5 เหตุผลที่คุณยังเป็นได้แค่ WANTREPRENEUR
5 เหตุผลที่คุณยังเป็นได้แค่ WANTREPRENEUR

Entrepreneur หมายถึงเจ้าของกิจการ (Entre- เป็นคำนำหน้าที่บ่งบอกถึงเข้ามาเป็น) แต่ ถ้าคุณยังไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการ โดยมัวแต่กังวลเรื่องนั้นเรื่องนี้ คุณจึงเป็นได้เพียง Wantrepreneur (Wantre- เป็นคำนำหน้าที่แสลงมาจาก Want หรือความต้องการ)

5 เหตุผลที่คุณยังไม่เป็น entrepreneur แต่ยังคงเป็น Wantrepreneur 

  1. มัวแต่กังวัลกับไอเดียต่างๆทีคิดไว้ โดยไม่ได้ลงมือทำสักที

    เพราะคนส่วนใหญ่มัวแต่คิดว่าจะทำอย่างนั้น อย่างนี้ และ พยายามเสาะหาไอเดียอะไรดีๆที่จะนำมาสร้างจุดเริ่มต้นของธุรกิจ  ซึ่งจริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องมีไอเดียอะไรมากมายเลย แค่มองให้เห็นถึงปัญหาและวิธีการแก้ไขปัญหาที่ดีกว่าที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ทำมันออกมา แล้วผู้ใช้จะให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงให้กับผลงานเอง
  2. มัวแต่ห่วงเรื่ิองเงิน ว่าจะได้คุ้มค่าหรือไม่

    คนส่วนใหญ่ ยังกังวลอยู่กับสิ่งที่ตนเองไม่มี หรือ ขาดแคลน โดยเฉพาะ เงิน และ นำมาอ้างว่า ถ้ามีเงิน ไอเดีย ที่มีก็จะเป็นจริงขึ้นมาได้ มัวแต่ครุ่นคิดถึงสิ่งที่ขาดแคลน แต่ไม่เคยมองในสิ่งที่มีอยู่ หากต้องการสร้าง สินค้า อะไรซักอย่าง พิสูจน์ให้เห็นว่ามันดี มันเจ๋งจริง หากคุณทำมันสำเร็จ แล้วนักลงทุนจะมาหาคุณเอง (ถ้าจำเป็นต้องหยิบยืมเงินจากคนใกล้ตัวก็ควรทำ)

  3. ไม่ลงมือทำทันที มัวแต่ผลัดวันประกันพรุ่ง

    หากต้องการเริ่มทำอะไรสักอย่าง จงเริ่มต้นทำทันที ไม่ต้องพูดมากแล้ว ถ้าไม่เริ่มทำมันในวันนี้ คนอื่นก็อาจจะคิดได้เช่นเดียวกัน และนำมันเข้าสู่ตลาดก่อนที่คุณจะเริ่มซะอีก

  4. เพราะ กลัวความล้มเหลว เลยไม่เริ่มสักที

    หากคิดว่าจะทำเริ่มทำสิ่งใดแล้ว ให้ทำใจไว้ว่า อย่างไรก็ต้องพบกับความล้มเหลวอย่างแน่นอน ความล้มเหลวคือสิ่งที่จะทำให้ค้นพบความลับสู่ความสำเร็จในอนาคต นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในอดีต ส่วนใหญ่ประสบความล้มเหลวกันมาทั้งนั้น ให้มองว่า อุปสรรคและความล้มเหลว เป็นประสบการณ์ที่ดีในการสร้างภูมิคุ้มกัน ในอนาคต

  5. ไม่มีเป้าหมาย หรือ เป้าหมายไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้

    ถ้าเป้าหมายของคุณคือ เงิน การเริ่มต้นของคุณก็จะล้มเหลวตั้งแต่เริ่มคิดแล้ว เงินเป็นเพียงผลของการดำเนินธุรกิจ ซึ่งถ้ามีความเชื่อมั่นและควาตั้งใจที่สร้างสรรค์ผลงาน โดยกำหนดเป้าหมายที่มากกว่าผลของธุรกิจ หรือ เงิน เช่น จำนวนของผู้ใช้งาน หรือ การแก้ไขปัญหาให้กับสังคม ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สร้างคุณค่าและประโยชน์ที่แท้จริงให้กับผู้ใช้หรือลูกค้า

เมื่อรู้แล้วว่า ความกังวล การคิดไปเอง หรือ แม้นแต่การสร้างความมุ่งมั่นที่ผิดเพี้ยนไป จะทำให้คุณไม่ประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าของธุรกิจ ดังนั้น คุณต้องเปลี่ยนแปลงแนวคิดและการกระทำของตัวคุณเอง และ เริ่มทำให้เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนนี้



Create Date : 29 กันยายน 2557
Last Update : 29 กันยายน 2557 19:26:01 น.
Counter : 3953 Pageviews.

0 comment
คิดอยากจะทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ
คิดอยากจะทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ
วิบูลย์ จุง // Wiboon Joong (wbj)

คนส่วนใหญ่ เห็นว่า... ธุรกิจน่าจะทำได้ แต่ไม่มีลู่ทางว่า จะต้องทำอย่างไร มันก็เลยจบ

คนส่วนใหญ่ เห็นว่า... ธุุรกิจน่าจะทำได้ แต่เห็นลูทางผิด ถ้าไม่ลงมือทำ ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าลงมือทำก็อาจจะขาดทุน

คนส่วนใหญ่ เห็นว่า... ธุรกิจน่าจะทำได้ เห็นลู่ทางที่จะทำ วิเคราะห์แล้ว โอกาสในการทำมีสูง แล้ว ไม่ลงมือทำ ก็เป็นเพียง ฝัน

คนส่วนใหญ่ เห็นว่า... ธุรกิจน่าจะทำได้ เห็นลู่ทางที่จะทำ วิเคราะห์แล้ว โอกาสในการทำมีสูง แล้ว ลงมือทำ แต่ ทำไม่จริงจัง ส่วนใหญ่ ไปไม่รอด

คนส่วนใหญ่ เห็นว่า...  ธุรกิจน่าจะทำได้ เห็นลู่ทางที่จะทำ วิเคราะห์แล้ว โอกาสในการทำมีสูง แล้ว ลงมือทำ แต่ ทำเป็นงานอดิเรก ก็ไปได้แต่ไม่ได้รุ่งโรจน์เท่าใดนัก

คนส่วนใหญ่ เห็นว่า... ธุรกิจน่าจะทำได้ เห็นลู่ทางที่จะทำ วิเคราะห์แล้ว โอกาสในการทำมีสูง เมื่อ ลงมือทำไปแล้ว เจอแต่อุปสรรค เลยคิดว่ามันจะไม่สำเร็จ ธุรกิจนั้น ก็ไม่สำเร็จจริงๆ

แต่ถ้าคุณจะทำธุรกิจเอง คุณต้อง...
  • เห็นว่า ธุรกิจน่าจะทำได้
  • เห็นลู่ทางที่จะทำ
  • วิเคราะห์แล้ว โอกาสในการทำมีสูง
  • แล้ว ลงมือทำ
  • ทำอย่าง จริงๆจังๆ
  • ตั้งใจทำ
  • และ เชื่อมั่นว่าจะประสบความสำเร็จ




Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2557
Last Update : 3 มิถุนายน 2557 16:10:19 น.
Counter : 1656 Pageviews.

0 comment
กังวลว่าถ้าออกมาเปิดธุรกิจของตัวเองจะเจ๊งหรือไม่?

กังวลว่าถ้าออกมาเปิดธุรกิจของตัวเองจะเจ๊งหรือไม่?



โดย วิบูลย์ จุง // Wiboon Joong (wbj)



ขาดทุน หมายถึง การที่เราไม่สามารถทำกำไรจากธุรกิจได้ แต่ก็ยังดำเนินธุรกิจอยู่..

เจ๊ง หมายถึง การขาดทุนจนไม่สามารถทนต่อการดำเนินธุรกิจต่อไปจนปิดกิจการ ซึ่งหนักหนากว่าการขาดทุนปกติ

การทำธุรกิจมุ่งหวังผล กำไร ซึ่งตรงข้ามกับการ ขาดทุนดังนั้น เมื่อมีการหวังผลกำไร สิ่งที่กลัวก็ย่อมเป็นการขาดทุนและสิ่งที่หนักที่สุดของการขาดทุนก็คือ เจ๊ง นั่นเอง

การมีความหวัง ก็ย่อมผิดหวัง
หวังมากเท่าไหร่เมื่อผิดหวังก็จะยิ่งเจ็บปวดมากขึ้นเท่านั้น




ก่อนการลงมือทำธุรกิจของตนเอง ความกลัวไม่ใช่แค่การเจ็ง แต่มันยังประกอบด้วย



ความกังวลจากสภาวะทางการเงิน



เพราะว่า การรับเงินเดือน มันง่าย มันสะดวกกว่า สิ้นเดือนก็ได้รับเงินเดือน ไม่ต้องกังวลกับการขาดทุน หรือ ไม่ต้องกังวลว่าจะหาเงินมาให้ลูกน้องสิ้นเดือนนี้ได้หรือไม่ ดังนั้น เมื่ออยู่ในสภาวะของความปลอดภัยนานๆ และเมื่อเกิดสภาวะความเสี่ยงเกิดขึ้น จึงไม่อยากที่จะเข้าไปอยู่ในสภาวะนั้นๆอีก ความกลัวเรื่องการเงิน จึงเกิดขึ้นว่า จะหาเงินมาให้ครอบคลุมกับเงินที่มีอยู่ได้อย่างไร จากธุรกิจที่จะออกไปทำ ทั้งนี้ จะคิดไปมากมายว่า เงินที่ได้หากไม่พอจะทำอย่างไร จะอยู่ได้นานแค่ไหน ครอบครัวจะเป็นอย่างไร ฯลฯ ทั้งนี้ บางคนก็ไม่ต้องคิดมากเพราะฐานะทางบ้านดีอยู่แล้ว แต่ยิ่งครอบครัวที่ต้องพึ่งรายได้หลักจากเงินเดือนของผู้ออกมาประกอบธุรกิจ ย่อมจะรู้ดีกว่า มันสำคัญมากน้อยเพียงใด





จะหา 4P เงิน และ ตลาดได้อย่างไร?



