๐๐๐ นิราศ เจนีวารำพัน ๐๐๐
บเมเปิ้ลร่วงหล่นเกลื่อนกล่นสวน
ฤดูจวนใกล้หนาวโอ้สาวหาย
ในสวิสจิตเปลี่ยวให้เดียวดาย
ระทมคล้ายเมฆามาบังจันทร์

ริมเลอมังชังน้องพี่หมองศรี
รุ่มฤดีดวงแดมาแปรผัน
เจนีวาฟ้าหม่นเคยยลกัน
ดั่งสัมพันธ์นงขาดให้คลาดคลาย

สะพานริมธาราแลคร่าคร่ำ
ตะไคร่ดำคล้ำเขียวดูเปลี่ยวหลาย
คงหมองตรมซมฤดีเช่นพี่ชาย
แอนนาหายคล้ายสะพานนานคนเชือน

ลมเย็นพัดผ่านกายให้หนาวเหน็บ
แต่มิเจ็บเท่าใจหาใดเหมือน
มีแฟนแหม่มแช่มช้อยเป็นรอยเตือน
หล่อนลาเลือนแรมลับไม่กลับมา

เคยหยอกเย้าเคล้าเคียงร่วมเรียงหมอน
อรชรอ่อนวัยให้หรรษา
ใช้ชีวิตชิดใกล้ในเจนีวา
สุขอุราระเริงบันเทิงใจ

เดิมเคียงคบพบกันที่บ่อนนีซ
เคยหวานหวีดกรีดร้องด้วยผ่องใส
ร่วมละเลงเล่นพนันฟันกำไร
มีทุนใช้กินเที่ยวโฉบเฉี่ยวเพลิน

แล้วลอยล่องท่องไปในสวิส
ดัดจริตโปรยอัฐมิขัดเขิน
สมสนุกสุขลิ้นกินเที่ยวเพลิน
จนหมดเงินไร้งานไม่นานจน

เริ่มฝืดเคืองเรื่องใหญ่ใช่ไม่รู้
โธ่โฉมตรูบอกลาไปหาหน
อยู่คนเดียวเปลี่ยวใจไร้คนยล
กัดฟันทนทำงานดั่งกาลเดิม

หยิบพู่กันวาดฟ้าธาราใส
สลดใจนั่งนึกมิฮึกเหิม
ชีวิตหนอต่อแต่นี้มิมีเติม
ยากแท้เริ่มสำนึกให้ตรึกตรอง

ภาพจึงตรมอมทุกข์ไร้สุขแต้ม
สีอาจแย้มความนัยฤทัยหมอง
ถึงงามงดจรดผืนฟ้าภูผามอง
ทุกข์สนองนองอยู่ปลายพู่กัน

กองหินเย็นยั่วแย้มถึงแก้มก้น
เข้าตาจนรอกาลเพียงผ่านผัน
เย็นหรือร้อนก่อนหลังช่างหัวมัน
แค่พ้นวันซังกะตายไม่คล้ายคน

กางเกงยีนส์เสื้อกันหนาวยังร้าวเหลือ
เหน็บถึงเนื้อเบื่อแรมร้างข้างถนน
ตะวันคล้อยเมฆาฟ้าเบื้องบน
จันทร์เสี้ยวหม่นเคียงครองเขามองต์บลังค์

ได้เวลาอาหารหาร้านโปรด
มิกรอสโคตรถูกสตางค์อยู่ข้างหลัง
เคยอยู่ดีกินดีมีพลัง
บัดนี้ดั่งสุนัขโซยังโก้เกิน

ผ่านสถานสองสตรีท่าทีผยอง
ยืนตระกองเกาะไหล่ไม่ขัดเขิน
คือสัมพันธ์ฝรั่งเศสประเทศเชิญ
ร่วมกันเดินกับสวิสเป็นมิตรกัน

หิวตาลายคล้ายรูปปั้นแอบสั่นหน้า
ตำหนิว่าน่าตบน่าขบขัน
อกหักนิดเสียจริตสิ้นคิดพลัน
ทำตัวมันดั่งบ้าช่างน่าอาย

