Group Blog
 
All Blogs
 

ครั้งที่ ๔๓ สรุปสติปัฏฐาน ๔

สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ

ธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร
ในการปฏิบัติอบรมจิต ทุกวันธรรมสวนะและวันหลังวันธรรมสวนะ
ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ ถึงกรกฎาคม ๒๕๒๘
ณ ตึก สว. วัดบวรนิเวศวิหาร


--------------------------------------------------------------



ครั้งที่ ๔๓ สรุปสติปัฏฐาน ๔

บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุก ๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจ ให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

สรุปสติปัฏฐาน ๔

การปฏิบัติกรรมฐาน ผู้ปฏิบัติใช้หลักปฏิบัติใน สติปัฏฐาน เป็นส่วนใหญ่ และพระสูตรที่แสดงสติปัฏฐาน ซึ่งเป็นพระสูตรใหญ่ที่เรียกว่า มหาสติปัฏฐานสูตร ก็ได้ประมวลข้อกรรมฐานไว้เป็นอันมาก ซึ่งได้ถือเป็นหลักในการอบรมกรรมฐานในสำนักนี้ และสำหรับในพรรษากาลที่แล้วมาจนถึงบัดนี้ ก็ได้ถือหลักสติปัฏฐานดังกล่าว แต่ว่าได้แสดงแทรกธรรมะจากพระสูตรต่าง ๆ ได้อธิบายธรรมะจากพระสูตรต่าง ๆ นั้น มิได้แสดงอธิบายสติปัฏฐาน ๔ โดยตรง โดยพิสดาร เพราะว่าได้เคยอธิบายไว้โดยพิสดารและได้พิมพ์เป็นเล่มไว้ ผู้ต้องการทราบอธิบายในสติปัฏฐานโดยตรง ก็อาจที่จะหาอ่านได้ และแม้ว่าธรรมะที่แสดงอธิบายแทรกเข้ามานั้น จะเป็นธรรมะจากพระสูตรอื่น แต่ก็รวมเข้าได้ในมหาสติปัฏฐานสูตรทั้งสิ้น ดังเช่นที่ได้ยกเอาข้อสัมมาทิฏฐิความเห็นชอบจากสัมมาทิฏฐิสูตรที่ท่านพระสารีบุตรได้แสดง มาอธิบายติดต่อกันมากครั้ง จนจบกระแสความในสัมมาทิฏฐิสูตรนั้น ก็รวมเข้าได้ในมหาสติปัฏฐานสูตรเช่นเดียวกัน เพราะในมหาสติปัฏฐานสูตรนั้น ก็ได้แสดงมรรคมีองค์แปดในหมวดอริยสัจ ๔ มรรคมีองค์แปดนั้นก็มีสัมมาทิฏฐิเป็นข้อแรก เพราะฉะนั้น เมื่อจับแสดงสัมมาทิฏฐิก็เป็นอันว่าได้แสดงข้อธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ในวันนี้จะได้แสดง สรุปสติปัฏฐาน ๔ ตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ในพระสูตรหนึ่ง แต่ก่อนที่จะแสดง ก็ขอกล่าวให้ทราบว่า ข้อที่แสดงจากพระสูตรที่กล่าวนี้มิได้ยกข้อต่าง ๆ ตรงกับมหาสติปัฏฐานสูตรทั้งหมด แต่เลือกหยิบยกมาทรงแสดงและทรงแสดงในทางปัญญา และก็พึงทราบว่าแม้ในทางสมาธิก็ย่อมรวมอยู่ในแนวเดียวกัน สติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้ที่จะแสดงในวันนี้ จึงอาจจะยากไปสำหรับผู้ที่มาอยู่ใหม่ ผู้ที่เข้ามาใหม่ แต่ว่าให้ถือว่าเป็นการแสดงสรุปในคราวสุดท้ายของพรรษากาลที่แล้ว เมื่อเริ่มแสดงใหม่เมื่อเข้าพรรษานี้แล้วจึงจะได้แสดงตั้งต้น ซึ่งเป็นข้อที่จะฟังได้ง่ายขึ้น

สติปัฏฐาน ๔ ในมหาสติปัฏฐานสูตร

สติปัฏฐาน ๔ ก็คือ ตั้งสติคือความระลึกได้หรือความระลึกรู้ไว้ ในกาย ในเวทนา ในจิต และ ในธรรม ในมหาสติปัฏฐานสูตรได้รวบรวม
ข้อที่พึงพิจารณาในกายไว้ ก็คือข้อว่าด้วยลมหายใจเข้าออก ข้อว่าด้วยอิริยาบถทั้งสี่ ยืน เดิน นั่ง นอน ข้อว่าด้วยสัมปชัญญะ ความรู้ตัวในความเยื้องกรายอิริยาบถทั้งสี่นี้และอิริยาบถประกอบทั้งหลาย ข้อว่าด้วยกายนี้จำแนกออกเป็นอาการทั้งหลาย มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น ข้อว่าด้วยธาตุสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม ข้อว่าด้วยป่าช้าเก้า คือพิจารณาศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า แยกออกเป็น ๙ ข้อ ตั้งต้นแต่ศพที่ตายแล้ววันหนึ่งสองวันสามวันเป็นต้นไปจนถึงเป็นกระดูกผุป่น

ตั้งสติพิจารณาเวทนา ก็คือตั้งสติกำหนดเวทนา ความรู้เป็นสุขเป็นทุกข์ หรือเป็นกลาง ๆ ไม่ทุกข์ไม่สุข ทั้งที่เป็นสามิสคือมีกิเลสเป็นเครื่องล่อให้เกิดขึ้น ทั้งที่เป็นนิรามิสคือไม่มีกิเลสเป็นเครื่องล่อหรือเป็นเครื่องนำให้เกิดขึ้น

ตั้งสติพิจารณาจิต ก็คือตั้งสติกำหนดดูจิตใจนี้ ที่มีราคะ ความติดใจยินดีหรือปราศจากราคะ ความติดใจยินดี ที่มีโทสะหรือปราศจากโทสะ ที่มีโมหะความหลง หรือปราศจากโมหะความหลง เป็นต้น

ตั้งสติพิจารณาธรรม ก็คือตั้งจิตกำหนดดูธรรมะทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นในจิต ตั้งต้นแต่
กำหนดดูนิวรณ์ทั้งห้า คือกิเลสที่เป็นเครื่องกั้นจิต บังเกิดขึ้นกลุ้มรุมจิต มีกามฉันท์ ความพอใจรักใคร่อยู่ในกาม พยาบาท ความมุ่งร้ายปองร้าย เป็นต้น

กำหนดดูขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
กำหนดดูความเกิดของขันธ์ ๔ ความดับของขันธ์ ๕


ตั้งสติกำหนดดูอายตนะภายในทั้ง ๖ ที่รับอายตนะภายนอกทั้ง ๖ อายตนะภายในภายนอกที่รับกัน ก็คือตากับรูปที่ประจวบกัน หูกับเสียงที่ประจวบกัน จมูกกับกลิ่นที่ประจวบกัน ลิ้นกับรสที่ประจวบกัน กายและสิ่งถูกต้องทางกายที่ประจวบกัน มโนคือใจกับธรรมะคือเรื่องราวที่ประจวบกัน เกิดสังโยชน์คือความผูกใจ และก็ให้รู้จักความเกิดของสังโยชน์ ความดับของสังโยชน์ และสังโยชน์ที่ดับแล้วจะไม่เกิดขึ้น

ตั้งสติกำหนดดูโพชฌงค์ทั้ง ๗ มีสติโพชฌงค์ องค์แห่งความรู้ คือ สติธรรมวิจยโพชฌงค์ องค์แห่งความรู้คือธรรมวิจัย ความเลือกเฟ้นธรรมเป็นต้น

ตั้งสติกำหนดดูอริยสัจทั้ง ๔ คือทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
ก็รวมเป็นตั้งสติในกาย ในเวทนา ในจิต ในธรรม ที่ตรัสไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตร

สติปัฏฐาน ๔ ในบางพระสูตร

และได้ตรัสสรุปไว้ในพระสูตรอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งได้ตรัสอธิบายวิธีปฏิบัติตั้งสติในกาย ในเวทนา ในจิต ในธรรม รวมความเข้ามาว่าให้ปฏิบัติ

ตั้งสติ คือความระลึกได้ ความกำหนดได้ในกาย ก็คือใน ปฐวีกาย กายที่เป็นส่วนดิน อาโปกาย กายที่เป็นส่วนน้ำ เตโชกาย กายที่เป็นส่วนไฟ วาโยกาย กายที่เป็นส่วนลม เกสากาย กายที่เป็นส่วนผม โลมากาย กายที่เป็นส่วนขน ฉวิกาย กายที่เป็นส่วนผิว จมฺมกาย กายที่เป็นส่วนหนัง มงฺสกาย กายที่เป็นส่วนเนื้อ นหารูกาย กายที่เป็นส่วนเส้นเอ็น อฏฺฐิกาย กายที่เป็นส่วนกระดูก อฏฺฐิมิญฺชกาย กายที่เป็นส่วนเยื่อในกระดูก

ตั้งสติกำหนดเวทนา ก็คือ ในสุขเวทนา เวทนาความรู้ที่เป็นสุข ทุกขเวทนา ความรู้ที่เป็นทุกข์ อทุกขมสุขเวทนา เวทนาที่มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ ตั้งสติกำหนดเวทนาที่เกิดทาง สัมผัสทางตา เวทนาที่เกิดจาก สัมผัสทางหู เวทนาที่เกิดจาก สัมผัสทางจมูก เวทนาที่เกิดจาก สัมผัสทางลิ้น เวทนาที่เกิดจาก สัมผัสทางกาย เวทนาที่เกิดจาก สัมผัสทางมโนคือใจ

