VUW - Victoria University of Wellington, New Zealand
Group Blog
 
All Blogs
 

"ฟูโกกุ เคียวเฮ" การสร้างแสนยานุภาพของญี่ปุ่น ตอนที่ 1

นโยบาย "ฟูโกกุ เคียวเฮกับการสร้างแสนยานุภาพของญี่ปุ่น (ตอนที่ 1)


โดย 


พันเอกศนิโรจน์ ธรรมยศ

Master of International Relations (with merit)

Victoria University of Wellington, New Zealand

สงวนลิขสิทธ์ในการผลิตซ้ำเพื่อการค้า อนุญาตให้เผยแพร่เพื่อการศึกษา ค้นคว้าเท่านั้น





การที่คณะรัฐมนตรีของญี่ปุ่นลงมติ ตีความมาตรา แห่งรัฐธรรมนูญของประเทศ เมื่อวันที่ กรกฎาคม พ..2557 ที่ผ่านมา ภายใต้การผลักดันของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ (Shinzo Abe) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายบทบาทของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น (JSDF : Japanese Self-defense Forces) ในการใช้กำลังรบเข้า "โจมตีหรือทำสงครามกับประเทศใดประเทศหนึ่ง ที่มีลักษณะเป็น "ภัยคุกคามอย่างชัดเจนต่อความอยู่รอดของประเทศ และเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพในการดำรงชีวิตตามปกติของประชาชนชาวญี่ปุ่น

ทั้งนี้มีเงื่อนไขอยู่ว่า การโจมตีดังกล่าวจะต้องเป็นหนทางเลือกสุดท้าย ภายหลังจากพยายามปกป้องประเทศมาอย่างเต็มความสามารถแล้ว อีกทั้งการใช้กำลังรบดังกล่าวนั้น จะต้องใช้อย่างจำกัดในระดับที่ต่ำที่สุดเท่านั้น

สรุปสั้นๆ ก็คือญี่ปุ่นกำลังแก้ไขข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้กองทัพของตนเองสามารถทำสงครามแบบจำกัดขอบเขตได้ ทั้งนี้เพื่อปกป้องตนเองจากประเทศที่แสดงตนเป็นผู้รุกรานนั่นเอง

ความเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นในครั้งนี้ ไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมายแต่อย่างใด เพราะในห้วงเวลาที่ผ่านมา ญี่ปุ่นประสบปัญหาอย่างมาก เกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนของตนเองกับจีน ตลอดจนพฤติกรรมคุกคามจากเกาหลีเหนืออย่างต่อเนื่อง 

โดยเฉพาะปัญหาข้อพิพาทเหนือหมู่เกาะเซนกากุ (Senkaku) หรือที่จีนเรียกว่า "เตียวหยี" (Diaoyu) ที่ส่งผลให้เกิดการเผชิญหน้ากันหลายครั้ง จนกระทั่งรัฐบาลญี่ปุ่นต้องเพิ่มแสนยานุภาพทางการทหารมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว เพื่อถ่วงดุลย์อำนาจกับการแผ่ขยายแสนยานุภาพของจีน ที่กำลังกลายเป็นความวิตกกังวลในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิคมากขึ้นเรื่อยๆ

การเพิ่มแสนยานุภาพดังกล่าว ส่งผลให้ญี่ปุ่นมีการใช้งบประมาณทางทหารสูงที่สุดเป็นอันดับ ของโลกหรือประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท รองมาจากสหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย และอังกฤษเท่านั้น 

และทำให้กองทัพญี่ปุ่นหรือ "กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีทันสมัยที่สุดชาติหนึ่งในเอเชีย ซึ่งการสร้างกองทัพญี่ปุ่นในครั้งนี้ ได้กระทำควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่เป็นแหล่งเงินทุนจำนวนมหาศาลในการพัฒนากองทัพนั่นเอง

จนกระทั่งเมื่อนายชินโซ อาเบะ ได้รับการเลือกตั้งให้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เขาก็สานต่อนโยบายการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกองทัพ ด้วยการนำนโยบาย "ฟูโกกุ เคียวเฮ" (富国強兵 Fukoku Kyohei : Fu = รุ่งเรือง, koku = ประเทศ, kyo = แข็งแรง, hei = ทหารหรือ "ประเทศรุ่งเรือง กองทัพแข็งแกร่งในสมัยราชวงศ์เมจิ ที่เคยสร้างญี่ปุ่นจนกลายเป็นมหาอำนาจในอดีต กลับมาใช้ในการบริหารประเทศอีกครั้ง

อันที่จริงแล้ว นโยบาย "ฟูโกกุ เคียวเฮนั้น มีรากฐานมาจากนโยบายของจีนโบราณ ในสมัยราชวงศ์ "ฉินหรือ “จิ๋น” (Qin) ช่วงปี พ..323 ถึง พ..338 เพื่อใช้ในการรวมประเทศ และสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับแผ่นดินจีน

โดยเฉพาะในยุคของมหาจักรพรรดิ์ "ฉินสื่อหวงตี้อันเกรียงไกร หรือที่คนไทยเรียกว่า "จิ๋นซีฮ่องเต้ผู้สร้างกำแพงเมืองจีนนั่นเอง

ต่อมาเมื่อจักรพรรดิ์ "มุสึฮิโตะหรือจักรพรรดิ์เมจิแห่งราชวงศ์เมจิของญี่ปุ่น ขึ้นครองราชย์ในปี พ..2410 พระองค์ก็ได้นำนโยบายดังกล่าวมาใช้พัฒนาประเทศญี่ปุ่น ให้ก้าวไปสู่ความเป็นมหาอำนาจด้านอุตสาหกรรมและมหาอำนาจทางทหาร จนกลายเป็น "จักรวรรดิ์ญี่ปุ่นอันเกรียงไกร ก่อนที่จะล่มสลายลง เนื่องจากผลของการเข้าร่วมกับฝ่ายอักษะ โจมตีสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และดินแดนต่างๆ ในภาคภูมิเอเชีย – แปซิฟิคในสงครามโลกครั้งที่สอง

ปัจจุบันญี่ปุ่นยังคงพัฒนาเศรษฐกิจของตนอย่างไม่หยุดยั้ง ตามนโยบาย"ฟูโกกุและพัฒนากองทัพให้เข้มแข็งตามนโยบาย "เคียวเฮ

โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจนั้น แม้ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเศรษฐกิจของญี่ปุ่นจะมีความยิ่งใหญ่เป็นอันดับสามของโลก รองลงมาจากสหรัฐอเมริกาและจีนก็ตาม แต่ญี่ปุ่นก็ประสบปัญหานานัปการ ทั้งจากสภาวะเงินฝืด และสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะก็ได้ประกาศนโยบาย "อาเบะโนมิคส์ขึ้น (Abenomics : เป็นคำผสมระหว่าง Abe และ Economics) เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านนโยบายการเงินการคลังหลายรูปแบบ

เช่น ส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนที่ซบเซามานานเกือบยี่สิบปี การออกมาตรการให้ค่าเงินเยนอ่อนตัวลง การให้ธนาคารชาติซื้อพันธบัตรรัฐบาลคืนจากท้องตลาด รวมถึงการทุ่มเม็ดเงินในการลงทุนของภาครัฐ เพื่อหวังกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายภายในประเทศ เป็นต้น 

ซึ่งในช่วงไตรมาสแรกของปี พ..2556 นโยบายนี้ดูจะประสบความสำเร็จพอสมควร เพราะสามารถกระตุ้นอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจากเดิม 3.6% เป็น 4.5% และค่าเงินเยนอ่อนตัวลงถึง 25% เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลล่าร์ของสหรัฐอเมริกา

แต่อย่างไรก็ตามในช่วงปลายปี พ..2556 ถึงกลางปี พ..2557 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ก็ยังไม่เพิ่มมากขึ้นเท่าที่ควรจะเป็น จนถูกวิจารณ์ว่านโยบาย "อาเบะโนมิคส์อาจจะไม่เพียงพอต่อการเยียวยาเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ที่อยู่ในสภาพเจ็บป่วยเรื้อรัง ทำให้ต้องจับตากันต่อไปว่านายชินโซ อาเบะ จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบใดมาแก้ไขปัญหาในครั้งนี้อีก

สำหรับการลงทุนของญี่ปุ่นในประเทศต่างๆ นั้น รัฐบาลญี่ปุ่นจะเน้นการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และพัฒนาบุคลากร ให้กับประเทศเป้าหมาย ที่ญี่ปุ่นจะเข้าไปลงทุนผ่านหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลญี่ปุ่นเอง 

เช่น องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ ไจก้า (JICA : Japan International Cooperation Agency) หลังจากนั้น นักลงทุนญี่ปุ่นก็จะเข้าไปลงทุนในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ รวมไปถึงลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ เช่น การก่อสร้างห้างสรรพสินค้าและนิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น

ลักษณะรูปแบบการลงทุนของญี่ปุ่นนั้น จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือ การกระจายฐานการผลิตของตนให้ทั่วทั้งภูมิภาค เช่น การลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักลงทุนญี่ปุ่นจะสร้างเครือข่ายของโรงงานอุตสาหกรรมขึ้น

ดังจะเห็นได้จากการที่บริษัท "ยาซากิ" (Yasaki Corp) ทุ่มลงทุน 24 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สร้างโรงงานผลิตส่วนประกอบ หรือ อะไหล่รถยนต์ ในจังหวัดเกาะกงของกัมพูชา จากนั้นก็จะส่งชิ้นส่วนเหล่านี้ มาประกอบเป็นรถยนต์สำเร็จรูป ที่โรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศไทย และอินโดนีเซีย 

หรือสร้างโรงงานอุตสาหกรรมผลิตเลนส์ สำหรับกล้องถ่ายรูปที่แขวงสะหวันนะเขต ในประเทศลาว แล้วส่งอุปกรณ์เหล่านี้ มาประกอบเป็นกล้องถ่ายรูปสำเร็จรูปที่โรงงาน "นิคอน" (Nikon) ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาของประเทศไทย เป็นต้น 

การลงทุนในลักษณะนี้ ส่งผลให้เกิดการพึ่งพาซึ่งกันและกันทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในคาบสมุทรอินโดจีน ในทางกลับกันก็เป็นการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง ตามแนวทางของญี่ปุ่น ซึ่งแตกต่างจากเกาหลีใต้จีนสหรัฐฯ และยุโรป ที่มุ่งลงทุนในแต่ละประเทศ แยกออกจากกันโดยอิสระ

ญี่ปุ่นยังได้ลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า "เมกกะโปรเจ็ค" (Mega Projects) มากมายในกลุ่มประเทศ "อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงหรือจีเอ็มเอส (Greater Mekong Sub-Region : GMS) และกลุ่มประเทศอาเซียนใหม่ หรือกลุ่ม "ซีแอลเอ็มวี" (CLMV : Cambodia, Laos, Myanmar, Vietnam)

