Group Blog
 
All Blogs
 

...........................

วันนี้วันเกิด....แล้วก็เป็นวันพระราชทานเพลิงคุณย่าที่รักมากๆ
เลยไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ในอารมณ์ไหน
ไว้วันหลังจะมาอัพเพิ่มละกันครับ

ถ้าไม่รักงาน
ก็จงเปลี่ยนงาน
ถ้าเปลี่ยนงานไม่ได้
ก็จงรักงานนั้นให้ได้
ถ้าไม่รักใคร
ก็จงเดินจากไป
ถ้าเดินจากไปไม่ได้
ก็จงเดินผ่านไปให้ได้(try harder)
ถ้าเค้าไม่รักเรา
ก้อจงเดินจากเค้ามา
ถ้าตัดใจจากเค้าไม่ได้
ก็จงเก็บเค้าเอาไว้"แค่ในใจ"
เฮ้ยยยย!!!!~เสี่ยว~ ว่ะ

(เอามาจากไหนก็จำไม่ได้ครับ ไม่ได้คิดได้เองแน่ๆ...55+)

ไปหล่ะ .... เดี๋ยวค่อยแวะมาอัพฉลองวันเกิดครับ




 

Create Date : 04 มีนาคม 2549    
Last Update : 4 มีนาคม 2549 11:14:26 น.
Counter : 209 Pageviews.  

in My hEad. volume 2 (พิษร้ายจากโรงเรียนประจำหรือปล่าว?)

เป็นเรื่องที่เขียนขึ้นมานานแล้วเหมือนกัน!!!
จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเขียนตอนตัวเองอารมณ์ไหน
แต่พอกลับมาอ่านแล้วก็ อึ้มมมมส์!!! ช่วงนั้นรู้สึกแย่จริงๆ
แล้วก็รู้ตัวเลยว่า ขาดเพื่อนไม่ได้อ่ะ มันจะฟุ้งซ่านมากมาย
เอ!!! หรือเป็นเพราะว่าเราโตมากับโรงเรียนประจำหว่า
เด็กโรงเรียนประจำคนอื่นเค้าเป็นอย่างนี้กันไหม๊อ่ะ!!!

สิ่งที่เคยเขียนไว้มีข้อความดังต่อไปนี้...

เคยสงสัยไหมครับ
เราดิ้นรนทำทุกสิ่งทุกอย่างไปเพื่ออะไร
เคยรู้สึกไหมครับ เมื่อเราทำสิ่งใดสำเร็จสักอย่าง
เรารู้สึกเหมือนเราได้ขึ้นไปยืนในที่สูงขึ้น
เคยได้ยินไหมครับ ยิ่งสูงยิ่งหนาว
ผมรู้แล้วครับมันหนาว....และก็เหงาด้วย
คืนนี้ผมยืนอยู่ที่ระเบียงห้องตัวเอง มองไปข้างล่าง
...........นิ่ง....เงียบ
ผมมองไปข้างๆ........เหงา
ยังไม่ทันได้แหงนหน้างบอกไปข้างบน.......ผมสั่น
จนต้องกระชับเสื้อให้แน่นขึ้น......มันหนาว
ผมหลับตา......สูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด
แล้วค่อยๆหายใจออกจนหมด......ลืมตาขึ้นช้าๆ
เมื่อผมมองไปข้างๆ...ซ้าย........ขวา........ผมว่ามันก็ยังมีความสุขอยู่นะ อิสระดี
พอผมก้มลงมามองข้างล่าง....ผมกลับสงสัยว่าจะมีใครยืนมองผมจากข้างล่างหรือปล่าว
ผมรู้สึกดีมากๆบนระเบียงนี้......ถึงแม้ว่ามันจะยังเป็นระเบียงที่ยังไม่ค่อยสวยในสายตาผม
ผมแอบคิดไปว่าถ้าวันนึงผมยืนอยู่บนระเบียงที่สวยในสายตาผม
ผมจะโปรยดอกไม้ดอกเล็กๆสวยๆหอมๆลงไปข้างล่าง
.....เมื่อเค้าได้กลิ่นหอมของดอกไม้.....เค้าจะตอบผมได้มั๊ยหนอ......ความรู้สึกดีมันมีกลิ่นหอมอย่างไร....
..........................................................................