มีแค่ใจในการประกอบธุรกิจก็ไม่ได้ บางคนอยากจะออกมาทำธุรกิจของตนเอง แต่ก็ยังกังวลกับ เงินทุนว่าจะหามาได้อย่างไร จะขายสินค้าใด ราคาจะตั้งอย่างไร จะขายที่ไหน ขายอย่างไร ทำการตลาดอย่งๆร จะผลิตได้อย่างไร ผลิตเองได้ไม๊ และ จะขายแล้วจะได้กำไรมากน้อยเพียงใด สารพัด ทั้งนี้ สิ่งเหล่านี้แม้นมันเป็นเรื่องที่ปกติ ของการทำธุรกิจ แต่กลับเป็นภาพที่มืดๆ มัวๆ ของคนทำงานประจำ

ทั้งนี้เพราะ สภาวะของคนทำงานย่อมถูกการจำกัดแนวความคิดอยู่ในกรอบของการทำงานนั้นๆ ทุกองค์กรต้องการที่จะให้พนักงานของตนทำงานให้กับองค์กรอย่างเต็มที่ คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป ดังนั้น การรีดความสามารถ ของพนักงานจึงเป็นเรื่องปกติ องค์กรที่ปล่อยปะละเลยต่อการดึงศักยภาพของพนักงานก็จะส่งผลให้เกิดปัญหาการเกี่ยงงาน การโอดโอยของพนักงาน การเล่นเนทฯ และ กิจกรรมอื่นๆ นอกจากงานประจำที่ควรจะทำ เช่น หาธุรกิจเป็นของตนเอง เป็นต้น

แต่องค์กรปกติ มักจะให้พนักงานทำงานอย่างเต็มที่และทุ่มเท ก็ทำให้เวลาความเป็นส่วนตัวน้อยลง ดังนั้น สินค้า บริการ ถ้าไม่ใช่เชื่อมโยงจากธุรกิจของบริษัทฯ เดิม ส่วนใหญ่ก็จะมาจากสิ่งที่เคยทำ หรือสิ่งที่ชอบ หรือ งานอดิเรกเป็นส่วนใหญ่ เพราะมันเป็นเรื่องใกล้ตัว

แต่ทั้งนี้บางคนก็พยายามหาสินค้าหรือบริการที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่รับจ้างไว้ มันเลยทำให้คิดไม่ออก การเงิน และ การตลาด ก็เป็นสิ่งสำคัญที่บางคนไม่มีความรู้ความสามารถ จึงทำให้มองไม่ออกว่า สินค้าและบริการของตนนั้น ควรจะอยู่ในตลาดแบบใด และ ควรทำอย่างไรถึงประสบความสำเร็จ




ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดการขาดทุน หรือ เจ็ง เกิดขึ้น คนที่ลงมือทำธุรกิจ
จึงต้องหาวิธีการต่างๆ เพื่อไม่ให้ตนเองตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น เช่น...



สร้างความเชื่อมั่น และ กำลังใจ



หลายคนมองว่า ตนเองจะออกมาทำก็ออกมาทำธุรกิจเลย นั่นเป็นเพราะ เขามีความเชื่อมั่นในตนเอง เชื่อมั่นในธุรกิจที่จะออกมา และ มีกำลังใจที่กล้าแข็งพอ ที่จะออกมาทำธุรกิจนั้นๆ เป็นสิ่งที่คนทำงาน รับจ้างเขา ควรจะมีเมื่อต้องการออกมาทำธุรกิจเอง เพราะความเชื่อมั่น และ กำลังใจเหล่านี้ จะเป็นเครื่องมือในการผลักดันให้คุณมุ่งมั่นที่จะทำให้ประสบความสำเร็จตามฝันที่ได้วาดไว้อย่างง่ายขึ้น





การศึกษาข้อมูลการลงมือทำธรุกิจ



นอกจากความเชื่อมั่น และ กำลังใจของตนเองแล้ว การศึกษาข้อมูลต่างๆรอบด้าน รวมถึงความเป็นไปได้ ของธุรกิจ ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน บางคนอาจจะบอกว่ามันไม่สำคัญเลย จะทำก็ลงมือทำ แต่ทั้งนี้ คนส่วนใหญ่ไม่ได้สังเกตุว่า ตนเองได้ศึกษามาในระดับหนึ่งแล้วก่อนที่จะออกมาทำกิจการของตนเอง

ลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการอะไร?
ลูกค้าบางกลุ่มต้องการอย่างนั้น... ?
ทำไมไม่ทำสินค้าเหล่านี้ หรือ บริการเหล่านี้ ออกสู่ตลาด?
ราคาสินค้าตัวนี้สามารถทำราคาได้ต่ำกว่านี้นะ?
สินค้าตัวนี้น่าจะขายได้นะ?
เป็นต้น

คำถามเหล่านี้เกิดจาก ประสบการณ์การศึกษาข้อมูลทั้งสิ้นทำให้เกิดการสร้างธุรกิจเพื่อนำมาตอบสนอง กับความต้องการของลูกค้าในกลุ่มนั้นๆ แต่การศึกษาของคนทั่วไปไม่ได้มีความลึกซึ้งจนออกมาเป็นหลักการ แต่อย่างน้อย ความรู้สึก การสังเกตุที่ได้ หรือ คำถามที่เกิดขึ้นในใจ ก็เป็นผลจากการศึกษาธุรกิจนั้นๆ ก่อน

ถ้าให้ดีก็ควรศึกษาอย่างจริงจัง แต่ถ้าเขายังไม่มั่นใจ นั่นหมายถึง ยังมีสิ่งที่ค้างคาใจอยู่ ซึ่งก็ต้องถูกกำจัดให้หมดไปก่อนที่จะออกจากงานเพื่อมาเปิดธุรกิจเหล่านั้น ไม่เช่นนั้น อาจจะทำไปด้วยความลังเลสงสัย จนอาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากความกลัวก็ได้





การวางแผนการดำเนินงาน



บ่อยครั้งเราจะพบว่า พนักงานที่จะลาออกจากการทำงานมาเปิดกิจการส่วนตัวของตัวเองนั้นส่วนใหญ่้เป็นผู้บริหารระดับสูง ซึ่งมีแนวความคิดทางด้านบริหารจัดการอยู่แล้ว อีกทั้ง เวลาของผู้บริหารจะมีเวลาส่วนตัวมากกว่าคนทำงานปกติหรือพนักงานทั่วไป ดังนั้น จะเห็นว่าคนที่ออกมาทำธุรกิจส่วนตัว ส่วนใหญ่จะวางแผนการดำเนินงานของตนเองไว้ก่อนที่จะออกจากบริษัทฯ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น และ สร้างความเชื่อมั่นให้กับตนเอง อีกด้วย

พนักงานทั่วไปก็จะวางแผนในระดับของพนักงาน หัวหน้างานก็วางแผนในระดับหัวหน้างานแผนที่วางอาจจะไม่ลักษณะไม่เหมือนกัน แต่เป้าหมายเดียวกันคือทำให้ธุรกิจของตนเอง ประสบความสำเร็จหรืออยู่รอดมีผลกำไรได้





การวางแผนปิดกิจการ และ กำหนดจุดขาดทุนที่ยอมรับได้



บางคนก็วางแผนว่าจะสามารถยอมรับการขาดทุนได้มากน้อยเพียงใด เพื่อเป็นการป้องกันเงินในกระเป๋าไม่ให้สูญเสียไปกว่าที่กำหนด เพราะ เมื่อเข้าไปดำเนินกิจการแล้ว บางทีเลือดขึ้นหน้า จะสู้ไม่ยอมถอย ขาดทุนก็หาเงินมาลงทุนเพิ่ม เพราะเชื่อมั่นว่า ธุรกิจไปรอด สุดท้าย... ถ้ารอดก็โชคดีไป แต่ถ้าไม่รอดก็จะเป็นหนี้มหาศาล จนตนเองไม่สามารถชำระหนี้ได้ ก็มีให้เห็นอยู่เป็นประจำ

การกำหนดจุดขาดทุนที่ยอมรับได้จะช่วยให้มีสติในการพิจารณาได้มากยิ่งขึ้น อาจจะยอมขาดทุนเพิ่มบ้าง ถ้ามีแนวโน้มของการได้กำไรคืนมาแน่นอน และ ก็อาจจะเป็นเครื่องมือ ยับยั้งไม่ให้ลงทุนเพิ่มได้ เพื่อป้องกันไม่ให้สูญเสียเงินที่อุตส่าห์เก็บสะสมมา





เงินทุน


บางคนเพื่อความมั่นใจในการลงทุน ก็จะพยายามสะสมเงินทุนไว้ก่อน ทั้งนี้ บางคนอาจจะไม่ได้ตั้งใจเก็บมา เพื่อที่จะเอามาลงทุน แต่อาจจะเก็บไว้เพื่อซื้อบ้าน สร้างอนาคตของตนเอง แต่เมื่อต้องออกมาก็จะใช้เงินก้อนนี้
มาลงทุน ก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ

เพื่อให้ธุรกิจสามารถเปิดได้ การสะสมเงินทุนจึงเป็นเรื่องสำคัญ หากไม่สามารถสะสมเงินทุนก็ต้องมีลู่ทางในการหาแหล่งเงินทุนเพื่อมาสนับสนุนก่อนการออกมาทำธุรกิจของตนเองให้ได้ หรือ บางคนก็สามารถวางแผนหาเงินลงทุนจากลูกค้า โดยไม่ได้ใช้เงินทุนของตนเองก็มี ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด ยังไงก็ต้องมีทุน...เพราะ

ทุน คือจุดเริ่มต้นของธุรกิจ






สร้างแรงกดดันให้ตนเอง



บางคนออกจากงานประจำแล้วมาเปิดกิจการของตนเอง โดยไม่ได้ยั้งคิด สิ่งเหล่านี้กลับกลายมาเป็นแรงกดดัน
ให้กับเขาเพื่อให้เขาต้องคิด ต้องทำ ต้องหารายได้ เพื่อเปิดกิจการและดำเนินกิจการต่อไปให้ได้ ก็มี

เพราะบางคน ถ้าไม่ถูกกดดัน ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไร การทำเช่นนี้นับว่าเป็นการเสี่ยงค่อนข้างมาก

แต่ทั้งนี้ ธุรกิจ ก็ต้องมีความกดดันกันเป็นเรื่องปกติ แม้นเราไม่ประสงค์ในการถูกกดดัน แต่สภาวะการณ์ก็จะทำให้
เกิดความกดดันเกิดขึ้น จนทำให้เกิดแรงผลักให้ดำเนินธุรกิจต่อไป จนประสบความสำเร็จ

ถ้าไปอ่านประวัติของผู้ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่ผ่านการกดดันอย่างหนักมาแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะยากจนสุดขีด
ตกอับสุดขีด ไม่เหลืออะไรเลย ฯลฯ

แรงกดดันทำใหุ้่ถ่าน กลายเป็น เพชร




แต่สภาพของการเจ็งก็ยังเกิดขึ้นอยู่ดี และ สาเหตุของการเจ็ง ก็คือ



ไม่รู้จุดแข็ง จุดอ่อนของตนเอง



บางคนทำธุรกิจ ด้วยคิดว่า มันได้กำไรมากๆจากธุรกิจนั้นๆ หรือ มองว่าคนอื่นเขาทำแล้วประสบความสำเร็จ ถ้าเราทำก็จะประสบความสำเร็จมากกว่า ทั้งนี้ เกิดจากความเชื่อมั่นในตนเองที่จะสามารถทำได้...

