา



สวัสดีวันพุธตอนบ่ายคล้อยจนเกือบจะเย็น ถึงแม้จะเป็นบ่ายแก่ๆ แต่พระอาทิตย์ก็ลับแสงไปนานแล้ว ถูกบดบังด้วยก้อนเมฆสีดำทะมึนก้อนใหญ่ ให้ความรู้สึกสีเทา มึนๆ อึนๆ บอกไม่ถูก ความเหงามักจะเข้ามาเมื่อแสงอาทิตย์หายไปนี่แหละ ก็แปลกดีเหมือนกันนะ

บรรยากาศอึมครึมขนาดนี้ เรื่องที่จะพูดถึงก็อึมครึมเช่นกัน ถ้าเปรียบเทียบชีวิตเราตอนนี้เป็นสีสัน จากที่เคยเป็นสีที่สดใส ตอนนี้กำลังถูกสีเทายึดชิงพื้นที่เข้ามามากขึ้นทุกที การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ ที่ทุกคนต่างเร่งรีบ สิ่งแวดล้อมที่มีแต่มลพิษ การจราจรที่ติดขัดอยู่ตลอดเวลา ทำให้ผู้คนในเมืองใหญ่แห่งนี้ใกล้เคียงซอมบี้เข้าไปทุกที คงเป็นเพราะความฝันที่เคยสดใสดูเลือนรางลงไปทุกทีล่ะมั้ง

การทำงานเพื่อหาเลี้ยงตัวเอง หรือบางคนอาจจะมีครอบครัวที่ต้องคอยดูแลอยู่ข้างหลังเป็นสิ่งสำคัญที่เลี่ยงไม่ได้ ถึงแม้หลายคนจะไม่ชอบใจในงานที่ตัวเองทำอยู่ แต่ก็ต้องชั่งใจให้ดี ว่าสิ่งไหนจำเป็น สิ่งไหนสำคัญกับชีวิตเราจริงๆ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ถ้าสิ่งที่ทำอยู่นั้นไม่ไหวจริงๆ ทำให้เราเป็นทุกข์มากจริงๆ ก็ควรเลือกทำให้ชีวิตมีความสุขน่าจะดีกว่า ชีวิตคนเรานั้นสั้น สั้นเกินกว่าที่จะมานั่งทนทุกข์ เราต้องจำไว้เสมอว่าเราเกิดมาเพื่อมีความสุข อะไรที่จะทำให้เรามีความสุข เราก็ไม่ควรลังเลที่จะทำมัน แต่ถ้าจะให้เป็นสุขที่แท้จริง สุขนั้นจะต้องไม่เบียดเบียนสุขของคนอื่นด้วย

สิ่งที่ทำให้เราใกล้เคียงซอมบี้มากเข้าไปทุกที อาจจะเริ่มมาจากความเบื่อหน่าย โดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมรอบตัว ทัศนียภาพที่ไม่สดใส มลพิษจากควันรถยนต์ มลพิษทางเสียง มลพิษทางน้ำ กลิ่นเหม็นเน่าฉุนจมูกที่ลอยคละคลุ้งขึ้นมาจากท่อระบายน้ำที่พบได้ทั่วไปบนทางเดินเท้าในกรุงเทพมหานคร แต่สิ่งแวดล้อมที่ใกล้ตัวมากที่สุดและมีอิทธิพลต่อชีวิตซอมบี้อย่างเรามากที่สุดก็คงจะเป็นบรรยากาศในที่ทำงาน ใครมีเพื่อนร่วมงานที่น่ารัก เจ้านายที่เก่งและใส่ใจลูกน้องก็นับเป็นความโชคดีอันหาที่สุดไม่ได้ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้โชคดีขนาดนั้น ก็อาจจะต้องมีความอดทนอย่างมาก หาเครื่องมือปกป้อง ป้องกันตัวเองที่เหมาะสม และเดินหน้าต่อสู้กับชีวิตต่อไป

