VUW - Victoria University of Wellington, New Zealand
Group Blog
 
All Blogs
 
เอิร์นส บาร์กมานน์ อัศวิน "แพนเธอร์" ของฮิตเลอร์ ตอนที่ 4

เอิร์นส บาร์กมานน์ (Ernst Barkmann)

อัศวินแห่งรถถัง “แพนเธอร์”

ตอนที่ 4

จากหนังสือเรื่อง "อัศวินของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์"

โดย พันเอกศนิโรจน์ ธรรมยศ

Master of International Relations (with merit)

Victoria University of Wellington, New Zealand

สงวนลิขสิทธ์ตาม พรบ.สิ่งพิมพ์ พ.ศ.2537

ห้ามทำซ้ำเพื่อการพาณิชย์ ให้เผยแพร่เพื่อการศึกษาและค้นคว้าแก่ผู้สนใจเท่านั้น


คืนนั้นพวกเขาจึงต้องทำการซ่อมรถถังกันตลอดทั้งคืน พอรุ่งสางทหารสหรัฐฯ ก็เคลื่อนที่เจาะแนวตั้งรับของเยอรมันเข้ามาได้ รถถังหมายเลข 424 ซึ่งเวลานี้กลับมาใช้การได้เหมือนเดิมแล้ว บาร์กมานน์จึงเข้าสมทบกับหน่วยรถถังของเยอรมันบริเวณเมือง “โคแตงส์” (Coutances) ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากเมือง “แซงท์ โล” มากนัก เมื่อไปถึงก็ได้รับแจ้งจากทหารราบเยอรมันในบริเวณนั้นว่า รถถังของสหรัฐฯ อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ดังนั้นรถถังของเยอรมันจำนวน คัน รวมทั้งรถถังของบาร์กมานน์จึงมุ่งหน้าไปสกัดทหารสหรัฐฯ ที่ทางแยกมุ่งสู่เมือง “โคแตงส์”


รถถังแบบ “แพนเธอร์” ของเยอรมัน


รถถังของเยอรมันเคลื่อนที่ไปอย่างช้าๆ โดยมีพุ่มไม้สูงเป็นกำบังให้ตลอดทาง เมื่อไปถึงทางแยก บาร์กมานน์ก็สั่งให้พลขับของเขานำรถถังไปจอดที่ใต้ต้นโอ็คขนาดใหญ่ อีกไม่ถึงอึดใจ พลปืน “พอกเกนดอร์ฟ” ก็กล่าวว่า 

“.. รถถังทางด้านซ้าย ห่างจากถนนใหญ่ 200 เมตร ..” พร้อมกันนั้นป้อมปืนใหญ่ประจำรถขนาด 75 มิลลิเมตรก็หมุนเข้าหาเป้าหมาย กระสุนนัดแรกถูกยิงออกไปเกือบจะในทันที และพุ่งเข้าหาเป้าหมายอย่างแม่นยำ รถถังเชอร์แมนที่แล่นอยู่หน้าสุด ถูกกระสุนเข้าที่ป้อมปืน จากนั้นกระสุนนัดที่สองถูกยิงตามออกไปในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้รถถังสหรัฐฯ คันที่สองระเบิดไฟลุกท่วม

ซากรถถังทั้งสองคันกลายเป็นเครื่องกีดขวางบนถนนของรถถังเชอร์แมนที่เหลือ ทหารสหรัฐฯ พยายามนำรถถังของพวกเขา อ้อมลงข้างทาง แต่ด้วยถนนที่คับแคบ ประกอบกับซากรถถังยังคงระเบิดเป็นระยะจากกระสุนปืนใหญ่ที่อยู่ภายในตัวรถ ทำให้รถถังคันอื่นๆ ไม่สามารถฝ่าขึ้นมาได้ ในขณะเดียวกันยานยนต์ของสหรัฐฯ จำนวนหนึ่ง ที่แล่นผ่านไปก่อนหน้านี้ ก็เริ่มแล่นกลับมาเพื่อช่วยเหลือขบวนที่ถูกโจมตี บาร์กมานน์จึงสั่งให้พลปืนของเขายิงเป้าหมายทุกอย่างที่เคลื่อนที่ กระสุนปืนใหญ่ขนาด 75 มิลลิเมตรของรถถังแบบ “แพนเธอร์” ดังกึกก้องติดต่อกันนับไม่ถ้วน พร้อมกับปืนกลขนาด 7.92 มิลลิเมตรที่ติดอยู่ข้างปืนใหญ่ ก็ทำการระดมยิงใส่ทหารราบ รถบรรทุก รถกึ่งสายพานลำเลียงพล ตลอดจนยานยนต์ทุกชนิดบนถนน รถบรรทุกน้ำมันคันหนึ่งถูกยิงจนเกิดระเบิด ในขณะที่รถบรรทุกกระสุนก็ถูกไฟไหม้ จนกระสุนปะทุขึ้นมา ราวกับดอกไม้ไฟ ภายในไม่กี่นาทีบริเวณทางแยกบนถนนมุ่งสู่เมือง “โคแตงส์” ก็เต็มไปด้วยซากยานยนต์นานาชนิดที่ปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงและควันไฟดำโขมง

