VUW - Victoria University of Wellington, New Zealand
Group Blog
 
All Blogs
 
โยเซฟ (เซปป์) ดีทริค อัศวินของฮิตเลอร์ (ตอนที่ 4)





โยเซฟ (เซปป์) ดีทริค

(Josef (Sepp) Dietrich)

อัศวินแห่งหน่วย เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

ตอนที่ 4

โดย พันเอก ศนิโรจน์ ธรรมยศ

สงวนลิขสิทธิ์ในการทำซ้ำเพื่อการพาณิชย์

อนุญาตให้เผยแพร่เพื่อความรู้และการศึกษาเท่านั้น





ในวันที่ 20 เมษายน ค..1942 เซปป์ ดีทริค ได้รับการเลื่อนยศเป็น เอส เอส โอบาร์ส - กรุพเพนฟือเรอห์ (SS - Oberst - Gruppenfuhrer เป็นชั้นยศเทียบเท่าพลเอก) ต่อมาในช่วงฤดูหนาวของปี ค..1942 จนถึงต้นปี ค..1943 กองทัพเยอรมันประสบกับความพ่ายแพ้ครั้งยิ่งใหญ่ที่เมือง “สตาลินกราด” (Stalingrad) จนกองทัพที่ 6 (6th Army) ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ พร้อมกับการรุกกลับอย่างรุนแรงของกองทัพสหภาพโซเวียต เซปป์ ดีทริค ได้แสดงความสามารถในการเป็นผู้นำหน่วย และบังคับบัญชาหน่วยของเขาในการล่าถอยทางยุทธวิธี และสามารถรักษาชีวิตกำลังพลของหน่วยไว้ได้อย่างน้อยถึง 7 ครั้ง

หลังจากทำการรบอย่างหนักในสหภาพโซเวียตมาเป็นเวลานาน จนหน่วยต้องประสบกับความสูญเสียอย่างหนัก ในเดือนกรกฎาคม ค..1942 เซปป์ ดีทริค และ “กองพล เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ของเขา ก็ได้รับคำสั่งให้ถอนกำลังกลับไปทำการพักฟื้นที่ “นอร์มังดี” (Normandy) ในประเทศฝรั่งเศส เพื่อขึ้นสมทบกับ กองทัพน้อยยานเกราะ เอส  เอส (SS Panzer Corps) ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้บัญชาการกองทัพน้อย คือ เพาว์ เฮาซ์เซอร์ (Paul Hausser)

การกลับมาในครั้งนี้ ทำให้กองพลของ เซปป์ ดีทริค ได้รับการยกระดับหน่วยจากกองพลธรรมดาขึ้นเป็น “กองพลทหารราบยานเกราะ เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” (SS Panzergrenadier Division) ทั้งนี้โดยการสนับสนุนของ ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ และส่งผลให้กองพลใหม่ของ เซปป์ ดีทริค ประกอบด้วย “กรมยานเกราะ” ซึ่งมีรถถังประจำการอยู่อย่างเต็มอัตราแทน “กองพันยานเกราะ” ที่เคยมีอยู่แต่เดิม รวมทั้งยังได้รับรถถัง แพนเซอร์ 6 “ไทเกอร์ ”หรือ “ทิก้า” ในภาษาเยอรมัน (Panzer VI มีชื่อเต็มว่าPanzerkampfwagen VI Tiger เขียนย่อว่า PzKpfw VI) อันทรงประสิทธิภาพจำนวน 9 คันมาบรรจุในกองพลอีกด้วย โดยรถถังไทเกอร์เหล่านี้ ถูกจัดอยู่ในกองร้อยที่ 13 สังกัดกรมยานเกราะ เอส เอส ที่ 1ของกองพลดังกล่าว

