VUW - Victoria University of Wellington, New Zealand
Group Blog
 
All Blogs
 
ออตโต รีมาร์ อัศวินผู้พิทักษ์อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ตอนที่ 3

ออตโต รีมาร์

(Otto Remer)

อัศวินผู้พิทักษ์ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จากเหตุลอบสังหาร 20 กรกฎาคม ค..1944

ตอนที่ 3

จากหนังสือ เรื่อง "อัศวินของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์"

โดย พันเอกศนิโรจน์ ธรรมยศ

Master of International Relations (with merit)

Victoria University of Wellington, New Zealand

สงวนลิขสิทธ์ตาม พรบ.สิ่งพิมพ์ พ.ศ.2537

ห้ามทำซ้ำเพื่อการพาณิชย์ ให้เผยแพร่เพื่อการศึกษาและค้นคว้าแก่ผู้สนใจเท่านั้น



เมื่อได้ฟังคำอธิบายของ ออตโต รีมาร์ แล้ว พลตรี คาร์ล เพาว์เอมมานูเอล ฟอน ฮาส ก็รู้สึกเห็นใจเขาเป็นอย่างมาก จึงมอบหมายให้หน่วยสารวัตรทหารไปทำการคุมตัว โยเซฟ เกิบเบิลส์  แทนหน่วยของ ออตโต รีมาร์ 

ในเวลาอีกครึ่งชั่วโมงต่อมา นายทหารคนหนึ่งของเขาก็ติดต่อกลับมาว่า พบตัว โยเซฟ เกิบเบิลส์ แล้วโดยพักอยู่ที่บ้านพักเลขที่ 20 ถนนแฮร์มานน์ เกอริง ซึ่งอยู่ข้างกองบัญชาการกองกำลังสำรองที่กลุ่มก่อการใช้เป็นศูนย์บัญชาการอยู่ในขณะนั้น โดยที่ โยเซฟ เกิบเบิลส์ไม่ทราบเลยว่าหน่วยสารวัตรทหารกำลังจะมาควบคุบตัวของเขาตามคำสั่งของกลุ่มผู้ก่อการ




โยเซฟ เกิบเบิลส์ รัฐมนตรีกระทรวงโฆษณาการของเยอรมันผู้ซึ่งต่อสายโทรศัพท์ให้ออตโตรีมาร์ สนทนากับ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์


ออตโต รีมาร์ ออกเดินทางจากศูนย์บัญชาการกรุงเบอร์ลิน เพื่อกลับไปยังที่ตั้งของหน่วย ผู้ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่งของเขาได้รายงานให้ทราบว่า สถานการณ์มีความชัดเจนแล้วว่ามีการยึดอำนาจทางทหาร รัฐมนตรี โยเซฟ เกิบเบิลส์ ขอให้เขาเดินทางไปพบโดยเร็วที่สุด หากภายในเวลา 20 นาที ออตโต รีมาร์ ยังไม่ไปปรากฏตัวต่อหน้า โยเซฟ เกิบเบิลส์ จะถือว่าเขาอยู่ในฝ่ายกลุ่มผู้ก่อการพร้อมทั้งจะสั่งการให้หน่วย เอส เอส ออกปฏิบัติการต่อสู้กับกลุ่มผู้ก่อการถึงเวลานั้น สงครามกลางเมืองจะกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ออตโต รีมาร์ ก็ยังมีความสงสัยในตัว โยเซฟ เกิบเบิลส์เช่นกัน เพราะจากข้อมูลที่ทราบคือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เสียชีวิตลงแล้ว บางทีโยเซฟ เกิบเบิลส์ อาจจะทำการยึดอำนาจจากจอมพล แฮร์มานน์ เกอริงก็เป็นได้ เมื่อสถานการณ์สับสนอย่างมาก ธรรมชาติของออตโต รีมาร์ ที่ต้องทำการรบอยู่ในแนวหน้ามาเป็นเวลานาน คือไม่ต้องการให้ผู้ใดมากดดัน

ดังที่เขาบันทึกเอาไว้ว่า “.. ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม ข้าพเจ้าต้องการที่จะมีอิสระในการปฏิบัติ (freedom of action) เหมือนทุกครั้ง เมื่อทำการรบในแนวหน้า อิสระในการตัดสินใจนี้ ทำให้เกิดเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างการได้รับเหรียญกล้าหาญกับการถูกจับขึ้นศาลทหาร ..”

