Group Blog
 
All blogs
 

ฮ่องกง-มาเก๊า *ทริปทดลอง :3






มาแล้ว! มาเก๊า




เช้าวันที่ 4 เก็บของเสร็จ เช็คเอาท์ ลากกระเป๋าออกจากห้องพัก
ตรงดิ่งย้อนไปทางเดิมกับวันแรกที่มาถึงฮ่องกง
ระหว่างทาง ก็โทรบอกม๊าว่าจะข้ามไปมาเก๊าแล้ว
ม๊าดันอยากได้น้ำหอมเพิ่ม ก็เลยจัดการทิ้งน้องสองคนไว้หน้าห้างพร้อมกระเป๋า
แล้วฉันกับพี่ชาย ก็เดินย้อนกลับมาร้านที่ใกล้ที่สุด


ได้น้ำหอมแล้ว ตอนกำลังจ่ายตังส์ พี่ชายหันไปเห็นยาแก้ไอ ยาอม ยาแก้ไข้
"แม่ง! ถูกกว่าเซเว่นอีก ไม่น่าเลยหว่ะ"


เฮียหนึ่งเดินกลับออกมาด้วยความช้ำใจ ยาที่ซื้อกินเมื่อวาน มันแพงกว่าเกือบเท่าตัว!
ทั้งๆ ที่เดินผ่านร้านพวกนี้อย่างเยอะ แต่ไม่คิดว่ามันจะขาย
สุดท้าย ก็เสียเงินซื้อประสบการณ์กับเซเว่นฮ่องกงไปเรียบร้อย







เรือเทียบฝั่งมาเก๊าเสร็จ ตรวจคนเข้าเมืองอีกรอบ ก็เดินไปรอรถเมล์ที่ป้าย
ที่มาเก๊าจะลำบากกว่าฮ่องกงนิดนึง เพราะเขาไม่นิยมใช้บัตรกัน
ส่วนใหญ่จะใช้เหรียญในการหยอดตู้ที่ด้านหน้า


ลงรถแถวเซนาโด้ สแควร์ แล้วก็เดินลากกระเป๋ากันไป 3คนพี่น้อง
เดาๆ ทางกันไป จนไปถึงโรงแรมที่พัก


ความกว้างของมันช่างแตกต่างกับฮ่องกงเว่อร์ๆ
ห้องที่นี่ใหญ่กว่า กว้่างกว่า สะดวกสบายกว่า
โยนๆ ของไว้ แล้วก็นั่งพักได้แปปนึง ก็ออกมาหาอะไรกินกัน

สิ่งแรกที่เฮียหนึ่งบอกคือ แลกเงินเป็นมาเก๊าก่อนเหอะ จะได้มีเหรียญด้วย
ก็เลยเดินไปแลกที่ข้างๆ กับที่พัก แต่เหรียญที่ได้มาช่างน้อยเหลือเกิน
เลยเอามาปนๆ กับเหรียญฮ่องกง เพื่อที่จะรวมเงินกันขึ้นรถเมล์ไปหาที่เที่ยวกับที่กิน


ขึ้นรถเมล์ไม่ยากแล้ว แต่ที่ยากคือเราจะลงตรงไหน ในเมื่อชื่อที่เรารู้คือภาษาอังกฤษ
แต่ตัวอักษรที่มันแสดงให้เห็นเป็นภาษาโปรตุเกส แม่งยากตรงนี้แหละ!




มองสองข้างทาง อยากลงตรงไหน ก็ไปกดกริ่ง พอถึงป้าย เขาก็ส่งลง
ลงมาก็เดินดูนั่นนี่ มันมีที่นึงที่คล้ายๆ หมู่บ้าน ก็เลยเดินไปดู
เงียบมาก ร้างมาก เหมือนกับว่าเจ๊งไปแล้ว แต่ตรงกระจกทุกที่มันเขียนว่า "coming soon"

ล้มเลิกละ! อากาศร้อนเกินไป กลับดีกว่า หาอะไรกิน แต่!!!




ในกระเป๋ามีแต่แบ้งค์แล้วอ่ะ เอาไงดี
หันไปเห็นเกมเซ็นเตอร์
"นี่แหละ เล่นๆ มันจะมีให้แลกเหรียญด้วย เชื่อข้า"


ตามนั้น เดินเข้าไป แลกชิป เล่นๆๆ
ลักษณะมันเหมือนเกมเซนเตอร์ในการ์ตูนญี่ปุ่นอ่ะ
ที่มันจะทึบๆ หน่อย ส่วนใหญ่จะมีแต่เด็กผู้ชาย


เล่นไปได้ซักพัก ก็ทำเนียน จะเอาชิปไปคืน
แต่สายตาเหลือบไปเหมือนว่า...เขางดแลกคืน! แม่เจ้า
"เฮีัยหนึ่ง เขาไม่ให้แลกคืนอ่ะ"
"ตลกแล้ว" คุณพี่ไม่เชื่อ แล้วเดินไปถามกับเคาน์เตอร์ หน้าแตกกลับมา

สรุปต้องเอาชิปที่เหลือไปเล่นให้หมด แล้วก็เดินจากมาแบบหง๋อยๆ
อากาศร้อนมาก หิวน้ำมาก ด้านหน้าเกมเซนเตอร์มีตู้น้ำ แต่หยอดไม่ได้ไง ไม่มีเหรียญ!