จะเห็นว่าด้วยอัตรากำลังพลและยุทโธปกรณ์ที่สมบูรณ์นี้ ทำให้กองพลทหารราบยานเกราะของ เซปป์ ดีทริค มีขีดความสามารถในระดับเดียวกับกองพลยานเกราะ เพียงแต่มีชื่อเรียกเป็น กองพลทหารราบยานเกราะ เท่านั้น ซึ่งหลังจากนี้อีกไม่นาน “กองพลทหารราบยานเกราะ เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ก็ได้รับยกระดับหน่วยและเปลี่ยนนามหน่วยเป็น “กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” (1.SS-Panzer - Division Leibstandarte Adolf Hitler ในภาษาเยอรมัน หรือ 1st SS Panzer Division Leibstandarte Adolf Hitler ในภาษาอังกฤษ)

ในช่วงปลายเดือนมกราคม ค..1943 “กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ถูกส่งจากที่ตั้งในประเทศฝรั่งเศส ไปทำการรบในสหภาพโซเวียตอีกครั้ง โดยเข้าทำการรบในการป้องกันเมือง “คาร์คอฟ” (Kharkov) ร่วมกับกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 2 ดาส ไรซ์ (2nd SS Panzer Division Das Reich) โดยทั้งสองกองพลนี้ ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมทางยุทธการ กับกองทัพน้อยยานเกราะ เอส เอส โดยกองทัพน้อยยานเกราะ เอส เอส ได้รับรถถังใหม่ พร้อมทั้งรถกึ่งสายพานลำเลียงพล รถปืนใหญ่อัตตาจร และเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง แบบ “เนเบิลแวร์เฟอร์” (Nebelwerfer) อีกจำนวนหนึ่ง เข้ามาทดแทน ทำให้หน่วยมีขีดความสามารถที่แข็งแกร่งขึ้นมาอีกครั้ง ตามแผนยุทธการนั้นกองทัพน้อยยานเกราะ เอส เอส ได้รับมอบหมายให้เข้ายึดพื้นที่บริเวณแม่น้ำ “โดเน็ทส์” (Donets)

การเสริมกำลังรบครั้งใหญ่นี้ ทำให้กรมยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 (1st SS Panzer  Regiment) ของ “กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์" กลายเป็นหน่วยที่แข็งแกร่งที่สุด ในกองทัพน้อยยานเกราะ เอส เอส โดยมีรถถังประกอบด้วยรถถังแบบแพนเซอร์ 3 จำนวน 10 คัน แบบแพนเซอร์ 4 จำนวน 52 คัน และรถถังแบบ “ไทเกอร์” จำนวน 9 คัน จะเห็นได้ว่าแม้จะมีการเสริมกำลังรถถังในแนวหน้าเพิ่มขึ้น หน่วยยานเกราะของเยอรมัน ก็ยังคงมีความขาดแคลนอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะความขาดแคลนรถถังแบบ “ไทเกอร์” ที่มีประสิทธิภาพสูงในการต่อสู้กับรถถังแบบที 34 ของรัสเซีย

