Group Blog
 
All blogs
 

พระอาจารย์ไพศาล เขียนถึง ลพ.ปราโมทย์ ในมติชน เรื่อง เหตุเกิดในวงการกรรมฐาน



มติชน ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

เหตุเกิดในวงการกรรมฐาน

พระไพศาล วิสาโล

ในอดีตนั้นถือกันว่าสมาธิภาวนาหรือการทำกรรมฐาน
เป็นเรื่องของสงฆ์ ส่วนฆราวาสนั้นปฏิบัติธรรมด้วยการให้ทาน
และรักษาศีลก็พอแล้ว แม้จนทุกวันนี้เราก็ยังเห็นฆราวาสเข้า
วัดเพื่อ “ทำบุญ” เป็นส่วนใหญ่ แต่แบบแผนดังกล่าวดูเหมือน
จะจำกัดเฉพาะชาวพุทธไทย เอกลักษณ์ดังกล่าวจะเห็นได้ชัด
เมื่อไปเยือนวัดในยุโรปหรืออเมริกาที่มีชาวพุทธหลายเชื้อชาติ
ให้ความศรัทธานับถือ ในขณะที่ชาวพุทธไทยนิยมมาถวาย
อาหารแก่พระสงฆ์(แล้วก็ลากลับ) ชาวพุทธชาติอื่นโดยเฉพาะ
ชาติตะวันตกกลับสนใจฟังธรรมะและทำสมาธิกันอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตามในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ฆราวาสที่สนใจทำ
กรรมฐานมีจำนวนมากขึ้นและขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็น
ปรากฏการณ์ที่โดดเด่นในแวดวงชาวพุทธไทย ตามสำนักต่าง ๆ
มีฆราวาสมาทำสมาธิภาวนาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจัดอบรม
กรรมฐานกันเอง บ่อยครั้งก็มีฆราวาสเป็นอาจารย์กรรมฐาน
ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่กับความสนใจใฝ่ศึกษาธรรม
ทั้งจากการอ่านและการฟังอย่างแพร่หลาย จนหนังสือธรรมะกลาย
เป็นหนังสือขายดี ขณะที่หน่วยงานหลายแห่งทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ
ก็มีการบรรยายธรรมอย่างสม่ำเสมอ

ความเครียด ความรุ่มร้อนในจิตใจและความรู้สึกว่างเปล่า
ในชีวิตทั้ง ๆ ที่เต็มไปด้วยวัตถุสิ่งเสพและความสะดวกสบาย
เป็นสาเหตุสำคัญที่ผลักดันให้ผู้คนหันมาหาความสงบจากพุทธศาสนา
แต่ผู้คนยากจะค้นพบคำตอบจากพุทธศาสนาได้หากไม่มีผู้บอกทาง
ที่สามารถสื่อสารกับฆราวาสได้อย่างถึงแก่น ครั้นค้นพบแล้วจะลงมือ
ปฏิบัติหรือไม่ ก็ยังขึ้นอยู่กับผู้บอกทางว่าได้นำเสนอการปฏิบัติที่สมเหตุ
สมผล น่าเชื่อถือ ทำได้จริงหรือไม่ แต่เท่านั้นยังไม่พอ ที่ขาดไม่ได้
สำหรับคนสมัยใหม่ก็คือ จักต้องเป็นการปฏิบัติที่ทำได้ง่ายในชีวิตประจำวัน
ยิ่งเป็นวิธีการที่ลัดสั้น ตรงถึงเป้าหมาย ก็ยิ่งได้รับความนิยม
ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช
เป็นผู้ที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดในการชักนำให้ฆราวาสโดยเฉพาะคนชั้นกลาง
หันมาทำกรรมฐานกันอย่างจริงจังและอย่างแพร่หลายชนิดที่ไม่เคยปรากฏ
มาก่อน ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือคนเหล่านี้มีเป็นจำนวนมากที่ไม่เคยเห็นตัวท่าน
หรือได้รับการชี้แนะจากท่านโดยตรง หรือแม้แต่ฟังคำบรรยายจากปาก
ของท่าน หลายคนอยู่ไกลถึงต่างประเทศด้วยซ้ำ แต่ได้ปฏิบัติตามคำ
ชี้แนะของท่านอย่างต่อเนื่อง เท่าที่ทราบมีเป็นจำนวนมากที่ได้รับ
ผลดีจากการปฏิบัติ

