อยากให้ทุกคนมีความสุข! เหมือนผม ร้านผมเองครับ ไปดูได้นะ www.waydhanarshop.com
Group Blog
 
All Blogs
 

ใครบอกว่าหมาไม่มีความคิด(ฉันเคยเกิดเป็นหมา)



ในอดีตที่ผ่านมามีผู้วิเศษเกิดขึ้นมากมาย บางพวกก็เข้าถึงความเป็นผู้วิเศษแล้วหลีกออกจากบ้านเมืองแล้วไปสู่โลกของผู้วิเศษเพียงลำพัง บางพวกก็ไปกับลูกศิษย์มากมาย ครูของฉันมีศิษย์มากมายซึ่งทำประโยชน์ให้กับโลกเกินจะคะเนได้

เดิมทีครูเกิดในตระกูลใหญ่ ครูเป็นคนมีญาติมาก และญาติๆของครูเข้าสู่ความเป็นผู้วิเศษมากมายหลายคน นับๆดูแล้วเป็นร้อยคนเลยทีเดียว รุ่นพี่ของฉันชื่นชมว่าครูเป็นคนมีความสามารถมาก และเป็นคนที่ทำประโยชน์ต่อญาติๆของตนเกินกว่าคนไหนๆจะทำได้

ประเด็นนี้กลายเป็นประเด็นร้อนในตอนนั้นที่ทุกคนพูดถึง พอครูรู้ว่ารุ่นพี่พูดถึงเรื่องราวดังกล่าว ครูเลยเริ่มเล่าเรื่องในอดีตที่ผ่านมา “นิสัยของคนเราในชาติที่เกิดดับๆ มันใกล้เคียงกัน คนดีก็มักมีนิสัยดีๆติดตัวมานานแสนนาน คนชั่วก็มักมีนิสัยชั่วติดตัวเป็นเงา ฉันเป็นผู้บำเพ็ญตนมายาวนาน ไม่เพียงในชาตินี้เท่านั้นที่สร้างประโยชน์ให้แก่ญาติ ในอดีตก็เหมือนกัน”

เมื่อชีวิตหนึ่งของฉันดับลงวงล้อของจักรวาลที่หมุนติ้วๆ เหนือที่สมองมนุษย์ธรรมดาจะคำนวณได้ เริ่มทำงานอีกครั้ง

ครั้งนี้ภาพเหตุการณ์ความชั่วที่ฉันเคยทำฉวยโอกาสปรากฏขึ้นในใจของฉัน แล้วความชั่วอันมืดมิดนั้นเองพาให้ฉันไปเกิดในร่างหมา

อาศัยอยู่ในสุสานที่มนุษย์ใช้ฝังศพ มีเพื่อนหมาอยู่ด้วยกันมากมาย ตอนนั้นฉันเป็นหมาที่ฉลาดและเก่งกว่าตัวอื่นๆเพื่อนหมาทั้งหลายจึงยอมรับให้ฉันเป็นหัวหน้า

วันหนึ่งพระราชาผู้ปกครองเมืองที่ฉันอาศัยอยู่นั่งรถม้า เที่ยวไปในสวนที่ร่มรื่นตลอดทั้งวัน พอตกเย็นก็เดินทางกลับเข้าวัง คนดูแลรถม้าเอารถม้าสุดรักของพระราชไปจอดไว้ที่ลานจอดรถกลางแจ้ง

พอตกกลางคืนฝนตกรดลงบนรถม้า เชือกหนังที่ผูกเอาไว้ก็เปียก พวกหมาที่พระราชาเลี้ยงไว้ได้กลิ่นหนังก็มากัดแทะกินจนขาดหมด พอเช้าพวกคนดูแลรถม้าเห็นเชือกหนังขาดหมดจึงไปรายงานพระราชาว่า มีพวกหมาเข้ามาทางท่อระบายน้ำกัดกินเชือกหนังที่ผูกรถม้าของพระองค์จนขาดหมด

พระราชาโกรธมาก สั่งให้ทหารไปฆ่าหมาทุกตัวที่พบเห็นในหมู่บ้านให้หมด ตั้งแต่นั้นความพินาศอย่างใหญ่หลวงก็เกิดขึ้นแก่พวกหมาเพื่อนๆญาติๆของฉัน

เกิดเป็นหมามันช่างยากลำบากจริงๆ อาหารการกินก็สกปรก ที่อยู่ที่นอนก็ลำบากยังมาเกิดปัญหาหนักหัวอีก!

