VUW - Victoria University of Wellington, New Zealand
Group Blog
 
All Blogs
 
ธีโอดอร์ ไอค์เคอ อัศวินกระโหลกไขว้ของฮิตเลอร์ (ตอนที่ 2)





ธีโอดอร์ ไอค์เคอ

(Theodor Eicke)

อัศวินผู้ภักดีแห่งหน่วย เอส เอส โทเทนคอฟ

(ตอนที่ 2)

โดย พันเอก ศนิโรจน์ ธรรมยศ

สงวนลิขสิทธิ์ในการทำซ้ำเพื่อการพาณิชย์ อนุญาตให้เผยแพร่เพื่อการศึกษาเท่านั้น




ภายหลังจากการรบด้านฝรั่งเศสยุติลง ชื่อเสียงความห้าวหาญของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ และกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ เริ่มเป็นที่ยอมรับในกองทัพเยอรมัน เนื่องจากพวกเขารบอย่างกล้าหาญและบ้าบิ่น จนยอดความสูญเสียมีสูงถึง 1,140 นาย เป็นนายทหารถึง 300 นาย รวมทั้งยังสามารถจับเชลยฝ่ายสัมพันธมิตรได้ทั้งหมดกว่า 16,000 นาย จนกระทั่งในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีเดียวกัน ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็คัดเลือกนายทหารประทวน (ยศต่ำกว่าร้อยตรี) ด้วยตัวของเขาเอง เพื่อส่งไปฝึกเป็นนายทหารที่เมือง “บาด โทลซ์ (Bad Tolz) พร้อมทั้งสั่งให้มีการฝึกกำลังพลของกองพลอย่างหนักที่เมือง“บอร์โดซ์” (Bordeaux) ประเทศฝรั่งเศส เพื่อเตรียมการบุกสหภาพโซเวียต หรือรัสเซีย โดยเฉพาะช่วงเดือนมกราคมถึง เมษายน ค..1941 การฝึกเข้มข้นมาก จนทำให้มีกำลังพลเสียชีวิตจากการฝึก 10 นาย บาดเจ็บ 16 นายและอีก 250 นาย ต้องเข้าโรงพยาบาล

ต่อมาในกลางเดือนพฤษภาคม ค..1941 ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็สั่งยกเลิกการลากิจ ลาป่วยทั้งหมดของกำลังพลในกองพลของเขา และออกเดินทางจากเมืองบอร์โดซ์ ในประเทศฝรั่งเศส เข้าทำการรบในแนวรบด้านสหภาพโซเวียต ในยุทธการ “บาร์บารอสซ่า”  (Barbarossa) โดยขึ้นสายการบังคับบัญชากับกลุ่มกองทัพเหนือ (Army Group North) นำโดย จอมพล วิลเฮล์ม ริทเทอร์ ฟอน ลีป (Wilhelm Ritter von Leeb) ทำการรุกโดยมีเป้าหมายอยู่ที่เมือง “เลนินกราด” (Leningrad)

และนับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่กองพล เอส เอส โทเทนคอฟต้องมาสังกัดในกลุ่มยานเกราะที่ 4 (4th Panzer Group) ของพลเอก อีริค โฮปเนอร์ ผู้ซึ่งไม่นิยมชมชอบในตัว ธีโอดอร์ ไอค์เคอ จากการเผชิญหน้ากันในฝรั่งเศส จนสั่งให้จัดกองพลของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ เป็นกองกำลังหนุน ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับผู้บัญชาการกองพล เอส เอส  โทเทนคอฟ เป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม เมื่อการรบดำเนินไป ทหารกองทัพแดงของสหภาพโซเวียตก็เริ่มฟื้นตัวและสามารถตั้งหลักได้จากการรุกแบบสายฟ้าแลบของเยอรมัน ทำให้การต่อต้านจากฝ่ายรัสเซียทวีความรุนแรงมากขึ้น กองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ก็ถูกส่งเข้าสู่สมรภูมิที่เมือง “ดินซค์” (Dvinsk) ทางตอนกลางของลิธัวเนีย (Lithuania) ในวันที่ 27 มิถุนายน ค..1941