ทันใดนั้นเองบาร์กมานน์ก็เห็นรถถังเชอร์แมนจำนวน คัน แล่นเข้ามาทางซ้ายมือ โดยพยายามอ้อมลงจากถนนใหญ่ ที่เต็มไปด้วยซากรถต่างๆ และตัดผ่านทุ่งหญ้า พุ่งมาด้วยความเร็วสูง เขาตะโกนสั่งการพลปืน “.. รถถังข้าศึก .. 11 นาฬิกา .. ยิง ..”

แม้กระสุนนัดแรกจะพลาดเป้า แต่นัดที่สองก็กระทบด้านหน้าของรถถังเชอร์แมนอย่างจัง ส่วนรถถังคันที่สองยิงสวนเข้าใส่รถถังหมายเลข 424 กระสุนถูกป้อมปืนรถถังแบบ “แพนเธอร์” แต่ไม่สามารถสร้างความเสียหายได้ พลปืนของบาร์กมานน์จึงยิงตอบโต้ออกไป กระสุนถูกเครื่องยนต์ของรถถังข้าศึก จนไฟลุกท่วม ส่วนทหารสหรัฐฯ ที่เหลือ ต่างก็ล่าถอยไปจนหมดสิ้น แต่อีกไม่นานรถถังและยานยนต์ของสหรัฐฯ ก็รวมกำลังรุกเข้ามาตามถนนอีก คราวนี้มีเครื่องบินขับไล่บนท้องฟ้าคอยคุ้มกัน ระเบิดจากเครื่องบินขับไล่ตกห่างจากรถถังของเขาไม่ถึง เมตร ส่วนระเบิดอีกลูกหนึ่ง ทำให้ต้นโอ็คที่อยู่ใกล้ๆ โค่นลง แต่บาร์กมานน์ก็ไม่ยอมแพ้ เขายังคงปักหลักระดมยิงทหารสหรัฐฯ อย่างไม่หยุดหย่อน ทำให้รถถังเชอร์แมนอีก คัน ถูกทำลายระหว่างพยายามฝ่าเข้ามาทางปีกซ้าย


ยานเกราะและร่างของทหารเยอรมันสังกัดกองพลยานเกราะที่ เอส เอส ดาส ไรซ์ ที่เสียชีวิตจากการสู้รบในนอร์มังดี


อย่างไรก็ตามรถถังแบบ “แพนเธอร์” หมายเลข 424 ก็ถูกยิงเข้าไปหลายนัด นัดหนึ่งถากป้อมปืนจนเป็นรอยลึก แต่ไม่สามารถเจาะเกราะที่หนาถึง 80 เซนติเมตรได้ อีกนัดหนึ่งโดนสายพานล้อ จนแทบจะหลุดออกจากกัน กระสุนอีกนัดหนึ่งทะลุเครื่องยนต์ ทำให้ระบบระบายอากาศใช้การไม่ได้ ส่งผลให้ภายในตัวรถถัง มีควันตลบไปหมด ขณะเดียวกันพลวิทยุและพลขับก็ได้รับบาดเจ็บ จนบาร์กมานน์เรียกรถถังของเขาในเวลานี้ว่า “นรกติดล้อ” (hell on wheels)

เขาตัดสินใจอยู่นานระหว่าง “ยอมแพ้” หรือ “สู้ต่อไป” ในระหว่างนั้นรถถังเชอร์แมนก็แล่นเข้ามาเพื่อโจมตี จึงถูกยิงจนไฟลุกท่วมไปอีกหนึ่งคัน “ไฮดอร์น” พลขับของเขาพยายามเคลื่อนรถถังไปมา ทั้งๆ ที่ได้รับบาดเจ็บ เพื่อให้สายพานกลับเข้าที่ ก่อนที่จะค่อยๆ ประคองรถถังกลับไปยังที่ปลอดภัยได้ ในที่สุดผู้บังคับรถถังอีกคันหนึ่งเดินเข้ามาแสดงความยินดีกับบาร์กมานน์ พร้อมกับกล่าวว่า “.. คุณทำลายรถถังพวกแยงกี้ไป คัน และทำให้อีกคันหนึ่งไฟไหม้ .. ผมเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ..”

