ท่องเที่ยวสุขใจ ไปไกลทั่วโลก
Group Blog
 
All Blogs
 
ตอนที่ 1 - ก่อนเข้าสู่วงการ

วัยอนุบาล

เดือนพฤศจิกายน ปี พุทธศักราช 2520 คืนวันที่ 21 ที่อากาศค่อนข้างจะหนาว พร้อมกับมีการประกาศเคอร์ฟิวโดยรัฐบาล พ่อพาแม่นั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ไปยังโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน เพราะแม่เจ็บท้องจะคลอด จนในที่สุด เมื่อเวลาราวตีสี่ เราก็ได้ลืมตาดูโลก

ชีวิตตั้งแต่เด็กจนโตเรียกได้ว่าเป็นคนเมืองโดยกำเนิด บ้านย่าที่เราอาศัยอยู่ใน่ช่วงขวบปีแรก ก็อยู่แถวๆสาทร จนพ่อแม่แยกตัวออกมาอยู่เองก็ยังคงอยู่แถบกลางใจเมืองเช่นเคย ใกล้วังเข้ามาอีกนิด นั่นคือแถวๆสะพานผ่านฟ้า

เราเรียนอนุบาลที่โรงเรียนแถวๆบ้าน ชื่อโรงเรียนสครีจุลนาค เราภาคภูมิใจในโรงเรียนเล็กๆแห่งนี้มาก เพราะเป็นที่ซึ่งสอนให้เรามีระเบียบวินัย ใช้ชีวิตแบบคนไทย (ที่บ้านเป็นคนไทยเชื้อสายจีน) ขึ้นตีกเรียนต้องถอดรองเท้า เช้าสวดมนต์ การเคารพผู้ใหญ่ ห้ามข้ามหนังสือ กราบหนังสือ ฯลฯ ถึงแม้จะเป็นเวลาเพียงแค่ 4 ปี ตั้งแต่เตรียมอนุบาลจนถึง ป.1 แต่เราก็มีความผูกพันกับโรงเรียนแห่งนี้มาก เรายังคงจำชื่อคุณครูประจำชั้นของเราได้ ไม่ว่าจะเป็นคุณครูเพ๊ญจันทร์ ครูลำปาง และที่ลืมไม่ได้คือ คุณครูอรทัย ซึ่งเป็นคุณครูที่เรารักและเคารพเป็นอย่างยิ่ง คุณครูอรทัยสอนอะไรเรามากมายเหลือเกิน เหมือนเป็นแม่อีกคนก็ว่าได้

แต่แล้ว พ่อก็ให้เราไปสอบเข้าโรงเรียนอีกแห่งหนึ่ง ก็เป็นความหวังดีของคนเป็นพ่อแม่ที่ต้องการให้ลูกได้สิ่งที่ดีที่สุด อันที่จริงเราควรจะไปเรียนต่อที่ใหม่ตั้งแต่ ป.1 แล้ว ก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุอันใด หรือเพราะความเข้าใจผิดอันใด ทำให้เราต้องเรียน ป.1 ที่โรงเรียน "สตรีจุลนาค" ก่อนแล้วก็ไปเรียน ป.1 ซ้ำอีกครั้ง ที่โรงเรียนใหม่ ซึ่งพ่อเราเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนนี้ และในปี 2527 นั่นเองเป็นปีที่เราได้ก้าวเข้าไปเป็น "ลูกม่วงทอง" แน่ล่ะ เราเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียน "กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย" ซึ่งก็อยู่บน "ถนนสาทร"

เด็กเรียนดีในวัยประถม

เราเป็นคนเรียนเก่งสมัยเด็กๆ เราได้ที่ 1 มาตั้งแต่อนุบาล จนถึง ป.2 เรารู้ ว่าพ่อกับแม่ภูมิใจในตัวของเรามาก ภูมิใจมากจนทำให้พี่สาวของเราเกิดอาการน้อยใจบ่อยๆ แต่พอเรียนจนถึง ป.3 เราก็ไม่ได้รางวัลเรียนดีอีกเลย เพราะเพื่อนๆเริ่มฉายแววความเก่งกาจออกมากันทีละคนสองคน ในสมัยประถมเราชอบเรียนคณิตศาสตร์ ถึงจะไม่ได้เก่งที่สุดในรุ่น แต่ก็ไม่เกินอันดับ 3 ได้เป็นตัวแทนไปแข่งขันคณิตศาสตร์ระดับประเทศด้วย แต่พลาดรางวัลไป