สุดท้ายก็เดินมาเรื่อยๆ จนเจอร้ายขายของชำอยู่ฝากหนึ่ง
เดินเนียนๆ เข้าไปซื้อ แล้วต้องคำนวนว่า ถ้าซื้ออันนี้จะต้องจ่ายแบงค์ไหน ให้ได้เหรียญ
ได้เหรียญมาก็เก็บอย่างกะมันเป็นทอง แยกไว้ต่างหาก อย่างดี!


เดินเข้าร้านถัดไป กินบะหมี่เป็นมื้อเย็น รสชาตเอาได้อยู่นะ
แต่ปริมาณไม่ได้เยอะเท่ากับฮ่องกง ราคาก็พอกัน สรุปถือว่าแพงอยู่




ในเมื่อมีเหรียญ ก็ได้ขึ้นรถเมล์ซะที แต่ยังไม่อยากกลับเห็นตรงไหนน่าเที่ยวก็กดลง
ลงไปเดินดูนั่นนี่ แล้วก็ถ่ายรูป

ไม่ได้สำรวจฮ่องกงมากมาย เพราะย่านที่อยู่เป็นย่านธุรกิจและแหล่งช็อปปิ้ง
แต่ตรงนี้ ที่มาเก๊า เมืองเค้าจะมีแต่คาสิโน ที่เด่นและดูโอ่อ่า อยู่ตรงกลางเกาะแต่ละเกาะ
ด้านรอบนอก จะมีปั้มน้ำมันที่ติดกับภูเขา


มันทำให้คิดว่า แล้วพวกแหล่งอุตสาหกรรม ร้านทอง ร้านวัสดุก่อสร้างอะไรพวกนี้ตั้งอยู่ตรงไหน
ยิ่งที่ฮ่องกงยิ่งไม่เห็นเลย...




อีกสิ่งหนึ่งที่มาเก๊าต่างจากฮ่องกง ทั้งที่มีตึกสูงเหมือนกันคือ...
ที่นี่มีลม! มีลมพัดไปพัดมา แต่อากาศกลับอบอ้าว  มันแปลกดีเนอะ!


สำรวจเสร็จ ก็เดินมาขึ้นรถเมล์ ไปลงที่เซนาโด้ สแควร์เหมือนเดิม
ณ วันนี้ จะเก็บซากโบสถ์เซนต์ปอลไปเลย เพื่อที่พรุ่งนี้จะไปเกาะไทปา!


เดินเข้ามาที่เซนาโด้ สแควร์ ของที่ขายก็คล้ายที่ฮ่องกง แต่ให้ความรู้สึกว่าแพงกว่า
เดินเลยๆ ไปเพื่อที่จะหาซากโบสถ์ที่ว่านั่น

เฮียหนึ่งบอกว่าเคยมา ให้เดินตามมาเลย เนี่ยๆ คุ้นๆๆ
แต่สุดท้าย...หาไม่เจอจริงๆ ไปโผล่ที่โบสถ์อะไรซักอย่างที่ไม่ได้เป็นซาก

เหนื่อยมาก เมื่อยมาก ไม่หิวเลย แต่ร้อนอ่ะ
อยากกลับไปนอนแต่ไม่กล้าพูด



กว่าเฮียหนึ่งจะถอดใจกับการหาซากโบสถ์เวลาก็ผ่านไปเกือบ 2 ชั่วโมง
พอเข้าห้องนอนได้ปุ๊บ ขออาบน้ำก่อนเลย ไม่ไหวจริงๆ อบอ้าวมาก
คืนนั้นก็ไม่ต่างจากคืนอื่น อ่านนิยาย เม้าท์กะชุกะมม. แล้วก็กลับไป


และตอนเช้าพี่ชายก็มาปลุก ยังไม่เช็คเอ้าท์ แต่จะออกไปพิชิตซากโบสถ์ก่อน
คราวนี้ไม่ขึ้นรถแล้ว รู้ว่ามันใกล้มาก! เดินค่ะ


เดินออกมาที่เซนาโด้เหมือนเดิม ด้วยรู้ละว่ามันจะร้อนมาก เสื้อกล้ามพอ! เสื้อคลุมวางไว้ที่ห้อง
มาถึงก็เดินๆๆ ตามทางเมื่อคืนเด๊ะ! แต่...


"เฮ้ยๆๆ อยู่นั่น เจอแล้ววว" ดีใจเว่อร์ไปไหม แต่มันดีใจจริงๆ ก็เดินทางเดียวกับเมื่อคืน
แต่ทำไมเมื่อคืนกลับไม่เจอ โหวววววว เอาซะเมื่อย


ไปถึงก็ไม่มีอะไร มันก็คือผนังโบสถ์ด้านหนึ่งนี่แหละ
ตอนที่ไปถึง มีคนมาถ่ายรูปพรีเวดดิ้งด้วย แต่ตอนนั้นไม่สนใจจะมอง
เดินขึ้นบันไดก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว อากาศอบอ้าวมาก
กว่าจะลากเฮียหนึ่งออกมาจากตรงนั้นได้ แทบแย่ มีแต่จะพาเดินไปดูนั่นนี่
แต่คือน้องง่วงและร้อนมาก!