____________________________________________________________________

หมาทุกตัวมาประชุมกันที่สุสาน พูดกันถึงเหตุกาณ์ที่ทหารพากันฆ่าหมามากมาย อีกไม่นานชีวิตของพวกเราทุกตัวจะต้องดับลง

เสียงพูดคุยของหมาทั้งหลาย ฟังดูโหยหวนวังเวง พวกมันทั้งเสียใจที่ญาติหมาของตนถูกฆ่าตาย ทั้งคับแค้นพวกทหารที่โหดร้าย และหวาดกลัวภัยร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามา

“ท่านกูโกร์ พวกหมาสหายของพวกเรา ถูกพวกมนุษย์ฆ่าตายไปมากมาย” หมาแก่ตัวหนึ่งพูดขึ้น
“อีกไม่นาน พวกเราก็คงต้องถูกฆ่าตายไปตามๆกันแน่ๆ”มันพูดต่อ

การเกิดแต่ละครั้งในร่างสิ่งมีชีวิตต่างๆสามารถแบ่งเป็นสองฝั่ง
เมื่อใดพลังฝ่ายบวกชนะ ฝั่งขาวคือความดีก็จะพาฉันไปสู่ร่างที่สุขสบายเบื้องสูง ตั้งแต่มนุษย์ จนถึงเทพเจ้า
เมื่อใดพลังฝ่ายลบชนะ ฝั่งมืดคือความชั่วก็จะพาฉันไปสู่ร่างที่ทุกข์ทรมานเบื้องล่าง ตั้งแต่สัตว์ต่างๆ อสูร ผี จนสัตว์ในนรก
ทุกๆชีวิตในโลก หนีไม่พ้นพลังของธรรมชาติอันนี้ ตราบได้ก็ตามที่ยังไม่ได้เป็นผู้วิเศษเต็มตัว

คราวนั้นฉันเกิดเป็นหมาถือเป็นการนำทางของพลังฝ่ายมืดสู่ร่างที่ทุกข์ยาก แต่ฉันก็ไม่ทิ้งนิสัยเดิมและพลังฝ่ายขาวก็ยังตามไปคุ้มครองอยู่ไม่น้อย
ฉันคิดอยู่สักพักก็เข้าใจว่า พวกหมาตามถนน ไม่สามารถเข้าไปในวังของพระราชาได้หรอก เพราะมีทหารป้องกันอยู่ตลอดกลางวันและกลางคืน มีแต่หมาที่พระราชาเลี้ยงไว้เองนั้นแหละต้องเป็นต้นเหตุให้พระราชาเข้าใจผิด
ฉันเป็นหัวหน้าหมาทั้งหมด ต้องรับผิดชอบและเสียสละเพื่อลูกน้องหมา ถ้าฉันไม่เสี่ยงชีวิตเข้าแลกก็คงไม่มีใครกล้า
ฉันหลับตาลง คิดถึงความดีที่เคยสะสมมาในอดีตนานแสนนานในชาติที่เกิดมานับไม่ถ้วน ทันใดนั้นก็มีพลังวิเศษมาปกคลุมรอบฉันในร่างหมา
วังของพระราชาช่างกว้างใหญ่ มีทหารยามเดินกันขวักไขว่ แต่ละคนถืออาวุธครบมือ เตรียมฆ่าฟันผู้บุกรุกที่เล็ดลอด
นายทหารคนหนึ่งมองเห็นฉันที่วิ่งเข้ามา เขาเงี้ยงดาบกะจะฟันร่างหมาให้ขาดสองท่อน กระแสพลังรอบตัวฉันเริ่มทำงาน
มันเป็นพลังที่เย็นที่สุด นิ่งและแข็งแกร่ง ภายในใจของนายทหารที่ลุกไหม้ด้วยพลังชั่วร้ายที่อยากจะฆ่าฟัน เมื่อปะทะกับพลังเย็นที่พุ่งตรงไปในขั้วหัวใจ แทรกผ่านจิตวิญญาญของเขา ร่างกายของนายทหารก็หยุดลง
เหมือนเครื่องจักรที่กำลังทำงานแต่ถูกตัดเชื้อเพลิง เขาหยุดชะงักลงแข็งนิ่งอยู่ตรงนั้น
โชคดี ทหารคนอื่นยังไม่สักเกตเห็น
ฉันวิ่งผ่านประตูวังเข้าไป ผ่านยามรักษาประตูทีละชั้นๆ โดยไม่มีใครสังเกตเห็นอีก ในที่สุดก็ถึงห้องที่พระราชาอยู่ ฉันแอบอยู่ใต้บัลลังก์ที่พระราชานั่ง
พวกทหารเห็นหมาอยู่ใต้บัลลังก์ก็กลัวความผิดที่ปล่อยสุขนัขให้เล็ดลอดเข้ามาถ้าเขตชั้นใน ก็โวยวายชี้ไปที่ใต้บัลลังก์ พระราชาก้มดูที่ใต้บัลลังก์
เมื่อพระราชาก้มดูใต้เก้าอี้ที่ประทับก็ตกใจเมื่อเห็นฉันนอนนิ่งอยู่ ฉันวิ่งออกมาข้างหน้าพระราชา