นอกจากคณิตศาสตร์แล้วเรายังชอบภาษาอังกฤษ นับว่าเป็นความได้เปรียบของเราที่ได้เรียนในโรงเรียนเอกชนที่มีการสอนภาษาอังกฤษตั้งแต่ ป.1 ต่างกับโรงเรียนรัฐบาลที่สมัยเริ่มเรียนภาษาอังกฤษกันตอน ป. 5 แต่สิ่งที่จะดูขัดแย้งกันมากเลยก็คือ เราชอบภาษาไทย ชอบมาก ได้เป็นตัวแทนไปแข่งขันคัดลายมือ อ่านออกเสียง อ่านทำนองเสนาะ แต่ความชอบไม่ได้ทำให้เราได้คะแนนดีเลิศ เพราะเราไม่ชอบเรียนการใช้ภาษาหรือว่าหลักภาษาอะไรพวกนั้น เราชอบแค่ความสวยงามของภาษาไทย การเรียนในวัยประถมก็อยู่ในระดับที่ดีมาก สร้างความภาคภูมิใจให้กับพ่อแม่มาโดยตลอด เรามีความฝันว่าเราอยากเป็นหมอ

มัธยม เรียนตก เพราะหมกมุ่นกับกิจกรรม

ขึ้นมัธยม การเรียนของเราไม่ได้พัฒนาขึ้น ในขณะที่เพื่อนๆเริ่มแซงหน้า หลายคนเริ่มมีความโดดเด่นขึ้นมาในแต่ละวิชา ส่วนเรามันประเภทเรียนได้หมด แต่ไม่ได้เก่งสุด จะมีก็แต่ภาษาอังกฤษที่ชอบมากเป็นพิเศษ เรายังคงเรียนเลขได้ เรียนวิทยาศาสตร์ได้ แต่เราชักไม่อยากเป็นหมอแล้วสิ เราเริ่มอยากเรียนวิศวะ ตามกระแสในยุคนั้น เพราะเห็นว่าเรียนจบมาจะได้รวยๆมีเงินเยอะๆ

เราจบ ม.3 ด้วยผลการเรียนอันดับ 10 ของรุ่น ทำให้เราได้ทุนเรียนฟรีในระดับ ม.ปลาย และแน่นอน เราเลือกเรียน สายวิทย์-ชีวะ เพราะยังเผื่อว่าจะผันตัวสอบหมอได้ด้วย ถ้าไม่เรียนชีวะก็สอบหมอไม่ได้สิ ท่ามกลางเสียงคัดค้านของอาจารย์ที่เรารู้จักหลายๆคน ที่แนะนำว่าเราควรเลือกเรียนสายศิลป์มากกว่า เพราะท่านเห็นเราถนัดทางด้านภาษามากกว่า แต่ว่า เราก็เลือกสายวิทย์ ส่วนหนึ่งเพราะเห็นว่ามันดูดีกว่าสายศิลป์ และอีกสาเหตุคือ พ่อแม่เราอยากให้เรียนสายวิทย์

ช่วงนั้นเราเริ่มรู้จักกับ "ตลาดหุ้น" ผ่านทางโทรทัศน์ ที่บ้านเราเป็นห้องแถว 2 ชั้น ในตอนนั้นมีเพียง 1 คูหา (มาเพิ่มเป็น 2 คูหาตอน ม.ปลาย) ทุกคนในบ้านจะกินข้าวเย็นพร้อมหน้าพร้อมตา พร้อมกับเปิดโทรทัศน์ดูไปด้วย ซึ่งเราก็ได้ดูข่าวในก็เห็นมีคนไปเคาะๆเขียนๆอะไรบนกระดานก็ไม่รู้ ใส่เสื้อสูทสีดำบ้าง น้ำเงินบ้าง มีตัวเลขอยู่กลางหลัง โบกมือโบกไม้ โดยทียังไม่รู้เลยว่า "ตลาดหุ้น" คืออะไร?

ม.ปลาย เป็นช่วงที่เราผันตัวเองจากนักเรียน มาเป็น นักกิจกรรม เราได้เข้าทำงานในสภานักเรียนของโรงเรียน จนท้ายที่สุดตอน ม.6 เราได้เป็นประธานสภาด้วยนะ แต่การทำกิจกรรมมากทำให้เราเรียนตามเพื่อนไม่ค่อยทัน เพราะต้องลาเรียนบ่อย จนทำให้การเรียนย่ำแย่ โดยเฉพาะวิชา เคมี ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ แต่เรายังคงเรียนได้ดีในวิชา ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และชีววิทยา