โดยเฉพาะการพัฒนาเส้นทางตามแนวระเบียงเศรษฐกิจ (Economic Corridor) ที่มหาอำนาจทั้งจีนและญี่ปุ่น ต่างทุ่มเทงบประมาณในการลงทุนจำนวนมาก เพื่อพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรม อันจะนำมาซึ่งผลประโยชน์และรายได้อย่างมหาศาลกับกลุ่มประเทศที่อยู่ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และกลุ่มซีแอลเอ็มวีนี้ โดยเฉพาะการขนส่งหรือโลจิสติกส์ (Logistic) และอุตสาหกรรมประเภทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ เพราะพื้นที่ดังกล่าวเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ในการขนถ่ายสินค้าจากจีน เข้าสู่ประเทศไทยและกลุ่มประเทศอาเซียนอื่นๆ การลงทุนดังกล่าว ส่งผลให้ญี่ปุ่นกลายเป็นคู่ค้าที่สำคัญของอาเซียนไปโดยปริยาย

อย่างไรก็ตามการลงทุนในอาเซียนของญี่ปุ่น ต้องเผชิญกับคู่แข่งที่สำคัญคือ จีน ที่ทุ่มการลงทุนอย่างมหาศาลในพื้นที่เดียวกัน

เช่น การลงทุนของจีนในประเทศลาว ซึ่งมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดจากเดิม 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นกว่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยการลงทุนเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่ ใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาลแทบทั้งสิ้น ทั้งการก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำ การเกษตร และ การทำเหมืองแร่

นอกจากนี้จีนยังเดินหมากด้านการลงทุนคล้ายคลึงกับญี่ปุ่น ด้วยการให้ทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งสาธารณูปโภคในประเทศที่ตนจะเข้าไปลงทุน เช่น สนับสนุนลาวในการก่อสร้างสนามกีฬาและศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ พร้อมที่พักสำหรับการประชุมร่วมอาเซียนและยุโรป หรือ "อาเซม" ( ASEM : Asia Europe Meeting) ที่ลาวเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นเมื่อปี พ..2555 หรือการลงทุนก่อสร้างถนนสายสำคัญในประเทศกัมพูชา เป็นต้น การลงทุนดังกล่าว ทำให้จีนได้กลายเป็นประเทศที่เอื้อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจต่อลาวและกัมพูชามากที่สุดประเทศหนึ่งเช่นเดียวกับญี่ปุ่น

สำหรับการลงทุนในกัมพูชา ซึ่งเป็นแหล่งลงทุนที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะมีความโดดเด่นจากทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบรูณ์ และมีแรงงานราคาถูก

ในปี พ..2555 มีนักลงทุนจากต่างประเทศ มุ่งหน้ามาลงทุนในกัมพูชารวม 157 โครงการ คิดเป็นจำนวนเงินถึง 2,280 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยนักลงทุนจากเกาหลีใต้ลงทุนมากที่สุด เป็นอันดับหนึ่ง อันดับสองคือจีน และอันดับที่สาม คือญี่ปุ่น

ในปี พ..2555 บริษัท โตโยเอ็นจิเนียร์ (TOYO Engineer) ของญี่ปุ่น ได้ยื่นขอสัมปทานในการสร้างโรงกลั่นน้ำมันแห่งแรกในกัมพูชา ก่อนที่จะพ่ายแพ้ต่อบริษัท "ซิโนแมช" (SINOMACH) ของจีนที่ได้รับเลือกจากกัมพูชา ให้เป็นผู้ก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันมูลค่า 2.3 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ดังกล่าวไปในปีต่อมา จะเห็นได้ว่าการลงทุนของญี่ปุ่นในกัมพูชา ได้ถูกจีนเบียดขึ้นมาครองตำแหน่งอันดับสองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การต่อสู้ทางเศรษฐกิจที่ดุเดือดดังกล่าวข้างต้น ทำให้ญี่ปุ่นพยายามหยุดยั้งการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีน ด้วยการเข้าร่วมกับสหรัฐอเมริกาใน "ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิคหรือ ทีพีพี (TPP : Trans-Pacific Partnership) ซึ่งเป็นความตกลงการค้าเสรี ที่มีมาตรฐานสูงเพื่อการบูรณาการด้านต่างๆ เช่น การบริการ การลงทุนให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวเรือใหญ่ รวบรวมประเทศสมาชิกต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อถ่วงดุลย์ด้านเศรษฐกิจกับจีน ส่วนมาตรการดังกล่าวนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น คงต้องติดตามกันต่อไปในอนาคต

สำหรับการเสริมสร้างแสนยานุภาพของกองทัพญี่ปุ่น หรือที่คนไทยเรียกว่า "กองทัพพระมหาจักรพรรดิ์หรือ "กองทัพลูกพระอาทิตย์ตามนโยบาย "เคียวเฮนั้น

นอกจากจะได้มีการเพิ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลมาระยะหนึ่งแล้วดังที่กล่าวข้างต้น จนงบประมาณด้านการป้องกันประเทศในปี พ..2556 เพิ่มสูงขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี และยังมีการเพิ่มจำนวนกำลังทหารในกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ในรอบ ปีอีกด้วย

เป็นที่น่าสังเกตุว่าปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้ญี่ปุ่นมีความได้เปรียบในการเสริมสร้างแสนยานุภาพของตนเอง คือ การมีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีระดับสูง จนสามารถทำการวิจัยค้นคว้า และผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีคุณภาพขึ้นใช้เองได้ในทุกระดับ ตั้งแต่อาวุธปืนเล็กยาว ไปจนถึงรถถัง ยานเกราะ เครื่องบินนานาชนิด ดาวเทียม  ขีปนาวุธนำวิถี เรือดำน้ำ และเรือบรรทุกเครื่องบิน เป็นต้น

งบประมาณที่เพิ่มขึ้นจำนวนมหาศาลของญี่ปุ่นนี้ ได้ถูกนำไปใช้ในการจัดหาอาวุธ ยุทโธปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีชั้นสูงสุด เช่น การสั่งซื้อเครื่องบินขับไล่เอนกประสงค์ ยุคที่ 5 (5th Generation) แบบ เอฟ-35 ไลท์นิ่ง 2 (F-35 Lighting II) จากบริษัท ล็อคฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) ของสหรัฐอเมริกา จำนวนอย่างน้อย 50 ลำ 

โดยเครื่องบินรุ่นนี้ เป็นเครื่องบินรบที่ใช้เทคโนโลยี “ล่องหน” (Stealth) ที่มีราคาแพงที่สุด และมีประสิทธิภาพสูงที่สุด เท่าที่โลกเคยสร้างมา ญี่ปุ่นสั่งซื้อเครื่องบินรุ่นนี้ครั้งแรกจำนวน 42 ลำ และจะมีการส่งมอบในปี พ..2559 ส่วนเครื่องบินที่เหลือ จะมีการซื้อลิขสิทธิ์เพื่อนำมาผลิตเองในประเทศ 

มีแนวโน้มว่าเครื่องบินขับไล่ แบบ เอฟ-35 จะถูกนำมาถ่วงดุลย์กับเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ของจีน คือเครื่องบินขับไล่แบบ เจ-20 (J-20) ซึ่งถูกออกแบบมาให้เป็นคู่แข่งของเครื่องบินขับไล่ในค่ายโลกเสรี อีกทั้งเครื่องบินขับไล่แบบ เอฟ-35 จะถูกบรรจุเข้าประจำการทดแทนเครื่องบินขับไล่แบบเดิม ที่มีอายุการใช้งานมายาวนาน

ถึงแม้ว่ากองทัพอากาศของญี่ปุ่น จะได้ชื่อว่ามีแสนยานุภาพแข็งแกร่งที่สุดในเอเชียอยู่แล้วก็ตาม เพราะเต็มไปด้วยเครื่องบินขับไล่อันทรงอานุภาพเป็นจำนวนถึง 362 ลำ ในจำนวนนี้มีเครื่องบินขับไล่ แบบมิตซูบิชิ เอฟ-15 เจ/ดีเจ อีเกิล (Mitsubishi F-15 J/DJ Eagle) ซึ่งเป็นเครื่องบินรบของบริษัท แมคดอนเนลล์ ดักลาส (McDonnell Douglas) แห่งสหรัฐอเมริกา ที่มอบสิทธิบัตรในการผลิตให้กับบริษัทอุตสาหกรรมหนักมิตซูบิชิ (Mitsubishi Heavy Industry) ของญี่ปุ่นเป็นจำนวนถึง 223 ลำ ทำให้ญี่ปุ่นมีเครื่องบินขับไล่รุ่นนี้มากที่สุด เป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา โดยเครื่องบินรุ่นนี้ยังมีอายุการใช้งานยาวนานไปจนถึงปี พ..2568 เครื่องบินขับไล่ แบบ เอฟ-15 ส่วนใหญ่ จะประจำการอยู่ในกองบินที่ 6 (6th Air Wing) ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่ฐานทัพอากาศ "โคมัตสุ" (Komatsu Airbase) และอีกส่วนหนึ่งถูกส่งไปประจำการใกล้กับพื้นที่พิพาทบริเวณเกาะ "เซนกากุทางตอนใต้ของญี่ปุ่น การจัดหาเครื่องบินขับไล่ แบบเอฟ-35 เพิ่มขึ้นดังกล่าว จะส่งผลให้กองทัพอากาศญี่ปุ่นมีแสนยานุภาพที่น่าเกรงขามขึ้นอย่างมาก

อีกทั้งญี่ปุ่นยังมีระบบต่อต้านขีปนาวุธข้ามทวีป "บีเอ็มดี" (BMD : Ballistic Missile Defence) อันทรงอานุภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขีปนาวุธนำวิถีด้วยความร้อนแบบ สแตนดาร์ด  เอสเอ็ม - 3 (Standard SM-3) ที่เป็นระบบต่อต้านขีปนาวุธข้ามทวีป และต่อต้านอากาศยานระดับกลาง


(โปรดติดตามตอนที่สอง)




 

Create Date : 01 กันยายน 2557    
Last Update : 1 กันยายน 2557 9:14:13 น.
Counter : 1411 Pageviews.  

