Sun_AV
Group Blog
 
All Blogs
 
จดหมาย ความรักที่ไม่มีวันเลือนหาย

ช่วงนี้ได้ติดตามดูหนังรักมากมายหลายรูปแบบ แต่ละเรื่องก็มีมุมมองในการสื่อถึงความรักที่แตกต่างกันออกไป มีทั้งความสุขและความเศร้าวนเวียนอยู่ในเรื่องราวของความรักเสมอ แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบใด ความรักก็เป็นสิ่งที่สวยงามและยิ่งใหญ่ สิ่งนี้ทำให้บางคนกล้าทำในสิ่งที่ตนเองไม่คิดว่าจะทำได้ ทำให้คนคนหนึ่งพร้อมที่จะสละทุกอย่างเพื่อคนที่ตนเองรัก หรือแม้แต่ทำให้คนที่หมดสิ้นกำลังใจในการมีชีวิตกลับมาเดินหน้าต่ออีกครั้ง
   หากพูดถึงสิ่งที่ใช้เป็นสื่อเรื่องความรัก คนส่วนใหญ่คงจะนึกถึงจดหมายเป็นสิ่งแรก เพราะไม่ว่าจะเป็นในหนังหรือการ์ตูน จดหมายเป็นสื่อที่สำคัญที่ตัวละครหลายๆตัวใช้เพื่อบอกความในใจตนเอง แต่ถ้าเป็นในสมัยนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นอะไรที่ล้าหลังและก็คงจะหายากที่จะพบคนใช้จดหมายเป็นสื่อของความรักจริงๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าจดหมายนั้นคือสื่อของความรักที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้ และจะคงอยู่ต่อไปตราบเท่าที่จดหมายนั้นยังไม่บุบสลาย คงจะโรแมนติคไม่น้อยหากคนๆหนึ่งเลือกที่จะบรรจุความรักของเค้าลงในซองและส่งให้คนที่เค้ารักในยามที่เค้าจะต้องจากกันไปไกลแสนไกล
   มีหนังอยู่หลายเรื่องที่ใช้จดหมายเป็นประเด็นหลักในการดำเนินเรื่อง และหนัง 3 เรื่องล่าสุดที่เพิ่งได้ดูนี้ก็ใช้จดหมายเป็นตัวดำเนินเรื่องเช่นกัน แต่หนัง 3 เรื่องนี้ไม่ได้มีจุดที่เหมือนกันเพียงแค่จดหมาย เพราะพล็อตหลักของเรื่องก็มีความคล้ายคลึงกันคือเป็นเรื่องราวของภรรยาผู้ซึ่งสูญเสียคนรักไปและไม่สามารถที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้ หนังต่างสัญชาติสามเรื่องที่มีพล็อตเรื่องคล้ายกันนี้ ทำให้รู้สึกสนใจเป็นอย่างมากว่าจะออกมาแตกต่างกันเพียงใด หนัง 3 เรื่องที่ว่านี้คือ P.S. I Love You(US), Love Letter(JAP) และ The Letter ของไทยเราเอง