การตัดสินใจเลือกเรียนบริหาร

ในระยะนั้น มีคนมาเสนอพ่อให้รับหนังสือพิมพ์ "กรุงเทพธุรกิจ" ที่บ้าน พ่อเห็นว่าราคาไม่แพงไปกว่า "ไทยรัฐ" ที่รับอยู่เป็นประจำเท่าไรนัก เล่มหนาดี มีข่าวให้อ่านเยอะ แถมยังสามารถเก็บไปชั่งกิโลขายคืนเป็นเงินมาได้เยอะกว่าไทยรัฐเสียอีก เลยตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิก ซึ่งพ่อหารู้ไม่ว่า นั่นคือจุดเริ่มต้นให้เราสนใจเรื่องการเงิน เศรษฐกิจ เราเริ่มอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจ รู้เรื่องราวเศรษฐกิจ (แต่ยังไม่รู้ความหมายเท่าไหร่ เพราะยังไม่ได้เรียน) และได้เปิดดูตารางหุ้นด้วย ซึ่งเราให้ความสนใจกับมันเป็นอย่างมาก และค่อนข้างอยากรู้อยากเห็นว่ามันคืออะไร ช่วงนั้นเราได้เริ่มดูข่าวเกี่ยวกับหุ้น ชอบดูตอนมีคนมาวิเคราะห์ ดูไปงั้น เพราะไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร รู้แต่เออนะ มีหลายบริษัทที่เรารู้จักอยู่ในตลาดหุ้นด้วย อย่างเช่น เงินทุนเอกธนกิจ ที่เป็นลูกค้าของที่บ้าน

ด้วยความสนใจทางด้านธุรกิจเข้าให้ ทำให้เราเปลี่ยนใจอยากเอ็นทรานซ์เข้าเรียนบริหารธุรกิจ ตอนนั้นทะเลาะกับพ่อจนพ่อไม่ยอมคุยกับเราไป 3 วัน เพราะพ่อยังคงยืนยันอยากให้เราเรียนหมอหรือวิศวะ ท่านได้ต่อรองขอให้เราเรียนวิศวะให้จบก่อนแล้วค่อยต่อโทบริหาร แต่เราเป็นคนที่มีความคิดว่า นี่คือชีวิตของเรา เราอยากเลือกของเราเอง จนในที่สุดพ่อก็ต้องยอม

เอาล่ะสิ ทำยังไงดี เรียนสายวิทย์มา ก็ต้องเอ็นทรานซ์เข้าโดยวิชาของสายวิทย์ แต่เราเรียนเคมี ฟิสิกส์ คณิต ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย เราจะเอ็นท์ติดไหม? นั่นทำให้เรากลัวการเอ็นท์เป็นอย่างมาก เราเลือกที่จะไปสอบ ABAC ด้วย ทั้งๆที่เราเป็นคนที่แอนตี้มหาวิทยาลัยแห่งนี้มาก แต่เรามีแรงผลักดันที่ต้องไปสอบที่นี่ เพราะพี่สาวของเราก็เคยเรียนที่ ABAC แต่เรียนไม่จบ เราให้เรารู้สึกว่า เราอยากเขาไปลอง แล้วจะต้องเรียนให้จบ เพื่อเป็นการแก้แค้นให้พี่สาว (คิดอย่างนั้นจริงๆ)

และแล้วเราก็หนีการเอ็นทรานซ์ โดยตัดสินใจไม่เข้าสอบวิชา ฟิสิกส์ ด้วยเหตุที่ว่า เรากลัวเอ็นท์ไม่ติด และอีกอย่างคือ ในเมื่อเราอยากเรียนบริหาร ที่เป็นภาษาอังกฤษ เอแบคก็เป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง เราจึงเลือกอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะเรียนที่นี่ โดยไม่เอ็นท์แล้วท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของแม่ ท่านก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอาลูกคนนี้ ที่มีความเป็นตัวของตัวเองเข้าขั้นมากเกินไป เราก็เข้าใจนะเพราะพ่อแม่ก็ต้องการเอาไปอวดใครต่อใครเวลาลุกเอ็นท์ติด และมันก็คงไม่รู้จะพูดกับใครยังไงว่าลูกไม่ยอมเอ็นท์

