Group Blog
 
All blogs
 

มาเล่าประสบการณ์การคลอดน้องมะลิค่ะ

ผ่านมาแล้วสามเดือนกว่า มัวแต่งมโข่งกับการเป็นแม่มือใหม่อยู่ วันนี้มีโอกาสขอมาเล่าให้ฟังค่ะ ยาวและละเอียดหน่อยนะ

วันกำหนดคลอดน้องมะลิวันที่ 5 กันยาค่ะ เห็นคนอื่นเค้าคลอดก่อนกำหนดกัน เราก็เตรียมตัวอย่างดี แม่จอยมาถึงเมลเบอร์นวันที่ 2 กันยา ก็บอกน้องมะลิว่า ยายมาถึงแล้ว น้องมะลิมาได้แล้วนะลูก วันกำหนดคลอดผ่านไป ก็ยังไม่มีแววจะคลอด เริ่มรู้สึกตัวหนักขึ้นทุกวัน รอแล้วรอเล่า เบื่อๆไม่มีอะไรทำก็พาแม่ไปเดินช๊อปปิ้ง เค้าบอกว่าเดินเยอะๆหัวลูกจะได้ลงต่ำๆ แต่ไปก็เดินไม่ค่อยไหวหรอกค่ะ ให้แม่ไปดูของ เราก็หาที่นั่งรอไปกินขนมไป ตอนกลางคืนนอนก็เมื่อยมาก ตื่นมาเข้าห้องน้ำ 4-5 รอบ มันเหมือนปวดฉี่แต่พอเข้าห้องน้ำฉี่ออกมาติ๊ดเดียว

พอเกินกำหนด หมอให้เข้าไปทำ CTG (ตรวจการเต้นหัวใจลูก) และตรวจปริมาณน้ำคร่ำทุกๆ 2-3 วัน ถ้าใครอ่านบล๊อกก่อนๆจะรู้ว่าจอยมีความมุ่งมั่นจะคลอดธรรมชาติ ได้คุยกับหมอถึงความตั้งใจอันนี้และหมอก็บอกว่าจะสนับสนุน พอเกินกำหนดจอยก็คุยกับหมอว่าอยากรอให้ลูกมาเอง ไม่อยากต้องเร่งคลอด หมอบอกว่าถ้าเช็คแล้วไม่มีปัญหา หมอก็ยอมให้รอซัก 10 วัน แล้วถ้ายังไม่คลอดเองก็ควรจะให้หมอเร่งคลอดให้เพราะยิ่งเกินไปเยอะความเสี่ยงก็ยิ่งสูงขึ้น เช่นประสิทธิภาพการทำงานของรกต่ำลงอะไรประมาณนี้

จอยก็พยายามทำทุกอย่างที่เค้าว่าเป็นการเร่งคลอดวิธีธรรมชาติอย่างเช่นเดินเยอะๆ ดื่ม raspberry leaf tea ดื่มน้ำพรุนซึ่งเค้าว่ากันว่าช่วยให้ถ่ายแล้วช่วยให้การคลอดเริ่มต้น ผ่านไป 7 วันแล้วก็น้องมะลิก็ยังไม่ยอมมา หวั่นใจมากเลย จอยเลยไปนวดกดจุดที่เชื่อกันว่าช่วยทำให้มดลูกรัดตัว เกินกำหนดมา 8 วัน (13 กันยา) จอยมีนัดกับหมอทำ CTG อีกก็ยังปกติอยู่ หมอนัดมาอีกทีวันที่ 15 หมอบอกว่าถ้ายังไม่คลอด จอยจะต้องตัดสินใจเรื่องการเร่งคลอดแล้วนะ หมออธิบายขั้นตอนให้ฟังว่าจอยจะต้องไปโรงพยาบาลตอนเย็น หมอจะใช้เจลเร่งคลอดแล้วรอจนถึงเช้า ถ้ายังไม่คลอดก็จะใช้เจลอีกที ถ้าอีก 6 ชั่วโมงยังไม่คลอดหมอก็จะเจาะถุงน้ำคร่ำและให้ syntocin drip ด้วย การเร่งคลอดนั้นมักจะทำให้มดลูกหดตัวอย่างรุนแรงและนั่นก็มักจะเป็นสาเหตุให้คุณแม่ที่ถูกเร่งคลอดถามหา epidural จอยไม่อยากใช้ epidural ไม่อยากฉีดอะไรเข้าไปในสันหลังอ่ะ พอคุยกะหมอเสร็จถึงกับน้ำตาตกกลัวว่าจะไม่ได้คลอดอย่างที่ใจต้องการ

วันถัดมา 14 กันยาตอนเย็นๆก็ออกไปเดินกับคริส รู้สึกถ่วงๆหนักๆช่วงล่างมากๆ พอเดินเสร็จก็กลับมากินน้ำพรุนเพราะวันนั้นทั้งวันยังไม่ได้ขี้เลย คืนนั้นปู่กะย่ามาถึง คริสไปรับที่สนามบินตอนสามทุ่ม จอยก็ขี้แตกสมใจอยาก ปู่ย่ามาถึงที่บ้านสี่ทุ่มกว่า มาถึงก็นั่งคุยกันถึงห้าทุ่ม จอยก็ขอตัวไปนอนเพราะรู้สึกเหนื่อยมาก

คืนนั้นนอนไปได้ซักพัก ตีสองนิดๆก็รู้สึกปวดท้องเหมือนปวดขี้ ก็คิดว่าสงสัยจะกินน้ำพรุนเยอะไปหน่อยก็ไปนั่งห้องน้ำแต่ก็ไม่ขี้ ซักพักก็หายปวด ก็ไปนอนต่อ อีกซัก 15 นาทีก็ปวดอีก ก็ไปนั่งห้องน้ำอีก ก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรออกมาแล้วก็หายปวดไป ก็มานั่งคิดว่าเอ๊ะ นี่มันปวดท้องคลอดหรือป่าววะเนี่ย หนังสือเค้าบอกว่าถ้าเริ่มปวดท้องตอนกลางคืนให้พยายามนอนเอาแรงไว้ จอยก็พยายามหลับต่อแต่ก็นอนไม่หลับ พอตีสามกว่ามันชักปวดถี่ขึ้นเลยปลุกคริสขึ้นมา คริสลองจับเวลาดูปรากฎว่าปวดทุกๆ 4 นาทีครั้งละประมาณ 50 วินาที จับเวลาอยู่เกือบชั่วโมง เข้าไปเช็คในห้องน้ำมีเลือดออกมานิดๆ ตี 4 เลยตัดสินใจโทรบอกอาการหมอ เกรงใจจัง หมอบอกให้กิน panadol 2 เม็ดแล้วไปอาบน้ำอุ่นๆ แล้วพยายามไปนอนต่อ ถ้าไม่ดีขึ้นอีกชั่วโมงให้โทรหาหมออีกที