ณ สมรภูมิแห่งนี้ ทหารรัสเซียต่อสู้อย่างกล้าหาญแบบยอมตายในสนามรบ อีกทั้งฝ่ายรัสเซียยังมีรถถังคอยให้การสนับสนุนอยู่ตลอดเวลา ทำให้การรุกของกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ต้องหยุดชะงักลงหลายครั้ง แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ทหาร เอส เอส และธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็ยังต่อสู้อย่างทรหด เพื่อทำการรุกคืบหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง แม้จะต้องสูญเสียอย่างหนักหรือเคลื่อนที่ได้อย่างล่าช้าก็ตาม

การรุกยิ่งเป็นไปอย่างรุนแรงและเด็ดขาดมากขึ้น เมื่อกองทัพน้อยยานเกราะที่ 56 (LVI Panzer Corps) ของพลเอก อีริค ฟอน แมนสไตน์ (Eric von Manstein) ถูกส่งมาเป็นหัวหอกในการรบ โดยกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ทำหน้าที่คุ้มกันกำลังส่วนปีกของกองทัพน้อยดังกล่าว กระทั่งในวันที่ 2 กรกฎาคม ธีโอดอร์ ไอค์เคอ และทหารของเขาเคลื่อนที่ผ่านเมือง “แดคดา” (Dagda) อันเป็นพื้นที่หนองบึง ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำท่วมขัง ยากต่อการเคลื่อนที่ของยานยนต์ ตลอดจนเหมาะต่อการตั้งรับของทหารรัสเซีย

ทหาร เอส เอส ถูกซุ่มโจมตีจากกองพลปืนเล็กยาวที่ 42 ของรัสเซีย (42nd Rifle Division) ทำให้ฝ่ายเยอรมันสูญเสียทหารไปกว่า 100 นาย รวมทั้งยังถูกยิงตรึงอยู่กับที่ ซ้ำร้ายไปกว่านั้น รถถังรัสเซียก็ยังเสริมกำลังเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน จนกระทั่งฝูงบินของเครื่องบินดำทิ้งระเบิด แบบเจยู 87 สตูก้า (Ju 87  Stuka) ของกองทัพอากาศเยอรมันได้ปรากฏขึ้นเหนือท้องฟ้า และทำลายปืนใหญ่ตลอดจนรถถังของรัสเซียไปจนหมดสิ้น ทำให้ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ นำกองพลของเขาเคลื่อนที่ต่อไปได้ และสามารถยึดเมือง “โรสนอฟ” (Rosenov) ได้ในอีกสองวันต่อมา

ในวันที่ 6 กรกฎาคม ธีโอดอร์ ไอค์เคอ นำกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ เคลื่อนที่ลึกเข้าไปในสหภาพโซเวียต จนถึงแนวสตาลิน (Stalin Line) ท่ามกลางการต่อต้านจากทหารรัสเซีย จนต้องพบกับความสูญเสียอย่างหนัก แต่ก็ยังสามารถจัดตั้งหัวหาดได้ที่แม่น้ำ “เวอลิกายา” (Velikaya) แม้ว่าจะต้องถูกระดมยิงจากปืนใหญ่อย่างหนักตลอดทั้งคืนก็ตาม ระหว่างการสู้รบในครั้งนี้ รถยนต์ของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ได้แล่นทับทุ่นระเบิดดักรถถัง จนตัวเขาเองได้รับบาดเจ็บ แต่กองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ก็ยังคงทำการรบต่อไป