แน่นอนที่เราไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้โชคดี แต่ถึงแม้ชีวิตการทำงานจะไม่ได้เป็นอย่างที่ฝันไว้ ปมดราม่าก็มีมากมายซับซ้อนยิ่งกว่าซีรี่เกาหลี อันการนินทากาเลเหมือนเทน้ำก็คงจะมีอยู่ในแทบจะทุกสังคมการทำงาน ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงที่จะไม่เจอได้ยาก ยอมรับว่ามีช่วงที่เบื่อมากๆ รู้สึกไม่โอเค รู้สึกไม่ชอบสังคมแบบนี้ รู้สึกไม่อยากลุกจากเตียง ไม่มีpassion ไม่มีแรงผลักดัน ไม่อยากตื่นมาทำงาน พอมาถึงที่ทำงานก็ทำแบบเบื่อๆ ทำไปตามหน้าที่ บางทีก็ตึงๆกับเพื่อนร่วมงาน พีคมากๆก็พูดไม่ดีใส่กัน ความรู้สึกดีๆที่เคยมีก็เริ่มเลือนหายไปหมด แต่พอทุกอย่างถึงจุดพีคสุดๆ มันก็จะเริ่มลดลงมาเองเรื่อยๆ จากความไม่ชอบ ความทนไม่ได้ กลายเป็นเฉยๆ เริ่มชาๆ คล้ายซอมบี้เข้าไปทุกที

ที่ทุกอย่างคลี่คลายลงไป อาจจะเป็นเพราะเราได้ค้นพบอะไรหลายๆอย่างในการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมแบบนี้ เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราไม่ชอบที่คนอื่นเป็นหรือที่เขาทำ เรากลับเริ่มจะเป็นคล้ายเขา อย่างเช่นการนินทา การพูดลับหลัง เมื่อก่อนเราไม่ค่อยนินทาใคร เพื่อนเม้าท์กันเราก็เฉยๆ แต่พอตอนนี้ พอเรามีเรื่องที่ไม่ชอบหรือคนที่ไม่ชอบเราก็เริ่มทำแบบที่เขาทำกับเราบ้าง พอรู้ตัวอีกทีก็เริ่มกลายเป็นคนขี้เม้าท์ไปแล้ว ซึ่งเราก็ไม่ชอบตัวเองในแบบนี้เลย พอคิดได้แบบนั้นก็ตัดสินใจ ลด ละ เลิก ดีกว่า ทำยากเหมือนกัน แต่ถ้าให้เลือก เลือกเป็นตัวเองแบบเดิมดีกว่า ชอบแบบนั้น มีความสุขกว่าตอนนี้เยอะ

จริงๆการที่เราเริ่มเม้าท์ๆมอยๆ มันก็มาจากการที่เราไม่ชอบนิสัยคนอื่น พอสะสมมากๆเข้าก็รู้สึกอึดอัด ยิ่งมีเพื่อนให้ระบาย พอพูดออกมาแล้วก็สบายใจขึ้น ที่นี้ก็เลยกลายเป็นการพูดจนเริ่มจะติด จริงๆทุกคนก็มีข้อเสียทั้งนั้นแหละ ไม่มีใครที่ดีทั้งหมด หรือเลวทั้งหมด มาคิดๆดูคนที่เราไม่ชอบ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนไม่ดีซะทั้งหมด ส่วนที่ดีของเขาก็คงมี แต่เรามักจะมองข้ามไป มองแต่เรื่องที่เราไม่ชอบ จริงๆเขาอาจจะเป็นลูกที่ดี เป็นพี่เป็นน้องที่ดีของใครหลายคนแค่ไม่ใช่กับเราเท่านั้นเอง

ในความเป็นจริงคือเราไม่สามารถไปเปลี่ยนให้ใครมาเป็นแบบที่เราชอบได้ทั้งหมด ทุกคนโตมาไม่เหมือนกัน การเลี้ยงดู การใช้ชีวิต สิ่งแวดล้อม ประสบการณ์ มุมมองการใช้ชีวิตยิ่งไม่มีทางเหมือนกัน จะให้คนอื่นมาคิดเหมือนที่เราคิดก็คงไม่ได้ หลายครั้งเคยคิดว่า "ทำไมเขาทำแบบนั้นนะ" "ทำไมเขาคิดแบบนั้นล่ะ" "ทำแบบนั้นมันไม่ถูกนี่นา" แต่ความจริงคือไม่มีอะไรที่ผิดหรือถูกทั้งหมด ผิดถูกขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราไปตัดสินคนอื่นซึ่งจริงๆเราก็ถือที่วัดกันคนละอันคนละแบบ อย่างเช่นเอาไม้บรรทัดไปชั่งน้ำหนักสิ่งของก็คงไม่ใช่ ดังนั้นเราจึงตัดสินบางสิ่งว่าถูกหรือผิดจริงๆโดยอาศัยแค่มุมมองของเราเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แถมเราก็ไม่ได้ดีเลิศเลอเพอร์เฟคพอที่จะไปติดสินคนอื่นด้วยซ้ำ