พลังความดีที่เย็นสงบเหมือนน้ำที่เย็นวิ่งไปกระทบในพระราชา พระราชาผู้ใจร้อนเกิดความรักความเมตตาขึ้นในใจแทน พระราชาสั่งให้ทหารที่กำลังวิ่งเข้ามาจับตัวฉันให้หยุด ฉันถามพระราชาว่า
“พระราชาท่านสั่งให้ฆ่าพวกหมาอย่างนั้นทำไม พวกเราทำอะไรผิด”
“อ้าวก็พวกหมามันกัดกินหนังที่รถแสนรักของเรา สั่งให้ฆ่าพวกมันก็สมควรแก่โทษแล้ว”พระราชาตอบ
“พระราชา ท่านรู้ได้อย่างไรว่าหมาในหมู่บ้านเพื่อนของเราเป็นผู้กัดกินหนังหุ้มรถของท่าน อยุ่ดีๆทำไมไปใส่ความ แล้วสั่งฆ่าพวกเราอย่างโหดร้าย”
พระราชาอึ้งไปเพราะไม่มีหลักฐาน
ฉันพูดต่อไปว่า “ท่านสั่งให้ฆ่าหมาทั้งหมดเลยหรือว่ามีพวกใดที่ยกเว้นไว้หรือป่าว”
พระราชาบอกว่า ท่านสั่งให้ฆ่าพวกหมาแต่ไม่ได้ให้ฆ่าหมาในวังที่เลี้ยงไว้เพราะพวกหมาพวกนี้ได้รับการสั่งสอนมาดีต้องไม่มากัดกินรถของท่านแน่นอน
“พระราชาท่านเป็นผู้ลำเอียงสั่งฆ่าผู้ไม่มีความผิดแล้วปล่อยให้ผู้ทำผิดลอยนวลอยู่ ท่านจะเป็นพระราชาผู้เที่ยงธรรมได้อย่างไร ถ้าท่านไม่เชื่อว่าเป็นหมาของท่านเองที่ทำผิดเรามีวิธีพิสูจน์”
“แค่ท่านเอาหญ้าขยำกับน้ำแล้วกรอกให้หมาพวกนั้นกินแล้วเราจะได้รู้ความจริง”
พระราชาสั่งให้ทหารทำตามที่ฉันบอกพอพวกหมาในวังกินหญ้าขยำกับน้ำเข้าไปก็อ้วกออกมาเป็นเศษหนังหุ้มรถของพระราชา

เมื่อความจริงปรากฏพระราชาก็สั่งไล่หมาพวกนี้ออกไปหมด พระราชาชื่นชมในความเสียสละและกล้าหาญของฉันมากจนสั่งให้เอาฉัตรเครื่องหมายของกษัตริย์มากางให้เราเป็นการแสดงความยกย่องสูงสุด
ฉันได้บอกวิธีการปกครองที่เป็นธรรม อันจะทำให้บ้านเมืองสงบสุขแก่พระราชาแล้วยกฉัตรคืนพระราชาไป
หลังจากนั้นเมืองทั้งเมืองก็อยู่กันอย่างมีความสุข พวกหมาได้รับการดูแลจากพระราชาอย่างสุขสบาย

นิสัยฝ่ายดีเป็นพื้นฐานที่ทำให้เราเข้าสู่ความเป้นผู้วิเศษในที่สุดในชาตินี้ แล้วสามารถสั่งสอนพวกเธอให้เข้าสู่ความเป็นผู้วิเศษเสมอกัน การท่องเที่ยวอันยาวนานของเราจะสิ้นสุดลงไม่ช้าในชาตินี้แล้ว




 

Create Date : 07 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 7 กรกฎาคม 2551 19:37:30 น.
Counter : 132 Pageviews.  