โดยในวันที่ 12 กรกฎาคมสามารถรุกคืบหน้าไปถึงเมือง “ปอร์คอฟ” (Porkhov) พร้อมกับให้การสนับสนุนกองทัพน้อยยานเกราะที่ 56 อย่างต่อเนื่อง จนในวันที่ 21 กรกฎาคม พวกเขาก็เคลื่อนที่มาถึงทะเลสาบ “อิลเมน” (Ilmen) และผ่านภูมิประเทศที่เป็นป่ามืดทึบ ตลอดจนหนองน้ำที่ชื้นแฉะ การรบยิ่งถูกทำให้เลวร้ายมากยิ่งขึ้น เมื่อกลุ่มใต้ดินของรัสเซียได้ปฏิบัติการก่อกวนแนวหลังของทหารเยอรมัน เช่น ซุ่มโจมตีหน่วยทหาร ระเบิดสะพาน ซุ่มโจมตีขบวนลำเลียงส่งกำลังบำรุง และดักฟังสายโทรศัพท์ เป็นต้น

โดยเฉพาะการดักฟังสายโทรศัพท์นั้น ทำให้กลุ่มใต้ดินสามารถล่วงรู้ถึงจุดอ่อนของกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ได้และทำการเข้าตีทหาร เอส เอส หลายครั้ง จนได้รับความเสียหายอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังคงปฏิบัติภารกิจต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งจากความกล้าหาญของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ในแนวรบด้านสหภาพโซเวียต ทำให้เขาได้รับเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็ก ชั้นอัศวิน (the Knight’s Cross of the Iron Cross) ในวันที่ 26 ธันวาคม ค..1941

อย่างไรก็ตาม ยิ่งฝ่ายรัสเซียตอบโต้รุนแรงมากขึ้นเท่าใด เมื่อทหาร เอส เอส จับกุมเชลยศึกหรือฝ่ายใต้ดินได้ ก็ยิ่งแสดงออกถึงความทารุณโหดร้ายมากขึ้นเท่านั้น มีหลายครั้งที่ทหารของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ได้ทำการสังหารหมู่เชลยศึก และสมาชิกกลุ่มใต้ดิน ตลอดจนชาวบ้านที่ให้การสนับสนุนกลุ่มต่อต้านต่างๆ จนกลายเป็นที่ครั่นคร้ามของชาวรัสเซียไปทั่ว ในขณะที่ฝ่ายรัสเซียก็แก้แค้น ด้วยการสังหารเชลยศึกเยอรมันที่เป็นทหาร เอส เอส ทันทีเช่นกัน

ในช่วงต้นปี ค..1942 กลุ่มกองทัพกลาง (Heers gruppe Mitte ในภาษาเยอรมันหรือ Army Group Center ในภาษาอังกฤษ) รุกเข้ายึดกรุงมอสโคว์ (Moscow) เมืองหลวงของสหภาพโซเวียต ตามยุทธการ "ไต้ฝุ่น" (Operation Typhoon หรือ Taifun ในภาษาเยอรมัน) จนกระทั่งฤดูหนาวอันโหดร้ายได้สร้างความเสียหายให้กับกองทัพเยอรมันเป็นอย่างมาก พร้อมๆ กับการตอบโต้อย่างรุนแรงจากกองทัพแดงของรัสเซีย ทำให้กองทัพที่ 16 (XVI Army)  ของเยอรมัน ซึ่งประกอบด้วยกำลังทหาร 6 กองพล จำนวนกว่า 100,000 คน สังกัดกองทัพน้อยที่ 2 (II Corps) และบางส่วนของกองทัพน้อยที่ 10 (X Corps) ประกอบไปด้วยกองพลทหารราบที่ 12, 30, 32, 123, 290 (12th, 30th , 32nd, 123rd, 290th Infantry Divisions) และกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ต้องถอยร่นจนตกอยู่ในวงล้อมของกองทัพรัสเซียในพื้นที่เมือง "เดมแยงส์" (Demyansk : บางเอกสารออกเสียงว่า “เดเมียงส์”) และพื้นที่ใกล้เคียงระหว่างวันที 8 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 20 พฤษภาคม ค..1942

