จิปาถะ

wj42
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เช็คกล่องข้อความหลังไมค์

รวม Links แยกหมวดหมู่









Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add wj42's blog to your web]
Links
 

 

แก้ปัญหาแบบอักษรใน MS Office

บทความนี้เอามาจาก Text Exchange เขียนโดยคุณผึ้งน้อย ครับ
//www.pantip.com/tech/article/article.php?id=155

-------------------------------------------------

หลายท่านคงประสบปัญหาเกี่ยวกับแบบอักษรภาษาไทยที่เคยใช้ได้ใน MS Office 97 ลงไป กลับใช้ไม่ได้ใน MS Office 2000 เป็นต้นมา และไม่ทราบว่าจะแก้ไขอย่างไร

ผึ้งน้อยมีวิธีการแก้ไขดังต่อไปนี้ค่ะ เชิญติดตามต่อไป


คำถามนี้เป็นคำถามยอดนิยม (FAQ) ที่คนถามไม่เคยใช้ Search ก่อนในพันธุ์ทิพย์ดอทคอม คนตอบตอบเป็นครั้งที่แสนแล้วค่ะ :O จนเบื่อที่จะตอบแล้ว

อย่ากดแป้น Crtl+A แล้วเปลี่ยนฟอนต์ เพราะเมื่อคุณกลับไปพิมพ์ภาษาอังกฤษโปรแกรมจะไม่ใช้ฟอนต์ที่คุณต้องการค่ะ

สาเหตุที่แบบอักษรที่คุณใช้ไม่สามารถพิมพ์ภาษาที่คุณต้องการได้เพราะแบบอักษรที่คุณใช้ไม่มีคุณสมบัติ Unicode ซึ่ง Unicode เป็นการเข้ารหัสให้พิมพ์ภาษาไทย และภาษาอังกฤษแยกรหัสกันแต่อยู่ในแบบอักษรเดียวกัน

แบบอักษรที่มีคุณสมบัติเป็น Unicode ซึ่งใช้ได้กับ MS Office 2000 เป็นต้นมาได้แก่ Angsana New Browallia New Cordia New แบบอักษร DSN รุ่นใหม่ JS รุ่นใหม่ PSL ชุดใหม่

PSL ติดต่อที่ pslsmart@ksc.th.com หรือโทรศัพท์ 0-2543-7430

สำหรับแบบอักษร JS รุ่น Unicode ดาวน์โหลดได้ที่
//se-ed.net/thaifontsss/js/

สำหรับ DSN ไปที่ //vet.kku.ac.th/eng/font_instruction.htm

ส่วนฟอนต์ตระกูล UPC ที่ปรับปรุงเป็น NEW (รุ่น Unicode) แล้วให้ไปที่ //se-ed.net/thaifontss/new.zip

ฟอนต์ DSN Montana ตรงกับ JS Wansika ค่ะ ใช้ฟอนต์ตระกูล DSN ดีกว่า เพราะมีรูปลักษณ์คล้ายกับฟอนต์ตระกูล JS

หลีกเลี่ยงการใช้แบบอักษรที่ไม่มีหัวไม่มีหางพิมพ์ภาษาอังกฤษ เพราะเวลาพิมพ์ตัวไอใหญ่กับแอลพิมพ์เล็กจะเหมือนกันแยกไม่ออก เช่น Cordia New CordiaUPC Browallia New BrowalliaUPC

แบบอักษร Angsana New มีรูปลักษณะตรงกับ AngsanaUPC ดังนั้นให้ใช้ Angsana New แทน
แบบอักษร Cordia New มีรูปลักษณะตรงกับ CordiaUPC ดังนั้นให้ใช้ Cordia New แทน
แบบอักษร Browallia New มีรูปลักษณะตรงกับ BrowalliaUPC ดังนั้นให้ใช้ Browallia New แทน

แต่แนะนำให้ใช้ Angsana New จะดีที่สุดเพราะเวลาพิมพ์ตัวไอใหญ่และแอลเล็ก จะแยกออกจากกันอย่างชัดเจน

เนื่องจาก MS Word 2000 เป็นต้นมา จะมีการบังคับฟอนต์สำหรับพิมพ์ข้อความภาษาไทย กับฟอนต์พิมพ์ข้อความภาษาอังกฤษแยกออกจากกัน ดังนั้นเมื่อคุณกลับแป้นพิมพ์เพื่อไปพิมพ์อีกภาษาหนึ่ง คุณจะพบตัวอักษรสำหรับพิมพ์ภาษารวมถึงขนาดไม่เหมือนกัน การแก้ไขต้องใช้ Style เป็นตัวปรับแก้เท่านั้น โดยมีขั้นตอนในกระทำดังนี้
1 คลิกเมนู Format --> Style and Formatting...
2 ไปที่ Task Pane เลื่อนหา Normal
3 คลิกขวาที่ Normal เลือก Modify เลือก Format เลือก Font
4 ปรับแบบอักษรทั้ง Latin Text และ Complex Script ให้เป็น Angsana New ขนาด 16 ทั้งคู่
5 คลิกปุ่ม OK แล้วคลิกให้เครื่องหมายถูกปรากฏหน้า Add To template
6 คลิกปุ่ม OK