มัตราแห่งความยิ่งใหญ่ คือความนอบน้อมต่อสรรพสิ่งที่มีคุณ (นกยูงทอง)

ทุกวันในตอนเช้า  ฉันบินขึ้นบนยอดเขา ท่องมันตราแห่งพรหม ตาเล็กๆจ้องมองพระอาทิตย์สีทอง ที่กำลังขึ้นพ้นขอบฟ้า



>

“พระอาทิตย์ ผู้เป็นดวงตาของโลก
เป็นราชาผู้เดียวผู้มีผิวดั่งทอง
ส่องโลกให้สว่างเจิดจ้า
ข้าขอนอบน้อมพระอาทิตย์ผู้นั้น


ขอข้าผู้ได้รับความคุ้มครองจากท่าน
จงอยู่เป็นสุขปลอดภัยตลอดวัน
ข้าขอนอบน้อมต่อนักบวชผู้มีความเชี่ยวชาญในธรรม
ขอท่านทั้งหลายจงให้ความคุ้มครองข้า


ข้าขอนอบน้อมต่อผู้รู้แจ้งด้วยตนเอง
ขอนอบน้อมต่อหนทางสู่ความรู้แจ้ง
ขอนอบน้อมแด่ผู้หลุดพ้น
ขอนอบน้อมต่อหนทางสู่ความหลุดพ้น”


 ด้วยพลังแห่งมันตราที่ฉันท่องอย่างถูกวิธี ทั้งตอนเช้าก่อนออกอาหาร และหัวค่ำก่อนเข้ารัง เบื้องหน้าพระอาทิตย์ผู้ทรงพลัง ไม่มีใครในโลกนี้จับเราผู้เกิดเป็นนกยูงผู้มีขนเป็นทองผู้นี้ได้เลย


 
ในคืนที่เงียบสงัดคืนนั้นพลังแห่งธรรมชาติเล่นตลก พระราชินีนอนหลับสนิท ภาพฝันที่เหมือนจริงปรากฏขึ้น ต่อพระราชินี
 ทั้งๆที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน พระราชินีฝันถึงฉันผู้อาศัยร่างนกยูงทองในชาตินั้น เราทั้งสองพูดคุยกันอย่างถูกคอ ฉันได้บอกความลับแห่งธรรมชาติที่พระราชินีไม่รู้มาก่อน เป็นความลับที่ลึกซึ้งกินใจ ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ล่วงรู้ความลับนั้นมีความสุขตลอดนิรันดร์ ได้ทันจะพูดจบพระราชินีก็รู้สึกตัวตื่น
 พระราชินีกระสับกระสายอยากรู้ความลับแห่งธรรมชาติของนกยูงทอง จึงกราบทูลพระราชาถึงความฝันของตนเอง ขอให้พระราชาช่วยสืบหานกยูงทองผู้รู้ความลับแห่งธรรมชาติ