การสู้รบในวงล้อม "เดมแยงส์" เปิดฉากขึ้น ในวันที่ 7 มกราคม ค..1942 เมื่อกองทัพจู่โจมของสหภาพโซเวียตจำนวน 3 กองทัพ ประกอบด้วย กองทัพจู่โจมที่ 1(1s tShock Army)  กองทัพจู่โจมที่ 3 (3rd Shock Army) และกองทัพจู่โจมที่ 4 (4th Shock Army) เป็นหน่วยหลักในการเข้าตีแนวตั้งรับของทหารเยอรมันทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือในวงล้อม "เดมแยงส์" ซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของ พลโทวอลเธอร์ ฟอน บร็อคดอฟ (Walter Von Brockdorff) ผู้บัญชาการกองทัพน้อยที่ 2 ซึ่งขึ้นตรงกับกลุ่มกองทัพเหนือของจอมพล วิลเฮล์ม ริทเธอร์ ฟอน ลีบ (Wilhelm Ritter von Leeb)

การรบในวงล้อม “เดมแยงส์” ครั้งนี้ แม้ ธีโอดอร์ไอค์เคอ และทหาร เอส เอส จากกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ จะต่อสู้อย่างทรหด แต่ด้วยการรุกที่รุนแรงและกำลังพลที่ไม่มีขีดจำกัดด้านปริมาณของกองทัพแดง ทำให้กองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ต้องประสบความสูญเสียอย่างหนักถึงกว่า 80% จนไม่สามารถดำรงสถานะเป็นกองพลอยู่ได้ ต้องปรับกำลังลงเหลือเป็น “หน่วยเฉพาะกิจ” หรือ“คามฟ์กรุฟ” (Kampfgruppe) โดยใช้ชื่อว่า “หน่วยเฉพาะกิจ ไอค์เคอ”(Kampfgruppe “Eicke”)

ในวันที่ 20 เมษายน ค..1942 ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็ได้รับการเลื่อนยศเป็น เอส เอส โอบาร์กรุพเพนฟือเรอห์ (SS-Obergruppenfuhrer เป็นชั้นยศที่เทียบเท่าพลโท) พร้อมทั้งได้รับเหรียญกล้าหาญกางเขน ชั้นอัศวินประดับใบโอ็ค (Knight's Cross of the Iron Cross with Oak Leaves) จากมือของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ซึ่งนับเป็นทหารเยอรมันคนที่ 88 ที่ได้รับเหรียญกล้าหาญชั้นสูงนี้

เมื่อกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ก็ได้รับอนุมัติให้ถอนกำลังออกจากวงล้อม "เดมแยงส์" ในเดือนตุลาคมของปีเดียวกัน เพื่อปรับกำลังใหม่ในประเทศฝรั่งเศส ณ เวลานี้ กองพล เอส เอส โทเทนคอฟ เหลือกำลังพลอยู่เพียง 6,000 นายเท่านั้น ส่วนกำลังพลกว่า 24,000 นาย หรือร้อยละ 80 ของหน่วยเสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากการสู้รบในครั้งนี้ อีกทั้งยังนับเป็นการสู้รบที่หนักหน่วงที่สุดจนหน่วย เอส เอส โทเทนคอฟ แทบจะสิ้นสภาพความเป็นหน่วยรบในระดับ "กองพล" เลยทีเดียว

กำลังพลที่เหลือของกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ เดินทางไปปรับกำลังใหม่ที่ประเทศฝรั่งเศส หลังจากนั้น ธีโอดอร์ ไอค์เคอ และกองพลของเขาก็ได้รับมอบภารกิจใหม่ในการเข้าควบคุมรัฐบาลวีชี่ของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นรัฐบาลหุ่นเชิดที่เยอรมันตั้งขึ้น ภายหลังการยึดครอง แต่เนื่องจากฮิตเลอร์ไม่ต้องการเสี่ยงให้รัฐบาลวีชี่ควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ จึงเข้ายึดพื้นที่ครอบครองของรัฐบาลวีชี่