การหวนกลับมาของสหรัฐฯ สู่อาเซียน


การหวนกลับมาของสหรัฐฯ .. สิ่งที่ "ประชาคมอาเซียนต้องจับตามอง

โดย

พันเอกศนิโรจน์ ธรรมยศ

Master of International Relations (with merit)

Victoria University of Wellington, New Zealand

ลงพิมพ์ในวารสาร "หลักเมือง" ของกระทรวงกลาโหม ฉบับเดือนมิถุนายน พ.ศ.2557



สิ่งหนึ่งที่กลุ่มประเทศอาเซียนหรือ "สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังจับตามองอยู่ในปัจจุบัน คือการหวนกลับมาสู่ภูมิภาคนี้ของสหรัฐอเมริกา เพราะการหวนกลับมาในครั้งนี้ ย่อมมีผลกระทบทั้งในด้านบวกและด้านลบต่อการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) อย่างแน่นอน 

ทั้งนี้เพราะปัจจุบัน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้กำหนดนโยบาย "ปรับสมดุลย์" (Rebalancing  Policy) ภายหลังจากที่ทุ่มเททรัพยากรจำนวนมากมายมหาศาลไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางและอัฟกานิสถาน นับจากเหตุการณ์ 9/11 ในปี พ..2544 ส่งผลให้ละเลยความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค

นโยบายการปรับสมดุลย์ในครั้งนี้ แม้สหรัฐฯ จะพยายามชี้แจงหลายครั้งว่า มิได้ต้องการควบคุมหรือถ่วงดุลย์อำนาจกับจีน ที่นับวันจะมีอิทธิพล ทั้งด้านการเมือง การทหาร เศรษฐกิจและสังคม เพิ่มมากขึ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค หากแต่สหรัฐฯ ต้องการร่วมมือกับจีนและประเทศในภูมิภาคนี้ ในการพัฒนาความร่วมมือด้านต่างๆ โดยเฉพาะความร่วมมือทางด้านการปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ ตลอดจนด้านการต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน (common interests) ของทุกประเทศ และเป็นขอบเขตที่ทุกประเทศ สามารถร่วมมือกันได้ โดยปราศจากความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน

อย่างไรก็ตาม การที่สหรัฐฯ หวนกลับเข้ามามีบทบาทอีกครั้งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค มีสิ่งบ่งชี้ว่า สหรัฐฯ กำลังมุ่งใช้อำนาจในเชิงอ่อนโยน (soft power) แทนการแทรกแซงทางการทหารเหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต เพื่อหาหนทางปิดกั้นการแผ่ขยายอำนาจของจีน โดยอาศัยภารกิจการปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติเป็นเครื่องมือหลัก

เริ่มจากการใช้ข้อตกลงในระดับทวิภาคี (bilateral agreement) กับประเทศพันธมิตรดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น หรือฟิลิปปินส์ เป็นจุดเริ่มต้นในการประสานความร่วมมือ เช่น การปฏิบัติงานร่วมกันกับกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น ในกรณีภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวและสึนามิ ภายใต้ชื่อ “ยุทธการโทโดมาชิ” (Operation TOMODACHI) และปฏิบัติภารกิจร่วมกับกองทัพฟิลิปปินส์ ในกรณีพายุซุปเปอร์ไต้ฝุ่น "ไห่เยี่ยนโดยส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน "ยูเอสเอส จอร์ช  วอชิงตัน" (USS George Washington) เดินทางนำความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เข้าไปในพื้นที่ประสบภัยเกือบจะในทันที ทำให้สามารถคาดการณ์ได้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ สหรัฐฯ จะยังคงแสวงหาความร่วมมือในด้านการปฏิบัติการเพื่อมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคต่อไป เพื่อเป็นช่องทางในการเพิ่มบทบาทของตนเองให้มากขึ้น ตามนโยบาย "ปรับสมดุลย์ดังที่กล่าวมาข้างต้น

นอกจากการใช้ภัยพิบัติและการปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมเป็นหนทางในการหวนกลับคืนสู่ภูมิภาคนี้แล้ว สหรัฐฯ ยังมุ่งพัฒนาความสัมพันธ์ด้านการทหารกับประเทศพันธมิตรดั้งเดิมอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างฟิลิปปินส์และสหรัฐฯ ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนฟิลิปปินส์ในกรณีข้อพิพาทกับจีนเหนือหมู่เกาะสแปรตลีในทะเลจีนใต้

โดยเมื่อเดือนสิงหาคม พ..2554 สหรัฐฯ ได้มอบเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง "เกรโกริโอ เดล พิล่าร์และเรือตรวจการณ์ชายฝั่งอีกลำหนึ่ง ให้กับกองทัพเรือฟิลิปปินส์ ทำให้เรือ "เกรโกริโอ เดล  พิล่าร์กลายเป็นเรือที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในกองทัพเรือฟิลิปปินส์ขณะนี้

ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเวียดนาม ซึ่งเคยเป็นคู่สงครามในสมัยสงครามเวียดนามนั้น สหรัฐฯ ก็หันกลับไปฟื้นฟูความสัมพันธ์ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้เพราะสหรัฐฯ ตระหนักดีว่า จีนได้กลายเป็นภัยคุกคามสำคัญของเวียดนาม ในกรณีความขัดแย้งที่หมู่เกาะพาราเซลและหมู่เกาะสแปรตลี 

โดยเมื่อปี พ..2555 สหรัฐฯ และเวียดนามได้ลงนามในแผนความร่วมมือทางด้านความมั่นคง ด้าน ประกอบด้วย ความมั่นคงทางทะเลการปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยการปฏิบัติการเพื่อสันติภาพการปฏิบัติการเพื่อมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ อีกทั้งเมื่อประธานาธิบดี เตรือง ตัน ซัง (Truong Tan Sang) ของเวียดนามเดินทางไปเยือนสหรัฐฯ และได้เข้าพบประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐฯ เมื่อเดือนกรกฎาคม พ..2556 ที่ผ่านมา ได้ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศกระชับแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น จนถึงกับมีการคาดการณ์กันว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศอาจจะได้รับการยกระดับเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในอนาคตอันใกล้นี้ก็เป็นได้

ทางด้านความสัมพันธ์กับลาว ซึ่งถือว่าเป็นประเทศหนึ่งที่มีความใกล้ชิดกับจีนเป็นอย่างมากนั้น นางฮิลลารี่ คลินตัน (Hillary Clinton) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้เดินทางมาเยือนลาว เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ..2555 นับเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ คนแรกที่เยือนลาวในรอบ 58 ปี 

การเดินทางมาในครั้งนี้ สหรัฐฯ ได้เสนอการช่วยเหลือเพื่อพัฒนาและฟื้นฟูความสัมพันธ์กับลาวใน ประเด็นหลัก คือ ประการแรก การทำลายระเบิดจำนวนมากมายมหาศาลสมัยสงครามเวียดนามที่ยังหลงเหลืออยู่ในดินแดนลาว โดยเฉพาะระเบิด "คลัสเตอร์" (Cluster) จำนวนนับล้านลูก ที่คาดว่าประมาณ ใน ยังไม่ระเบิด และฝังตัวกระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่ป่าเขา และประการที่สอง คือ การค้นหาซากศพของทหารสหรัฐฯ ที่เสียชีวิตหรือหายสาปสูญในการปฏิบัติภารกิจในดินแดนของลาวระหว่างสงครามเวียดนาม

นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังได้ให้การสนับสนุนลาวในการเข้าเป็นสมาชิกองค์กรการค้าโลกอีกด้วย ภายหลังจากที่ลาวพยายามมาเป็นเวลานานกว่า 15 ปีแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ การสนับสนุนของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ ส่งผลให้ลาวสามารถเข้าเป็นสมาชิกองค์กรการค้าโลกได้ ในวันที่ กุมภาพันธ์ พ..2556 ที่ผ่านมา ซึ่งจะส่งผลให้ลาวมีการพัฒนาด้านเศรษฐกิจอย่างมากในอนาคต

สำหรับพม่า หรือ "เมียนม่าร์นั้น ภายหลังจากที่ประธานาธิบดีโอบาม่าเดินทางไปเยือนเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ..2555 เพื่อมุ่งเปลี่ยนแปลงธรรมชาติทางการเมืองของพม่า ได้ส่งผลให้พม่ามีการปรับบทบาทของตนเองชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในระดับการเมืองภายในประเทศและการเมืองระหว่างประเทศ

ดังจะเห็นได้จากการประชุม "เสวนาแชงกรี-ลา" (Shangri-la Dialogue) ณ ประเทศสิงคโปร์ ในปีเดียวกันที่ พลโท ลา มิน (Hla Min) รัฐมนตรีกลาโหมของพม่า ได้เปิดเผยต่อที่ประชุมถึงโครงการพัฒนานิวเคลียร์และการพัฒนาอาวุธปล่อยนำวิถีแบบพื้นสู่อากาศของพม่าว่า ได้ยุติลงไประยะหนึ่งแล้ว อีกทั้งเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ..2555 ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง แห่งพม่า ก็ได้ลงนามในข้อตกลงกับสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ ไอเออีเอ (IAEA: International Atomic Energy Agency) ซึ่งจะส่งผลให้พม่าต้องเปิดเผยข้อมูลนิวเคลียร์ทั้งหมด ต่อไอเออีเอ เพื่อแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลพม่าไม่มีโครงการที่จะผลิตอาวุธนิวเคลียร์ด้วยความช่วยเหลือจากเกาหลีเหนือ ตามที่สหรัฐฯและประเทศตะวันตกกล่าวอ้าง รวมทั้งพม่ายังได้ประกาศลดความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือลง ภายหลังจากที่เคยถูกกล่าวหาว่าทั้งสองประเทศ มีความร่วมมือทางด้านการทหารอย่างใกล้ชิด

ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า การรุกทางการทูตของสหรัฐฯ ดังกล่าว ทำให้พม่ามีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนเอง เพื่อก้าวไปสู่ความยอมรับของนานาประเทศมากขึ้น อีกทั้งยังส่งผลให้จีนสูญเสียความเป็นมหาอำนาจ "ผูกขาดในพม่าลงอย่างเกือบจะสิ้นเชิง

ทางด้านความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ และสิงคโปร์ ซึ่งนับเป็นพันธมิตรใกล้ชิด และถือเป็นหุ้นส่วนด้านความมั่นคง (Security Partner) ระหว่างกันสหรัฐฯ ก็ได้ขายเครื่องบินขับไล่เอนกประสงค์แบบ ลอคฮีด มาร์ติน เอฟ-35 (Lockheed Martin F-35) ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ยุคที่5 (Fifth Generation) ของตนให้กับกองทัพอากาศสิงคโปร์ ภายหลังจากที่ร่วมกันพัฒนาเครื่องบินขับไล่นี้มาตั้งแต่ปี พ..2546 โดยความสนใจในการสั่งซื้อเครื่องบินขับไล่แบบ เอฟ-35 ของสิงคโปร์ เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่จีนได้เผยโฉมเครื่องบินขับไล่แบบ เจ-31 (J-31) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อแข่งขันกับเครื่องบินขับไล่ แบบ เอฟ-35 โดยเฉพาะ ดังที่ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงคนหนึ่งของสหรัฐฯ กล่าวว่า ".. ทุกครั้งที่จีนทดลองเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ มันจะเป็นเสมือนโทรศัพท์ปลุก (wake-upcall) ประเทศต่างๆรวมทั้งประเทศสิงคโปร์ ..”