ความสำเร็จดังกล่าว (หากจะใช้คำนี้) ส่วนหนึ่งเป็นผลจาก
การใช้สื่ออย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะซีดี ซึ่งสะดวกแก่การเผย
แพร่ในหลายช่องทางรวมทั้งทางอินเทอร์เน็ต ทำให้เข้าถึง
คนชั้นกลางจำนวนมาก แม้หนังสือของท่านจะพิมพ์เผยแพร่มิใช่น้อย
แต่เชื่อว่าผู้คนรู้จักพระอาจารย์ปราโมทย์ผ่านซีดีมากกว่าหนังสือ
และที่ศรัทธาปฏิบัติตามแนวทางของท่านก็เพราะซีดีมากกว่า
หนังสือเช่นกัน

อย่างไรก็ตามเหตุผลที่สำคัญกว่านั้นน่าจะได้แก่
แนวทางการปฏิบัติของท่าน ที่เน้นการดูจิต หรือตามรู้สภาวะ
และอาการต่าง ๆ ของจิต ด้วยใจที่เป็นกลาง ไม่กดข่มอารมณ์ที่
ไม่พึงปรารถนา และไม่แทรกแซง หรือควบคุมบังคับจิตเพื่อให้เกิด
ความสงบ ซึ่งรวมถึงการไม่ “กำหนด” หรือ เพ่งที่รูปหรือนามใดๆ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ “รู้” โดยไม่ต้อง “ทำ”อะไรทั้งสิ้น

วิธีการดังกล่าว (ซึ่งเรียกอีกอย่างว่าจิตตานุปัสสนาตาม
หลักสติปัฏฐานสี่) เหมาะกับคนชั้นกลางซึ่งมีนิสัยคิดฟุ้งปรุงแต่ง
มากจนยากที่จะทำใจให้สงบดิ่งลึก อีกทั้งยังสามารถปฏิบัติได้ใน
ชีวิตประจำวันโดยไม่เลือกสถานที่และบรรยากาศ ทำให้กรรมฐาน
กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตได้โดยไม่ต้องหลีกเร้นไปอยู่ป่าหรือเข้า
คอร์สปฏิบัติธรรม ด้วยเหตุนี้หลายคนที่นำวิธีการดังกล่าวไปปฏิบัติ
จึงเห็นผลได้เร็ว คือมีสติรู้ตัวมากขึ้น จิตใจปลอดโปร่งกว่าเดิม
เห็นกายและใจชัดขึ้น การบอกกล่าวจากปากต่อปาก โดยมีซีดีคำ
บรรยายของท่านเป็นสื่อการสอน ทำให้ผู้คนหันมาปฏิบัติตามแนว
ทางของท่านมากขึ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้ที่เคยปฏิบัติแนวอื่นแต่ไม่
ก้าวหน้าเพราะใช้วิธีเพ่งหรือบังคับจิตจนเครียด

