เรื่องเศร้าๆ





6 มิย 59

เรื่องเศร้าๆ


เคยเป็นมั้ย อ่านอะไรเศร้าๆก็น้ำตาไหล ดูละคร ดูหนังพอถึงฉากซึ้งฉากดราม่าทีไรร้องไห้ตลอด ทุกคนก็คงเคยเป็นบ้าง แต่ไม่รู้ทำไมเราเป็นตลอด คงจะเป็นคนที่ sensitive มากเกินไป นี่เป็นโรครึป่าว หรือจริงๆแล้วเราเป็นเด็กมีปมใช่มั้ย ไม่รู้ต้องทำไงให้อาการพวกนี้มันหายไป บางครั้งก็น่าอายนะ เดินๆอยู่เพลินๆดันเผลอไปคิดเรื่องเศร้าน้ำตาก็พากันจะไหลออกมา บางครั้งเดินอยู่ตรงสยามงี้ ยืนอยู่ป้ายรถเมล์ที่คนเยอะๆงี้ มากกว่าอายคืออายมากกกก

เป็นคนที่ไม่ชอบเรื่องเศร้าเลยจริงๆ เวลาเลือกดูละคร ดูหนังจึงมักจะเลือกเรื่องตลกๆ เน้นแนว comedy ไม่เน้น drama อยู่เสมอ ไม่รู้สิ รู้สึกว่าเราควรดูเพื่อคลายเครียด แต่ก็เข้าใจเพื่อนหลายๆคนนะที่ชอบดูแนว drama น้ำตาไหลพราก เพราะสิ่งที่แต่ละคนต้องการจากการดูหนังก็คงจะแตกต่างกันจริงๆนั่นล่ะ

แล้วถามว่าเวลาเราเจอเรื่องเศร้าเจอเรื่องผิดหวังเราทำยังไง sensitive ขนาดนี้ไม่ร้องไห้จนน้ำตาท่วมบ้าน กินยานอนหลับแบบไม่ฟื้นไปเลยมั้ย ตอบตรงนี้เลยว่าไม่ เราคิดว่าการจบชีวิตตัวเองไม่ใช่คำตอบของปัญหาอะไรก็แล้วแต่ที่เกิดขึ้นเพราะปัญหานั้นยังไม่หายไป ถึงยังไงก็ต้องมีคนมารับปัญหานั้นต่อไปจากเรา อาจจะเป็นลูก เป็นพ่อแม่เรา เป็นคนในครอบครัว หรืออาจเป็นเพื่อน เป็นผู้ใหญ่ที่เราเคารพรัก มันคงไม่น่ารักเลยที่เราจะเอาความทุกข์โยนไปให้คนที่เรารักหรือรักเราแบบนี้ถึงแม้เราอาจจะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม นี่ล่ะเขาถึงเรียกว่าการคิดสั้น มันคงเป็นแค่ชั่ววูบเดียวจริงๆ ถ้ามีเพื่อนหรือคนในครอบครัวกำลังเจอเรื่องทุกข์ใจทางที่เราทำได้ก็คงจะต้องให้ความรักเขามากๆ อย่าให้เขาต้องอยู่คนเดียวเลย เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้

แน่นอนว่าเราจะต้องน้ำตาแตกเหมือนเขื่อนพังอยู่แล้วเวลาที่มีปัญหาหรือเจอเรื่องเศร้าในชีวิต มันเป็นอารมณ์ที่เราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้แต่สิ่งที่ทำได้ก็แค่ปล่อยไปตามธรรมชาติ เสียใจก็ร้องไห้ไป ร้องไห้ให้พอ เพราะยังไงก็คงไม่มีใครร้องไห้ตลอดเวลาไปตลอดชีวิตหรอก พอถึงจุดจุดหนึ่งเราก็หยุด พอหยุดร้องก็เอาเวลามาแก้ไขปัญหาต่อไป โชคดีที่แม่เรามักจะสอนเราอยู่เสมอว่าทุกปัญหามีทางออกเสมอ บางปัญหาเราไม่ต้องทำอะไรเลย แค่ปล่อยให้เวลาเป็นตัวช่วยที่ทำให้ปัญหานั้นเบาบางลง พูดแบบนี้มันก็ดูง่ายเนอะ ดูเหมือนเป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้เลย แต่เชื่อเราเถอะ เราผ่านมาหลายครั้งละ ไม่ว่าปัญหาอะไรมันก็จะต้องมีทางออกเสมอ

ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากจะเจอปัญหาเจอความทุกข์ใจหรอกแต่ชีวิตเราตั้งอยู่บนความไม่แน่นอนไง ดังนั้นมันจึงเลือกไม่ได้ แล้วทีนี้จะทำไงล่ะ ฟังดูไม่โอเคเลยใช่มั้ย เราจะบอกแบบนี้นะ คือเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องธรรมดา ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป สังเกตดูเรื่องที่เราเครียดๆมันก็จะมีไม่กี่เรื่อง อย่างเรื่องที่ยังมาไม่ถึง หรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว ยกตัวอย่างเช่นตอนที่เราไป work and holiday ที่ melbourne ช่วงแรกๆ เป็นอะไรที่แบบโดดเดี่ยว หวาดกลัว หลงทาง ไม่รู้จะไปทางไหนมากๆ ช่วงนั้นน้ำตาจะไหลตลอดเวลา คิดเลยว่าเรามาทำอะไรอยู่ที่นี่นะ

อาทิตย์แรกๆเป็นอะไรที่ panic มากๆ ยังจำได้ว่าวันแรกที่ถึงนี่ตื่นเต้นมาก จริงๆก็ตื่นเต้นตั้งแต่อยู่ไทยแล้วล่ะ แต่ออกแนวดีใจ เราจะได้ออกไปแตะขอบฟ้าสักที ได้เจอโลกกว้าง มีเพื่อนใหม่ ชีวิตดี สดใส บลาๆๆ แต่พอผ่านไปสักอาทิตย์สองอาทิตย์ภาพตัดมาที่โลกแห่งความจริงเรานี่นั่งโดดเดี่ยวหมดเรี่ยวแรงอยู่ในสวนสาธารณะกันเลยทีเดียว อากาศก็หนาว แต่ไม่รู้จะไปไหนที่จะไปก็ไม่มี เงินที่แลกติดตัวไปก็ใกล้จะหมด เพื่อนก็ไม่มีอีก มันเศร้ามากเลยนะตอนนั้น ทั้งเศร้าทั้งเหงาคิดถึงบ้านอีกตะหาก เลยไปนั่งเป็นนางเอกMV แถวสวนสาธาณะอยู่บ่อยครั้งเลยเหมือนกัน

คือเราไป melbourn คนเดียว ญาติมีก็จริงแต่อยู่นอกเมืองไกลกันมาก บ้านเราก็ต้องหาเอง งานก็ต้องหาเอง เบอร์โทรศัพท์ก็ต้องไปเปิด บัญชีธนาคารก็ต้องมี ตอนนั้นตัวคนเดียว ต้องทำอะไรคนเดียว ความรู้สึกคือกลัวไปหมด มันไม่มีใครหรืออะไรที่จะทำให้เราสบายใจหรือพึ่งพิงได้เลย แล้วเป็นการไปต่างประเทศครั้งแรก ทั้งๆที่ปกติตอนอยู่ไทยก็แทบไม่ได้ไปไหนอยู่แล้ว อยู่มหาลัยก็กลับบ้านทุกอาทิตย์ เหมือนอยู่บ้านมากกว่าอยู่มหาลัยอีก คือเป็นคนติดบ้านมาก แล้วนี่ต้องไปไกลขนาดนั้น ไปในที่ที่ไม่รู้จักใครเลย ดีหน่อยมีช่วงแรกที่พี่รหัสพาไปเดินดูนู่นนั่นนี่ แต่แค่พักเดียวพี่ก็กลับไทยไป

ไม่รู้สำหรับคนอื่นมันจะเป็นเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ขนาดไหน แต่สำหรับเราตอนนั้นเป็นเหมือนเด็กที่เพิ่งเผชิญโลกกว้างเป็นครั้งแรก ปัญหาเรื่องเงิน เรื่องงาน เรื่องบ้านเป็นอะไรที่ใหญ่มากๆสำหรับเรา ตอนนั้นคือเครียดมาก ยังดีหน่อยที่ทางเลือกอันดับแรกของเราคือการเข้าวัด มันก็ตลกดีนะ ที่คนเราตอนชีวิต Happy มีความสุขดีไม่เคยนึกถึงวัด แต่พอมีเรื่องทุกข์ใจนี่วัดกลายเป็น choice อันดับแรกๆที่เลือกเลย

แล้วการเข้าวัดก็ไม่เคยทำให้เราผิดหวัง โชคดีหน่อยที่วันนั้นมีการเทศน์ เราจึงได้ข้อคิดมาหลายอย่าง ทั้งๆที่ทุกๆอย่างก็เป็นเรื่องธรรมดา เรื่องที่เราก็รู้ๆกันอยู่แล้ว แต่พอปัญหามาบังตากลับมองไม่เห็นคิดอะไรไม่ออกไปซะอย่างนั้น สิ่งที่เราได้ค้นพบ ทางออกของปัญหาที่เรากำลังเจอก็คือการอยู่กับปัจจุบันไม่ต้องกังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ไม่ต้องมัวแต่คิดถึงอดีตที่ผ่านไปแล้วเพราะเราคงแก้ไขอะไรไม่ได้ ทางที่ดีคือมีสติให้มากที่สุด รู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ แล้วทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