ตั้งสติกำหนดจิตใจ ก็คือกำหนดดูจิตที่มีราคะคือความติดใจยินดี หรือที่ปราศจากราคะคือความติดใจยินดี จิตที่มีโทสะหรือจิตที่ปราศจากโทสะ จิตที่มีโมหะ หรือจิตที่ปราศจากโมหะ จิตที่ฟุ้งซ่านหรือจิตที่หดหู่ จิตที่ถึงความใหญ่ด้วยเมตตาภาวนาสมาธิเป็นต้นหรือจิตที่ไม่ถึงความใหญ่ จิตที่ยิ่งคือยิ่งด้วยสมาธิปัญญาวิมุตติหลุดพ้น หรือจิตที่ไม่ยิ่ง จิตที่มีสมาธิหรือจิตที่ไม่มีสมาธิ จิตที่หลุดพ้นหรือจิตที่ไม่หลุดพ้น

ตั้งสติกำหนดดูธรรม คือธรรมะที่เป็นกุศลหรือเป็นอกุศลหรือที่เป็นกลาง ๆ ต่าง ๆ อันนอกไปจากข้อที่กล่าวแล้วในกายในเวทนาและในจิตทั้งสามข้างต้น

ทางปฏิบัติสติปัฏฐาน

และได้ตรัส ทางปฏิบัติ เพื่ออะไรหรือโดยวิธีอย่างไรไว้ว่า ในการปฏิบัติตั้งสติดังกล่าวนั้น ก็ให้ปฏิบัติพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม ทั้งหมด

โดยเป็นอนิจจะ คือไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่เกิดดับมิใช่โดยนิจจะ คือเป็นของเที่ยง
โดยเป็นทุกข์ คือเป็นสิ่งที่ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลง ไม่ตั้งอยู่คงที่ มิใช่โดยเป็นสุข
โดยเป็นอนัตตา มิใช่ตัวตน มิใช่เป็นเรามิใช่เป็นของเรา ไม่ใช่โดยอัตตา คือโดยเป็นตัวตนเป็นตัวเราเป็นของเรา

มีความหน่าย มิใช่มีความเพลิดเพลิน
มีความคลายความติดใจ มิใช่ติดใจ
มีความดับ คือดับตัณหาความดิ้นรนทะยานอยากของใจ มิใช่ก่อตัณหา
มีความสละวาง มิใช่มีความยึดถือ

การปฏิบัติตั้งสติก็โดยวิธีดังที่กล่าวมานี้ เพื่อให้เห็นว่าไม่เที่ยง ต้องเกิดดับเป็นทุกข์ ต้องมีความแปรปรวนเปลี่ยนแปลง เป็นอนัตตามิใช่ตัวเราของเรา และเบื่อหน่ายไม่เพลิดเพลิน เพื่อคลายความติดใจ มิใช่ติดใจ เพื่อดับตัณหาดับทุกข์ มิใช่ก่อให้เกิดตัณหา ก่อทุกข์ เพื่อปล่อยวางมิใช่เพื่อยึดถือ

วิธีปฏิบัติสติปัฏฐานคือภาวนา

และได้ตรัสสอนถึง วิธีปฏิบัติ ว่าการปฏิบัตินั้นเรียกว่า ภาวนา ที่แปลว่า ทำให้เกิดขึ้น ทำให้มีขึ้น และภาวนานั้นจะทำอย่างไร ก็ได้ตรัสสอนเอาไว้อีกว่า ภาวนาอันหมายถึงปฏิบัตินั้น ก็คือปฏิบัติทำสติความระลึกได้ หรือความกำหนดทำญาณความหยั่งรู้ ที่เป็นตัวปัญญาให้บังเกิดขึ้นให้มีขึ้นทันในธรรมะที่เกิดขึ้นในเวลานั้น โดยไม่ให้พลาดไม่ให้ล่วงเลยเผลอเรอในธรรมะที่บังเกิดขึ้นในเวลานั้น ยกตัวอย่างเช่นว่า เมื่อตั้งจิตกำหนดดูกาย เช่นลมหายใจเข้าลมหายใจออก ก็หมายถึงว่ากำหนดลมหายใจเข้าลมหายใจออกที่บังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน ดังเช่นกำหนดลมหายใจเข้าลมหายใจออกที่บังเกิดอยู่ในบัดนี้ หายใจเข้าในบัดนี้ ก็มีสติ มีญาณกำหนดรู้ หายใจออกในบัดนี้ ก็มีสติ มีญาณกำหนดรู้ มิใช่ว่าเผลอ หายใจเข้าหายใจออกอยู่ในบัดนี้ แต่ว่าจิตมิได้กำหนดหรือกำหนดไม่ทัน จึงไม่มีสติ ไม่มีญาณอยู่ในลมหายใจเข้าลมหายใจออกนั้น เพราะว่าเผลอสติ หรือว่าจิตไม่ตั้งกำหนด ไม่ตั้งเพื่อที่จะรู้

หน้าที่ของภาวนา

ฉะนั้น หน้าที่ของภาวนา คือการปฏิบัติประการแรก ก็คือ

กำหนดให้มีสติ ให้มีปัญญาหรือญาณ กำหนดทันต่อธรรมะที่เกิดขึ้นในเวลานั้น นี่เป็นหน้าที่ของภาวนา ประการหนึ่ง

และให้รวมอินทรีย์ทั้งหลายมาปฏิบัติกิจคือหน้าที่พร้อมกัน ได้แก่รวมตา หู จมูก ลิ้น กาย และมนะคือใจ ให้มาปฏิบัติหน้าที่กำหนดอยู่ในธรรมะที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานั้น สุดแต่ว่าจะยกเอาข้อไหน กายข้อไหน เวทนาข้อไหน จิตข้อไหน ธรรมะข้อไหนขึ้นมา ก็ให้ทั้งตา ทั้งหู ทั้งจมูก ทั้งลิ้น ทั้งกาย ทั้งมนะคือใจ มาปฏิบัติหน้าที่กำหนดรู้พร้อมกัน ไม่ใช่ว่าทั้งหกนี้จะแยกย้ายกันไปทำงานทำหน้าที่ต่าง ๆ กัน ตาไปดูเสียทางหนึ่ง หูไปฟังเสียทางหนึ่ง จมูก ลิ้น กาย มนะคือใจไปเสียทางหนึ่ง ๆ ต้องรวมกัน กล่าวย่อก็คือว่าต้องรวมกายใจนี้ทั้งหมดเข้ามาเป็นอันเดียวกัน นี่เป็นหน้าที่ของภาวนา ประการที่สอง

และนำความเพียรพยายามปฏิบัติ โดยเริ่มดำเนิน และก้าวหน้าไปจนบรรลุถึงเป้าหมายบรรลุถึงความสำเร็จ เป็นสติเป็นญาณกำหนดรู้อยู่ในธรรมะที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานั้นคือในกายในเวทนาในจิตในธรรมที่กำหนดนั้น นี่เป็นหน้าที่ของภาวนาเป็น ประการที่สาม

และใช้ความเพียรปฏิบัติส้องเสพอยู่ในข้อปฏิบัตินี้เนือง ๆ เสมอ ๆ ให้สม่ำเสมอ ไม่ทอดทิ้ง และความส้องเสพนี้ก็หมายความว่า ให้รับเอาข้อที่ปฏิบัตินี้เข้าไปให้ถึงใจ ให้ตั้งอยู่ในใจ เหมือนอย่างบริโภคอาหาร ส้องเสพอาหาร บริโภคอาหารก็ให้นำเข้าปากเคี้ยวกลืนเข้าไปให้เข้าถึงในท้อง เพื่อย่อยไปเลี้ยงร่างกาย ในการปฏิบัติก็เช่นเดียวกันต้องรับเอาข้อที่ปฏิบัติกรรมฐานที่ปฏิบัติ ให้เข้าไปถึงใจ เหมือนอย่างบริโภคอาหารเข้าไปย่อยเลี้ยงร่างกายให้ร่างกายอิ่มเอิบ ก็ส้องเสพเอาข้อที่ปฏิบัตินี้เข้าไปให้ถึงใจให้ใจอิ่มเอิบเป็นปีติเป็นสุขขึ้น เป็นผลที่ได้รับ ดั่งนี้เป็นหน้าที่ของภาวนาเป็น ประการที่สี่ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนเอาไว้

ก็เป็นอันว่าจบสรุปในสติปัฏฐาน

ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวด และตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

๒๕ กรกฎาคม ๒๕๒๘

-------------------------------------------------------------

หมายเหตุ
บทความนี้เป็นการแสดงธรรมจากจำนวนทั้งสิ้น ๔๒ ครั้ง ที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) แสดงไว้ในการปฏิบัติอบรมจิต ทุกวันธรรมสวนะและวันหลังวันธรรมะสวนะ ณ ตึก สว วัดบวรนิเวศ ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ ถึง กรกฎาคม ๒๕๒๘ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพิมพ์ถวายเป็นเครื่องบูชาเฉลิมพระเกียรติคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ในโอกาสอันควรที่เจริญชนมายุครบ ๖ รอบ ในวันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๒๘

คัดลอกจาก หนังสือสัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ
พิมพ์ครั้งที่ ๗/๒๕๕๓ ที่ โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย ๑๒๙ หมู่ ๓ ถ.ศาลายา – นครชัยศรี ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม




 

Create Date : 06 ธันวาคม 2555    
Last Update : 6 ธันวาคม 2555 7:10:12 น.
Counter : 618 Pageviews.  