จุดเด่นอีกประการหนึ่ง ก็คือ การสอนของท่าน ซึ่งนำเสนอ
แนวทางดังกล่าวในฐานะที่เป็นวิถีสู่ความพ้นทุกข์ จากการดูจิต
สู่การเห็นรูปและนามด้วยสติ ตามมาด้วยการเห็นรูปและ
นามด้วยปัญญา คือเห็นไตรลักษณ์จนละวางความยึดติดถือมั่น
ว่ารูปและนามเป็นตัวตน คำสอนของท่านพูดถึงการบรรลุธรรม
การหลุดพ้น และมรรคผลนิพพานบ่อยครั้ง มิใช่ในฐานที่เป็นสิ่ง
เหลือวิสัยของมนุษย์ หากเป็นอุดมคติที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้
และควรทำให้ได้ในชีวิตนี้ คำสอนดังกล่าวได้ทำให้ผู้คนจำนวน
มากซึ่งเคยไกลวัดหันมาสนใจพระนิพพาน กล่าวได้ว่าไม่มีใคร
ที่สามารถจุดประกายให้ฆราวาสยุคนี้ปรารถนาและบำเพ็ญเพียร
เพื่อพระนิพพานได้มากเท่ากับพระอาจารย์ปราโมทย์

ทั้งแนวทางปฏิบัติและเนื้อหาคำสอนของท่านตามที่กล่าว
มาข้างต้น สามารถหาอ่านได้ไม่ยากจากหนังสือของท่าน
แต่สิ่งที่ไม่ปรากฏในหนังสือ ก็คือวิธีการสอนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ
ตัว ซึ่งจะประจักษ์ได้ก็จากการไปฟังการบรรยายของท่านตาม
สถานที่ต่าง ๆ เท่านั้น นั่นก็คือ การบรรยายด้วยถ้อยคำที่เข้าใจ
ง่าย เป็นกันเอง และที่ขาดไม่ได้ก็คือ การ “ทักจิต”ผู้ที่มา
“ส่งการบ้าน” ว่า หลงไปแล้ว หรือกำลังเพ่ง หรือ “ตื่น”แล้ว
เชื่อว่าวิธีนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้คนมาฟังคำบรรยายของท่าน
อย่างเนืองแน่นทุกครั้ง เพราะต้องการสอบถามให้แน่ใจว่าตน
ปฏิบัติถูกต้องตามคำสอนของท่านหรือไม่ สำหรับผู้ฟังคนอื่น ๆ
การทักจิตของท่านยังช่วยให้เข้าใจการปฏิบัติตามคำสอน
ของท่านดีขึ้น เนื้อหาและบรรยากาศส่วนนี้ถูกถ่ายทอดลงซีดี
ซึ่งทำให้เป็นที่นิยมในวงกว้างกว่าหนังสือ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการทักจิตของท่านย่อมทำให้
ศิษยานุศิษย์ (รวมทั้งลูกศิษย์ทางซีดี)เห็นท่านอยู่ในสถานะ
พิเศษเหนือคนธรรมดา ดังนั้นจึงเกิดศรัทธาปสาทะในตัวท่านมากขึ้น
หากนี้เป็นจุดแข็ง มันก็เป็นจุดอ่อนในเวลาเดียวกัน เพราะเป็นเหตุให้
ท่านถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่อยมาโดยเฉพาะจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับ
แนวทางปฏิบัติของท่าน จนถึงจุดหนึ่งก็ขยายตัวเป็นการต่อต้านท่าน
อย่างชัดเจน ที่น่าประหลาดใจคือแกนนำหลายคนเคยเป็นลูกศิษย์หรือ
ผู้สนับสนุนคำสอนของท่านอย่างแข็งขันมาก่อน