นอกจากนี้ สหรัฐฯ จะขายเครื่องบินขับไล่แบบเอฟ - 35 ให้สิงคโปร์ เพื่อใช้ในการถ่วงดุลย์กับจีนแล้ว สิงคโปร์ยังได้เปิดฐานทัพเรือ "ชางงี" (Changi Naval Base : CNB) ซึ่งเป็นฐานทัพเรือล่าสุดของกองทัพเรือสิงคโปร์ ให้เป็นจุดเทียบเรือของกองเรือที่ ของกองเรือสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิคที่ส่งเรือรบต่างๆ เช่น เรือยูเอสเอส ฟรีดอม (USS Freedom) ซึ่งมีวงรอบปฏิบัติภารกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค เป็นระยะเวลา เดือน ตามนโยบาย "ปรับสมดุลย์ของสหรัฐฯ โดยเรือเหล่านี้ได้ใช้ฐานทัพเรือชางงี เป็นท่าเทียบเรือเพื่อเติมน้ำมันและส่งกำลังบำรุงตลอดระยะเวลาที่ประจำการอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้ฐานทัพเรือชางงีของสิงคโปร์กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ ที่มีความสำคัญอีกแห่งหนึ่งของสหรัฐฯ ในภูมิภาคแห่งนี้ไปโดยปริยาย

สำหรับกัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศที่จีนพยายามสร้างความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้น ทั้งการให้เงินกู้ระยะยาว ในการจัดซื้อเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์แบบแซด - 9 จำนวน 12 เครื่อง และการมอบรถบรรทุกทหารและรถพยาบาลจำนวน 256 คัน พร้อมทั้งเครื่องแบบทหารจำนวน 50,000 ชุด คิดเป็นมูลค่า 14 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้กับกองทัพกัมพูชามาแล้ว

ทั้งนี้เพราะจีนต้องการใช้กัมพูชาเป็นฐานในการถ่วงดุลกับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ที่ถูกสหรัฐฯ รุกทางการทูตอย่างรุนแรง ซึ่งสหรัฐฯ เองก็พยายามเดินนโยบายสานสัมพันธ์ด้านการทหารอย่างต่อเนื่องกับกัมพูชาเช่นกัน เช่น การฝึกร่วมทางด้านการแพทย์ทหาร (Military Medicine) กับกองพลน้อยที่ 31 (Brigade 31) ในปี พ..2550 และบริจาครถบรรทุกทางทหาร จำนวน คัน และเครื่องปั่นไฟ เครื่อง ให้กับกองพลน้อยดังกล่าว เพื่อใช้ในภารกิจของหน่วยอีกด้วย รวมทั้งสนับสนุนครูฝึกจากชุดส่วนแยกกองกำลังสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิค (U.S. Pacific Command 
Augmentation Team : PAT) ประจำประเทศกัมพูชา เพื่อสนับสนุนการฝึกของกองกำลังรบพิเศษต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของกัมพูชา ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ..2552 เป็นต้นมา

นอกจากนี้ยังสนับสนุนยุทโธปกรณ์ต่างๆ เช่น อาวุธประจำกายอาวุธประจำหน่วยอุปกรณ์สื่อสารเพื่อสั่งการและควบคุมบังคับบัญชา และอุปกรณ์เก็บกู้วัตถุระเบิด มูลค่ากว่า ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 180 ล้านบาท ให้กับกองกำลังดังกล่าวอีกด้วย

จากที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างของการหวนกลับคืนสู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคของสหรัฐฯ เพื่อถ่วงดุลย์อำนาจกับจีน นับจากนี้ต่อไป ประเทศสมาชิกอาเซียนจำเป็นต้องวางบทบาทและนโยบายด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของตนเอง ให้มีชัดเจนและละเอียดอ่อนมากยิ่งขึ้น เพราะอาเซียนกำลังจะกลายเป็นเวทีแห่งการถ่วงดุลย์อำนาจ ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งในกลุ่มประเทศสมาชิกด้วยกันเองและความขัดแย้งกับประเทศมหาอำนาจขั้วหนึ่งขั้วใดในอนาคต











 

Create Date : 14 สิงหาคม 2557    
Last Update : 14 สิงหาคม 2557 20:25:24 น.
Counter : 851 Pageviews.  

ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ตอนที่ 2

ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ตอนที่ 2

โดย

พันเอกศนิโรจน์ ธรรมยศ
Master of International Relations (with merit)
Victoria University of Wellington, New Zealand

สงวนลิขสิทธิ์ในการทำซ้ำเพื่อการค้า อนุญาตให้เผยแพร่เพื่อการศึกษา


สำหรับกลไกที่สำคัญของประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการผลักดันให้ประชาคมดังกล่าวประสบความสำเร็จสมความมุ่งหมาย ประกอบด้วย

1. การประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนหรือ "เอดีเอ็มเอ็ม" (ADMM : ASEAN defence Ministers' Meeting) นับเป็นกลไกด้านความมั่นคงระดับสูงสุด (highest defence  mechanism) ของประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ..2549 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อใช้เป็นเวทีการประชุมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับด้านความมั่นคงของอาเซียน

สำหรับวัตถุประสงค์ที่สำคัญของการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนประกอบด้วย

ส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมั่น (Confidence) และความเชื่อใจ (Trust) ด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศระหว่างระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน

เป็นการแสดงความโปร่งใส (Transparency) และเปิดเผย (Openness) ในนโยบายด้านความมั่นคงของประเทศสมาชิกอาเซียน

สำหรับการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนครั้งที่ 8 ซึ่งเป็นครั้งล่าสุด จัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ..2557 ที่ผ่านมา ณ กรุงเนปีดอว์ ประเทศเมียนม่าร์ โดยที่ประชุมได้รับรองเอกสารสำคัญสองชิ้น ได้แก่ แผนการทำงานระยะเวลา 3 ปี (..2557-2559) และเอกสารเชิงหลักการว่าด้วยการสร้างความเชื่อมโยงด้านการสื่อสารโดยตรง (the Concept Paper on Establishment of a Direct Communications Link) หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า "เป็นการต่อสายตรงระหว่างรัฐมนตรีกลาโหมของประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศนั่นเอง ทั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อขยายความร่วมมือที่รวดเร็วและเชื่อถือได้ ภายใต้กรอบความสัมพันธ์ของการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน รวมทั้งที่ประชุมยังได้ร่วมหารือกันภายใต้หัวข้อ “ความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศเพื่อการมุ่งสู่ประชาคมอาเซียนอันรุ่งเรืองและสันติ” (defence Cooperation Towards Peaceful and Prosperous ASEAN Community) โดยในการประชุมครั้งนี้ รัฐมนตรีกลาโหมของแต่ละประเทศได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ เกี่ยวกับความร่วมมือด้านความมั่นคง ทั้งยังได้แสดงความวิตกเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านความมั่นคงในยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วอีกด้วย

สำหรับเอกสารซึ่งเป็นความตกลงร่วมกันของรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนในการประชุมดังกล่าวมีจำนวนทั้งสิ้น 6 ฉบับประกอบด้วย

-เอกสารแนวความคิดเรื่อง ความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหมอาเซียนกับองค์กรภาคประชาสังคมในด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ (Concept Paper on ASEAN defence Establishmentand Civil Society Organisation (CSOs) Cooperation on Non-Traditional Security) ซึ่งยกร่างโดยกระทรวงกลาโหมของประเทศไทยเอกสารแนวความคิดดังกล่าวนี้ มีที่มาจากการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน ครั้งที่ ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ โดยรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนทั้ง 10 ประเทศได้เห็นชอบร่วมกัน ในการแสวงหาและขยายความร่วมมือกับองค์กรภาคประชาสังคม ในการเผชิญกับปัญหาด้านภัยคุกคามด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ โดยคำว่า "ภัยคุกคามด้านมั่นคงรูปแบบใหม่" ในที่นี้ จะมุ่งเน้นไปที่ความร่วมมือด้านการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติเป็นจุดเริ่มต้น ส่งผลให้มีการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ ฯ ครั้งที่ 1 โดยกระทรวงกลาโหมของไทยและกระทรวงกลาโหมของมาเลเซีย ในหัวข้อ “ความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหมอาเซียนกับองค์กรภาคประชาสังคมในด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ" (ASEAN DefenceEstablishments and Civil Society Organisations (CSOs) Cooperation onNon-Traditional Security : Humanitarian Assistance and Disaster Relief) ในเดือนมิถุนายน พ..2552 (..2009)

เอกสารแนวความคิดเรื่อง การใช้ทรัพยากรและศักยภาพทางทหารอาเซียน ในการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ (Concept Paper on the Use of ASEAN MilitaryAssets and Capacities in Humanitarian Assistance and Disaster Relief) ซึ่งยกร่างโดยกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซีย เป็นการกำหนดแนวทางในการนำยุทโธกรณ์และขีดความสามารถทางทหารมาใช้ในการบรรเทาภัยพิบัติและช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย เช่น ด้านการแพทย์ทหาร (MilitaryMedicine) ซึ่งเป็นการนำหน่วยแพทย์ทหาร ตลอดจนยุทโธปกรณ์ต่างๆ ทั้งโรงพยาบาลสนามและเครื่องมือด้านการแพทย์มาใช้ เพื่อการปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัย เป็นต้น 

นอกจากนี้ยังมีการจัดทำระเบียบปฏิบัติร่วมกัน ในการนำยุทโธปกรณ์ทางทหารไปใช้ในการบรรเทาสาธารณภัยในต่างประเทศ เช่น อากาศยาน เรือรบ ยานยนต์ทางทหาร ตลอดจนกำลังพลของกองทัพ ทั้งนี้เพื่อมิให้ขัดต่อกฏหมายรัฐธรรมนูญของประเทศผู้ประสบภัยในด้านการใช้ยุทโธปกรณ์ทางทหารของนานาชาติ รุกล้ำอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนของตน

เอกสารแนวความคิดว่าด้วยความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในกรอบอาเซียน (Concept Paper on ASEAN defence IndustryCollaboration) ยกร่างโดยกระทรวงกลาโหมมาเลเซียในปี พ..2552 (..2009) รวมทั้งเสนอให้มีการจัดตั้งความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของอาเซียนหรือ เอดีไอซี (ADIC : ASEAN Defence Industry Collaboration) เพื่อหาแนวทางในการเสริมสร้างความร่วมมือทางด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ให้มีความพร้อมที่จะเผชิญภัยคุกคามรูปแบบต่างๆ 

โดยกรอบความร่วมมือนี้จะช่วยนำไปสู่การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ องค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในกลุ่มสมาชิก ให้มีความแข็งแกร่ง สามารถลดการพึ่งพาจากภายนอกได้ สำหรับแนวทางความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมอากาศยาน (Aerospace Sector) อุตสาหกรรมทางทะเล (Maritime Sector) อุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive Sector) อุตสาหกรรมอาวุธยุทโธปกรณ์ (Weapon Sector) อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Sector) และอุตสาหกรรมตามความต้องการทั่วไป (Common User Item Sector)