ทุกวี่วันผันไปไอ้ตลก
วนิพกไทยโซโง่ฉิบหาย
แค่หญิงทิ้งกลิ้งโค่โล่โง่จะตาย
สิ้นเชิงชายไม่เทียมหญิงโง่จริงเลย

วรุณฯพลันเชิดหน้าเลือดบ้าฉีด
แค่มีดกรีดไม่ตายแผลหายเฉย
ส่ำความรักหักอกแค่แม่ทรามเชย
ใช่มิเคยถูกทิ้งหยุดนิ่งปลง

มองเชสนัทต้นใหญ่คล้ายมะเหงก
ทำท่าเขกหัวคนให้พ้นหลง
เขี่ยสวะขยะใจให้ลดคง
หัวใจทรงไม่ทรุดสะดุดใจ

เลิกก้มหน้าหามูลฝอยค่อยค่อยเชิด
จิตบรรเจิดเกิดปัญญาอุราใส
เผื่อโอกาสเดินสวนมาว่ากระไร
อกหักให้ปลิดทิ้งเดินดิ่งเพลิน

ทักทายพี่คนไทยร้านใกล้ฝั่ง
ริมน้ำนั่งขายของมองเผินเผิน
เหมือนฝรั่งราศีดูดีเกิน
เปล่ายอเยินแต่ขอบคุณค้ำจุนเรา

นาฬิกาดอกไม้ในสนาม
ดอกไม้งามยามหนาวถึงคราวเฉา
เคยสะพรั่งทั้งแปลงแล้งดั่งเงา
เหมือนชายเขลามืดมิดเดินผิดทาง

แต่ดอกไม้ใช้เป็นนาฬิกา
อะบูดาบีสดกว่าแม้ว่าสร้าง
บนทรายแล้งแห่งตะวันออกกลาง
ติดชื่ออ้างเจนีวาน้องยากัน

เข็มยาววากว่ากว่าอยู่หน้าโคก
ดินเป็นโหนกริมถนนคนเห็นหัน
บอกเวลาตรงเหลือทุกเชื่อวัน
ดังเช่นฉันถูกกรรมตามซ้ำตรง

แต่ตัดใจได้แล้วคงแคล้วทุกข์
เดินปลอบปลุกกำลังใจให้ประสงค์
จะปลิดรอยช้ำทิ้งไปฤทัยปลง
โศกลดลงตรงดิ่งห้างที่ข้างทาง

ลงใต้ดินห้างใหญ่มีไวน์ขาย
อร่อยร้ายถูกลิ้นอยากกินอ้าง
เลือกไวน์ขาวชาวสวิสรสฤทธิ์บาง
ถูกสตางค์วาเลส์พื้นเพไวน์

เห็นเริชตี้มีขายชายรีบซื้อ
มันสับคืออาหารหลักเพิ่มผักได้
แถมอร่อยค่อยประทังให้ยังไป
เดินไม่ไกลใกล้สถานบรันส์วิกค์เอน

สิงห์สีแสดเจ็ดแปดตัวยกหัวเชิด
วรุณฯ เปิดไวน์รินนั่งกินเล่น
ใต้ฟ้ากว้างต่างร้านอาหารเมน
คือของเดนหมูหยองจากกองทัวร์

เอาทิวเขาต่างนารีดนตรีเพราะ
คือเสนาะเสียงลมชมสลัว
ใต้จันทร์เสี้ยวเกี่ยวดาวหมอกพราวตัว
เงามืดมัวตัวเรือช่างเหลืองาม

ดึกดื่มด่ำความจนดั่งโดนโซ่
เส้นเขื่องโตผูกกายหนอใครล่าม
จนให้เข็ดเช็ดน้ำตาอุรายาม
ตกต่ำทรามสิ้นค่าเป็นบ้าบอ

ทิ้งปมด้อยค่อยท่องทั่วยุโรป
ลุยเฉี่ยวโฉบรอบแอลป์ยากแค้นหนอ
จนแต่หยิ่งในเกียรติอย่าเหยียดพอ
ไม่เคยขอใครกินพร้อมดิ้นรน

ตราบวันนี้ชีวีของพี่แจ้ง
ไม่หมดแรงสู้ไปไกลทั่วหน
เสียวสนุกสุขทุกข์เข้าคลุกจน
ถึงแก่นคนล่าตะวันตามฝันมา