มันก็จริงนะ เราพบว่าตัวเองมักจะกังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึงอยู่เสมอ กลัวว่ามันจะแย่ อย่างตอนแรกทำงานในร้านอาหารซึ่งทั้งครัวเป็นต่างชาติแทบทั้งหมด ตอนนั้นภาษาก็ไม่ได้ดีมาก บรรยากาศการทำงานก็เร่งรีบ เครียดไปหมด ตอนนั้นก่อนไปทำงานร้องไห้ตลอด รู้สึกไม่อยากไป แต่ไม่ไปก็ไม่ได้ เงินก็ต้องหา งานใหม่ก็ยังหาไม่ได้ ไหนจะค่าเช่าบ้าน ค่ากิน ยังไงก็ต้องอดทนแล้วทำไป ตอนนั้นทุกข์ใจมากๆจริง

แต่พอมาคิดดู เหตุการณ์ทั้งหลายมันยังไม่เกิดเลยเราก็กลัวไปก่อนแล้วร้องไห้ไปก่อนแล้ว กลัวทำงานผิดพลาดกลัวโดนหัวหน้าด่า (หัวหน้าเชฟตอนนั้นโหดมากจริงๆT^T) เรากลัวไปก่อนทั้งๆที่มันยังไม่เกิดขึ้น แล้วการที่เรากลัวไปก่อนมันกลับส่งผลเสียทำให้เราไม่มีความสุขในการทำงาน ไม่ได้เปิดใจจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ มัวแต่กลัวอย่างเดียว แต่พอหลังจากไปวัดครั้งนั้น เราก็ลองมาปรับตัวเองดู ปรับความคิดใหม่ ทุกอย่างก็ดีขึ้นนะ อย่างน้อยเราก็ไม่ร้องไห้ก่อนไปทำงานแล้วล่ะ ถามว่างานเครียดมั้ย ก็ยังคงเครียดอยู่เหมือนเดิมแร่ะ แต่เราไม่เครียดเท่าเดิมแล้ว เรามีความสุขมากขึ้นเวลาทำงานนะ ตั้งใจทำงานที่อยู่ตรงหน้าไป ทำให้ดีที่สุด ไม่มัวแต่มานั่งกลัวว่ามันจะไม่ดี จริงๆแล้วเราเชื่อว่าถ้าเราทำปัจจุบันให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ผลลัพธ์มันก็คงไม่ได้ออกมาแย่จนเกินไปหรอก จริงๆนะ ถึงมันจะออกมาแย่ก็แค่ยอมรับมัน ถ้าเราแก้ไขได้ก็แก้ไขไป ถ้าแก้ไม่ได้จริงๆก็ลองหาหนทางอื่นๆดู

ที่สำคัญอีกเรื่องคือเราต้องรักตัวเอง รักครอบครัว รักคนที่รักเราให้มากๆ หรือจะรักอะไรก็แล้วแต่ รักในงานที่ทำ รักดิน รักฟ้า รักน้ำ รักอากาศ ถ้าเรามีแต่ความรักรอบๆตัวเรา ความทุกข์ก็คงจะแทรกเข้ามายากแหละ มั้งง...

นี่ก็ไม่รู้กำลังพูดเรื่องอะไรอยู่นะ คุยกับตัวเองไปวันๆ คุยกับตัวเองไปเรื่อยๆเหมือนคนสติไม่ดีแล้วล่ะ แต่มันก็ดีนะ เหมือนได้ทบทวนตัวเอง ไม่ได้หวังว่าจะมีใครเข้ามาอ่านเยอะๆหรอก แต่ถ้ามีคนได้อะไรดีๆจากเราไปบ้างก็คงจะดี ไม่ได้หมายความที่เราเขียนมาทั้งหมดนี่ดีทั้งหมดนะ แต่มันก็คงจะมีสัก 1 % ที่เป็นเรื่องดีๆบ้างล่ะน่าา เอาเหอะจริงๆก็ไม่ได้อะไรมากมาย ถึงจะมีคนอ่านหรือไม่มี เราก็มีความสุขดีของเราอยู่แล้ว หวังว่าคนอื่นๆ สิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตอื่นๆบนโลกใบนี้หรือโลกใบอื่นจะมีความสุขมากๆมีทุกข์น้อยๆเนอะะ รัก รัก รัก ขอให้เต็มไปด้วยความรักที่บริสุทธิ์



ตัวฉัน... ตอนที่เขียนนั้นควรทำงานอยู่



Create Date : 21 กรกฎาคม 2559
Last Update : 21 กรกฎาคม 2559 20:47:37 น.
Counter : 227 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



สมาชิกหมายเลข 3088897
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Group Blog