ก็ทำตามที่หมอบอก แต่ไม่ดีขึ้น นอนไม่ได้ เลยเอา TENS Machine มาแปะหลัง ระหว่างนั้นคริสก็เอาของที่เตรียมไว้ใส่รถ พอตีห้าไม่ดีขึ้นเลยไม่ไหวแล้ว โทรหาหมอบอกหมอว่าอยากไปโรงพยาบาล หมอก็โอเค ออกจากบ้านหลังตีห้าครึ่งระหว่างทางปวดท้องมาก จับที่จับประตูแน่นเลย คริสก็ซิ่งเงียบๆ ถึงโรงพยาบาลหกโมงเช้า พยาบาลให้ไปที่ Birth Suite # 3 ห้องรอคลอดกะห้องคลอดห้องเดียวกัน พยาบาลจับขึ้นเครื่อง CTG เช็คการเต้นหัวใจน้องมะลิประมาณ 20 นาที พอเสร็จจอยก็พยายามเดินไปมา ยืนโน้มตัวไปข้างหน้าโยกสะโพกซ้ายขวา พอเจ็ดโมงหมอมาถึง หมอถามว่าจะให้หมอเช็คปากมดลูกให้มั้ย ตอนแรกจอยก็ลังเล หมอบอกว่าตามใจนะ ไม่ต้องเช็คก็ได้ถ้าไม่อยาก จอยบอกว่าอยากอยู่หรอกแต่กลัวหมอเช็คแล้วบอกว่าเพิ่ง 1-2 ซ.ม.นะสิ ปวดซะขนาดนี้ หมอมีการพูดเล่นอีกว่าถ้าเป็นอย่างงั้นเดี๋ยวหมอจะโกหกให้สบายใจ ปรากฎว่าตอนนั้นเปิด 6 ซ.ม.แล้ว หมอบอกมะลิอยู่ posterior position คือหงายหน้าอยู่ ซึ่งจะทำให้ใช้เวลาในการคลอดนานขึ้น หมอบอกว่าพยายาม active โน้มตัวไปข้างหน้า อาจจะช่วยทำให้ลูกหมุนตัวแล้วคว่ำหน้าออกมาแล้วเดี๋ยวหมอจะมาดูใหม่

แปดโมงกว่าเริ่มปวดมากขึ้น ดมแก๊สอ่อนๆ (30-40%) ช่วยได้พอสมควร ลองไปลงอ่างน้ำดู มีแก๊สให้ดมในอ่างด้วย ก็เอา TENS machine ออก แต่ไม่ชอบเลยเพราะน้ำลึกไม่พอเวลาจอยอยู่ในท่าคุกเข่า พอน้ำลึกไม่พอช่วงบนมันก็หนาวอ่ะ ได้แค่ครึ่งชั่วโมงก็ขึ้นดีกว่า เอา TENS machine แปะหลังต่อ ดมแก๊สไปเรื่อยๆ แก๊สเนี่ยมันใช้เวลาประมาณ 15 วินาทีเราถึงจะรู้สึกมึน จอยก็พยายามดมก่อนมดลูกจะหดตัว ไปๆมาๆ ไม่สนแล้วมดลูกจะหดตัวเมื่อไหร่ สูดเอาๆ พอเริ่มมึนมากก็เอาออก สูดอากาศบริสุทธิ์ พอหายมึนก็สูดแก๊สต่อ หมอกลับมาอีกทีสิบโมงครึ่ง หมอเช็คปากมดลูกอีกทีบอกว่า 8-9 ซ.ม.แล้ว จอยปวดมาก โอดครวญถามหมอว่าจอยต้องทนอีกนานแค่ไหน จะไม่ไหวแล้วนะ หมอบอกพยายามต่อไปจะได้เจอหน้าลูกน่าจะหลังเที่ยง อะไรกันเนี่ยต้องทนอีกอย่างน้อยสองชั่วโมงเนี่ยนะ บอกหมอว่าไม่ไหวแล้ว ช่วยที หมอก็ถามว่าจะเอา epidural มั้ย สติยังมี ตั้งใจไว้นิ่ว่าจะไม่เอา ไม่ได้ลังเลหรอกนะ แต่ก็ไม่ได้ปฎิเสธเพราะรู้สึกหมดหนทางว่าต้องทนต่อไป อย่าโวยวาย ตอนนั้นถุงน้ำคร่ำยังไม่แตกเลยอ่ะ สิบเอ็ดโมงกว่า ก็ยังร้องคร่ำครวญกับพยาบาลและคริสอยู่ (ดังลั่นห้องเลย) ว่าไม่ไหวแล้ว ช่วยหน่อย จะตายอยู่แล้ว พยาบาลก็ให้กำลังใจและลงท้ายว่าเอายาแก้ปวด pethedine มั้ยล่ะ จอยก็เงียบ ทนต่อไป ฮือๆ ดมแก๊สไปดมแก๊สมา ความเข้มข้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึง max ที่ 70% เลย มึนดี

จนประมาณเที่ยง บอกพยาบาลว่ารู้สึกอยากเบ่ง อีกซักพักถุงน้ำคร่ำแตก พยาบาลเลยไปตามหมอให้ พอหมอมาจอยก็ขึ้นเตียง ร้องลั่นห้อง หมอบอกหยุดกรี๊ดแล้วฟังหมอและทำตามที่หมอบอกอย่างตั้งใจ หมอบอกเมื่อไหร่ให้เบ่ง เมื่อไหร่ให้หยุด ตอนนั้นตั้งใจฟังหมอมากและทำตามอย่างเคร่งครัดเพราะอยากให้มะลิออกมาซะที ความเจ็บปวดจะได้หยุด สุดท้ายน้องมะลิก็หมุนตัวคว่ำหน้าออกมาก่อนบ่ายโมงแป๊ปนึง ตอนออกมาเกือบจะไม่ต้องกรีดปากช่องคลอดแล้วแต่ปรากฎว่าคุณลูกสาวงอแขนเอามือไว้ที่แก้มตอนออกมา เลยโดนกรีดหน่อยนึง