ณ เวลานี้รถถังหมายเลข 424 ถูกยิงพรุนไปหมด จนกระทั่งต้องแล่นด้วยความเร็วราวกับหอยทาก เพื่อกลับไปยังเมือง “โคแตงส์” พร้อมกับลากรถถังแบบ “แพนเธอร์” ที่ได้รับความเสียหายจากการสู้รบจำนวน คันกลับไปด้วย แม้คันหนึ่งจะถูกยิงด้วยปืนใหญ่ต่อสู้รถถังอีกครั้ง จนเสียหาย ไม่สามารถลากต่อไปได้ก็ตาม นอกจากนี้ผลจากการยิงถล่มหน่วยทหารสหรัฐฯ ที่ทางแยก “โคแตงส์” นี้ ส่งผลให้การรุกของฝ่ายสัมพันธมิตรต้องหยุดชะงักลง และมีเวลาให้ทหารเยอรมันที่กระจัดกระจายอยู่ในวงล้อมของทหารสหรัฐฯ สามารถเล็ดรอดหนีออกมาได้เป็นจำนวนมาก และในวันเดียวกันรถถังของสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งพยายามรุกเข้าไปในเมือง “โคแตงส์” อีก แต่ก็ถูกรถถังหมายเลข 424 ยิงใส่จนเสียหายอีกเป็นจำนวน คัน ก่อนที่บาร์กมานน์ต้องล่าถอยออกจากตัวเมือง เพราะถูกฝูงบินสัมพันธมิตรตามไล่ถล่มอย่างไม่นับ แต่ก็น่าอัศจรรย์ที่รถถังของเขารอดมาได้โดยแทบไม่ได้รับความเสียหาย พร้อมกับสามารถทำลายรถถังเชอร์แมนที่พยายามไล่ตามมาได้อีก คัน สรุปแล้วในห้วงเวลาเพียง วัน บาร์กมานน์และพลประจำรถถังหมายเลข 424 สามารถทำลายรถถังสหรัฐฯ ได้เป็นจำนวน 15 คัน




พลขับของรถถังแบบ “แพนเธอร์” กำลังทานอาหาร จะสังเกตุเห็นความใหญ่โตของปืนใหญ่ประจำรถขนาด 75 มิลลิตเมตรได้อย่างชัดเจน รถถังคันนี้สังกัดกองพลยานเกราะ เอส เอส ไวกิ้ง



การสู้รบยังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือด จนกระทั่งในวันที่
30 กรกฎาคม บาร์กมานน์ก็นำรถถังของเขาถอยร่นมาจนถึงเมือง “กรองวิลล์” (Granville) ริมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติค เมื่อเข้าไปในเมือง ชาวบ้านต่างออกมาต้อนรับด้วยการมอบช่อดอกไม้และเหล้าไวน์ให้ด้วยความตื่นเต้น เพราะคิดว่ารถถังหมายเลข 424 เป็นรถถังของฝ่ายสัมพันธมิตร เนื่องจากถูกพรางด้วยกิ่งไม้ จนปิดบังสัญญลักษณ์ของกองทัพเยอรมันเกือบทั้งหมด แต่อีกไม่นานทหารสหรัฐฯ ก็เข้าโอบล้อมเมืองได้ บาร์กมานน์พยายามฝ่าวงล้อมออกไปถึงสามครั้ง ก่อนที่จะถูกยิงจากทุกทิศทุกทาง จนกระสุนในรถเกิดระเบิดขึ้น ทำให้พวกเขาต้องละทิ้งรถ และอาศัยความมืดเดินกลับไปยังแนวหลัง อันเป็นการปิดตำนานอันห้าวหาญของรถถังแบบ “แพนเธอร์” หมายเลข 424 ลง แต่ผลจากความสำเร็จในครั้งนี้ก็ส่งผลให้บาร์กมานน์ได้รับอนุมัติให้รับเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็กชั้นอัศวิน (Knight's Cross of the Iron Cross) ในวันที่ 27 สิงหาคมและมีพิธีมอบในวันที่ กันยายน ค..1944

ภายหลังจากการรบในสมรภูมินอร์มังดี บาร์กมานน์ซึ่งขณะนี้ได้รับการเลื่อนยศเป็น “จ่าสิบตรี” หรือ “เอส เอส โอแบร์ชาร์ฟือเรอห์” (SS - Oberscharfuhrer) พร้อมกับรถถังแบบ “แพนเธอร์” ที่ได้รับมาใหม่ทดแทนหมายเลข 424 ก็เข้าทำการรบอีกครั้งในสมรภูมิที่ป่า “อาร์เดนส์” (Ardennes) ในช่วงปลายปี ค..1944 โดยได้รับมอบภารกิจให้เข้าตีเมือง “แมนเฮย์” (Manhay) ในประเทศเบลเยี่ยม พร้อมกับรถถังของผู้บังคับหมวดที่ 4 “ฟรานซ์ เฟราส์เชอร์” (Franz Frauscher)

(โปรดติดตามตอนต่อไป)




Create Date : 15 ธันวาคม 2556
Last Update : 30 ธันวาคม 2556 17:36:20 น. 0 comments
Counter : 1406 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
unmoknight
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 47 คน [?]




ฉันจะบิน ... บินไป ... ไกลแสนไกลไม่หวั่น
เก็บร้อยความฝันที่มันเรียงราย ...
ให้กลายมาเป็นความจริง ...
New Comments
Friends' blogs
[Add unmoknight's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.