ครั้งที่ ๔๒ อธิบายอริยสัจโดยพิสดาร (๒)

สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ

ธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร
ในการปฏิบัติอบรมจิต ทุกวันธรรมสวนะและวันหลังวันธรรมสวนะ
ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ ถึงกรกฎาคม ๒๕๒๘
ณ ตึก สว. วัดบวรนิเวศวิหาร


--------------------------------------------------------------



ครั้งที่ ๔๒ อธิบายอริยสัจโดยพิสดาร (ต่อ)

บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุก ๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจ ให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท

ได้แสดงเรื่องพระพุทธเจ้าเมื่อได้ตรัสรู้แล้วได้ประทับนั่งเสวยวิมุตติสุข ณ โคนไม้โพธิฤกษ์ ทรงพิจารณา ปฏิจจสมุปบาท ธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น โดย สมุทัยวาร คือโดยวาระเกิดก่อทุกข์ ทรงเปล่งอุทานในปฐมยามแห่งราตรีที่แปลความว่า

เมื่อใด ธรรมทั้งหลาย ปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น ความสงสัยของพราหมณ์นั้น ย่อมสิ้นไป เพราะมารู้ธรรมว่ามีเหตุหรือเกิดแต่เหตุ

ต่อจากนั้นทรงพิจารณา ปฏิจจสมุปบาท โดย นิโรธวาร คือโดยวาระดับคือดับทุกข์ทรงเปล่งอุทานในมัชฌิมยามแห่งราตรี แปลความว่า

เมื่อใด ธรรมทั้งหลาย ปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น ความสงสัยของพราหมณ์นั้น ย่อมสิ้นไป เพราะมารู้ความสิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลาย

ต่อจากนั้นทรงพิจารณา ปฏิจจสมุปบาท ทั้งโดย สมุทัยวาร ทั้งโดย นิโรธวาร ทรงเปล่งอุทานในปัจฉิมยามแห่งราตรี แปลความว่า

เมื่อใด ธรรมทั้งหลาย ปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น ความสงสัยของพราหมณ์นั้น ย่อมสิ้นไป พราหมณ์นั้น กำจัดมารและเสนา สถิตอยู่เหมือนอย่างดวงอาทิตย์สถิตส่องสว่างอยู่ในนภากาศ ดั่งนี้

ธรรมที่อาศัยกันบังเกิดขึ้นอันเรียกว่าปฏิจจสมุปบาทได้แสดงแล้วตามเถราธิบายแห่งท่านพระสารีบุตร และก็ได้เคยกล่าวแล้วว่าก็เป็นการพิจารณาอริยสัจโดยพิสดาร อริยสัจนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสแสดงไว้ตั้งแต่ในปฐมเทศนาว่า คือ ทุกข์ ทุกขสมุทัย เหตุเกิดทุกข์ ทุกขนิโรธ ความดับทุกข์ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ และได้ทรงอธิบาย

ทุกข์ ว่ามีชาติทุกข์ ทุกข์คือชาติเป็นต้น สรุปเข้าก็ในขันธ์เป็นที่ยึดถือทั้ง ๕ ประการ
ทุกขสมุทัย เหตุเกิดทุกข์ ทรงอธิบายยกเอาตัณหา ความดิ้นรนทะยานอยาก
ทุกขนิโรธ ความดับทุกข์ ทรงอธิบายยกเอาความดับตัณหา
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ทรงยกเอามรรคมีองค์ ๘

ก็เป็นการทรงแสดงโดยทั่วไป เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจได้โดยง่าย เพราะว่าอริยสัจที่ทรงอธิบายดั่งนี้ ผู้ฟังทั่วไปเมื่อตั้งใจฟังตั้งใจพิจารณาไปตามก็อาจเข้าใจได้ และสามารถที่จะปฏิบัติได้คือปฏิบัติกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์คือตัณหา ทำให้แจ้งทุกขนิโรธ ความดับทุกข์คือดับตัณหา และอบรมปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ ให้บังเกิดขึ้น

ส่วนในปฏิจจสมุปบาท ธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น ก็ได้เคยกล่าวว่า เป็นการที่ทรงแสดงอริยสัจโดยละเอียดหรือพิสดาร และพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรก็ทำให้มองอย่างประณีต ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่จะเข้าใจได้โดยง่าย ฉะนั้น จึงได้ตรัสห้ามท่านพระอานนท์ที่กราบทูลว่า ปฏิจจสมุปบาทนั้นปรากฏว่าง่ายแก่ท่าน พระพุทธเจ้าได้ตรัสห้ามว่าอย่ากล่าวอย่างนั้น เพราะว่า ปฏิจจสมุปบาท เป็นธรรมะที่ละเอียดสุขุมลุ่มลึก แต่ว่าเมื่อไม่รู้หรือไม่ตรัสรู้ปฏิจจสมุปบาท ก็ยังต้องท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสาร ต่อเมื่อรู้ในอริยสัจที่เป็นปฏิจจสมุปบาท จึงจะทำทุกข์ให้สิ้นได้โดยสิ้นเชิง ได้ตรัสไว้ด้วยพยัญชนะคือถ้อยคำที่ท่านแสดงไว้ รวมเข้าก็มีความดังที่กล่าวมานี้

ในข้อนี้ หากจะพิจารณาดูในสิ่งที่ปรากฏอยู่ในโลก ทั้งโดยธรรมชาติ ทั้งโดยที่มนุษย์คิดขึ้นประดิษฐ์ขึ้น ก็ย่อมจะเห็นว่ามีเหตุผลที่สัมพันธ์กัน ซึ่งเมื่อแสดงอย่างหยาบ ๆ ทั่วไปก็เป็นอย่างหนึ่ง แต่เมื่อจะแสดงอย่างละเอียดก็ย่อมเป็นอีกอย่างหนึ่ง ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่นน้ำประปาที่ใช้กันอยู่ทุกวันทำไมจึงจะได้น้ำไหลออกมาซึ่งเป็นตัวผล ก็จะเห็นกันทั่วไปว่าต้องเปิดก๊อกน้ำ และเมื่อเปิดก๊อกน้ำ น้ำก็ไหลออกมา เพราะฉะนั้น เมื่อดูเพียงเท่านี้ก็จะต้องว่าการเปิดก๊อกน้ำเป็นเหตุน้ำไหลออกมาเป็นผล แต่เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดก็ย่อมจะเห็นว่า เหตุผลที่มีน้ำประปาใช้นั้นมิใช่เพียงเท่านั้น จะต้องมีเหตุผลอื่น ๆ สัมพันธ์กันอีกมากมาย จึงจะมีน้ำประปาไหล เปิดก๊อกเข้าน้ำก็ไหลออกมา ดังจะพึงเห็นได้ว่าจะต้องมีการวางท่อประปา จะต้องมีที่ทำน้ำประปาและจะต้องมีเครื่องทำน้ำประปา เครื่องน้ำประปานั้นก็จะต้องมีสิ่งต่าง ๆ มาประกอบเป็นเหตุเป็นผลที่สัมพันธ์กันอีกมากมายและจะต้องมีน้ำมาเพื่อทำน้ำประปา และน้ำที่จะมีมานั้นก็จะต้องมีที่มาว่ามาจากไหน และจะเป็นน้ำขึ้นมาได้อย่างไร เพราะฉะนั้น หากจะคิดค้นหาเหตุผล ก็จะพบเหตุผลที่โยงกันมามากมาย จนถึงเป็นน้ำประปาที่เมื่อเปิดก๊อกเข้าก็ไหลออกมาดังที่ใช้กันอยู่ ไฟฟ้าที่ใช้กันอยู่นี้ก็เช่นเดียวกัน ก็จะเห็นว่าเมื่อเปิดสวิตช์นั้นเป็นเหตุ ไฟสว่างก็เป็นผล ดับสวิตช์เป็นเหตุ ไฟดับก็เป็นผล ว่าเพียงเท่านี้ แต่เมื่อพิจารณาดูก็จะเห็นว่ายังมีเหตุผลอีกมากมายกว่าจะเป็นไฟฟ้าขึ้นมาใช้ได้ เช่นจะต้องมีการวางสายไฟฟ้า จะต้องมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้า มีสิ่งที่มาประกอบเข้าต่าง ๆ เป็นเหตุเป็นผลที่สัมพันธ์กันอีกมาก จนถึงเมื่อเปิดสวิตช์ไฟก็สว่าง ปิดสวิตช์ไฟก็ดับดังที่กล่าวมาแล้ว