ปล.ขอบคุณทุกๆคนที่ทนอ่านเรื่องความคิดเก่าๆ ของผมครับ




 

Create Date : 12 ธันวาคม 2548    
Last Update : 12 ธันวาคม 2548 8:47:19 น.
Counter : 216 Pageviews.  

in My hEad!! volume one

อยู่ๆก็คิดอยากรู้ว่า แต่ละปีที่ผ่านมาเราคิดถึงเรื่องราวต่างๆเปลี่ยนไปยังไงบ้าง ก็เลยไปคุ้ยข้อความที่เขียนไว้เก่าๆมาอ่าน ดังมีข้อความต่อไปนี้

"นานแค่ไหนแล้วหน๊อ…...ที่ผมไม่เคยกินมะม่วงสุกจากต้น คงนานพอๆกับช่วงเวลาที่ผมไม่ได้กลับบ้าน สามปี...ไม่สิมันน่าจะมากกว่านั้น ครับ....ผมไม่ได้กลับบ้านมานานมากแล้ว ไม่ใช่ว่าผมงานยุ่งมาก มีงานรัดตัวจนไม่ได้ไปไหนหรอกครับ ชีวิตนักศึกษาอย่างผมน่ะว่างจะตาย ไม่ใช่ว่าบ้านของผมจะอยู่ไกลมากมายอะไรหรอกนะครับ นั่งรถจากกรุงเทพชั่วโมงครึ่งก็ถึงแล้ว วันนึงไปกลับสองสามรอบยังไหวเลย นอกจากวันจันทร์-ศุกร์ซึ่งเป็นวันเรียนของพวกเรา นักศึกษาอย่างพวกเพื่อนผมพร้อมเสมอที่จะเดินทางระหกระเหินไปเที่ยวต่างจังหวัดเสมอในวันเสาร์-อาทิตย์ ส่วนผมน่ะไม่ค่อยชอบไปไหนกับเค้าหรอก ผมชอบอยู่กรุงเทพมากกว่า ผมชอบไปดูหนัง จิบกาแฟ เดินสวนจตุจักร เข้าร้านหนังสือ ไปสวนสัตว์ ไปสวนสาธารณะ เดินซื้อของฯลฯ คิดๆดูแล้วผมชอบอยู่ในเมืองครับ บ้านก็ไม่กลับ ไปต่างจังหวัดกะเค้าก็ไม่ไป อยู่แต่ในกรุงเทพฯเป็นหลัก ผมคงชอบความเจริญของเมืองใหญ่เมืองนี้ซะแล้ว ความเจริญนำมาซึ่งความสะดวกสบาย เมื่อเราสบายกายใจเราก้อคงสบายไปด้วย