พอมะลิออกมา พยาบาลก็เอามาแปะอก กินนมทันทีขณะที่คลอดรกและเย็บแผลอยู่ น้องมะลิออกมาตัวดำๆปากบึนๆหัวหยิกๆ ตกใจหมดเลยว่าลูกนิโกรที่ไหน ร้องให้ดังลั่น น้ำหนักแรกเกิด 3080 กรัมค่ะ สเลนเดอร์กำลังดี นี่ขนาดตัวไม่ใหญ่ยังออกมายากเย็นขนาดนี้ วันสองวันหลังคลอดเหนื่อยมากๆแต่นอนไม่ค่อยจะหลับ รู้สึกว่ายังตื่นเต้นอยู่ไม่หาย เป็นประสบการณ์ที่สุดยอดจริงๆ ตอนนั้นบอกคริสว่าเปลี่ยนแผนเถอะ แผนที่ว่าจะมีลูกสองคนน่ะ ไม่เอาอีกแล้ว เจ็บจิ๊หาย

พอกลับบ้านมาเลี้ยงลูก สองเดือนแรกจะตายเอา ก็บอกคริสอีกว่ามีคนเดียวพอแล้วนะ ไม่เอาอีกแล้ว ลำบากลำบนมากเกินไป ตอนนี้น้องมะลิจะสี่เดือนแล้ว จอยเริ่มลืมความเจ็บปวดของการคลอดไปหน่อยละ แล้วก็เริ่มจะลืมความยากลำบากของการเลี้ยงลูกสองเดือนแรกไปหน่อยเหมือนกัน ลืมหมดเมื่อไหร่ค่อยว่ากันอีกทีนะ ไอ้เรื่องลูกคนที่สองเนี่ย






 

Create Date : 01 มกราคม 2555    
Last Update : 3 มกราคม 2555 12:37:03 น.
Counter : 7553 Pageviews.  

เตรียมตัว..เตรียมของ..อีกไม่ถึงสามอาทิตย์จะได้เจอกันแล้วลูกจ๋า

จอยหยุดทำงาน 6 อาทิตย์ก่อนที่ตัวเล็กจะออกมา ตั้งแต่หยุดก็ไป pre-natal yoga class ทุกวันจันทร์ ใช้เวลาชั่วโมงครึ่ง แล้วก็ไปว่ายน้ำวันอังคารกับวันศุกร์ครั้งละประมาณชั่วโมงครึ่ง ทั้งสองอย่างเป็นการออกกำลังกายที่ดีสำหรับคนท้องจริงๆค่ะ โยคะก็จะเป็นแบบเบาๆ ครูก็จะสอนท่าและการหายใจ การผ่อนคลายสำหรับเอาไว้ใช้ตอนคลอด ทุกครั้งหลังคลาสโยคะ จอยจะรู้สึกสงบ สบายใจ ไม่กลัวการคลอด ไม่กลัวเจ็บ เกิดความเชื่อมั่นว่าตัวเองจะทนความเจ็บได้สบายๆ ทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดี นี่เหลืออีก 3 อาทิตย์ก่อนตัวเล็กจะมา จอยกะว่าจะไป 2 ครั้งต่ออาทิตย์ เพราะไปแล้วรู้สึกพร้อมคลอดเต็มที่

แต่ว่ายน้ำนี่ยังหวั่นใจอยู่ว่าจะหยุดเมื่อไหร่ดี เพราะกลัวจะไปน้ำเดินในสระว่ายน้ำน่ะสิ วันไหนที่ได้ไปว่ายน้ำ จะรู้สึกว่าเราตัวเบาจัง สบายและไม่อึดอัด วันไหนไม่ได้ว่ายน้ำจะรู้สึกว่าท้องเราโตมาก เดินจะไม่ไหวแล้ว อีกสามอาทิตย์จะไหวมั้ยนี่ เวลาไปว่ายน้ำจอยก็ไม่ได้หักโหมค่ะ จะเกาะโฟมแล้วเตะขาท่ากบรอบนึงสลับด้วยว่ายฟรีสไตล์ 4 รอบ ว่ายช้าๆ แล้วก็หายใจทางจมูกลึกๆเวลาถึงขอบสระ เพื่อให้แน่ใจว่าได้อ๊อกซิเจนเพียงพอ รวมๆก็ว่ายบวกกับลอยครั้งละ 1500 เมตร ตลกตัวเองอย่างนึง คือจอยมีชุดว่ายน้ำชุดนึงเก่ามาก มันหย่อนยานแล้วแต่ยังไม่ได้ทิ้งมันไป ถ้าไม่ท้องแล้วใส่นี่อันตรายมาก นมคงหกในสระอ่ะค่ะ แต่พอท้องโต เอามาลองใส่ โอ้โห พอดีตัวเลย ประหยัดค่าชุดว่ายน้ำคนท้องไปได้ ดีใจมากที่ไม่ได้ทิ้งไป

นอกจากโยคะกับว่ายน้ำแล้ว ก็ออกไปเดินเล่นบ้าง แต่ช่วงนี้อากาศเอาแน่ไม่ได้ บางวันก็หนาวเกินไป บางวันก็ฝนตก เวลาไปเดินก็เดินช้าๆ ประมาณครึ่งชั่วโมงถึง 45 นาที เดินมากเกินไปก็จะปวดหลังเอา สองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่ค่อยปวดหลังเท่าไหร่ ไม่ได้ใช้ถุงน้ำร้อนเลย ต้องยกความดีให้กับการออกกำลังกายจริงๆเลย

น้องมะลิจ๋าตอนนี้แม่เตรียมของให้น้องเกือบครบแล้วนะ หลักๆก็มี
รถเข็น Baby Jogger City Select อันนี้แด๊ดดี้หนูเค้าสั่งซื้อจากอเมริกาเพราะมันถูกกว่าที่ออสเยอะมาก คันนี้นั่งได้สองคน แด๊ดดี้ซื้อที่นั่งอันที่สองมาด้วยเรียบร้อย เผื่อไว้เวลามะลิมีน้องไงจ๊ะ



Cot & Mattress เตียงนอนหนูซึ่งจะอยู่ในห้องนอนแม่ช่วง 3-4 เดือนแรก หลังจากนั้นหนูต้องไปนอนห้องตัวเองนะคะ