เพราะเฮียหนึ่งเคยมาแล้ว เลยภูมิใจเสนอทาร์ตไข่มาก
คือก็รู้กันว่ามันไม่ต่างอะไรจากที่กินในเคเอฟซีหรอก แต่มาถึงแล้วกินซะหน่อย
จัดไปกันคนละหนึ่ง พร้อมน้ำ 1ขวด



นึกว่าจะได้กลับเลยแต่!
"มาถึงแล้ว เดินขึ้นไปดูข้างบนกัน"


แม่เจ้าาาาาา พี่ท่านคึกอะไรแต่เช้า
แต่ในเมื่อเขาพาเรามา เราต้องสนอง ด้วยความบ้าจี้ก็เดินตามกันไป
แค่นี้เอง จิ๊บๆ




แต่ด้วยอากาศที่อบอ้าว กับการเดินขึ้นเขาทางที่ไม่ราบรื่น
โอ้วววว มันเหนื่อยดีแท้หว่ะ แต่สุดท้ายก็ได้มามองมาเก๊าจากมุมสูงแล้วอ่ะ
อยู่บนนี้ลมเย็นมาก เย็นกว่าเดอะพีคของฮ่องกงอีกอ่ะ
ติดใจอ่ะ ไม่ลงได้มั้ย ข้างล่างมันร้อน
แต่พี่ท่านกลับรีบพาลง ด้วยว่าหิวข้าว....ใจร้าย~



ลงมาซื้อของฝาก แล้วก็ไปหามื้อเช้ากัน
จำได้ว่าขามาผ่านร้านนึงเห็นคนยืนต่อแถวกันยาวยืด ร้านนั้นแหละ! อร่อยแน่!!


แต่พอไปถึง ดูราคาจากเมนู ดูเงินในกระเป๋า...
พอเหอะ มาม่าคนละห่อละกัน
มันไม่ได้แพงมากอะไร แต่ราคามันเกินกว่าเงินที่มีอยู่

กลับห้องเก็บของ ซัดมาม่ากับน้ำโค้กไปคนละกระป๋อง
แล้วก็ของีบอีกแปป


ถึงเวลาเที่ยง โดนรีเซปชั่นโทรตามให้เช็คเอาท์ก็เดินลงมา
เช็คเอาท์แล้วเอาเงินมัดจำที่ได้คืน ไปนั่งกินติมซำร้านข้างๆ
ขึ้นรถเมล์ไปต่อรถฟรีไปเวเนเชียน





ไปถึง ฝากกระเป๋า เดินเล่น
ต่างคนต่างเดิน ต่างคนต่างถ่ายรูป แล้วก็มาเจอกันที่ฟู๊ดคอร์ด
ไม่น่าเชื่อว่ากินกันอย่างประหยัดมาก แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยหิวด้วย


มันเป็นข้อเสียของเทคโนโลยีหรือเปล่าไม่รู้นะ
แต่ทุกคนพร้อมใจกันนั่งเล่นโทรศัพท์ นั่งเล่นไอแพดอยู่
ไม่ได้เดินไปไหนต่อ แต่ก็นั่งคุยกันออกรสมาก


สุดท้ายก็ถึงเวลา บ๊ายบายมาเก๊าแล้วซะที
การเดินทาง 5 วัน 4 คืนจบแล้ว
พร้อมความรู้สึกมากมาย ...อยากมาอีก ไม่อยากมาอีก
รู้แต่ว่าเที่ยวยังไม่หมดทุกที่ แต่มันก็ดูเหมือนไม่ค่อยมีอะไรมากมาย


ถ้าให้มาอีก....จะอยากมามั้ย?
สุดท้ายมันคือเรื่องของอนาคต









 

Create Date : 26 กุมภาพันธ์ 2556    
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2556 13:45:39 น.
Counter : 249 Pageviews.  

ฮ่องกง-มาเก๊า *ทริปทดลอง :2






ฮ่องกงกับตัวฉัน ...




เช้าวันถัดมา ตื่นแบบสายๆ งงๆ ไม่มีแพลนอะไรแน่นอน
แปลกใจที่พี่ชายไม่มาเคาะประตูเรียก
โอเค! ไปเคาะประตูเรียกเองก็ได้


...

ได้บทสรุปว่า วันนี้ผู้ร่วมชะตากรรมเหลือแค่ 3 คน
คุณพี่หมอบคาเตียงไปแล้ว ด้วยที่เมื่อวานตากฝนตากแดดกันแบบไม่ตั้งใจ





มันคือวันชิลๆ ธรรมดาวันหนึ่ง ที่เริ่มต้นจากการเดินออกไปหาร้านติ่มซำร้านดัง
เหมือนเดิมคือเดินหานานมาก จนแทบจะถอดใจ
และสุดท้าย เข้าใจในความโง่ของตัวเอง...เราเดินผ่านมันมาเกือบ 3 รอบถ้วน


สิ่งที่ยากของการมาต่างประเทศ คือเมนูอาหารที่เป็นภาษาถิ่น
ไม่เข้าใจว่า ทำไมเขาไม่ใจดีเหมือนเมืองไทย ที่ทำเมนูเป็นภาษาปะกิด

กว่าจะสั่งกันรู้เรื่อง ก็ย๊ากยากๆๆ มันไม่มีรูป มีแค่ตัวหนังสือจีน
พอขอเมนูอังกฤษ ก็ไม่ช่วยอะไร เพราะไม่รู้ว่าหน้าตามันเป็นยังไงอยู่ดี