ให้รำพึงถึงไทยยามไกลบ้าน
ราตรีกาลเลยล่วงห่วงยิหวา
สะท้อนชลยลแสงแห่งดารา
ระลอกพาพลิ้วพรายริ้วลายแล

บาดกายเกลื่อนเถื่อนหลงยังปลงได้
หากหลงในเจนีวาอุราแผล
ถูกหักอกตกต่ำชอกช้ำแด
ฝรั่งแม่ทอดทิ้งช้ำจริงเรา

จำต้องลุกขึ้นตั้งระวังใหม่
อย่าให้ใครพาเซดังเหเสา
หลักชีวิตคิดสู้อยู่บนเงา
เอาแรงเข้าแลกฝันสักวันจริง

ไวน์หมดแล้วแก้วไร้ใช้ปากดื่ม
ในเคลิ้มลืมทุกข์สิ้นถวิลยิ่ง
แผ่นดินแม่แน่เลยเคยพักพิง
มิกล้านิ่งดูดายถึงตายยอม

จะยากไร้ไม่เคยละเลยชาติ
เงินสักบาทมิรั่วไหลหาใช้ถนอม
ขายภาพเขียนเพียรทดอย่างอดออม
เคยเปิดคอมฯ เศร้าใจชาติไทยตรม

ถูกฝรั่งตั้งใจไล่ค่าบาท
เหตุแบงค์ชาติขาดทุนโดนโจรถล่ม
ส่งออกยากค้าแย่แก้ยิ่งจม
ห้างร้านล่มปิดไปใครตกงาน

การเมืองยุ่งค้าแย่รีบแก้อยู่
ไกลสุดกู่ดูใครบริหาร
เหตุวุ่นวายคนไล่รัฐบาล
อยากจะวานลมไปช่วยไทยเทอญ

แลไฟใต้ไม่มอดยอดผู้เสีย
เห็นแล้วเพลียเลยพันมิผิวเผิน
รุนแรงร้ายเหลืออดสลดเกิน
อยากจะเดินทางกลับรับรู้ความ

มุ่งกลับรังยังคิดดวงจิตห่วง
วิกาลล่วงขึ้นรถรางตั้งคำถาม
ชาติจะเป็นอย่างไรใคร่ติดตาม
ว้าเหว่ยามห่างไกลรักไทยจริง ฯ











Create Date : 03 กันยายน 2550
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2555 18:42:05 น.
Counter : 315 Pageviews.

17 comments
  
ภาพประกอบทั้งหมดเป็นสถานที่จริงในเจนีวา
ขอให้เพื่อนๆสุขสมอารมณ์หมาย

ป่วยไข้คราวนี้หนักหนา
ถ้าดีขึ้นจะมาร่วมสุขใหม่ครับ

โดย: วรุณนฤมล วันที่: 3 กันยายน 2550 เวลา:14:43:21 น.
  
โดย: วรุณนฤมล วันที่: 5 กันยายน 2550 เวลา:15:29:49 น.
  
โดย: วรุณนฤมล วันที่: 5 กันยายน 2550 เวลา:15:55:57 น.
  
สวัสดีค่ะ..แวะมาเยี่ยมค่ะ..

ป่วยไข้เป็นไรไปเจ้าคะ..
มิน่าล่ะถึงได้ห่างหายไปจากถนนฯ
เข้าไปทีไรก็มองหากระทู้อยู่ทุกทีเจ้าค่ะ...
หายป่วยเมื่อไร..อย่าลืมเข้าไปตั้งกระทู้นะคะ..รออ่านอยู่ค่ะ..

เดินบนถนนพลางเหลียวมองหา
มิพบหน้าค่าตาเป็นไฉน
สบายดี ? อาการป่วยเป็นเช่นไร
ป่วยที่ใจ หรือที่กาย..หนอท่านเอย...
โดย: ณ กมล วันที่: 21 กันยายน 2550 เวลา:22:55:02 น.
  
โดย: เม-ดา วันที่: 26 กันยายน 2550 เวลา:22:40:28 น.
  
แวะมาเยี่ยม แวะมาทักทาย นะครับ

จะแวะมาบอกว่า ...