Car Seat – Safe-n-Sound Meridian AHR Tilt & Adjust ติดตั้งในรถแม่เรียบร้อย อันนี้ใช้ได้จนหนูอายุประมาณ 4 ขวบเลย วันก่อนเอาไปจ้างให้ผู้เชี่ยวชาญเค้าติดตั้งให้ เค้าให้ certificate รับรองว่า car seat อันนี้ได้รับการติดตั้งจากผู้เชี่ยวชาญ เสียตังค์ไป $30 แด๊ดดี้หนูเค้าไปดูตอนติดตั้ง บ่นใหญ่เลยว่าง่ายมาก ทำเองก็ได้ ไม่น่าไปเสียตังค์เลย ตอนนี้ car seat หันหน้าเข้าพนักที่นั่งจนกว่ามะลิจะตัวโตขึ้น ประมาณ 10-12 เดือนมั้ง แล้วถึงจะหมุนให้มันหันไปทางหน้ารถ


คุณปู่คุณย่าส่งเสื้อหนาว ถุงเท้า หมวกไหมพรมมาให้ (โบราณนิดนึง แต่ก็น่ารักดี)



ของเล่นจากเพื่อนที่ทำงานแด๊ดดี้ ละก้อผ้ากันเปื้อนปักชื่อน้องมะลิจากน้าลิซ่า(เพื่อนที่ทำงาน)


ตุ๊กตาจากตลาดมือสอง ถูกมาก ทั้งหมดนี่ไม่ถึง $10 เจ้าทิกเกอร์เหรียญเดียวเองอ่ะ แล้วก็ของเล่นที่แม่ซื้อจาก Target หรือตลาดมือสอง


นอกนั้นก็จะมีเสื้อผ้าเยอะแยะเลย ส่วนใหญ่ก็ได้รับมาจากป้าจี๊ป แล้วก็ตลาดมือสอง ถูกๆดีๆทั้งนั้น เมื่อก่อนนี่แม่จะไม่ยอมซื้อของมือสองเลยนะ แต่ของที่นี่มันแพง แล้วเราก็จะไม่มีรายได้เหมือนเก่าแล้ว ที่สำคัญคือของหลายๆอย่างสภาพดีๆทั้งนั้น พอซื้อของมือสองบ่อยๆแล้วก็ติดใจเพราะมันถูกกว่าของใหม่มากมายมหาศาล แต่ก็สลับกันไป ซื้อของใหม่บ้าง ของมือสองบ้าง แล้วก็มีผ้าอ้อม ผ้าห่อตัว ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน อันนี้ของใหม่ ส่วน Baby Swing ก็รับมรดกมาจากป้าจี๊ป อ่างอาบน้ำ Nappies, Baby Wipes คิดว่าตอนนี้แค่นี้ก็พร้อมแล้ว แล้วเดี๋ยวหลังจากตัวเล็กมาถึงค่อยซื้อ Baby monitor, baby carrier, แล้วก็ที่นึ่งขวดนม


คุณยายหนูจะมาถึงวันที่ 3 กันยา ไม่รู้จะทันหนูเกิดป่าว คุณยายมาสองเดือน แม่กำลังกล่อมให้ยายอยู่สามเดือนเต็มเวลาวีซ่า อิอิ ส่วนคุณปู่คุณย่าจะมาวันที่ 13 รอบนี้อยู่แค่อาทิตย์เดียวก่อน อยู่นานคนที่อึดอัดจะเป็นแม่นี่แหละไม่ใช่ใคร เพราะปู่ย่าไม่รู้ภาษาไทย ส่วนยายเนี่ย ภาษาอังกฤษก็อ่อนแอมาก แม่คนเดียวที่จะแปลได้ แต่แม่กะจะนอนเยอะเท่าๆหนูอ่ะ คงไม่มีแรงรับแขกหรอก แล้วเดี๋ยวปู่ย่าค่อยมาใหม่ช่วงคริสต์มาส รอบนั้นคงอยู่เป็นเดือนแหล่ะ

ข่าวดีก็คือ ที่แด๊ดดี้ขอบริษัทว่าจะทำงาน part-time น่ะ บริษัท approve แล้วนะ จริงๆแด๊ดดี้อยากทำ 3 วันต่ออาทิตย์แต่บริษัทต่อรองให้เป็น 4 วันต่ออาทิตย์ ก็ยังดีเนอะ ดีกว่าไม่ได้เลย รายได้ก็ลดไปนิดเดียว พอน้องมะลิออกมา แด๊ดดี้ได้ลา 2 อาทิตย์แล้วจะพยายามขอลาเพิ่มอีกอาทิตย์นึง พอหลังจากนั้นถึงจะเริ่มทำ part-time แด๊ดดี้บอกว่าถ้าอาทิตย์ใหนไม่ยุ่งมาก ก็จะทำงานจากบ้านวันนึง คึกคักน่าดูเลยบ้านเรา

น้องมะลิออกมาเป็นเด็กดี น่ารักๆนะ ยายจะได้หลงจนไม่อยากกลับไทย ยายจะได้อยู่กับแม่ช่วยแม่เลี้ยงหนูไปนานๆ




 

Create Date : 18 สิงหาคม 2554    
Last Update : 18 สิงหาคม 2554 14:40:13 น.
Counter : 693 Pageviews.  

อยู่ต่างแดน กับการตั้งชื่อลูก

เซ็งๆกับคอมเม้นต์ของเพื่อนคนไทยบางคนเกี่ยวกับชื่อลูก ขอบ่นหน่อยเถอะค่ะ

จอยจะตั้งชื่อเล่นลูกสาวที่กำลังจะเกิดว่าน้องมะลิค่ะ จะให้เป็นชื่อกลางด้วย Mali สำหรับฝรั่งสะกดง่ายออกเสียงง่ายไม่เพี้ยนแน่นอน ขนาดว่าง่ายแล้วพ่อเค้ายังออกเสียงว่า "มาลี" เลย ต้องเสี้ยมสอนกันยกใหญ่ว่าให้ออกเสียงสั้นๆ เป็นชื่อที่ไม่มีความหมายแอบแฝงซึ่งอาจเสี่ยงต่อการถูกล้อในอนาคต อีกอย่างคืออยากให้ลูกมีชื่อไทยแบบไม่ต้องแปลเป็นไทยอีกทีอ่ะ พอบอกเพื่อนที่ไทยบางคนคอมเม้นต์มาไม่คิดเลยว่าถ้าใครมาพูดแบบนี้กับชื่อลูกตัวเองจะชอบมั้ย คนนึงบอกว่าชื่อเหมือนหมาที่บ้านเลย อีกคนบอกชื่อเหมือนช้างที่สวนสัตว์ อีกคนบอกชื่อเหมือนคนใช้กะเหรี่ยงที่บ้านพี่สาว บางคนบอกทำไมตั้งชื่อเชยจัง ฟังแล้วก็เซ็งจิต คิดว่าไม่น่าบอกเล้ย เห็นเป็นเพื่อนหรอกถึงได้บอก

