VUW - Victoria University of Wellington, New Zealand
Group Blog
 
All Blogs
 
ฮานส์ อูลริค รูเดิล "อัศวินสตูก้าของฮิตเลอร์" ตอนที่ 4

ฮานส์ อูลริค รูเดิล

(Hans Ulrich Rudel)

อัศวินแห่ง “สตูก้า” เหนือฟากฟ้าสหภาพโซเวียต

ตอนที่ 4

จากหนังสือเรื่อง "อัศวินของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์"

โดย พันเอกศนิโรจน์ ธรรมยศ

Master of International Relations (with merit)

Victoria University of Wellington, New Zealand

สงวนลิขสิทธ์ตาม พรบ.สิ่งพิมพ์ พ.ศ.2537

ห้ามทำซ้ำเพื่อการพาณิชย์ ให้เผยแพร่เพื่อการศึกษาและค้นคว้าแก่ผู้สนใจเท่านั้น


 


ฮานส์ อูลริค รูเดิล ทำการรบเหนือน่านฟ้ารัสเซียกว่า 500 เที่ยวบิน ตั้งแต่เริ่มยุทธการบาร์บารอสซ่า จนถึงเดือนธันวาคม ค..1941 ทำให้เขาได้รับเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็กชั้นอัศวิน (Knight'sCross of the Iron Cross) ในเดือนมกราคม ค..1942 

การรบในแนวรบด้านนี้เต็มไปความดุเดือด เนื่องจากกองทัพแดงของสหภาพโซเวียตตอบโต้ด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ และกำลังพลที่ไม่มีขีดจำกัด ทำให้เขาต้องบินเข้าโจมตีข้าศึกอย่างไม่หยุดหย่อน สิ่งหนึ่งที่ ฮานส์ อูลริค รูเดิล ได้กล่าวถึงในบันทึกของเขาก็คือ “รถไฟหุ้มเกราะ” (ArmoredTrain) ของรัสเซียโดยเขากล่าวว่า

“.. รถไฟหุ้มเกราะของพวกโซเวียต นับเป็นอุปสรรคต่อการรุกของกองทัพเยอรมัน มันเป็นยุทโธปกรณ์ที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ซึ่งคอยทำให้เครื่องบินของพวกเราสับสน รถไฟพวกนี้ติดตั้งปืนใหญ่ที่มีระยะยิงไกล มีปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน และอาวุธนานาชนิด เพื่อเป็นฐานยิงเคลื่อนที่ ทำการระดมยิงทหารฝ่ายเราในแนวหน้า .. คล้ายกับมังกร (Dragon) เมื่อมันพ่นไฟแล้วก็จะเลื้อยกลับไปยังรังหรือที่ซ่อน (Lair) รังของรถไฟหุ้มเกราะก็คือ อุโมงค์รถไฟ ที่อยู่ตามซอกเขา ซึ่งเป็นปราการตามธรรมชาติ เมื่อเครื่องบินสตูก้าของเราสามารถตรวจการณ์เห็นรถไฟหุ้มเกราะ และดำดิ่งลงโจมตี มันก็จะเลื้อยหลบเข้าไปในอุโมงค์ ทำให้เราโจมตีได้แต่ท้ายขบวนของมัน แม้ว่าจะสร้างความเสียหายได้ แต่พวกรัสเซียก็จะเปลี่ยนตู้ที่เสียหายออกไป แล้วนำตู้รถไฟใหม่มาทดแทน เพียงไม่กี่วันมันก็จะกลับออกมาก่อกวน ด้วยการระดมยิงแนวหน้าของทหารเยอรมันอีก .. วิธีการที่จะจัดการกับรถไฟหุ้มเกราะก็คือ เมื่อเราทำลายไม่ได้ เราก็จะทำลายนางฟ้าผู้คุ้มครองมัน .. นั่นคือทิ้งระเบิดแบบพิเศษ ปิดทางเข้าออกอุโมงค์เสีย เพื่อไม่ให้รถไฟนี้ออกมาได้อย่างน้อยเป็นระยะเวลาหนึ่ง ..”