นอกจากนี้ ออตโต รีมาร์ ยังมีความรู้สึกอย่างมากต่อการยึดมั่นในคำปฏิญานของทหารเยอรมันทุกนาย ที่ปฏิญานว่า จะซื่อสัตย์ต่อท่านผู้นำ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จนวาระสุดท้ายดังที่เขากล่าวว่า “.. ข้าพเจ้าจะกระทำทุกวิถีทางในการรักษาคำสัตย์ปฏิญานที่ได้สาบานไว้ต่อผืนธงและ .. ต่อท่านผู้นำ ..”

ดังนั้นโดยไม่ลังเล ออตโต รีมาร์ จึงเดินทางไปยังบ้านพักของ โยเซฟ เกิบเบิลส์ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 15 นาที เพื่อค้นหาความจริงเมื่อเดินทางไปถึง

ประวัติศาสตร์เหตุการณ์ในช่วงนี้มีความแตกต่างกันหลายฉบับ บางฉบับกล่าวว่า ออตโต รีมาร์ดึงปืนพกออกมาจากซองปืน แล้วถือปืนเดินเข้าพบ โยเซฟ เกิบเบิลส์ในห้องทำงาน เพื่อขอควบคุมตัว

ในขณะที่ในบันทึกของตัวเขาเองภายหลังสงครามสิ้นสุดลง ออตโต รีมาร์ กล่าวว่า ก่อนเข้าไปในห้องทำงานของโยเซฟ เกิบเบิลส์ เขาได้ดึงปืนพกออกจากซอง และฝากไว้กับบุคคลที่อยู่หน้าห้องก่อน เพื่อแสดงการให้เกียรติแก่ผู้ให้การอุปถัมถ์หน่วยกรอสส์ดอยช์ลันด์ของเขา

เมื่อออตโต รีมาร์เข้าไปในห้อง โยเซฟ เกิบเบิลส์ ได้ขอให้เขาอธิบายเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น พร้อมกับสอบถาม ออตโต รีมาร์ ว่าจะทำอย่างไรต่อไป 

เขาตอบว่า “.. ผมต้องทำตามคำสั่งในฐานะที่เป็นทหาร นั่นคือ ควบคุมตัวท่าน แม้ว่าท่านผู้นำจะสิ้นชีวิตลงแล้วก็ตาม ..” 

โยเซฟ เกิบเบิลส์สวนกลับว่า “.. คุณพูดเรื่องอะไร ท่านผู้นำยังมีชีวิตอยู่ ผมเพิ่งโทรศัพท์คุยกับท่านเมื่อสักครู่นี้เอง การลอบสังหารล้มเหลว คุณถูกหลอกแล้ว ..”

ออตโต รีมาร์ ประหลาดใจมาก เมื่อทราบว่า อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ยังมีชีวิตอยู่ แต่เขาก็ยังคงคลางแคลงใจในตัวของ โยเซฟ เกิบเบิลส์ ว่าอยู่ฝ่ายใด ทั้งสองคนจึงตกลงเห็นพ้องกันว่าควรต่อโทรศัพท์ไปยัง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่กองบัญชาการ “รังหมาป่า” ในปรัสเซียตะวันออก

เมื่ออดอล์ฟ ฮิตเลอร์ รับสาย โยเซฟ เกิบเบิลส์ก็อธิบายทุกอย่างให้ท่านผู้นำฟัง พร้อมกับส่งโทรศัพท์ให้กับออตโต รีมาร์

“.. ผู้พันรีมาร์ ..”

เสียงของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ดังมาจากโทรศัพท์

“.. คุณได้ยินไหม .. คุณจำเสียงของฉันได้หรือไม่ .. คุณเข้าใจที่ฉันพูดหรือเปล่า ..” 

ออตโต รีมาร์ ถึงกับตกตะลึงไปชั่วครู่ ตอนแรกเขาเข้าใจว่าอาจมีคนเลียนเสียงของท่านผู้นำ แต่เมื่อไม่นานมานี้ เขาได้มีโอกาสเข้าพบกับ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เป็นการส่วนตัวในพิธีประดับเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็กชั้นอัศวินประดับใบโอ็ค ทำให้จำน้ำเสียงได้ดีว่า นั่นคือเสียงของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์จริง

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ กล่าวในโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงที่สงบเด็ดขาดและน่าเชื่อถือว่า “.. คุณคงบอกใครๆ ได้แล้วว่า ฉันยังมีชีวิตอยู่ การลอบสังหารนั้น ล้มเหลว กลุ่มผู้ทรยศกลุ่มเล็กๆ ที่ไร้ความจงรักภักดี ต้องการที่จะสังหารฉัน .. จากเวลานี้เป็นต้นไป พันตรีรีมาร์ .. ฉันมอบอำนาจเต็มในกรุงเบอร์ลินให้กับคุณ .. คุณคือผู้รับผิดชอบทั้งหมดแทนฉัน ในการฟื้นฟูความสงบและรักษาความเรียบร้อยในเมืองหลวงของอาณาจักรไรซ์ คุณจะอยู่ภายใต้การสั่งการโดยตรงจากฉัน จนกว่าไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ จะเดินทางไปถึงที่นั่น ..”

มีเอกสารบางฉบับ เช่น หนังสือเรื่อง “ผู้บัญชาการของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง” (German Commanders of World War II) ระบุว่าในการพูดคุยทางโทรศัพท์ในครั้งนี้ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้เลื่อนยศให้กับออตโต รีมาร์ จากพันตรีเป็นพันโท

บางฉบับกล่าวว่า เลื่อนจากพันตรีเป็นพันโท และเป็นพันเอกเลย 

อย่างไรก็ตามในบทความที่เขียนโดยตัวเขาเอง ไม่ได้ระบุถึงการเลื่อนยศทางโทรศัพท์ดังกล่าวไว้เลย แต่ไม่ว่าเขาจะได้รับการเลื่อนยศเมื่อเวลาใดหรืออย่างไร ภายในวันรุ่งขึ้น ออตโต รีมาร์ก็เลื่อนยศจากพันตรีข้ามไปเป็นพันเอก

นอกจากนี้ บทสนทนาระหว่างเขากับ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ดังกล่าว ทำให้ออตโต รีมาร์ หมดสิ้นความสงสัยทุกสิ่งทุกอย่าง และตระหนักดีว่า พันธะจากคำปฏิญานตนของเขาที่มีต่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ยังคงมีอยู่อย่างท่วมท้น เหลือเพียงความกังวลอยู่เพียงสิ่งเดียว นั่นคือเขาจะหลีกเลี่ยงการนองเลือดเพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่กำลังดำเนินไปอยู่นั้นอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดได้อย่างไร

ในขณะเดียวกัน โยเซฟ เกิบเบิลส์ ก็ให้ออตโต รีมาร์ จัดตั้งกองบัญชาการเพื่อปราบปรามกลุ่มผู้ก่อการภายในอาคารชั้นแรกของที่พักนั่นเอง และในอีก 15 นาทีต่อมา สถานีวิทยุของเยอรมันก็เริ่มนำเสนอรายงานข่าวการวางระเบิดกองบัญชาการ “รังหมาป่า” ของท่านผู้นำเป็นครั้งแรก

จากการที่มีส่วนในการควบคุมสถานที่ต่างๆ ทั่วกรุงเบอร์ลิน ทำให้ออตโต รีมาร์ทราบถึงจุดที่จะกระจายข่าวไปยังหน่วยต่างๆ พร้อมกับคำถามที่ถามหน่วยเหล่านั้นว่า 

“.. จากฮิตเลอร์ .. ฝ่ายเดียวกันหรือฝ่ายตรงข้าม? ..” (Hitler – with him or against him?)