แอบชำเลืองมองคนร่วมโต๊ะ (คือแชร์โต๊ะกัน 3 กลุ่ม) เขาติ๊กอะไรเราติ๊กมั่ง
พอเขาเอามาเสิร์ฟ ก็งงๆ ว่า อ้าววว ของเราหรอว๊ะ
กินกันงงๆ สั่งอะไรมาบ้างก็ไม่รู้ ก็อร่อยนะ ในแบบของฮ่องกง
แต่ไม่พ้นว่า อาหารจีนความมันไม่แพ้ใครจริงๆ




กินเสร็จก็เริ่มต้นการใช้พลังงาน นั่ง mtr ไปโผล่ย่านเซ็นทรัล
คนละฝั่งเมืองกับที่อยู่ ส่วนใหญ่แถบนั้นที่มองเห็นคือพนังงานออฟฟิตที่เดินควักไขว่
กับห้างหรูหราที่เดินเชื่อมถึงกัน ทำให้นึกถึงย่านสยามของกรุงเทพ
แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือนกันคืออากาศ

ใครว่าเมื่องไทยร้อน ฉันก็ไม่เถียง แต่ฮ่องกงจุดที่ฉันยืนอยู่มันคือร้อนกว่า!
มันร้อนแบบอบอ้าว เหมือนอยู่ในหุบเขาของตึกสูง แทบไม่มีลม
จากที่คิดว่าจะนั่งรถรางดูเมือง เป็นอันพับเก็บค่ะ ไปเดินตากแอร์ดีกว่า




เดินไปได้พักนึง ตัดสินใจกลับไปแถวที่พักดีกว่า
วันนี้ต้องจัดการซื้อของฝากให้ครบ เพราะพรุ่งนี้จะบ๊ายบายกันแล้ว
พอกลับมาถึงจิมซาจุ่ย  หนุ่มหล่อคนเดียวขอกลับไปนอน
เลยเหลือฉันกับน้องที่ยังคงต้องเดินกันต่อ



บอกได้คำเดียวว่าโคตรเมื่อย เมื่อยแบบที่ว่าไม่อยากจะลุกเดินไปไหน
จนคิดว่าครบแล้ว ก็กลับไปตั้งหลักที่ที่พักก่อน ต้องไปสำรวจสมาชิกด้วย

กลับไปถึง กำลังจะนอน คุณพี่กับคุณน้องก็มาเคาะห้อง
เขาชาร์ตแบตกันมาแล้วเนอะ ก็มาลากเราที่เพิ่งเข้ามาให้ออกไปตะเวนอีกรอบ




รอบนี้เรียกว่าตะเวนจริงๆ
มันเริ่มจากเดินวนถนนล็อกโรดอยู่ 2 รอบ แล้วก็ตัดสินใจกินข้าวที่ร้านหนึ่ง
อาหารแบบเดิมๆ เป็นแนวอีซี่ ที่คิดว่าจะสั่งง่ายที่สุดแล้ว
แต่ด้วยความที่เบลอหรืออะไรไม่รู้ ก็ชี้นิ้วไป แล้วบอกว่า สองเซ็ต
พนักงานรับออเดอร์ก็ถึงกับเอ๋อไปเลย อะไรคือสอง?
นั่นสิ่ สั่งเสร็จร้อง เฮ้ย! ไม่ใช่ค่ะ ทูเซ็ต ,, น๊านนนนน ยังอุส่าห์ไปพูดไทยกะเค้าอีก
อาการหนักแล้วจริงๆ นะ 5 5 55




พอกินอิ่มก็มาจับจองพื้นที่ ส่องแถวๆ หอนาฬิกา มันมีชื่อว่าอะไรไม่รู้
ดูเสร็จ ก็ไปยืนริมน้ำ มันจะมีที่ให้ยืน ซึ่งคนเยอะมาก
ประมาณ 2ทุ่ม (เวลาที่นั่น) การแสดงแสงสีก็เริ่ม


แบบตอนอ่านรีวิวมา มันดูอลังการป่ะ แต่พอดูจริง ก็แบบ..นี่หรอ? เอาจริงดิ?
คือเขาทำให้เหมือนกับตึกรอบเกาะฮ่องกงกำลังคุยกันอยู่
โชคดีที่คือวันนั้นเป็นการบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ ก็เข้าใจบ้าง
แต่คำถามคือ...แค่นี้จริงดิ?  แต่ก็อยู่ดูจนจบ ด้วยความเข้าใจว่า มันจะมีอะไรมากกว่านี้


...แต่มันก็มีเท่านี้จริงๆ พอคนเริ่มสลายตัว เราก็เดินแยกกันออกมาบ้าง
เดินถ่ายรูปรอบๆ บริเวณนั้น แล้วก็เดินลอดใต้ subway เพื่อที่จะข้ามฝากกลับไป


เดินไปได้พักเดียว สายตาเหลือบไปเห็นคนนั่งอยู่ที่พื้น
ตอนแรกมองไม่ชัด เลยมองใหม่

"ว๊ายยย" ร้องเสร็จก็หลับตา กอดแขนน้องแน่นมาก แล้วก็เดินตัวแข็งๆ ผ่านมา

สิ่งที่สายตามองเห็นคือขอทานตัวดำๆ คนหนึ่ง นั่งอยู่กลางซับเวย์
มันก็ไม่ได้น่ากลัวมาก เพียงแค่ไม่คิดว่าที่นี่จะมีอะไรแบบนี้
เพราะตั้งแต่อยู่มา 2 วันกว่า ไม่เคยเห็นขอทาน คนจรจัด หรือหมาข้างถนนอะไรแบบนี้เลย





ผ่านซับเวย์มาได้ ก็หาทางไปเดอะพีค เนื่องจากดูแผนที่แล้ว
"เฮ้ย เนี่ยไม่ไกลมาก เดินละกันเนอะ"
หนึ่งเสียงว่าเดิน สามเสียงที่เหลือทำได้แค่เดินตาม
จนสุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ...วิ่งขึ้นเขา!