อย่างไรก็ตามแม้จะต้องอาศัยความพยายามมากเพียงใด ฮานส์ อูลริค รูเดิล ก็สามารถทำลายรถไฟหุ้มเกราะของรัสเซียลงได้ เป็นจำนวนถึง ขบวน

ในการรบที่เมือง “สตาลินกราด” (Stalingrad) ระหว่างเดือนสิงหาคม ค..1942 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ค..1943 ฝูงบินของ ฮานส์ อูลริค รูเดิล ก็ถูกส่งเข้ามาทำการรบร่วมกับกองทัพที่ ของพลเอกเฟรดริค ฟอน เปารุส (Friedrichvon Paulus) 

การรบที่นี่นองเลือดอย่างมาก การเข้าตีของทหารรัสเซียมีอย่างไม่หยุดหย่อน ทั้งทหารราบและรถถัง ครั้งหนึ่งในห้วงก่อนวันคริสต์มาส ฮานส์ อูลริค รูเดิล สามารถตรวจการณ์พบกองทหารม้าของรัสเซียจำนวนมาก ที่สามารถเจาะแนวตั้งรับของเยอรมันเข้ามาได้ และกำลังมุ่งหน้ามายังสนามบินของเขา ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง ไมล์ โดยที่ในขณะนั้นไม่มีทหารภาคพื้นดินของเยอรมันคอยคุ้มกันสนามบินอยู่เลย

ฮานส์ อูลริค รูเดิล จึงนำเครื่องบินเข้าโจมตีทหารรัสเซีย ทั้งทำการทิ้งระเบิดและระดมยิงด้วยปืนกลประจำเครื่อง จนกองทหารม้าดังกล่าวละลายไปทั้งหน่วย ในช่วงบ่ายของวันเดียวกันนั้นเอง รถถังของรัสเซียจำนวนหนึ่ง ก็เจาะแนวของเยอรมันเข้ามาได้อีก พร้อมกับมุ่งหน้าด้วยความเร็วสูงสุด เพื่อเข้าโจมตีสนามบิน 

เขาตระหนักดีว่า หากรัสเซียสามารถยึดสนามบินได้ การปฏิบัติการทางอากาศของเยอรมันจะต้องหยุดชะงักลงอย่างสิ้นเชิง และนำความพ่ายแพ้มาสู่กองทัพที่ โดยไม่รอช้า ฮานส์ อูลริค รูเดิล นำเครื่องบินเข้าทำการโจมตีรถถังเหล่านั้น อย่างรวดเร็วและรุนแรง จนสามารถทำลายรถถังเหล่านั้นลงได้ อย่างไรก็ตามเมื่อเขาบ่ายหน้ากลับสนามบิน สิ่งที่เห็นก็คือ รถถังที 34 คันหนึ่งซึ่งรอดพ้นจากการโจมตีของเขา ฮานส์ อูลริค รูเดิล เขียนเล่าเหตุการณ์ดังกล่าวว่า

“..ทันใดนั้น สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าก็คือ รถถังของรัสเซียหนึ่งคัน กำลังแล่นอยู่ทางมุมขวาของสนามบิน มันเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน นี่คือรถถังคันสุดท้ายที่รอดพ้นจากการโจมตีทางอากาศของพวกเรา สังเกตุได้ว่าผู้บังคับรถถังยังคงมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติภารกิจในการทำลายสนามบินของฝ่ายเยอรมันให้ลุล่วงไปได้ .. รถถังคันนี้เพียงคันเดียว สามารถที่จะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในสนามบินของเราให้เป็นผุยผงลงได้ ด้วยอาวุธทุกชนิดที่มันมีอยู่ .. ฮานส์ อูลริค รูเดิล จึงนำเครื่องบินดำดิ่งลงไปที่รถถังคนนั้น พร้อมกับทิ้งระเบิดลงไปและด้วยการเล็งที่แม่นยำราวกับจับวาง รถถังรัสเซียคันนั้นก็ระเบิดเป็นจุณในพริบตา ท่ามกลางความโล่งใจของทุกคนในสนามบิน คืนนั้นพวกเราทุกคนก็เข้านอนด้วยอาการหลับๆ ตื่นๆ  ไปตลอดทั้งคืน  ..”