แต่ความเชื่อมั่น กับ ความสามารถ มันแตกต่างกัน

ความสามารถของคนเรามีความแตกต่างกัน ซึ่งเกิดจากพฤติกรรม หรือ นิสัยส่วนบุคคลเป็นหลัก เช่น

บางคนชอบเป็นผู้ปฏิบัติทำสิ่งของต่างๆ มากกว่า การขาย หรือ การติดต่อซื้อขาย
บางคนชอบพูด ชอบคุย ชอบขาย แต่ทำสิ่งของต่างๆไม่เป็น
บางคนชอบทำอะไรตอนบ่ายๆ ถึงกลางคืน
บางคนชอบตื่นเช้า กลับบ้านเช้าๆ
บางคนก็ชอบคิด แต่ไม่ชอบลงมือทำดัวยตนเอง
บางคนก็ชอบทำอะไรซ้ำๆ สิ่งที่ทำได้แล้วก็ไม่ชอบให้มีการเปลี่ยนแปลง
ฯลฯ

ความชอบเหล่านี้จะเป็นตัวชี้ให้เห็นว่า การประกอบธุรกิจของตนเอง ต้องมีแนวทางการดำเนินงานที่เป็นไปตามความชอบหรือพฤติกรรมของตนเอง จึงจะประสบความสำเร็จอย่างมาก เช่น

จะเห็นว่า คนที่ชอบทำงานตอนบ่ายๆ จนดึกดื่น ส่วนใหญ่มาทำงานสาย ถ้าบังคับให้มาทำงานเช้าก็อาจจะมาได้ แต่ง่วงนอนเวลาทำงาน หรือ ทำงานได้ไม่เต็มที่ แต่ถ้าปล่อยให้เขามีเวลาที่ทำงานได้ตามที่เขาชอบ เข้าบ่ายออก 3ทุ่ม เป็นต้น เขากลับทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น

การทำธุรกิจก็เช่นกัน ถ้างานนั้นเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมกับพฤติกรรมของเขา เขาก็จะทำงานได้ดี

แต่บางคนกลับ ไม่รู้จักจุดแข็ง หรือ จุดอ่อนของตนเอง มองข้ามสิ่งเหล่านี้ไป
จึงทำให้เกิดพฤติกรรมต่อต้านจากลักษณะนิสัยของตนขึ้น

เช่น เป็นบุคคลที่ชอบคิดทำนั่นทำนี่ตลอดเวลา แต่ไปเปิดร้านขายทองรูปพรรณ ในตอนแรกก็สนุกกับการ จัดร้านแต่งร้าน หาทองคำเข้ามา กำหนดราคาขาย ราคาซื้อ เล่นทองคำแท่ง ฯลฯ แต่เมื่องานเข้ารูปเข้าร่าง ก็ต้อง นั่งเฝ้าร้านขายทองรูปพรรณ ซึ่งไม่ได้ ใช้ความคิดสักเท่าไหร่ นั่งเฉยๆ รอลูกค้าเข้าร้าน การทำเช่นนี้บางคนก็ทำให้รู้สึกเบื่อกับงานที่ทำ จนทำให้ขาดกำลังใจทำให้อยากที่จะยกเลิกกิจการ ขาดการปรับปรุงพัฒนา จนในที่สุดก็อาจจะส่งผลต่อความสัมพันธ์กับลูกค้า เนื่องจากความเครียดในการทำงาน ก็เป็นได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จะส่งผลถึงกำไรที่ได้รับจะน้อยลง จนเอาจจะทำให้ขาดทุน จนถึง การปิดกิจการในที่สุด





บริหารเงินไม่เป็น



บางธุรกิจ ก็สามารถดำเนินไปได้อย่างดี มีอนาคตสดใส แต่บางคนกลับต้องปิดกิจการไป สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการบริหารการเงินผิดพลาด ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

ธุรกิจ จำเป็นต้องมีเงินสดหมุนเวียน


บางคนตัดสินใจผิดพลาด โดยการสั่งซื้อสินค้าเข้ามากักตุนไว้จำนวนมาก เนื่องจาก เกรงว่าสินค้าจะขาดตลาด หรือ สินค้าจะขึ้นราคา ทั้งนี้จะพบว่า นักขายส่งมักจะเอาประเด็นนี้ มากดดัน เพื่อให้ซื้อสินค้ามากขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เจ้าของกิจการบางคนก็บ้าจี้ไปตาม ซื้อกักตุนไว้มาก จนขาดสภาพคล่องทางการเงิน ในบางคนที่เครดิตเต็ม หรือ หาแหล่งเงินทุน สำรองไม่ได้ ก็จะเกิดปัญหาต่างๆตามมาเป็นขบวนรถไฟกันเลยทีเดียว



บางคนธุรกิจก็เติบโตดี แต่เพื่อตอบสนองความต้องการส่วนบุคคล ก็นำเอาเงินสดที่มีในธุรกิจ หรือ เงินที่ได้จากการกู้ยืมมา ไปตอบสนองต่อความต้องการส่วนตัว เช่น ซื้อบ้านหลังใหญ่โต ผ่อนบ้านเดือนละหลายแสน ซื้อคอมโด ซื้อรถสปอร์ต ชอบเปลี่ยนรถบ่อยๆ ซื้อรถไว้หลายๆคัน ต้องซื้อของที่สร้างความภูมิฐานให้กับตน ปากกาทองคำ เสื้อผ้าจากนักออกแบบชื่อดัง
ชุดตัดใหม่ตัวละหลายหมื่น กินอาหารในโรงแรมทุกมื้อ ฯลฯ คนกลุ่มนี้ก็มีให้เห็น เอาเงินของบริษัทฯ ไปใช้ส่วนตัว เพราะเห็นตัวเลขจำนวนเงินที่มี กับ ตัวเลขของการเงินในอนาคตว่า จะได้เท่านั้นเท่านี้ แล้วไม่ได้ไตร่ตรองใคร่ครวญก่อนว่า เงินที่มีนั้นเป็นเงินในการทำธุรกิจ เพื่อซื้อสินค้า ฯลฯ แต่กลับเอาไปใช้่ส่วนตัวจน ธุรกิจต้องปิดไปก็มี



สิ่งที่เลวร้ายที่สุดของการบริหารเงินไม่เป็น คือการเล่นการพนัน ซึ่งก็ทำให้ธุรกิจเกิดการเปลี่ยนมือมามากมาย จนบางครั้งถึงกับเอาชีวิตไปเลยก็มี





ไม่ใส่ใจ ธุรกิจ



แปลกแต่จริงตรงที่ เจ้าของธุรกิจ สำหรับคนยุคใหม่ มักมีแนวความคิดว่า "ให้เงินทำงานให้" หนังสือบางเล่ม ช่างมีอิทธิพล ต่อแนวความคิดของคนเราค่อนข้างมาก แต่ทั้งนี้ การนำแนวความคิด มาใช้ผิดประเภท ก็ส่งผลที่น่ากลัวต่อเจ้าของกิจการมานักต่อนักแล้ว

เจ้าของธุรกิจางคน จ้างคนให้มาทำงานแทน ส่วนตนเองก็เข้ามาควบคุมบางส่วน บางเวลา หรือ อาจจะไม่ได้สนใจธุรกิจเท่าที่ควร อันเนื่องจากไว้ใจลูกน้องที่มี ว่าอยู่กันมานาน ไว้ใจได้ โหวงเฮ้งดี ฯลฯ ทำให้เปิดโอกาสให้ลูกน้อง โกงเงิน โกงสินค้า นำสินค้าไปขายให้ลูกค้าโดยตรง หาสินค้าทดแทน แล้วเปิดธุรกิจเข้าไปแข่งขัน ขนสินค้าออกไปจำหน่ายเงินเข้ากระเป๋าตนเอง ฯลฯ เมื่อเป็นเช่นนี้ จะเห็นว่า ธุรกิจก็จะมีความย่ำแย่เกิดขึ้น จนทำให้ปิดกิจการ


เรื่องจริงที่เกิดขึ้น...
ธุรกิจขายไอศครีมตรามงกุฎ เป็นธุรกิจขนาดใหญ่เมื่อ 50 ปีที่แล้วก่อน ไอศครีมชื่อดังจะเข้ามาเสียอีก เนื่องจากเจ้าของธุรกิจ ชอบที่จะไปสังสรรค์เต้นลีลาสในเวลากลางคืน และ นอนในตอนกลางวัน ปล่อยให้ลูกน้องคนสนิท และเครือญาติ เข้ามาดำเนินธุรกิจ ผลปรากฎว่า มีการขนถ่ายไอศครีมออกไปหลายคันรถ แต่ไม่มีบิลเปิด เจ้าของกิจการกว่าจะรู้ตัวก็เป็นหนี้มากมาย จนต้องหนีหนี้ โยกย้ายถิ่นฐาน ซึ่งทำให้ ไอศครีม ชื่อดังเก่าแก่เข้ามาขายในประเทศไทย และเติบโตจนขายให้กับคู่แข่งได้ด้วยราคาที่สูงลิบ...





ทำเพื่อตนเอง และ ไม่รู้ว่าใครที่ควรจะให้



เจ้าของธุรกิจ ที่มีความต้องการทำเพื่อตนเองสูงๆ มักจะมองหาผลประโยชน์เข้ากับตนเองมากๆ แต่ลืมไปว่า ธุรกิจของตนเองไม่ได้อยู่ที่ตนเองเพียงฝ่ายเดียว ยังมีธุรกิจต่างๆ องค์กรต่างๆ ที่มีส่วนต่อกิจการด้วย การเอาเปรียบพวกเขาก็เท่ากับการตัดแขนขาของตนเอง...