เฮ้ยยยย ทำไปได้จริงๆ
ไปถึงก็ซื้อบัตร นั่งรถไฟที่เป็นรางขึ้นไปบนเขา
เขาเรียกว่า Peak Tram


ตอนที่ไปถึงก็ 3-4ทุ่มแล้วอ่ะ แต่คนยังเยอะอยู่
ด้วยความเฟี้ยวของพี่ชาย มันบอกว่าซื้อตั๋วเที่ยวเดียว ขากลับนั่งรถเปิดประทุนกัน
โอเค จัดตามนั้น!!!


ขึ้นไปถึง ยังต้องต่อบันไดเลื่อนอีก 7 ชั้นกว่าๆ
แรกๆ ก็ไม่อะไร ไม่ได้กลัวมากมาย แต่ว่าชั้นสุดท้ายนี่ บันไดอยู่ตรงกลางเลยและสูงมาก
สิ่งเดียวที่ทำได้คือ ยืนตัวแข็งๆ และไม่ทำปากดีใส่พี่ชาย
เพราะหากมันแกล้งขึ้นมา ได้ยืนร้องไห้อยู่ตรงนั้นแน่ๆ 5 55 55





บนนั้น เป็นที่แรกที่ให้ความรู้สึกว่า "เฮ้ยยยย ฮ่องกงก็มีลมหว่ะ"
แต่ลมบนเขาสูงๆ แบบนั้น กลับไม่เย็นและไม่แรงเท่ากับดาดฟ้าซักตึกของบ้านเรา
ก็ไม่เข้าใจทิศทางลมเท่าไหร่ แต่จากที่ตาเห็น ตรงที่เขาแสดง SOL เมื่อกี้
มองลงไปจากมุมนี้ มันสวยกว่ามากๆ เลย



พอลงมาถึงจุดที่ต้องต่อรถ ด้วยความที่ไม่ได้ซื้อบัตรนั่งพีคแทรมกลับ
ก็ต้องอ้อมไปอีกฝั่ง เพื่อรอรถบัสกลับลงเขา...


แต่เหตุการณ์มันแปลกๆ อยู่ เมื่อลงมาแล้วมี 3 แถวยาวๆ ที่คนยืนรออยู่
มันก็ไม่มีป้ายบอกว่า จะไปไหนต้องเข้าแถวไหน หรือแถวไหนคือรถแบบไหน
อาศัยมองเอาจากที่เห็น และเนื่องจากแถวแรกที่ใกล้ที่สุด มันดูจะเร็วที่สุด


แต่รถไม่ได้มาเรื่อยเหมือนแท็กซี่ นานๆ ทีมันจะมาซะที
สุดท้าย อันไหนเร็วสุด ไปอันนั้นเหอะ ง่วงมาแล้ว...





จากความคิดที่จะนั่งรถเปิดประทุนท้าทายความหวาดเสียวในการลงเขา
กลายเป็นนั่งรถตู้เก่าๆ กลับลงมา แต่ความเสียวไม่ต่างกันเลยจริงๆ

ทางขึ้น-ลงเขาที่รถสวนกัน เวลากลางคืน กับรถที่ขับเร็ว
มาถึงปลายทางอย่างปลอดภัย ทุกคนแทบจะลงที่เดียวกันหมด
จากจุดที่ลงรถ เดินประมาณ 5 นาทีก็ถึงที่พัก
แต่กลายเป็นว่า ต้องไปเดินหาซื้อฝาปิดเลนส์กล้องก่อน มันหายไปแล้ว...






สวัสดีคืนสุดท้าย บ๊ายบายฮ่องกง เปิดไอแพดอ่านนิยาย เม้าท์มอยกับชุและมม.
แล้วก็หลับแบบที่คิดว่า...ขอตื่นสายได้ไหมพรุ่งนี้หน่ะ!









 

Create Date : 26 กุมภาพันธ์ 2556    
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2556 13:06:54 น.
Counter : 1016 Pageviews.  

ฮ่องกง-มาเก๊า *ทริปทดลอง :1






ทริปทดลอง!



เริ่มต้นแค่อยากไป อยากไปเมืองนอกซักเมือง ไปที่เรียกว่าไปเอง
อยากแบกกระเป๋า เดินเที่ยวเหมือนฝรั่งที่มาเที่ยวเมืองไทย
คิดแค่นั้นจริงๆ...


ทริปนี้ต้องกราบแนบอกพี่ชายงามๆ Smiley เพราะนอกจากพี่ท่านจะพาไปแล้ว
คุณพี่ยังออกตังให้เกินครึ่งด้วยซ้ำ /โค้งหัว




ทุกอย่างเลือกเองหมด จะไปวันไหน กลับวันไหน อยู่กี่วัน พักที่ไหน เที่ยวที่ไหน
ตามใจฉันค่ะ! พี่ชายช่วยออกเงิน แต่ไม่ยอมมีส่วนร่วม บอกว่าคิดเองทำเอง!!