ในระหว่างที่กระจายข่าวนั้น ได้เกิดการยิงปะทะกันระหว่างกำลังพลของกองพันป้องกันกรอสส์ดอยช์ลันด์ กับหน่วยบางหน่วยที่ยึดสถานที่สำคัญ เช่น กองพลน้อยยานเกราะที่ควบคุม “แฟร์เบลลายเนอร์ พลาทซ์” (Fehrbelliner Platz) แต่พลเอกไฮน์ซ กูเดอเรียน ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่ง "ผู้ตรวจสอบกำลังหน่วยยานเกราะ" (Inspector-General of Armoured Troops) และได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งหน่วยยานเกราะเยอรมัน” ก็สั่งการให้ทหารของกองพลน้อยยานเกราะหยุดยิง ซึ่งในวันต่อมา ไฮน์ซ กูเดอเรียนก็ได้รับการแต่งตั้งจากอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ให้ดำรงตำแหน่งเป็น “เสนาธิการทหารบก”

สถานการณ์ในลักษณะเดียวกันได้เกิดขึ้นบริเวณด้านหน้าของกองบัญชาการกองกำลังสำรอง ซึ่งเป็นที่มั่นของกลุ่มผู้ก่อการ เมื่อทหารของหน่วยทหารราบยานเกราะ หรือ แพนเซอร์เกรเนเดียร์ (Panzergrenadier) ได้พยายามเข้าควบคุมพื้นที่แทนทหารของกองพันป้องกันกรอสส์ดอยช์ลันด์ ออตโต รีมาร์ จึงส่งนายทหารของเขาไปพบกับผู้บังคับหน่วยทหารราบยานเกราะพร้อมกับคำถาม “.. จากฮิตเลอร์ .. ฝ่ายเดียวกันหรือฝ่ายตรงข้าม? ..” แต่สถานการณ์ก็ยังไม่ชัดเจน ทำให้เขาตัดสินใจถอนทหารของกองพันป้องกันกรอสส์ดอยช์ลันด์ ออกมาเพื่อป้องกันเหตุการณ์นองเลือดโดยไม่จำเป็นจากการยิงต่อสู้กันเองของทหารเยอรมัน

แม้จะถอนกำลังทหารออกมาแล้ว ออตโต รีมาร์ ก็แจ้งให้หน่วยทหารราบยานเกราะทราบว่า โดยคำสั่งของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ พวกเขาต้องการเข้าไปเชิญตัว พลตรีเฟรดริก ออลบริคท์ จากกองบัญชาการกองกำลังสำรองออกมา ซึ่งทหารของหน่วยทหารราบยานเกราะนั้นก็ยินยอม ออตโต รีมาร์ จึงสั่งให้นายทหารของเขา คุมกำลังพลจำนวนหนึ่งเข้าไป เพื่อค้นหาพลตรีเฟรดริก ออลบริคซ์ แต่กลับไปพบกับพลตรีโยอาคิม ฟอน คอร์ทซฟริช (Joachim von  Kortzfleisch) ผู้บัญชาการกลุ่มป้องกันที่ 3 (Defense Group III) ประจำกรุงเบอร์ลินที่ถูกกลุ่มผู้ก่อการจับกุมตัวไว้ เนื่องจากไม่ยอมให้ความร่วมมือในการยึดอำนาจ โดยพลตรี โยอาคิม ฟอน คอร์ทซฟริช กำลังพยายามพังหน้าต่าง เพื่อหนีออกจากห้องที่ถูกขัง ทหารของออตโต รีมาร์ ได้เข้าช่วยเหลือและได้รับทราบรายละเอียดทั้งหมดของกลุ่มผู้ก่อการว่ามีใครบ้าง