เหตุผลข้อหนึ่งที่ผู้ต่อต้านใช้ในการโจมตีท่านก็คือ การอวดอุตริ
มนุสสธรรม คือธรรมล้ำมนุษย์หรือคุณวิเศษที่เหนือปุถุชน ซึ่งโดยทั่วไป
หมายถึงการอวดอ้างว่าเป็นอริยบุคคล การกระทำดังกล่าวถือว่า
เป็นความผิดตามพระวินัย หากอวดคุณวิเศษดังกล่าวทั้ง ๆ ที่ตนเอง
ไม่มี ผู้อวดนั้นย่อมขาดจากความเป็นพระ กรณีพระอาจารย์
ปราโมทย์นั้น แม้ท่านจะแสดงให้เห็นว่ามีการทักจิตอยู่บ่อยครั้ง
แต่ก็ยากที่จะชี้ชัดว่าเป็นการอวดอุตริมนุสสธรรมตามที่ระบุใน
พระวินัย (แม้จะตีความเช่นนั้นแต่ถ้าท่านมีคุณสมบัติดังกล่าวจริง
ก็เป็นอาบัติเล็กน้อย) จะว่าไปแล้ววิธีการดังกล่าว ครูบาอาจารย์
หลายท่านทั้งอดีตและปัจจุบันก็ทำเป็นอาจิณ ส่วนที่กล่าวว่าท่าน
อวดอ้างเป็นอริยบุคคลนั้น ก็เป็นเรื่องของการตีความจากคำบรรยาย
เมื่อท่านพูดถึงสภาวะหรือสิ่งที่พบเห็นจากการปฏิบัติ ที่ผ่านมายัง
ไม่มีการอ้างคำพูดใด ๆ ของท่านที่เป็นหลักฐานสนับสนุนข้อ
กล่าวหาดังกล่าวอย่างชัดเจน

หากไม่นับสาเหตุส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวน
ไม่มากนักแล้ว มูลเหตุที่แท้จริงของความขัดแย้งที่ขยายวงน่า
จะเป็นเพราะแนวทางการปฏิบัติและวิธีการสอนของท่านนั้นขัดกับ
แบบแผนที่ปฏิบัติกันมาแต่ดั้งเดิม อาทิ การดูจิตโดยไม่เน้น
ที่รูปแบบ การทักจิตผู้ปฏิบัติในที่สาธารณะท่ามกลางผู้คนนับร้อย
(แทนที่จะทำในที่รโหฐาน) การสอนกรรมฐานโดยไม่เน้นพิธีรีตอง
(ไม่มีพิธีขอกรรมฐาน และใครจะแต่งตัวมาฟังธรรมที่สำนักของท่าน
อย่างไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องแต่งขาว และไม่มีการสวดมนต์รับศีล )
ซึ่งแม้ถูกจริตคนหนุ่มสาวแต่ไม่เป็นที่นิยมของคนแก่วัด
ยิ่งกว่านั้นการที่ท่านวิจารณ์การปฏิบัติที่เน้นการเพ่ง กำหนด
หรือควบคุมบังคับจิต อันเป็นที่นิยมในหลายสำนัก ย่อมทำให้เกิด
ปฏิกิริยาต่อต้านท่าน แต่ปฏิกิริยาดังกล่าวจะไม่มากหาก
ลูกศิษย์ยังคงปฏิบัติในสำนักดังกล่าว แทนที่จะแห่กันไปปฏิบัติ
ตามแนวทางของท่าน หรือกลับมาตั้งคำถามกับการปฏิบัติของ
สำนักเดิม

แม้แกนนำในการต่อต้านจะเป็นฆราวาส แต่เชื่อว่ามี
พระจำนวนไม่น้อยสนับสนุนหรือขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง เพื่อ
ความเป็นธรรม ควรกล่าวด้วยว่าหลายท่านทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ
บางท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แต่ส่วนใหญ่
รับไม่ได้กับแนวทางการปฏิบัติและวิธีการสอนของพระอาจารย์
ปราโมทย์ ซึ่งหลายท่านมองว่าเป็นพระที่ยังมีพรรษาน้อย
และปฏิบัติสวนทางกับธรรมเนียมหลายประการพระป่าโดยเฉพาะ
สายหลวงปู่มั่น ข้อกล่าวหาอีกประการหนึ่งซึ่งร้ายแรงมาก
ในสายตาของพระป่าก็คือ การดัดแปลงคำสอนของครูบาอาจารย์
ซึ่งในที่นี้หมายถึงหลวงปู่ดูลย์ อตุโล