วันนี้ผมอัพบล็อคเรื่อง "น้องต้งแช่" ตอนที่ 5 แล้วนะครับ



อย่าลืมชวนเพื่อน ๆ แวะไปดูความน่ารัก และความสนุกสนานของ "น้องตุ้งแช่" ได้ที่บล็อคของผมนะครับ

อิอิ
โดย: อาคุงกล่อง (อาคุงกล่อง ) วันที่: 27 กันยายน 2550 เวลา:21:22:54 น.
  
สวัสดีค่ะ แวะมาเยี่ยมค่ะ
โดย: ณ กมล วันที่: 1 ตุลาคม 2550 เวลา:1:13:08 น.
  
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sugarhut

น้าแอมแวะมาส่งแถกน้า ตามไปดูแล้วก็รีบๆ ตอบซะนะ
โดย: แอม IP: 117.47.141.180 วันที่: 17 ตุลาคม 2550 เวลา:15:03:28 น.
  
ทักทาย
โดย: ก้อนหินริมทาง วันที่: 30 ตุลาคม 2550 เวลา:2:42:07 น.
  
เขากำลังโมโหหูอื้อตาลายแล้ว เนื่องจากว่าน้าไม่ยอมมารับแถกเขา


กลับมามะไรระวังตัวให้ดี เดี๋ยวโดนฟาดหางจระเข้แน่ๆ คนอาร๊าย ใจร้าย
โดย: sugarhut วันที่: 14 พฤศจิกายน 2550 เวลา:19:56:28 น.
  
ไม่สบายหายหรือยังคะ..
เงียบไปนานจัง..

โดย: สีน้ำฟ้า IP: 61.7.161.88 วันที่: 25 ธันวาคม 2550 เวลา:12:55:14 น.
  
สบายดีหรือเปล่าคะอาเฮีย..เงียบหายไปเลยนะคะ..

๐ จงสุขสราญทั่วทั้ง................กายใจ
ปีใหม่สุขสดใส.......................ทั่วถ้วน
นบพรศักดิ์สิทธิ์ใด...................ในโลก นำมอบ
เร้นห่างเภทภัยล้วน..................หมดสิ้นรังควาน

.......................สวัสดีปีใหม่ค่ะ.....................
โดย: ณ กมล วันที่: 29 ธันวาคม 2550 เวลา:0:49:20 น.
  

โดย: กวินทรากร วันที่: 30 ธันวาคม 2550 เวลา:17:28:26 น.
  



สวัสดีปีใหม่ค่า มีความสุข สุขภาพแข็งแรงนะคะ^^...
โดย: ขอบคุณที่รักกัน (blueberry_cpie ) วันที่: 7 มกราคม 2551 เวลา:10:25:13 น.
  



เอ.....นี่ผมมาอยู่ที่ไหนเนี่ย
ผมมายังไงกันนะ....หลงมาหรือเปล่าล่ะ


แต่มาแล้วถูกใจ....พบนิราศที่ไม่ได้พบมานาน....รักนิราศ....รักนิราศภูเขาทองของสุนทรภู่

ยังอ่าน ๐๐๐ นิราศ เจนีวารำพัน ๐๐๐ ไม่จบเลย....ขอคัวไปทำงานต่ออีกหน่อยครับ....แล้วจะมาอ่านต่อนะครับ


*******************

ยินดีที่ได้มาบ้านนี้ครับ

โดย: ม้าห้อ....ล้อกวี (cm-2500 ) วันที่: 14 มกราคม 2551 เวลา:16:29:42 น.
  



คงไม่สายไปนะครับกับการ.....

".....สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๑......"

ขอให้ดีทั้งกาย....ใจ....และการดำเนินชีวิต....ครับผม
โดย: ม้าห้อ.....ล้อกวี (cm-2500 ) วันที่: 14 มกราคม 2551 เวลา:16:32:14 น.
  