กดแป้น Ctrl+A แล้วกดแป้น Ctrl+Shit+N

ต่อจากนั้นใช้คำสั่ง Format --> Style and Formatting จัดรูปแบบข้อความเท่านั้น

ในการจัดทำเอกสารครั้งต่อไปคุณควรใช้คำสั่ง Format (รูปแบบ) --> Style And Formatting (ลักษณะ และการจัดรูปแบบ) เพื่อลดขั้นตอนในการจัดรูปแบบหลายขั้นตอนให้เหลือเพียงคลิกเดียว นำไปสู่การสร้างสารบัญค่ะ หากแก้ไขรูปแบบที่เคยทำไว้ก็สั่งแก้ไขที่จุดเดียวก็จะปรับให้ทั้งเอกสาร

สำหรับเรื่อง Format Style และเทคนิคการจัดทำรายงานด้วยไมโครซอฟต์เวิร์ดเข้าไปดูที่ //office.microsoft.com/en-us/assistance/CH060830431054.aspx




 

Create Date : 28 กันยายน 2549    
Last Update : 28 กันยายน 2549 10:17:29 น.
Counter : 292 Pageviews.  

วิธีเปลี่ยนชื่อไฟล์ทีละหลายๆไฟล์

วิธี Rename Multiple Files ครับ

//www.justusers.net/articles/others/rename/rename.htm




 

Create Date : 01 กันยายน 2549    
Last Update : 1 กันยายน 2549 3:36:10 น.
Counter : 175 Pageviews.  

เล่นเกมส์โดยไม่ต้องใช้แผ่น

วิธีการเล่นเกมส์โดยไม่ต้องใช้แผ่นโดยใช้โปรแกรม CloneCD


//www.justusers.net/articles/others/virtualclonecd/virtual.htm




 

Create Date : 01 กันยายน 2549    
Last Update : 1 กันยายน 2549 3:31:57 น.
Counter : 130 Pageviews.  

สาระน่ารู้สู่ความปลอดภัยจากไวรัสคอมพิวเตอร์

บทความจาก : //thaicert.nectec.or.th


ไวรัสคอมพิวเตอร์เป็นปัญหาที่ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์เกือบทุกคนเคยประสบมาแล้วทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าท่านจะเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับการถูกไวรัสคอมพิวเตอร์คุกคามระบบมาแล้ว แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า ในความจริงแล้วไวรัสคอมพิวเตอร์คืออะไร? ไวรัสคอมพิวเตอร์เข้ามาคุกคามระบบของท่านได้อย่างไร? วิธีแก้ไขระบบที่ถูกคุกคามเป็นอย่างไร? และที่สำคัญคือ ทำอย่างไรจึงจะทำให้ระบบของท่านปลอดภัยจากไวรัสคอมพิวเตอร์?

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้าน Computer Security จากหน่วยงาน ThaiCERT (//www.thaicert.nectec.or.th) ซึ่งมีภารกิจหลักประการหนึ่งในการเผยแพร่ความรู้และแจ้งเตือนภัยจากไวรัสคอมพิวเตอร์ ผู้แต่งขอนำเสนอความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับไวรัสคอมพิวเตอร์เบื้องต้นอย่างพอเป็นสังเขป เพื่อให้ท่านสามารถป้องกันระบบจากการถูกไวรัสคอมพิวเตอร์คุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ไวรัสคอมพิวเตอร์คืออะไร

ในอดีต คำว่า "ไวรัสคอมพิวเตอร์" เป็นนิยามของโปรแกรมที่สร้างปัญหา และก่อให้เกิดความเสียหายต่างๆกับเครื่องคอมพิวเตอร์ และสามารถแพร่กระจายตัวเองจากไฟล์หนึ่งไปยังไฟล์อื่นๆ ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่ไม่สามารถแพร่กระจายข้ามเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งการที่ไวรัสคอมพิวเตอร์สามารถแพร่กระจายข้ามเครื่องคอมพิวเตอร์ได้นั้น มีสาเหตุมาจากการที่ผู้ใช้นำไฟล์ที่มีไวรัสคอมพิวเตอร์ไปใช้บนเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ เช่น นำแผ่น diskette หรือสื่อบันทึกข้อมูลต่างๆ ที่มีไฟล์ของไวรัสคอมพิวเตอร์ฝังตัวอยู่มาใช้งาน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปไวรัสคอมพิวเตอร์ได้รับการพัฒนารูปแบบ เทคนิคการแพร่กระจาย ความสามารถ รวมทั้งความรุนแรงในการก่อความเสียหายให้ระบบ ที่แตกต่างไปจากเดิมมาก ดังนั้น ปัจจุบันคำว่า "ไวรัสคอมพิวเตอร์" จึงมีความหมายที่กว้างขึ้นไปจากเดิม และมีการบัญญัติคำศัพท์ขึ้นมาใหม่ว่า "มาลแวร์ (Malware: Malicious Software)" ซึ่งหมายถึงชุดคำสั่งทางคอมพิวเตอร์ โปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ใดๆ ที่ได้รับการจัดทำขึ้นมา โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างความเสียหายให้แก่เครื่องคอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และอาจมีความสามารถในการเคลื่อนที่ จากคอมพิวเตอร์หนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งหรือจากเครือข่ายหนึ่งไปยังอีกเครือข่ายหนึ่งได้ด้วยตัวเอง