ด้วยภารกิจใหม่นี้เอง ที่ทำให้กองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ได้รับกองพันยานเกราะเพิ่มเติมอีก 1 กองพัน และยกระดับหน่วยจากกองพลธรรมดา เป็น กองพลทหารราบยานเกราะ โดยมีนามหน่วยใหม่ว่า กองพลทหารราบยานเกราะ เอส เอส ที่ 3 โทเทนคอฟ หรือ กองพล เอส เอส แพนเซอร์เกรเนเดียร์ที่ 3 โทเทนคอฟ (3.SS-Panzergrenadier-Division Totenkopf ในภาษาเยอรมันหรือ 3rd SS Panzer Grenadier Division Totenkopf ในภาษาอังกฤษ)

ต่อมา ธีโอดอร์ ไอค์เคอ และกองพลทหารราบยานเกราะ เอส เอส ที่ 3 โทเทนคอฟ ของเขาได้รับคำสั่งให้เดินทางจากฝรั่งเศส กลับเข้าสู่สมรภูมิเมือง "คาร์คอฟ" ด้านรัสเซียอีกครั้ง ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ ค..1943 โดยกองพลของเขา ประกอบกำลังด้วยรถถังแบบ แพนเซอร์ 3 จำนวน 81 คัน รถถังแบบแพนเซอร์ 4 จำนวน 22 คันและรถถังแบบ “ไทเกอร์” อีกจำนวน  9 คันและเข้าสมทบกับกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1ไลป์สตานดาร์ทเทอ (1stSS Panzer Division Leibstandarte) และกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 2ดาส ไรซ์ (2ndSS Panzer Division Das Reich) ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหน่วยรบชั้นยอดเช่นเดียวกัน และอยู่ภายใต้การควบคุมทางยุทธการกับกองทัพน้อยยานเกราะ เอส เอส ที่ 1ของ เอส เอส โอบาร์กรุพเพนฟือเรอห์ เพาว์ หรือ พอล เฮาส์เซอร์ (SS Obergruppenfuhrer Paul Hausser : ชั้นยศ เอสเอส โอบาร์กรุพเพนฟือเรอห์ เทียบเท่าชั้นยศ พลโท)

การรุกของเยอรมันเปิดฉากขึ้นในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ หน่วยยานเกราะของเยอรมันทำการรุกด้วยความเร็วสูงสุด และในห้วงวันที่ 24- 25 กุมภาพันธ์ ฝ่ายเยอรมันก็บุกเข้าเมืองคาร์คอฟ กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 2 ดาส ไรซ์ เปิดฉากเข้าตีตรงหน้าอย่างรุนแรง ในขณะที่กองพลทหารราบยานเกราะ เอส เอส ที่ 3 โทเทนคอฟ ของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็รุกเข้าโอบล้อมตัดเส้นทางลำเลียง และปิดทางล่าถอย ก็ส่งผลให้กองทัพรถถังที่ 3 ของรัสเซียต้องประสบความเสียหายอย่างหนัก จนแทบจะละลายทั้งกองทัพเลยทีเดียว

แต่แล้วในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ซึ่งอยู่ที่กองบัญชาการกองพลทหารราบยานเกราะ เอส เอส ที่ 3 โทเทนคอฟ ก็ไม่สามารถติดต่อทางวิทยุกับ กรมทหารราบยานเกราะของเขาได้ (คาดว่าน่าจะเป็นกรมทหารราบยานเกราะที่ 5) ด้วยความเป็นห่วงในสถานการณ์ในแนวรบ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ จึงตัดสินใจขึ้นบินด้วยเครื่องบินตรวจการณ์แบบ ฟีเซอเลอร์ เอฟไอ 156 สตอร์ค(Fieseler Fi 156 Storch) เพื่อค้นหาหน่วยดังกล่าว

ในเวลาประมาณ 16.00 นาฬิกา เครื่องบินของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ได้บินมาถึงบริเวณหมู่บ้าน “อาร์เทลโนเย” (Artelnoje) และพบว่าหน่วยยานเกราะของเขาที่ขาดการติดต่อนั้นกำลังตกอยู่ในวงล้อมที่หมู่บ้านแห่งนี้ หลังจากบินวนสังเกตุการณ์อยู่ชั่วครู่ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็สั่งให้นำเครื่องบินร่อนลง โดยที่ไม่ทราบว่าหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก มีหน่วยทหารรัสเซียตั้งมั่นอยู่