พระอาจารย์ปราโมทย์เป็นผู้ที่ได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก
คำสอนของหลวงปู่ดูลย์ และนำคำสอนของท่านมาเผยแพร่
โดยอธิบายให้เข้าใจได้อย่างเป็นระบบ ทำให้หลวงปู่ดูลย์เป็น
ที่รู้จักอย่างแพร่หลายในหมู่คนรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตาม
อรรถาธิบายของท่านนั้นไม่ตรงกับที่ลูกศิษย์หลวงปู่ดูลย์หลาย
ท่านเข้าใจ หลายท่านเชื่อมั่นว่าท่านเข้าใจหลวงปู่ดูลย์ได้ถูก
ต้องกว่า จึงไม่พอใจพระอาจารย์ปราโมทย์ที่ “สอนผิดครู”
จนบางท่านถึงกับกล่าวหาพระอาจารย์ปราโมทย์ว่าเป็นศิษย์
คิดล้างครู สำหรับท่านเหล่านี้คำสอนของหลวงปู่ดูลย์เป็นสิ่งที่
ต้องรักษาไว้ในรูปแบบเดิมหรือถ่ายทอดตามตัวอักษรอย่าง
เคร่งครัด

มองในแง่หนึ่ง ความขัดแย้งกรณีพระอาจารย์ปราโมทย์
เป็นความขัดแย้งระหว่างระหว่าง “ใหม่” กับ “เก่า” (ไม่ต่างจาก
ความขัดแย้งระหว่างพระอาจารย์พรหมวังโสกับสำนักหนอง
ป่าพงกรณีบวชภิกษุณี) จะพูดว่า โดยพื้นฐานแล้วนี้คือความขัด
แย้งระหว่างแนว “ปฏิรูป”กับ แนว “อนุรักษ์นิยม” ก็ย่อมได้
ซึ่งเป็นธรรมดาในทุกวงการและเกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย
เมื่อ ๖๐ ปีก่อนท่านอาจารย์พุทธทาสก็เคยถูกโจมตีว่าเป็น
คอมมิวนิสต์เพราะการสอนที่แปลกใหม่ของท่าน ที่กระตุก
ความรู้สึกของผู้ฟัง (เช่น กล่าวว่าพระรัตนตรัยหากนับถือ
ไม่ถูกต้องก็เป็นภูเขาขวางกั้นทางสู่พระนิพพาน) แต่
ความขัดแย้งเป็นแค่ความแตกต่าง ที่ไม่ควรนำไปสู่
ความแตกแยก หรือการเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ที่สำคัญก็
คือไม่ควรให้ความโกรธเกลียดหรือกลัวเป็นตัวผลักดัน
การกระทำ

เมื่อมีความแตกต่างทางความคิดหรือการปฏิบัติ
ควรโต้กันด้วยเหตุผล แทนที่จะใช้วิธีโจมตี ใส่ร้าย หรือข่มขู่
คุกคาม แม้จะทำด้วยความปรารถนาดีคือเพื่อปกป้องธรรมะ
แต่หากใช้วิธีอธรรมแล้ว ผลร้ายย่อมตกอยู่กับธรรมะ
อย่างไม่ต้องสงสัย




{background:#FFCCFF}




 

Create Date : 22 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 21 สิงหาคม 2555 19:02:30 น.
Counter : 342 Pageviews.  