นั่นคือ ปัจจุบัน "ไวรัสคอมพิวเตอร์" ถูกนำมาใช้ในความหมายของ "มาลแวร์" กันอย่างกว้างขวาง (ในบทความนี้ก็เช่นเดียวกัน) ซึ่งนอกจากจะหมายถึงไวรัสคอมพิวเตอร์ในรูปแบบก่อนๆแล้วนั้น ยังรวมไปถึง (หรืออาจประกอบมาจากส่วนประกอบที่กล่าวถึงข้างล่างนี้)


หนอนอินเทอร์เน็ต (Internet Worm) ซึ่งหมายถึงโปรแกรมที่ออกแบบมา ให้สามารถแพร่กระจายไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นได้ด้วยตัวเอง โดยอาศัยระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เช่น อี-เมล์ หรือ การแชร์ไฟล์ ทำให้การแพร่กระจายเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้าง

โทรจัน (Trojan) ซึ่งหมายถึงโปรแกรมที่ออกแบบมา ให้แฝงเข้าไปสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้อื่นในหลากหลายรูปแบบ เช่น โปรแกรม หรือ การ์ดอวยพร เป็นต้น เพื่อดักจับ ติดตาม หรือควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถูกคุกคาม

โค้ด Exploit ซึ่งหมายถึงโปรแกรมที่ออกแบบมา ให้สามารถเจาะระบบโดยอาศัยช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการ หรือแอพพลิเคชันที่ทำงานอยู่บนระบบ เพื่อให้ไวรัสหรือผู้บุกรุกสามารถครอบครอง ควบคุม หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดบนระบบได้

ข่าวไวรัสหลอกลวง (Hoax) ซึ่งมักจะอยู่ในรูปแบบของการส่งข้อความต่อๆกันไป เหมือนกับการส่งจดหมายลูกโซ่ โดยข้อความประเภทนี้จะใช้หลักจิตวิทยา ทำให้ข่าวสารนั้นน่าเชื่อถือ ถ้าผู้ที่ได้รับข้อความปฏิบัติตาม อาจจะทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบคอมพิวเตอร์ เช่น การให้ลบไฟล์ข้อมูลที่จำเป็นของระบบปฏิบัติการ โดยหลอกว่าเป็นไวรัสคอมพิวเตอร์ ทำให้ระบบปฏิบัติการทำงานผิดปกติ เป็นต้น

หมายเหตุ:
เมื่อกล่าวถึง hoax จึงขอนำเสนอความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะของ hoax อีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ใช่ไวรัสคอมพิวเตอร์ แต่เป็นอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง ที่กำลังเป็นที่พบเห็นได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน นั่นคือ "Phishing" ซึ่งเป็นการปลอมแปลงอี-เมล์ (E-mail Spoofing) และทำการสร้างเว็บไซต์ปลอมที่มีเนื้อหาเหมือนกับเว็บไซต์ของจริงและมี Address ใกล้เคียงกับเว็บไซต์จริง เพื่อทำการหลอกลวงให้เหยื่อหรือผู้รับอี-เมล์เปิดเผยข้อมูลทางด้านการเงิน หรือข้อมูลส่วนบุคคลอื่นๆ อาทิ ข้อมูลของหมายเลขบัตรเครดิต บัญชีผู้ใช้ (Username) และ รหัสผ่าน (Password) หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน หรือข้อมูลส่วนบุคคลอื่นๆ