ในวันดังกล่าว เขาต้องนำเครื่องบินเจยู 87 สตูก้าคู่ใจบินขึ้นทำการรบเป็นจำนวนสูงถึง 17 เที่ยวบินเลยทีเดียว และในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ค..1943 ฮานส์อูลริค รูเดิล ก็เป็นนักบินเยอรมันคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่มีสถิติการขึ้นบินสูงถึง 1,000 เที่ยวบิน พร้อมทั้งได้ลาพักกลับไปพักผ่อนที่เยอรมัน ซึ่งเขาบันทึกไว้ว่าเป็นสถานที่่ที่ “.. แทบไม่มีใครรู้เรื่องราวของการรบในแนวหน้าเลย ..”

ในปี ค..1942 ถึง 1943 รถถังแบบที 34 ของพวกรัสเซียได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญของการรบในแนวรบด้านตะวันออก กองทัพเยอรมันจึงพยายามหาหนทางในการติดตั้งปืนใหญ่ต่อสู้รถถังบนเครื่องบิน เพื่อทำหน้าที่เสมือนป้อมปืนต่อสู้รถถังลอยฟ้า 

บุคคลที่พวกเขาต้องการคำแนะนำและพูดคุยด้วยจึงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก ฮานส์ อูลริค รูเดิล ผู้ซึ่งมีประสบการณ์และประสบความสำเร็จอย่างมาก ในการทำลายรถถังข้าศึก การกลับมาพักผ่อนในครั้งนี้ จึงกลายเป็นช่วงที่เขาถูกเรียกตัวไป เพื่อชมโครงการที่พัฒนาเครื่องบินติดตั้งปืนใหญ่ต่อสู้รถถัง มีชื่อว่า “แคนโนนเน่นโฟเกิล” (Kanonenvogel) โดยเขาได้รับการแต่งตั้งให้รองหัวหน้าหน่วยพัฒนาโครงการดังกล่าว

ฮานส์ อูลริค รูเดิล บรรยายถึงการทดลองติดตั้งอาวุธปืนใหญ่ต่อสู้รถถังบนเครื่องบิน ในบันทึกของเขาว่า “.. การทดลองติดตั้งปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานบนเครื่องบินเบื้องหน้านั้น มี แบบ คือ เครื่องบินแบบ เจยู 88 ติดตั้งปืนใหญ่ต่อสู้รถถังขนาด 75 มิลลิเมตรจำนวน กระบอก ใต้ลำตัวเครื่องบิน บริเวณที่นั่งนักบิน ส่วนอีกแบบหนึ่งคือเครื่องบิน เจยู 87 ที่พวกเราใช้บินกันอยู่เป็นประจำ ติดตั้งปืนใหญ่ต่อสู้รถถังแบบ “ไรน์เมทัลล์ บอร์ซิค” (Rheinmetall Borsig)  ขนาด 37 มิลลิเมตร ที่ใต้ปีกทั้งสองข้าง รวม กระบอก โดยปืนใหญ่เหล่านี้ จะใช้กระสุนที่ออกแบบมาเป็นพิเศษและมีประสิทธิภาพในการเจาะเกราะทุกชนิด รวมทั้งกระสุนที่มีระบบถ่วงเวลา และจะยังไม่ระเบิดเมื่อเกิดการกระทบกับเกราะ แต่จะเจาะลึกเข้าไปในตัวรถก่อน แล้วจึงค่อยระเบิดภายในรถถัง .. การติดตั้งปืนใหญ่นี้ ทำให้เครื่องบิน เจยู 87 สตูก้าที่มีความเร็วไม่สูงมากนักอยู่แล้ว ต้องเชื่องช้าลงไปอีก เพราะต้องแบกน้ำหนักจากการบรรทุกทั้งปืน และกระสุนขนาด 37 มิลลิเมตร จำนวนมาก นอกจากนี้น้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น ได้ทำให้ประสิทธิภาพในการบินทำการรบ เช่น การหักเลี้ยว และการเชิดหัวเครื่องขึ้นสู่อากาศต้องลดลง แต่เมื่อนำเครื่องร่อนลงสนามบินกลับมีความเร็วสูงขึ้น จากแรงผลักของน้ำหนัก ทำให้การร่อนลงจอดมีความเสี่ยงอย่างมาก โดยเฉพาะบนทางวิ่งในสมรภูมิที่มีระยะทางวิ่งสั้นกว่าปกติ ..”