มนุษย์นั้นมีความแตกต่างและหลากหลาย ทางที่เราทำได้ดีที่สุดก็คือพยายามยอมรับความแตกต่างนั้น แต่ถ้าทำยังไงก็ยอมรับไม่ได้จริงๆ ปรับตัวที่จะอยู่ร่วมกันไม่ได้จริงๆ ก็แค่ต่างคนต่างอยู่ไม่ก้าวก่ายกันก็คงจะพอ ไม่จำเป็นที่จะต้องเกลียด หรือทำสิ่งแย่ๆใส่กัน เพราะจริงๆแล้วอาจจะไม่มีใครที่ผิด ไม่มีเขาผิด เราผิด ก็แค่ทัศนคติไม่ตรงกัน แนวทางการใช้ชีวิตไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง

การเปลี่ยนจากซอมบี้ให้กลายมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง อาจทำได้ด้วยการตั้งเป้าหมาย หรือหาสิ่งที่ชอบหรืองานอดิเรกทำ เพราะถ้าเราได้ทำสิ่งที่ชอบ ถึงแม้จะทำงานจนแทบไม่มีเวลาเหลือแต่เราก็จะหาเวลาให้กับความสุขของเราได้อย่างแน่นอน อย่างเรารู้ตัวว่าชอบอ่านหนังสือ ก็พยายามหาหนังสือดีๆมาอ่าน หนังสือที่ให้กำลังใจ หนังสือที่เราชอบ หรืออาจจะเป็นนิยายชวนฝันอ่านให้สบายใจ อ่านจนเพ้อกันไป นอกจากนี้เราก็ชอบปลูกต้นไม้ ชอบดอกไม้ ก็นั่งวางแผน นั่งหาวิธีปลูกต้นไม้ปลูกผักกินเองตามพันทิป หรือบางทีก็เรียนวาดรูป เรียนจัดดอกไม้จากยูทูป

พอได้เริ่มหาสิ่งที่ชอบทำก็รู้สึกว่าชีวิตมีความสุขขึ้นเยอะ หรือว่าจริงๆแล้วที่เรามีเวลาไปคิดลบๆคิดแย่ๆนี่อาจจะเป็นเพราะเราว่างมากจนเกินไปสินะ พอได้หาอะไรทำชีวิตก็ดูจะมีสีสันขึ้นมา ถึงสิ่งที่เราเริ่มทำจะเป็นสิ่งเล็กๆแต่ก็เป็นสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข (ปริมาณไม่สำคัญเท่าคุณภาพ-ไม่เกี่ยว นึกขึ้นได้ ><)

การเรียนรู้ที่จะอยู่และหาหนทางที่จะมีความสุข ดีกว่าจมอยู่กับทุกข์ จมอยู่กับความคิดไม่ดีความคิดแย่ๆเนอะ จริงๆเราก็บอกตัวเองเสมอว่าเราต้องอยู่แบบมีความสุข เราไม่ควรทนหรือรองรับอะไรที่แย่ๆ เราสมควรได้รับแต่สิ่งดีๆ เพราะเราทำแต่สิ่งดีๆเสมอ (เป็นตรรกะโง่ๆแต่เป็นตรรกะที่สบายใจ ก็โอเค๊) แต่บางครั้งคนเราก็ต้องมีหลงลืมไปบ้าง เผลอทำตัวที่จะได้แต่สิ่งแย่ๆกลับมา ไม่เป็นไรหรอกยังไงทุกอย่างก็เป็นบทเรียนในชีวิตทั้งนั้น ถึงจะเสียอะไรไปบ้างแต่ก็ได้อะไรกลับมาเสมอ และในทางกลับกันก็ไม่มีอะไรที่ได้มาโดยที่ไม่ต้องเสียอะไรบางอย่างไป