เอกสารแนวความคิดว่าด้วยการจัดตั้งเครือข่ายศูนย์ปฏิบัติการรักษาสันติภาพในกรอบอาเซียน (Concept Paper on the Establishment of ASEANPeacekeeping Centers Network) ร่วมกันยกร่างโดยกระทรวงกลาโหมของไทยและอินโดนีเซีย ทั้งนี้ความร่วมมือด้านปฏิบัติการรักษาสันติภาพเป็นกิจกรรมสำคัญในแผนการจัดตั้งประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน พ..2552-2558 (..2009 – 2015) ซึ่งอาเซียนเห็นควรให้เริ่มต้นด้วยการสร้างเครือข่ายระหว่างศูนย์รักษาสันติภาพของประเทศสมาชิกทั้งสิบประเทศ ทั้งการวางแผนร่วมกัน การฝึกอบรมและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดทำกลไกอาเซียนเพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพอันสอดคล้องกับแผนการดำเนินงานของการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน นอกจากนี้ความร่วมมือด้านการปฏิบัติการรักษาสันติภาพ ยังเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศต่างๆ นอกภูมิภาคอาเซียน เพื่อหาหนทางแก้ไขความขัดแย้ง ตลอดจนระงับข้อพิพาทโดยสันติ

เอกสารแนวความคิดว่าด้วยโครงการปฏิสัมพันธ์ทางทหารระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน (Concept Paper on the Establishment ASEANdefence Interaction Program) ซึ่งเป็นแนวความคิดเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้นำและเจ้าหน้าที่ทุกระดับทั้งในกระทรวงกลาโหมและในกองทัพประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน อีกทั้งยังจะนำมาซึ่งความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ตลอดจนความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงทีอีกด้วย

เอกสารแนวความคิดว่าด้วยการสนับสนุนการส่งกำลังบำรุงร่วมกันในอาเซียน (Concept Paper on the Establishment ofLogistics Support Framework) มีเนื้อหาเกี่ยวกับการส่งกำลังบำรุงร่วม โดยเฉพาะการจัดส่งเครื่องเวชภัณฑ์ ยารักษาโรค อาหาร น้ำ และสิ่งของบรรเทาทุกข์ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาสาธารณภัยระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิก

2. กลไกที่สำคัญอีกกลไกหนึ่งของประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน คือ การประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนและรัฐมนตรีกลาโหมประเทศคู่เจรจา หรือ "เอดีเอ็มเอ็ม-พลัส" (ADMM – Plus : ASEAN defence Minister Meeting - Plus) ซึ่งเป็นการประชุมร่วมกันระหว่างรัฐมนตรีกลาโหมของประเทศสมาชิกอาเซียนและรัฐมนตรีกลาโหมของประเทศคู่เจรจาของอาเซียน จำนวน ประเทศ คือ สหรัฐฯ รัสเซีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ โดยจะดำเนินการประชุมเพื่อหาหนทางในการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความร่วมมือในภูมิภาคแห่งนี้

การประชุมดังกล่าวมีขึ้นจัดครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 ตุลาคมพ..2553 (..2010) ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ปัจจุบันมีการกำหนดกรอบความร่วมมือไว้ 6 ด้าน เพื่อรองรับการเข้าสู่ความเป็นประชาคมอาเซียนประกอบด้วย

1. ด้านความมั่นคงทางทะเล (Maritime Security) ในวงรอบปี พ..2557 – 2559 (..2014 – 2016) ประเทศบรูไนและนิวซีแลนด์รับผิดชอบ

2. การปฏิบัติการรักษาสันติภาพ (Peacekeeping Operations) ในวงรอบปี พ..2557 – 2559 (..2014– 2016) ประเทศกัมพูชาและเกาหลีใต้รับผิดชอบ

3. การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ (Humanitarian Assistance and Disaster Relief) ในวงรอบปี พ..2557 – 2559 (..2014– 2016) ประเทศลาวและญี่ปุ่นรับผิดชอบ

4.การแพทย์ทหาร (Military Medicine) ในวงรอบปี พ..2557 – 2559 (..2014– 2016) ประเทศไทยและรัสเซียรับผิดชอบ

5. การต่อต้านการก่อการร้ายสากล (Counter-Terrorism) ในวงรอบปี พ..2557– 2559 (..2014 – 2016) ประเทศสิงคโปร์และออสเตรเลียรับผิดชอบ

6. การปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (Humanitarian Mine Action) ในวงรอบปี พ..2557 – 2559 (..2014– 2016) ประเทศเวียดนามและอินเดียรับผิดชอบ

สำหรับเครื่องมือหลักของการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนและประเทศคู่เจรจาคือ คณะทำงานผู้เชี่ยวชาญ หรือ “อีดับเบิลยูจี” (EWG : Experts' WorkingGroup) เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนแผนงานของการประชุมดังกล่าวทั้ง ด้านดังกล่าวข้างต้น

3. กลไกที่สำคัญของประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนอีกกลไกหนึ่งคือ การประชุมว่าด้วยการเมืองและความมั่นคงในเอเชีย – แปซิฟิคหรือ "เออาร์เอฟ" (ARF : ASEAN Regional Forum) เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ..2545 (..2002) จากแนวความคิดต่อต้านการก่อการร้ายร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศอาเซียน (US – ASEAN) ภายหลังเหตุการณ์ก่อการร้าย 9/11 ในสหรัฐฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความเชื่อใจซึ่งกันและกันและป้องกันความขัดแย้งผ่านการพัฒนาการฑูตเชิงป้องกัน

ปัจจุบันการประชุมว่าด้วยการเมืองและความมั่นคงในเอเชีย – แปซิฟิค เป็นกรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงของประเทศในภูมิภาคอาเซียนและประเทศคู่เจรจา 27 ประเทศประกอบด้วย สมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และประเทศคู่เจรจา 10 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย แคนาดา จีน สหภาพยุโรป อินเดีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ รัสเซียและสหรัฐฯ รวมทั้งประเทศผู้สังเกตการณ์ของอาเซียนอีก 7 ประเทศคือ ปาปัวนิวกินี  มองโกเลีย ปากีสถาน ติมอร์เลสเต บังคลาเทศ ศรีลังกา และเกาหลีเหนือ ขณะนี้การประชุม เออาร์เอฟ กำลังมีบทบาทในด้านการปฏิบัติการเพื่อมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัยเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากเมื่อปี พ..2556 (..2013) ที่ผ่านมาได้มีการจัดการฝึกซ้อมแผนบรรเทาภัยพิบัติ (DiREx 2013 : Disaster ReliefExercise 2013) ขึ้นในประเทศไทย โดยมีไทยและเกาหลีใต้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพ เป็นต้น

นอกจากนี้ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ยังมีกลไกอื่นๆ ที่สำคัญในการขับเคลื่อนประชาคมอีก เช่น การประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ หรือ "เอดีเอ็มเอ็ม รีทรีท" (ADMM Retreat : ASEAN defence Minister Meeting Retreat) ซึ่งกล่าวถึงความสำคัญของการสร้างความสมานฉันท์และความมุ่งมั่นร่วมกันของอาเซียน ในการส่งเสริมความร่วมมือด้านกลาโหม เพื่อช่วยจรรโลงสันติภาพและเสถียรภาพ ทั้งในภูมิภาคและของโลก, การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกลาโหมอาเซียน หรือ "แอดซอม" (ADSOM : ASEAN defence Senior Official Meeting) ซึ่งปกติเป็นการประชุมระดับปลัดกระทรวงกลาโหมหรือเทียบเท่า และการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของผู้บัญชาการทหารสูงสุดกองทัพกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน หรือ "แอดฟิม" (ACDFIM : ASEAN Chief ofdefence Forces Informal Meeting) เป็นต้น

จึงกล่าวได้ว่าประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนนับเป็นประชาคมที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคม – วัฒนธรรมอาเซียนเลย เพราะเป็นประชาคมที่มีวัตถุประสงค์ในการธำรงไว้สันติภาพ ความสงบสุข ความอยู่ดีกินดี และความร่วมมือร่วมใจของชาวอาเซียน เพื่อให้ภูมิภาคแห่งนี้เป็นภูมิภาคแห่งสันติสุขอย่างยั่งยืนนั่นเอง




 

Create Date : 04 สิงหาคม 2557    
Last Update : 4 สิงหาคม 2557 9:01:01 น.
Counter : 637 Pageviews.  

ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ตอนที่ 1

ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ตอนที่ 1)

(APSC : ASEAN Political –Security Community)

โดย

พันเอกศนิโรจน์ ธรรมยศ

Master of International Relations (with merit)

Victoria University of Wellington, New Zealand

สงวนลิขสิทธ์ในการทำซ้ำเพื่อการค้า อนุญาตให้เผยแพร่เพื่อการศึกษาเท่านั้น




ย้อนหลังไปเมื่อปี ..2546 ในการประชุมสุดยอดอาเซียนหรือ "อาเซียนซัมมิท" (ASEAN Summit) ครั้งที่ 9 ที่เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ผู้นำของกลุ่มประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ "อาเซียน” (ASEAN : Association of South EastAsia Nations) ต่างเห็นพ้องกันที่จะจัดตั้งประชาคมอาเซียน (AC: ASEAN Community) ขึ้น 

โดยประกอบด้วย 3 เสาหลักได้แก่ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน เรียกย่อๆ ว่า "เอพีเอสซี" (APSC : ASEAN Political - Security Community), ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เรียกย่อๆ ว่า "เออีซี" (AEC : ASEAN Economic Community) และประชาคมสังคม - วัฒนธรรมอาเซียน เรียกย่อๆ ว่า “เอเอสซีซี” (ASCC : ASEAN Socio -Cultural Community) ให้สำเร็จเป็นรูปธรรมภายในปี พ..2563 อย่างไรก็ตามในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 12 ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ผู้นำกลุ่มประเทศอาเซียนก็ได้ตกลงร่วมกันที่จะเร่งรัดกระบวนการสร้างประชาคมอาเซียนให้แล้วเสร็จภายในปีพ..2558 หรือ ค..2015

ต่อมาในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 14 ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก็ได้มีการจัดทำแผนงานสำหรับการจัดตั้งประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน เพื่อมุ่งไปสู่การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนใน พ..2558 โดยเฉพาะประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนนั้น ได้มีการกำหนดวัตถุประสงค์ของประชาคมไว้ 3 ประการคือ

1. สร้างประชาคมให้มีค่านิยมร่วมกันในด้านการเคารพความหลากหลายของแนวคิด รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางของนโยบายและกิจกรรมต่างๆ ภายใต้เสาหลักการเมืองและความมั่นคง

2. เตรียมความพร้อมให้อาเซียน สามารถเผชิญกับภัยคุกคามความมั่นคงในรูปแบบเดิม และรูปแบบใหม่ อีกทั้งยังส่งเสริมความมั่นคงของมนุษย์อีกด้วย

3. ผลักดันให้อาเซียนมีปฎิสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น และสร้างสรรค์กับประชาคมโลก โดยมุ่งให้อาเซียนมีบทบาทเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค มีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของภูมิภาคเป็นหลัก

