ป่วยไข้ - ลุงปัน - ปางตาย
วันนี้อากาศขมุกขมัวแต่ไม่มีลม ควันธูปหน้าพระรูปพระราชบิดาบริเวณตึก72ปีโรงพยาบาลศิริราชลอยขึ้นสู่เบื้องบนช้าๆ นักศึกษาแพทย์กลุ่มใหญ่กำลังเดินออกจากลิฟต์ชั้น1ของตึกสยามินทร์ พวกเขาเดินตามอาจารย์หมอเพื่อไปช่วยตรวจที่แผนกผู้ป่วยนอก ทุกคนสงบเสงี่ยมในชุดเสื้อคลุมยาวสีขาว อนาคตของสุขภาพชาวไทยฝากไว้กับหัวกะทิเหล่านี้ แพทย์ในชุดเสื้อฟอร์มสีขาวเดินกันอย่างรีบเร่ง แลดูจะรู้สึกถึงความเอาใจใส่คนไข้ ผู้คนจึงหลั่งไหลกันมารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราชด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธา
เสียงคนไข้คุยกันเบาๆ ส่วนใหญ่คงพูดกันเรื่องสุขภาพ นางบังอรวัยเกือบห้าสิบปีกำลังนั่งรอตรวจที่ห้อง 101 ศัลยศาสตร์ สัปดาห์ก่อนเธอเป็นพยาบาลแต่วันนี้เธอเป็นคนไข้ไปแล้ว ถึงเธอจะป่วยแต่เธอก็ยังมีรอยยิ้มบนใบหน้า มันเป็นเครื่องหมายแสดงถึงสุขภาพจิตที่ดี สีหน้าของเธอไม่ได้แสดงความวิตกอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่เธอกำลังป่วยหนักและมารอฟังผลการตรวจที่อาจจะเป็นข่าวร้าย สายตาของเธอกลับมองคนไข้รายอื่นที่มารับบริการด้วยความเห็นใจ เพราะมีชะตากรรมเดียวกัน คนทุกข์มักจะเข้าใจคนทุกข์ด้วยกันได้ดีเป็นพิเศษ
"คุณบังอรเชิญพบแพทย์ค่ะ" พยาบาลหน้าห้องเรียกหา
เธอรีบลุกขึ้นยืนแต่ตัวเซไปข้างหลังเล็กน้อย ลุงปันพี่ชายวัยหกสิบสี่ปีที่นั่งเป็นเพื่อนข้างๆรีบประคองไว้ทัน
หน้าตาของลุงปันดูไม่ได้เอาเสียเลย ใบหน้าที่ยับยู่ยี่ดัวยริ้วรอยวัยชรานั้นส่อแวววิตก ผมสีดอกเลาตกลงมาปรกหน้า ดวงตาหมองหม่นเหมือนคนสูญเสียคนรักไปหมาดๆโดยไม่ได้ล่ำลา
แกประคองบังอรเดินเข้าห้องตรวจ แต่ดูท่าทางเหมือนกับว่า แกกำลังจะก้าวขึ้นสู่ตะแลงแกง น้ำหูน้ำตาเริ่มจะไหลออกมา
"ไม่เอาน่า พี่ปัน หนูยังไม่ได้เป็นอะไรมากเลย พี่ปันทำยังกะว่าหนูจอดไปแล้วยังงั้นแหละ เดี๋ยวหนูก็ใจเสียไปด้วยเลยนี่ พี่ปันทำใจดีๆไว้ก่อนค่ะ " บังอรปลอบลุงปันที่ดูเหมือนป่วยหนักกว่าบังอรไปเสียแล้ว
"ก็ข้าห่วงเอ็งนี่หว่า มีน้องอยู่คนเดียว ถ้าไม่ห่วงเอ็งกะลูก จะให้ข้าไปห่วงใครที่ไหนกันวะ" ลุงปันมองค้อนบังอรที่เป็นญาติไม่กี่คนในชีวิตของแก แล้วเอาหลังมือปาดน้ำตา สองพี่น้องถ้อยทีถ้อยอาศัยประคองกันเดินเข้าห้องตรวจโรคไป



Create Date : 02 สิงหาคม 2548
Last Update : 2 สิงหาคม 2548 21:24:45 น.
Counter : 238 Pageviews.