ทีนี้ก็หัวปั่นเลย หาโน่นอ่านนี่ เตรียมนั่นนี่คนเดียว ทั้งๆ ที่คนร่วมทริปก็ 4 คนถ้วน!
ไม่กินแรงกันเลยจ้า~





17 กรกฏา '55 เวลา 6 โมงเช้า ณ สุวรรณภูมิ
(แอบกระซิบว่าเกือบมาไม่ถึง เนื่องจากคุณน้องคนขับแอบหลับใน = =)
จะเรียกว่าอะไร มาเร็วไปก็คงถูก นั่งรอเช็คอินอีกนานโข
และด้วยไม่รู้จะเดินดูอะไร สุดท้ายไปนั่งเล่นเน็ตรอที่เกตดีกว่า

พอเครื่องเทคออฟ สิ่งที่ได้รับคือนรกจริงๆ
น้องผู้หญิงที่นั่งข้างหลัง แม่งงอแงงี่เง่ามาก แถมโปรโมชั่นถีบเบาะด้วย



ทริปนี้ยังคงนั่งการบินไทยเหมือนเดิม แต่ว่าเป็นสายการบินเปิดใหม่ ThaiSmile
แลนดิ้งที่มาเก๊าประมาณสิบโมงได้มั้ง  ตรวจคนเข้าเมืองเสร็จ ก็จับแท๊กซี่ไปท่าเรือเลย
ด้วยวันสามวันแรกจะไปหมกตัวอยู่ที่ฮ่องกง...

ซื้อตั๋วขึ้นเรือมา  พอเรือออกก็เริ่มสลบกันเป็นแถบๆ
เนื่องด้วยกินแค่ของว่างบนเครื่อง และเรือเริ่มโครง  หลับก่อนเมาเรือเป็นดีที่สุด

จริงๆ มีท่าเรือบนเกาะไทปานะ คือเท่าที่ศึกษามาพอลงเครื่องแล้วเดินอีก 10นาทีก็ถึงเลย
แต่ฉันเลือกมาขึ้นที่เกาะมาเก๊าแทน  อยากถึงเร็วๆ ไม่อยากลอยอยู่กลางทะเลนาน
ของเทอร์โบเจ็ทใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมงพอดีก็ได้ขึ้นมาวิ่งเล่นบนแผ่นดินแล้ว
และอีกเหตุผลหนึ่งที่เลือกใช้บริการเทอร์โบเจ็ท เพราะจะได้มาขึ้นที่เกาลูนพอดี
ใกล้กับที่พักมากๆ  ใช้เวลาเดิน (ขอย้ำว่าเดิน) ประมาณ 10นาทีเอง
(แต่เอาเข้าจริง เดินไกลกว่านั้น เพราะงงกับแผนที่และหาที่พักไม่เจอ)


ที่พักที่เลือกเป็นแค่เกสเฮ้าส์ธรรมดา  แต่สภาพภายในสำหรับเราก็โอเคดี
ลิฟต์ที่ใช้่ก็ค่อนข้างน่ากลัว แต่เราตื่นเต้นนะ มันเป็นลิฟต์ที่โคตรโบราณเลย



หลังจากเอาของเก็บ กลิ้งๆ อยู่บนเตียง  เช็คอินในเฟสบุ๊คและทวิตเตอร์เรียบร้อย
ก็ตรงดิ่งลงมาหาอะไรกินกันที่ถนนข้างๆ  วนซ้ายวนขวาจิ้มๆ เอาซักร้าน

ครั้งแรกที่ดูเมนู ในใจก็นึกไปว่า 'โหยยย แม่งแพง!'
แต่พออาหารมาเสิร์ฟแล้ว สิ่งที่หลุดออกจากความคิดทันที "ตรูจะกินหมดมั้ย?"
อาหารถามว่าอร่อยมั้ย ก็คือมันกินได้นะ แต่เยอะสาดดดดด.



กินอิ่มก็เดินเล่้นจนสุดช่วงถนน ไม่รู้จะไปไหนดี  เลยได้ฤกษ์ลงไปส่องใต้ดิน
เริ่มจากซื้อบัตรปลาหมึก(ก็เหมือนบัตรบีทีเอสบ้านเรานี่แหละ)
แล้วก็เดินๆๆ ไปเรื่อย เพื่อที่จะไปรอขึ้นรถ  เดินตามป้ายบอกทางบนหัว

สิ่งที่ทำให้แปลกใจ และสิ่งที่ต่างจากบีทีเอสบ้านเรา
ตอนที่สัญญาณเตือนปิดประตู ประตูก็ปิดสนิทแล้ว แต่พอมีผู้หญิงคนนึงวิ่งมา
ประตูดันเปิดออก ช็อคสิค๊ะ บริการดีไปไหม???