วันเสาร์..เหงาเหงา(วันนี้เป็นวันแรกของเทศกาลปีใหม่) ผมตื่นมาตอนสายๆ แล้วพบว่าเหลือผมคนเดียวอยู่ในบ้าน หน้าตู้เย็นมีกระดาษโน๊ตแปะอยู่ ข้อความในกระดาษนั้นเขียนโดยพวกเพื่อนๆผมเอง “พวกกูเพิ่งคิดกันว่าจะไปเยี่ยม อ.นิวัติ ที่พิจิตรกัน มึงกลับมาดึกพวกกูรอบอกไม่ไหว ถ้าจะตามไปก็ไปเจอกันที่บ้านอ.เลย” เฮ้อ....อีกแล้ว....นิสัยคิดได้ทำเลย ผมล่ะเบื่อจริงๆ ผมคงไม่ตามพวกมันไปหรอก ขี้เกียจนั่งรถ ออกไปใช้เงินดีกว่า เมื่อวานได้ค่าจ้างถ่ายรูปมาเยอะ
อาบน้ำแต่งตัวเสร็จผมก็ออกจากบ้านกะว่าจะไปดูหนังซะหน่อย หยุดหลายวันอย่างนี้ โรงหนังมักจะไม่ค่อยมีคนดู จะได้นั่งดูกันสบายๆ แต่กองทัพต้องเดินด้วยท้องครับ ผมจึงต้องเริ่มจากหาข้าวกินก่อน สะดวกที่สุดคงต้องตลาดหน้าปากซอยนี่แหละครับ สั่งอาหารเสร็จผมก้อมานั่งรอที่โต๊ะ วันนี้คนไม่ค่อยทำกับข้าวกันรึไง ศูนย์อาหารของตลาด คนจึงเยอะขนาดนี้ มีคนแทบทุกโต๊ะเลย ขณะที่ผมนั่งลอยลอย คอยอาหารอยู่ ผมทอดสายตาไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งอายุน่าจะราวๆ สี่สิบเกือบห้าสิบ ผมเธอเริ่มเป็นสีดอกเลาแล้ว ผมเห็นเธอเดินไปพูดอะไรบางอย่างกับคนที่นั่งกินข้าวกันอยู่ตามโต๊ะต่างๆ บริเวณหน้าศูนย์อาหารของตลาดแถวโต๊ะที่อยู่ติดถนน พูดเสร็จเธอก็ทรุดตัวลงนั่งแล้วพนมมือพลางเอามือไปยื้อยุดให้เด็กที่เดินมากับเธอนั่งลงตาม
ขอทานอีกแล้ว เฮ้อ! ผมนึกในใจ ขอทานเป็นกลุ่มคนที่พบได้ทั่วไป ในเมืองใหญ่แห่งนี้ เค้าจะเข้ามาสร้างความรำคาญให้คุณด้วยการหยุดยืนนิ่งจ้องดูกิจกรรมของคุณ ในเวลาที่คุณกำลังเพลิดเพลินกับกิจกรรมที่ต้องนั่งบนโต๊ะ เช่น กินข้าว กินกาแฟ นั่งคุย กินเหล้า โทรศัพท์หรือนั่งรอรถเมลล์กับแฟนก็ตาม เพื่อแลกเศษเงินเล็กน้อยกับการจากไปของพวกเขา(ซึ่งหมายถึงเลิกตอแยเรา) เมืองที่เจริญทุกที่มีขอทาน
ผมนั่งมองตามหญิงคนนั้น เดินไปตามโต๊ะอาหารสี่-ห้าโต๊ะ ทุกโต๊ะแสดงท่าทางต่อเธอไม่ต่างกันนัก บ้างก้อทำเป็นไม่สนใจ บ้างก็โบกไม้โบกมือ บอกให้ไปที่อื่น ผมสงสัยจังว่าเธอพูดกับคนเหล่านั้นว่าอย่างไร จึงได้รับการสนองตอบอย่างนั้น แล้วจานข้าวหมูกรอบก็ถูกวางลงตรงหน้าผม คล้ายๆเจ้าข้าวหมูกรอบจะบอกว่า นี่คือสิ่งที่ผมจะต้องสนใจ มากกว่าหญิงขอทาน อืม.....น้ำราดหมูกรอบสีน้ำตาลทำให้มันดูน่าสนใจกว่าคำพูดของหญิงขอทานจริงๆด้วย
ผมนั่งละเลียดความหวานมันของข้าวหมูกรอบ อย่างเพลิดเพลิน ข้าวหมูกรอบร้านนี้นี่เยี่ยมยอดจริงๆ ข้าวก็ไม่แข็งจนเกินไป หมูกรอบก็ชิ้นใหญ่ทอดด้วยความชำนาญและใส่ใจ ข้างนอกกรอบข้างในนุ่ม ไม่มีกลิ่นไหม้ และไม่เค็มจนเกินไป ไหนจะน้ำราดอีกล่ะ ทำจากน้ำตาลที่เคี่ยวกับน้ำแป้งมันจนข้น รสชาติเค็มนิดๆหวานหน่อยๆ น้ำซุปกระดูกหมูที่เสิร์ฟมาด้วยก็สุดยอด อืม.....กินต้นหอมเป็นของแนมท่าทางจะไม่เลว
แล้วก็มีเสียงแหบๆเศร้าๆ ลอยมาเข้าหูผม ฟังจากสำเนียง เสียงนั้นน่าจะถูกส่งมาในภาษาอีสาน ซึ่งจากความเชี่ยวชาญจากการฟังเพื่อนร่วมรุ่นของผมคุยกัน ทำให้ผมถอดความได้ดังนี้ “คุณผู้เจริญคะ อิชั้นมาจากอีสาน พาน้องหำน้อย(บักหำน้อย) เนี่ยมาตามหาแม่มัน แต่แม่(น้องหำน้อย)มันย้ายไปที่อื่นแล้ว กรุงเทพก็ใหญ่มาก ตามหาไม่เจอ จะนั่งรถไฟกลับบ้าน ตอนนี้ก็ไม่มีเงินแล้ว ขอเงินเป็นค่าข้าวให้หำน้อยมันได้ไหม” อีกแล้ว มามุขนี้อีกแล้ว ค่าข้าวให้เด็ก ทั้งปี!! แล้วผมก็ได้ยินเสียงสะอื้นของเด็ก ตามด้วยเสียงโฮพูดอะไรก้อไม่รู้เรื่อง จับใจความไม่ได้ ฟังแต่เสียงแหบเศร้าปลอบโยนเด็กน้อยว่า “นิ่งเสียเถอะลูก เดี๋ยวกินข้าวแล้วเรานั่งรถไฟกลับไปรอแม่ที่บ้านกัน เดี๋ยวแม่เอ็งก็ไปหาที่บ้าน เดี๋ยวเค้าต้องไปหาเราที่บ้านแน่ๆ แม่เอ็งจะซื้อของฝากเอ็งเยอะแยะ ”
ผมนึกสงสัยในใจ ว่ผมโดนหลอกหรือปล่าว แล้วทำไมแกจะต้องพาเด็กมาลำบากด้วยหนอ ผมหันไปดูทั้งสองคน ผมบังเอิญสบตากับน้องหำน้อยของป้าแกพอดี ว่ากันว่าแววตาของเด็กไม่เคยโกหก แล้วผมก้อพบคำตอบในสายตาเด็กน้อย ไม่พอใจ...หิว...กลัว...วิตก... เห็นแล้วความเคลือบแคลงต่อเรื่องนี้ของผมก็หายไป