6 comment
เรื่องสั้น เวลาและความสุข
แสงไฟจากโคมระย้าส่องสว่างทั่วห้องวีไอพีของภัตตาคาร ห้องส่วนตัวขนาดโต๊ะเดียวตกแต่งแบบจีนประยุกต์ดูหรูหรา ไม้แกะสลักสีโอ๊กลวดลายหงส์มังกรประดับอยู่ที่เสามุมห้องและฝาผนัง ต้นไม้หยกราคาแพงวางอยู่หน้ากระจกติดผนังบานใหญ่ โดยมีสิงห์จีนขนาดย่อมสองตัวขนาบข้าง ผลท้อบนต้นสีขาวอมชมพูตัดกับใบสีเขียวของหยกสะท้อนแสงไฟเตะตา

บนโต๊ะอาหารกลมหมุนได้ขนาดสิบที่มีอาหารเจ็ดแปดอย่างวางอยู่ เครื่องปรับอากาศส่งเสียงครางเบาๆ อุณหภูมิภายในห้องเย็นกว่าภายนอกร่วมสิบองศาจึงช่วยให้ไม่รู้สึกเหนียวตัว กลิ่นมะนาวจางๆของน้ำยาปรับอากาศลอยฟุ้งทั่วห้อง

เสียงเฮฮาของแพทย์ใช้ทุนเก้าคนที่นั่งอยู่รอบโต๊ะดังเป็นระยะ โดยเฉพาะเสียงหัวเราะของหมอปกรณ์ดังพอจะกลบเสียงดนตรีเบาๆ ซึ่งบรรเลงด้วยออร์แกนไฟฟ้าจากเวทีด้านนอกที่ลอดเข้ามาในห้อง



Create Date : 24 กรกฎาคม 2548
Last Update : 24 กรกฎาคม 2548 16:48:15 น.
Counter : 390 Pageviews.

7 comment
เรื่องสั้น ชีวิตกับบทเพลง
“มีดวงใจหนึ่งดวงจะมอบให้เธอไว้ครอง เมื่อยามสองเราต้องจากกัน พาดวงใจเลื่อนลอย ฝากบทเพลงบรรเลงให้ไว้ เธอโปรดเก็บใจเอาไว้เพื่อรอ…..”

เสียงเพลงของวงคีรีบูนดังขึ้น เพลงนี้ฮิตมากในช่วงที่หมอสันต์จบแพทย์มาใหม่ๆ ในยุคนั้นเขาได้ยินจากวิทยุรายการยามดึก เวลาอยู่เวรเขาจึงมักกระซิบพยาบาลวัยรุ่นให้ขอเพลงนี้จากสถานีวิทยุทางโทรศัพท์

เสียงเพลงวันนี้ดังมาจากเครื่องเล่นเทปรุ่นค่อนข้างเก่าที่ตั้งไว้ในห้องนอน กล่องเทปมีภาพนักร้องในวงยืนยิ้มเผล่ ผมของหัวหน้าวงยาวเป็นกระเซิงเข้ากับเสื้อยืดกางเกงยีนขาบาน เทปกล่องนี้เขาสะสมไว้ตั้งแต่ช่วงเริ่มมีเงินเดือน ปัจจุบันเป็นของหายากไปเสียแล้ว

แต่เพลงนี้มีความหมายต่อหมอสันต์มากไปกว่าเพลงฮิตในอดีต เมื่อเขาได้ฟังเพลงนี้ทีไร เขาจะมีสีหน้าเศร้าๆและบางทีถึงกับมีน้ำตาคลอ เขาจะอ่อนไหวมากถึงเพียงนี้คงเพราะมีความหลังฝังใจ

ทุกคนล้วนแล้วแต่มีความหลังเป็นธรรมดา เมื่อใดที่รำลึกถึงความหลัง บางเรื่องก็อาจทำให้สุขใจแต่บางเรื่องกลับทำให้เศร้า ความหลังอันเกิดร่วมสมัยกับเพลงนี้ทำให้หมอสันต์รู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันเป็นเพลงที่คนรักกำลังจะลาจากกัน หมอสันต์พลัดพรากจากคนที่เขารักมานานร่วมยี่สิบปีแล้ว

เขาหลับตาลง แต่ไม่อาจสลัดภาพที่ลอยเด่นในความทรงจำได้ เสียงเพลงชักนำเขากลับไปสู่อดีตเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน



Create Date : 19 กรกฎาคม 2548
Last Update : 19 กรกฎาคม 2548 20:36:59 น.
Counter : 274 Pageviews.