ไวรัสคอมพิวเตอร์เข้ามาคุกคามระบบได้อย่างไร

โดยปกติแล้วไวรัสคอมพิวเตอร์เข้าคุมคามระบบได้เนื่องจากสาเหตุหลักๆ 3 ประการ คือ

1) มีการเรียกใช้งานไฟล์ที่มีไวรัสคอมพิวเตอร์ฝังตัวอยู่

ในส่วนของสาเหตุจากการที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์เรียกใช้งานไฟล์ที่มีไวรัสคอมพิวเตอร์ฝังตัวอยู่แล้ว ทำให้ระบบถูกไวรัสคอมพิวเตอร์เข้ามาคุกคามได้นั้น เป็นสาเหตุซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี นอกจากการฝังตัวอยู่กับไฟล์ของผู้ใช้งาน ซึ่งเป็นรูปแบบของไวรัสคอมพิวเตอร์แบบยุคต้นๆแล้วนั้น ในปัจจุบันไวรัสคอมพิวเตอร์มักจะใช้หลักจิตวิทยาที่เรียกว่า Social Engineering เพื่อทำการล่อลวงให้ผู้ใช้งานเรียกเปิดไฟล์ที่เป็นไวรัส เช่น แฝงมาในรูปแบบของโปรแกรมการ์ดอวยพร หรือ โปรแกรม screen saver หรือ แฝงอยู่ในไฟล์ที่ได้รับมาจากบุคคลที่ผู้ใช้รู้จัก ซึ่งผู้ใช้อาจจะได้รับมาทางอี-เมล์ที่มีการปลอมแปลงว่ามาจากบุคคลที่ผู้ใช้รู้จัก หรือไวรัสอาจแฝงอยู่ในรูปแบบของ link ในอี-เมล์หรือเว็บไซต์ต่างๆ ที่หลอกลวงให้ผู้ใช้ click เพื่อเรียกใช้งาน เป็นต้น

2) ระบบที่ไม่มีการใช้งานโปรแกรม Anti-Virus หรือมีการใช้งานโปรแกรม Anti-Virus แต่ไม่ได้ทำการ update ฐานข้อมูลไวรัส

สำหรับสาเหตุหลักอีกสาเหตุหนึ่งของการที่ระบบถูกไวรัสคอมพิวเตอร์คุกคาม คือการที่ระบบไม่มีการใช้งานโปรแกรม Anti-Virus หรือมีการใช้งานโปรแกรม Anti-Virus แต่ไม่ได้ทำการ update ฐานข้อมูลไวรัสให้ทันสมัยอยู่เสมอ ซอฟต์แวร์ Anti-Virus ส่วนใหญ่ จะสามารถต่อต้านการคุกคามจากไวรัสคอมพิวเตอร์ที่โปรแกรมรู้จัก ซึ่งจะได้รับการจัดเก็บอยู่ในฐานข้อมูลไวรัสคอมพิวเตอร์ (Virus Definition Database) ซึ่งจำเป็นต้องมีการ Update ฐานข้อมูลดังกล่าวนี้ให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อให้โปรแกรมรู้จักและสามารถต่อต้านไวรัสคอมพิวเตอร์ตัวใหม่ๆได้ บางท่านอาจมีความเชื่อที่ผิดๆว่า หากมีการติดตั้งซอฟต์แวร์ Anti-virus บนระบบแล้ว ไวรัสคอมพิวเตอร์จะไม่สามารถเข้ามาคุกคามระบบได้ ในความเป็นจริงแล้ว ถึงแม้ระบบจะมีการติดตั้งซอฟต์แวร์ดังกล่าวอยู่ แต่หากไม่มีการ update ฐานข้อมูลไวรัสให้ทันสมัยอยู่เสมอ หรือไม่มีการใช้งานซอฟต์แวร์ Anti-virus เพื่อตรวจสอบโดยละเอียด ว่าระบบปราศจากไวรัสคอมพิวเตอร์อย่างสม่ำเสมอแล้วนั้น ไวรัสคอมพิวเตอร์ก็ยังอาจสามารถเข้ามาคุกคามระบบได้ ยิ่งไปกว่านั้นถึงแม้ซอฟต์แวร์ Anti-virus จะได้รับการติดตั้งและใช้งานอย่างเหมาะสมทุกประการ แต่ระบบก็ยังอาจมีความเสี่ยงต่อการถูกคุมคามอยู่ หากระบบมีช่องโหว่ (Vulnerbilities) ซึ่งจะกล่าวถึงในช่วงต่อไป

3) ระบบปฏิบัติการหรือซอฟต์แวร์ที่ทำงานอยู่บนระบบมีช่องโหว่ (Vulnerbilities) พร้อมทั้งระบบมีการเชื่อมต่อกับเครือข่าย