ขึ้นมาบนถนนเป็นย่านมงก๊ก  ไม่มีจุดโฟกัสนะ แต่ก็เดินไปเรื่อยๆ
ก็มีได้ของติดไม้ติดมือกันมาบ้าง เดินมาจนถึงเยามาไต๋  พระอาทิตย์ก็ตกดินไปแล้วววว
พร้อมกับขาที่เมื่อยมาก จากที่คิดว่าจะเดินกลับไปเรื่อยๆ เลยต้องล้มเลิก
จะกลับ mtr เหมือนเดิมก็ขี้เกียจที่จะเดินไปหาทางลง
สุดท้ายคิดสั้นๆ ว่า 'ขึ้นรถบัสแม่งตรงนี้แหละ'
แต่มันยากตรงที่ว่าต้องยืนให้ถูกที่ ก็หมุนๆ ส่องๆ กันอยู่นาน กว่าจะตัดสินใจได้
รถมาจอดตรงหน้า  พร้อมกับความลังเล ทำให้พลาดรถคันนั้นไป
และมันเป็นความผิดที่ยิ่งใหญ่มาก ต้องยืนรออีกนานเว่อร์กว่าคันต่อไปจะมาอ่ะ
เกือบถอดใจกันแล้ว แต่โชคดีที่รถมาก่อน และดีกว่า mtr ตรงที่ว่างเยอะมาก
กระโดดขึ้นรถ แตะบัตร แล้วก็นั่งกันตามชอบใจ
ส่องถนนสองข้างทางที่ตามองเห็น  แค่ 5 นาทีได้มั้ง ประมาณ 2-3ป้ายก็ถึงแล้ว
โดดลงมาก็เดินหาของกินแบบเมื่อตอนกลางวัน ราคาน่าตกใจเหมือนเดิม
และยังตกใจกับปริมาณเหมือนเดิม  สุดท้ายก็กินไม่หมดเหมือนเดิม...


จบแล้ว 1 วัน  กลับที่พัก เล่นเน็ต เช็คอินพอเป็นกระษัย
สุดท้ายก็นอนฟังเสียงฝนแล้วหลับไป พร้อมกับใจที่ว่าพรุ่งนี้ถ้าฝนตก คงซวยมาก





แต่แทบจะผิดแผน  เนื่องจากฝนไม่ตก และแดดร้อนมาก!
และยังต้องพยายามฝืนตัวเองขึ้นมาเพื่อที่จะเดินทางไกล

จากจุดที่อยู่ จะต้องขึ้น mtr และเปลี่ยนขบวนฉึบๆ เพื่อไปเกือบสุดปลายทาง
แพลนวันนี้ ที่เดียวจบ ดิสนีย์แลนด์ แดนเด็กๆๆ  แต่ที่มากันเนี่ย ตัวโตๆ ทั้งนั้น

อากาศร้อนๆ กับของเล่นเด็กๆ แต่ก็อยู่กันยันเย็นอ่ะ
ดูโชว์ครบทุกโชว์  แต่ไม่ได้เล่นเครื่องเล่นทุกอัน
อยู่เรื่อยเปื่อยยันดูพลุนั่นแหละ

ชอบหลายๆ อย่างในนั้นนะ  และคิดว่าถ้าได้มาตอนเด็ก(กว่านี้)คงตื่นเต้นมาก
แต่มาตอนอายุเท่านี้  ก็ตื่นเต้นกับคุณทาร์ซานโชว์ท่อนบนนะ(เช็ดน้ำลาย)











 

Create Date : 06 ตุลาคม 2555    
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2556 13:07:27 น.
Counter : 1090 Pageviews.  

เชียงใหม่ *by myself






เที่ยวเชียงใหม่ด้วยตัวเอง.... ครั้งที่ 1




ทริปนี้เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยชุชวนไปดูคอนเสิร์ต MTV Exit
เมื่อตกลงปลงใจเกี่ยวก้อยสัญญากันแล้ว
ก็เริ่มต้นหาบัตรคอนเสิร์ตและตั๋วเครื่องบินที่ถูกที่สุด

ในขณะที่ยังรอลุ้นบัตรคอนเสิร์ตอยู่ใน  ก็จัดการบุ๊คตั๋วบางกอกแอร์เวย์ขาไป
และออเรนท์ไทยขากลับไว้เร็วร้อย  โดยไม่ลืมโทรเช่ารถไว้ 1 คัน

ขั้นต่อมาก็วางแผนเที่ยว  โดยคุยกันไว้คร่าวๆ ว่าจะไปไหนบ้าง
(ซึ่งคอนเสิร์ตถือว่าเป็นส่วนประกอบที่ไม่ได้คาดหวังไว้)
จากนั้นก็เลือกที่ซุกหัวนอนง่ายๆ ชิลๆ และราคาเหมาะสม

เลือกไว้ใกล้ๆ ในแหล่งท่องเที่ยว(?) ในราคาย่อมเยาว์
และบัตรคอนเสิร์ตเป็นสิ่งสุดท้ายที่เรา 2 คนได้รับ






เขาเรียกว่าโชคดีหรืออะไรก็ไม่รู้เนอะ
ตอนที่ไปโหลดกระเป๋าและรับ boarding pass จากเคาน์เตอร์
ก็ได้ที่นั่งของบิสคาส ในราคาอีโคมาทั้งคู่



นั่งสบ๊ายสบาย  แต่แค่กรุงเทพ-เชียงใหม่
เวลาแค่ชั่วโมงกว่าๆ เอง ถึงซะแล้วววว


ลากกระเป๋าออกมางงกับอยู่หน้าสนามบิน
"ตรูจะไปยังไงดี ฟ้าก็มืดแล้ว"
สุดท้าย ก็พึ่งบริการรถแท๊กซี่ ซึ่งพี่แท๊กก็ไม่รู้ทางซะด้วย
ไอ้่เราคนต่างถิ่นอ่ะเน๊อะ มั่วๆ กันไป



สุดท้ายก็ได้เช็คอิน Hello Chieng Mai *Hallo Nimman



ที่พักค่อนข้างโอเคแหละนะ  บรรยากาศรอบๆ ก็น่ารักดี
มันให้ความรู้สึกชิลๆๆ  มากกว่าหรูหรา