6 comment
เรื่องสั้น ปุถุชนชื่อหมอสันต์ ปฐมบท
….. ยามเช้าของฤดูฝนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศยังร้อนอบอ้าวเหมือนอยู่ในฤดูร้อน วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใสกว่าเมื่อวาน แดดจ้าสะท้อนผิวน้ำที่ขังบนพื้นถนนระยิบระยับจับตา เมื่อคืนฝนคงตกหนัก

….. สามล้อหลายคันแล่นเลียบแนวต้นอโศกสูงเกือบเท่าเสาธง นำผู้ป่วยมาส่งหน้าโรงพยาบาล คันที่ตามหลังสุด คนถีบสามล้อกล้ามน่องเกร็งเป็นมัดๆ แต่ใบหน้าเกรียมแดดของแกนั้นซูบตอบเพราะพิษสุรา ท่าทางระโหยแต่เช้าเหมือนยังไม่สร่างเมา

….. มองจากหน้าโรงพยาบาล จะเห็นจักรยานยนต์หลายคันจอดเรียงแถวข้างสวนหย่อมริมรั้วอย่างไม่ค่อยมีระเบียบ ร่มไม้เขียวขจีตัดกับสีแสดบาดตาของดอกหางนกยูงซึ่งร่วงเกลื่อนพื้นถนน

….. หญิงชราหลังโกงกำลังจูงหลานขึ้นบันไดปูนเตี้ยๆด้านหน้าตึกผู้ป่วยนอก เธอพาหลานเดินตรงเข้าไปในตัวตึกชั้นล่าง สายตาฝ้ามัวของเธอพบว่าตนเองตกอยู่ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวาย ผู้คนจำนวนมากที่มารับบริการกำลังแย่งกันต่อคิวทำบัตร

….. พัดลมบนฝ้าเพดานส่งเสียงเอียดอาดแข่งกับเสียงคุยกัน ผู้ให้บริการในชุดฟอร์มเดินกันขวักไขว่ ผู้คนที่มารอรับบริการนั่งเรียงแถวอยู่บนเก้าอี้ยาวหน้าห้องตรวจ ต่างล้วนแสดงสีหน้าอมทุกข์ บางคนกำลังดูรายการโทรทัศน์วงจรปิดเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพเพื่อฆ่าเวลา ส่วนที่ยืนคอยอยู่นั้นหลายคนแสดงอาการกระวนกระวาย แต่พวกที่นั่งๆนอนๆอยู่ในรถเข็นและเปลต่างกำลังเล่นบทหนักของชีวิตตน

….. แสงจากไฟนีออนสีขาวหลายดวงส่องให้บริเวณหน้าห้องตรวจโรคสว่างไสว กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่ใช้เช็ดพื้นฟุ้งกระจาย กลิ่นตัวของผู้ป่วยซึ่งไม่ค่อยจะได้ทำความสะอาดเพราะขาดการดูแลก็ลอยล่อง กลิ่นเหล่านี้ตลบอบอวลชวนคลื่นเหียนสำหรับผู้ไม่คุ้นเคย

….. เสียงของสุภาพสตรีซึ่งน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่สุขศึกษาดังออกมาจากลำโพงขนาดย่อมบนเพดาน เนื้อหาดูเหมือนกำลังอธิบายถึงพิษภัยจากบุหรี่โดยไม่ได้สนใจว่าใครจะฟัง

….. ยิ่งสายผู้คนยิ่งเบียดเสียดกันมากขึ้นเพื่อรอคิวเข้าตรวจ อากาศก็ร้อนขึ้นทุกขณะ แต่ไม่ร้อนเท่าใจผู้คนที่หน้าห้องตรวจ



Create Date : 16 กรกฎาคม 2548
Last Update : 16 กรกฎาคม 2548 21:35:03 น.
Counter : 204 Pageviews.