ขณะที่นักบินนำเครื่องบืนจะร่อนลงบนพื้นที่โล่งระหว่างหมู่บ้านทั้งสอง ทหารรัสเซีย (คาดว่าน่าจะเป็นกำลังพลจากกองพลปืนเล็กยาวที่ 267 (267th Rifle Division)) ก็ระดมยิงใส่เครื่องบินของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอร าวกับห่าฝน ด้วยปืนต่อสู้อากาศยานและอาวุธนานาชนิด จนเครื่องบินตกลงสู่พื้นไฟลุกท่วม กองพันยานเกราะลาดตระเวน เอส เอส ที่ 3 (3rd SS Panzer Reconnaissance Battalion) ของเยอรมัน ซึ่งอยู่ในหมู่บ้าน นำโดยผู้บังคับกองพันคือ เอส เอส เฮาป์สตรุมฟือเรอห์ อาร์เซอลิโน มาซารี (SS Hauptstrumfuhrer Arzelino Masarie : สำหรับชั้นยศ เอส เอส เฮาป์สตรุมฟือเรอห์ นี้เทียบเท่าชั้นยศ ร้อยเอก) “อาร์เทลโนเย”เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยตลอด จึงพยายามนำกำลังพลพร้อมรถกึ่งสายพานลำเลียงพลเข้าไปช่วย พร้อมด้วยรถถังแพนเซอร์ท่ามกลางการระดมยิงอย่างหนักจากทหารรัสเซีย จนกระทั่งรถถังแพนเซอร์ถูกยิงจากปืนใหญ่ต่อสู้รถถังได้รับความเสียหาย แต่อาร์เซอลิโน มาซารีก็สามารถนำรถกึ่งสายพานลำเลียงพลเข้าไปถึงตัวเครื่องบินที่กำลังถูกไฟลุกไหม้อยู่ และเห็นว่านักบินและผู้โดยสารอีก2คน คือ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ และนายทหารคนสนิทของเขาที่ติดอยู่ในเครื่องบินเสียชีวิตทั้งหมด ความพยายามที่จะนำร่างของผู้เสียชีวิตออกมาไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากทหารรัสเซียระดมยิงใส่จนยานยนต์ทุกคันได้รับความเสียหาย และต้องล่าถอยกลับไปยังที่มั่น

รุ่งอรุณของวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ในเวลาประมาณ 05.15 นาฬิกา อาร์เซอลิโน มาซารี ก็รวบรวมกำลังพลของเขา ประกอบด้วยรถปืนใหญ่อัตตาจรแบบ สตุก 3 (StuG III) จำนวน 2 คัน รถกึ่งสายพานลำเลียงพลอีก 3 คัน และกองร้อยรถจักรยานยนต์ (มอเตอร์ไซค์) จำนวน 2 กองร้อย กลับเข้าไปที่ซากเครื่องบินอีกครั้ง ท่ามกลางการระดมยิงของทหารรัสเซีย รถปืนใหญ่อัตตาจรสามารถทำลายปืนใหญ่ต่อสู้รถถังและสามารถขับไล่ทหารรัสเซียออกจากที่มั่นได้ เมื่อทหารเยอรมันไปถึงซากเครื่องบิน ก็พบว่าร่างของผู้เสียชีวิตถูกถอดเสื้อผ้า อาวุธและเหรียญตราต่างๆ ถูกถอดออกไปจนหมดโดยทหารรัสเซียในช่วงคืนที่ผ่านมา ซึ่งสิ่งต่างๆ ที่นำมาจากร่างของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ และผู้เสียชีวิตคนอื่นๆ ถูกพบอยู่ที่ฐานปืนใหญ่ต่อสู้รถถังของทหารรัสเซียที่พลประจำปืนล่าถอยไปหมดแล้ว