ทรงพิจารณาโดยละเอียดทั้งสายเกิดทุกข์และสายดับทุกข์

เพราะฉะนั้น ในทางจิตที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อดูเพียงง่าย ๆ ก็จะเห็นว่า เมื่อมีเกิดก็มีแก่มีตายมีทุกข์มีโศกต่าง ๆ ดังที่เห็นกันอยู่ว่าทุกคนเกิดมาก็ต้องแก่ต้องตาย และในระหว่างที่ดำรงชีวิตอยู่ก็ต้องมีทุกข์ต่าง ๆ มีโสกะปริเทวะเป็นต้น และคนโดยมากนั้นก็ไม่ค่อยคำนึงถึงเกิด คำนึงถึงแต่แค่แก่ พร้อมทั้งเจ็บและตาย และพยายามที่จะไม่ให้แก่ไม่ให้เจ็บไม่ให้ตาย โดยไม่ได้นึกถึงว่าจะต้องมีเกิดเป็นเหตุ ทั้งที่ปรากฏอยู่อย่างชัดเจนว่ามากจากเกิดเป็นเบื้องต้น แต่ว่าโดยมากก็ไม่นึกถึงว่าตัวชาติคือความเกิดนั้นเป็นเหตุ จับเอาแค่จะแก้แก่แก้เจ็บแก้ตาย และแก้ทุกข์สุขต่าง ๆ ต้องการที่จะไม่ให้แก่ไม่ให้เจ็บไม่ให้ตายไม่ให้ทุกข์ต่าง ๆ คือหมายความว่าให้เกิดมานี่แหละ ถ้าเกิดมาเป็นมนุษย์ เห็นว่าจะไม่สามารถ จะแก้ไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ตาย ไม่ให้ทุกข์ต่าง ๆ ได้ ก็คิดเอาว่าจะต้องมีภพหน้า ชาติหน้า ต้องไปเกิดเป็นเทวดา เป็นพรหมเป็นต้น ซึ่งจะดำรงอยู่ตลอดไป ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย เพราะฉะนั้น จึงมีคำเรียกเทวดาว่าอมรที่แปลว่าผู้ไม่ตาย คนโดยมากก็คิดแก้กันอยู่เพียงเท่านี้ แต่ก็ไม่สามารถจะแก้ให้สำเร็จได้

พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ เมื่อพระองค์ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ยังมิได้ตรัสรู้ ยังมิได้ทรงคิดจะเสด็จออกทรงผนวช ในพุทธประวัติก็แสดงว่า พระราชกุมารพระโพธิสัตว์ได้เสด็จประพาสทอดพระเนตรเห็นเทวทูต คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ ก็ทรงน้อมเข้ามาว่าพระองค์ก็จะต้องเป็นเช่นนั้น จึงทำให้ทรงหน่ายในทุกข์ คือความแก่ความเจ็บความตาย ก็ยังไม่ไปถึงชาติ และได้ทรงพอพระทัยในความเป็นสมณะ ทรงเห็นว่าความเป็นสมณะนั้นมีโอกาสมีช่องว่างที่จะปฏิบัติเพื่อไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ตาย ไม่ให้ทุกข์ต่าง ๆ ได้ จึงมีพระหฤทัยน้อมไปในการบวช จนถึงได้เสด็จออกทรงผนวช และทรงเข้าศึกษาในสำนักของคณาจารย์เจ้าลัทธิทั้งสอง แม้ท่านคณาจารย์นั้นก็คิดแก้ในแค่นั้นอีกเหมือนกัน คือไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ตาย โดยที่จะต้องปฏิบัติทางฌานสมาบัติ ให้ไปเกิดเป็นพรหมก็โดยจะอยู่เป็นพรหมตลอดไป ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ซึ่งพระโพธิสัตว์เมื่อทรงพิจารณาแล้ว โดยที่ทรงปฏิบัติในฌานสมาบัติเพื่อที่จะไปเกิดเป็นพรหมนั้นได้เหมือนอย่างท่านอาจารย์ทั้ง ๒ แล้ว ก็ได้ทรงเห็นว่ายังไม่พ้นทุกข์

ในตอนนี้ก็แสดงว่าได้ทรงพิจารณาเห็นเข้าไปถึงชาติคือความเกิดว่า

เมื่อยังมีชาติคือความเกิดอยู่ ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร ไม่ว่าจะเกิดเป็นพรหม ก็จะต้องมีจุติคือความเคลื่อน ซึ่งเท่ากับว่าเป็นความตาย

เพราะฉะนั้น จึงได้เสด็จหลีกออกไปทรงค้นคว้าด้วยพระองค์เอง จนได้ตรัสรู้ในปฏิจจสมุปบาทนี้ ที่ทรงแสดงสั่งสอน คือทรงพิจารณาจับทุกข์ต่าง ๆ มีโสกะปริเทวะเป็นต้นสืบขึ้นไป ก็ทรงจับมรณะคือความตาย จับชรา จับชาติคือความเกิด จับภพคือความเป็น จับอุปาทาน จับตัณหา จับเวทนา จับผัสสะ จับอายตนะ จับนามรูป จับวิญญาณ จับสังขาร จนถึงจับอวิชชาได้ จับอาสวะได้ วิชชาคือความรู้ จึงบังเกิดแจ่มแจ้งขึ้นเป็นความตรัสรู้ เมื่อวิชชาบังเกิดขึ้นอวิชชาก็ดับ เหมือนอย่างเมื่อความสว่างบังเกิดขึ้นความมืดก็ดับ เมื่ออวิชชาดับก็ดับไปโดยลำดับ คือสังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะเป็นต้น ทุกข์ทั้งสิ้นก็ดับไป

ทรงกำจัดมารและเสนาได้หมดสิ้น

เพราะฉะนั้น เมื่อพระองค์ทรงพิจารณาธรรมะที่ได้ตรัสรู้ คือสัจจะความจริงที่ได้ตรัสรู้ สายเกิด สายดับ และทั้งสายเกิดสายดับ จึงได้ทรงเปล่งอุทานขึ้นในปัจฉิมยามแห่งราตรี ดังที่ได้ยกมาแปลไว้แล้ว ซ้ำอีกครั้งหนึ่งว่า

เมื่อใด ธรรมทั้งหลาย ปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น ความสงสัยของพราหมณ์นั้น ย่อมสิ้นไป พราหมณ์นั้น กำจัดมารและเสนา สถิตอยู่เหมือนอย่างดวงอาทิตย์สถิตส่องสว่างอยู่ในนภากาศดั่งนี้

มารนั้น แปลว่า ผู้ฆ่าผู้ทำลาย ในพุทธประวัติได้มีแสดงถึงมารที่แสดงว่า เป็นเทพชั้นหนึ่งอันเรียกว่าเทวบุตร และเมื่อเป็นมารก็เรียกว่าเทวบุตรมาร เป็นเทพชั้นหนึ่งที่มาขัดขวางพระพุทธเจ้าตั้งแต่ในเบื้องต้น ตั้งแต่ป้องกันมิให้ทรงผนวช และเมื่อทรงผนวชแล้วก็ยังมาตามป้องกันต่าง ๆ มิให้ตรัสรู้ จนถึงในราตรีที่ตรัสรู้นั้นมารก็ได้มาป้องกันในขั้นสุดท้ายก็ยังมาป้องกันอย่างเต็มที่ แต่ว่าพระพุทธเจ้าได้ทรงชนะมารได้ จึงได้ตรัสรู้

นักธรรมะได้วิจารณ์กันว่าอาจถอดความได้เป็นธรรมะ มาร ที่มาผจญพระพุทธเจ้านั้นก็คือ กิเลสมาร มารคือกิเลสซึ่งมีอวิชชาเป็นหัวหน้า และเมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้ในปฏิจจสมุปบาทธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น ทรงพิจารณาจับผลจับเหตุขึ้นไปจนถึงอวิชชาอาสวะ วิชชาบังเกิดขึ้นแก่พระองค์อย่างเต็มที่ อวิชชาจึงดับ ที่ได้กล่าวแล้วว่าเหมือนอย่างเมื่อแสงสว่างบังเกิดขึ้นหรือความสว่างบังเกิดขึ้นความมืดก็ดับ เพราะฉะนั้น เมื่อวิชชาบังเกิดขึ้น อวิชชาก็ดับ ก็เป็นอันว่าได้ทรงกำจัดมารเสียได้ พร้อมทั้งเสนาก็คือบรรดากิเลสทั้งหลายที่สืบเนื่องจากอวิชชา เช่นตัณหาอุปาทานหรือกิเลสตัณหาทั้งหลาย อย่างที่พูดกันว่ากิเลสพันห้าตัณหาร้อยแปดเป็นต้น คือบรรดากิเลสทั้งปวงซึ่งบังเกิดสืบเนื่องมาจากอวิชชา กิเลสทั้งปวงเหล่านั้นเรียกว่าเป็นเสนาของมาร มารก็คืออวิชชา กิเลสที่เกิดสืบเนื่องจากอวิชชาก็คือเสนาของมารทั้งหมด เพราะฉะนั้น เมื่อดับอวิชชาซึ่งเป็นตัวมารเสียได้ บรรดาเสนาก็พลอยดับไปหมด แต่ก็ได้มีแสดงมารไว้ว่ามี ๕ อย่าง คือ

ขันธมาร มารคือขันธ์ อันได้แก่นามรูปหรือสกนธ์กายอันนี้
กิเลสมาร มารคือกิเลส
อภิสังขารมาร มารคือความปรุงแต่ง อันได้แก่กรรมที่ประกอบกระทำ
มัจจุมาร มารคือความตาย
เทวบุตรมาร มารคือเทพบุตร

ขันธมาร นั้นก็หมายถึงขันธ์ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ย่อเป็นนามรูปหรือกายใจอันนี้ ได้ชื่อว่าเป็นมารแก่ผู้ที่ยึดถือ เป็นอุปาทานขันธ์ ขันธ์เป็นที่ยึดถือ และเมื่อมีความยึดถืออยู่ในขันธ์ ขันธ์ก็เป็นมารคือเป็นเครื่องทำลายล้าง มิให้ปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงความสิ้นทุกข์ได้ เพื่อดับกิเลสและกองทุกข์ได้
กิเลสมาร มารคือกิเลส เป็นมารก็เพราะกิเลสเป็นผู้ฆ่าเป็นผู้ทำลายล้างต่าง ๆ
อภิสังขารมาร มารคืออภิสังขารอันได้แก่กรรม ก็เพราะกรรมที่ประกอบกระทำนั้นย่อมสืบเนื่องมาจากกิเลส เพราะฉะนั้น จึงพลอยเป็นมารไปด้วย เพราะกรรมนั้นเองก็เป็นเครื่องป้องกัน เป็นเครื่องทำลายต่าง ๆ ได้
มัจจุมาร มารคือความตาย ก็เพราะว่าความตายนั้นเป็นเครื่องทำลายชีวิต ทำให้ไม่มีโอกาสที่จะปฏิบัติสืบต่อไปได้
เทวบุตรมาร มารคือเทพบุตร ก็หมายถึงเทวดาที่เป็นมารดังที่กล่าวมาแล้ว