ในเวลาประมาณ 19.30 นาฬิกา การสื่อสารทั้งหมดของกลุ่มผู้ก่อการก็หยุดชะงักลง คำสั่งตลอดจนวิทยุสั่งการทั้งหมดในเวลานี้ มาจากกองบัญชาการ “รังหมาป่า” ของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ทำให้สถานการณ์มีความชัดเจนมากขึ้น ออตโต รีมาร์ เดินทางกลับไปยังศูนย์บัญชาการกรุงเบอร์ลิน เพื่อแจ้งให้พลตรีคาร์ล เพาว์ เอมมานูเอล ฟอนฮาส ทราบว่า สถานการณ์ได้พลิกกลับแล้ว และเขาได้รับคำสั่งโดยตรงจาก อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ให้เข้ารักษาความสงบเรียบร้อยในกรุงเบอร์ลิน

ณ เวลานี้ข่าวของการมีชีวิตอยู่ของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้รับการเผยแพร่ทางสถานีวิทยุกระจายเสียง ส่งผลให้ทหารเกือบทุกหน่วยถอนตัวจากการสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อการ

จากนั้น ออตโต รีมาร์ ก็นำทหารบุกเข้าไปในกองบัญชาการกองกำลังสำรองในเวลาประมาณ 20.00 นาฬิกา มีการยิงต่อสู้กันประปรายระหว่างทหารฝ่ายผู้ก่อการกับทหารที่ยังจงรักภักดีต่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ทำให้พันเอก เคล้าส์ ฟอน สตอฟเฟนเบอร์ก ได้รับบาดเจ็บจากการถูกกระสุนที่หัวไหล่ และถูกจับกุมพร้อมกับคณะผู้ก่อการคนอื่นๆ

ในเวลาประมาณ 01.00 ของวันใหม่ คือวันที่ 21 กรกฎาคม พลเอกเฟรดริก ฟรอมม์ (FriedrichFromm) ผู้บัญชาการกองกำลังสำรองก็สั่งให้ใช้กฏอัยการศึกตัดสินประหารชีวิตผู้ก่อการทั้งหมดที่ถูกจับได้ในกองบัญชาการกองกำลังสำรอง แม้ออตโต รีมาร์จะแจ้งให้ทราบว่า เขาเป็นผู้ได้รับคำสั่งจาก อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ให้นำตัวคณะผู้ก่อการขึ้นศาลทหาร แต่พลเอกเฟรดริก ฟรอมม์ ก็ยืนกรานคำสั่งของเขา

จอมพล ลุดวิค ฟอน เบค (Ludwigvon Beck) ซึ่งเป็นผู้อาวุโสสูงสุดคนหนึ่งของกลุ่มผู้ก่อการ ได้ร้องขอปืนสั้นเพื่อใช้ปลิดชีวิตตนเอง แต่ขณะที่เขาจ่อยิงศีรษะตนเองนั้น กระสุนพลาดจุดสำคัญทำให้เพียงได้รับบาดเจ็บ นายทหารคนหนึ่งของพลเอก เฟรดริก ฟรอมม์ จึงเข้าจ่อยิงซ้ำที่ต้นคอด้านบนอีกครั้งจนเสียชีวิต

นอกจากนี้ ยังมีความแตกต่างของบันทึกในประวัติศาสตร์ช่วงนี้ โดยออตโต รีมาร์ บันทึกไว้ว่า เขาไม่ได้เข้าข้างในกองบัญชาการกองกำลังสำรอง มีเพียงนายทหารและกำลังทหารของเขาเท่านั้นที่เข้าไป อีกทั้งยังไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ภายในที่เกิดขึ้น รวมทั้งไม่ทราบว่าพลเอกเฟรดริก ฟรอมม์ ถูกจับตัวและถูกปล่อยตัวออกมาเมื่อใด โดยเขาบันทึกว่า “.. ในเวลานั้นข้าพเจ้าไม่ทราบรายละเอียดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกองบัญชาการกองกำลังสำรองเลยแม้แต่น้อย ..”