ทหารของกองพลทหารราบยานเกราะ เอส เอส ที่ 3 โทเทนคอฟ นำศพของธีโอดอร์ ไอค์เคอ กลับมาทำพิธีฝังศพอย่างสมเกียรติ และฝังร่างของเขาที่เมือง “โอเรลกา” (Orelka) ในดินแดนสหภาพโซเวียต และเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้บัญชาการกองพลผู้กล้าหาญท่านนี้ กรมทหารราบยานเกราะ เอส เอสที่ 6 ของกองพลทหารราบยานเกราะ เอส เอส ที่ 3 โทเทนคอฟ ได้ตั้งสมญานามของหน่วยว่า กรมทหารราบยานเกราะ เอส เอสที่ 6 “ธีโอดอร์ ไอค์เคอ” (6th SS Panzergrenadier Regiment “Theodor Eicke”) พร้อมทั้งจัดทำแถบแขนเสื้อเป็นชื่อของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ประดับที่ปลายแขนเสื้อเครื่องแบบของกำลังพลทุกคนในกรมอีกด้วย

ต่อมา ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ ได้สั่งให้นำศพของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ มาทำพิธีฝังใหม่ที่สุสานทหารเยอรมัน “เฮเกอวาลด์” (Hegewald) ที่เมือง “ซิโทเมียร์” (Zhitomir) ในสหภาพโซเวียตและในปี ค..1944 เมื่อเยอรมันต้องล่าถอยจากดินแดนสหภาพโซเวียต ร่างของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็ถูกขุดขึ้นมาอีกเป็นครั้งที่ 3 เพื่อนำไปฝังในดินแดนของเยอรมัน

ธีโอดอร์ ไอค์เคอ นับเป็นนักรบชั้นอัศวินของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ อย่างแท้จริง เขาออกแบบและวางโครงสร้างค่ายกักกันของนาซีเยอรมัน ที่เต็มไปด้วยโหดเหี้ยมไร้ความปราณี และปลิดชีวิตผู้คนนับล้านคน จนกลายเป็นที่กล่าวขวัญมาจนถึงปัจจุบัน เขาฝึกฝนและปลูกฝังแนวความคิดของกำลังพล ภายใต้การบังคับบัญชาของเขาในกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ (ภายหลังได้รับการยกระดับเป็นกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 3 โทเทนคอฟ) ให้เป็นนักรบที่ห้าวหาญ แข็งแกร่ง ดังที่เขากล่าวอยู่เสมอว่า “.. การฝึกอย่างหนักทำให้ไม่ต้องสูญเสียเลือด อันที่จริงแล้วการฝึกหนัก ทำให้ไม่ต้องสูญเสียสิ่งต่างๆ อีกมากมาย ทั้งไม่ต้องสูญเสียความเคียดแค้น ความอับอาย และความเศร้าโศกเสียใจ ..” ส่งผลให้กองพลดังกล่าว กลายเป็นกองพลที่น่าเกรงขามที่สุดกองพลหนึ่งในสงครามโลกครั้งที่สอง ดังคำกล่าวของจอมพล อีริค ฟอน  แมนสไตน์ อัจฉริยะสงครามของกองทัพเยอรมัน ตอนหนึ่งที่ว่า

“..ฉันเคยได้รับกองพลนี้มาอยู่ในสายการบังคับบัญชาหลายครั้งหลายหน และฉันก็คิดว่ากองพล เอส เอส โทเทนคอฟ น่าจะเป็นหน่วย เอส เอส ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยร่วมรบกันมา..”







Create Date : 08 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 8 พฤศจิกายน 2559 22:01:16 น. 1 comments
Counter : 640 Pageviews.

 
จบได้อย่างสมบูรณ์ การตายของเขาดั่งคำพยากรณ์ถึงการจะต้องแพ้ต่อรัสเซีย


โดย: เฒ่า61 IP: 223.207.240.168 วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:18:02:43 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

unmoknight
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 47 คน [?]




ฉันจะบิน ... บินไป ... ไกลแสนไกลไม่หวั่น
เก็บร้อยความฝันที่มันเรียงราย ...
ให้กลายมาเป็นความจริง ...
New Comments
Friends' blogs
[Add unmoknight's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.