เช่น ผู้ผลิตอุปกรณ์ป้องกันขโมยรถยนต์ แห่งหนึ่ง ทุนในการผลิตไม่มาก แต่ขายได้กำไรสูง เนื่องจาก ใช้เทคโนโลยี และ เป็นสินค้าใหม่ในตลาด เขาขายสินค้าในราคาแพงให้กับอู่ หรือ ร้านตบแต่งรถยนต์ เพื่อให้ตนเองได้กำไรให้สูงสุด และ หลังจากมีคู่แข่งขัน ก็ทำให้สินค้าของเขา ลดปริมาณการขายลงอย่างรวดเร็ว จนขายไม่ออกในที่สุด...

ปัญหาเกิดจาก ผู้ผลิตอุปกรณ์ป้องกันขโมยรายนั้น ให้ส่วนต่างกับ คนกลาง น้อยมากๆ เพื่อให้ตนเองได้กำไรสูงสุด ทำไม คนกลางพวกอู่ หรือ ร้านตบแต่ง ถึงยอมขายให้เขา ตอนที่เขาเอาเปรียบ เพราะว่า สินค้าตอนนั้นไม่มีคู่แข่ง หรือพูดง่ายๆคือผูกขาด แต่ความต้องการมีมาก ดังนั้น จึงต้องจำทนต่อการกดขี่ของผู้ผลิต

ถ้าคุณเป็นผู้ขาย... คุณจะเชียร์สินค้าที่ได้กำไรน้อย หรือ ได้กำไรมาก?

แน่นอนว่าคู่แข่งรายใหม่เข้ามาในตลาดได้ง่ายขึ้น การให้คนกลางได้กำไรมากขึ้น เป็นตัวทำให้เกิดการเปลี่ยนทิศ ไปขายสินค้าใหม่ที่ให้รายได้กับคนกลางมากขึ้น... ยิ่งสินค้าใหม่ มีปัญหาในการติดตั้งน้อยกว่า รวดเร็วกว่า สะดวกกว่า และ เข้าใจผู้ใช้ และ คนกลางมากกว่า ก็ทำให้สินค้าใหม่ยึดคลองตลาดได้เร็วกว่า...

สิ่งที่ผมจะบอกคือ เราควรจะเข้าใจธุรกิจที่อยู่ร่วมกับเรา ว่าเขาต้องการอะไร
และ ให้ในสิ่งที่ควรให้ อย่าเห็นแก่ตนเอง จนทำให้ธุรกิจต้องขาดสภาพคล่อง
หรือ ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้



โดย วิบูลย์ จุง // Wiboon Joong (wbj)



Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2555
Last Update : 3 มิถุนายน 2557 16:13:18 น.
Counter : 6575 Pageviews.

12 comment
คำถามชี้นำในการ จัดตั้งธุรกิจ หรือ ตรวจสอบธุรกิจ ของคุณ
ข้อมูลทั้งหมดในนี้ เป็น ข้อมูลที่ผมรวบรวมขึ้นเพื่อใช้ในการตอบคำถามให้กับ ตัวเอง และ แนะนำให้เพื่อนที่เข้ามาปรึกษา ได้มีแนวทางไว้ในการคิดจะได้ไม่หลงประเด็น และ มีหลักยึดในการสร้าง หรือ ตรวจสอบธุรกิจของเพื่อนๆ.. อยากให้กับทุกๆคน เป็นวิทยาทาน

ข้อมูลเป็นคำถาม เพื่อให้ท่านหาคำตอบ อยากทำใหญ่ ทำเล็ก ก็เลือกเอานะครับ ว่าควรมีสิ่งใดเป็นจุดเด่น จุดด้อย การตอบคำถามควรตอบในกลุ่มผู้ร่วมธุรกิจ เพื่อมีแนวทางเหมือนๆกัน มีคนคอยกำกับเป็นคนรวบรวมความคิด และ ดึงความคิดของเพื่อนร่วมธุรกิจออกมานะครับ จะได้มีแนวทางเดียวกัน...

ข้อมูลแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนของบริษัทฯ ใหญ่ๆที่ต้องมีโครงร่างที่มั่นคง กับ ส่วนที่บริษัททั่วไปควรจะมอง...

มันไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด ดังนั้น อยากให้ท่านผู้รู้ช่วยแนะนำ และ เพิ่มเติม เพื่อประโยชน์กับทุกคนนะครับ...




บริษัท
Company Name
- Logo / สัญลักษณ์
- ตราสัญญลักษณ์ในการจดทะเบียนบริษัทฯ
- สถานที่ติดต่อ
- เงินลงทุน / หุ้น

เป้าหมาย และ วัตถุประสงค์
- Vision
- Mission
- Core Value
- Core Purpose
- Services Profit Chain
- หลักการดำเนินการ และ ประกอบการ

แผนงาน และ การดำเนินงาน

แผนงาน เริ่มแรก
- แนวความคิด
- แนวทางปฏิบัติ
- การติดต่อสื่อสาร การโฆษณา และ ประชาสัมพันธ์

แผนงาน 1-5 ปี
- แนวความคิด
- แนวทางปฏิบัติ
- การติดต่อสื่อสาร การโฆษณา และ ประชาสัมพันธ์

แผนงาน 6-10 ปี
- แนวความคิด
- แนวทางปฏิบัติ
- การติดต่อสื่อสาร การโฆษณา และ ประชาสัมพันธ์

แผนงาน ระยะยาว 10+
- แนวความคิด
- แนวทางปฏิบัติ
- การติดต่อสื่อสาร การโฆษณา และ ประชาสัมพันธ์

ถาม/ตอบ
1. ชื่อบริษัทฯ มีความหมายอย่างไร
2. อะไรคือแรงจูงใจในการตั้งบริษัทฯ
3. เป้าหมายของบริษัทฯ เป็นสิ่งที่สามารถทำได้จริงหรือไม่
4. เงินลงทุน และ หุ้นส่วนจะจัดสรรอย่างไร
5. จะเก็บเงินลงทุนในแต่ละหุ้นส่วน เท่าใดก่อน
6. จะเรียกเก็บเงินลงทุนในส่วนที่เหลืออย่างไร เมื่อใด
7. จะจ้างพนักงานกี่คน และ ค่าใช้จ่ายของพนักงาน เป็นเท่าใด
8. ค่าใช้จ่ายของผู้บริหารเป็นเท่าใด
9. จะสำรองเงินไว้เป็นเงินสดหมุนเวียนเท่าใด ถึงจะพอเพียงในการทำธุรกิจ
10. กลุ่มเป้าหมายลูกค้า เมื่อเริ่มก่อตั้ง
11. อะไรคือสิ่งที่จะเสนอให้กับกลุ่มเป้าหมายแรก เมื่อเริ่มก่อตั้งบริษัทฯ จะสามารถดำเนินธุรกิจไปได้นานเท่าใด
12. กลุ่มเป้าเหมาย ที่แท้จริง ของชั่วชีวิตของบริษัทฯ
13. ค่าใช้จ่ายของสถานที่ตั้งบริษัทฯ ต่อเดือน คุ้นกับค่าใช้จ่ายหรือไม่
14. รายได้ มากกว่ารายจ่ายของบริษัท หรือไม่...
15. ค่าตอบแทนของส่วนผู้ถือหุ้น จะได้เมื่อใด
16. จะทำให้ผู้ถือหุ้นได้รับผลประโยชน์เท่าใด ภายใน 1-5 ปี
17. จะทำให้ผู้ถือหุ้นได้รับผลประโยชน์เท่าใด ในระยะยาว
18. ระยะเวลาของหุ้นกู้ ควรเป็นเท่าใด และ ค่าตอบแทนเท่าใด
19. เมื่อใดที่ควรจะยกเลิกบริษัทฯ
20. เมื่อใดที่จะจ้างผู้จัดการทั่วไปที่เป็นบุคคลภายนอก
21. เมื่อใดจะเปลี่ยนเป็น บริษัทฯ มหาชน




โครงร่างบริษัทฯ...

บริษัทฯ
i. ชื่อบริษัทฯ
ii. ที่อยู่
iii. บุคลากร และ หุ้นส่วน
iv. จำนวนเงินทุน และ หุ้น

ธุรกิจ
i. ระยะสั้น
ii. ระยะยาว
iii. ธุรกิจที่ต่อเนื่องจากธุรกิจหลัก

ประเภทธุรกิจ
i. สินค้า
ii. บริการ
. . . . 1. ที่ปรึกษา
. . . . 2. การฝึกอบรม

การกำหนดคุณภาพของธุรกิจ
i. คุณภาพของสินค้า
ii. คุณภาพของบริการ
iii. คุณภาพของพนักงาน
iv. คุณภาพของลูกค้า

เป้าหมายลูกค้า
i. ลูกค้าชั่วคราว
ii. ลูกค้าประจำ
iii. ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ

การกำหนดราคา
i. ระบบการตั้งราคาสินค้า
ii. ระบบการตั้งราคาค่าบริการ
iii. ระบบการจัดเก็บประวัติการขายสินค้า / บริการ

วิธีการหาลูกค้า
i. หาลูกค้าจาก พนักงานขาย
ii. หาลูกค้าจาก การแนะนำของลูกค้า
iii. หาลูกค้าจาก ลูกค้าเดิม (การเสนอสินค้าใหม่ให้กับลูกค้าเดิม)
iv. หาลูกค้าจาก แนวทางอื่นๆ

วิธีการดูแล และ การให้บริการ ลูกค้า
i. ช่วงระยะเวลา เพื่อการติดต่อ
ii. วิธีการส่งเอกสารต่างๆ
iii. วิธีการให้บริการ
iv. วิธีการติดต่อสื่อสาร การประสานงาน และ ติดตามงาน
v. อื่นๆ
. . . . 1. การ์ดอวยพร วันปีใหม่
. . . . 2. ของขัวญแสดงความยินดี ในเรื่องต่างๆ