แรงบันดาลใจ




ในช่วงชีวิตหนึ่งแว็บคิดขึ้นมาทำไมเราถึงมีความทุกข์เร่าร้อนใจแบบนี้ วันๆต้องรีบทำงานแข่งกับเวลา ทำไมลูกน้องถึงทำงานไม่ได้ดังใจเรา ทำไมลูกค้าถึงเป็นแบบนี้ สารพัดเรื่องที่จะคิด ก่อนนอนก็เปิดฟังธรรมะไป อยากจะไปปฏิบัติธรรมแบบเค้าบ้าง ก็ไม่มีเวลาไปทีละหลายๆวัน ช่วงบ่ายพอมีเวลาว่างบ้างลูกค้าไม่ค่อยมากก็จะไปตามวัด ตามสถานที่ที่เค้าสอนปฏิบัติกัน วัดสนามในบ้าง พุทธมณฑลช่วงที่เค้าสอนอบรมกันบ้าง ไปยืนดูแล้วก็มาทดลองทำที่บ้าน ได้แนวหลวงพ่อเทียนมา แต่ตอนนั้นยังไม่ทราบว่าที่ทำเป็นการไปเพ่งเอาไว้ แล้วก็ได้ซีดีท่านอาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม มาฟังท่านสอนให้ดูความคิด แต่อย่าไปเป็นผู้คิด พอมารู้ตัวนี้จิตใจก็พอเบาไปได้หน่อย ตอนนี้เลยได้ใจหาซีดีแนวเจริญสติมาฟังทุกพระอาจารย์
หลวงพ่อปราโมทย์ หลวงพ่อเทียน หลวงพ่อคำเขียน พระอาจารย์มิตซูโอะ พระอาจารย์มานพ หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี และอีกหลายรูป แต่ครูบาอาจารย์ทางวัดป่า และพระอภิธรรมก็ฟังคะ เพราะคิดว่าการฟังธรรมแล้วทำให้ได้ปัญญามีสัมมาทิฐิ ของหลวงพ่อปราโมทย์ได้อ่านได้ฟังมากหน่อย เข้าไปที่ลานธรรมอยากได้หนังสือท่านเล่มหนึ่งแต่งตอนที่ท่านเป็นฆราวาส ตอนนั้นท่านบวชและปลีกวิเวกอยู่ หนังสือเล่มนั้นไม่ได้มาแต่มาได้อ่านวิถีแห่งความรู้แจ้งเล่ม 1 เล่ม 2 แทนอ่านเสร็จทางนี้แน่เลย ก็เลยติดตามคำสอนของท่านมาเรื่อยยอมรับนับถือท่านเป็นพระอาจารย์ ถ้าให้ใครมาพูดยังไงก็คงเปลี่ยนความคิดไม่ได้ เพราะคำสอนของท่านถ้าได้ฟังและนำมาปฏิบัติตาม เราจะรู้ได้ด้วยตัวของเราเอง ว่าที่ท่านสอนเป็นจริงทำแล้วได้ผลจริง ไม่เนิ่นช้า ความทุกข์ลดลงได้ ความมีอัตตา ลดลงจริง คำสอนของท่านมีประโยชน์แก่สังคม เพราะหลวงพ่อสอนเสมอให้ดูตัวเรามันจะคอยโผล่ออกมา จากที่ไม่เคยรู้สึกตัวเลย เปลี่ยนมารู้วันละไม่กี่ครั้งมาจนเดี๋ยวนี้รู้สึกตัวได้บ่อยมาก

คิดว่าปฏิบัติได้แค่นี้ก็พอใจแล้วสำหรับชีวิตคนเมืองที่ไม่ค่อยมีเวลาอย่างเรา ภาวนาไปเรื่อยๆไม่คาดหวังอะไรขอให้แค่

เพื่อยังอกุศลบาปธรรมที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น
เพื่อละอกุศลบาปธรรมที่เกิดแล้ว
เพื่อยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น
เพื่อให้กุศลธรรมที่เกิดแล้วคงอยู่ไม่เลือนหายไปให้ภิญโญภาพไพบูลย์เจริญเต็มที่

ตามคำสอนของพระพุทธองค์

เพราะหลวงพ่อท่านเป็นแรงบันดาลใจ......ถึงทำให้

ให้เชื่อมั่นศรัทธาในองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ให้เชื่อมั่นในพระสัทธรรม
ว่ามีอยู่จริงปฏิบัติตามแล้วเห็นผลได้จริง

ขอนอบน้อมบูชาพระมหากรุณาธิคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ขอนอบน้อมบูชาครูอาจารย์ที่แสดงธรรมอันพระตถาคตบัญญัติไว้ดีแล้ว






 

Create Date : 18 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 5 มกราคม 2553 11:30:06 น.
Counter : 207 Pageviews.  