แต่ถึงยังไงซอมบี้ตัวนี้ก็ยังมีความเป็นซอมบี้อยู่ แต่ก็เริ่มจะกลับมาเป็นมนุษย์และจะกลายเป็นมนุษย์คนดีคนเดิมคนเดียวในไม่ช้าอย่างแน่นอน แต่จริงๆบางคนก็ชอบอยู่แบบซอมบี้นะ อันนี้ก็แล้วแต่ ชีวิตเราเราต้องเลือกเอง เรามีสิทธิ์เลือก <3




ตัวฉัน.. ในวันที่เริ่มเปลี่ยนจากซอมบี้กลายเป็นคน



Create Date : 20 กรกฎาคม 2559
Last Update : 20 กรกฎาคม 2559 20:44:41 น.
Counter : 162 Pageviews.

0 comment
ความสุข??


แท้จริงแล้วความสุขคืออะไรกันแน่นะ..


มองดูใกล้ๆ มองไม่ไกล แค่เราไม่เจ็บป่วยก็มีความสุขแล้วนะ


แค่เราได้ทานอาหารอร่อยๆก็มีความสุขแล้ว


แค่ได้คุยกับใครสักคน ได้แลกเปลี่ยนอะไรบางอย่างซึ่งกันและกันก็มีความสุข


แค่ได้ทำอะไรที่เราชอบก็มีความสุข


แค่ได้คิดถึงเรื่องราวในอดีตที่เคยทำให้มีความสุขก็มีความสุข


เรานี่ช่างมีความสุขได้ง่ายจังเลยเนอะ


แล้วทำไมต้องไปคิดอะไรใหญ่โตด้วยล่ะ ในเมื่อเรื่องเล็กๆแค่นี้ก็ทำให้เรามีความสุขได้เหมือนกัน


บางคนก็อาจจะกำลังมีความสุขอยู่แต่ไม่รู้ตัวก็ได้นะ


เวลาเรารู้ตัวว่าเรากำลังมีความสุขอยู่มันยิ่งทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้นได้มั้ยนะ


ความสุขของแต่ละคนก็คงไม่เท่ากันสินะ


ยังไงก็มีความสุขเถอะนะ


ทุกคนควรมีความสุขตามอัตภาพของตัวเอง



ตัวฉัน... ในขณะที่นึกสงสัยกับคำถามมากมายในชีวิต




Create Date : 20 กรกฎาคม 2559
Last Update : 20 กรกฎาคม 2559 14:58:50 น.
Counter : 238 Pageviews.

1 comment
Dream comes true :)


เราเชื่อว่าทุกคนมีฝันนะ มีสิ่งที่อยากทำ เราค้นพบว่าการมีจุดมุ่งหมาย เป้าหมายอะไรสักอย่างมันดีนะ มันทำให้เรารู้ว่าเราหายใจอยู่ทุกวันนี้เพื่ออะไร ไม่ได้ใช้ชีวิตเลื่อนลอยไปวันๆ 


ใครฝันอะไรไว้ก็ลงมือทำเถอะ เล็กน้อยก็ทำไป เอาที่สบายใจ ใช้ชีวิตให้มีความสุข แต่อย่าเอ้อระเหยจนเฉื่อยชาล่ะ ความฝันมันจางลงได้นะถ้าเราปล่อยมันทิ้งไว้นานๆน่ะ 


ตั้งเป้าหมาย แล้วเดินไปหามัน แล้วอย่าลืมว่าระหว่างทางก็สำคัญไม่แพ้ปลายทางเหมือนกัน :)





ตัวฉัน..... ในวันที่ทุกคนกำลังอยู่ในช่วงวันหยุดยาวแต่เราต้องทำงาน





Create Date : 17 กรกฎาคม 2559
Last Update : 17 กรกฎาคม 2559 17:55:47 น.
Counter : 213 Pageviews.

3 comment
1  2  3  

Valentine's Month



สมาชิกหมายเลข 3088897
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Group Blog