ค่าใช้จ่าย
i. ค่าใช้จ่ายที่เป็นส่วน Fix Cost
. . . . 1. เครื่องใช้สำนักงาน
. . . . . . . . a. โต๊ะ
. . . . . . . . b. เก้าอี้
. . . . . . . . c. คอมพิวเตอร์
. . . . . . . . d. เครื่องพิมพ์
. . . . . . . . e. ...
. . . . 2. อื่นๆ
. . . . . . . . a. แอร์
. . . . . . . . b. ของใช้ในห้องครัว
. . . . . . . . c. ของใช้ในห้องประชุม
. . . . . . . . d. ...
ii. ค่าใช้จ่ายของบริษัทฯ Runing Cost
. . . . 1. ค่าจัดตั้งบริษัทฯ , ค่าจดเอกสารสิทธิ์ และ อื่นๆ
. . . . 2. ค่าดอกเบี้ยเงินกู้
. . . . 3. ค่าใช้จ่ายในการประกอบธุรกิจ
. . . . . . . . a. ค่าเช่าสถานที่
. . . . . . . . b. ค่าน้ำ ค่าไฟ
. . . . . . . . c. ค่าเดินทาง และ ระบบการเบิกค่าเดินทาง
. . . . . . . . d. ค่าจัดการประชุมนอกสถานที่
. . . . 4. ค่าเครื่องใช้สำนักงานต่างๆ และ ของใช้สิเปลือง
. . . . . . . . a. ค่ากระดาษ
. . . . . . . . b. ค่าหมึกพิมพ์
. . . . . . . . c. ค่าเครื่องเขียน
. . . . 5. ค่าใช้จ่ายของบุคคลากร
. . . . . . . . a. อัตราเงินเดือน, ค่าที่ปรึกษา
. . . . . . . . b. ค่าตอบแทนอื่นๆ เช่น Bonus, Performance Bonus, Fixed Bonus, Commission, ค่าบริหาร, ฯลฯ
. . . . . . . . c. สวัสดีการพนักงาน เช่น ท่องเที่ยวประจำปี ฯลฯ
. . . . . . . . d. ค่าใช้จ่ายแฝง เช่น กาแฟ ฯลฯ
. . . . 6. ค่าใช้จ่ายวัตถุดิบ ในการจัดทำสินค้า และ งานบริการ
. . . . 7. อื่นๆ
. . . . . . . . a. ค่าบัตรอวยพร
. . . . . . . . b. ค่ากระเช้าดอกไม้
. . . . . . . . c. ...

การสั่งซื้อวัตถุดิบ, อุปกรณ์ และ การใช้บริการต่างๆ
i. การสั่งซื้อวัตถุดิบ
ii. การสั่งศซื้อเครื่องมือ เครื่องใช้ สำนักงาน
iii. การจัดการประชุม นอกสถานที่

บุคลากร
i. พนักงาน ( ประจำ / ชั่วคราว รายวัน หรือ ต่อครั้ง / ชั่วคราว รายเดือน / ชั่วคราว เซ็นต์สัญญาต่อปี )
. . . . 1. ตำแหน่ง
. . . . 2. ลักษณะงาน และ ปริมาณงาน
. . . . 3. การตรวจวัด ประสิทธิภาพของการทำงาน
. . . . 4. การตรวจวัด ประสิทธิผลที่ได้รับ
. . . . 5. ความพึงพอใจในการทำงาน
ii. หัวหน้างาน ( Supervisor / Executive )
iii. ผู้บริหาร ( Manager / Director / Managing Director )
iv. ที่ปรึกษา
. . . . 1. ทนายความ...
. . . . 2. ผู้ตรวจบัญชี
. . . . 3. ที่ปรึกษาทางด้านอื่นๆ.. จำเป็นต้องมีหรือไม่...
v. ผู้ถือหุ้น
. . . . 1. เงินทุน / จำนวนหุ้น
. . . . 2. กำไร / ขาดทุน

การบริหารงาน บุคคลากร
i. ตำแหน่ง
ii. ลักษณะงาน และ ปริมาณงาน
iii. คู่มือการทำงานแต่ละตำแหน่ง และ Contigency Plan
iv. กฎ และ ข้อบังคับ ในการทำงาน
. . . . 1. การเข้างาน
v. การประเมิณผลงาน
. . . . 1. ระบบการประเมิณผล ประจำปี
. . . . 2. การตรวจวัด ประสิทธิภาพของการทำงาน
. . . . 3. การตรวจวัด ประสิทธิผลที่ได้รับ
. . . . 4. ความพึงพอใจในการทำงาน

เงินทุน
i. เงินจากส่วนผู้ถือหุ้น
ii. หุ้นกู้
iii. เงินกู้ยืม

ส่วนของผู้ถือหุ้น
i. ความเสี่ยงจากการลงทุน
ii. การขาย หรือ โอนหุ้น
iii. ค่าตอบแทนที่จะได้รับ

การเปลี่ยนรูปแบบ ของ บริษัทฯ
i. เปลี่ยนเป็น บริษัทฯมหาชน
ii. การขายให้บริษัทฯอื่นๆ
iii. การปิดบริษัทฯ

ข้อคิดต่างๆ ในแต่ละระบบงาน
i. ระบบสั่งซื้ออุปกรณ์ วัตถุดิบ
ii. ระบบการผลิต
iii. ระบบการตรวจเช็คคุณภาพ สินค้า
iv. ระบบการตรวจเช็คการให้บริการลูกค้า
v. ระบบการติดตามงาน และ วัดผลการดำเนินงาน
vi. ระบบบุคคลากร
vii. ระบบควบคุม รายรับ/รายจ่าย และ กระแสเงินสด
viii. ระบบบัญชี และ การเงิน

ข้อดี...
i. ...

ข้อเสีย...
i. ...

ข้อควรระวัง หรือ หลีกเลี่ยง และ สิ่งที่ต้องกระทำ
i. ข้อตกลงของผู้ถือหุ้น เรื่องการปันผลประโยชน์
ii. ลิขสิทธิ์ ทางปัญญา
iii. สัญญา เพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบ ลิขสิทธิทางปัญญา
iv. สัญญา ว่าจ้างพนักงาน
v. สัญญา ข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้น
vi. สัญญา ข้อตกลงการทำงานของฝ่ายบริหารองค์กร
vii. ใบหุ้น และ การควบคุมหุ้นบริษัทฯ
viii. การควบคุมหนี้สิน และ ทรัพย์สิน
ix. หลีกเลี่ยง การขัดสนทางด้านกระแสเงินสด
x. กฎ และ ข้อบังคับของบริษัท
xi. เป้าหมาย, แผนงาน , วิธีการบริหารงาน และ วิธีการดำเนินงาน
xii. ผังตารางตำแหน่ง และ ขั้นเงินเดือน
xiii. วิธีการประเมิณผลพนักงาน
xiv. คู่มือการทำงาน และ ควบคุมคุณภาพ
xv. แผนสำรอง การทำงาน (ในกรณีเกิดเหตุฉุหกเฉิน)
xvi. แผนต่อเนื่องธุรกิจ

(Reentry)



Create Date : 11 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2554 8:33:14 น.
Counter : 1011 Pageviews.

1 comment
อนาคต กับ อาชีพและธุรกิจ


อนาคต กับ อาชีพและธุรกิจ

โดย วิบูลย์ จุง // Wiboon Joong (wbj)



หนึ่งในแนวคิดเชิงกลยุทธ์ คือ การสร้างให้มีวิสัยทัศน์ โดยใช้แนวความคิดไปข้างหน้า (Forward Thinking) แต่การสร้างให้มีการมองไปยังอนาคต (Future Thinking) ก็เป็นแนวคิดเชิง Forward Thinking อย่างหนึ่ง ทั้งนี้ การมองเห็นภาพในอนาคตได้ก่อน จะทำให้องค์กรหรือตนเอง สามารถวางแผนการปรับตัวเองให้เหมาะสมกับอนาคตกำหนดพันธกิจ (Mission) เพื่อเป็นแนวทางในการเปลี่ยนแปลงปัจจุบันให้เหมาะกับอนาคต อีกด้วย

แต่เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายจำเป็นต้องมีข้อมูลตั้งแต่อดีต มาจนถึงปัจจุบัน และ คาดการณ์ไปถึงอนาคตว่าจะเป็นเช่นใด ดังนั้น ทักษะแนวความคิด จึงต้องสร้างจากประสบการณ์ส่วนหนึ่ง สร้างจากการสังเกตุส่วนหนึ่ง สร้างจากจินตนาการส่วนหนึ่ง ทั้งนี้ในแต่ละเรื่องแต่ละเหตุการณ์จะต้องมีข้อมูลเพื่อสนับสนุนในแต่ละมุมมองว่าโอกาสที่จะเกิดขึ้นนั้นเป็นอย่างไร

เพื่อให้บทความนี้เป็นประโยชน์กับคนที่ต้องการสร้างธุรกิจของผู้เข้ามาอ่าน รวมไปถึงประโยชน์ในการวางแผนงานของตนให้เหมาะสมและสามารถดำรงอยู่ได้ในอนาคต จึงขอยกตัวอย่าง อาชีพในอนาคต ว่า จะมีอาชีพใด มีธุรกิจใดได้บ้าง ทั้งนี้ ผมจะพยายามคิดให้ได้มากที่สุดเท่าที่ความสามารถอันเล็กน้อยที่มีจะคิดได้ จึงอยากให้เพื่อนๆ ช่วยกันคิดครับว่า มีอาชีพและธุรกิจใดบ้างที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อว่าอาจจะมีใครสักคนนำเอาแนวความคิดที่เขียนไว้ไปปฏิบัติจริงและประสบความสำเร็จในอนาคต...