อย่างไรก็ตามเราก็ไม่ได้ทำให้ท่านภาคภูมิใจในตัวเราน้อยลง เราชดเชยการไม่เอ็นทรานซ์ด้วยการสอบติด บริหารภาคภาษาอังกฤษ ม.ธรรมศาสตร์ ด้วย ซึ่งที่นี่สอบเข้ายากมาก เราเลยถือว่านี่เป็นการชดเชยกันได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ และที่น่ายินดีกว่านั้น เพื่อนสนิทของเราโทรมาบอกว่า "แกได้ทุนเรียนฟรี ABAC ว่ะ" อ้าว เราก็เป็นงง เลยขอไปดูด้วยสายตาตัวเอง ก็จริงนั่นล่ะ เราได้ทุนจากการที่เราทำข้อสอบตอนสอบเข้าได้เกิน 80% ซึ่งมีคนได้ทุนประมาณ 20 กว่าคน นั่นก็ทำให้ทั้งเราและพ่อแม่รู้สึกภูมิใจ ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าเราต้องเลือกระหว่าง ม.รัฐ ที่เป็นที่หมายปองของใครต่อใคร และ ม.เอกชน ที่เราจะได้เรียนฟรี แล้วท้ายที่สุด เราก็ตัดสินใจเลือกเรียนฟรีที่ ABAC เพราะบ้านเราไม่ใช่บ้านที่มีฐานะร่ำรวย การช่วยพ่อแม่ประหยัดได้ก็นับเป็นสิ่งที่ดี

เข้าสู่พื้นฐานการลงทุน

เริ่มเรียนในมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ความรู้สึกที่เคยแอนตี้สถานที่แห่งนี้ก็ค่อยๆคลายลงไป ได้รู้จักกับเพื่อนๆ แล้วก็มีเพื่อนสนิทอยู่กลุ่มหนึ่งที่ยังคงติดต่อกันอยู่จนถึงทุกวันนี้ แม้จะเป็นกลุ่มเล็กเพียง 7 คนก็ตาม ความต่างของมหาวิทยาลัยของรัฐกับเอกชนก็อยู่ตรงนี้ ม.เอกชน เราไม่ได้เรียนไปพร้อมๆกัน แล้วแต่ว่าใครจะเลือกตารางเรียนแบบไหน ก็แยกย้ายกันไปเรียน

การเรียนที่นี่ค่อนข้างไปได้ด้วยดี ด้วยความที่อยากจบเร็วๆ เราจึงเลือกเรียนแบบเต็มที่ ลงเทอมละ 7 ตัว ซัมเมอร์ก็ลงอีก 3 ตัว ทำให้เราเรียนเลยรุ่นเดียวกันไปจนต้องเข้าไปนั่งเรียนกับรุ่นพี่ เพราะเราต้องการเรียนจบใน 3 ปีครึ่ง ในช่วงแรก แน่นอนว่าหลักสูตรย่อมจัดให้เรียนวิชาพื้นฐานของทุกเมเจอร์ ตอนนี้ล่ะ ที่เราเริ่มรู้ตัวแล้วว่า สิ่งที่เราอยากจะเรียนและอยากไปทำงานในอนาคตก็คือด้าน "การเงิน" เราเรียนวิชาพื่้นฐานของเมเจอร์ต่างๆได้ A ทุกวิชา แต่เราชอบวิชาของ Finance กับ Accounting มากที่สุด ดังนั้นเราจึงตัดสินใจเลือกเข้าเมเจอร์ Finance แล้วก็กะจะจบ 2 เมเจอร์คือจะเอา Accounting ด้วย จึงต้องพยายามเลือกวิชาที่สองเมเจอร์เรียนเหมือนๆกัน ส่วนวิชาเลือกเสรีทั้งหมดเราไม่ได้เรียนสบายๆเหมือนคนอื่น เพราะเราต้องเอาไปลงวิชาของ Accounting หมด

ช่วงที่เรียนวิชาทาง Finance นั้น เราได้พยายามเก็บเกี่ยวทุกๆเรื่องของสาขาวิชาด้านนี้ เพื่อดูว่า ตัวเราเองชอบอะไร และอยากออกไปทำงานอะไร และตอนเรียนวิชา Investment อาจารย์ให้ทำรายงานคู่กับเพื่อน เราเลือกที่จะทำรายงานเกี่ยวกับเรื่อง Technical Analysis ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ทำให้เราได้รู้จักกับการวิเคราะห์หุ้น เราต้องหาหนังสือเกี่ยวกับ Technical Analysis มาเพื่อทำรายงาน ได้รู้จักกับ Dow Theory และ Chart Pattern ต่างๆ ซึ่งเรามองว่า ก็สนุกดีนะ แต่ในเวลานั้น ยังไม่ได้คิดว่าตัวเองจะต้องมาทำงานเกี่ยวกับหุ้น ความใฝ่ฝันตอนนั้น อยากเป็นนายแบงก์