การเสริมกำลังรบของฝ่ายเยอรมันนั้น ไม่ได้ดำเนินไปอย่างง่ายดายเหมือนที่หลายๆ ฝ่ายคาดกัน การขนส่งทหารและยุทโธปกรณ์จำนวนมากจากทั่วทั้งยุโรปไปสู่แนวหน้าด้านรัสเซีย ต้องใช้รถไฟถึงกว่า 200 ขบวน ใช้เวลาในการเดินทางเกือบสองสัปดาห์ และเป็นสองสัปดาห์ที่เต็มไปด้วยอุปสรรคนานัปการ ทั้งจากการโจมตีทางอากาศของฝูงบินอังกฤษ และการโจมตีของพวกใต้ดินรัสเซีย ส่งผลให้การเดินทางมาถึงของกำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์กระจัดกระจายกันอย่างมาก เซปป์ ดีทริค และ “กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์" นับเป็นหน่วยแรกที่เดินทางจากฝรั่งเศสมาถึงพื้นที่รวมพล เมืองคาร์คอฟ ในลักษณะหน่วยที่ผสมปนเปกันไปหมด กำลังพลมาถึงก่อนรถถัง รถถังมาถึงก่อนขบวนยานยนต์บรรทุกกระสุนและสัมภาระ รถจักรยานยนต์และรถกึ่งสายพานของกองพันลาดตระเวนที่ควรมาถึงก่อน เพื่อทำหน้าที่ในการลาดตระเวนหาข่าว กลับมาถึงเป็นลำดับท้ายๆ แต่ เซปป์ ดีทริค ก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการรวบรวมกำลังทั้งหมดที่มาถึงก่อน เข้าประจำแนวหน้าด้านตะวันออกของเมืองคาร์คอฟ ที่มีระยะยาวเกือบ 80 กิโลเมตร เพื่อสังเกตุการณ์ความเคลื่อนไหวของกองทัพแดง ที่กำลังเคลื่อนที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ รัสเซียเปิดยุทธการ สตาร์ (Star) เพื่อยึดเมืองคาร์คอฟ จอมพลอีริค ฟอน แมนสไตน์ เสนอต่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ให้ดำเนินกลยุทธ์ด้วยวิธีการล่าถอยออกจากเมือง เพื่อถนอมรักษากำลังพลเอาไว้ก่อน แล้วค่อยรุกตอบโต้กลับอย่างรุนแรง แต่ อดอล์ฟ ฮิตเลอ ร์ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ในการรบแบบสนามเพลาะ ในสงครามโลกครั้งที่ 1 เห็นว่า ขณะนี้ทหาร เอส เอส อันแข็งแกร่งของเขาเกือบทั้งหมด ได้เข้าประจำแนวตั้งรับตลอดแม่น้ำ “โดเน็ทส์” ทั้งหมดแล้ว จึงปฏิเสธการถอยทัพในทุกกรณี

แนวตั้งรับของเยอรมันตลอดแม่น้ำ “โดเน็ทส์” ประกอบด้วยกองทัพน้อยยานเกราะ เอส เอส ซึ่ง เซปป์ ดีทริค และ“กองพลยานเกราะ เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ของเขาขึ้นการบังคับบัญชาอยู่ทางด้านขวา และกองทัพยานเกราะที่ 1 (1st Panzer Army) ของกองทัพบกเยอรมันอยู่ทางด้านซ้าย แต่เนื่องจากพื้นที่ที่ยาวมาก ทำให้ตรงกลางรอยต่อระหว่างหน่วยทั้งสอง เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ แม้จอมพล อีริค ฟอน แมนสไตน์ จะพยายามส่งกองทัพยานเกราะที่ 4 (4th Panzer Army) เข้าไปเสริมแนวช่องโหว่เหล่านั้น แต่การเดินทางเข้าพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพยานเกราะที่ 4 ก็ล่าช้าและไม่ทันการ

กองทัพรถถังที่ 3 ของรัสเซีย (3th Tank Army) เปิดฉากโจมตีแนวตั้งรับที่เป็นช่องว่างนั้น ทหารรัสเซียสามารถรุกเข้ามาอย่างรวดเร็วทางปีกของกองทัพน้อยยานเกราะ เอส เอส และในวันที่ 4 กุมภาพันธ์นี้เอง ที่ทหาร เอส เอส สังกัดกรมทหารราบยานเกราะที่ 1 ของ“กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่1 ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์" ได้นำปืนกลหนักขนาด 7.92 มิลลิเมตรแบบ เอ็มจี 42 (MG 42 : Maschinengewehr 42) มาใช้เป็นครั้งแรกในการรบด้านรัสเซีย

ปืนกลนี้เพิ่งออกจากสายการผลิตในปี ค..1942 มีอำนาจการยิงที่รุนแรง และมีอัตราความเร็วในการยิงสูงถึง 1,200– 1,400 นัดต่อนาที อีกทั้งยังมีระยะยิงหวังผลสูงถึง 1,000เมตร จนได้รับการยอมรับว่าเป็นปืนกลที่มีอัตราการยิงเร็วสูงที่สุดชนิดหนึ่งของโลก และกลายเป็นที่หวั่นเกรงของฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างมาก ปืนกล เอ็มจี 42 ได้แสดงอำนาจการยิงที่รุนแรงให้เห็นอย่างชัดเจน นั่นคือทหารรัสเซียนับพันที่ดาหน้าเข้าหาแนวปืนกลของเยอรมันต้องเสียชีวิตลงเป็นจำนวนมาก อย่างชนิดแทบละลายทั้งหน่วยอยู่ตรงหน้าแนวสนามเพลาะของทหาร เอส เอส นั่นเอง

ทหารรัสเซียยังคงรุกเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ เซปป์ ดีทริค และทหาร เอส เอส ของ “กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์" ก็ยังคงทำการรุกตอบโต้ตามคำสั่งของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ โดยในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ขณะที่หิมะกำลังตกมาอย่างหนัก รถถังแบบ “ไทเกอร์” ของกรมทหารราบยานเกราะที่ 1 สังกัด “กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์" ก็เคลื่อนที่เข้าตีกองทัพน้อยทหารม้าป้องกันที่ 6 (VI Guards Cavalry Corps) ของรัสเซีย จนแตกกระจาย ทหารเยอรมันรุกเข้ากวาดล้างที่มั่นของทหารกองทัพแดง จากบ้านทีละหลัง ไปจนถึงทีละหมู่บ้าน ภายในเย็นวันนั้น ทหารกองทัพรัสเซียก็ถูกกวาดล้างออกไปเกือบหมดพื้นที่ตั้งรับ

การรุกของ “กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์" ดำเนินไปอย่างห้าวหาญ แม้ในยามค่ำคืนก็ไม่ได้เพลาการรุกลง ในคืนวันที่ 13 กรกฎาคม รถถังแบบ “ไทเกอร์” จำนวน 6 คัน ได้รุกเข้าสู่แนวตั้งรับของกองทัพน้อยทหารม้าป้องกันที่ 6 (VI Guards Cavalry Corps) ของรัสเซีย ปืนใหญ่ต่อสู้รถถังของรัสเซียที่ซ่อนตัวอยู่ตามแนวตั้งรับพยายามหยุดยั้งเจ้า“อสุรกาย” หนัก  60 ตัน ทั้ง 6 คัน แต่ก็ไม่สามารถทำลายรถถังแบบ “ไทเกอร์” ลงได้

กระสุนเหล่านั้นเพียงแค่สร้างรอยขีดข่วนที่ป้อมปืนของมันเท่านั้น ในทางตรงกันข้ามปืนใหญ่ประจำรถถังแบบ “ไทเกอร์” ขนาด 88 มิลลิเมตร กลับสามารถกำจัดปืนใหญ่ต่อสู้รถถังเหล่านั้นได้ด้วยการยิงที่แม่นยำเพียงนัดเดียว ทหารราบ เอส เอส ที่เคลื่อนที่ตามรถถังต่างเข้าประชิดตัวทหารรัสเซียที่แตกกระจัดกระจาย การสู้รบยืดเยื้อข้ามคืนไปจนถึงรุ่งเช้าของวันใหม่ ทหารรัสเซีย 7,000 นาย ต้องถอยร่นออกจากพื้นที่ ในจำนวนนี้มีผู้บาดเจ็บกว่า 3,000 นาย รถถัง ที 34 จำนวน 10 คัน ถูกทำลายจากจำนวนทั้งหมด 16 คัน แต่ในวันรุ่งขึ้นทหารรัสเซียก็รุกตอบโต้กลับมาอีกด้วยจำนวนที่เหนือกว่าอย่างมาก ทำให้ เซปป์ ดีทริค และ “กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์" ของเขาต้องเผชิญกับการบุกถึง 3 ด้านพร้อมๆ กัน คือ ปีกซ้าย ปีกขวา และตรงกลาง ทำให้เยอรมันต้องหยุดการรุกและกลายเป็นฝ่ายล่าถอย

