สหายไม่จำเป็นว่าเป็นคนดีแค่ไหนหรือไม่ดีเพียงไร ขอแค่เป็นสหายที่นับเป็นสหายต่อกันก็ย่อมเกื้อกูลกันไม่มากก็น้อย
Group Blog
 
All Blogs
 

นอนหงายกับผืนดินบ้างเพื่อทักทายสานสัมพัณธ์กับโลกนี้

เมื่อนอนหงาย และกางแขน ขาออก ความรู้สึกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือรู้สึกว่าร่างกายมีอิสระ ส่วนแผ่นหลังที่ทาบกับที่นอน ก็คล้ายจะใกล้ชิดกับพื้น โลกมากกว่าการใช้ฝ่าเท้าทั้งสองข้างสัมผัส


อุ้งเท้าของคนเรานั้น มีความกว้างน้อยกว่าแผ่นหลัง ไม่มีใครในโลกนี้ที่มีแผ่นหลังเล็กกว่าฝ่าเท้า เพราะฉะนั้น เวลานอนแผ่นหลังจึงมีโอกาสสัมผัสกับพื้นผิวโลก มากกว่าการใช้อุ้งเท้าเหยียบย่ำลงบนผิวโลกอย่างแน่นอน


ความอิสระเกิดขึ้นที่ปลายนิ้วมือ และปลายนิ้วเท้า การเคลื่อนไหวด้วยการกางแขนขาออกจากลำตัว ไม่ต่างจากการหลุดพ้นจากสิ่งที่พันธนาการ ไร้สิ่งใดๆ มาฉุดรั้งเอาไว้


เมื่อนอนหงาย...สายตาจะพุ่งออกจากผืนโลก


ตรงกันข้ามกับสายตาเวลาที่ยืนอยู่ ถ้าทอดสายตาเป็นเส้นตรงไปข้างๆ มันจะเป็นระนาบขนานไปกับพื้นผิวของโลก แต่ถ้าน อนหงายแล้ว สายตาจะพุ่งขึ้นสู่เบื้องบน ขณะนอนหงาย และเปิดเปลือกตา ทั้งสองข้าง จะมองเห็นภาพสรรพสิ่งต่างๆ ที่อยู่เบื้องบน มีทั้งเพดาน หลอดไฟ จิ้งจก ฯลฯ แต่ถ้าปราศจากสิ่งต่างๆขวางกั้น สายตาก็จะเดินทางไปสู่ก้อนเมฆ ท้องฟ้า และห้วงอวกาศที่กว้างไกล เมื่อเปิดเปลือกตาแล้ว สามารถจะมองเห็นสิ่งต่างๆ มากมาย


 สุดแล้วแต่ว่าจะสอดส่ายสายตาไปที่ตรงไหนเท่านั้นเอง การเปิดเปลือกตา จะแตกต่างจากการปิดเปลือกตา เปิด-ปิด....เป็นสิ่งที่เคียงคู่กันโดยไม่สามารถจะแยกออกจากกันได้ เพราะถ้าโลกนี้ไม่มีเปิด ก็จะไม่มีปิด และถ้าไม่มีปิด ก็จะไม่มีเปิด


ทั้งสองสิ่งนี้ แม้จะเป็นสิ่งตรงกันข้ามกัน แต่จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งมิได้ เช่นเดียวกับการหัวเราะ และร้องไห้นั่นเอง เพราะถ้าโลกนี้มีแต่เสียงหัวเราะเพียงอย่างเดียว มนุษย์เราก็ไม่มีวันจะรู้ได้เลยว่า เสียงร้องไห้นั้นเป็นอย่างไร การปิดเปลือกตา จะตรงกันข้ามกับการเปิดเปลือกตา เมื่อปิดเปลือกตา....จะพบกับความมืด โดยในความมืดทั้งหมดนั้น สามารถจะมองเห็นภาพต่างๆ ได้อย่างมากมาย สุดแท้แต่ว่าจะนึกคิดถึงสิ่งใดเท่านั้นเอง เมื่อปิดเปลือกตาลง จะพบกับความมืด แต่เป็นความมืดที่มีแสงสว่างเมื่อนึกคิด โดยแสงสว่างนั้นจะดับวูบไปทันทีเมื่อหลับไหล เมื่อนอนหงาย สลัดแขนขาออกไปสัมผัสกับความอิสระ แล้วปิดเปลือกตาลง แม้จะนอนนิ่ง แต่ก็สามารถจะโลดแล่นหรือโบยบินไปได้ทุกแห่งหน ไม่ว่าสถานที่นั้นๆ จะอยู่ ณ ที่หนใดก็ตาม