แต่คำพูดต่างๆเหล่านั้นก็ไม่ทำให้จอยคิดจะเปลี่ยนนะ ชอบอ่ะ มะลิ ดอกไม้สีขาวกลิ่นหอมบริสุทธิ์แบบใช้ไหว้พระด้วยอ่ะ ตอนกลับไทยไปสองปีก่อน ตอนเช้าๆ หลานสาวสองคนจะเก็บดอกมะลิจากต้นที่บ้านมาเล่นกัน แล้วก็เอามาให้น้าจอยดม ตอนจะกลับมานี่ ไปเจอโลชั่นกลิ่นดอกมะลิที่สุวรรณภูมิแอร์พอร์ต ลองกดมาทาแขนดู กลิ่นนั้นมันทำให้คิดถึงหลาน คิดถึงยิ้มของหลานเวลาเอาดอกมะลิมาให้ เลยเหมามาหลายขวดเลย

จอยคงเอาคำจากภาษาอังกฤษมาเป็นชื่อเล่นให้ลูกไม่ได้หรอกเพราะตั้งใจจะใช้เป็นชื่อกลางด้วยไง เพื่อนคนที่มันบอกว่าชื่อมะลิเชยจังน่ะ จอยถามว่าแล้วชื่ออะไรไม่เชยวะ มันบอก แหม ลูกเป็นลูกครึ่งก็น่าจะตั้งชื่อฝรั่งหน่อยอย่างเช่นน้องเค้กอะไรเงี้ย เค้กเนี่ยนะ โดนเพื่อนล้อตลอดชีวิตแน่ ชื่อที่เป็นคำภาษาอังกฤษทั้งหลายอย่างเช่นน้องกิฟท์ น้องพันช์ น้องเกม มันอาจจะน่ารักสำหรับเด็กที่อยู่เมืองไทย แต่เราเอามาใช้ไม่ได้ไง ชื่อที่มีคำว่าภู (Poo) พี (Pee) วี (Wee) พร (Porn) ก็ไม่ได้อีก ไม่อยากตั้งชื่อที่มี ป ปลา เพราะจะสะกดด้วยตัว P ฝรั่งก็ออกเสียงเพี้ยนอีก หรือ ต เต่า สะกดด้วยตัว T หรือ Th ก็ยังเพี้ยนอยู่ดี อันจะเลียนแบบดาราให้ลูกชื่อนุ่นก็ต้องสะกดว่า Noon จะดีเหรอ ชมพู่ ChomPOO อย่างเงี้ย ไม่ได้หรอก

จะเปลี่ยนจากมะลิเป็นดอกไม้ชนิดอื่น แฟนก็ไม่ชอบ อย่างเช่นชบา Chaba และก็เชยกว่าซะอีก ชอบชื่อบัวอยู่นะแต่พอบอกแฟนมันดันออกเสียงเหมือนคำว่า “เบื่อ” เลยต้องยกเลิกไป อยากให้ชื่อทับทิม แฟนบอกฟังดูเหมือนชื่อผู้ชายเพราะคำว่า Tim เฮ้อ ลำบากจริงๆ

จริงๆจะตัดปัญหาด้วยการไม่ต้องมีชื่อไทยก็ทำได้ ให้ชื่อต้นและชื่อกลางเป็นภาษาอังกฤษไปเลย แต่ไม่อยากอ่ะ ยังไงลูกก็ยังมีเลือดคนไทยอยู่ตั้งครึ่งนึง จะบังคับให้พูดไทยด้วย เอาแค่พอจะพูดกับตายาย กับลุงป้าน้าอา ลูกพี่ลูกน้องรู้เรื่องก็พอ อ่านเขียนนี่ค่อยว่ากันอีกที

บ่นมายาว ก็บ่นไปงั้นแหล่ะค่ะ ไม่เปลี่ยนหรอก อีกหน่อยเพื่อนพวกนั้นเวลาได้ยินชื่อมะลิ อาจจะเลิกนึกถึงหมาที่บ้าน ช้างที่สวนสัตว์ และคนใช้ชาวกะเหรี่ยง หันมานึกถึงเด็กผู้หญิงลูกครึ่งน่ารักๆคนนึง (คิดเข้าข้างตัวเอง อีก 5 อาทิตย์ถึงจะรู้ว่าน่ารักหรือป่าว) ชื่ออาจจะกลายเป็นที่นิยมไปก็ได้

เพื่อนๆที่อยู่ต่างแดน โดยเฉพาะประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ มีประสบการณ์หรือมุมมองหรือไอเดียการตั้งชื่อลูกยังไง มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะคะ




 

Create Date : 05 สิงหาคม 2554    
Last Update : 5 สิงหาคม 2554 19:39:49 น.
Counter : 5094 Pageviews.  

อยากคลอดธรรมชาติจัง

จอยมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ว่าอยากจะคลอดแบบธรรมชาติ ไม่อยากผ่า ไม่อยากใช้ epidural ไม่อยากให้หมอเร่งคลอด ไม่อยากให้หมอใช้คีมหรือเครื่องดูด อยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติมากที่สุด ด้วยความเชื่อว่าผู้หญิงเราท้องได้ก็ต้องคลอดได้ และกระบวนการธรรมชาตินั้นดีที่สุดสำหรับแม่และลูก อีกอย่างไม่อยากฉีดอะไรเข้าไปในสันหลังอ่ะ มันดูสยองยังไงพิลึก พี่สาวจอยเค้าคลอดลูกเองได้ตั้งสองคน จอยก็น่าจะทำได้แหล่ะน่า ปวดแค่ไหนก็จะทน

ลองหาอ่านดูตามอินเตอร์เน็ต ก็ได้ตกลงปลงใจสมัคร Active Birth Workshop ไปเมื่อตอนท้องได้ 29 อาทิตย์ เป็น workshop 2 วันเต็มๆ มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้ว่ามีอะไรที่เราจะทำได้เพื่อเพิ่มโอกาสคลอดธรรมชาติให้มากที่สุด ให้ข้อมูลถึงการคลอดตั้งแต่ขั้นแรกถึงขั้นสุดท้าย รวมถึงให้ความรู้เกี่ยวกับการแทรกแซงทางการแพทย์เพื่อช่วยให้เราเข้าใจและตัดสินใจอย่างถูกต้องเมื่อถึงเวลา หลังจากที่ได้ศึกษาจาก workshop และหนังสือหลายๆเล่ม รวบรวมเทคนิคต่างๆซึ่งจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดของการคลอดได้ดังนี้ค่ะ