องค์กรในอนาคต

ถ้ายังไม่นับการบริหารจัดการที่มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะการบริหารจัดการไปมากมาย เราพบว่า องค์กรมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากเมื่อนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้ในองค์กร ทั้งนี้ การเก็บรวบรวมข้อมูล การพิมพ์ การคำนวน ต่างๆสดวกสบายมากขึ้น และ รวดเร็วมากขึ้น ทั้งนี้ เมื่อประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์มีความเร็วมากขึ้น มีการเชื่อมโยงผ่านอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ก็จะยิ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กรมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ในปัจจุบัน เราสามารถจับหน้าจอที่ทำงานในแต่ละเครื่องได้ผ่านอินเทอร์เน็ต เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถมีกล้องติดกับเครื่องเพื่อถ่ายภาพอีกฝั่งหนึ่ง และ อินเทอร์เน็ตก็เริ่มมีความเร็วมากขึ้น

องค์กรในอนาคต จะใช้เครื่องมือเหล่านี้มาประยุกต์เข้ากับการทำงานมากขึ้น ทั้งนี้ การที่เราจะทำงานที่บ้านก็ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป ทั้งนี้ ระบบการตรวจสอบการดำเนินงานมีให้พร้อมสรรพ ไม่ว่า การติดต่อสื่อสารทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต การโทรศัพท์ผ่านเน็ต VOIP การจับหน้าจอภาพว่ากำลังทำงานอยู่หรือไม่ หรือ การมองผ่านกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งในเครื่องไว้ ทั้งนี้ การรวมความสามารถของเครื่องมือต่างๆ เพื่อสร้างให้เป็นระบบการทำงานขึ้นมา จึงเป็นแนวความคิดต่อไปที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

องค์กรไม่ใช่มีเพียงเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป แต่การบริหารองค์กรจึงต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย การบริหารควบคุมองค์กรจะมีความกระชับมากยิ่งขึ้น ซึ่งจากการใช้ KPI ในการกำหนดงานหลักให้ทำ ก็จะกลายมาเป็นการตรวจวัดการทำงานเป็นหน่วยๆเพื่อควบคุมปริมาณต่อเวลาในการดำเนินงาน ทั้งนี้ เพื่อให้รองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และ รูปแบบการทำงานที่บ้าน ดังนั้น การควบคุมการทำงานจึงต้องควบคุมจากปริมาณงานที่ทำ โดยงานต่างๆจะถูกบันทึกการทำงาน และ ส่งผ่านทางอินเทอร์เน็ตเพื่อเข้าศูนย์ข้อมูล และ ประมวลผลออกมาในแต่ละชั่วโมง หรือ ตามแต่กำหนด เพื่อได้ผลของการทำงานในแต่ละวันออกมาเป็นสถิติได้เสร็จสมบูรณ์

การบริหารจัดการองค์กร จะมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น องค์กรจะมีคนทำงานที่แตกต่างทั้งภาษา วัฒนธรรม แต่จะทำงานร่วมกัน และ กระจายงานกันทำได้อย่างลงตัวมากขึ้น ทั้งนี้ การสื่อสารโดยคอมพิวเตอร์จะมีมากขึ้น แม้นแต่คนพูดภาษาไม่ได้ แต่เขียนและอ่านได้ อย่างคนไทยทั่วไปที่เรียนภาษามาแต่พูดไม่ได้ ก็สามารถทำงานร่วมกับต่างประเทศได้ด้วยการพิมพ์เพื่อสื่อสารกัน

งานที่กระจายจากศูนย์กลาง จะกลายมาเป็นงานเฉพาะในแต่ละเรื่อง และงานจะยากเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจาก งานหลายๆงานได้ถูกจัดเก็บเป็นระบบในฐานข้อมูลไว้ ดังนั้น งานสร้างสรรอย่างโปรแกรมเมอร์จึงมีแต่งานที่ยากขึ้น ระบบงานทั่วไปมีขายเกลื่อนตลาด องค์กรที่ยังไม่มีฐานข้อมูลจะเกิดยาก มีธุรกิจการขายข้อมูล และ ฐานข้อมูลเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ องค์กร ที่ยังคงใช้ระบบเดิม ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะงานที่ยังต้องใช้แรงงานคน หรือ เพื่อการติดต่อสื่อสาร แต่ถึงกระนั้น การเปลี่ยนแปลงลักษณะการทำงานก็จะมีมากขึ้นตาม การเดินทางไปหาลูกค้าจะมีน้อยลง การประชุมผ่านอินเทอร์เน็ตจะมีมากขึ้น การอบรมผ่านอินเทอร์เน็ตมีมากขึ้น

เมื่อมีข้อดีก็มีข้อเสีย เราจะพบว่าในอนาคต การขโมยข้อมูลจะมีมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากการขึ้นไปใช้งานในระบบอินเทอร์เน็ตกันเป็นส่วนใหญ่ จึงมีการเข้ารหัส ยุ่งยากซับซ้อนกันมากขึ้น ซึ่งอาจจะต้องเข้ารหัสด้วย 128-256 หลักกันเลยทีเดียว เพื่อความปลอดภัยขององค์กร


การซื้อขายอัตโนมัติ

ปัจจุบันการซื้อขายบางส่วนในองค์กรขนาดใหญ่ เริ่มมีการสั่งซื้อสินค้าผ่านเน็ต เพื่อลดขั้นตอนการทำงานต่างๆที่ยังใช้คนอยู่ และ เรามีตัวอย่าง Just in Time ของบริษัทฯรถญี่ปุ่นให้เห็น ซึ่งผลคือประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ต้องมีระบบต่างๆที่รองรับด้วย

การซื้อขายระหว่าง C2C ในอนาคตจะเริ่มต้น ณ จุดนี้ และ พัฒนาไปถึงการซื้อขายผ่านระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีคนเพียงไม่กี่คนที่จะตรวจสอบ ระบบจะทำการตรวจสอบยอดสินค้าคงเหลือ และ สั่งสินค้าเพื่อนำมาจัดเก็บในสต๊อกได้น้อยมาก ทั้งนี้การสั่งซื้อจะดำเนินการทั้งสองฝ่ายผ่านคอมพิวเตอร์อย่างเป็นระบบมากขึ้น

ที่เหลือคือการส่งสินค้าที่ยังต้องใช้แรงงานแต่ ก็จะถูกจัดระบบระเบียบเพื่อให้สอดคล้องกับการสั่งงานของคอมพิวเตอร์มากขึ้น เพื่อให้งานต่างๆดำเนินไปอย่างสอดคล้อง

แต่ระบบ่ต่างๆเหล่านี้คงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10-20 ปี สำหรับเมืองไทยอาจจะนานกว่านั้น

ความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้ามีมากขึ้น

เราจะพบว่า การตลาดของเรา เริ่มต้องการสร้างความแตกต่างเพิ่มมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของแต่ละคน ดังนั้น สินค้าต่างๆ จึงพยายามสร้างเอกลักษณ์สำหรับแต่ละบุคคล โดยจะเริ่มจากสินค้าราคาแพง และ ลามมาถึงสินค้าทั่วไป ทั้งนี้ การทำ Just in Time ของบริษัทรถญี่ปุ่นได้จุดชนวนแนวความคิดต่างๆให้กลายมาเป็นความจริงมากขึ้น

ในอนาคต รถยนต์ที่เราใช้จะมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เราสามารถกำหนดได้ว่า รถยนต์ของเรา ต้องการเครื่องกี่แรงม้า สีอะไร ด้านหน้าแบบใด ด้านหลังแบบใด ประตูแบบใด ที่นั่งแบบใด ล้อแบบใด สินค้าต่างๆต้องการยี่ห้ออะไร อุปกรณ์และระบบต่างๆสามารถเลือกได้ตามความต้องการ พร้อมทั้งจะทราบว่า ราคาที่เลือกนั้นเราสามารถชำระได้หรือไม่ ธนาคารให้เครดิตเท่าไหร่ และ จะสามารถรับรถได้วันใด

ทั้งนี้เกิดจากระบบคอมพิวเตอร์ในการสั่งการ และ ออบแบบมีการพัฒนาตัวมากขึ้น พร้อมทั้งการสั่งการระหว่างคอมพิวเตอร์และเครื่องจักรกล มีความง่ายเพิ่มมากขึ้น ทำให้ความฝันในเรื่องนี้ไม่ไกลเกินฝัน ซึ่งเราอาจจะเห็นได้ในเร็ววัน

นอกจากธุรกิจรถยนต์ที่จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด บางสิ่งในปัจจุบันที่คิดว่า สินค้าไม่น่าจะมีความแตกต่างได้ ก็จะมีความแตกต่างเกิดขึ้น ธุรกิจอื่นๆ ก็จะเริ่มสร้างความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ เราจะพบว่า แม้นแต่สบู่ เราก็สามารถเลือกกลิ่น เลือกสี เลือกขนาด และ ส่วนผสมเองได้ หรือแม้นแต่เครื่องแต่งกาย เราก็จะสามารถเลือกผ้า ลาย ลักษณะต่างๆ องค์ประกอบต่างๆ พร้อมกันนั้น ก็สามารถเห็นภาพ 3 มิติได้ก่อนเลยว่า ถ้าสวมใส่แล้วจะมีลักษณะเช่นใด

ปริญญาตามงานที่ทำ

เราพบว่า การเรียนการศึกษาของเรานั้น ส่วนใหญ่ เป็นการเรียนแบบรวมๆ ไม่เจาะจงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ทั้งนี้ก็เพื่อให้คนเราได้นำเอาสิ่งที่เรียนไปประยุกต์ใช้งาน แต่เราพบว่า การศึกษาลักษณะนี้ ไม่ได้ตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริง เช่น จบบริหารจัดการมา แต่ต้องบริหารองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

การรับสมัครงานในอนาคต จะรับสมัครคนเข้าทำงานก่อนการเรียน ปริญญาตรี ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะสร้างคนเหล่านั้นให้ได้ตามความต้องการของระบบงาน นอกจากนั้น ปริญญาโท และ ปริญญาเอก ก็จะมีความยืดหยุ่นขึ้นกับงานที่ได้ทำไปแล้วด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ องค์กรการศึกษา จะปรับเปลี่ยนแนวทางการให้บริการเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อรองรับกับงานที่หลากหลายมากขึ้น และ สร้างคนให้เหมาะสมกับงานในตำแหน่งนั้นๆ ทั้งนี้ การเลือกเรียนจะเหมาะกับงานที่จะไปทำ เช่น การออกแบบผลิตภัณฑ์ จะแยกออกไปอย่างเด่นชัด เช่น การออกแบบเสื้อผ้า การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การออกแบบลายผ้า การออกแบบถ้วยชาม ฯลฯ ทั้งนี้ แต่ละวิชา แต่ละสาขาก็จะมีการเรียนการสอนในแต่ละเรื่อง แต่ละวิชา ที่แตกต่างกันออกไปเฉพาะด้านมากขึ้น

ทั้งนี้ การเรียนการสอนจะแยกแยะแบบเจาะจง การเรียนการสอนก็จะอยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนใหญ่ มีการสอนทางอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ผู้ชำนาญการพิเศษในแต่ละเรื่อง ในแต่ละสาขามาสอนเฉพาะเจาะจงลงไป ทั้งนี้นักศึกษาก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปยังมหาลัย ก็สามารถได้ปริญญาได้ เราจะพบว่า คนจบจากมหาลัยต่างประเทศ แต่ไม่เคยได้ไปประเทศนั้นมีมากขึ้น เคยเจออาจารย์ที่ปรึกษาเพียงครั้งเดียวก็จะมีมากขึ้น

ส่วนอาจาร์ยก็จะได้ค่าลิขสิทธิ์ในการสอนแต่ละครั้ง และ เวลาส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปทางด้านวิจัยเพื่อหาความรู้เฉพาะด้านมากขึ้น เพื่อนำมาทำบทเรียนที่เหมาะในแต่ละสาขาอาชีพมากขึ้น