นึกย้อนไปเมื่อปีที่แล้ว เราเคยมีบทสนทนาในวงเหล้าว่าด้วยเรื่องของความเจริญ บทสนทนานี้เริ่มขึ้นและจบยังไงผมก็จำไม่ได้ แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งของการสนทนาที่เราพยายามพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจากความเจริญ คนอื่นๆรวมทั้งผม ต่างหยิบยกเรื่องต่างๆมาเสนอกันเช่น รถไฟฟ้ากับการประหยัดเวลาขึ้น ลิฟท์ อินเตอร์เน็ต ไมโครซอฟท์ฯลฯ ในวงเหล้าของเราเมื่อก่อนมักจะมีอาจารย์คนหนึ่งเป็นสมาชิกเสมอๆ ก่อนที่แกจะลาออกกลับไปดูแลแม่ที่ต่างจังหวัด วันนั้นแกเสนอความคิดของแกว่า จริงๆแล้วความเจริญนั้น สร้างโอกาสให้คนเราสามารถแบ่งปันกันได้มากขึ้นและด้วยความเต็มใจ เพราะในความหมายแบบกว้างนั้น ที่ๆเจริญกว่า หมายถึงที่ๆมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากกว่าที่อีกที่หนึ่งมี


ผมหันมาดูยายหลาน อีกครั้งก่อนจะหยิบแบ๊งค์ใบละร้อย สามใบจากในกระเป๋าตังค์ของผม ยื่นให้คุณยายของน้องหำน้อย บอกให้แกซื้อข้าวละเอาเงินที่เหลือช่วยเป็นค่ารถไฟกลับบ้าน แล้วผมก็เดินจากมา ข้าวหมูกรอบมันไม่น่าสนใจเสียแล้วล่ะวันนี้

“คุณผู้เจริญ” คำๆนี้ทำให้ผมนึกถึง อ.นิวัติกับสิ่งที่แกพูดในวงเหล้าเรื่องสิ่งที่มากับความเจริญ ขึ้นมา และพาลสงสัยต่ออีกว่าเมืองที่ขึ้นชื่อว่าเจริญที่สุดของประเทศ แหล่งรวมของความเจริญหลายๆอย่าง จะมี ผู้เจริญ อยู่ในเมืองนี้มากน้อยเพียงใด ผมว่าผมเอาคำถามนี้ไปถาม อ.นิวัติดีกว่า
......ไอ้เรื่องที่ถามเนี่ยนะ คำตอบน่าจะมาจากตัวผู้ถามเอง มากกว่าเพราะเราไม่สามารถมองสิ่งเดียวกันให้เหมือนกัน จากจุดที่อยู่คนละมุมได้....ผมพยักหน้า ก่อนจะยกแก้วกระดกอีกครั้งแก้งง ในคำตอบของแก เมื่อผมถามคำถามที่ผมอุตส่าห์หอบปุเลงปุเลง มาฝากแกจากกรุงเทพ