1. การอยู่ใน upright position เช่นการเดิน การนั่งหันหน้าหาพนักเก้าอี้แล้วโน้มตัวไปข้างหน้า การยืนแล้วโยกสะโพกซ้ายขวา การนั่งบน exercise ball แล้วโน้มตัวพักที่ปลายเตียง หรือนั่งบน exercise ball แล้วโยกซ้ายขวา หน้าหลัง หรือโยกเป็นวงกลม หรือการนั่งบนเข่าแล้วโน้มตัวไปข้างหน้าพักตัวหรือศอกบนเก้าอี้ (เอาหมอนรอง) หรือ All four position โดยที่มือทั้งสองและเข่าทั้งสองอยู่บนพื้น การอยู่ใน upright position ต่างๆเหล่านี้จะช่วยให้การคลอดดำเนินไปเร็วขึ้นเพราะแรงโน้มถ่วงจะช่วยให้หัวเด็กกดลงคอมดลูกได้ดี ทำให้ร่างกายแม่ปล่อยฮอร์โมนอ๊อกซิโทซินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้การหดรัดตัวของมดลูกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และลดระยะเวลาในการคลอด อีกทั้งช่วยให้ลูกได้รับอ๊อกซิเจนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการนอนหงายหลังอยู่บนเตียงที่โรงพยาบาลอีกด้วย อีกทั้งการนอนหงายอยู่บนเตียงนั้น ร่างกายแม่กดทับกระดูกก้นกบและลดช่องว่างที่จะให้ลูกผ่านออกมา การนั่งคุกเข่านั้นช่วยเพิ่มช่องว่างและช่วยให้ลูกออกมาได้ง่ายขึ้น อีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือการที่เราโน้มตัวไปข้างหน้า หรือการที่เราโยกกระดูกเชิงกรานไปมาเป็นการส่งเสริมให้ลูกอยู่ในตำแหน่งที่ดีต่อการคลอด คือลูกหันหน้าไปหากระดูกสันหลังของแม่ค่ะ หรือกระดูกสันหลังของลูกหันเข้าหาท้องของแม่นั่นเอง เค้าแนะนำว่าตั้งแต่ 34 week ถ้านี่คือลูกคนแรก คุณแม่ควรจะใช้เวลานั่งโน้มตัวไปข้างหน้ามากๆ และไม่ควรจะนั่งเอนหลังดูทีวีบนโซฟาที่มันนุ่มแสนสบาย เพราะมันอาจจะทำให้ลูกอยู่ในท่าที่จะทำให้การคลอดยากและนาน ก็คือลูกหันหลังไปทางกระดูกสันหลังของแม่นั่นเองค่ะ

ที่โรงพยาบาลที่จอยจะไปคลอดเค้ามี exercise ball ให้ค่ะ จอยว่าจะเอาหมอนไปเพิ่มเพราะเค้าอาจจะมีให้ไม่เยอะพอ รูปข้างล่างนี่เป็นตัวอย่างของท่าที่แนะนำระหว่างคลอด



2. การอาบน้ำอุ่นหรือการประคบถุงน้ำร้อนก็สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้ โรงพยาบาลที่จอยจะไปคลอดเค้ามีห้องคลอดส่วนตัวที่มีอ่างอาบน้ำในห้องน้ำ จอยจะไปลงอ่างชัวร์ๆ แต่เค้าไม่มีที่ต้มน้ำให้อ่ะค่ะ มีแต่กระติกน้ำร้อนรวม ก็เลยต้องเปลี่ยนจากถุงน้ำร้อนมาเป็น hot gel pack ที่ทำให้ร้อนด้วยการเอาจุ่มในน้ำร้อนนั่นเอง

3. Relaxation หรือการผ่อนคลายเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะถ้าแม่ตึงเครียดแล้วล่ะก้อ ลูกจะออกมายากนะคะ อะไรที่ควรจะเปิดเพื่อให้ลูกออกมาก็จะปิดซะงั้น อย่างแรกเลยก็คือการสูดลมหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ แล้วก็ลึกๆ จะช่วยปลดปล่อยความตึงเครียดและทำให้จิตใจเราสงบด้วย เหมือนกับการทำสมาธิของศาสนาพุทธของเรานี่เอง ตัวช่วยที่จอยเตรียมไว้สำหรับขั้นตอนนี้คือน้ำมันหอม Lavender ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้ผ่อนคลายและสงบ โดยหยด 2-3 หยดลงบนผ้าเช็ดหน้าไว้ดมเวลาสูดลมหายใจเข้าออกอ่ะค่ะ หรือจะใช้ oil burner ก็ได้นะแต่ต้องเป็น electric oil burner เพราะที่โรงพยาบาลไม่อนุญาติให้จุดไฟค่ะ

ความกลัวและความกังวลก็ไม่ดีต่อคุณแม่นะคะ เค้าบอกว่าความเจ็บปวดในการคลอดคือความเจ็บปวดของการให้ชีวิต เป็นความเจ็บปวดที่ดี ดีต่อแม่และลูกด้วย อย่าไปคิดว่าเราเจ็บท้องมานานกี่ชั่วโมงแล้ว อย่าไปกังวลว่าจะเจ็บท้องอีกกี่ชั่วโมง อยู่กับปัจจุบัน เผชิญกับความเจ็บปวดจากการรัดตัวของมดลูกเป็นครั้งๆไป ยิ่งปวดมากก็แปลว่ายิ่งใกล้จะเจอหน้าลูกแล้ว คนส่วนใหญ่จะทนไม่ไหวร้องหายาแก้ปวดกันตอนท้ายๆนี่แหละ แทนที่จะได้เจอลูกถ้าทนต่ออีกซักชั่วโมงก็ต้องรอนานขึ้นเพราะยาแก้ปวดมักจะมีผลทำให้อะไรต่อมิอะไรมันชะลอลง

อีกอย่างที่ขาดไม่ได้เลยก็คือให้คุณแฟนหรือคุณสามีนวดให้ค่ะ ตั้งแต่ก่อนคลอดและระหว่างคลอดรวมทั้งหลังคลอดด้วย ต้องใช้บริการให้เต็มที่เลยค่ะ จอยไปซื้อน้ำมันนวดมา ช่วงท้องนี่ต้องระวังหน่อยเพราะน้ำมันหอมบางอย่างคนท้องไม่ควรใช้นะคะ จอยใช้น้ำมัน Lavender ค่ะ แต่ตอนคลอดเนี่ยจอยไปซื้อน้ำมันนวดสำหรับการคลอดจากร้าน Perfect Potion มา มีส่วนผสมของ Jasmine และ Clary Sage Oil ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้การรัดตัวของมดลูกมีประสิทธิภาพดีขึ้น เป็นไงคะ อุปกรณ์เพียบ