อย่างไรก็ตาม การยิงเป้าผู้ก่อการก็เปิดฉากขึ้น ณ บริเวณสนามหญ้าของกองบัญชาการกองกำลังสำรอง โดยใช้ทหารจำนวนหนึ่งหมู่ปืนเล็ก และใช้ไฟรถบรรทุกส่องสว่างไปยังลานประหารคณะผู้ก่อการ ที่จัดทำขึ้นอย่างง่ายๆ 

คณะผู้ก่อการที่ถูกยิงเป้าประกอบด้วยพลตรี เฟรดริก ออลบริคท์ร้อยโทแวร์เนอร์ ฟอน เฮฟเทน (Werner Von Haeften) ซึ่งเป็นนายทหารคนสนิทของพันเอก เคล้าส์ ฟอน สตอฟเฟนเบอร์กพันเอก อัลเบรคท์ เมรท์ซ ฟอน ควินไฮม์ (Albrecht Mertz von Quirnheim) และพันเอก เคล้าส์ ฟอน สตอฟเฟนเบอร์ก ก่อนที่จะถูกยิงทุกคนยกเว้นพันเอก เคล้าส์ ฟอนสตอฟเฟนเบอร์ก ได้ตะโกนประโยคสุดท้ายว่า “.. Es lebe das geheime Deutschland ..” แปลว่า ขอให้เยอรมันที่เคารพจงเจริญ (Long live the sacred German) ส่วนพันเอก เคล้าส์ ฟอน สตอฟเฟนเบอร์ก ตะโกนว่า “.. Es lebe unser heiliges Deutschland ..” แปลว่า ขอให้เยอรมันอันศักดิ์สิทธิ์จงเจริญ (Long live the holy German)

ออตโต รีมาร์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการยึดอำนาจในวันที่ 20 กรกฎาคม ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงว่า ความล้มเหลวของพันเอก เคล้าส์ ฟอน สตอฟเฟนเบอร์ก ไม่ได้มาจากการเข้ามาแทรกแซงของเขาและกองพันป้องกันกรอสส์ดอยช์ลันด์ หากแต่ล้มเหลวเพราะความไม่ร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียวของกลุ่มผู้ก่อการ

แม้ว่าทุกคนจะเป้าหมายร่วมกัน นั่นคือ การโค่นล้มอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แต่การยึดอำนาจก็มีแผนปฏิบัติการที่ไม่ชัดเจน ทุกคนพยายามมอบบทบาททุกอย่างให้กับพันเอก เคล้าส์ฟอน สตอฟเฟนเบอร์ก ซึ่งเปรียบเสมือน “ผู้จัดการ” (manager) ในการก่อการครั้งนี้ ทั้งการลอบสังหารอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่รังหมาป่าการยึดอำนาจในกรุงเบอร์ลิน ตลอดจนการสั่งการหน่วยต่างๆ และที่สำคัญที่สุดคือ ขาดการสนับสนุนทางด้านการเมืองจากฝ่ายสัมพันธมิตรและฝ่ายต่างๆ ที่เคลื่อนไหวในการโค่นล้ม อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ นอกประเทศเยอรมัน



สถานีวิทยุของเยอรมันกำลังสัมภาษณ์ ออตโต รีมาร์ ถึงความสำเร็จในการปราบกลุ่มผู้ก่อการยึดอำนาจ ในเหตุการณ์วันที่ 20 กรกฎาคม ค..1944



