๐๐๐บวชเข้าพรรษา ป่าช้ารำพัน๐๐๐




หากว่าฉันคือไข่
โตเป็นไก่คงได้ขัน
แต่เป็นไม่กี่วัน
คงถูกฟันลงหม้อแกง
เปลี่ยนใจขอเป็นมด
ทรหดมดเข้มแข็ง
เนื้อไก่ชิ้นแดงๆ
มดร่วมแรงขนไปรัง

น้ำมาน่าสลด
เหล่าฝูงมดหมดความหวัง
ล้มหายตายหรือยัง
ว่ายหาฝั่งบ้างจมลง
เปลี่ยนใจเป็นปลาช่อน
แหวกว่ายต้อนมดพลัดหลง
อิ่มท้องล่องเลาะพง
ผลุบโผล่คงสนุกดี

โชคร้ายเจอพรานเบ็ด
ถูกขอดเกล็ดไม่อาจหนี
ต้มยำตามวิธี
รสเปรี้ยวจี๋ดีเครื่องแกง
เป็นคนดีกว่าปลา
ดื่มสุราแช่น้ำแข็ง
เฮฮาเมาหน้าแดง
อ้วกหมดแรงแบ่งหมากิน

เป็นหมาดีกว่าคน
ไม่เคยจนไม่ต้องดิ้น
โกงกันขายชาติปลิ้น
ตกแผ่นดินพลัดถิ่นไกล
จะบ้าหรือเป็นหมา
เปรตดีกว่าจะว่าไป
กลางคืนมิหลับใหล
เที่ยวหลอกใครให้หวีดสยอง

ไม่เอาแล้วเป็นเปรต
น่าทุเรศปากรูหนอง
หิวโหยโอยกรีดก้อง
ไข่สักฟองมิอาจกลืน
จากไข่มาถึงไข่
คิดอะไรเล่นทั้งคืน
นานาจิตตังยืน
จงกรมฝืนฟุ้งซ่านไกล

เป็นพระไม่รุ่งแน่
จำสึกแท้ราคะไหม้
พรุ่งนี้เป็นอะไร
แล้วแต่ใจจะไคลคลา
สติปลุกให้ตื่น
ฟ้าครืนๆฟื้นขึ้นมา
กิเลสสะกิดหา
จนสมาธิล่มลง

ตั้งจิตพุทโธใหม่
ย่างก้าวให้ใจตั้งมั่น
บวชพระไม่กี่วัน
อรหันต์ ธ สัมมา
หายใจเข้าคำพุท
ออกจนสุดได้คำโธ
จดจ่ออย่าเลโล
ท่องพุทโธเป็นทำนอง

กลางดึกน้ำค้างตก
หญ้าทึบรกนกแสกร้อง
ใจกลัวรัวเป็นกลอง
หวาดสยองผองวิญญาณ
สั่นริกเหมือนเป็นบ้า
กลางป่าช้าราตรีกาล
จิตตกอกสะท้าน
เลิกหวังฌานวิกาลกลัว

เกิดแว่วเสียงอาจารย์
สาธุการพลันตื่นตัว
แค่โดนนิวรณ์ยั่ว
หลงเมามัวกิเลสมาร
รีบตั้งสติใหม่
พุทโธไว้จึ่งได้การ
นิมิตสว่างนาน
วิหารธรรมชำระใจ

สมถะละนิ่ง
หยุดทุกสิ่งนิ่งภายใน
สั่งสมพลังไว้
ลมหายใจคือสิ่งเดียว
ดับหายไร้ทุกสิ่ง
จิตตรงดิ่งไม่ลดเลี้ยว
สติใช้ยึดเหนี่ยว
เกี่ยวจิตไว้ได้พบฌาน ฯ



..

กาพย์ยานี ๑๑
เรียบเรียงจากเนื้อหาคำเทศนา
ของอริยสงฆ์จากทางสื่อวิทยุ
เนื้อความเป็นอารมณ์นานาจิตตังของพระบวชใหม่
ที่เกิดฟุ้งซ่านไปตามกิเลส
ขณะเดินจงกรม

..


อนิจจัง อนัตตา


..




Create Date : 29 กรกฎาคม 2550
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2555 19:23:56 น.
Counter : 245 Pageviews.

5 comments
  
คุณวรุณ

จิตคนย่อมวนไป..........เกิดดับได้ไม่คงที่
ธรรมชาติของจิตมี.......ทุกข์ดิ้นหนีสุขรี่ครอง

ดิ้นรนหาความสุข........ไล่ความทุกข์ไล่ความหมอง
สุขแท้ได้แต่มอง.........ตะครุบจ้องแค่ภาพลวง

ดิ้นรนหนอมนุษย์.........กิเลสฉุดให้ใจหวง
ยึดถือสิ่งทั้งปวง...........เป็นตัวถ่วงไม่เห็นธรรม

ยึดถือเพื่อสิ่งใด...........ดูดูไปให้น่าขำ
สุดท้ายได้แต่กรรม.......สิ่งที่ทำนำติดตัว

.................................................
สวัสดีค่ะ แวะมาทัก และเอาธรรมะมาฝากค่ะ
โดย: ทิวลิปสีน้ำเงิน IP: 202.47.238.249 วันที่: 29 กรกฎาคม 2550 เวลา:17:06:52 น.
  
ขอบคุณที่เมตตา
ทิวลิปฯ ขาโปรดมาเยือน
วรุณฯขอเป็นเพื่อน
อย่าลืมเลือนเราเพื่อนกัน

วันนี้วันดีนะ
คือวันพระอันสำคัญ
วันนี้เธอกับฉัน
ร่วมยืนยันทำความดี


ยินดีต้อนรับครับ คุณทิวลิปสีน้ำเงิน

โดย: วรุณนฤมล วันที่: 29 กรกฎาคม 2550 เวลา:22:32:17 น.
  