อ้อ อีกอย่างเค้าบอกว่า ถ้าเป็นไปได้ในห้องคลอดควรจะให้มีแสงเข้ามาน้อยๆ สัญชาติญาณแม่นั้น จะผ่อนคลายได้ถ้าได้คลอดในสถานที่ที่คุ้นเคย และรู้สึกปลอดภัย เค้าเทียบสถานที่ที่ดีสำหรับการคลอดเหมือนสถานที่ที่เรารู้สึกดีเวลามีเซ็กส์ แบบต้องมืดๆหน่อย เป็นส่วนตัว ไม่มีคนอื่นเข้ามาป้วนเปี้ยนมากนัก

4. อีกอย่างที่จอยเตรียมไว้ใช้บรรเทาปวดก็คือเจ้า TENS Machine ซึ่งเป็นเครื่องที่ใช้กระแสไฟฟ้าไปกระตุ้นเส้นประสาทเพื่อลดความปวดด้วยการหลอกสมองให้ไปสนใจกับความรู้สึกถูกช๊อตมากกว่าความเจ็บปวดจากการรัดตัวของมดลูก เป็นเครื่องเล็กๆ ใช้แบตเตอรี่ AA 2 ก้อน จากตัวเครื่องก็มีสายไฟ 4 สายต่อไปยังแผ่นเจล 4 แผ่นที่ใช้แปะหลังช่วงบนและช่วงล่าง ว่าง่ายๆก็คือ ปวดนักก็ช๊อตด้วยไฟฟ้าซะเลย เครื่องแบบนี้เค้าใช้สำหรับคนที่มีปัญหาปวดหลัง ปวดนู่นปวดนี่ แต่เครื่องที่ออกแบบมาสำหรับการคลอดนั้นจะมีปุ่ม boost เพื่อเพิ่มปริมาณกระแสไฟฟ้าเอาไว้ใช้ตอนที่มดลูกรัดตัวเยอะๆนั่นเอง ที่ออสนี่เค้ามีให้เลือกว่าจะซื้อหรือจะเช่า ถ้าซื้อก็ $220 ถ้าเช่าก็ตกประมาณ $80-90 รวมค่าส่งไปรษณีย์ให้ด้วย บางบริษัทประกันสุขภาพเค้าจ่ายให้ แต่ของจอยมันไม่จ่ายอ่ะ มันบอกว่าให้เฉพาะคนที่แบบปวดหลังเรื้อรังอ่ะ จอยก็เลยซื้อเองแต่เชื่อไหมคะว่าจอยสั่งทางอินเตอร์เน็ตจากอังกฤษรวมค่าส่งลงทะเบียนด้วย $92 เอง ที่ออสนี่ขูดเลือดขูดเนื้อเหลือเกิน ใครจะไปซื้อล่ะเนอะ

การแทรกแซงทางการแพทย์นั้น มักจะส่งผลลูกโซ่ อย่างเช่นถ้าหมอช่วยเร่งคลอดไม่ว่าจะโดยการเจาะถุงน้ำคร่ำหรือใช้ syntocinon ผลก็คือมดลูกจะหดรัดตัวรุนแรงกว่าธรรมชาติ ยากเกินที่คุณแม่จะทนความเจ็บปวดได้ ผลที่ตามมาคือคุณแม่จะร้องหายาแก้ปวดหรือ epidural พอใช้ epidural คุณแม่ก็ต้องนอนเฉยๆเพราะไม่มีความรู้สึกช่วงล่าง ทำให้การคลอดดำเนินไปช้าลง และคุณแม่อาจจะเบ่งได้ไม่ดีเพราะไม่มีความเจ็บปวดมาทำให้อยากเบ่ง ผลที่ตามมาอีกก็คือคุณหมออาจจะต้องใช้คีมหรือเครื่องดูดช่วยเอาเจ้าตัวเล็กออกมา และมักจะตามมาด้วยการกรีดปากช่องคลอดด้วยนะคะ

ยาวละ จบดีกว่า ตอนนี้ก็ได้แต่ภาวนาไม่ให้มีปัญหาอะไร หมอจะได้ปล่อยให้คลอดเอง ให้มันเจ็บให้สมใจอยาก เตี๊ยมกะคุณแฟนไว้ว่าถ้าจอยร้องหา epidural ให้รอจนกว่าจอยจะร้องครบ 5 ครั้งแต่ละครั้งต้องห่างกันไม่น้อยกว่า 30 นาที เอาเข้าจริงๆ ไม่รู้จะฆ่ากันตายหรือป่าวนะประมาณว่าเราปวดมาก แต่ไอ้แฟนทำตามที่สั่งอย่างเคร่งครัดเกินไป อิอิ ไม่หรอก ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็จะลองดมก๊าซก่อนเลย เอาให้มึนกันไปข้างนึง เอ๊ ที่ไทยมีดมก๊าซหรือป่าวนะ ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้จะตั้งใจแน่วแน่แค่ไหนก็ยังต้องรอดูสถานการ์ณอีกทีว่าเจ้าตัวเล็กจะมาแบบธรรมชาติได้หรือป่าว คุยกับคุณหมอเค้าก็บอกว่าเค้าจะสนับสนุนให้คลอดเองให้มากที่สุด แต่ถ้ามีอะไรที่ทำให้เค้าเป็นห่วง เค้าก็จะเสนอความช่วยเหลือ ถ้าหมอห่วงเราก็ต้องห่วงตามหมอจริงมั้ยคะ ก็คงต้องยืดหยุ่นกับแผนนิดนึง ตอนนี้ก็ได้แต่สวดมนต์ขอพระให้เจ้าตัวเล็กมาดีๆ ให้สถานการ์ณทุกอย่างเป็นใจให้จอยได้คลอดธรรมชาติด้วยเถอะ สาธุ




 

Create Date : 28 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 28 กรกฎาคม 2554 18:24:37 น.
Counter : 1267 Pageviews.  

Week 32 - ชักจะนอนไม่สบายแล้ว ง่วงจัง ฮือ..ฮือ..