9 comment
เรื่องสั้น คนไข้ของหมอสันต์



…..สามทุ่มแล้วลุงปันยังนั่งเหม่อลอยอยู่ริมตลิ่ง แสงไฟสลัวจากศาลาริมน้ำสาดส่องชายคลองเห็นภาพชายชรานั่งกอดเข่าอยู่อย่างเดียวดาย ผมสีดอกเลาของแกปลิวตามแรงลมซึ่งพัดเอื่อยๆโชยกลิ่นน้ำคลอง สายตาของแกทอดอาลัยอยู่กับกอผักตบชวาซึ่งลอยตามน้ำมาเกยฝั่ง ดอกสีม่วงของมันไม่อาจประโลมจิตใจอันหดหู่ของแกได้

…..เสียงเพลงจากวิทยุทรานซิสเตอร์ประจำตัวกำลังเล่นเพลงที่แกชื่นชอบ เนื้อเพลงไทยสากลบรรยายถึงค่ำคืนก่อนรุ่งอรุณภายใต้แสงจันทร์ คู่รักกำลังวาดฝันถึงวิมานของชาวดินอันหวานชื่น วิมานซึ่งถักทอด้วยความรักนั้นคงจะงดงามสุดพรรณนา แต่วันนี้จิตใจลุงปันได้รับความชอกช้ำมามากเกินพอแล้ว ดังนั้นแกจึงไม่อาจจะจินตนาการถึงงดงามของมันอีก และรู้สึกว่าไม่อาจเข้าถึงความงดงามของจิตใจมนุษย์ได้ชั่วขณะ บางทีนี่อาจเรียกได้ว่าเป็นความรู้สึกด้านชาของจิตใจ

…..“ลุงปันทานข้าวเหอะ ลุงปัน” สมคิดหลานวัยสิบสี่ขวบตะโกนเรียก ต้นเสียงมาจากชานบ้าน ลุงปันยังนั่งเฉยเหมือนไม่ได้ยิน เสียงแตกๆของหนุ่มน้อยเงียบหายไป

…..“ลุงปัน!” เสียงดังลั่นข้างหลังทำเอาลุงปันสะดุ้งเฮือก แกหันกลับมาค้อนให้สมคิด ใบหน้าหมองๆที่เกลื่อนด้วยรอยตีนกาของแกมีแววของความเศร้าแฝงอยู่ สมคิดทราบได้จากรอยย่นที่หน้าผาก แลดูแล้วเหมือนกับที่เขาเรียกกันว่าคิ้วผูกโบ

…..“เออ! ลุงได้ยินแล้ว ลุงไม่หิว บอกแม่เอ็งเก็บสำรับเหอะ” ลุงปันพูดเหมือนว่ากำลังน้อยใจในชีวิต ทั้งๆที่เมื่อตอนบ่ายแกก็ยังดูสดชื่นมีชีวิตชีวาอยู่เลย

…..“ลุงครับ ลุงไม่สบายเหรอครับ ผมจะได้บอกแม่พาไปหาหมอ” สมคิดถามด้วยความเป็นห่วง

…..“เปล่าลุงไม่เป็นไรหรอก คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยว่ะ!” ลุงปันปฏิเสธทั้งๆที่ใบหน้ามันฟ้อง

…..สมคิดทรุดลงนั่งหลังลุงปันแล้วโอบพุงของแกไว้ เขาเอาหน้าซบกับหลังของแกแล้วโยกตัวไปมา มันเป็นวิธีที่เขาแสดงออกถึงความรักต่อลุงปัน ลุงปันหัวเราะพุงกระเพื่อมด้วยความรู้สึกจั๊กจี้

…..ลุงปันเป็นพี่ชายของแม่แต่เป็นเสมือนพ่อของเขาด้วย ตั้งแต่พ่อเสียชีวิตลุงปันก็เลี้ยงดูเขามาจนโต ตั้งแต่จำความได้เขาชอบขี่หลังลุงปันไปเที่ยว จนโตแล้วเขาก็ยังคิดอยู่เสมอว่าหลังของลุงคือที่ซึ่งเขารู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยที่สุด

…..”งั้นผมจะไปทำการบ้านนะครับ คืนนี้ลุงหิวก็บอกนะ ผมจะทำมาม่าให้ทาน” สมคิดบอกกับลุงปันก่อนลุกกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปบอกแม่

…..”วัยรุ่นสมัยนี้ใจเร็ว มักจะด่วนคิดด่วนทำ เออ! แล้วด่วนตัดสินคนอื่นด้วย” ลุงปันมองสมคิดแต่เหมือนกำลังตัดพ้อใครอื่นอยู่ด้วย



Create Date : 16 กรกฎาคม 2548
Last Update : 16 กรกฎาคม 2548 13:50:33 น.
Counter : 410 Pageviews.