พระพุทธเจ้าได้ทรงกำจัดมารและเสนาได้หมดสิ้น ทรงสถิตอยู่เหมือนอย่างดวงอาทิตย์สถิตส่องสว่างอยู่ในนภากาศ

ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวด และตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

๑๗ กรกฎาคม ๒๕๒๘

-------------------------------------------------------------

หมายเหตุ
บทความนี้เป็นการแสดงธรรมจากจำนวนทั้งสิ้น ๔๒ ครั้ง ที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) แสดงไว้ในการปฏิบัติอบรมจิต ทุกวันธรรมสวนะและวันหลังวันธรรมะสวนะ ณ ตึก สว วัดบวรนิเวศ ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ ถึง กรกฎาคม ๒๕๒๘ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพิมพ์ถวายเป็นเครื่องบูชาเฉลิมพระเกียรติคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ในโอกาสอันควรที่เจริญชนมายุครบ ๖ รอบ ในวันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๒๘

คัดลอกจาก หนังสือสัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ
พิมพ์ครั้งที่ ๗/๒๕๕๓ ที่ โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย ๑๒๙ หมู่ ๓ ถ.ศาลายา – นครชัยศรี ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม




 

Create Date : 28 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 28 พฤศจิกายน 2555 8:01:39 น.
Counter : 351 Pageviews.  

ครั้งที่ ๔๑ อธิบายอริยสัจโดยพิสดาร

สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ

ธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร
ในการปฏิบัติอบรมจิต ทุกวันธรรมสวนะและวันหลังวันธรรมสวนะ
ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ ถึงกรกฎาคม ๒๕๒๘
ณ ตึก สว. วัดบวรนิเวศวิหาร


--------------------------------------------------------------



ครั้งที่ ๔๑ อธิบายอริยสัจโดยพิสดาร

บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุก ๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจ ให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

อานิสงสผลของสมาธิ

พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนให้บุคคลปฏิบัติอบรมจิตอันเรียกว่า จิตตภาวนา หรือเรียกว่า กรรมฐาน อันแปลว่าการงานทางจิต ที่ตั้งขึ้น คือที่ปฏิบัติ อันอาศัยข้อที่พึงถือเป็นที่ตั้งของการปฏิบัติ และก็ได้ตรัสแสดงถึงจิตนี้ว่า ดิ้นรน กวัดแกว่ง กระสับกระส่าย รักษายาก ห้ามยาก แต่ผู้มีปัญญาย่อมกระทำจิตของตนให้ตรงได้ เหมือนอย่างนายช่างศรทำลูกศรให้ตรงหรือว่าดัดลูกศรให้ตรงฉะนั้นดั่งนี้ และข้อที่จิตนี้ ดิ้นรน กวัดแกว่ง กระสับกระส่าย ถ้าไม่กำหนดก็อาจจะยังไม่ปรากฏแก่ความรู้ เพราะเป็นปกติของทุกคน ย่อมมีจิตใจไม่อยู่ที่ คิดไปถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เป็นปกติ และก็เป็นเรื่องที่รักใคร่ปรารถนาพอใจอันทำใจให้อาลัย อันหน่วงใจไปให้คิดถึง หรือว่าคิดไปถึงเรื่องที่ขัดใจ คิดไปถึงเรื่องที่หลงสยบติดอยู่ ย่อมเป็นไปดั่งนี้อยู่เป็นประจำ จนถึงไม่สำนึกรู้ในจิตของตนเองว่ามีอาการดั่งที่ตรัสสอน

แต่เมื่อได้มาจับทำ กรรมฐาน เช่นตั้งจิตกำหนดใน สติปัฏฐาน ที่ตั้งของสติ คือกายเวทนาจิตและธรรมะข้อใดข้อหนึ่ง เช่น กำหนดในข้ออานาปานสติ สติกำหนดลมหายใจเข้าออก ให้จิตกำหนดรู้อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าก็ให้รู้ หายใจออกก็ให้รู้ จิตมักจะไม่ตั้งอยู่ในข้อที่ตั้งใจจะให้จิตตั้งอยู่นี้ จิตจะออกไปสู่อารมณ์ คือเรื่องที่เป็นที่อาลัยของจิต คือที่ผูกจิต ทั้งเป็นเรื่องที่น่ารักทั้งเป็นเรื่องที่น่าชังต่าง ๆ เมื่อมีสตินำจิตเข้ามาตั้งไว้ใหม่ อยู่ที่ลมหายใจเข้าลมหายใจออก เช่นตั้งไว้ที่ปลายจมูก หรือที่ริมฝีปากเบื้องบน เมื่อลมหายใจเข้า ลมหายใจก็ย่อมจะมากระทบที่จุดนี้ กำหนดจิตให้มีความรู้ในลมที่เป็นตัวโผฏฐัพพะ คือที่มาถูกต้องกายส่วนนี้ ทำความรู้ว่านี่หายใจเข้า นี่หายใจออก จิตมักจะไม่ตั้งอยู่ต้องนำกลับเข้ามาบ่อย ๆ ดังกล่าวนั้น ก็เพราะจิตยังไม่ได้ความสุข ยังไม่ได้ความเพลิดเพลินในสมาธิ ยังติดอยู่ ยังเพลิดเพลินอยู่ในอารมณ์ที่ใคร่ที่ปรารถนาทั้งหลายอันเป็นเหตุดึงจิตออกไป แต่ว่าเมื่อทำบ่อย ๆ ได้ปีติคือความอิ่มใจ ได้สุขคือความสบายกายสบายใจ อันเกิดจากสมาธิคือว่าจิตรวมเข้ามาตั้งได้ และทำให้ได้ปีติได้สุข ก็ย่อมจะทำให้จิตนี้เริ่มตั้งอยู่ในอารมณ์ของสมาธิได้ เพราะว่าได้ความสุข ไม่ได้ความอึดอัดเดือดร้อนรำคาญ

ฉะนั้น สมาธินี้จึงมีอานิสงสผลทำให้ได้ความสุขอยู่ในปัจจุบัน สามารถที่จะถอนจิตออกจากอารมณ์ภายนอกอันทำให้วุ่นวายได้ แม้ว่าจะชั่วขณะที่เร็วหรือช้า สุดแต่ความเพียรที่ปฏิบัติ ถ้าไม่ทิ้งความเพียรที่ปฏิบัติแล้ว ก็จะทำให้สามารถปฏิบัติรักษาจิตอยู่ในอารมณ์ของสมาธิได้นาน ความที่พรากจิตออกจากอารมณ์ภายนอกได้ มาตั้งอยู่ในอารมณ์ของสมาธิที่เป็นภายในดั่งนี้ ก็เป็นวิธีระงับความทุกข์ต่าง ๆ อันเกิดจากอารมณ์ภายนอกได้ด้วย ถ้าหากว่าไม่สามารถที่จะพรากจิตออกมาได้หากมีความทุกข์ เพราะอารมณ์ภายนอก ก็ย่อมจะต้องเป็นทุกข์อยู่นาน น้อยหรือมากสุดแต่ว่าความผูกพันของจิต อันเรียกว่าสังโยชน์ นั้นมีน้อยหรือมากเพียงไร ก็เพราะว่าอันอารมณ์ภายนอกต่าง ๆ นั้น

เมื่อเป็น ปิยสัมปโยค คือความประจวบกับสิ่งที่เป็นที่รัก ก็ย่อมจะทำให้ได้ความสุขความสำราญ
หากเป็น ปิยวิปโยค ความพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก ก็ย่อมจะทำให้เกิดความทุกข์โศกต่าง ๆ

เพราะฉะนั้น เมื่อมิได้ปฏิบัติทางสมาธิ จึงยากที่จะพรากจิตออกได้ทั้งจากความสุข ความเพลิดเพลิน ก็ย่อมจะไม่รู้สึกเป็นทุกข์เดือดร้อน เป็นแต่เพียงว่ารักษาจิตไว้มิให้มัวเมาเพลิดเพลินเกินไปเท่านั้น แต่ว่าจะได้ความสุขความเพลิดเพลินสมปรารถนา ต้องการไปทุกเรื่องทุกราวก็หาไม่ จะต้องพบกับความไม่สมปรารถนาควบคู่กันไปด้วยตามธรรมดาของโลก ซึ่งจะต้องมีทั้งส่วนที่สมปรารถนาทั้งส่วนที่ไม่สมปรารถนา คือทั้งส่วนที่ได้มาและทั้งส่วนที่จะต้องเสียไป เป็นไปตามคติธรรมดาของโลกของสังขารสิ่งผสมปรุงแต่งทั้งหลาย และเป็นไปตามคติของกรรมที่ได้กระทำไว้ เพราะฉะนั้น สุขกับทุกข์จึงมีคู่กันอยู่ในโลกเป็นธรรมดาซึ่งทุกคนต้องประสบ แต่ผู้ที่สามารถปฏิบัติอบรมจิตให้ตั้งอยู่ได้ในสมาธิ รู้จักที่จะพรากจิตออกได้จากอารมณ์ภายนอก ย่อมสามารถที่จะหนีทุกข์มาอยู่ในสมาธิ อันทำให้ได้ความสุขจากสมาธิ แต่คนที่ไม่สามารถทำสมาธิได้ ย่อมไม่สามารถจะหลีกหนีจากทุกข์ได้ ต้องเผชิญกับความทุกข์อยู่ร่ำไป