สำหรับสาเหตุในส่วนของการที่ระบบมีช่องโหว่นั้น ยังไม่ค่อยเป็นที่เข้าใจ และตระหนักถึงกันอย่างถ่องแท้มากนัก ในความเป็นจริง ระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์ที่ทำงานอยู่บนระบบ มักจะมีช่องโหว่อยู่ทั้งสิ้น ซึ่งมักจะมีผู้ค้นพบช่องโหว่ใหม่ๆของระบบอยู่เรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง ช่องโหว่ (vulnerbilities) มีความหมายคล้ายๆกับ จุดบกพร่อง (Bugs) ของระบบ โดยรวมๆ ช่องโหว่หมายถึง การที่ระบบมีช่องทางให้ผู้โจมตีสามารถเข้ามาครอบครอง ควบคุมการทำงาน นำไวรัสคอมพิวเตอร์มาเรียกใช้งาน หรือ ทำการบางอย่างบนระบบได้ ในกรณีที่ท่านใช้ระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows ท่านสามารถตรวจสอบว่าระบบของท่านมีช่องโหว่อะไรบ้างได้ โดยการเรียกใช้งาน Windows Update หรือ browse ไปที่ //windowsupdate.microsoft.com/ ท่านอาจพบว่าระบบของท่านมีช่องโหว่ที่ร้ายแรงมากมาย ซึ่งช่องโหว่เหล่านี้เป็นช่องทางให้ไวรัสคอมพิวเตอร์ หรือผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถเข้ามาในระบบของท่านผ่านเครือข่ายได้ การที่ระบบมีช่องโหว่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่เรียกได้ว่า "อยู่ดีๆก็ติดไวรัส" นั่นเอง นอกจากนี้การใช้งานระบบปฏิบัติการ หรือซอฟต์แวร์ในบางลักษณะก็ทำให้เกิดช่องโหว่ได้ เช่น การให้โปรแกรมเปิดอ่านอี-เมล์และไฟล์ที่แนบมาโดยอัตโนมัติ การอนุญาตให้บุคคลอื่นนำไฟล์มาติดตั้งบนระบบได้ (Full-Right File Sharing) เป็นต้น


การแก้ไขระบบที่ติดไวรัสคอมพิวเตอร์

การแก้ไขระบบที่ถูกไวรัสคอมพิวเตอร์คุกคามนั้น แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับไวรัสที่เข้ามาคุกคามระบบ ดังนั้น ก่อนอื่นท่านจะต้องทราบก่อนว่าไวรัสอะไรเข้ามาอยู่บนระบบของท่าน ส่วนใหญ่ระบบที่ถูกไวรัสคอมพิวเตอร์คุกคาม คือระบบที่ไม่มีการใช้งานโปรแกรม Anti-virus หรือมีการใช้งานโปรแกรม Anti-virus แต่ไม่ได้ทำการ update ฐานข้อมูลไวรัส ดังนั้นการจะทราบถึงว่าไวรัสอะไรอยู่ในระบบได้นั้น ท่านสามารถเลือกใช้วิธีการต่อไปนี้

นำเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นที่มีซอฟต์แวร์ Anti-virus ติดตั้งอยู่ และได้รับการ update ฐานข้อมูลไวรัสให้ทันสมัย และผ่านการตรวจสอบแล้วว่าระบบปราศจากไวรัสคอมพิวเตอร์ เข้ามาช่วยในการตรวจสอบว่าระบบของท่านถูกไวรัสอะไรคุกคาม (สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการตรวจสอบไวรัส โดยอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นด้วยการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทั้งสองเครื่องผ่านเครือข่าย (หรือการต่อสาย Cross) สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้ เช่น ThaiCERT ฯ)
ใช้บริการระบบตรวจหาไวรัสคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บ (ฟรี) เช่นที่ //housecall.trendmicro.com/housecall/ หรือ //www.pandasoftware.com/products/activescan/ เป็นต้น

จุดอ่อนของวิธีนี้คือ การตรวจสอบอาจทำได้ไม่เร็วนัก เนื่องจากความล่าช้าของเครือข่าย นอกจากนั้น ระบบเหล่านี้อาจไม่ทำงานบนระบบของท่านที่มีซอฟต์แวร์ Anti-virus ยี่ห้ออื่นติดตั้งอยู่ และยิ่งไปกว่านั้น ไวรัสบางชนิดทำให้ระบบของท่านไม่สามารถใช้งานเครือข่ายได้เลย

บางท่านอาจสงสัยว่า ทำไมไม่ใช้วิธีติดตั้งซอฟต์แวร์ Anti-virus และ/หรือ update ฐานข้อมูลไวรัส และเรียกใช้งานโปรแกรมดังกล่าว เพื่อทำการตรวจหาไวรัสบนระบบของท่าน จุดอ่อนของวิธีนี้คือ เมื่อระบบของท่านถูกไวรัสคุกคาม ไวรัสอาจทำการปิดกั้นหรือขัดขวางระบบ ทำให้ท่านไม่สามารถติดตั้งหรือเรียกใช้งานซอฟต์แวร์ดังกล่าวได้ หรืออาจทำให้ซอฟต์แวร์ Anti-virus ทำงานขัดข้องหรือบกพร่องได้