ในที่สุดสถานการณ์ของเมืองคาร์คอฟ ก็ตกอยู่ในภาวะวิกฤติเกินจะแก้ไขได้ จอมพลอีริค ฟอน แมนสไตน์ และ เพาว์ เฮาส์เซอร์ จึงตัดสินใจสั่งให้ทหารเยอรมันล่าถอยออกจากตัวเมืองคาร์คอฟ ทำให้รัสเซียสามารถยึดคาร์คอฟได้สำเร็จ และรุกคืบหน้าต่อไปอย่างรวดเร็วอย่างไรก็ตามจอมพล อีริค ฟอน แมนสไตน์ ก็เสนอแผนการรุกเข้ายึดเมืองคาร์คอฟกลับคืนมาต่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ภายใต้ชื่อยุทธการ “โดเนทส์” (Donets)

การรุกกลับของเยอรมันเปิดฉากขึ้น ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ เพียงไม่กี่วันของการรุกตอบโต้ของจอมพลแมนสไตน์ ก็ทำให้ฝ่ายรัสเซียต้องสูญเสียทหารไปกว่า 23,000 คน ถูกจับเป็นเชลยกว่า 10,000 คน ยานเกราะอีก 615 คันถูกทำลาย ปืนใหญ่กว่า 1,000 กระบอกถูกยึด และในที่สุดกองทัพน้อยยานเกราะ เอส เอส และกองทัพน้อยยานเกราะที่ 48 ของเยอรมัน ก็รุกมาถึงชานเมืองคาร์คอฟ ในขณะที่ทหารเยอรมันบางส่วน ยังคงไล่ติดตามทหารรัสเซียที่กำลังล่าถอยข้ามแม่น้ำโดเน็ทส์กลับไป คงเหลือแต่ทหารรัสเซียที่ยังตั้งมั่นอยู่ในตัวเมืองจอมพล อีริค ฟอน แมนสไตน์ จึงส่งกองทัพยานเกราะที่ 4 (4th Panzer Army) และ “กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่1 ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์" ของเซปป์ ดีทริค เข้าตีเจาะแนวตั้งรับ จนเกิดช่องโหว่และเปิดทางให้ทหารเยอรมันรุกเข้าสู่ตัวเมือง และสามารถจัดแนวตั้งรับที่ริมแม่น้ำโดเน็ทส์ได้สำเร็จ

จนถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ เซปป์ ดีทริคและ “กองพลยานเกราะ เอสเอส ที่ 1ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์" ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยหลัก ในเข้าตีสามารถรุกเข้าไปบรรจบกับกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 2 ดาส ไรซ์ ได้สำเร็จ จนกลายเป็นวงล้อมขนาดใหญ่ แต่เนื่องจากมีกำลังพลไม่เพียงพอในการกระชับวงล้อม ทำให้ทหารรัสเซียนับพันคนสามารถฝ่าแนวทหารเยอรมันออกไปได้ โดยเฉพาะกองทัพน้อยทหารม้าป้องกันที่ 6 (6th Cavalry Guard Corp) ส่วนทหารรัสเซียที่เหลือในวงล้อม คือ กองทัพรถถังที่ 4, 22 และ 15 นั้นถูกทำลายลงในวงล้อมเกือบทั้งหมด มีรถถัง ที 34 จำนวน 61 คัน ถูกทำลายปืนใหญ่ต่อสู้รถถังอีก 225 กระบอกยานยนต์ชนิดต่างๆ  อีก 60 คัน พร้อมซากศพทหารรัสเซียอีกกว่า 9,000 นายถูกทิ้งเกลื่อนกราดสมรภูมิที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ

วันที่ 3 มีนาคม ฤดูใบไม้ผลิคืบคลานเข้ามาแทนฤดูหนาว ทำให้น้ำแข็งเริ่มแปรสภาพละลายกลายเป็นน้ำถนนหนทางกลายเป็นโคลนเลน และเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนที่ของรถถังและยานเกราะเยอรมัน แต่ เพาว์ เฮาส์เซอร์ ก็จัดกำลังกองทัพน้อยยานเกราะ เอส เอส ของเขาตามคำสั่งของจอมพล อีริค ฟอน แมนสไตน์ ในการรุกตลบหลัง โดยให้กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 3 โทเทนคอฟ อยู่ปีกซ้าย “กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์" ของ เซปป์ ดีทริค อยู่ตรงกลางและกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 2 ดาส ไรซ์ อยู่ปีกขวา สนับสนุนด้วยเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง และใช้รถถังแบบ “ไทเกอร์” เป็นหัวหอกในการรุก

การโจมตีเปิดฉากขึ้น ในวันที่ 6 มีนาคม เซปป์ ดีทริค สั่งการให้กองพันลาดตระเวณของเขา ที่มีรถถังแบบ “ไทเกอร์” เป็นหัวหอก เจาะทะลวงเข้าแนวตั้งรับของทหารรัสเซียทางตอนใต้ของพื้นที่ “วาลกี้” (Valki) ซึ่งเป็นตำบลเล็กๆ ของเมืองคาร์คอฟ ณ พื้นที่นี้เอง ที่ปืนใหญ่ต่อสู้รถถังขนาด 76.2 มิลลิเมตรของกองทัพแดง จำนวน 56 กระบอก ซุ่มวางกำลังรอการรุกของทหารเยอรมันอย่างใจเย็น พร้อมๆ กับเปิดฉากยิงใส่รถถังของเยอรมันทันที

รถถังของเยอรมันซึ่งนำโดยรถถังแบบ “ไทเกอร์” ทำความเร็วสูงสุด พุ่งตรงเข้าใส่แนวตั้งรับของปืนใหญ่ต่อสู้รถถังเหล่านั้น ตามติดด้วยทหารราบยานเกราะที่นั่งรวมกันอยู่บนรถถัง อาศัยป้อมปืนเป็นเกราะกำบังจากการยิงของทหารรัสเซีย ทำให้เพียงไม่กี่อึดใจรถถังของเยอรมันก็แล่นถึงแนวปืนใหญ่ต่อสู้รถถังของข้าศึก และยิงทำลายปืนเหล่านั้นลงอย่างรวดเร็ว แต่หลังแนวปืนใหญ่ต่อสู้รถถังที่ถูกทำลายลงย่อยยับนั้น ยังมีรถถัง ที 34 ของรัสเซีย อีก 24  คันซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านเบื้องหน้า

รถถังแบบแพนเซอร์ 4 ซึ่งมีความคล่องตัวสูง เริ่มเปิดฉากยิงเข้าใส่รถถังที 34 ที่ซ่อนตัวอยู่ก่อน ด้วยปืนใหญ่ขนาด 75 มิลลิเมตร จากนั้นรถถังแบบ “ไทเกอร์” ที่แล่นนำขบวน ก็ถูกยิงจากปืนใหญ่ประจำรถของรถถังที 34 ในระยะ 100 เมตร (328ฟุต) แต่กระสุนขนาด 76.2 มิลลิเมตรของรถถังที 34 ไม่สามารถหยุดยั้งรถถังแบบ“ไทเกอร์” ได้ ในทางตรงกันข้าม ปืนใหญ่ขนาด 88 มิลลิเมตรของรถถังแบบ “ไทเกอร์” ที่ยิงสวนออกไปสามารถฉีกป้อมปืนของรถถังที 34 ได้ในเวลาอันรวดเร็ว

รถถังของเยอรมันช่วยกันระดมยิงบ้านแต่ละหลังที่รถถังที 34 ใช้เป็นที่กำบัง จนพังทลายไปทั้งหมู่บ้าน การสู้รบดำเนินไปเกือบหนึ่งชั่วโมง ก่อนที่รถถัง ที 34 จำนวน12 คัน จะถูกทำลาย ส่วนที่เหลือล่าถอยออกจากหมู่บ้านไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นทหารราบของเยอรมันที่เคลื่อนที่ติดตามรถถังก็เข้ากวาดล้างทหารรัสเซียที่ซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านจนหมดสิ้น