จากที่ตั้งใจไว้ว่าจะเน้นเที่ยวเป็นหลัก แล้วคอนเสิร์ตเป็นแค่ส่วนเสริม
แต่เอาเข้าจริง พอได้รถแล้ว กลับกลายเป็นว่า ไปนั่งเฝ้าที่สนามบิน


อาจจะเป็นครั้งแรกที่ไปรอรับศิลปินที่สนามบินก็ได้มั้ง
บรรยากาศมันอลม่านมากมาย  แต่ก็แฮปปี้ในระยะสายตาเห็นนะ
ฝนก็ตกปอยๆ ตลอดเลย


ดูคอนเสิร์ตท่ามกลางสายฝนประมาณนั้น
ก็ยืนตากฝนแบบมีแค่ผ้าเชียร์คนละ 2 ผืนบังหัวไว้เป็นเวลาหลายชั่วโมง
กรี๊ดกันจนขี้เกียจกรี๊ด ,, ส่วนใหญ่จะเป็นวงไทย และพี่อนันดา!
เอสเจเอ็มเหมือนเป็นลูกเมียน้อยสำหรับเราว่างั้นเหอะ คิคิ




ทริปนี้แทบไม่มีอะไรเลย นอกจากขับรถหลงวนไปวนมาในเชียงใหม่
เปียกฝนดูคอนเสิร์ต  ไปรับที่สนามบินแบบเบลอๆๆ

แต่ไฮไลท์ของงาน ดันอยู่ที่วันกลับ และเหตุการณ์เกิด ณ สนามบินเชียงใหม่



ไม่ใช่ว่าได้เจอเอสเจเอ็ม!
แต่มันเด็ดกว่านั้นที่ฉันเกือบเดินชนพี่ขันไทเทเนี่ยม แบบไม่รู้ตัว
และเราสองคน ได้นั่งฟังสล็อตแมชชีนคุยกันด้วยมุกแป๊กๆ ก่อนขึ้นเครื่อง



ถึงแทบจะไม่ได้เที่ยวที่ไหนเลย  แต่ก็รู้สึกอิ่มใจยังไงบอกไม่ถูก
(อาจเพราะกรี๊ดพี่อนันดา แบบสุดหัวใจหล่ะม๊างงงง)




- สวัสดี เชียงใหม่ - 
24-26 JUNE 11








 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 6 ตุลาคม 2555 9:12:40 น.
Counter : 465 Pageviews.  

Shanghai-Jeju ในความทรงจำ :3






JEJU DO*  ส่วนหนึ่งของเกาหลีกับเวลาแค่ 2 ชั่วโมง


เกาะนี้เป็นเกาะที่เคยได้ยินชื่ออยู่หลายครั้ง
แต่ยังไม่ได้อยู่ในต่อมความอยากที่จะไปสำรวจ


คราวนี้ได้มาแล้ว....มันเงียบและสงบมาก
เหมือนแถบชนบทบ้านเรานี่แหละ


ได้ไปเดินที่สวนฮัลลิม  หรือจะเรียกว่าสวนนุงนุชบ้านเราได้หรือเปล่า?
ไม่มีอะไรน่าตื่นใจเท่าไหร่ นอกจากผลฝักทองยักษ์ ฮ่าๆ

แต่ไฮไลท์ของที่นี่ ก็คงจะเป็นพุลโกกินี่แหละ
กินกันลืมอ้วนไปเลยทีเดียว!


นาฬิกาตีเต๊งครบ 2 ชั่วโมง ก็ลากขาตัวเองกลับเรือที่จอดรออยู่ที่ท่าจ้า
คืนนี้มีงานเลี้ยงอำลาเล็กๆ ของทางเรือจัดไว้ให้
หลังจากนั้นก็ต่างคนต่างกลับเคบิน  รอเวลาที่เรือจะไปเทียบท่าฝั่งเซี่ยงไฮ้อีกครั้ง




และใครเลยจะรู้ว่า...อยู่ๆ เสียงกึกๆ โครมครามที่เราได้ยิน
จะเป็นเสียงที่ทำให้เราติดแหง็กอยู่ในห้องคาสิโน นานเกือบ 5 ชั่วโมง

แค่คิดว่าเรือเทียท่าแล้ว  แต่เหมือนจะละเมอว่ามีคนมาเคาะประตูเคบิน
เรียกให้ไปรวมตัวกัน เนื่องจาก 
เรือถูกชน!!!!


เหตุการณ์ในตอนนั้น มันก็ออกจะตื่นเต้นนะ แต่เรากลับรู้สึกอยากกลับไปนอน
อาจจะเวลาที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา  เหมือนเวลาถูกขโมย
และคนจีนที่โคตรจะวุ่นวาย!


สุดท้ายก็ผ่านมาได้ซะที  ขึ้นเรือได้อีกที  ก็วุ่นกับการทานข้าวกลางวัน
และดิ่งไปสนามบินผู่ตงให้ทันก่อนเครื่องจะขึ้น
(ไม่อยากจะเชื่อว่าตอนมา นั่งรถไฟฟ้าผลังแม่เหล็กใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง)








*SEE YOU AGAIN JEJU DO*
            12-18 Oct' 53








 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 6 ตุลาคม 2555 9:13:14 น.
Counter : 358 Pageviews.  

1  2  3  

Valentine's Month


 
น้ำชา สีเบจ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




언제나 더 많은 걸 해주고 싶은 내 맘
Friends' blogs
[Add น้ำชา สีเบจ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.