แวะมาลงชื่อเยี่ยมเยียนครับ
โดย: กวินทรากร วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:17:20:04 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

วรุณนฤมล
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ชายหนุ่มนี้นามวรุณบุญคงน้อย
อายุด้อยต้อยต่ำไม่เดียงสา
รักศาสตร์ศิลป์จึงซมซานจากบ้านนา
ระเห็จมาเมืองกรุงมุ่งสร้างตัว


จิตพาล่องลอยย้อนไกลใจจึงเห็น
อดีตเช่นรอยกระทำทั้งดีชั่ว
สนุกเศร้าวาบหวิวบ้าโกรธกล้ากลัว
บาปพันพัวบุญนฤมิตอดีตตน

ให้คำนึงถึงสายลมโบกโชยเอื่อย
ธารเลาะเลื้อยริมชายป่าในหน้าฝน
มัจฉาน้อยเวียนแหวกว่ายเริงสายชล
ใบไม้หล่นรกราวป่าหญ้าขจี


บึงบัวบานชวนบินร่อนภมรภู่
ฝนพร่างพรูฟ้าสว่างพราวพร่างสี
ปทุมขาวแซมดอกม่วงชมพูมี
รื่นฤดีแดดรอนลับนกกลับรัง

กึ่งราตรีหอมลอยลมชมกลิ่นแก้ว
ปีบร่วงแล้วกลีบรำเพยพระพายสั่ง
หรีดเรไรพงไพรร้องก้องผาดัง
น้ำค้างหลั่งหมอกลอยโรยโปรยโพยม


แสนอาลัยในชีวิตคนชายป่า
นอนมองฟ้านับดวงดาวสกาวโสม
หนาวแต่นอกอุ่นทรวงในใจประโลม
เหมือนอาจโน้มวิมานฟ้าลงมาครอง

สมเพชใจย้ายเข้ากรุงมาตกอับ
หอพักคับแคบขัดเหมือนยัดกล่อง
อบอ้าวกายคล้ายอั้งโล่เสโทนอง
มองฝาห้องต้องคุมขังวังเวงทรวง


นี่หรือคือเวียงชั้นฟ้ามหาเขต
แดนอมเรศเจริญเฟื่องเรียกเมืองหลวง
คนแออัดแต่ส่วนใหญ่หัวใจกลวง
ความหลอกลวงล้วนหลอนทั่วทั้งตัวเมือง

ตึกสูงใหญ่ยอดชูชันถึงชั้นฟ้า
แลรถราล้มหลามคำรามเครื่อง
เสียงกระหึ่มฝุ่นควันฝ้านัยน์ตาเคือง
ค่ำคืนเรืองหลอดไฟฟ้าบ้าเล่นไฟ


บ้างรีบเร่งทำงานจนหามรุ่ง
บ้างก็มุ่งแสวงอำนาจให้บาทใหญ่
ลูกหลานถูกทิ้งขว้างเหมือนร้างไกล
เงินทองไซร้สิ่งสอพลอหล่อเลี้ยงกาย

ผู้มีอัฐถูกนับถือคือพระเจ้า
สั่งซื้อข้าวของสิ่งใดได้ดังหมาย
ต่างละโมบโลภริญำ*ศีลธรรมวาย
บ้างยอมขายแม้ศักดิ์ศรีชีวีตน


แบ่งผักฝ่ายรวมพลังไล่ให้อนาถ
จ้องพิฆาตทำลายล้างอ้างฉ้อฉล
เงินเป็นใหญ่ไร้คุณธรรมนำกมล
ล้วนวกวนก่อบาปกรรมย่ำยีกัน

คนจนดั่งนายวรุณฤๅอุ่นสุข
แค่ไม่ทุกข์เพียงวันใดใช่คือฝัน
จะกินอิ่มนอนอุ่นได้อย่างไรกัน
เพราะนับวันเงินร่อยหลอไม่พอกิน


อุตส่าห์สอบเอนทรานซ์แล้วติดแถวหน้า
เข้ามหาวิทยาลัยได้เรียนศิลป์
ลูกชาวนาสามัญชนจนติดดิน
ต้องโผผินจากบ้านนามาอยู่กรุง

พ่อก็แก่แม่ก็เฒ่าเจ้าคงเห็น
อยากจะเป็นนายช่างศิลป์ตามจินต์มุ่ง
ต้องไขว่คว้าสองมือหาสองขาพยุง
ถึงไต่รุ้งสอยตะวันไม่ครั่นคราม

All Blog