อย่างไรก็ตามในห้วงเวลาที่ผ่านมา แม้ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนจะมีความคืบหน้าไปอย่างมาก แต่ผู้คนส่วนใหญ่ต่างก็มุ่งความสนใจไปยังประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ "เออีซี" เพียงด้านเดียว และละเลยประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ตลอดจนประชาคมสังคม –วัฒนธรรมอาเซียนไปอย่างน่าเสียดาย

เหตุที่ประชาคมการเมืองและความมั่นคงไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ก็เพราะเมื่อพูดถึงความมั่นคง ผู้คนมักจะนึกถึงภาพของสงคราม ทหาร อำนาจกำลังรบ และเรื่องของอำนาจอธิปไตย ตลอดจนเขตแดนของประเทศ ที่ดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว และเป็นนามธรรม ไม่สามารถจับต้องได้

ต่างจากเรื่องของเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับปากท้องและชีวิตความเป็นอยู่ อันเป็นเรื่องใกล้ตัว ทั้งๆ ที่ความหมายของคำว่า "ความมั่นคงตามที่ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนได้กำหนดไว้นั้น ประกอบไปด้วย ภัยความมั่นคงรูปแบบเดิม (เช่น  สงคราม การรบ อำนาจอธิปไตย ฯลฯ) และภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ ซึ่งภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่นี้ มีขอบเขตที่หลากหลายและกว้างขวางอย่างมากในยุคปัจจุบัน

รองศาสตราจารย์ สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวถึงภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ของประชาคมอาเซียนที่ประชาชนในภูมิภาคนี้ จะต้องเผชิญร่วมกันในอนาคต มีอยู่อย่างน้อยสามประการ คือภัยด้านความมั่นคงของมนุษย์ ภัยพิบัติจากธรรมชาติ และภัยจากการแผ่ขยายอำนาจของประเทศมหาอำนาจนอกภูมิภาค

ภัยด้านความมั่นคงของมนุษย์ ที่รองศาสตราจารย์สุเนตรกล่าวไว้นั้น มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากอพยพโยกย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ อันเนื่องมาจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอาเซียน เพราะอาเซียนมีประเทศที่ประชากรมีรายได้สูงติดอันดับโลก เช่น สิงคโปร์และบรูไน ในขณะเดียวกันก็มีประเทศสมาชิกที่ยังมีประชากรยากจนและถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาน้อยที่สุด (LeastDeveloped Countries : LDCs) ของสหประชาชาติ เนื่องจากมีประชากรกว่า 1 ใน 4 ที่มีรายได้ต่ำกว่าระดับยากจนเช่นกัน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจนี้เอง ที่จะส่งผลให้เกิดการหลั่งไหลและการเคลื่อนย้ายของประชากร จากประเทศสมาชิกที่ยากจนไปสู่ประเทศสมาชิกที่ร่ำรวยเพื่อแสวงหาชีวิตและโอกาสที่ดีกว่า

การอพยพโยกย้ายถิ่นฐานทั้งแบบถาวรและชั่วคราวนี้ จะทำให้เกิดปัญหาความมั่นคงของมนุษย์มากมาย ทั้งปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหาการขยายตัวของเครือข่ายก่อการร้ายสากล ปัญหายาเสพติด ปัญหาการก่อกำเนิดของกลุ่มอิทธิพลเหนือชนชาติของตนในดินแดนประเทศอื่น รวมถึงปัญหาด้านสาธารณสุข ที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากประชาชนผู้โยกย้ายถิ่นฐานจากประเทศยากจนเหล่านี้ ล้วนเป็นผู้ที่ขาดการดูแลด้านสาธารณสุขพื้นฐาน เช่น ไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ บุคคลเหล่านี้จะนำโรคภัยไข้เจ็บนานาชนิดติดตัวไปยังประเทศอื่น ก่อให้เกิดโรคอุบัติใหม่และโรคระบาดนานาชนิด ที่หวนกลับมาอีกครั้ง ภายหลังจากสูญหายไปเป็นเวลานาน เช่น โรคคอตีบ ไอกรน โรคซาร์ ไข้หวัดนก โรคมือเท้าปาก เป็นต้น

นอกจากนี้กลุ่มผู้อพยพโยกย้ายถิ่นฐานดังกล่าว ยังมีแนวโน้มที่จะก่อมลภาวะทางสาธารณสุขขึ้นในประเทศที่ตนอพยพไปอยู่ อันเนื่องมาจากความยากจนและด้อยการศึกษา เช่น การก่อกำเนิดของสลัมหรือชุมชนแออัดในชุมชนเมือง ทำให้มีการละเลยด้านสาธารณสุข ตลอดจนสุขอนามัย ทั้งการบริโภคอาหารและการขับถ่ายสิ่งปฏิกูลต่างๆ อาจก่อให้เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ขึ้นในทศวรรษหน้าได้ เป็นต้น

ภัยด้านความมั่นคงอีกชนิดหนึ่งที่ประชาคมอาเซียนจะต้องเผชิญร่วมกันคือ ภัยพิบัติจากธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและมีความรุนแรงมากขึ้น ดังที่ด็อกเตอร์ราจีฟ ชาห์ (Rajiv Shah) ผู้อำนวยการองค์กรพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ได้กล่าวไว้ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนและรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ที่มลรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐฯ ในช่วงเดือนเมษายน พ..2557 ที่ผ่านมาว่า ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ซึ่งรวมทั้งสมาชิกอาเซียน ต่างได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติถึงร้อยละ 70 จากภัยพิบัติทางธรรมชาติทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์สึนามิในประเทศไทย มาเลเซียและอินโดนีเซียเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในประเทศไทยเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดและแผ่นดินไหวในประเทศอินโดนีเซีย ตลอดจนเหตุการณ์พายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งล้วนแล้วแต่สร้างความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมากมายมหาศาล  เป็นต้น

ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงและมีจำนวนบ่อยครั้งอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ได้ทำให้กองทัพของประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งสิบประเทศ มีการปรับบทบาทจากการเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาอำนาจอธิปไตยมาสู่ความเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจากภัยธรรมชาติ ซึ่งส่งผลให้กองทัพของกลุ่มประเทศอาเซียนมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากในภารกิจการปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัย (HADR : Humanitarian Assistance and Disaster Relief) ในปัจจุบัน

ท้ายที่สุด รองศาสตราจารย์สุเนตรยังกล่าวถึงคือการขยายอิทธิพลของประเทศมหาอำนาจต่างๆ เข้าสู่ประชาคมอาเซียนทั้งในรูปแบบของ "พลังอำนาจเชิงแข็งกร้าว"(Hard Power เช่น การใช้กำลังทหาร การใช้นโยบายคุกคาม ดังที่ปรากฏในทะเลจีนใต้ เป็นต้น) และ "พลังอำนาจเชิงอ่อนโยน" (Soft Power เช่น ความร่วมมือด้านการทหาร การฝึกร่วมกัน การให้ทุนการศึกษา การแลกเปลี่ยนการเยือน และการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีต่างๆ เป็นต้น) จนทำให้เกิดการถ่วงดุลย์ทางอำนาจของมหาอำนาจในอาเซียนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะปัญหาการประกาศขยายแสนยานุภาพทางทะเลของจีนและปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรน้ำมันที่นับวันจะหาได้ยากยิ่ง นับเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปเพื่อไม่ให้ขยายตัวลุกลามจนเกิดเป็นปัญหาใหญ่ในภูมิภาคนี้

ทางด้านอาจารย์ปิติ ศรีแสงนาม จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้กล่าวถึงภัยด้านความมั่นคงของประชาคมอาเซียนในอนาคตเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ

1. ความมั่นคงด้านอาหาร ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเกิดความขาดแคลนขึ้นได้ในอนาคต อันเนื่องมาจากการขาดแคลนพื้นที่เพาะปลูกและสภาพดินฟ้าอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก รวมถึงการเปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรมไปสู่สังคมอุตสาหกรรมของอาเซียน จนเกษตรกรต่างละทิ้งเรือกสวน ไร่นาของตน ทำให้ผลผลิตพืชพันธ์ธัญญาหารของอาเซียนซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลกลดลงจนถึงระดับที่น่าวิตกอย่างมาก

2. ความมั่นคงด้านพลังงาน จะเห็นได้จากในช่วงเวลาที่ผ่านมาประเทศสมาชิกอาเซียนต่างพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็ว การพัฒนาดังกล่าวส่งผลให้เกิดการบริโภคพลังงานจำนวนมหาศาล จนต้องพึ่งพาพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมาก ทำให้เมื่อมีปัญหาในด้านการขนส่งหรือการผลิตพลังงานเกิดขึ้น เช่น การปิดซ่อมท่อก๊าซธรรมชาติ เจดีเอ-เอ 18 ในพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลว่ากระแสไฟฟ้าจะไม่เพียงพอ และทำให้ไฟดับทั่วทั้งภาคใต้ของประเทศไทย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญานบ่งบอกถึงความไม่มั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศสมาชิกอาเซียน

จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า "ความมั่นคงตามความหมายของประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนนั้น มีความหมายที่กว้างมาก และล้วนแต่เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเราอย่างคาดไม่ถึง ดังนั้นประชาชนจึงจำเป็นต้องตระหนักรู้เกี่ยวกับประชาคมดังกล่าวเพื่อร่วมกันพัฒนาประชาคมอาเซียนให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างครบถ้วนทั้งสามมิติหรือทั้งสามเสาหลักนั่นเอง

สำหรับคุณลักษณะของประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนนั้นประกอบด้วยคุณลักษณะที่สำคัญ 3 คุณลักษณะ คือ

1. คุณลักษณะของความเป็นประชาคมที่มีกฏกติกาในการกำหนดค่านิยมและบรรทัดฐานร่วมกัน คุณลักษณะข้อนี้สามารถแบ่งองค์ประกอบออกได้ 2 องค์ประกอบดังนี้

- การพัฒนาค่านิยมทางการเมืองร่วมกัน เพื่อให้องค์กรทางการเมืองของประเทศสมาชิกอาเซียนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน รวมทั้งมีระบบการบริหารองค์กรที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล ปราศจากการทุจริตคอร์รัปชั่นและเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน

-การสร้างและแบ่งปันกฏเกณฑ์ร่วมกัน เพื่อให้ประเทศสมาชิกอาเซียนมีกฏเกณฑ์ที่เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน เช่น การร่วมกันยึดมั่นในสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC: Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia) ซึ่งลงนามมาตั้งแต่ปี พ..2519 และนับเป็นสนธิสัญญาที่เป็นแนวทางของอาเซียนอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นั่นคือ การเคารพในบูรณภาพและอำนาจอธิปไตยของกันและกัน โดยไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก (non-interference in theinternal affairs of one another) ซึ่งส่งผลให้ชาติสมาชิกอาเซียนไม่เข้าไปก้าวก่ายสถานการณ์หรือกิจการภายในของประเทศสมาชิกอื่นๆ อย่างเด็ดขาด