พระราชาป่าวประกาศไปทั่วเมืองเพื่อสืบหานกยูงที่มีขนสีทองตามพระราชินีผู้เป็นที่รักต้องการ จนกระทั่งนายพรานคนหนึ่งซึ่งเคยได้ยินจากพ่อของตนเองก่อนที่เขาจะตายลงว่ามีนกยูงทองอาศัยอยู่ในป่าลึกบนภูเขาที่คดเคี้ยวนอกเมือง
นายพรานขอเข้าเฝ้าพระราชา บอกเรื่องราวให้พระราชาฟังจนจบ ตามที่พ่อของตนเล่าไว้ก่อนตาย พระราชาจึงสั่งให้เขาออกเดินทางตามหานกยูงทองและจับตัวมาให้พระราชาให้ได้
นายพรานเมื่อได้รับคำสั่งก็เดินทางไปในป่า เที่ยวหานกยูงทองอยู่เป็นเวลานาน จนกระทั่งวันหนึ่งก็เจอนกยูงทองบนภูเขากลางป่าลึกตามที่ต้องการ
“วิธีที่จะจับนกยูงทองไปเป็นๆได้ ก็มีแต่เอาบ่วงวางล่อดักไว้ในที่ที่นกยูงทองต้องเดินผ่าน เวลานกยูงผ่านมาก็ชักบ่วงจับมา เราก็จะได้นกยูงทองไปให้พระราชา”นายพรานคิดอยู่ในใจ
ตลอดเวลาเจ็ดปีนายพรานใช้ความพยายามจับนกยูงทองนั้น ไม่ว่าจะนกยูงทองจะเผลอติดบ่วงแล้วก็ตาม บ่วงนั้นก็กลับหลุดออกเหมือนมีคนเอาดึงออก นายพรานไม่สามารถรู้ได้ว่าที่ไม่สามารถจับนกยูงทองได้เป็นเพราะพลังของมันตราแห่งพรหมที่คอยคุ้มครองนกยูงทอง


พรานไม่สามารถจับนกยูงทองได้ และตายลงในป่านั้นเอง
 พระราชาส่งพรานคนใหม่ไปจับนอกยูงทอง สองคน…..สามคน…..สี่คน กี่คนก็ตามไม่มีใครสามารถจับนกยูงทองตัวนั้นได้เลย
 เมื่อพระราชินีไม่ได้เจอกับนกยูงทองตามต้องการ ทุกวันก็เฝ้าคิดถึงความลับของนกยูงทองที่ค้างคาใจ ไม่ยอมกินอาหารจนผอมลงๆสุขภาพย่ำแย่ลง และตายลงในที่สุด
 “เพราะนกยูงทองนั้นเป็นต้นเหตุ เราจึงต้องเสียพระราชินีที่รักของเราไป” พระราชาคิด
 “เราจะต้องเอาชีวิตนกยูงทองนั้นมาให้ได้ ให้สมกับความแค้นที่เราต้องเสียพระราชินีที่รักของเรา”
  พระราชานำแผ่นทองคำสี่เหลี่ยมสลักข้อความลงไปว่า


“ในป่าลึกบนภูเขานอกเมือง เป็นที่อาศัยของนกยูงทองวิเศษ
ใครก็ตามได้กินเนื้อของมัน จะได้ความเป็นอมตะ”


พระราชานำแผ่นทองบรรจุไว้ในโถทองคำ เพื่อนคนรุ่นหลังเปิดอ่าน อยากเป็นอมตะ ก็ต้องพยายามจับนกยูงทองมาฆ่ากิน ถึงไม่ได้ฆ่านกยูงทองให้ตายด้วยมือตนเองก็ขอให้มันตายอย่างสมแค้น
เวลาผ่านไปหลายปีไม่มีใครสามารถจับนกยูงทองได้ พระราชานั้นก็แก่ลงและตายไปในที่สุด
พระราชาองค์ใหม่เมื่อขึ้นครองบัลลังก์ก็เปิดโถทองคำดูแล้วอยากเป็นอมตะ ก็ให้คนเที่ยวจับนกยูงมาให้ได้ รุ่นแล้วรุ่นเล่าไม่มีใครจับยูงทองตัวนี้ได้เลย
เวลาผ่านไป 700 ปี เข้าสู่รุ่นของพระราชาองค์ใหม่รุ่นหลานของหลานของหลานของพระราชาองค์เดิม เมื่อพระราชาเปิดโถก็ให้คนออกจับนกยูงเหมือนรุ่นก่อนๆ
นายพรานออกติดตามจับนกยูงทองหลายปีก็จับไม่ได้สักที เลยหยุดสังเกตพฤติกรรมของนกยูง จนเห็นว่าในเวลาเช้า นกยูงทองจะบินขึ้นบนยอดเขาท่องมันตราศักดิ์สิทธิ์แล้วจึงออกหาอาหาร ในเวลาเย็นนกยูงก็บินขึ้นบนยอดเขาท่องมันตราแล้วเข้าสู่ที่พัก
ต้องเป็นเพราะอำนาจของมันตราจึงทำให้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าไม่มีใครสามารถจับมันได้เลย ว่าแล้วพรานหนุ่มน้อยก็ออกจากป่าไปหานกยูงตัวเมียที่สาวสวย ฝึกให้มันร้องและเต้นระบำเมื่อนายพรานให้จังหวะปรบมือ
เมื่อฝึกนกยูงสาวแล้วก็เข้าไปในป่า ดักรอเวลาเช้าพอนกยูงทองบินขึ้นบนยอดเขา ให้ปรบมือทำจังหวะ นกยูงสาวก็ร้องเสียงหวานเต้นระบำอย่างสวยงาม