คนเรานอนหงาย กางแขนขาออกอย่างอิสระ ปิดเปลือกตาลง...และเริ่มออกเดิน ทางอย่างเสรีไปกับความคิดที่บรรเจิดอยู่ท่ามกลางความมืด! ทุกที่หากรุ้จักคลุกคลีผืนดิน






Free TextEditor




 

Create Date : 09 ตุลาคม 2552    
Last Update : 9 ตุลาคม 2552 3:12:57 น.
Counter : 223 Pageviews.  

พรแสวงและพรสวรรค์ เกิดชาติหน้าจะเลือกอะไร

ผมยังคงได้ยิน คนพูดถึงอยู่เสมอว่าหากชีวิตนี้เลือกได้
จะต้องการพรสวรรค์หรือพรแสวง
และคนที่มาถามผมโดยมากก็มัก
อยู่ในอาการที่กำลังต้องการแข่งอยู่กับคนอื่น

แต่ที่จริงแล้วคำถามแบบนี้ผมเองก็เคยถามตัวเองนานเหมือนกัน


สิ่งที่ผมไตร่ตรองพบก็คือ

คนมีพรสวรรค์นั้นมีปัจจัยประกอบหลายอย่าง เช่น
โชคชะตา ความสร้างมา
และความอำนวย รวมทั้งความบังเอิญที่นับเป็นดวง
คนมีพรสวรรค์ นั้นไม่มีสิ่งใดจะรับประกันว่า เขาจะเก่งในเรื่องอื่นด้วยหรือไม่
และในเชิงของการแข่งขันแล้ว
พรสวรรค์ จัดว่ามีพลังอำนาจอันน่ากลัวมาก ที่จะแข่งด้วยซึ่งจัดว่าเป็นคู่แข่งที่อันตรายมากๆ
แต่! พรสวรรค์นั้นสามารถถดถอยได้
มีคนมากมายที่เกิดมาพร้อมพรสวรรค์ ในด้านนึง แต่กลับมองไม่เห็นค่ามัน
กลับละทิ้งมันหรือปล่อยให้มันเสื่อมหรือแม้แต่ถูกสิ่งยั่วยุให้เสียคน
จนทุกอย่างถดถอยไปเอง



ส่วนสำหรับ คำว่าพรแสวง
คนที่มีพรแสวง นั่นย่อมถือว่าเขาผ่านบทพิสูจน์แล้วว่าเขาพร้อมมุมานะกับทุกเรื่องที่เขาสนใจจะทำ

พรแสวงคืออำนาจวิเศษที่สำผัสได้ด้วยใจและรับประกันได้ว่า จะมีความสำเร็จเป็นไปได้สูงในหลายๆเรื่องที่คิดจะทำ

พรแสวงที่ดีควรเป็นพรแสวง ชนิดที่มีอำนาจบริสุทธิ์ต้องมีใจรัก ต่อสิ่งที่ทำ
และมีสุขต่อสิ่งนั้นจึงจะบรรลุผลความสำเร็จขั้นสูงสุดได้