พระแท้




คำสอนใดตรงกันหรือเข้ากันได้กับคำสอนของพระพุทธองค์ ปฏิบัติตามแล้ว
เห็นผลได้จริง ไม่เนิ่นช้า ความทุกข์ลดลงได้จริง ขอนับถือพระท่านนั้นเป็นพระอาจารย์

หลวงพ่อสอนอย่ายึดมั่นถือมั่น แม้แต่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ ให้ยึดถือพระธรรมเป็นสรณะ

พระผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตา ปรารถนานำพาพวกเราพ้นทุกข์
พระรูปนั้น.....หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช







เกิดขี้น.....

ตั้งอยู่.....

ดับไป.....







 

Create Date : 16 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 5 มกราคม 2553 11:36:41 น.
Counter : 171 Pageviews.  

ประทีปส่องธรรม



จุดมุ่งหมายแรกของการปฏิบัติธรรมในทางพระพุทธศาสนา

ก็คือความพ้นทุกข์ทางใจอย่างสิ้นเชิงเพราะสิ้นกิเลสตัณหา

ในเมื่อความทุกข์และความพ้นทุกข์เกิดขึ้นที่จิต

ตัณหาและความสิ้นตัณหาก็เกิดขึ้นที่จิต

ดังนั้นการตามรู้จิตจึงเป็นการหันมาเผชิญหน้า

และเรียนรู้เรื่องทุกข์และตัณหาโดยตรง

แล้วจะรู้ว่าความทุกข์เกิดขึ้นได้เพราะตัณหา

ส่วนตัณหาเกิดขึ้นได้ก็เพราะความไม่รู้ทุกข์อย่างแจ่มแจ้ง

นี้คือการเรียนรู้อริยสัจจ์นั่นเอง เมื่อใดรู้แจ้งอริยสัจจ์

เมื่อนั้นย่อมพ้นจากทุกข์ทางใจได้อย่างสิ้นเชิง

เพราะสามารถปล่อยวางขันธ์ได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการปล่อยวางจิต

ซึ่งปล่อยวางได้ยากที่สุดในบรรดาขันธ์ทั้งปวง





หนังสือประทีปส่องธรรม
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช




 

Create Date : 02 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 2 พฤศจิกายน 2551 20:29:20 น.
Counter : 239 Pageviews.  

อริยสัจ



ผู้ใดเข้าใจอริยสัจอย่างแจ่มแจ้ง

ผู้นั้นจะพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้อย่างน่าอัศจรรย์

ยิ่งกว่าความน่าอัศจรรย์ใดๆ ในโลก...

เรื่องการดูจิตนั้นสำคัญมาก

ถ้าอ่านจิตตนเองแล้วจะเห็นอริยสัจแห่งจิต

เพราะทุกข์ก็เกิดที่จิต ถ้าจิตไม่ทุกข์

แล้วใครจะทุกข์ ตัณหาคือตัวสมุทัยก็เกิดที่จิต

นิโรธคือนิพพานก็ประจักษ์ด้วยจิต

อริยมรรคก็ดำเนินอยู่ที่จิต ท่านสอนรวบรัด

ถ้าเห็นเข้ามาให้เห็นถึงจิตถึงใจตัวเอง

การปฏิบัติก็ลัดสั้นนิดเดียว





หนังสืออริยสัจ
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช





รู้เฉยๆ.....

รู้แล้วจบลงที่รู้.....








 

Create Date : 02 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2552 16:55:24 น.
Counter : 176 Pageviews.  


vj01
Location :
กรุงเทพฯ Tokelau

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]













ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ


สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา


สิ่งใดสิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา





Friends' blogs
[Add vj01's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.