ความรักมันเป็นสิ่งที่เกาะกินใจแฝงอยู่ภายใน เมื่อความรักบังตาฉันในร่างของนกยูงก็ไม่ท่องมันตรา จิตใจร้อนรนแล้วบินไปหานกยูงสาว สุดท้ายก็ถูกนายพรานจับได้
เมื่อรู้ตัวว่าถูกจับได้ก็สายเกินไป พลังของมันตรามีอำนาจเพียงวันเดียวเท่านั้น เมื่อฉันไม่ได้ท่องมันตรา ก็ไม่มีพลังวิเศษคุ้มครอง บ่วงที่เคยหลุดออกทุกครั้งที่โดนจับ ครั้งนี้ยิ่งรัดแน่นไม่หลุด
นายพรานจับตัวฉันไปให้พระราชา
พระราชาดีใจมากเมื่อความเป็นอมตะอยู่ตรงหน้า แต่ก่อนที่จะเอาฉันไปฆ่ามากิน ก็จับฉันมาดูด้วยความสงสัยว่านกยูงธรมดาๆทำไมไม่มีใครจับได้ตลอด 700 ปี
เบื้องหน้าพระราชา ขนสีทองของฉันส่องประกายสว่างสวยงาม ทุกคนในที่นั้นมองด้วยความตะลึงในความงดงาม
“นกยูงทอง เจ้ารู้หรือเปล่าเมื่อเนื้อของเจ้าเป็นเนื้อวิเศษ เมื่อใครกินแล้วก็จะเป็นผู้อมตะ ในแผ่นทองคำเขียนไว้อย่างชัดเจน”พระราชาพูดขึ้น และพูดต่อไปว่า
“ เราดีใจมาก ต่อไปเราจะเป็นอมตะ”
ฉันไม่ได้หวาดกลัวความตายเพราะรู้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาของโลก แต่นึกละอายในอารมณ์ชั่ววูบที่ทำให้ถูกจับมาแบบนี้ ฉันเงยหน้าขึ้นมองพระราชาแล้วตอบกลับไปว่า
“เมื่อตอนฉันยังเล็ก เป็นนกยูงน้อยได้เห็นเงาตัวเองในน้ำ รู้ว่าฉันมีลักษณะงดงามเกินกว่านกยูงตัวใดๆ ขนก็มีสีทองสวยงามจับตา ฉันจึงหนีออกจากฝูงนกยูงป่า เพราะเกรงว่าฉันจะเป็นต้นเหตุให้ส่วนรวมเดือดร้อน เพราะความงามของฉัน และเข้าไปอาศัยในป่าลึกเพียงผู้เดียว”


“วันนี้ฉันโดนบ่วงทั้งสอง คือบ่วงกาม และบ่วงบาศ รัดไว้ถูกนายพรานจับมาให้ท่าน เมื่อท่านกินเนื้อของฉันท่านจะไม่ตายอย่างนั้นหรือ” ฉันถาม
พระราชาหยุดคิดพักหนึ่ง ฉันพูดต่อไปว่า
“เราเป็นเจ้าของเนื้อที่วิเศษยังตายเมื่อโดนฆ่า แล้วท่านมากินเนื้อของเราเฉยๆจะอยู่เป็นอมตะได้อย่างไร จริงๆแล้ว ที่เรามาเกิดในร่างนกยูงทองนี้มีสาเหตุ……”