2. คุณลักษณะของความเป็นประชาคมที่ส่งผลให้ภูมิภาคแห่งนี้เป็นภูมิภาคที่มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นเอกภาพ มีความสงบสุข มีความแข็งแกร่งและพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาความมั่นคงที่เกิดขึ้นอย่างครอบคลุมในทุกมิติ สำหรับคุณลักษณะในข้อนี้จะเห็นได้ว่า องค์กรหลักที่มีบทบาทอย่างมากได้แก่ กระทรวงกลาโหมของประเทศสมาชิกอาเซียนนั่นเอง โดยคุณลักษณะนี้จะมีองค์ประกอบทั้งสิ้น 6 ประการ คือ

-ช่วงเวลาก่อนเกิดความขัดแย้ง ประชาคมจะดำเนินการป้องกันความขัดแย้งระหว่างประเทศสมาชิกด้วยการสร้างความไว้เนื่อเชื่อใจและใช้การฑูตเชิงป้องกันเป็นเครื่องมือหลัก

-ช่วงเวลาเมื่อเกิดความขัดแย้ง ประชาคมจะดำเนินการแก้ไขความขัดแย้ง โดยยึดหลักสันติวิธี เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความร่วมมือด้านอื่นๆ ในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน

-ช่วงเวลาเมื่อความขัดแย้งสิ้นสุดลง ประชาคมจะเร่งรัดในการสร้างสันติภาพและนำความสงบสุขกลับคืนสู่พื้นที่พิพาทและสู่ภูมิภาคโดยเร็ว

-สำหรับการตอบสนองต่อภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ชาติสมาชิกจะต้องร่วมมือกันอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที

-ในส่วนของภัยพิบัติทางธรรมชาตินั้น ชาติสมาชิกจะต้องร่วมมือกันตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว

-ประเด็นเร่งด่วนอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของอาเซียนนั้น ให้ชาติสมาชิกร่วมกันตอบสนองอย่างเร่งด่วนและมีประสิทธิภาพ

3. คุณลักษณะของความเป็นประชาคมที่มี "พลวัต" หรือมีความเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะนำพาอาเซียนมุ่งไปสู่โลกภายนอกในลักษณะของสังคมแห่งการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เช่น อาเซียน - จีนอาเซียน - สหรัฐฯ และอาเซียน – สหภาพยุโรป หรือ อียู (EU : European Union) เป็นต้น สำหรับคุณลักษณะในข้อนี้ มีองค์ประกอบ 3 ประการคือ

-การส่งเสริมให้อาเซียนเป็นศูนย์กลางของความร่วมมือในระดับภูมิภาค

-การเพิ่มพูนความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับประเทศอื่นๆ ที่อยู่ภายนอกประชาคม

-การส่งเสริมให้มีความร่วมมือและการปรึกษาหารือในประเด็นที่เป็นข้อกังวลร่วมกัน องค์ประกอบข้อนี้จะเห็นได้อย่างเด่นชัด ในกรณีความขัดแย้งเหนือหมู่เกาะพาราเซลและหมู่เกาะสแปรตลีในทะเลจีนใต้ที่สมาชิกอาเซียน (เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซียและบรูไนมีข้อพิพาทกับจีน โดยอาเซียนพยายามหาทางออกของปัญหาด้วยการจัดการเจรจาและแก้ไขบนแนวทางสันติวิธีมาโดยตลอด บนพื้นฐานของการเคารพในบูรณภาพเหนือดินแดนของประเทศที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาท ตามที่ได้มีการลงนามในคำประกาศร่วมกันเพื่อเพิ่มความเป็นเอกภาพสำหรับประชาคมแห่งความปรองดองและความมั่นคง (Joint Declaration onEnhancing ASEAN Unity for a Harmonized and Secure Community) ในการประชุมครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมพ..2555 ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา


(โปรดติดตามตอนที่ 2 เรื่อง กลไกของประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน)




 

Create Date : 04 สิงหาคม 2557    
Last Update : 4 สิงหาคม 2557 8:44:41 น.
Counter : 963 Pageviews.  

Chinese Dream "นโยบายความฝันของจีน" ในปัจจุบัน

นโยบาย "ความฝันของชนชาติจีน" (Chinese Dream) ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง


โดย พันเอกศนิโรจน์ ธรรมยศ
Master of International Relations (with merit)
Victoria University of Wellington, New Zealand

(สงวนลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย ห้ามทำซ้ำเพื่อการพาณิชย์ อนุญาตให้เผยแพร่เพื่อความรู้)



ในเดือนมีนาคม พ..2556 ซึ่งเป็นสัปดาห์แรกของการก้าวขึ้นสู่อำนาจของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง (Xi Jinping) เขาได้ประกาศ "หลักนิยมใหม่หรือนโยบายใหม่ที่จะใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศจีน ที่เรียกว่า "ความฝันของชนชาติจีน" (Chinese Dream) โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้กล่าวถึงนโยบายดังกล่าว ในสุนทรพจน์ครั้งแรกของเขา มีใจความตอนหนึ่งว่า 

"..จีนจะต้องใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถในการมุ่งไปสู่อนาคตข้างหน้าดังที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ ภายใต้ความยิ่งใหญ่ของระบอบสังคมนิยมและลักษณะเฉพาะตัวของชนชาติจีนรวมทั้งต่อสู้อย่างมุ่งมั่นเพื่อให้บรรลุประสงค์ตาม "ความฝันของชนชาติจีน"ในการฟื้นคืนชีพอย่างยิ่งใหญ่(greatrejuvenation) ของชาติจีน..”

นโยบาย "ความฝันของชนชาติจีนดังกล่าวที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวถึงนั้น ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากมายว่า หมายถึงอะไร และประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

นอกจากนี้นักวิเคราะห์โลกตะวันตกต่างคาดการณ์กันแตกต่างออกไป บ้างก็ว่ามีที่มาจากหนังสือเรื่อง "ความฝันของจีน (ChinaDream) : แนวคิดและยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจในโลกหลังยุคอเมริกาที่เขียนขึ้น เมื่อปี พ..2553 โดยพันเอก "หลิวหมิงฟู" (Liu  Mingfu) ซึ่งได้ให้คำจำกัดความของนโยบายดังกล่าวในหนังสือของเขาว่า "สู่ความเป็นชาติที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยแสนยานุภาพทางทหารที่เข็มแข็ง" (a stronger nation with a strong military)

เป็นที่น่าสังเกตุว่า นโยบายนี้มีความคล้ายคลึงกับนโยบายดั้งเดิมของจีนเมื่อประมาณ 200 ปีก่อนคริสตกาล ในรัชสมัยของจักรพรรดิจิ๋นซี หรือ "ฉินฉื่อหวังตี้ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฉินอันเกรียงไกร และเป็นจักรพรรดิพระองค์แรกของประเทศจีน  ผู้ทรงรวบรวมแว่นแคว้นต่างๆ จนเป็นปึกแผ่น และพัฒนาอาณาจักรของพระองค์ให้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรในทุกด้าน รวมทั้งยังทรงมีบัญชาให้ก่อสร้างกำแพงเมืองจีน "กำแพงฉางเฉิงยาวนับหมื่นลี้ จนกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกมาจนทุกวันนี้นั่นเอง

จึงไม่เป็นที่ประหลาดใจที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวถึง "การฟื้นคืนชีพของประเทศจีนในนโยบายของเขา เพราะนี่จะเป็นการนำความยิ่งใหญ่ของจีนในอดีต ทั้งด้านการเมือง  การทหาร เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม หวนกลับคืนมาสู่โลกยุคปัจจุบันอีกครั้งหนึ่ง

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ตะวันตกบางคนก็คาดการณ์ว่า ต้นกำเนิดนโยบาย "ความฝันของชนชาติจีนของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง น่าจะมาจากแนวคิดในหนังสือเรื่อง "ความฝันของชนชาติจีนเขียนโดย เฮเลน หว่อง (Helen Wong) เมื่อปี พ..2553 และในปีต่อมาหนังสือเล่มนี้ ก็ได้รับรางวัล "อีริค ฮอฟเฟอร์" (Eric Hoffer) จนได้รับการแปลเป็นภาษาจีน เฮเลน หว่องเขียนหนังสือเล่มนี้ โดยไม่ได้ให้คำจำกัดความของความฝันของชนชาติจีน แต่ใช้วิธีการสัมภาษณ์ชาวจีนชนชั้นกลางหลากหลายสาขาอาชีพ จำนวนกว่าหนึ่งร้อยคน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาของชนชั้นกลางในประเทศจีน ภายหลังหนังสือเล่มนี้ ถูกมอบให้กับนายโทมัส ฟรีดแมน (ThomasFriedman) นักวิเคราะห์ชาวสหรัฐฯที่เขียนบทความเรื่อง "จีนต้องการความฝันของตนเองลงพิมพ์ในนิตยสาร "นิวยอร์คไทม์ฉบับเดือนตุลาคม พ..2555 ซึ่งได้รับการแปลโดยสำนักข่าวชินหัวของจีน โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า ".. ความฝันของชนชาติจีนคือความมั่งคั่งและความมั่นคงของประเทศจีน ..”