แต่จงจำเอาไว้ให้ดี หากสักแต่จะแข่งขันกัน
และยิ่งถ้าแข่งขันด้วยแรงริษยา
แรงแค้น แรงเก็บกดปมด้อย หรือคิดใช้ผลสำเร็จนั้นๆเพื่อ
เป็นเครื่องมือในทางอื่น เช่น ทำเพื่อโก้หรู ทำเพื่อได้รับการยอมรับ
ทำเพื่อจะพิสูจน์ว่าตัวเองคือคนเก่ง
หรือทำให้ผ่านเงื่อนไข จุดประสงค์อื่นๆแฝงในใจ
หรือพูดง่ายๆว่าไม่ได้รักมันจริง และเพียงฝึกทำมันไปอย่างเก็บกด อดทน
อำนาจเช่นนั้นมีแต่ความทุกข์และกดดันรอปรอทแตก
อำนาจขมๆแบบนั้นจะบดบังเซ้นต์ ที่จะเห็นหลายๆสิ่งเปรียบเหมือนน้ำขุ่นมัว

และหากพรแสวงนั้นทำมันเพราะไม่ได้รักในสิ่งที่ทำ แต่ใจไปมุ่งอยู่แต่กับผลสำเร็จ

เปรียบเช่นนักกีต้าร์ ที่ฝึกไปแบบรู้สึกอดทน แต่ไม่รู้สึกสนุกกับเพลงที่ฝึก
ใจจดจ่อแต่อยากดัง อยากเด่น
หรือเปรียบกับ นักศึกษาที่ใจจดจ่อกับอยากรวย อยากจบสูง
แต่ในขณะอ่านหนังสือกลับไม่มี จิตใจร่วมเปิดโลกกับสิ่งที่อ่าน
จดจำมันเป็นข้อมูลเมมโมรี่เท่านั้น

แบบนี้ก็จบเห่หรือไปไม่ไกล

สรุปคือ จะเป็นพรสวรรค์หรือพรแสวง
มันอยู่ที่ใครรักษาถนอมและใช้สิ่งที่ตนมี ให้ดีที่สุด
เหมือนแข่งเลี้ยงนก ใครเลี้ยงนกดูแลดีมีสุขที่สุด ก็ร้องไพเราะที่สุด

สิ่งที่ผมรู้สึกถึงพลังที่มากมายมีค่ากว่าพรสวรรค์และพรแสวง นั่นก็คือ
คำว่าความรัก ความรักยิ่งใหญ่กว่ามาก

พรสวรรค์=มีในสิ่งที่คนยอมรับและต้องการ

พรแสวง=มีจิตมุมานะระดับสูง พร้อมจะกรุยทางไปคว้าในหลายๆสิ่ง

ความรัก=มีใจให้กับสิ่งที่ทำมีความสุขกับการฝึกจนไม่รู้สึกว่านั่นคือฝึก
และแน่นอนว่า มักจะไปได้ดี แต่แม้ว่าความรัก อาจไม่รับประกันผลของที่1ในแง่ของการแข่งขัน
แต่มันแน่นอนว่า คุณจะมี
ความสุขกับสิ่งที่ทำ และชีวิตคุณจะเป็นสุขจนรู้สึกว่านี่คือเยี่ยมยอด
ที่สุดแล้วในจิตใจ

ความรักที่มีอำนาจล้นเหลือ หัวใจของมันไม่ได้เกิดจากเพียงแค่การสะสม การฝึกตน หรือความฉลาด
แต่เป็นความดีงาม ความดีงามง่ายๆ ที่น้อยคนนักจะทำมันได้
ไม่ต้องไปอ่านตำราเป็นล้านเล่ม ไม่ต้องวิดพื้นล้านครั้ง ไม่ต้องเล่นเกมลับสมองล้านหน