เริ่มค้นพบตัวเอง

อย่างที่กล่าวมาแล้ว ว่าเราเลือกเรียน 2 เมเจอร์ โดยเลือกเรียนวิชาของ Accounting ซึ่งเราได้วางแผนการลงเรียนวิชาต่างๆ ถ้าทำได้ตามแผน เราจะเป็นนักศึกษาคนแรกที่จบ 2 เมเจอร์ได้ในเวลา 3 ปีครึ่ง

แต่แล้วความฝันของเราก็ต้องพังทลายลง เมื่อเราเช็คกับทาง Admin ของมหาวิทยาลัย เขาบอกว่า ทางมหาวิทยาลัยไม่มีนโยบายให้จบ 2 เมเจอร์ ถึงเก็บวิชาครบ แต่เวลาออกใบ Transcript ก็จะออกว่าจบเพียงเมเจอร์เดียว ตอนนั้นเราถึงกับเซ็ง เพราะมันเป็นปี 4 เทอม 1 ซึ่งเป็นเทอมสุดท้ายของเรา ซึ่งเป็นเทอมที่เราต้องออกค่าเรียนเองแล้วด้วย (ABAC ให้ทุนสำหรับจบเมเจอร์เดียว คือ 142 หน่วยกิต ถ้าเรียนเกินกว่านั้นต้องออกเอง) เราไม่อยากให้พ่อแม่ต้องมาออกเงินมากมาย ในเทอมนั้นเราจึงเลือกเรียนแค่ 3 วิชา ที่มันพอจะทำให้เราจบได้ แล้วก็ลงเป็นภาคค่ำทุกตัว เพราะเรามีแผนการใหม่ คือเราอยากจะฝึกงาน

พ่อของเพื่อนในกลุ่มของเราคนหนึ่ง ทำงานอยู่ในบริษัทหลักทรัพย์ S-ONE หรือเอกธำรง (ขอเอ่ยชื่อเพราะปัจจุบันบริษัทนี้ไม่มีแล้ว เพราะถูกแปลงสภาพเปลี่ยนผู้ถือหุ้น เปลี่ยนชื่อไปเป็น KGI) เราขอให้เขาช่วยเหลือหาที่ให้เราฝึกงาน ซึ่งเขาก็หาให้เราได้ แต่มีเงื่อนไขว่า ไม่มีการจ่ายค่าจ้าง เพราะทางบริษัทไม่มีนโยบายฝึกงาน นี่เป็นกรณีพิเศษ มีหรือ ที่เราจะ "ไม่ยอม" เพราะเราต้องการการประสบการณ์ เงินทองไม่ใช่เรื่องสำคัญอยู่แล้ว นั่นจึงทำให้เราได้เข้าไปฝึกงานใน "สถาบันวิจัย" หรือเรียกกันทั่วไปว่าฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ ของ S-ONE

การเข้าไปฝึกงานแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆเพียง 3 เดือน มันทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง หัวหน้าฝ่ายวิจัยตอนนั้นคือ คุณมาริษ ท่าราบ ซึ่งเป็นคนที่เก่งและมีความสามารถคนหนึ่ง พี่ๆนักวิเคราะห์หลายคนที่เราได้ร่วมงานด้วยในขณะนั้น ตอนนี้ออกทีวีกันเป็นว่าเล่น ไม่ว่าจะเป็น พี่พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ หรือ พี่อุสรา วิไลพิชญ์

อย่าคิดว่าการเป็นเด็กฝึกงานจะต้องไปนั่งถ่ายเอกสาร ชงกาแฟแบบนั้นนะ การฝึกงานที่นี่ ถึงแม้จะมีงานที่ต้องทำประจำเพียงไม่มากนัก แต่ถ้าเราอยากได้ความรู่้อะไร ก็สามารถถามจากพี่ๆในนั้นได้เลย บอกได้เลยว่าเรางงมาก หลายๆอย่างมันต่างจากที่เราเรียนมาเหลือเกิน และที่นั่นก็เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่เราได้เห็นหน้าจอการซื้อขายหุ้นของจริง และก็ได้เห็นโปรแกรม Bisnews ซึ่งใช้ดูข่าวและขีดกราฟ จำได้เลยว่ามีอยู่วันหนึ่ง หุ้น KTB ถูกทำราคาปิด ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ดันราคาขึ้นไป 1 บาท เราเห็นพี่ๆในแผนกฮือฮาและวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้กันเหลือเกิน แต่เราก็งงๆ มันน่าตื่นเต้นตกใจขนาดนั้นเหลยหรือ??