เมื่อทราบว่าระบบติดไวรัสชนิดใดแล้ว ให้ทำการจัดหาโปรแกรมสำหรับกำจัดไวรัสคอมพิวเตอร์ตัวนั้นๆ (Fix Tool) มาใช้กำจัดไวรัสบนระบบของท่าน ซึ่งท่านสามารถ download โปรแกรม Fix Tool เหล่านี้มาใช้งานได้ฟรีจากเว็บไซต์ต่างๆ เช่น //securityresponse.symantec.com/avcenter/tools.list.html หรือ //www.pandasoftware.com/download/utilities/ เป็นต้น ท่านอาจจะต้องทำให้ระบบปฏิบัติการของท่านทำงานใน Safe Mode (ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ) เพื่อที่จะให้โปรแกรม Fix Tool เหล่านี้ทำงานได้อย่างมีความถูกต้องสูงสุด

เมื่อกำจัดไวรัสบนระบบของท่านหมดแล้ว ให้ทำการตรวจสอบว่าระบบปฏิบัติการของท่านมีช่องโหว่ที่ critical อยู่หรือไม่ ถ้ามี ให้ทำการแก้ไข ซึ่งการตรวจสอบและแก้ไข โดยปกติทำได้โดยการ browse ไปที่ //windowsupdate.microsoft.com/ เมื่อแก้ไขช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการเสร็จแล้ว ให้ทำการติดตั้งโปรแกรม Anti-virus และ/หรือ update ฐานข้อมูลไวรัสให้ทันสมัยที่สุด และเรียกใช้งานโปรแกรมดังกล่าว เพื่อทำการตรวจสอบระบบของท่านโดยละเอียดอีกครั้งหนึ่งว่า ปราศจากไวรัสคอมพิวเตอร์แล้ว

โดยสรุปแล้ว ขั้นตอนคร่าวๆในการแก้ไขระบบที่ติดไวรัสคอมพิวเตอร์ คือ

- ตรวจสอบว่าระบบติดไวรัสอะไร โดยการใช้โปรแกรมสำหรับตรวจสอบไวรัส ซึ่งอาจทำได้โดยการอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งเข้ามาต่อพ่วงเพื่อช่วยในการตรวจสอบ หรืออาศัยระบบการตรวจสอบไวรัสคอมพิวเตอร์ผ่านทางเว็บ (Web-based virus scan engine)
- Download โปรแกรมสำหรับแก้ไขไวรัสที่ตรวจพบมาใช้กำจัดไวรัส
- อุดช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการ
- Update ฐานข้อมูลไวรัสของโปรแกรม Anti-virus แล้วใช้โปรแกรมทำการตรวจหาไวรัสบนระบบอีกครั้ง


การป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์

ท่านควรปฏิบัติตามข้อแนะนำต่อไปนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบของท่านถูกไวรัสคอมพิวเตอร์คุกคาม (ข้อควรปฏิบัติ 2 ประการแรก เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด)

1. ติดตั้งโปรแกรม Anti-virus บนระบบของท่าน และทำการ update ฐานข้อมูลไวรัสของโปรแกรมอยู่เสมอ (เลือกใช้งาน feature การ update ฐานข้อมูลผ่านเครือข่ายโดยอัตโนมัติของโปรแกรม ถ้ามี)
เรียกใช้งานโปรแกรมเพื่อตรวจสอบหาไวรัสทุกครั้งก่อนเปิดไฟล์จากแผ่นหรือสื่อบันทึกข้อมูลต่างๆ
เรียกใช้งานโปรแกรมเพื่อตรวจสอบหาไวรัส อย่างละเอียด บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่านอย่างสม่ำเสมอ เช่น 1 ครั้งต่อสัปดาห์

หมายเหตุ: หากท่านไม่ต้องการที่จะเสียเงินซื้อซอฟต์แวร์ Anti-virus อย่างน้อยท่านควรจัดหาซอฟต์แวร์ Anti-virus ที่เป็น Freeware มาติดตั้งและใช้งาน ตัวอย่างของซอฟต์แวร์ฟรีดังกล่าว ได้แก่ Avast Anti-Virus Free Home-Edition (//www.avast.com) และ AVG Anti-Virus Free Edition (//free.grisoft.com)

2. ตรวจสอบและอุดช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งท่านสามารถทำได้โดยการ browse ไปที่ //windowsupdate.microsoft.com/ และปฏิบัติตามขั้นตอนที่ระบุไว้บนเว็บไซต์ดังกล่าว เพื่อทำการตรวจสอบและแก้ไขช่องโหว่ที่ critical ของระบบ