ฉะนั้น ความที่ทำสติความระลึกได้ พร้อมทั้งปัญญาคือความรู้ดั่งนี้ มาหัดทำสมาธิพรากจิตจากอารมณ์ภายนอกอันทำให้เกิดสุขก็ตามทำให้เกิดทุกข์ก็ตาม มาตั้งอยู่ในอารมณ์ของสมาธิและเมื่อพรากออกได้ก็ย่อมจะทำให้ระงับทุกข์ได้ ทำให้ได้ความสุขได้ แต่ว่าเมื่อออกจากสมาธิไป ก็ย่อมจะต้องไปอยู่กับอารมณ์ภายนอก เป็นทุกข์ขึ้นอีก แต่ถึงดั่งนั้นก็ยังดี เพราะเมื่อเห็นว่าจะทุกข์มากไป ก็หลบเข้ามาสู่อารมณ์ของสมาธิเสีย ก็จะทำให้ได้ความสุขจากสมาธิ ทำให้จิตใจได้กำลังได้เรี่ยวแรงที่จะปฏิบัติกิจการทั้งหลาย แต่ว่าเพียงสมาธิอย่างเดียวยังไม่สามารถที่จะดับทุกข์ได้จริง จึงต้องปฏิบัติทางปัญญาประกอบไปด้วย กล่าวคือใช้สติความระลึกตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ให้ได้ปัญญาคือความรู้ขึ้นรับรองว่าเป็นความจริง คือ

ใช้สติระลึกไปตามที่ทรงสั่งสอน ว่าเรามีความเกิดเป็นธรรมดา ว่าเรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้ เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ เรามีความพลัดพรากคือจะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักที่ชอบใจทั้งสิ้น

เรามีกรรมที่กระทำทางกาย ทางวาจาทางใจเป็นของ ๆ ตน เป็นทายาทรับผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย จักกระทำกรรมอันใดไว้ดีหรือชั่ว ก็จักต้องเป็นทายาทรับผลของกรรมนั้น ดั่งนี้


อาศัยสติและปัญญาพิจารณาให้เห็นสัจจะ

เมื่อพิจารณาดั่งนี้ด้วยสติ คือระลึกไปตามที่ทรงสั่งสอน ให้ความรู้ของตนบังเกิดขึ้นรับรองว่าเป็นจริง เรามีความแก่เจ็บตายเป็นธรรมดาจริง เราจะต้องพลัดพรากจริง เรามีกรรมเป็นของ ๆ ตนจริง

ความรู้ที่บังเกิดขึ้นรับรองดั่งนี้เป็นตัว ปัญญา อันบังเกิดขึ้นจากสติที่พิจารณา

เมื่อเป็นดั่งนี้ ก็จะทำให้รู้จักสัจจะ คือความจริงของโลก โดยเฉพาะก็คือขันธโลก โลกคือขันธ์ คือชีวิตนี้ของตนว่าเป็นอย่างไร ให้รู้จักคติของกรรมว่าเป็นอย่างไร ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน

เพราะฉะนั้น เมื่อต้องประสบกับคติธรรมดาของชีวิตของโลกที่เป็นไปอยู่ดังที่ตรัสสอนให้พิจารณานั้น ก็จะทำให้ได้สติ ระลึกได้ว่าก็ต้องเป็นไปตามคติธรรมดาและตามคติของกรรม ก็จะทำให้จิตใจนี้สามารถที่จะระงับความตื่นเต้นยินดีในความสุขต่าง ๆ หรือว่าความทุกข์โศก เพราะประสบเหตุของทุกข์ต่าง ๆ ได้ ยิ่งกว่าผู้ที่ไม่ได้หัดพิจารณาให้ได้สติให้ได้ปัญญา และยิ่งขึ้นไปกว่านั้นก็หัดกำหนดดูให้รู้จักตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนเอาไว้ในธรรมบทว่า

ความโศกเกิดจากบุคคลและสิ่งซึ่งเป็นที่รัก ภัยคือความกลัวต่าง ๆ เกิดจากบุคคลและสิ่งที่เป็นที่รัก ความโศกความกลัวเกิดจากความรัก เมื่อพ้นจากบุคคลและสิ่งซึ่งเป็นที่รัก พ้นจากความรักเสียได้ ความโศกความกลัวต่าง ๆ ก็ดับ
และได้ตรัสสอนไว้อีกว่า
ความโศก ความกลัว เกิดจากตัณหา คือความดิ้นรนทะยานอยาก เมื่อพ้นจากตัณหาก็ย่อมจะพ้นความความโศกความกลัวได้ ดั่งนี้


ทุกข์เกิดจากตัณหาอุปาทานในจิตใจ

เพราะฉะนั้น ก็หัดพิจารณาจับดูที่จิตใจ ว่าจิตใจที่มีความทุกข์โศกก็ดี มีภัยคือความกลัวต่าง ๆ อยู่ก็ดี เกิดขึ้นจากอะไร ซึ่งโดยปกตินั้นก็มักจะไปเข้าใจว่าเกิดจากเหตุภายนอกต่าง ๆ เช่น เกิดจากบุคคลบ้าง สิ่งต่าง ๆ บ้าง ซึ่งถ้าเป็นที่รักบุคคลหรือสิ่งนั้น ๆ ก็ต้องพลัดพรากไป ถ้าไม่เป็นที่รัก บุคคลหรือสิ่งนั้น ๆ ก็กล้ำกรายเข้ามา มักจะไปเพ่งดูดั่งนั้น และเมื่อเป็นดั่งนี้ก็ยิ่งทับถมทวีความโศกทับถมทวีภัยคือความกลัวความหวาดระแวงต่าง ๆ ยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น ความที่มาพิจารณาจับเหตุดั่งนี้เรียกว่าเป็นการจับเหตุที่ไม่ตรงกับผล

พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสอนให้จับเหตุให้ตรงกับผล คือตรัสสอนให้จับเข้ามาดูเหตุที่เป็นตัวเหตุภายใน คือตัณหาความดิ้นรนทะยานอยากในใจของตนเอง ซึ่งตรัสว่าเป็นทุกขสมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ เพราะตัณหานี้เป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน คือความยึดถือ ยึดถือว่าเป็นตัวเรา ยึดถือว่าเป็นของเรา ยึดถือว่านั่นเป็นที่รัก ยึดถือว่านั่นไม่เป็นที่รัก
ตัณหาอุปาทานนี้เป็นตัวเหตุที่สร้างบุคคลและสิ่งที่เป็นที่รักบ้าง ไม่เป็นที่รักบ้าง สร้างตัวเราของเราขึ้นในสิ่งทั้งหลายโดยรอบ เพราะฉะนั้น ตัณหาความดิ้นรนทะยานอยากอุปาทานคือความยึดถือนี้เอง จึงเป็นตัวเหตุที่มีอยู่ในจิตใจนี้เอง

หมั่นพิจารณาดั่งนี้ ให้ความรู้ของตนนี้แหละบังเกิดขึ้นรับรอง ว่าตัณหาอุปาทานในจิตใจของตนนี้เป็นตัวทุกขสมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์จริง ทุกข์ต่าง ๆ ที่ได้รับอยู่ เป็นความทุกข์โศกต่าง ๆ ก็ดี เป็นภัยคือความกลัวต่าง ๆ ก็ดี ก็มาจากตัณหาอุปาทานนี้เอง ให้ความรู้ของตนนี้แหละบังเกิดขึ้นรับรองว่าเป็นความจริง ด้วยการที่หมั่นพิจารณาอยู่เนือง ๆ ให้มองเห็นว่านี่เป็นตัวเหตุ ทุกข์โศกภัยต่าง ๆ นั้นเป็นตัวผล เมื่อปัญญาบังเกิดขึ้นคือความรู้นี่แหละบังเกิดขึ้นรับรองว่าเป็นจริงดั่งนี้ ทุกข์โศกต่าง ๆ ภัยคือความกลัวต่าง ๆ ก็จะดับไปทันที

ทรงตรัสรู้ในอริยสัจ ๔

พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ก็ได้ตรัสแสดงไว้ในปฐมเทศนาของพระองค์ว่าตรัสรู้ในอริยสัจทั้ง ๔ คือ ทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ทุกข์ต่าง ๆ นั้นก็เพราะมีทุกขสมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ คือตัณหาความดิ้นรนทะยานอยาก ดับตัณหาเสียได้ก็เป็นทุกขนิโรธ ความดับทุกข์ จะดับได้ก็อาศัยปฏิบัติในมรรคมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบเป็นต้น มีสัมมาสมาธิ ความตั้งใจชอบเป็นที่สุด ซึ่งแสดงว่าต้องมีสมาธิ คือความที่กำหนดจิตเพ่งจิตอยู่ในอารมณ์ของสมาธิ อารมณ์ของสมาธิเพื่อสมาธิก็เช่นอานาปานสติเป็นต้น อารมณ์ของสมาธิเพื่อปัญญาก็คือนามรูปนี้ กำหนดดูให้รู้จักนามรูปนี้ให้รู้จักกายใจนี้ ว่าเป็นอนิจจะ คือไม่เที่ยงต้องเกิดดับ เป็นทุกข์ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป และเป็นอนัตตาบังคับให้เป็นไปตามปรารถนามิได้ จึงมิใช่ตัวเรามิใช่ของเราตามที่ยึดถือกันดั่งนี้