ตัวอย่างของความไม่พร้อมและความลังเลในการปฏิบัติการครั้งนี้ เช่น พลตรี เฟรดริก ออลบริคท์ ไม่ยอมออกคำสั่งให้ปฏิบัติการตามแผนยุทธการ “วัลคีรี่” ในระหว่างที่พันเอก เคล้าส์ ฟอน สตอฟเฟนเบอร์ก เดินทางกลับจากปรัสเซียตะวันออก ซึ่งกินเวลานานนับชั่วโมง หรือการยึดสถานีวิทยุกระจายเสียงที่ไม่มีผู้รับผิดชอบที่แน่นอนในการกระจายเสียง ภายหลังการเริ่มยึดอำนาจ ทำให้นายทหารที่ถูกส่งไปควบคุมสถานีวิทยุรอคอยคำแถลงการณ์ รอคอยแม้กระทั่งผู้ที่จะมาแถลงการณ์ พวกเขาคอยจนกระทั่งถูกทหารของออตโต รีมาร์ เข้าจับกุมตัวที่สถานีวิทยุ ภายหลังการยึดอำนาจล้มเหลว โดยไม่มีโอกาสกระจายข่าวสารออกอากาศทางสถานีวิทยุเลยแม้แต่ครั้งเดียว

นอกจากนี้ความล้มเหลวในการสื่อสาร นับเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่กลุ่มผู้ก่อการไม่ได้ทำการยึดศูนย์สื่อสารในกรุงเบอร์ลินตั้งแต่แรก ตลอดจนยังคงส่งคำสั่งไปยังหน่วยต่างๆ ตามช่องทางการสื่อสารปกติ เมื่อนายทหารผู้รับผิดชอบในการควบคุมการสื่อสารตัดสินใจหยุดการส่งคำสั่งของกลุ่มผู้ก่อการ และเลือกที่ส่งคำสั่งที่มาจากกองบัญชาการรังหมาป่าของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์แทนการสั่งการของกลุ่มผู้ก่อการ ก็สิ้นหนทางติดต่อกับหน่วยต่างๆ ซึ่งในเรื่องนี้ ออตโต รีมาร์ ให้ข้อสังเกตุว่า หากกลุ่มผู้ก่อการหันมาใช้พลนำสารด้วยจักรยานยนต์เป็นเครื่องมือในการส่งคำสั่งไปยังหน่วยที่สนับสนุนการยึดอำนาจ สถานการณ์คงไม่ยุติลงดังที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ภายหลังจากที่สามารถจับกุมกลุ่มผู้ก่อการได้ และนำความสงบกลับคืนสู่กรุงเบอร์ลินแล้ว ออตโต รีมาร์ ก็ได้รับการเลื่อนยศอย่างรวดเร็ว จากพันตรีเป็นพันโทและพันเอกในเวลาเพียงข้ามคืนดังที่กล่าวมาข้างต้น พร้อมกับในอีกหนึ่งเดือนต่อมา คือเดือนสิงหาคม เขาก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บังคับการ “กองพลน้อยอารักขาท่านผู้นำ” (Fuhrer Begleit Brigade ในภาษาเยอรมัน หรือ Fuhrer Escort Brigade ในภาษาอังกฤษเพื่อเข้าทำการรบในแนวรบด้านยุโรปตะวันตก 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)




Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2557
Last Update : 25 กุมภาพันธ์ 2557 12:00:46 น. 1 comments
Counter : 1573 Pageviews.

 
ติดตามครับ ^^


โดย: ูู^^ IP: 118.173.216.189 วันที่: 9 มีนาคม 2557 เวลา:19:52:42 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
unmoknight
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 47 คน [?]




ฉันจะบิน ... บินไป ... ไกลแสนไกลไม่หวั่น
เก็บร้อยความฝันที่มันเรียงราย ...
ให้กลายมาเป็นความจริง ...
New Comments
Friends' blogs
[Add unmoknight's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.