3. ปรับแต่งการทำงานของระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์บนระบบให้มีความปลอดภัยสูง เช่น
ปรับแต่งไม่ให้โปรแกรมที่ใช้อ่านอี-เมล์เช่น Microsoft Outlook ทำการเปิดไฟล์ที่แนบมากับอี-เมล์ (attachment) อย่างอัตโนมัติ
ปรับ Security Zone ของ Microsoft Internet Explorer ให้เป็น High Security โดยปรับแต่งที่ Internet Option ของโปรแกรม Internet Explorer
ไม่ควรอนุญาตให้โปรแกรม Microsoft Office เรียกใช้งาน Macro
เปิดใช้งานระบบ Firewall ที่ built-in อยู่บนระบบปฏิบัติการ MS Windows XP
งดใช้ Feature การ share ไฟล์ผ่านเครือข่าย หากไม่มีความจำเป็น

4. ใช้ความระมัดระวังในการเปิดอ่านอี-เมล์ และการเปิดไฟล์จากสื่อบันทึกข้อมูลต่างๆ
หลีกเลี่ยงการเปิดอ่านอี-เมล์และไฟล์ที่แนบมากับอี-เมล์ จนกว่าจะรู้แหล่งที่มา
หลีกเลี่ยงการเปิดอ่านอี-เมล์ที่มีหัวเรื่องที่เป็นข้อความจูงใจเช่น ภาพเด็ด รหัสผ่าน คุณถูกรางวัล เป็นต้น
ตรวจสอบหาไวรัสบนสื่อบันทึกข้อมูล ทุกครั้งก่อนเรียกใช้งานไฟล์บนสื่อนั้นๆ
ไม่ควรเปิดไฟล์ที่มีนามสกุลแปลกๆ เช่น .pif รวมทั้งไฟล์ที่มีนามสกุลซ้อนกันเช่น .jpg.exe, .gif.scr, .txt.exe เป็นต้น
ไม่ใช้สื่อบันทึกข้อมูล ที่ไม่ทราบแหล่งที่มา และหลีกเลี่ยงการใช่สื่อบันทึกข้อมูลร่วมกับบุคคลและระบบอื่นๆ ถือคติพจน์ว่า "ไม่ใช้แผ่นมั่ว ไม่ชัวร์อย่าเปิด"

5. สำรองข้อมูลที่สำคัญบนระบบอยู่เสมอ ข้อนี้ไม่ได้เป็นการป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์ แต่เป็นข้อควรปฏิบัติที่ท่านควรทำ เพราะไม่มีระบบใดที่ปลอดภัย 100 % วันดีคืนดี ระบบคอมพิวเตอร์ของท่านอาจเกิดการล่ม และไม่สามารถกู้คืนมาได้ ซึ่งอาจมีสาเหตุได้หลากหลาย เช่น อุปกรณ์หรือสื่อบันทึกข้อมูลเกิดการชำรุด หรือระบบอาจถูกไวรัสที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อนคุกคามร้ายแรง เป็นต้น




 

Create Date : 01 กันยายน 2549    
Last Update : 1 กันยายน 2549 3:05:15 น.
Counter : 216 Pageviews.  

สร้างรายการชื่อไฟล์จากเมนูคลิกขวา

บทความจากคุณ augie จากเวป //www.justusers.net/articles/others/filelisting/filelisting.htm ครับ
-----------------------------------------------------------
มีบางครั้งที่คุณๆใช้ Windows Explorer เรียกไฟล์ในโฟลเดอร์ต่างๆมาดู และต้องการจะเก็บรายชื่อไฟล์เหล่านั้นเพื่อเอามาดู หรือพรินท์ออกทางเครื่องพรินท์ แต่ Windows Explorer ไม่มีคำสั่งมาให้ทำได้ ผมหาวิธีให้มันมีคำสั่งโดยให้เอาไปไว้ที่เมนูคลิกขวา เพื่อความสะดวก โดยใช้คำสั่งของ DOS เขียนเป็น batch file มาดูกันเลยวิธีการทำอย่างไรบ้าง

1. สร้าง Batch File
ให้คุณสร้าง Batch File เพื่อเอาไปไว้ที่เมนูคลิกขวาโดยเปิด Notepad ขึ้นมา แล้วพิมพ์คำสั่งตามนี้
** ตรง ให้ใส่ชื่อ Log on ของคุณ

dir /a /b /-p /o:GEN >"C:\Documents and Settings\\Local Settings\Temp\filelist.txt"
start notepad "C:\Documents and Settings\\Local Settings\Temp\filelist.txt"


เมื่อพิมพ์เรียบร้อยให้คุณ Save As รูปแบบ .BAT ให้ชื่อว่า filelisting.bat โดยเซฟไว้ที่โฟลเดอร์ C:\Windows

2. ปรับแต่งเมนูคลิกขวา
เมื่อทำตามข้างตอนข้างต้นแล้ว ให้คุณเปิด Windows Explorer ขึ้นมา
คลิกที่ Tools > Folder Options ไปที่แท็บ File Types คลิกที่ Folder คลิกที่ Advanced จะมีหน้าต่าง Edit File Type ออกมา ให้คุณคลิกที่ New... จะมีหน้าต่าง New Action
ที่ช่อง Action พิมพ์คำสั่ง Create File Listing ที่ช่อง Application used to perform action: พิมพ์คำสั่ง C:\windows\filelisting.bat (ฺิBatch File ที่สร้างไว้แล้ว) เสร็จแล้วคลิก OK