ความรู้ที่บังเกิดขึ้นรับรองความจริงนี้ก็เป็น สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ

พระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติมาในมรรคมีองค์ ๘ นี้ ที่ตรัสเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ข้อปฏิบัติที่เป็นหนทางกลางสมบูรณ์ ทรงกำหนดรู้ ทุกข์ ได้แล้ว ทรงละ สมุทัย ได้หมดแล้ว ทรงทำให้แจ้ง นิโรธ ได้แล้ว ทรงปฏิบัติใน มรรคมีองค์ ๘ ได้สมบูรณ์แล้ว จักษุ คือดวงตา ญาณ คือความหยั่งรู้ ปัญญา คือความรู้รอบ วิชชา คือความรู้จริง อาโลก คือความสว่าง ผุดขึ้นในอริยสัจทั้ง ๔ กิเลสและกองทุกข์ดับไปหมดสิ้น จึงเป็น พุทโธ คือเป็นผู้ตรัสรู้แล้ว

และความตรัสรู้ของพระองค์ในอริยสัจทั้ง ๔ นี้ เมื่อแสดงโดยพิสดารตามที่ตรัสไว้ก็คือ ปฏิจจสมุปบาท ธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น ซึ่งมีอวิชชาอาสวะเป็นต้น มาจนถึงชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ เป็นต้น ซึ่งเป็นปัจจัยกันโดยลำดับ นี้เป็นฝ่าย สมุทัยวาร คือเป็นฝ่ายเกิด หรือเป็นฝ่ายก่อทุกข์

พระพุทธเจ้าเมื่อได้ตรัสรู้แล้ว ก็ได้ทรงพิจารณาอริยสัจทางปฏิจจสมุปบาทนี้แล้วก็ได้ทรงเปล่งอุทานขึ้นซึ่งแปลความว่า

เมื่อใด ธรรมทั้งหลาย ปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น ความสงสัยของพราหมณ์นั้น ย่อมสิ้นไป เพราะมารู้ธรรมะว่า เกิดจากเหตุหรือรู้ธรรมะพร้อมทั้งเหตุ หรือรู้ธรรมะว่ามีเหตุที่เป็นปัจจัยสืบต่อกันไปจึงทำให้เกิดทุกข์

แล้วได้ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาททาง นิโรธวาระ หรือ นิโรธวาร คือวาระดับคือดับทุกข์ ว่าเพราะดับอวิชชาอาสวะหรืออาสวะอวิชชาเป็นต้น จึงได้ดับมาโดยลำดับ จนถึงดับชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ เป็นต้น ได้ทรงเปล่งอุทานขึ้นว่า

เมื่อใด ธรรมทั้งหลาย ปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น ความสงสัยของพราหมณ์นั้น ย่อมสิ้นไป เพราะมารู้ความสิ้นไปของปัจจัยคือเหตุทั้งหลาย ดั่งนี้

ต่อจากนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวด และตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

๒ กรกฎาคม ๒๕๒๘

-------------------------------------------------------------

หมายเหตุ
บทความนี้เป็นการแสดงธรรมจากจำนวนทั้งสิ้น ๔๒ ครั้ง ที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) แสดงไว้ในการปฏิบัติอบรมจิต ทุกวันธรรมสวนะและวันหลังวันธรรมะสวนะ ณ ตึก สว วัดบวรนิเวศ ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ ถึง กรกฎาคม ๒๕๒๘ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพิมพ์ถวายเป็นเครื่องบูชาเฉลิมพระเกียรติคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ในโอกาสอันควรที่เจริญชนมายุครบ ๖ รอบ ในวันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๒๘

คัดลอกจาก หนังสือสัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ
พิมพ์ครั้งที่ ๗/๒๕๕๓ ที่ โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย ๑๒๙ หมู่ ๓ ถ.ศาลายา – นครชัยศรี ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม




 

Create Date : 21 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2555 8:40:50 น.
Counter : 400 Pageviews.  

ครั้งที่ ๔๐ สรุปปฏิจจสมุปบาท

สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ

ธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร
ในการปฏิบัติอบรมจิต ทุกวันธรรมสวนะและวันหลังวันธรรมสวนะ
ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ ถึงกรกฎาคม ๒๕๒๘
ณ ตึก สว. วัดบวรนิเวศวิหาร


--------------------------------------------------------------



ครั้งที่ ๔๐ สรุปปฏิจจสมุปบาท

บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุก ๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจ ให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

ได้แสดงข้อสัมมาทิฏฐิตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตร มาโดยลำดับ จะได้แสดงต่อไปในข้อว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยเกิดภพ

มีภพมีชาติเพราะอุปาทาน

ภพนั้นก็คือความเป็นความมี อันได้แก่กามภพ รูปภพ อรูปภพ เพราะมีความยึดถือซึ่งเป็นอุปาทาน จึงมีภพความเป็นความมี ภพอย่างละเอียดก็คืออัสสมิมานะ ความสำคัญหมายว่าเรามีเราเป็น ยึดถือในสิ่งใดก็เกิดเป็นความมีความเป็น คือเป็นเราสืบมาถึงเป็นของเราขึ้นในสิ่งนั้น

ยึดอยู่ในกามก็เป็นเราขึ้นในกาม ก็เป็น กามภพ
ยึดในรูปก็เป็นเราขึ้นในรูป เป็น รูปภพ
ยึดในอรูปก็เป็นเราขึ้นในอรูป เป็น อรูปภพ
เพราะฉะนั้น เมื่อมีอุปาทานคือความยึดถือจึงมีภพ และเมื่อมีภพจึงมีชาติ คือความเกิด เพราะว่า เมื่อมีเราในกามก็ดี ในรูปก็ดี ในอรูปก็ดี ก็มีชาติคือความเกิดขึ้นแห่งเรา

ทุกข์ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะชาติความเกิด

อันชาติคือความเกิดขึ้นนั้น เมื่อมีเป็นชาติขึ้นแล้ว ก็ต้องมีชรา มีมรณะ มีโสกะ ความโศก ปริเทวะ ความรัญจวนคร่ำครวญใจ เป็นต้น เป็นอันว่าทุกข์ทั้งหมดก็เกิดขึ้น ตรงนี้ได้มีพระพุทธาธิบายขยายชาติคือความเกิดลงไป ตรงที่ทรงต้องการที่จะชี้ว่า

เมื่อมีชาติคือความเกิดก็มีชรามรณะ หากไม่มีชาติคือความเกิดก็ไม่มีชรามรณะ
ดังที่ได้ตรัสถามพระอานนท์ว่า ชาติคือความเกิด ความเกิดของเทพโดยความเป็นเทพ ความเกิดของคนธรรพ์โดยความเป็นคนธรรพ์ ความเกิดของยักษ์โดยความเป็นยักษ์ ความเกิดของภูตโดยความเป็นภูต ความเกิดของมนุษย์โดยความเป็นมนุษย์ ความเกิดของสัตว์ ๔ เท้าโดยความเป็นสัตว์ ๔ เท้า ความเกิดของนกโดยความเป็นนก ความเกิดของงูสัตว์เลื้อยคลาน โดยความเป็นงูเป็นสัตว์เลื้อยคลาน หากว่าไม่มีความเกิดแห่งเทพเป็นต้นเหล่านี้ขึ้น จะมีชรามรณะหรือไม่ ท่านพระอานนท์ก็กราบทูลว่าไม่มี ในเมื่อมีความเกิดแห่งเทพเป็นต้นดังกล่าว จึงมีชรามรณะใช่หรือไม่ พระอานนท์ก็กราบทูลว่าใช่ ดั่งนี้

ทบทวนแต่ละลูกโซ่ในปฏิจจสมุปบาท

ตามที่อธิบายมาตั้งแต่อาสวะ อวิชชา จนถึงชรามรณะนี้ เป็นการแสดงอธิบายเพื่อให้เชื่อมต่อว่าเป็นปัจจัยของกันมาโดยลำดับอย่างไร ในข้อ สัมมาทิฏฐิ นี้ท่านพระสารีบุตรจับแสดงไปทีละข้อ เป็นอริยสัจ ๔ ไปทีละข้อ คือ

ให้รู้จักชรามรณะ ให้รู้จักเหตุเกิดแห่งชรามรณะคือชาติ ให้รู้จักความดับชรามรณะคือดับชาติ ให้รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับชรามรณะ คือมรรคมีองค์ ๘

ท่านแสดงให้รู้จักชาติ คือความเกิด ให้รู้จักเหตุเกิดแห่งชาติคือภพ ให้รู้จักความดับชาติคือดับภพ ให้รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับชรามรณะคือมรรคมีองค์ ๘

ท่านแสดงให้รู้จักภพ ให้รู้จักเหตุเกิดแห่งภพคืออุปาทาน ให้รู้จักความดับภพก็คือดับอุปาทาน ให้รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับภพก็คือมรรคมีองค์ ๘

ท่านแสดงให้รู้จักอุปาทาน ให้รู้จักเหตุเกิดแห่งอุปาทานก็คือตัณหา ให้รู้จักความดับอุปาทานก็คือดับตัณหา ให้รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับอุปาทานก็คือมรรคมีองค์ ๘

ท่านแสดงให้รู้จักตัณหา ให้รู้จักเหตุเกิดแห่งตัณหาก็คือเวทนา ให้รู้จักความดับตัณหาก็คือดับเวทนา ให้รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับตัณหาก็คือมรรคมีองค์ ๘