.......ผมส่งมะม่วงสุกชิ้นสุดท้ายเข้าปาก มะม่วงที่อ.นิวัติแกเอาใส่กล่องยกมาให้พวกเราก่อนกลับ กำชับนักกำชับหนาว่าให้รีบกิน เพราะมันเป็นมะม่วงสุกจากต้น เก็บไว้นานมันจะงอม(สุกเกินไป) ก่อนแกจะหันมาทำพยักเพยิดใส่ผม “คำตอบอยู่ในกล่องแน่ะ แต่อย่าเอาไปค้นหาคนเดียวนะ เดี๋ยวคนอื่นจะอด” แล้วแกก็ยิ้มให้พวกเราอีกครั้ง ก่อนจะขับรถพาเราไปขึ้นรถในตัวเมือง นั่นคือที่มาของมะม่วง ซึ่งเราได้รับคนละลูกเมื่อทำการแบ่งกัน กล่องเหล้าทั้งใบมีมะม่วงอยู่ สี่ลูก ที่เหลือเป็นกระดาษหนังสือพิมพ์ยัดมากันกระแทก มะม่วงอร่อยทำไมมีน้อยจัง...เฮ้อ
เออ...แล้วคำตอบมันเกี่ยวอะไรกลับมะม่วงหว่า.....

ก่อนที่ผมจะกลืนมะม่วงสุก...หอม...หวาน...ที่มาจากบ้าน อ.นิวัติลงคอ ผมแอบคิดว่า หรืออาจารย์ไม่ต้องการจะให้ผมสนใจกับเรื่องของจำนวน แต่ให้สนใจสิ่งที่เป็น เพราะมะม่วงสุกจากต้นที่แกแบ่งให้เพียงลูกเดียว ยังสร้างความอร่อยได้มากมายขนาดนี้ ถ้าผมมีมะม่วงที่ออกลูกอร่อยอย่างงี้ที่ผมจะให้ทั่วทั้งหมู่บ้านเลย................
แบ่ง....ให้ทั่ว....หมู่บ้าน......อ๋อ!!! ผมว่าผมได้คำตอบจากแกแล้วล่ะครับ"





 

Create Date : 08 ธันวาคม 2548    
Last Update : 12 ธันวาคม 2548 2:03:06 น.
Counter : 154 Pageviews.  

เดินสะดุด...โลกลายจุดของคุณป้ายาโยย

คุณป้ายาโยย เป็นใครมาจากไหน หลายคนอาจสงสัย ผมเพิ่งเคยได้ยินชื่อคุณป้ายาโยยพร้อมประวัติย่อๆจากเพื่อนคนหนึ่งที่เป็น curator เมื่อวานซืนนี้จากคำถามของผมที่ถามเค้าว่า "เจ้าแม่วงการ pop อาร์ทญี่ปุ่นคือใคร" พร้อมกันนั้น ก็ได้รับคำเชิญชวน ให้ไปชมงานนิทรรศการของคุณป้าที่ 100ต้นสน แกลลอรี่ ในวันรุ่งขึ้นก่อนที่เราจะไป ดู pru pop life คอนเสิร์ท กัน






คุณป้ายาโยยกันงานชิ้นที่แสดง


งานที่แสดงที่ 100 ต้นสนนี่ไม่ได้มีแค่รถคันนี้เท่านั้นนะครับ ยังมีงาน installation (ถ้างงๆ เดี๋ยวจะหาคำอธิบายมาลงให้ภายหลังนะครับ ) และงานภาพพิมพ์ด้วย
ข้อมูลงานนิทรรศการ ที่ 100 ต้นสน คลิ๊กที่นี่จ้ะ