3. ทดลองผลการปรับแต่ง
ให้คุณลองเปิด Windows Exploror แล้วลองคลิกขวาที่โฟลเดอร์ใดก็ได้
ถ้าทำถูกต้อง จะมีเมนูคำสั่งเพิ่มมาที่เมนูคลิกขวา ให้คุณคลิกที่คำสั่ง Create File Listing มันจะสร้างไฟล์รายชื่อไฟล์ต่างๆในโฟลเดอร์นั้นๆออกมา ซึ่งคุณก็จะ็ได้รายชื่อไฟล์ตามที่คุณต้องการ คราวนี้ก็สั่งพิมพ์ออกมาเก็บได้เลย


ทิปเพิ่มเติม
ในคำสั่ง Batch File คุณๆสามารถแก้ไข option บางตัวได้ เช่น คุณต้องการจะเห็นเป็นโครงสร้างของโฟลเดอร์และรายละเอียดของไฟล์ มากกว่ารายชื่ออย่างเดียว ก็ให้คุณเอา "/b" ออกตามนี้

cd %1
dir /a /-p /o:GEN >"C:\Documents and settings\\Local Settings\Temp\filelist.txt"
start notepad "C:\Documents and Settings\\Local Settings\Temp\filelist.txt" %1


ก็จะได้ตามตัวอย่างนี้

เมื่อทำให้มันเกิดได้ เอามันออกได้ครับ
ให้ใช้ Regedit ตัวเก่งครับ ไปที่คีย์นี้ HKEY_CLASSES_ROOT\Folder\shell แล้วลบคีย์นี้ออกซะ "Create_File_Listing" หรือจะเอา script ข้างล่างไปใช้ก็ได้ (ให้ก็อปใส่ Notepad แล้ว Save เป็นไฟล์ removelist.reg แล้วดับเบิ้ลคลิกที่ไฟล์เรียกใช้งานได้เลย)

Windows Registry Editor Version 5.00

[HKEY_CLASSES_ROOT\Folder\shell]@="open"

[-HKEY_CLASSES_ROOT\Folder\shell\Create_File_Listing]@="Create File Listing"

[-HKEY_CLASSES_ROOT\Folder\shell\Create_File_Listing\command]@="c:\Windows\filelisting.bat \"%1\""



เพิ่มเติมโดยคุณ TonMai2K

ถ้าต้องการให้จัดเรียงไฟล์แบบอื่นๆ ให้เปลี่ยน /O: ตามต้องการได้
หลักๆก็มี
G - ให้ชื่อ Directory มาก่อน (Group directory first)
N - เรียงตามชื่อไฟล์ (fileName)
E - เรียงตามนามสกุล/ประเภทของไฟล์ (Extension)
D - เรียงตามวันที่ที่สร้าง (ใหม่ไปหาเก่า)
S - เรียงตามขนาด (เล็กไปหาใหญ่)
A - เรียงตามการเข้าถึงล่าสุด (ใหม่ไปหาเก่า)
ถ้าต้องการให้เรียงกลับด้าน ให้ใส่เครื่องหมายลบไว้หน้าตัวเลือกนั้น

ตัวเลือกที่มาก่อน จะมีความสำคัญมากกว่า

เช่น /O:-GNE
หมายถึงเรียงชื่อไดเรคทอรีไว้ท้าย เรียงโดยใช้ชื่อไฟล์ หากชื่อไฟล์ซ้ำกันให้เรียงตามนามสกุล
หรือตามตัวอย่างของบทความ /O:GEN หมายถึงเรียงชื่อไดเรททอรีไว้ตอนบน แล้วเรียงโดยใช้นามสกุล หากนามสกุลเหมือนกันจะเรียงตามชื่อไฟล์

ก็เอาไปประยุกต์ใช้ตามความต้องการของตัวเองได้ครับ

ส่วนวิธีเอาเมนูออกอีกวิธีหนึ่งก็คือ ไปที่หน้า Edit file type ตามในรูปที่ 3 แล้วเลือกคำสั่งที่ต้องการเอาออก แล้วคลิก Remove ได้เลยครับ
อ้อ ไม่ต้องห่วงว่าจะ remove ผิดอัน เพราะว่าคำสั่งของระบบมันจะป้องกันไม่ให้ remove จากจุดนี้อยู่แล้วครับ




 

Create Date : 01 กันยายน 2549    
Last Update : 1 กันยายน 2549 2:49:47 น.
Counter : 158 Pageviews.  

1  2  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.