สิ่งง่ายๆที่สุดที่ทำยาก นั่นคือ
ขอเพียงแค่รักในความดีงาม
เอาชนะสิ่งปนเปื้อนทั้งปวง อย่างเช่น ความโลภ ความเห็นแก่ตัว ความอิจฉาริษยา ความแค้น ความเก็บกด ความน้อยเนื้อต่ำใจ ความขี้เหงา ขาดความอบอุ่นต้องการการยอมรับ ความหลงตัวเอง บ้าอำนาจ มองอัจฉริยะเป็นสิ่งคลั่งไคล้
และอีก มากมายหลายชนิดที่คอยบ่อนทำลายให้หัวใจไม่ดีงาม
จิตใจหลายชนิดที่ทำให้ สิ่งที่กำลังทำนั้นต้องผิดวัตถุประสงค์ไป
จิตใจมากมายที่คอยขัดขวางความสำเร็จที่เป็นเนื้อแท้

แค่คนเรา ทำจิตใจให้ประเสริฐเป็นรากฐาน เป็นความรักความเพียรที่บริสุทธิ์
เมื่อใจประเสริฐก็จะสัมผัสมองเห็นปัญญา บางอย่างที่คนเราไม่สามารถใช้คำพูดบรรยายมันได้
เปรียบไปเหมือน ยามเด็กบริสุทธิ์ที่สำผัสได้ถึงความสุขยามดูการ์ตูน
แต่โตมากลับสัมผัสไม่ได้ สิ่งนี้ยืนยันเรื่องของปัญญาบริสุทธิ์ที่จะรู้ได้ด้วยญาณ
ด้วยเซนต์ และไม่สามารถรู้ได้จากตัวหนังสือคำบอกเล่า หรือภาษา
นี่คืออำนาจของปัญญาบริสุทธิ์ ที่เข้ามาในจิตใจในรูปของเซนต์
และกำเหนิดขึ้นมาจากความรักความจริงใจ ที่บริสุทธิ์จริง!
มันจึงคือแสงสว่างที่ประเสริฐมาก
แสงสว่างนี้ก็นำทางความสำเร็จได้ไม่ยาก
ผมคิดว่านี่คือหัวใจสำคัญเหนือระดับมาก ที่นำพาสู่ความสำเร็จในขั้นสูงสุดได้

และผมเชื่อว่า ปัญญาที่มาก ล้นแต่ได้มาจากความโสโครกนั้นไม่มีทางไปได้ดี
โลกเรามีคำว่า ปัญญา เอาชนะกำลัง
แต่แท้จริงแล้ว
ปัญญาที่มีรังสีข่มเหงประหัตประหารถือดีเอาเปรียบผู้คน
นั่นเป็นปัญญาชนิด ที่ต้องพ่ายแพ้กำลัง
เกรียนในโลกนี้จึงมักจะโดนโบกอยู่เสมอๆ

สรุปคือ พรสวรรค์กับพรแสวง ไม่ใช่แก่นที่ชี้ความสำเร็จ
แต่มันคือปัจจัยที่เป็นพาหนะนึง เหมือนรถ รา ที่อำนวยให้ถึงความสำเร็จ
ซึ่งมันถึงผลได้ทั้งคู่
ดังนั้นจึงตอบไม่ได้ว่าอะไรมันจะดีกว่ากัน
เพราะหัวใจความสำเร็จที่แท้จริงมันต้องประกอบด้วยสิ่งต่างๆอื่นๆอีก
มากมาย และมีปัจจัยที่ประเสริฐ ปัจจัยที่สำคัญยิ่งกว่าสองสิ่งนี้ อยู่อีกมาก
อย่างเช่นความรัก ความจริงใจ ต่อสิ่งที่ทำ เป็นต้น

ถ้าผมเลือกเกิดได้อีกหน
มีคนให้ผมเลือกระหว่างสองสิ่งนี้
ผมจะตอบว่าจะเป็นพรอะไรก็ได้ ทั้งนั้น เพราะสำคัญมันอยู่ที่ใจ




 

Create Date : 04 กันยายน 2552    
Last Update : 4 กันยายน 2552 12:50:51 น.
Counter : 256 Pageviews.  


ตึ๋งนิวเครียร์
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ตึ๋งนิวเครียร์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.