ต้องบอกไว้ก่อนนะครับว่าผมไม่ใช่ศิลปิน ไม่ใช่นักนิยมศิลปะตัวยง ก็แค่คนที่เดินดูงานศิลปะเพื่อจรรโลงจิตใจธรรมดา งานศิลปะไม่ใช่สิ่งไกลตัวเรา มันอยู่รอบๆเราครับ บางครั้งศิลปะอาจทำให้เราสำนึกถึงสิ่งที่เป็นไป บางครั้งมันทำให้เราตื่นตา ตื่นใจ บางครั้งทำให้เรานึกถึงความทุกข์ระทม บางครั้งมันทำให้เรารู้สึกมีความสุขขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ฯลฯ แตกต่างกันไปตามประสบการณ์ที่ผ่านมาของแต่ละคน

งานของคุณป้าชุดนี้ต้องบอกว่า ไม่ธรรมดาครับ ลองไปอ่านประวัติย่อๆ ของคุณป้าเธอก่อน

ญาโยย คูซาม่า เกิดที่เมือง มะซึโมโต๊ะ จังหวัดนากาโน ในปี ค.ศ. 1929 เธอมีความใฝ่ฟันอยากเป็นจิตรกรตั้งแต่วัยเด็ก และเธอก็ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนศิลปะและหัตถกรรมของเทศบาล กรุงโตเกียว ทั้งๆที่มารดาของเธอคัดค้านอย่างหนัก คูซาม่ามีอาการเจ็บป่วยทางจิตตั่งแต่เด็ก ส่วนหนึ่งที่เป็นสาเหตุอาการเจ็บป่วยทางจิตของเธอ มีผลมาจากปัญหาความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับบิดามารดา ขณะเธออายุ 10 ขวบ เธอได้เขียนภาพของมารดามีจุดวงกลมกระจายเต็มใบหน้า เธออธิบายว่า จุดในภาพที่เธอเขียน เป็นการบ่งบอกถึงความปรารถนาในการลบล้าง และทำลาย

ภาพในความทรงจำที่ไม่เลือนหายของคูซามา คือการมองเห็นลวดลายของดอกไม้ที่กระจายอยู่ทุกหนทุกแห่ง และรอบๆ ตัวเธอ นอกจากนี้เธอยังมองเห็นรูปทรงกลมหรือจุดและลวดลายตาข่าย สื่อทั้งสองอย่างนี้ได้เริ่มปรากฏในงานศิลปะของคุซาม่า เป็นครั้งแรก ใมช่วงปี ค.ศ. 1952 และ 1953 หลังจากนั้น จุดและเส้นตาข่ายก็เข้ามาครอบครุมอยู่ในงานของเธออย่างไม่สิ้นสุด

ในปี ค.ศ. 1943 คูซาม่าได้ย้ายจากเมือง มะซึโมโตะ ไปยัง กรุงโตเกียว เธอตั้งใจสร้างสรรค์งานศิลปะอย่างมุ่งมั่น จนเธอได้มีโอกาสแสดงศิลปะกรรมเดี่ยวของเธอเป็นครั้งแรกที่ห้างสรรพสินค้า ชิโรกิย่า ในกรุงโตเกียว ในปี ค.ศ. 1954 เธอประสบความสำเร็จมากจากการแสดงศิลปะกรรมครั้งนี้ ทำให้ ในปี ค.ศ. 1955 คูซาม่าได้รับการเสนอชื่อให้เข้าร่วมในนิทรรศการภาพเขียนสีน้ำนานาชาติ ครั้งที่ 18 ณ พิพิธภัณฑ์บรู๊คลิน ในนิวยอร์ค นับเป็นครั้งแรกที่ศิลปินญี่ปุ่นได้รับเชิญให้เข้าร่วมแสดงด้วย

หลังจากนั้นในปี 1958 คุซาม่า ได้เดินทางย้ายถิ่นฐานไปที่ นิวยอร์ค คูซาม่า ประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักอย่างมากในอเมริกาในช่วง ค.ศ. 1960 ในฐานะผู้บุกเบิกการใช้วัสดุสร้างสรรค์ศิลปะแนวใหม่ ประติมากรรมที่มีลักษณะอ่อนนุ่ม (Soft Sculpture) ของเธอ กลายเป็นสิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้เธออย่างมากในแวดวงของศิลปะพ็อพ

หลังจากใช้ชีวิตใน นิวยอร์คเป็นเวลาหลายปี คูซาม่าได้เดินทางกลับญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1973

(จาก เว็ปของสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี ไทย-ญี่ปุ่นครับ ขอบคุณครับ)