   P.S. I Love You คือเรื่องราวของฮอลลี่ (ฮิลลาลี่ แสวงค์) ภรรยาสาวผู้ต้องสูญเสียเจอรี่ (เจอร์ราร์ด บัทเลอร์) คนรักของเธอไปอย่างเฉียบพลันเพราะโรคร้าย ฮอลลี่ได้แต่จมอยู่กับความเศร้าของการสูญเสียนี้ ขังตัวเองอยู่ในห้องไม่ยอมออกไปไหน ชีวิตดูจะไร้สิ้นทางเดินต่อ แต่ผู้ที่ช่วยดึงเธอออกมาจากวังวนนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นเจอรี่นั่นเอง ก่อนที่จะเสียชีวิตเจอรี่ได้วางแผนต่างๆไว้มากมาย และทำการเขียนจดหมายที่จะคอยส่งให้ภรรยาในยามที่เขาไม่อยู่ เพื่อคอยให้คำแนะนำและให้กำลังใจฮอลลี่ให้สามารถก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้ด้วยตนเอง
   สิ่งที่ทุกคนอาจจะตกใจในเรื่องนี้ก็คือ พระเอกช่างจากไปเร็วเหลือเกิน ถึงแม้ว่าหนังจะเปิดเรื่องด้วยฉากการทะเลาะกันของทั้งคู่และกลับมาคืนดีกันอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความรักของทั้งคู่ในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่หนังไม่คิดจะทำก็คือการทำให้คนดูเศร้า นั่นคงเป็นเหตุที่เราไม่ได้เห็นฉากใดๆที่บอกว่าเจอรี่ป่วยหรือเป็นอะไรไปและไม่มีฉากการร่ำลาของทั้งคู่ด้วย
   แม้ว่าพระเอกจะมีบทให้จากไปตั้งแต่ต้นเรื่อง แต่คนดูจะรู้สึกไปพร้อมๆกับฮอลลี่เลยว่า เขาคนนั้นยังคงอยู่เคียงข้างเธอตลอดเวลา ด้วยลูกเล่นที่แสนจะน่ารักกับวิธีการส่งจดหมายต่างๆ ความเข้าใจของเจอรี่ที่มีต่อฮอลลี่ ที่ดูเหมือนเขาจะรู้ล่วงหน้าไปซะทุกอย่างว่า ฮอลลี่จะเป็นอย่างไร รู้สึกอย่างไรเมื่อไม่มีเขาอยู่ ลักษณะที่เจอรี่เป็นคนที่ร่าเริงและรักสนุกได้แสดงผ่านจดหมายของเขาที่ส่งถึงฮอลลี่ ภาพความทรงจำต่างๆที่ถูกยํ้าเตือน สิ่งเหล่านี้ถูกแสดงผ่านจดหมายและบอกให้คนดูรู้อย่างแท้จริงว่าเจอรี่รักฮอลลี่มากเพียงใด
   จากพล็อตเรื่องที่น่าจะทำให้เป็นหนังเศร้าเคล้านํ้าตาได้ไม่ยาก แต่หนังเรื่องนี้กลับมีเทคนิคการนำเสนอที่แปลกออกไป เพราะหนังเรื่องนี้เน้นที่จะมอบรอยยิ้มให้ผู้ชมมากกว่าที่จะเป็นนํ้าตา ดังจะเห็นได้จากบทพูดของพระเอกผ่านจดหมายในแต่ละครั้ง ที่คอยเล่นกับนางเอกอย่างไม่หยุดหย่อน ฉากตลกแบบยิ้มที่มีมากมาย และการมอบเส้นทางเพื่อให้ฮอลลี่เดินไปข้างหน้านั้นก็สามารถทำให้คนดูมีความรู้สึกร่วมอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ทำให้คนดูเสมือนเป็นตัวนางเอกเองที่ค่อยๆได้รับการเยียวยาและมีความสุขไปพร้อมกับนางเอกที่จะเดินไปข้างหน้าต่อไปโดยมีความทรงจำดีๆนี้เป็นแรงผลักดัน