ฝึกงานจนใกล้ถึงวันสอบก็ต้องเลิก ได้ใบรับรองการฝึกงานมา จบ ABAC ในเวลา 3 ปีครึ่ง ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.68 จากนั้นเราก็ขอพ่อแม่ไปเรียนต่อเมืองนอก ถือว่าเป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกไม่ดีมากๆ เพราะรู้อยู่แล้วว่าการไปเรียนเมืองนอกต้องใช้เงินมาก ถึงแม้จะเป็นประเทศออสเตรเลียก็ตาม ก็คงต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 5 แสนบาท พ่อแม่เราก็ยอมให้เราไป เราเองตั้งความหวังเอาไว้สูงมาก ว่าถึงเราจะใช้เงินพ่อแม่ไปก่อน แต่เราจะตั้งใจเรียนกลับมา ได้งานทำดีๆ เราเชื่อว่าเราจะคืนเงินส่วนนี้ให้กับพ่อแม่ได้ และการจบเมืองนอกมาน่าจะทำให้เราได้เริ่มงานด้วยเงินเดือนที่สูงกว่าปกติ

เราไปเรียนต่อที่ University of Wollongong ประเทศออสเตรเลีย หลายคนบอกว่าเด็ก ABAC ไปเรียนต่อที่นี่ได้เพราะเขามีความร่วมมือกันอยู่ จริงๆแล้วไม่ใช่ เดี๋ยวนี้มาตรฐานภาษาอังกฤษของเด็ก ABAC ต่ำลง ทำให้ทาง Uni of Wollongong ไม่ยอม เด็กทุกคนต้องสอบ TOEFL หรือ IELTS ให้ได้ตามเกณฑ์ จึงถือว่าไม่มีสิทธิพิเศษสำหรับเด็ก ABAC อีกต่อไป หลายคนอาจบอกว่ามหาวิทยาลัยนี้กระจอก แต่ก็ไม่ใช่อีกนั่นล่ะ เพราะเขาเป็นมหาวิทยาลัยในกลุ่มอันดับ 6-10 ของที่นั่น ซึ่งมีชื่อเสียงในระดับดีทีเดียว แต่โอกาสจะขึ้นไปติด 1-5 คงยาก เพราะพวกนี้เป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่เขาสั่งสมชื่อเสียงมากนาน ถ้าเปรียบบ้านเราแล้วก็เป็นพวก จุฬา ธรรมศาสตร์ เกษตร นั่นล่ะ

การเรียนที่ออสเตรเลีย ใช้ระบบอังกฤษ เรียนปริญญาโทจบได้ในปีเดียว ถ้าเรามีพื้นฐานตรงมาทางด้านนั้น เราเลือกเรียน Master of Banking แต่ว่าทางมหาวิทยาลัยมีอันต้องขอยกเลิกปริญญาด้านนี้ เนื่องจากไม่มีคนลงเรียน เราจึงได้รับปริญญา Master of Commerce (Finance) มาแทน การเรียนที่นั่นเป็นเวลา 10 เดือน เราใช้เงินอย่างประหยัดมาก แต่ก็ยังเป็นเงินถึงราว 6 แสนบาท พ่อแม่มีโอกาสได้ไปเที่ยวออสเตรเลียระหว่างที่เราเรียนอยู่ที่นั่นครั้งหนึ่ง เราเรียนจบกลับมาเมืองไทยในเดือน พ.ย. ปี 2000 และเริ่มหางานทันที ไม่มีเวลาพัก เพราะแม่บอกเราว่า ระหว่างที่เราไปเรียนที่นั่น ทุกคนในบ้านกินข้าวกล่องกันแทบจะทุกมื้อ เพราะต้องการประหยัด แม่บอกกับน้องว่า รอให้เรากลับมาก่อนนะ เราจะได้ทำงานมีเงินเดือน ที่บ้านจะได้สบายขึ้น

และแล้ว เราก็ได้งานในเวลาไม่นานนัก และนับจากนี้ไปจะเป็นจุดเริ่มต้นของความตกต่ำจนถึงขีดสุดของชีวิต

หลายคนอ่านมาถึงจุดนี้อาจรู้สึกว่า มันไม่เห็นมีสาระอะไร เหมือนมาเล่าประวัติว่าตัวเองเก่งอย่างนู้นอย่างนี้ แต่มันจำเป็นต้องเล่าก่อน เพราะอยากให้ลองคิดดูว่า ตั้งแต่เด็กจนเรียนจบ เราภาคภูมิใจกับตัวเราเองมากแค่ไหน คนที่ประสบความสำเร็จทางด้านการเรียนมาโดยตลอด นำความภาคภูมิใจมาสู่พ่อแม่ได้ตลอด อีกทั้งยังเป็นความหวังสูงสุดของครอบครัว แต่แล้วนับจากนี้อีกเพียง 2 ปีครึ่ง เรากลับกลายเป็นหนี้ถึงราว 8 ล้านบาท พร้อมกับความคิดที่จะฆ่าตัวตายหนีปัญหา