ถ้าดูเผินๆงานของคุณป้ายาโยย ในชุด Dots Obsession New Century and Dots Obsession Car จะเต็มไปด้วยจุดสีสันต่างๆหลากหลายขนาด จำนวนมาก คุณป้าเธออธิบายไว้ว่าอย่างนี้ครับ "จุด เป็นวงกลมที่มีรูปทรงเช่นเดียวกันกับ ดวงอาทิตย์ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังของโลก และการดำรงอยู่ของชีวิต และรูปทรงเหมือนดวงจันทร์ที่ให้ความสงบ ที่มีความกลม ความนุ่มนวล มีสีสัน ไร้ความรู้สึกและยากต่อการเข้าถึง รูปทรงนี้ ไม่สามารถอยู่ตามลำพังด้วยตัวของมันเองได้ เปรียบเสมือนชีวิต ที่ต้องมีการสื่อสารระหว่างผู้คน จำนวนของวงกลมที่เพิ่มจากหนึ่ง เป็นสอง เป็นสาม และเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณก่อเกิดการเคลื่อนไหว"เป็นเรื่องง่ายๆไหม๊...ไม่รู้ แต่ข้อความนี้ผมอยากให้ใครหลายๆคนเข้าใจ

โลกของป้ายาโยย จุดต่างสีกันสามารถอยู่ด้วยกันได้อย่างลงตัวแล้วก็ดูสนุกสนาน เห็นแล้วผมชักอยากอยู่ในโลกของคุณป้าซะแล้วแล้ว ถ้าเลือกได้ก็ขอเป็นจุดสีเขียว...แล้วคุณหล่ะอยากเป็นจุดสีอะไร....


คลิ๊กที่นี่สู่โลกของป้ายาโยย


ปล.ไว้ถ้าว่างจะมอัพเรื่องคอนเสิร์ต พรู จ้ะ
ปล.ที่สอง ข้อมูลทั้งหมดได้จากการสืบค้นในเว็บของ 100 ต้นสน แกลลอรี สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี่ไทย-ญี่ปุ่น เว็บจุดประกายวันอาทิตย์ และ official website ของ yayoi kusama ส่วนภาพถ่าย ถ่ายเองครับ แต่ว่าถ่ายได้แต่ข้างนอกข้างในเค้าไม่ให้ถ่ายรูป ตามมารยาทอ่ะ




 

Create Date : 05 ธันวาคม 2548    
Last Update : 5 ธันวาคม 2548 15:10:27 น.
Counter : 1174 Pageviews.  

ดอกไม้ไฟ....ดอกไม้...ใจ

ของเก่าเล่าช้าครับผม.....
อย่างที่เคยบอกไว้ว่าไปงานผาเทียนเล่นไฟที่สุโขทัยมา นอกจากการเปรมปรีดากับการดื่มเบียร์ของผมและเพื่อน แล้วก็ดูการแสดง แสง-สี-เสียงแล้ว นี่ครับอีกสิ่งหนึ่งที่ผมมีความสุข(แต่ไม่ถึงขั้นเต็มที่อ่ะ (- -") )