   Love Letter กล่าวถึงฮิโรโกะ วาตานาเบ้(มิโฮะ นาคายามะ) หญิงสาวผู้ต้องเสียคู่หมั้นของเธอ ฟูจิ อิทซึกิ(ทาคาชิ คาชิวาบาระ)ไปในอุบัติเหตุปีนเข้าเมื่อ 2 ปีก่อน ในวันครบรอบวันเสียชีวิตฮิโรโกะได้ดูหนังสือรุ่นของอิทซึกิและได้พบที่อยู่ในสมัยเรียน เธอตัดสินใจส่งจดหมายไปหาสามีเธอตามที่อยู่นั้นทั้งๆที่รู้ว่าคงจะไม่มีใครตอบกลับมา แต่เธอก็ต้องตกใจเมื่อมีคนที่ชื่อฟูจิ อิทซึกิ(มิโฮะ นาคายามะ)ที่เป็นผู้หญิงตอบกลับมา และเธอคนนี้รู้จักกับคู่หมั้นของฮิโรโกะเช่นกัน ความสัมพันธ์ของเธอทั้งคู่จึงเริ่มต้นผ่านการแลกเปลี่ยนความทรงจำของชายคนหนึ่งที่ล่วงลับไปแล้วผ่านทางจดหมาย
   สิ่งที่หนังสื่อออกมาตั้งแต่เริ่มเรื่องเลยก็คือ ความคิดถึงและโหยหาของฮิโรโกะที่ไม่สามารถลืมอิทซึกิได้ แม้ว่าในขณะนี้เธอจะมีคนรักใหม่แล้วก็ตาม ซึ่งก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เธอเริ่มเขียนจดหมายนั้น แต่ก็ช่างบังเอิญเสียเหลือเกินกับการที่ผู้หญิงที่มีชื่อเดียวกับคู่หมั้นของเธอได้รับจดหมายนั้นและตอบกลับมา แล้วอิทซึกิคนนั้นก็รู้จักกับอิทซึกิของเธอด้วย ทำให้เธอสนใจอยากที่จะรู้เรื่องราวในสมัยที่ยังเรียนอยู่ของคู่หมั้นเธอแต่มันจะดีจริงหรือหากเธอยังคงยึดติดกับเรื่องราวเหล่านี้
   ตัวหนังตัดสลับไปมาระหว่างอดีตและปัจจุบัน เรื่องราวในอดีตถูกเล่าผ่านจดหมายที่อิทซึกิเป็นผู้เขียนที่บอกว่าเธอรู้จักอิทซึกิที่เป็นคู่หมั้นของฮิโรโกะอย่างไร ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับอิทซึกิเป็นอย่างไรในระหว่างที่เรียนด้วยกัน และเรื่องราวในปัจจุบันของฮิโรโกะที่ยังคงไม่อาจจะลืมเลือนรักเก่าได้ถึงแม้ว่าคนรักใหม่ของเธอจะพยายามหาทางให้เธอหลุดพ้น
   การดำเนินเรื่องจะเป็นแบบเรื่อยๆตามสไตล์หนังญี่ปุ่น ที่ค่อยๆเพิ่มเรื่องราวและเกล็ดเล็กเกล็ดน้อยต่างๆให้คนดูได้รับรู้และค่อยๆซึมซับความรู้สึกไปพร้อมกับตัวละคร ตัวเรื่องไม่ได้เน้นอยู่ที่ประเด็นเดียวตลอดทั้งเรื่อง แต่ในระหว่างดำเนินเรื่องหลักก็จะได้ติดตามเรื่องราวปลีกย่อยที่น่าประทับใจไม่แพ้กัน นอกจากเนื้อเรื่องแล้วภาพและเพลงบรรเลงก็เป็นเรื่องที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้ เพราะเรื่องนี้ถ่ายภาพสวยมากและภาพถ่ายที่เคลื่อนไหวตามตัวละครก็ช่วยสื่ออารมณ์ได้ดี ส่วนเพลงบรรเลงก็ช่วยเติมเต็มอารมณ์ได้อย่างดีเยี่ยม แล้วก็สุดท้ายให้เครดิตนางเอกเต็มที่กับการเล่นเป็นสองคนที่แตกต่างกันได้อย่างเนียนโคตรๆ ><