4 comment
1  2  

วรุณนฤมล
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ชายหนุ่มนี้นามวรุณบุญคงน้อย
อายุด้อยต้อยต่ำไม่เดียงสา
รักศาสตร์ศิลป์จึงซมซานจากบ้านนา
ระเห็จมาเมืองกรุงมุ่งสร้างตัว


จิตพาล่องลอยย้อนไกลใจจึงเห็น
อดีตเช่นรอยกระทำทั้งดีชั่ว
สนุกเศร้าวาบหวิวบ้าโกรธกล้ากลัว
บาปพันพัวบุญนฤมิตอดีตตน

ให้คำนึงถึงสายลมโบกโชยเอื่อย
ธารเลาะเลื้อยริมชายป่าในหน้าฝน
มัจฉาน้อยเวียนแหวกว่ายเริงสายชล
ใบไม้หล่นรกราวป่าหญ้าขจี


บึงบัวบานชวนบินร่อนภมรภู่
ฝนพร่างพรูฟ้าสว่างพราวพร่างสี
ปทุมขาวแซมดอกม่วงชมพูมี
รื่นฤดีแดดรอนลับนกกลับรัง

กึ่งราตรีหอมลอยลมชมกลิ่นแก้ว
ปีบร่วงแล้วกลีบรำเพยพระพายสั่ง
หรีดเรไรพงไพรร้องก้องผาดัง
น้ำค้างหลั่งหมอกลอยโรยโปรยโพยม


แสนอาลัยในชีวิตคนชายป่า
นอนมองฟ้านับดวงดาวสกาวโสม
หนาวแต่นอกอุ่นทรวงในใจประโลม
เหมือนอาจโน้มวิมานฟ้าลงมาครอง

สมเพชใจย้ายเข้ากรุงมาตกอับ
หอพักคับแคบขัดเหมือนยัดกล่อง
อบอ้าวกายคล้ายอั้งโล่เสโทนอง
มองฝาห้องต้องคุมขังวังเวงทรวง


นี่หรือคือเวียงชั้นฟ้ามหาเขต
แดนอมเรศเจริญเฟื่องเรียกเมืองหลวง
คนแออัดแต่ส่วนใหญ่หัวใจกลวง
ความหลอกลวงล้วนหลอนทั่วทั้งตัวเมือง

ตึกสูงใหญ่ยอดชูชันถึงชั้นฟ้า
แลรถราล้มหลามคำรามเครื่อง
เสียงกระหึ่มฝุ่นควันฝ้านัยน์ตาเคือง
ค่ำคืนเรืองหลอดไฟฟ้าบ้าเล่นไฟ


บ้างรีบเร่งทำงานจนหามรุ่ง
บ้างก็มุ่งแสวงอำนาจให้บาทใหญ่
ลูกหลานถูกทิ้งขว้างเหมือนร้างไกล
เงินทองไซร้สิ่งสอพลอหล่อเลี้ยงกาย

ผู้มีอัฐถูกนับถือคือพระเจ้า
สั่งซื้อข้าวของสิ่งใดได้ดังหมาย
ต่างละโมบโลภริญำ*ศีลธรรมวาย
บ้างยอมขายแม้ศักดิ์ศรีชีวีตน


แบ่งผักฝ่ายรวมพลังไล่ให้อนาถ
จ้องพิฆาตทำลายล้างอ้างฉ้อฉล
เงินเป็นใหญ่ไร้คุณธรรมนำกมล
ล้วนวกวนก่อบาปกรรมย่ำยีกัน

คนจนดั่งนายวรุณฤๅอุ่นสุข
แค่ไม่ทุกข์เพียงวันใดใช่คือฝัน
จะกินอิ่มนอนอุ่นได้อย่างไรกัน
เพราะนับวันเงินร่อยหลอไม่พอกิน


อุตส่าห์สอบเอนทรานซ์แล้วติดแถวหน้า
เข้ามหาวิทยาลัยได้เรียนศิลป์
ลูกชาวนาสามัญชนจนติดดิน
ต้องโผผินจากบ้านนามาอยู่กรุง

พ่อก็แก่แม่ก็เฒ่าเจ้าคงเห็น
อยากจะเป็นนายช่างศิลป์ตามจินต์มุ่ง
ต้องไขว่คว้าสองมือหาสองขาพยุง
ถึงไต่รุ้งสอยตะวันไม่ครั่นคราม