ดอกไม้ไฟ นั่นเอง ผมตื่นตาตื่นใจกับดอกไม้ไฟชุดใหญ่มากมาย ก้อเลยหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายภาพเล่นๆ ถ่ายไปถ่ายมา สายตาที่สลับไปสลับมาระหว่างโทรศัพท์ เริ่มจับจ้องที่โทรศัพท์เพียงอย่างเดียว จากนั้นมือเจ้ากรรม(ข้างเดียวกับที่โดนมีดบาดแหละ)เริ่มกดหมายเลข 9 ตัวที่คุ้นเคย กดโทรออกเสร็จสรรพมันก็ยกมาแนบที่หูผม ปรากฎว่าไม่มีคนรับสาย อนุมานได้ว่าเจ้าของเลขน่ารัก 9 ตัวนั้นคงกำลังนอนฝันดี นี่ดีนะครับที่มีสัญญาณ ถ้าเกิดโทรศัพท์เจ้ากรรมดันมีเสียงผ่านกระบอกเสียงของมันมาที่หูผมว่า "ไม่มีสัญญาณตอบรัก จากหมายเลขที่ท่านเรียก....."ผมคงแย่ 555+(ปล.อันนี้ยืมมาจากสำนวนของคุณทรงกลด บางยี่ขัน เค้าหน่ะ)
เฮ้อออ!! ผมก็เลยนึกขึ้นได้ว่า การยืนดูดอกไม้ไฟคนเดียวนี่มันจืดชืดยังไงก็ไม่รู้ ผมสันนิษฐานว่าการดูดอกไม้ไฟน่าจะให้รสหวานกลมกล่อมกว่านี้ ถ้าเรามี"ดอกไม้...ใจ"ด้วย
ดอกไม้...ใจ นี่เป้นดอกไม้ที่น่าตื่นเต้นครับ เพราะการปลูกต้องปลูกพร้อมกันสองคน วิธีการปลูกนี่มีหลายวิธีต่างกันไป แต่ว่าคนทั้งคู่ต้องปลูกต้นรักก่อน มันน่าตื่นเต้นเวลาที่ดอกมันบานครับ ทั้งนี้คงเพราะว่าหัวใจคนเราดวงไม่ได้ใหญ่อะไรมากมาย ดันมีดอกไม้ไปบานอยู่อีก มันก็ต้องคับหัวใจเป็นธรรมดา ทีนี้พอหัวใจเราคับเพราะมีดอกไม้บานอยู่เนี่ย เราจะรู้สึกได้ว่าเลือดลมจะไหลเวียนอย่างรุนแรง แน่นๆหัวใจหวิวๆจี๊ดๆ ตามแต่ละคนจะบรรยายละกันนะครับ แต่ดอกไม้...ใจ เนี่ยมันมองไม่ค่อยเห็นว่าดอกมันบานอย่างไร เมื่อไหร่ แต่เราเช็คได้ครับ ว่าช่วงเวลานี้ดอกไม้...ใจเราบานหรือปล่าว มีหลายวิธี แต่เบสิคสุดๆต้องนี่ครับ ลองกุมมือคนข้างๆ(คนที่คุณปลูกต้นรักหรืออยากจะปลูกต้นรักร่วมกับเขา)ดู ถ้ามันเกิดอาการหัวใจพรุ่งปรี๊ด!!!! ก็แสดงว่าดอกไม้...ใจ คุณน่าจะบานกำลังงามครับ
เอาหล่ะหรับ หลังจากที่ผมจำใจต้องกดวางหูหลังจากที่แน่ใจว่าไม่มีคน(ตื่น)มารับแน่ๆ ผมก็เริ่มห่อเหี่ยวนิดนึง เพราะว่าลอยกระทงปีนี้ ดอกไม้...ใจ ของผมคงไม่บานแน่ๆ (อ้อ...ลืมบอกไป ว่าดอกไม้...ใจ เนี่ยมันจะเบ่งบานเป็นพิเศษในช่วงเทศกาล หรือโอกาสพิเศษต่างๆเช่น วันเกิดหรือวันฉลองรับปริญญา ฯลฯ ครับ) แต่ไม่เป็นไร เทศกาลนี้ไม่บาน ก็ไม่เป็นไร ต้นยังไม่ตายซะหน่อย เดี๋ยวหยอดเมล็ดใหม่ วันข้างหน้าก็บานได้อีก เน๊อะ!!!!(555+)ว่าแล้วก็เลยเลือกรูปดอกไม้ไฟสวยๆมาหนึ่งรูปแล้วส่งไปยังหมายเลขน่ารัก 9 ตัวเจ้าเดิม พร้อมแนบข้อความสั้นๆ"มาดูพลุกันเห๊อะ" (วันนี้ผมเพิ่งนึกได้แหะ!! มันสั้นเกินไปจริงๆ) ในสมองผมได้แต่หวังว่าเมล็ดพันธุ์เม็ดนี้มันจะออกดอกเร็วๆนี้นะ



ปล.อยากมีเวลาเยอะกว่านี้แหะ

ลป.แล้วคุณๆหล่ะครับลอยกระทงปีนี้ ดอกไม้...ใจ บานกันมั่งหรือปล่าว




 

Create Date : 20 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2548 15:34:21 น.
Counter : 353 Pageviews.  

1  2  

Valentine's Month


 
tongdigy
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เฮ่ยยยยย++GooD sometimes BaD:BaD sometimes GooD++








Friends' blogs
[Add tongdigy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.