การทดลองกับเครื่องบินเจยู 88 ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากปืนมีขนาดใหญ่เกินไป ดังนั้นจึงเหลือแต่การทดลองกับเครื่องบินเจยู  87 เท่านั้น จึงจำต้องมีการปรับปรุงการติดตั้งให้เป็นอุปสรรคต่อการบินน้อยที่สุดเท่าที่จะกระทำได้  ฮานส์ อูลริค รูเดิล เสนอว่าการโจมตีรถถังของรัสเซียนั้น ไม่อาจจะกระทำได้เพียงแค่การยิงถูกเป้าหมายเท่านั้น เพราะการยิงถูกบริเวณใดก็ตามอาจสร้างความเสียหาย แต่จะไม่สามารถทำลายหรือหยุดยั้งรถถังเหล่านั้นได้ ดังนั้นจึงต้องยิงให้ถูกจุดสำคัญของรถถังด้วย เช่น บริเวณห้องเครื่องยนต์ด้านหลังถังน้ำมัน บริเวณที่เก็บกระสุนปืนใหญ่ของรถถัง เป็นต้น 

แต่การที่จะกระทำดังกล่าวได้ นักบินต้องนำเครื่องบิน เจยู 87 บินในระดับต่ำ ด้วยความเร็วที่ไม่สูงมากนัก จึงจะสามารถยิงปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานเข้าสู่จุดอ่อนต่างๆ ของรถถัง ที่เป็นเป้าหมายที่เล็กมากเมื่อมองจากท้องฟ้า ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากภารกิจการดำทิ้งระเบิด ที่นักบินบังคับเครื่องบินดำลงมาแล้วปล่อยระเบิด จากนั้นจึงเชิดหัวเครื่องบินกลับขึ้นไปตามเดิม 

ซึ่งในสถานการณ์การรบนั้น นับเป็นสิ่งที่ยากลำบากมากในการบินระดับต่ำด้วยความเร็วที่ไม่สูงนัก เนื่องจากปืนต่อสู้อากาศยานของกองทัพแดงมีอย่างหนาแน่น จึงทำให้มีความเสี่ยงต่อการสูญเสีย นอกจากนี้การติดตั้งปืนใหญ่ต่อสู้รถถังพร้อมกระสุนบริเวณปีกของเครื่องบิน ก็ทำให้เครื่องบิน เจยู 87 ไม่สามารถบรรทุกระเบิดบริเวณใต้ปีกได้อีกเลย เพราะจะทำให้เครื่องบินมีน้ำหนักมากเกินไปนั่นเอง 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 




Create Date : 22 พฤศจิกายน 2556
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2556 14:21:06 น. 0 comments
Counter : 935 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
unmoknight
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 47 คน [?]




ฉันจะบิน ... บินไป ... ไกลแสนไกลไม่หวั่น
เก็บร้อยความฝันที่มันเรียงราย ...
ให้กลายมาเป็นความจริง ...
New Comments
Friends' blogs
[Add unmoknight's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.