ตั้งแต่อาทิตย์ที่ 32 มา การท้องที่แสนจะแฮปปี้เริ่มจะหมดไป เพราะเริ่มนอนไม่ค่อยสบายแล้วค่ะ ทุกคืนเป็นอย่างงี้นะคะ ก่อนนอนประมาณ 5 ทุ่มเข้าห้องน้ำแล้วก็มานอนตะแคงซ้ายกอดหมอนสุดโปรดที่ใช้มาตั้งแต่อาทิตย์ที่ 25 หลับไปได้ไม่ถึง 2 ชั่วโมง เมื่อยซะละ ตื่นมาเพื่อพลิกตัวไปทางขวา แล้วก็รู้สึกว่าจะปวดฉี่ ก็ลุกขึ้นไปห้องน้ำอีกรอบ กลับมานอนตะแคงขวาได้ซักชั่วโมงก็เมื่อยตื่นมาพลิกไปทางซ้ายอีก แล้วก็ฝันเยอะมาก ฝันอะไรบ้างก็จำไม่ได้อ่ะ ประมาณตี 4 ปวดฉี่อีกแล้ว ไม่ได้กินน้ำเยอะก่อนนอนเลยนะเนี่ย ทำไมปวดฉี่จังวะ แล้วก็มานอนต่อถึง 6 โมงครึ่งก็ต้องตื่นไปทำงาน ถึงแม้จะเป็นวันเสาร์อาทิตย์ไม่ต้องไปทำงานก็นอนต่อไม่ไหวค่ะ ตะโพกกับต้นขาทั้งปวดทั้งเมื่อย พอลุกขึ้นมานั่งหรือเดินก็หายค่ะ ปัญหาคือจอยเป็นคนไม่นอนกลางวันอ่ะ พยายามจะนอนก็นอนไม่หลับถึงแม้จะรู้สึกง่วงก็ตาม เพื่อนคนนึงแนะนำให้ไปซื้อหมอนที่ช่วยพยุงท้องเวลานอนตะแคง เมื่อวานก็ไปถอยมาทันทีทันได ก็ช่วยได้นิดหน่อยค่ะ แต่ก็ยังเจ็บขาและตะโพกอยู่ดี ขั้นตอนต่อไปคือว่าจะลองย้ายไปนอนอีกห้องนึง เพราะเตียงนอนในห้องนั้นมันนุ่มกว่าห้องที่นอนอยู่ ถ้ายังไม่ดีขึ้น ว่าจะเตะเพื่อนร่วมเตียงออกไปซะ อิอิ เผื่ออะไรๆมันจะดีขึ้น


รูปหมอนใบที่สอง - หมอนรองพุง

ตัวเล็กขยับตัวเอาจริงเอาจังมากตั้งแต่อาทิตย์ที่ 31 ทั้งถีบทั้งเตะ คนเป็นแม่ก็ชื่นใจค่ะ ความรู้สึกที่ลูกขยับอยู่ในท้องนี้มันดีจริงๆ ตั้งแต่แรก ตัวเล็กของจอยเค้าขยุกขยิกนิดๆหน่อยๆ ไม่ค่อยเตะแรง บางวันเงียบไปจนเป็นห่วง แต่มาหลังๆนี้ไม่เคยทำให้เป็นห่วงเลยค่ะ ยิ่งเวลาอยู่ใน meeting ที่ทำงาน หรือเวลาไป Childbirth education class ที่โรงพยาบาล เธอจะโชว์ออฟเป็นพิเศษท้องแม่กระเพื่อมเลย อาทิตย์นี้จอยไปทำงานอาทิตย์สุดท้ายค่ะ แล้วก็ลาพักก่อนคลอด 6 อาทิตย์ ซึ่งบริษัทยังจ่ายเงินเดือนอยู่ จากนั้นก็ลาเลี้ยงลูกปีนึงค่ะ บริษัทไม่จ่ายแล้วแต่จะเก็บที่ไว้ให้ปีนึง แล้วรัฐบาลจะจ่ายค่าแรงขั้นต่ำให้ 18 อาทิตย์ ตอนนี้ค่าแรงขั้นต่ำที่ออสเตรเลียนี่ก็ตกอาทิตย์ละ $590 เหรียญ ก็พออยู่พอใช้ไม่ลำบากค่ะแต่ก็คงไม่มีเงินเก็บ หลังจากนั้นก็จะเป็นชาวเกาะเต็มตัว อิอิ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะ ตั้งแต่เลิกเกาะพ่อเกาะแม่มาเนี่ย ไม่ค่อยชอบเลยค่ะ กลัวว่าจะไม่กล้าใช้เงินเพราะเกรงใจคนหา แต่ปกติก็ไม่ใช่คนสุรุ่ยสุร่ายอยู่แล้ว คงไม่มีปัญหาเนอะ

6 อาทิตย์ก่อนคลอดก็ตั้งใจจะพักผ่อนเยอะๆ ไปเรียนโยคะที่คลาสบ้าง เปิดดีวีดีเล่นเองที่บ้านบ้าง แล้วก็จะไปว่ายน้ำ (หรือเรียกว่าลอยน้ำดีนะ) ไปซื้อของเตรียมให้ตัวเล็ก จัดกระเป๋าไปคลอด นั่งสมาธิ แล้วก็อ่านหนังสือค่ะ ตอนนี้มีหนังสือให้อ่านเพียบเลย หนังสือเตรียมคลอด หนังสือเลี้ยงลูก หนังสือเกี่ยวกับการให้นมลูก หนังสือสอนเอาลูกนอน หนังสือเตรียมคลอดนี่เนื่องจากอ่านแค่ระยะสั้นๆ ส่วนใหญ่ก็ไปยืมจากห้องสมุดเอาค่ะ ไม่เสียตังค์ อยู่ที่นี่มา 4 ปีเพิ่งเคยไปใช้บริการห้องสมุดครั้งแรกนี่แหละ ติดใจมากเพราะยืมได้ทีละ 3 อาทิตย์ แล้วถ้าไม่มีใครจองต่อคิวก็สามารถยืดเวลายืมได้ครั้งละ 3 อาทิตย์ 2 ครั้งค่ะ จะว่าฟรีก็ไม่เชิงนะคะ เพราะเราต้องจ่ายค่า council รายปีสำหรับบริการพวกนี้ รวมถึงบริการเก็บขยะ ปรับปรุงดูแลถนนหนทางและสวนสาธารณะอะไรพวกนี้ด้วย ไหนๆก็จ่ายแล้วต้องไปใช้ให้คุ้มจริงมั้ยคะ




 

Create Date : 19 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 5 สิงหาคม 2554 19:41:00 น.
Counter : 630 Pageviews.  

1  2  

Windy Maui
Location :
Melbourne Australia

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Windy Maui's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.