ในวันรุ่งขึ้น เซปป์ ดีทริค ก็สั่งการให้รถถังของ “กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่1 ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์" รุกคืบหน้าต่อไป แต่คราวนี้พวกเขาต้องพบกับแนวปืนใหญ่ต่อสู้รถถังของทหารรัสเซียรอบๆ พื้นที่เมือง “วาลกี้” ซึ่งได้รับบทเรียนมาจากการรบครั้งก่อน พวกเขาไม่รอให้รถถังของเยอรมันแล่นเข้ามาใกล้อีกต่อไป ต่างระดมยิงใส่รถถังเหล่านั้นอย่างถี่ยิบ จนเยอรมันสูญเสียรถถังไปหลายคัน และไม่สามารถเข้าถึงแนวปืนใหญ่ของทหารรัสเซียได้ การสู้รบจึงยืดเยื้อกว่าวันที่ผ่านมา เพราะทหารรัสเซียยืนหยัดไม่ยอมถอยออกจากที่มั่น ท่ามกลางความสูญเสียของฝ่ายเยอรมัน ที่อยู่กลางที่โล่งแจ้ง แต่ในที่สุดทหารราบเยอรมันก็สามารถเคลื่อนที่เข้าถึงแนวสนามเพลาะของทหารรัสเซียได้ และทำลายการต้านทานจนหมดสิ้น

จากนั้นรถถังของ “กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่1ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟฮิตเลอร์" ก็เคลื่อนที่เคียงข้างไปกับกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 2 ดาส ไรซ์ แล้วอ้อมผ่านชานเมืองด้านตะวันตก ก่อนที่ตลบกลับเข้าตีเมืองทางทิศเหนือเพื่อตัดเส้นทางการถอยของทหารรัสเซีย

ในวันที่ 10 มีนาคม เซปป์ ดีทริค และ “กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์" ของเขาพร้อมกับ กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 3 โทเทนคอฟ สามารถยึดพื้นที่ “เดอร์กาชี่” (Dergachi) ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองคาร์คอฟไป 16 กิโลเมตรได้ จากนั้น “กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์" ก็เคลื่อนที่เข้าสู่ใจกลางเมืองคาร์คอฟ จากทางตอนเหนือผ่านถนนสายหลัก 2 สาย โดยการสนับสนุนของปืนใหญ่ขนาด 88 มิลลิเมตร และเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องแบบ “เนเบิล แวร์เฟอร์” นอกจากนี้ เซปป์ ดีทริค ยังได้ส่งกำลังอีก 2 กองพัน คือ กองพันลาดตระเวณและกองพันยานเกราะ อ้อมมาทางทิศตะวันออกของเมืองเพื่อปิดเส้นทางการถอยของข้าศึก

ขณะเดียวกันภายในตัวเมืองคาร์คอฟนั้น ทหารรัสเซียต่างก็เร่งเสริมกำลังจากกองทัพน้อยรถถัง และหน่วยรบต่างๆ เพื่อจัดตั้งแนวต้านทางรอบเมืองอย่างเร่งด่วน ในคืนของวันที่  11 มีนาคม เซปป์ ดีทริค ก็สั่งการให้ “กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่1 ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์" รุกเข้าสู่ใจกลางเมืองทางตอนเหนือ ซึ่งเมื่อเริ่มการรุก ทหาร เอส เอส ก็พบว่าพวกเขากำลังเคลื่อนที่เข้าไปพบกับการต้านทานที่รุนแรงและนองเลือดที่สุดอีกครั้งหนึ่ง

(โปรดติดตามตอนต่อไป)





Create Date : 08 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 8 พฤศจิกายน 2559 19:46:36 น. 0 comments
Counter : 422 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
unmoknight
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 47 คน [?]




ฉันจะบิน ... บินไป ... ไกลแสนไกลไม่หวั่น
เก็บร้อยความฝันที่มันเรียงราย ...
ให้กลายมาเป็นความจริง ...
New Comments
Friends' blogs
[Add unmoknight's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.