และนับจากนี้ไปจะเป็นปฐมบทของความบัดซบของชีวิตคนคนหนึ่ง ที่ทำตัวเองให้ลงไปสู่จุดตกต่ำของชีวิตด้วยการ "เล่นหุ้น"


Create Date : 27 สิงหาคม 2553
Last Update : 23 เมษายน 2554 5:41:41 น. 25 comments
Counter : 1452 Pageviews.

 
เข้ามาติดตามครับ

ผมกำลังก้าวเข้าสู่วงการเหมือนกัน...ไม่อยากดับก่อนเกิดครับ

จะมาขอความรู้ด้วยคงไม่ว่าไรนะครับ..

ข้าน้อยขอคาระวะและฝากตัวเป็นศิษย์กับผู้พี่ครับ
Peter


โดย: CEO นิ้วก้อย วันที่: 27 สิงหาคม 2553 เวลา:1:08:15 น.  

 
รอฟังต่อเหมือนกันค่ะ


โดย: piggy IP: 119.31.49.229 วันที่: 27 สิงหาคม 2553 เวลา:10:11:09 น.  

 


โดย: นนนี่มาแล้ว วันที่: 27 สิงหาคม 2553 เวลา:10:12:47 น.  

 
น่าติดตามอยากอ่านต่อ กรุณานะครับ ขอบคุณ


โดย: ฐา ศรแดง IP: 113.53.42.43 วันที่: 27 สิงหาคม 2553 เวลา:16:17:19 น.  

 
หลงทาง / เข้ามาฟังครับ...
บ้านผมอยู่สี่พระยา...ตอนหนุ่ม ๆ ผมไปแถวถนนสาทร..บ่อย มาก ๆ....ถึง..มากที่สุด...
ผมไปทำไมรู้ป่ะ....
ผมไปหาหมอเพียร...ที่โรงพยาบาลบางรักครับ...
ไปจนหมอจำหน้าได้..555..
อยากเล่าต่อ...แต่ / ไม่เอาดีก่า..หุหุ



โดย: เล้ง IP: 124.122.168.109 วันที่: 27 สิงหาคม 2553 เวลา:19:39:08 น.  

 
ติดตามอ่านต่อค่ะ


โดย: จิตใส พาสุข IP: 110.164.167.201 วันที่: 27 สิงหาคม 2553 เวลา:22:25:00 น.  

 
รออ่านตอนต่อไป


โดย: ศิษย์ สจ รุ่นเดอะ IP: 10.90.6.15, 202.28.181.7 วันที่: 22 กันยายน 2553 เวลา:18:37:50 น.  

 
รออ่านตอนต่อไป


โดย: ศิษย์ สจ รุ่นเดอะ IP: 10.90.6.15, 202.28.181.7 วันที่: 22 กันยายน 2553 เวลา:18:38:06 น.  

 
รออ่านตอนต่อไป


โดย: ศิษย์ สจ รุ่นเดอะ IP: 10.90.6.15, 202.28.181.7 วันที่: 22 กันยายน 2553 เวลา:18:38:25 น.  

 
รออ่านตอนต่อไป


โดย: ศิษย์ สจ รุ่นเดอะ IP: 10.90.6.15, 202.28.181.7 วันที่: 22 กันยายน 2553 เวลา:18:40:59 น.  

 
เยี่ยมครับ...
แนวคิด การเรียบเรียง...
คารวะ...


โดย: SUDDUM IP: 124.121.99.85 วันที่: 24 กันยายน 2553 เวลา:5:18:54 น.  

 
เธ—เธณเน„เธกเธ–เธถเธ‡เธ„เธดเธ”เธงเนˆเธฒเน€เธเนˆเธ‡เธญเธฐเธ„เธฑเธš เธˆเธšเนเธ„เนˆเธกเธซเธฒเธฅเธฑเธขเธซเน‰เธญเธ‡เนเธ–เธงเธ—เธฑเน‰เธ‡เนƒเธ™เน„เธ—เธขเนเธฅเธฐเธ•เนˆเธฒเธ‡เธ›เธฃเธฐเน€เธ—เธจ เธ‡เธ‡?? เธญเธฒเธˆเธˆเธฐเน€เธˆเนŠเธ‡เน€เธžเธฃเธฒเธฐเธ„เธงเธฒเธกเธฃเธนเน‰เน„เธกเนˆเธžเธญเธฃเธถเธ›เนˆเธฒเธง


โดย: Intania Chula IP: 203.148.162.196 วันที่: 15 ธันวาคม 2553 เวลา:16:26:18 น.  