มหาลัยจะใช้วิทยานิพนธ์เป็นวิชาสำหรับการเรียนการสอนมากขึ้น และ จะกระจายรายได้ไปสู่นิสิต นักศึกษาของผู้เขียนวิทยานิพนธ์นั้นๆ ทำให้การศึกษาของแต่ละคนจะมีปริญญาหลายใบเพื่อต้องการทำวิทยานิพนธ์สำหรับการเรียนการสอนมากขึ้นกลายมาเป็นอาชีพใหม่ไปในที่สุด

พนักงาน IT ทั่วไปจะลดลง IT เฉพาะทางจะมากขึ้น

เนื่องจากการเปลี่ยนแปลง และ องค์ความรู้มีมากมาย ซึ่ง พนักงาน IT ที่แต่เดิมพยายามกุมความลับต่างๆไม่ให้คนอื่นรับรู้ ความรู้ต่างๆก็จะเปิดเผยขึ้น ทั้งนี้ ผู้มีความรู้เพียงเล็กน้อยไม่สามารถทำงานทางด้าน IT ได้ในอนาคต แต่ IT จะมีความรู้เฉพาะทางและ ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ มากกว่าการแก้ปัญหาการใช้ Word Excel

เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไป ความต้องการพนักงาน IT ทางด้านการพัฒนาโปรแกรมภายในมีอยู่ในระดับหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่พนักงาน IT จะไปอยู่กับองค์กรพัฒนาระบบกลางๆ ซึ่งจะถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาโปรแกรมให้สอดคล้องในแต่ละองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้อง มีการรวบศูนย์ฐานข้อมูลต่างๆมากขึ้น และ พนักงานภายในนั้นก็จะสามารถทำงานทั้งที่บ้าน หรือ เข้ามายังที่ทำงานก็ได้

พนักงาน IT ที่จะเหลือมากที่สุดคือกลุ่มคนที่เป็นโปรแกรมเมอร์ที่มีความสามารถทั้งการดูแลระบบเครื่อง และ Software ต่างๆ แบบเบ็ดเสร็จภายในคนๆเดียว ทั้งนี้ จำนวนคนดูแลจะมีน้อยลงและไม่จำเป็นต้องเข้าองค์กร แต่ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาได้จากคอมพิวเตอร์มือถือ และ หากเกิดปัญหากับเครื่อง หรือระบบ ในระบบส่วนกลางจะส่งปัญหาต่างๆผ่านทางมือถืออัตโนมัติ เพื่อแจ้งให้ทาง IT รับทราบเพื่อแก้ไขระบบงานได้ทันท่วงที

หนังสือที่หลากหลาย

จะพบว่า คอมพิวเตอร์ ณ ปัจจุบันที่ใช้กันอยู่ได้เปลี่ยนแปลงการพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีด มาเป็นการพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ Laser ที่มีความคมชัด และ ปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ก็จะกลายมาเป็นเครื่องจัดเรียงพิมพ์ราคาถูก และ สามารถพิมพ์หนังสือที่ต้องการออกมาได้ตามความปราถนาของนักเขียน ซึ่ง นักเขียนก็จะแยกวิธีการขายหนังสือได้ออกเป็น 2 แนวคือ การขายแบบเป็นอิเล็กทรอนิกส์ และ การขายแบบเป็นหนังสือโดยใช้กระดาษ

ความยุ่งยากในการจัดเรียงพิมพ์จะหมดไป ทั้งนี้ ไม่ว่าลักษณะการจัดวางรูปเล่ม เนื้อหาให้น่าสนใจ หรือแม้นแต่ภาพประกอบในแต่ละเรื่อง ก็สามารถซื้อหาสำเร็จรูปได้ทั่วไป ง่ายและสดวกมากกว่าเดิม ใช้คนน้อยกว่าเดิม อีกทั้งยังสามารถปรับเปลียนแก้ไขแต่ละเล่มได้อีกด้วย

ทั้งนี้การผลิตจะผลิตเพื่อส่งให้ลูกค้าเฉพาะรายๆ ไป หรือแม้นแต่การผลิตเพื่อจำหน่ายก็จะมีเพิ่มมากขึ้น แต่ใช้คนเพียงคนเดียวในการดำเนินการมากขึ้น

พฤติกรรมการอ่านของคนจะเปลี่ยนแปลงจากการอ่านหนังสือ มาเป็นการอ่านในอินเทอร์เน็ตมากขึ้น จนมีเทคโนโลยีที่สมบูรณ์แบบโดยใช้คอมพิวเตอร์อ่านหนังสือให้เราฟังโดยไม่ต้องเสียสายตาจากการอ่านในเครื่องคอมพิวเตอร์อีกต่อไป

อาชีพที่ไม่จริงใจจะตายจาก

ในภาวะปัจจุบันข่าวสารต่างๆสามารถเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น ไม่ว่าข่าวดีหรือข่าวร้าย แต่เนื่องจากคนไทยชอบฟังข่าวร้ายๆมากกว่าข่าวดี และ ตื่นข่าว แบบไม่วิเคราะห์ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จ ทั้งนี้ จึงกลายมาเป็นเครื่องมือให้กับนักสร้างกระแสที่ต้องการหวังผลประโยชน์เข้าตน

จากภาวะเช่นนี้ กลุ่มนักสร้างกระแส จะใช้จุดอ่อนเหล่านี้ปลุกกระแสให้เกิดขึ้น มีการสร้างภาพให้เกิดขึ้นเสมือนหนึ่งเป็นเรื่องของทุกคน ทั้งๆที่การแสวงหาผลประโยชน์ยังคงมีเพื่อกลุ่มชนเพียงเล็กน้อย หรือ ต้องการแก้แค้นในเรื่องผลประโยชน์ทั้งสิ้น การโฆษณาประชาสัมพันธ์ การออกอากาศเกินจริง สิ่งเหล่านี้จะโน้มน้าวคนให้เกิดภาวะตามกระแสเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง

เมื่อเวลาผ่านไป ความจริงจึงจะปรากฎขึ้นให้เห็นถึงภาวะความเป็นจริงของสิ่งที่ได้รับว่า เป็นเรื่องที่พยายามบอกกล่าวให้ผู้รับสารเข้าใจผิด อย่างบริสุทธิ์ใจ เพราะคิดว่า สิ่งที่ผู้รับสารต้องการฟังคืออะไร ก็จะให้ในสิ่งเหล่านั้น แต่เมื่อความจริงปรากฎว่า ไม่ได้ตรงตามสิ่งที่กล่าวมา ก็จะเริ่มเป็นจุดที่จะทำให้เกิดแนวความใหม่เพื่อแยกตัวออกมา

อีกทั้งการตรวจสอบของประชาชน จะเริ่มมีมากขึ้น ผู้คนที่โดนเอาเปรียบจะเริ่มมีปากเสียงมากขึ้น ทำให้การดำเนินธุรกิจแบบเดิมๆ ไม่สามารถทำได้ ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงเสียงของผู้บริโภคมากขึ้น รวมไปถึงการสำรวมระวังในสิ่งที่เสนอออกไปว่าเกินความเป็นจริงมากน้อยเพียงใด

องค์กรที่ไม่ปรับตัวและหวังผลระยะสั้น ก็ยังคงมีปรากฎให้เห็น แต่จะไม่สามารถทำธุรกิจในระยะยาวได้

องค์กรที่สามารถอยู่ได้ยาวนาน จะปรับตัวค่อนข้างมาก และ บ่อย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ พร้อมกันนั้น ยังต้องสร้างพันธมิตร และ สร้างสินค้าอื่นๆ เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ความยึดมั่นถือมั่นในชื่อสินค้าจะลดน้อยลง การเชื่อโฆษณาต่างๆลดลง มีการแข่งขันทางด้านสินค้าสูงมากขึ้น จากสินค้าเฉพาะกลุ่ม หรือ สินค้าที่ไม่น่าจะเป็นคู่แข่งขันก็จะกลายมาเป็นสินค้าที่เข้าสู่การแข่งขันกันมากขึ้น

ข้อมูลข่าวสารมากเกินความจำเป็น

ในยุคปัจจุบัน ข้อมูลข่าวสารมีมาก มากถึงขนาดทำให้ผู้ติดตามข่าวสารเกิดโรค IOKO = Information Overflow, Knowledge Overload ขึ้นทั้งนี้ โรคนี้คือการเสพเอาแต่ข้อมูลข่าวสารที่มีจำนวนมากเข้าไป แต่ไม่ได้ทำการย่อยหรือวิเคราะห์ให้เห็นสภาพความเป็นจริง มากขึ้น ทั้งนี้ ธุรกิจทางด้านข่าวสาร จะบูมต่อไปอีก 5-10 ปี พร้อมกันนั้น การเรียนรู้ต่างๆสามารถทำได้ง่ายขึ้น เด็กๆประถม จะสามารถเข้าใจสิ่งที่เรียนรู้กันในมหาวิทยาลัย จนการเรียนรู้ในมหาลัยต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการสอนใหม่หมดโดยมุ่งเน้นทางด้านความรู้ใหม่ๆมากขึ้น

เมื่อสภาวะแวดล้อมเปลี่ยนไป คนจะเริ่มสนใจไปในทางข้อมูลสรุปที่ตรงประเด็น การรายงานข่าวจะกลายมาเป็นการย่อยข่าว โดยมีนักวิเคราะห์ย่อยข่าวให้เห็นถึงสภาพความเป็นจริง ทั้งทางด้านบวก และ ลบ ทั้งนี้ข่าวในเชิงปริมาณก็ยังมีมาก แต่คนก็จะเริ่มย้ายฐานการรับฟังข่าวทางด้านวิเคราะห์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเบื่อการวิเคราะห์ข่าวเหล่านั้น และ จะกลับมายังข่าวพื้นฐานที่มีคุณภาพมากขึ้น

ในเชิงการเรียนรู้ ก็จะมีการเรียนรู้มากขึ้น นักเรียนประถมจบมหาลัยต่างชาติ นักเรียนมัธยมจบหลักสูตรการตลาดต่างประเทศ ทั้งนี้ การเรียนรู้จะกลายมาเป็นแนวทางการใช้งานมากกว่าเรียนเพื่อรู้สำหรับ เด็กวัยรุ่น และ ใช้กลยุทธ์ต่างๆมากมายมาเป็นแนวคิดเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับตนเอง

ช่วงของคนแต่ละยุค มีความแคบเข้า

ในปัจจุบัน คนแต่ละยุค แต่ละสมัย จะใช้เวลาห่างกันประมาณ 30-40 ปี แต่เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงการรับข้อมูลข่าวสาร และ การดำเนินไปของการตลาด จะทำให้ยุคของคนในแต่ละยุคมีความสั้นเข้าไป

เด็กวัยรุ่น เมื่อผ่านวัยรุ่นมา 10 ปีก็จะกลายเป็นคนอีกรุ่นหนึ่งไปทันที เพลงที่ฟังจะล้าสมัยอย่างมาก โบราณ การปรับเปลี่ยนของกลุ่มคนจะสามารถมองเห็นได้จากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว ทั้งนี้ สภาพแวดล้อมเช่นนี้ จะทำให้เกิดการแข่งขันทางด้านสินค้าใหม่ๆ Intrend มากขึ้น สินค้ามีอายุสั้นลง แต่ราคาจะสูงขึ้น เหมาะกับกลุ่มคนมากขึ้น สินค้าทั่วไปก็ยังคงมี แต่ทำรายได้ไม่มากเท่ากับ สินค้าเฉพาะเจาะจง

กลุ่มคนใหม่

ความเปลี่ยนแปลงทางการตลาด และ ภาวะถดถอยของระบบทุนนิยม จะทำให้เกิดภาวะย้อนกลับ จะมีกลุ่มคนที่กีดกันการตลาดมากขึ้น มีการประนาม และ ไม่ยอมรับการตลาดใดๆที่ทำการตลาด ทั้งนี้ กลุ่มคนนี้จะสร้างสภาวะโลกใหม่ ที่ทำให้ตนเอง พออยู่ พอกิน ไม่ฟุ้งเฟ้อตามกระแสสังคม ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง จะเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตอย่างแน่นหนาของชนกลุ่มนี้ และ เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยอีกครั้ง กลุ่มคนกลุ่มใหม่นี้จะยังคงสามารถรักษาเศรษฐกิจภายในกลุ่มได้อย่างเหนียวแนน่ มีผลกระทบน้อยมาก แต่เศรษฐกิจของกลุ่มก็ไม่ได้ก้าวหน้าไปมากนักเช่นกัน

ธุรกิจในกลุ่มจึงมีความสำคัญอย่างมาก สินค้าจากภายนอกกลุ่มจะมีเพียงสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต แต่ สินค้าที่ออกมาจากกลุ่ม กลับเป็นสินค้าในเชิงฟุ่มเฟือยเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมภายนอก

ประชากรมีอัตราการเพิ่มน้อยลง

เนื่องจากภาวะสังคมสร้างสมให้มีแนวคิดในเชิงการเรียนรู้จะนำมาซึ่งความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังนั้น สังคมไทยจะเพิ่มจำนวนคนที่มีการศึกษาอย่างมาก ซึ่งคนส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับ ปริญญาโท ขึ้นไป จนถึงระดับ ด๊อกเตอร์ โดยเฉพาะคนเมืองหลวง

แต่ในระดับสังคมชนบท ก็จะมีคนที่มีความรู้เข้าไปอยู่เพิ่มมากขึ้น เริ่มมีการกอบโกยจากผู้มีความรู้ เอาเปรียบประชาชนโดยทั่วไป ทำให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงมากกว่าที่เป็นอยู่

การศึกษาที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น จึงเป็นทางนำมาสำหรับการสืบทอดทายาท ซึ่งจะมีการควบคุมจำนวนประชากรที่มีคุณภาพให้ลดน้อยลง เนื่องจาก พ่อแม่ไม่ต้องการมีบุตร หรือ มีบุตรเพียง 1-2 คนเท่านั้น เพื่อต้องการสร้างบุคคลที่มีคุณภาพจริงๆ

ในทางกลับกัน รัฐบาลจะเห็นถึงความสำคัญของสัดส่วนที่แตกต่างระหว่างผู้สูงอายุที่จะเกษียร และ เด็ก จะอยู่ในอัตราส่วนที่ไม่สมดุลย์ จึงเร่งรณรงค์ให้เพิ่มจำนวนประชากร ทั้งนี้ กลุ่มบุคคลที่เพิ่มขึนมากลับเป็นกลุ่มบุคคลชนชั้นกลางล่างลงไป ซึ่งไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรได้อย่างมีคุณภาพเท่าคนในเมือง ดังนั้น จึงเกิดความเหลื่อมล้ำทางความคิด และ พฤติกรรมอย่างมากในสังคม จนจะทำให้เกิดความขัดแย้งและจะนำไปสู่การแบ่งชนชั้นอย่างเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นกว่าปัจจุบัน

ธุรกิจสำหรับผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น

สภาวะความเป็นอยู่ของเรานั้นมุ่นเน้นการดำรงชีวิตให้ยาวนานมากที่สุด ประกอบกับจำนวนประชากรของคนไทยจะมีการเพิ่มน้อยลงอย่างมาก คนแก่อายุยืนมากขึ้น ธุรกิจสำหรับคนชราจึงเป็นธุรกิจที่ส่งให้บูมขึ้น ทั้งนี้ อายุของธุรกิจประเภทนี้ จะมีอายุเพียง 10-20 ปีหลังจากนั้นองค์กรที่มีการบริการที่ดี พร้อมทั้งระบบงานที่ดีเท่านั้น ที่จะสามารถดำรงต่อไปได้อย่างถาวร ช่วงนี้เป็นช่วงฟื้นฟูของแพทย์และพยาบาล แต่ไม่โดดเด่นเหมือนเดิมที่ผ่านมา

อาชีพและธุรกิจในอนาคต

จากสภาวะเหตุการณ์ต่างๆ ที่คาดคะเนจากสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน และ สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้เราสามารถนำมาแยกแยะหาจุดที่จะสามารถทำอาชีพ และ ธุรกิจในอนาคตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งนี้ อย่าเชื่อในสิ่งที่ผมเขียนทั้งหมด แต่จงใช้วิจารณญาณในการไตร่ตรองให้ถ้วนถี่ก่อนจะดำเนินการใดๆว่า ท่านมีศักยภาพในการทำอาชีพ หรือ ธุรกิจในอนาคตได้มากน้อยเพียงใด และ สภาพแวดล้อมของท่านเหมาะกับการดำเนินธุรกิจเช่นนั้นหรือไม่เพียงใด ด้วย

- ธุรกิจจำหน่ายและพัฒนาโปรแกรมควบคุมการดำเนินงานที่บ้าน
- ธุรกิจจำหน่ายและพัฒนาโปรแกรมตรวจวัดผลงานทางไกล
- ธุรกิจจำหน่ายและพัฒนาโปรแกรมตรวจวัดและควบคุมผลงานทั้งองค์กร
- ธุรกิจจำหน่ายและพัฒนาโปรแกรมการเชื่อมโยงระหว่างองค์กร
- ธุรกิจจำหน่ายและพัฒนาโปรแกรมการเข้ารหัสเฉพาะ
- ธุรกิจจำหน่ายและพัฒนาโปรแกรมส่งภาพหลอก Video
- งาน IT ทำงานจากที่บ้าน
- ตำรวจเทคโนโลยีธุรกิจ
- ยามอิเล็กโทรนิกส์
- บริษัท บริหารจัดการบุคคลากรและประเมินในอนาคต
- บริษัท บริหารจัดการขนส่งสินค้า และ wherehouse
- บริษัทฯ ตัวกลางรับออเดอร์อิเล็กทรอนิกส์
- ธุรกิจจำหน่ายและพัฒนาโปรแกรมรวมทั้งอุปกรณ์เลเซอร์สำหรับสร้างภาพ 3D
- มหาวิทยาลัย Teller Made
- มหาวิทยาลัย เฉพาะทาง
- อาชีพสร้างหลักสูตรเฉพาะทาง
- หนังสือตามสั่ง
- Virtual Professor
- บริษัทฯ รับดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วประเทศฯ
- อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านสายไฟฟ้า
- บริษัทฯ หาพนักงานทดแทนผู้บริหารระดับสูง
- บริษัทฯตรวจวัดและ จัดอันดับควาทน่าเชื่อถือทางธุรกิจ
- องค์กรบริหารจัดการข้อมูลข่าวสาร
- รายการโทรทัศน์ทางด้านการวิเคราะห์ข่าวสาร ประยุกต์ทฤษฎี
- รับจ้างเรียนกับมหาลัยต่างชาติ
- เครื่องผลิตโมลฯ สินค้าอัตโนมัติ
- เครื่องฉีดพลาสติกขนาดเล็ก ที่มีการสร้างโมลฯ จาก 3D

คิดไม่ออกละ ยิ่งคิดยิ่งเลอะเทอะ เอาเป็นว่า จากสิ่งที่เขียนมาทั้งหมด ผมแค่ยกตัวอย่างให้เห็นถึงสภาพอนาคต และ สินค้าที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งนี้ มันอาจจะไม่ตรงประเด็นสำหรับท่าน แต่อย่างน้อยก็เป็นแนวทาง หรือ ถ้าต้องการมุมมองในเชิงการดำเนินการของท่านก็เมล์มาคุยครับ ยินดี...

โดย วิบูลย์ จุง // Wiboon Joong (wbj) // Mentor Jung




Create Date : 13 ตุลาคม 2551
Last Update : 24 กันยายน 2559 10:57:22 น.
Counter : 1164 Pageviews.

6 comment
1  2  3  4  5  6  7  

BlogGang Popular Award#14



wbj
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 209 คน [?]



ต้องการสอบถาม กรุณาติดต่อทางเมล์ที่ wbjoong@gmail.com หรือ 062 641 5992

วิทยากรเชิงกิจกรรม

วิทยากรกระบวนการ

ที่ปรึกษาธุรกิจ ด้านการบริหารจัดการ

การตลาดและการประชาสัมพันธ์

การบริหารทรัพยากรมนุษย์

และ

การวางแผนกลยุทธ์



ไม่ได้ ไม่มี ไม่ดี ไม่ได้...
ต้องได้ ต้องดี ต้องมี ต้องง่าย
และ ทำให้ดีกว่าดีที่สุด



<< Main Menu >>



ดวงถาวร


ดวงตามวันเกิด



ดวงตามปีเกิด






;b[^]pN 06' ไรินนื ่นนืเ "รินนื ๋นนืเ c:j06'

Group Blog
All Blog
Friends Blog
[Add wbj's blog to your weblog]
MY VIP Friends