ก่อนที่ฉันจะมาเกิดเป็นนกยูง เมื่อชีวิตหนึ่งของฉันสิ้นลง วงล้อของธรรมชาติก็หมุนอีกครั้ง ครั้งนั้นด้วยพลังแห่งความแสงสว่างปรากฏขึ้นในใจฉัน แล้วนำทางให้ฉันไปเกิดเป็นพระราชาปกครองเมืองแห่งนี้นี้เอง ฉันเป็นปู่ของปู่ของปู่ของปู่ ของเจ้า
ฉันรู้ดีว่าชีวิตพระราชามีอะไรที่เสี่ยงให้ทำชั่วตกไปอยู่ในอำนาจแห่งความมืดได้ง่าย ก็เร่งทำความดีสะสมเก็บบวก และขัดเกลาจิตใจเพื่อความขาวใส และปกครองชาวเมืองให้มีความสุข
กระบวนการทำงานวงล้อของธรรมชาติที่จะตัดสินการไปเกิดแต่ละครั้ง เหมือนการจับไพ่ที่เราไม่รู้หรอกว่าจะจับไพ่ใบไหนขึ้นมา
 ถ้าเรามีไพ่สีขาวมาก โอกาสที่จะจับได้สีขาวนั้นก็มีมาก ถ้ามีน้อยก็อาจจะจับได้ไพ่ดำ แต่ก็ไม่แน่ ขณะที่ไพ่ขาวมีมากแต่ดันไปได้ไพ่ดำก็ต้องยอบรับว่า เราเองเป็นคนสร้างไพ่ใบนั้นขึ้นเองและรับผลของมัน
วงล้อของธรรมชาติไม่เคยโกงใคร ภาพที่ปรากฏและสภาพของจิตใจในขั้นตอนการตัดสินนนั้นจะเป็นตัวชี้ว่าจะไปเกิดเป็นอะไร
ถึงฉันจะทำดีเก็บบวกไว้มากแต่เพราะความชั่วบางอย่างที่เคยทำ มันปรากฏขึ้นตอนนั้นพอดีฉันเลยต้องมาเกิดเป็นนกยูงแบบนี้


เพราะฉันสะสมพลังความดีมามากถึงเป็นนกยูงก็เป็นนกยูงที่มีขนเป็นทองสวยงามเช่นนี้ ท่านไม่ควรหลงเชื่อข้อความของคนไร้สติบนแผ่นทองคำ ถึงกินเนื้อเราก็ตายเปล่า และไม่เป็นอมตะเหมือนเดิม”


“เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าไม่หลอก ตอนนี้เป็นเวลาวิกฤต ธรรมดาใครใกล้ตายก็ต้องเอาตัวรอด ที่พูดมานี่เจ้าอาจโกหกเราก็ได้” พระราชาตอบ
“เมื่อตอนที่เราเป็นพระราชา เคยมีรถคันหนึ่งประดับด้วยเพชรแวววาว สามารถเหาะขึ้นบนฟ้าได้ ด้วยพลังวิเศษ ก่อนเราตายในชาตินั้น ฉันฝังมันไว้ในสระน้ำหน้าวังนี่เอง ท่านก็ให้ทหารขุดรถขึ้นมาก็จะรู้ความจริง”


พระราชาอยากรู้เลยสั่งให้คนวิดน้ำในสระออก แล้วขุดลงในดิน ขุดไปก็เจอรถที่นกยูงทองบอกจริงๆ
สุดท้ายพระราชก็ปล่อยฉันเป็นอิสระ และรีบสะสมบวกไปจนตลอดชีวิต


นกยูงทองในตอนนั้นก็คือฉันนี่เอง
และพระราชานั้นชาตินี้ก็มาเกิดเป็นใครสักคนในสำนักเรานี่เอง อาจารย์นั่งนิ่งไม่พูดอะไรต่อไป






Free TextEditor




 

Create Date : 08 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 19 พฤษภาคม 2551 21:26:18 น.
Counter : 161 Pageviews.  


waydhanar
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




ผมเป็นคนชอบกิน
ต้อง กินของอร่อยๆ
เลยเปิดร้านขนมอร่อย ที่มีแต่ของอร่อย
กินแล้วมีความสุข

ผมเป็นคนสนใจธรรมะ
เคารพธรรม
มีธรรมแล้วมีความสุข
เลยเขียนธรรมะให้อ่านง่ายๆ
ให้มีความสุขง่ายๆเหมือนผม
Friends' blogs
[Add waydhanar's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.