   The Letter เรื่องราวความรักของ ดิว (แอน ทองประสม) โปรแกรมเมอร์สาวในเมืองใหญ่กับ ต้น (อรรถพร ธีมากร) นักวิจัยพันธุ์พืชที่เชียงใหม่ ทั้งคู่รู้จักกันในขณะที่ดิวกำลังจะกลับกรุงเทพหลังจากมางานศพของคุณยายและดิวทำกระเป๋าตังค์ตก แม้จะเป็นการพบกันเพียงไม่นานแต่ทั้งสองก็รู้สึกดีต่อกันและติดต่อกันอยู่เสมอ แต่หลังจากนั้นไม่นาน ในวันที่ต้นมาพบกับดิว เพื่อนสนิทของดิวกลับต้องมาเสียไปทำให้ดิวไม่เหลือใครและย้ายไปอยู่ที่เชียงใหม่ ความรักของต้นและดิวจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและทั้งคู่จึงแต่งงานกัน แต่ความรักครั้งนี้กลับไม่ยืนยงเพราะต้นเป็นโรคร้ายและเสียชีวิตไปในที่สุด ดิวที่โดดเดี่ยวไม่เหลือใครและดูจะไม่สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ ก็ได้รับจดหมายจากคนรักของเธอ
   หนังเรื่องนี้ดำเนินเรื่องอย่างค่อนข้างตรงไปตรงมา แต่ในแต่ละช่วงของหนังก็ถูกถ่ายทอดมาอย่างละเมียดละไม ถึงแม้ว่าเวลาในเรื่องจะดำเนินไปอย่างรวดเร็ว แต่ความรู้สึกของตัวละครก็สื่อมาถึงคนดูมาได้อย่างเต็มที่ ความรักของทั้งสองคนที่มีให้กันและกัน ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อรู้ว่าจะต้องจากคนรักไป ต้องยกเครดิตให้นักแสดงทั้งสองคนที่แสดงออกมาได้ดี ต้นที่เป็นคนขี้อายแต่ก็พยายามเพื่อความรักอย่างเต็มที่ ดิวที่ต้องอยู่กับความเหงาที่เกิดจากการสูญเสียคนที่ตนรัก ด้วยองค์ประกอบที่ลงตัวทำให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังรักที่สวยงาม
   ส่วนที่หนังใส่มาเต็มที่ก็คือฉากเศร้าที่พร้อมที่จะดึงนํ้าตาของคนดูอย่างเต็มที่ ถ้าใครบ่อนํ้าตาตื้นอาจต้องเช็ดนํ้าตาเป็นลิตรได้ ด้วยความต้องการที่จะทำให้คนดูเศร้าอาจทำให้มองได้ว่า จดหมายในตอนท้ายนั้นดูจะไม่ได้ช่วยในการก้าวไปข้างหน้าของนางเอกเท่าที่ควร แต่ก็เป็นส่วนที่พอจะมองข้ามไปได้เพราะหนังเน้นที่จะสื่อในเรื่องของความรักที่ยิ่งใหญ่ของทั้งสองคนมากกว่า ซึ่งก็สามารถแสดงให้เห็นได้อย่างเพียงพอแล้ว

   สามเรื่องสามรสกับพล็อตเรื่องที่หน้าตาคล้ายกันแต่ก็แตกต่างกันอย่างไม่น่าเชื่อ หากจะให้เทียบกันว่าเรื่องใดดีกว่าเรื่องใดก็คงทำได้ยากเพราะรสนิยมในการรับชมของแต่ละคนก็แตกต่างกัน แต่อยากจะบอกว่าทั้งสามเรื่องนี้เป็นหนังที่ดี มีข้อคิดดีๆมากมายที่ได้จากหนังเหล่านี้ และอารมณ์ความรู้สึกที่ได้รับมาก็ยากที่จะลืมเลือน หวังว่าคนที่ได้อ่านบทความนี้จะเกิดความรู้สึกอยากดูหนังซักเรื่องหรืออยากดูทั้งสามเรื่องเลยก็ดีมากๆ ><




Create Date : 17 สิงหาคม 2552
Last Update : 17 สิงหาคม 2552 23:11:41 น. 1 comments
Counter : 380 Pageviews.

 
ดูไป 2 เรื่องเองครับ
เหลือ Love Letter ว่าจะหามาดูอยู่เหมือนกัน


ปล. ชอบ เดอะ เลตเตอร์ จดหมายรักของไทยมากที่สุดเลยครับ


โดย: ไอซ์คุง (ปีศาจความฝัน ) วันที่: 18 สิงหาคม 2552 เวลา:12:39:07 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Sun_AV
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Sun_AV's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.