 
รออ่านต่อนะคะ
ส่วนตัว ตอนนี้เรียนอยู่ abac เรียนไม่ได้เก่งอะไร ตอนนี้กำลังลังเลในการเลือกเมเจอร์อยู่คะ ระหว่าง Finance กับ Account
อยากอ่านต่อคะ


โดย: 521**** IP: 124.120.105.61 วันที่: 22 มกราคม 2554 เวลา:0:31:26 น.  

 
รออ่านอยู่นะครับพี่


โดย: ab IP: 124.120.17.79 วันที่: 31 มกราคม 2554 เวลา:23:09:27 น.  

 
เห็น ออเดอร์การเทรดของพี่แล้ว

บอกได้คำเดียวสุดยอดครับ!!!


โดย: ab IP: 124.120.81.106 วันที่: 1 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:9:53:12 น.  

 
เรียบเรียงได้น่าติดตามมากค่ะ

ความจำดีมากๆๆ
อืมไม่ใช่สิ ระบบความคิดดีมากๆ
ชื่นชมค่ะ


โดย: ตัวน้อย IP: 183.89.118.252 วันที่: 8 มีนาคม 2554 เวลา:17:25:37 น.  

 
น่าสนใจ....


โดย: PIMMIE IP: 202.28.248.46 วันที่: 9 มีนาคม 2554 เวลา:12:35:32 น.  

 
รออ่านด้วยคนค่า

รีบๆๆมาเล่าต่อน๊า

^_______^


โดย: น้องนู๋ GaZib IP: 58.8.116.104 วันที่: 4 เมษายน 2554 เวลา:17:14:30 น.  

 
ผมก็จบ สตรีจุลนาค เหมือนกัน ครับ
ตั้งแต่ อนุบาลถึง ป.6


โดย: ลงทุนด้วยใจ IP: 125.24.43.14 วันที่: 23 เมษายน 2554 เวลา:8:31:30 น.  

 
คุณ ลงทุนด้วยใจ

อย่างนี้ก็แสดงว่าบ้านอยู่ใกล้ๆกันล่ะครับ แต่ตอนนี้ผมย้ายแล้วครับ ที่โน่นพ่อกับแม่ยังอยู่ครับ


โดย: wattanac วันที่: 23 เมษายน 2554 เวลา:19:42:11 น.  

 
มีแอบซึ้งด้วยครับเพ่ น้ำตาคลอเลย


โดย: Thamma IP: 180.180.119.245 วันที่: 13 พฤษภาคม 2554 เวลา:13:24:05 น.  

 
จบ โรงเรียน สตรีจุลนาค เหมือนกัน ค่ะ เรียนตั้งแต่อนุบาลจนถึง ป 6 ยังคิดถึงวัยเด็ก ๆ เรียนตั้งแต่ สองขวบครึ่ง จนจบ ป6 จนตอนนี้ก็อายุสามสิบเอ็ดแล้ว


โดย: ชนิดา IP: 110.49.248.165 วันที่: 16 กันยายน 2554 เวลา:12:11:21 น.  

 
ต้องบริหารเงินให้เปงครับ เล่นตัวที่มี"ปัจจัยพื้นฐานที่ดี" คนที่เล่นโดยไม่ศึกษาก่อนก้อเป็นหลุดพลางได้ง่ายๆ ดังคำที่ว่า"การลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรศึกษาก่อนการลงทุน" อย่าไปเล่นตัวใดตัวนึงควรที่จะเล่นหลายๆตัวเพื่อลดความเสื่ยงถ้าจะให้ดีเล่นต่างอุตสาหกรรมไปเลย แล้วคุณจะมีความสุขเมื่อคุณเล่นเป็น^^


โดย: pong IP: 171.4.39.119 วันที่: 16 กันยายน 2554 เวลา:18:03:41 น.  

 
อยากอ่านต่อมาก อ่านต่อ ได้ที่ไหนคะ


โดย: เอม IP: 115.67.6.41 วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:18:58:01 น.  

 
เปนเด็กเอแบคเหมือนกันคะ
รออัพอยู่นะคะ อยากทราบเรื่องต่อมากๆเลย :}


โดย: over the rainbow IP: 125.24.211.146 วันที่: 21 ตุลาคม 2556 เวลา:15:35:55 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

wattanac
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




Friends' blogs
[Add wattanac's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.