วันอาสาฬหบูชา
๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๐

โดย: วรุณนฤมล วันที่: 29 กรกฎาคม 2550 เวลา:22:42:49 น.
  
คุณวรุณ

ตกลงว่าเราเป็นเพื่อนกันแล้วใช่ไม๊

งั้นก็ยินดีที่ได้รู้จักเพื่อนใหม่ค่ะ

ปล.เวลาเห็นคุณสงบเสงี่ยมแบบนี้ แปลก ๆ ดีเหมือนกันนะคะ
โดย: ทิวลิปสีน้ำเงิน วันที่: 30 กรกฎาคม 2550 เวลา:19:00:21 น.
  
คุณทิวลิปสีน้ำเงิน
ดีใจที่รับผมเป็นเพื่อน
ความจริงผมเป็นแบบนี้แหละ
หวังว่า
มิตรภาพจะงดงามและยืนยาวครับ

ป.ล. บางเวลาผมน่ารักเหมือนกามเทพน้อยในภาพ



โดย: วรุณนฤมล วันที่: 30 กรกฎาคม 2550 เวลา:22:30:49 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

วรุณนฤมล
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ชายหนุ่มนี้นามวรุณบุญคงน้อย
อายุด้อยต้อยต่ำไม่เดียงสา
รักศาสตร์ศิลป์จึงซมซานจากบ้านนา
ระเห็จมาเมืองกรุงมุ่งสร้างตัว


จิตพาล่องลอยย้อนไกลใจจึงเห็น
อดีตเช่นรอยกระทำทั้งดีชั่ว
สนุกเศร้าวาบหวิวบ้าโกรธกล้ากลัว
บาปพันพัวบุญนฤมิตอดีตตน

ให้คำนึงถึงสายลมโบกโชยเอื่อย
ธารเลาะเลื้อยริมชายป่าในหน้าฝน
มัจฉาน้อยเวียนแหวกว่ายเริงสายชล
ใบไม้หล่นรกราวป่าหญ้าขจี


บึงบัวบานชวนบินร่อนภมรภู่
ฝนพร่างพรูฟ้าสว่างพราวพร่างสี
ปทุมขาวแซมดอกม่วงชมพูมี
รื่นฤดีแดดรอนลับนกกลับรัง

กึ่งราตรีหอมลอยลมชมกลิ่นแก้ว
ปีบร่วงแล้วกลีบรำเพยพระพายสั่ง
หรีดเรไรพงไพรร้องก้องผาดัง
น้ำค้างหลั่งหมอกลอยโรยโปรยโพยม


แสนอาลัยในชีวิตคนชายป่า
นอนมองฟ้านับดวงดาวสกาวโสม
หนาวแต่นอกอุ่นทรวงในใจประโลม
เหมือนอาจโน้มวิมานฟ้าลงมาครอง

สมเพชใจย้ายเข้ากรุงมาตกอับ
หอพักคับแคบขัดเหมือนยัดกล่อง
อบอ้าวกายคล้ายอั้งโล่เสโทนอง
มองฝาห้องต้องคุมขังวังเวงทรวง


นี่หรือคือเวียงชั้นฟ้ามหาเขต
แดนอมเรศเจริญเฟื่องเรียกเมืองหลวง
คนแออัดแต่ส่วนใหญ่หัวใจกลวง
ความหลอกลวงล้วนหลอนทั่วทั้งตัวเมือง

ตึกสูงใหญ่ยอดชูชันถึงชั้นฟ้า
แลรถราล้มหลามคำรามเครื่อง
เสียงกระหึ่มฝุ่นควันฝ้านัยน์ตาเคือง
ค่ำคืนเรืองหลอดไฟฟ้าบ้าเล่นไฟ


บ้างรีบเร่งทำงานจนหามรุ่ง
บ้างก็มุ่งแสวงอำนาจให้บาทใหญ่
ลูกหลานถูกทิ้งขว้างเหมือนร้างไกล
เงินทองไซร้สิ่งสอพลอหล่อเลี้ยงกาย

ผู้มีอัฐถูกนับถือคือพระเจ้า
สั่งซื้อข้าวของสิ่งใดได้ดังหมาย
ต่างละโมบโลภริญำ*ศีลธรรมวาย
บ้างยอมขายแม้ศักดิ์ศรีชีวีตน


แบ่งผักฝ่ายรวมพลังไล่ให้อนาถ
จ้องพิฆาตทำลายล้างอ้างฉ้อฉล
เงินเป็นใหญ่ไร้คุณธรรมนำกมล
ล้วนวกวนก่อบาปกรรมย่ำยีกัน

คนจนดั่งนายวรุณฤๅอุ่นสุข
แค่ไม่ทุกข์เพียงวันใดใช่คือฝัน
จะกินอิ่มนอนอุ่นได้อย่างไรกัน
เพราะนับวันเงินร่อยหลอไม่พอกิน


อุตส่าห์สอบเอนทรานซ์แล้วติดแถวหน้า
เข้ามหาวิทยาลัยได้เรียนศิลป์
ลูกชาวนาสามัญชนจนติดดิน
ต้องโผผินจากบ้านนามาอยู่กรุง

พ่อก็แก่แม่ก็เฒ่าเจ้าคงเห็น
อยากจะเป็นนายช่างศิลป์ตามจินต์มุ่ง
ต้องไขว่คว้าสองมือหาสองขาพยุง
ถึงไต่รุ้งสอยตะวันไม่ครั่นคราม

All Blog