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าต้นกำเนิดหรือที่มาของนโยบายเรื่อง "ความฝันของชนชาติจีนจะมาจากที่ใดก็ตาม แต่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ก็ได้แสดงให้โลกได้เห็นถึงเป้าหมายของเขาในการนำพาประเทศจีนก้าวไปความยิ่งใหญ่ ประการ ประกอบด้วย ประการแรกคือ การก้าวไปสู่ความเป็นสังคมที่มั่งคั่ง โดยประชากรทั้งในชุมชนเมืองและในชนบทมีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีภายในปี พ..2564 หรือ ค..2021 ซึ่งเป็นห้วงเวลาแห่งการครบรอบ 100 ปีของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และประการที่สองคือ การก้าวไปสู่ความเป็นประเทศพัฒนาแล้วในปี พ..2592 หรือ ค..2049 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 100 ปี ของการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน

นอกจากนี้นักวิเคราะห์โลกตะวันตกยังมองว่า จีนได้วางเป้าหมายชัดเจนว่าในปี  พ..2563 กองกำลังทางเรือของจีนที่กำลังพัฒนาแสนยานุภาพอย่างมากในขณะนี้ จะสามารถจัดตั้ง "แนวห่วงโซ่ของเกาะชั้นที่หนึ่ง" (first island chain) เป็นแนวยาวตั้งแต่ทางตอนเหนือของไต้หวันมาจนถึงประเทศฟิลิปปินส์และเกาะบอร์เนียวเพื่อเป็นก้าวแรกของการเป็นมหาอำนาจในมหาสมุทรแปซิฟิคในอนาคตอันใกล้นี้

นายโรเบิร์ต ลอเรนซ์ คุนฮ์ (Robert Lawrence Kuhn) นายธนาคารและนักลงทุนตะวันตกได้เขียนถึงนโยบาย "ความฝันของชนชาติจีนที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศว่ามีเป้าหมาย 4 ประการ ประกอบด้วยประเทศจีนที่เข้มแข็ง (Strong China) โดยมุ่งสร้างความเข็มแข็งในทุกมิติคือเศรษฐกิจ การเมือง การฑูต การวิทยาศาสตร์และการทหาร, ประเทศจีนที่ศิวิไลซ์ (Civilized China) มุ่งเสริมสร้างความเท่าเทียมกันในสังคมวัฒนธรรมที่เรืองรองและศีลธรรมอันสูงส่ง, ประเทศจีนที่เป็นปึกแผ่น (Harmonious China) มุ่งพัฒนาความสัมพันธ์หรือ "มิตรภาพ" (amity) ระหว่างชนชั้นต่างๆ ของสังคม และประเทศจีนที่สวยงาม (Beautiful China) มุ่งพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรกับสิ่งมีชีวิตและตั้งเป้าหมายการเป็นประเทศที่มีมลพิษต่ำ

การก้าวไปสู่ "ความฝันของชนชาติจีนที่สีจิ้นผิง วางแผนเอาไว้มีกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน 2 ประการประกอบด้วย ประการแรกคือ ความมั่งคั่งด้านเศรษฐกิจ และประการที่สองคือความแข็งแกร่งด้านการทหาร ซึ่งในห้วงเวลาที่ผ่านมาโลกสามารถสังเกตุเห็นการพัฒนาเศรษฐกิจและแสนยานุภาพทางกองทัพของจีนแบบก้าวกระโดดได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะด้านการทหารนั้น ในปี พ..2555 งบประมาณทางทหารของจีนได้เพิ่มสูงถึง 160,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเกือบ ล้านล้านบาท แม้จะน้อยกว่างบประมาณทางทหารของสหรัฐฯ ถึงสี่เท่าครึ่ง แต่หากจีนยังคงเพิ่มงบประมาณด้านการทหารในลักษณะก้าวกระโดดเช่นนี้ ภายในปี พ..2578 จีนจะมีงบประมาณด้านการทหารที่สูงกว่าสหรัฐฯ อย่างแน่นอน

ในด้านเศรษฐกิจปัจจุบัน จีนก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับที่สองของโลก รองจากสหรัฐฯ ด้วยเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ (Foreign Reserve) ที่มีมูลค่าถึง 3.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงปลายปี พ..2556 ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในโลก

นอกจากนี้จีนยังประสบความสำเร็จด้วยการก้าวขึ้นสู่ความเป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมอันดับหนึ่งของโลกอีกด้วย ความสำเร็จนี้จีนต้องแลกมาด้วยปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมหาศาล เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดังเช่นในปี พ..2552 จีนใช้พลังงานจากถ่านหินเกือบครึ่งหนึ่งของถ่านหินทั้งโลก และในช่วงปี พ..2554- 2557 จีนกลายเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันมากกว่าวันละ 11 ล้านบาร์เรล สูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก เป็นต้น

การบริโภคพลังงานดังกล่าว ก่อให้เกิดการปลดปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงจนนครใหญ่ๆ ของจีน เช่น ปักกิ่ง เหอเป่ยและเทียนจิน ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นละอองและหมอกควันหนาทึบ สูงกว่าระดับปกติประมาณ 2 - 4 เท่าและส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรง

การบริโภคพลังงานอย่างมหาศาลนี้เอง ทำให้จีนต้องการแหล่งพลังงานใหม่ๆ มาใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ จึงไม่เป็นที่ประหลาดใจว่า เหตุใดจีนจึงพยายามแผ่ขยายอิทธิพลเข้ามาในทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะหมู่เกาะพาราเซลและหมู่เกาะสแปรตลี ซึ่งจีนได้เคยทำการสำรวจทางธรณีวิทยาในช่วงที่ผ่านมา และพบว่าพื้นที่แห่งนี้อุดมสมบรูณ์ไปด้วยก๊าซธรรมชาติที่มีจำนวนถึง 25 ล้านคิวบิกเมตร อีกทั้งยังเต็มไปด้วยน้ำมันดิบอีกเป็นจำนวนมาก

การเคลื่อนตัวเข้ามาแสวงหาพลังงานในทะเลจีนใต้ของจีน ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับบางประเทศในสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ "อาเซียนเท่านั้นหากแต่ยังส่งผลให้มหาอำนาจอื่นๆ ทั้งรัสเซีย สหรัฐฯ และญี่ปุ่นถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งโดยเวียดนามและฟิลิปปินส์ ในลักษณะของการสร้างพันธมิตรเพื่อถ่วงดุลอำนาจกับจีนสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ส่งผลดีต่อนโยบาย "ความฝันของชนชาติจีนที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง วางแผนเอาไว้ เพราะจีนยังไม่พร้อมที่จะมีความขัดแย้งทางทหารกับมหาอำนาจอื่นๆ เนื่องจากสงครามไม่ว่าระยะสั้นหรือระยะยาวย่อมส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะจีนซึ่งเคยมีประสบการณ์จากเหตุการณ์ "สงครามสั่งสอนที่เคยรุกเข้าไปทางตอนเหนือของประเทศเวียดนามในเดือนกุมภาพันธ์ พ..2522 

ผลของสงครามครั้งนั้นทำให้จีนต้องสูญเสียงบประมาณไปมากกว่า 3,400 ล้านหยวนและส่งผลให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจของผู้นำจีน เติ้ง เสี่ยวผิว ในปี พ..2522 – 2523 ประสบปัญหาอย่างหนักและต้องล่าช้าออกไปอย่างมาก

บทเรียนในครั้งนั้น ทำให้จีนรู้ว่า "สงครามคืออุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประเทศประธานาธิบดี สี จิ้นผิง จึงเดิน "หมากซ้อนหมากด้วยการพัฒนาความสัมพันธ์ทางทหารกับสหรัฐฯ และรัสเซีย เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยในเดือนพฤษภาคม พ..2557 ที่ผ่านมา กองทัพเรือจีนได้ทำการฝึกซ้อมทางทะเลกับกองทัพเรือรัสเซีย บริเวณทะเลเหลืองของเมืองชานตง ในทะเลจีนตะวันออก เป็นเวลา สัปดาห์ ภายใต้ชื่อรหัส “Joint Sea 2014” นับเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของทั้งจีนและรัสเซีย ตลอดจนบ่งบอกถึงความเชื่อมั่นระหว่างทั้งสองประเทศว่า ได้ก้าวไปสู่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในด้านการประสานงานและความร่วมมือทางทหาร แม้ทั้งจีนและรัสเซียจะปฏิเสธว่า ทั้งสองประเทศไม่ได้เป็นพันธมิตรทางทหารระหว่างกันก็ตาม 

รวมทั้งในห้วงเวลาเดียวกัน จีนยังได้พัฒนาความสัมพันธ์ด้านพลังงานกับรัสเซียครั้งสำคัญ นั่นคือการลงนามข้อตกลงสั่งซื้อก๊าซธรรมชาติจำนวน 400,000 ล้านดอลล่าห์ (13.2 ล้านล้านบาท) จากรัสเซีย การสั่งซื้อครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงนัยสำคัญทางการเมืองและทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของทั้งสองประเทศ ที่ได้กลายเป็นคู่ค้าทางพลังงานที่สำคัญระหว่างกัน เนื่องจากในสัญญาฉบับนี้ รัสเซียจะต้องส่งก๊าซธรรมชาติให้จีน ปีละ 38,000 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นเวลานานถึง 30 ปี และที่สำคัญคือการซื้อขายครั้งนี้ ทั้งจีนและรัสเซียได้ยกเลิกการใช้เงินสกุลดอลล่าห์สหรัฐฯ และหันมาใช้เงินสกุลหยวนของจีน เงินสกุลยูโร และเงินรูเบิลของรัสเซียแทน

ในขณะเดียวกัน จีนก็พยายามลดการเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ ที่พยายามหาหนทางจำกัดหนทางหรือ "ปิดล้อมตนเองมาตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมา บนพื้นฐานของนโยบาย "ปรับสมดุลย์" (Rebalancing) ของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ทั้งนี้จีนพยายามรักษาความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐฯ มาโดยตลอด จนถึงกับขนานนามสหรัฐฯ ว่า "คู่แข่งที่เป็นมิตร"(Peer Competitor) โดยพยายามหาหนทางเข้าร่วมในการฝึกทางทหารกับสหรัฐฯ เพื่อลดความหวาดระแวงระหว่างกัน นับตั้งแต่การฝึกคอบร้าโกลด์ 14 เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อต้นปี พ..2557 ตามด้วยการส่งกำลังทางเรือเข้าร่วมการฝึก "ริมแพค" (RIMPAC) ซึ่งเป็นการฝึกร่วมทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดของโลกยุคปัจจุบันเป็นครั้งแรก ที่มลรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐฯ เมื่อเดือนมิถุนายน พ..2557 ที่ผ่านมา

จะเห็นได้ว่าการก้าวไปตามนโยบาย "ความฝันของชนชาติจีนตามที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงวางแผนไว้นั้น แม้เส้นทางจะมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่จีนก็พยายามทุกวิถีทางที่จะผลักดันความฝันของตนเองให้เป็นความจริง แม้จะต้องลบความฝันของชาติอื่นๆ ลงก็ตาม การเดินหมากด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของจีนในครั้งนี้ จึงเต็มไปด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง โดยพยายามกระชับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจรวมถึงสร้างความสัมพันธ์กับมิตรใหม่หรือชาติที่เป็นกลาง และเมื่อความขัดแย้งกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จีนก็เลือกที่จะมีปัญหากับชาติเล็กๆ มากกว่าที่จะมีปัญหากับชาติมหาอำนาจ นับเป็นพฤติกรรมที่มีทั้งแข็งกร้าวและอ่อนโยนประนีประนอมในเวลาเดียวกัน พฤติกรรมนี้จะมีให้เห็นเรื่อยไป จนกว่าจีนจะประสบความสำเร็จตามนโยบาย "ความฝันของชนชาติจีนดังกล่าวแล้ว หลังจากนั้นโลกก็จะต้องเตรียมพร้อมสำหรับ "หมากการเมืองกระดานต่อไปของจีน ที่จะมีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอย่างมาก




 

Create Date : 30 กรกฎาคม 2557    
Last Update : 3 สิงหาคม 2557 9:16:08 น.
Counter : 3205 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

BlogGang Popular Award#13


 
unmoknight
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 47 คน [?]




ฉันจะบิน ... บินไป ... ไกลแสนไกลไม่หวั่น
เก็บร้อยความฝันที่มันเรียงราย ...
ให้กลายมาเป็นความจริง ...
New Comments
Friends' blogs
[Add unmoknight's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.