ท่านแสดงให้รู้จักเวทนา ให้รู้จักเหตุเกิดเวทนาก็คือผัสสะ ให้รู้จักความดับเวทนาก็คือดับผัสสะ ให้รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับเวทนาก็คือมรรคมีองค์ ๘

ท่านแสดงให้รู้จักผัสสะ ให้รู้จักเหตุเกิดแห่งผัสสะ ก็คืออายตนะทั้ง ๖ ให้รู้จักความดับผัสสะ ก็คือดับอายตนะทั้ง ๖ ให้รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับผัสสะก็คือมรรคมีองค์ ๘

ท่านแสดงให้รู้จักอายตนะทั้ง ๖ ให้รู้จักเหตุเกิดแห่งอายตนะทั้ง ๖ ก็คือนามรูป ให้รู้จักความดับแห่งอายตนะทั้ง ๖ ก็คือดับนามรูป ให้รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับอายตนะทั้ง ๖ ก็คือมรรคมีองค์ ๘

ท่านแสดงให้รู้จักนามรูป ให้รู้จักเหตุเกิดนามรูปก็คือวิญญาณ ให้รู้จักความดับนามรูปก็คือดับวิญญาณ ให้รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับนามรูปก็คือมรรคมีองค์ ๘

ท่านแสดงให้รู้จักวิญญาณ ให้รู้จักเหตุเกิดวิญญาณก็คือสังขาร ให้รู้จักความดับวิญญาณก็คือดับสังขาร ให้รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับวิญญาณก็คือมรรคมีองค์ ๘

ท่านแสดงให้รู้จักสังขาร ให้รู้จักเหตุเกิดสังขารก็คืออวิชชา ให้รู้จักความดับสังขารก็คือดับอวิชชา ให้รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับสังขารก็คือมรรคมีองค์ ๘

ท่านแสดงให้รู้จักอวิชชา ให้รู้จักเหตุเกิดอวิชชาก็คืออาสวะ ให้รู้จักความดับอวิชชาก็คือดับอาสวะ ให้รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับอวิชชาก็คือมรรคมีองค์ ๘

ท่านแสดงให้รู้จักอาสวะ ให้รู้จักเหตุเกิดอาสวะก็คืออวิชชา ก็กลับย้อนมาหาอวิชชาอีก ให้รู้จักความดับอาสวะก็คือดับอวิชชา ให้รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะก็คือมรรคมีองค์ ๘

มรรคมีองค์ ๘ ดับได้ทุกข้อ

ก็เป็นอันว่ายุติลงแค่อวิชชาอาสวะหรือว่าอาสวะอวิชชา อันนับว่าเป็นต้นเงื่อนที่ได้ทรงค้นพบ ได้ตรัสรู้ และได้ทรงนำมาแสดงชี้แจงจำแนก และก็เป็นอริยสัจไปทุกข้อ ดังจะพึงเห็นได้ว่า ตามที่ได้สรุปมานี้แต่ละข้อก็เป็น ๔ เป็น ๔ ทั้งนั้น คือเป็นอริยสัจ ๔ ไปทุกข้อ และทางปฏิบัติให้ถึงความดับของทุกข้อนั้นก็ยืนตัวคือ มรรคมีองค์ ๘ อันได้แก่

สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ก็คือเห็นในอริยสัจทั้ง ๔
สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ ก็คือดำริในอริยสัจทั้ง ๔ นั่นแหละ แต่ท่านแสดงเป็นความดำริออก ดำริที่ไม่ปองร้าย ดำริที่ไม่เบียดเบียน
สัมมาวาจา เจรจาชอบ
สัมมากัมมันตะ การงานชอบ
สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ
สัมมาวายามะ เพียรชอบ
สัมมาสติ ระลึกชอบ
สัมมาสมาธิ ตั้งใจชอบ

ได้มีพระพุทธาธิบายในมรรคมีองค์ ๘ นี้ โดยตั้งข้อสัมมาทิฏฐินำ คือ

เมื่อมีความเห็นชอบนำ ก็ย่อมมี ความดำริชอบ
เมื่อมีความดำริชอบ ก็ย่อมมี วาจาชอบ
เมื่อมีวาจาชอบ ก็ย่อมมี การงานชอบ
เมื่อมีการงานชอบ ก็ย่อมมี เลี้ยงชีวิตชอบ
เมื่อมีความเลี้ยงชีวิตชอบ ก็ย่อมมี ความเพียรชอบ
เมื่อมีความเพียรชอบ ก็ย่อมมี สติชอบ
เมื่อมีสติชอบ ก็ย่อมมี สมาธิชอบ
และได้มีพระพุทธาธิบายต่อไปอีกว่า
เมื่อมีสมาธิชอบ ก็ย่อมมี สัมมาญาณะ คือความหยั่งรู้ชอบ
เมื่อมีความหยั่งรู้ชอบ ก็ย่อมมี สัมมาวิมุตติ คือพ้นชอบ ดังนี้

อริยสัจสายเกิดทุกข์และสายดับทุกข์

มรรคมีองค์ ๘ นี้ย่อมเป็นหลักสำคัญในการปฏิบัติเพื่อดับแห่งทุกข์ทุกข้อ และเมื่อพิจารณาดูตามพระเถราธิบายที่ท่านแจกข้อธรรมะในปฏิจจสมุปบาท ธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น จับแต่ข้อชรามรณะไปจนถึงอวิชชาอาสวะหรืออาสวะอวิชชาก็แยกเป็นอริยสัจ ๔ ไปทุกข้อดังที่กล่าว และก็กล่าวได้ว่า ก็แบ่งออกเป็น สายเกิด และแบ่งออกเป็น สายดับ

หากจะพูดรวบรัดเข้ามาว่า เป็นสายเกิดแห่งอะไร ก็กล่าวได้ว่า เป็นสายเกิดแห่งทุกข์ เพราะว่าสายเกิดนั้นก็มาสุดลงที่ชรามรณะ แก่ตาย และโสกะปริเทวะ ความโศกความรัญจวนคร่ำครวญใจ เป็นต้น รวมเข้าก็คือทุกข์ทุกอย่าง ต้นทางของสายเกิดก็คืออวิชชาอาสวะหรืออาสวะอวิชชา ก็มาสุดลงที่กองทุกข์ทั้งหมด มีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ เป็นต้น เพราะฉะนั้น จึงสรุปเข้าว่าเป็นสายเกิดทุกข์

ส่วน สายดับ นั้นกล่าวอย่างรวบรัดเข้ามาว่า ดับอะไร ก็กล่าวได้ว่า ดับทุกข์ เพราะว่าปลายทางก็คือดับทุกข์ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะเป็นต้นดับไปหมด เนื่องจากดับมาจากต้นทางคืออวิชชาอาสวะหรืออาสวะอวิชชาดับ ทุกอย่างก็ดับมา ตลอดสายจนถึงดับกองทุกข์ทั้งหมด มีชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะเป็นต้น

พิจารณาให้เห็นทุกข์ว่าเป็นทุกข์

ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า บรรดาข้อธรรมในปฏิจจสมุปบาท ธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้นทุกข้อ คืออาสวะอวิชชาหรืออวิชชาอาสวะ อาสวะ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ๖ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ มรณะ โสกะ ปริเทวะ เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นทุกขะสัจจะ สภาพที่จริงคือทุกข์ทั้งหมด เพราะว่าเป็นสิ่งที่เป็นทุกข์ คือตั้งอยู่คงที่ไม่ได้ ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปคือต้องเกิดดับ คือเกิดได้ดับได้ สิ่งที่เกิดดับได้นี้ รวมเข้าในคำว่าทุกข์ทั้งหมด เพราะว่าตั้งอยู่คงที่ไม่ได้ ทุกข์จึงมิได้หมายความเฉพาะทุกขเวทนาเท่านั้น จึงได้มีแสดงถึงคำว่า ทุกข์ เอาไว้ว่า

ทุกขทุกขะ ทุกข์โดยความเป็นทุกข์
สังขารทุกข์ ทุกข์คือสังขารสิ่งที่ผสมปรุงแต่งทั้งหลาย
วิปริณามทุกข์ ทุกข์คือความแปรปรวนเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่มีลักษณะเป็นทุกข์โดยเป็นทุกข์ดังที่เรียกว่าทุกขทุกข์ และสิ่งที่เป็นสังขารคือสิ่งผสมปรุงแต่งทั้งหมด และสิ่งที่ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมด รวมเข้าในคำว่า ทุกข์ นี้ทั้งนั้น แม้ตัว เวทนา เอง

สุขเวทนา ก็เป็นทุกข์ เพราะว่าต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงต้องเกิดดับ
ทุกขเวทนา ก็เป็นทุกข์ เพราะว่าต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงต้องเกิดดับ
อุเบกขาเวทนา ก็เป็นทุกข์ เพราะว่าต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงต้องเกิดดับ

เพราะฉะนั้น การเห็นทุกข์นั้นจึงมิใช่หมายความว่าเห็นในขณะที่มีทุกขเวทนา เช่นในเวลาที่เหน็ดเหนื่อย หรือในเวลาที่ต้องอยู่ในที่ร้อนไป หนาวไป ในเวลาที่ต้องมีทุกขเวทนาต่าง ๆ จากอาพาธป่วยไข้ การเห็นทุกข์ดั่งนี้ ทุก ๆ คนเมื่อประสบทุกขเวทนาก็ต้องเห็นทั้งนั้น คือต้องเสวยทุกข์อยู่ด้วยกันทั้งนั้น แล้วก็ต้องเห็นทุกข์ดังนั้นทั้งนั้น แต่ว่าเมื่อเห็นก็ยังจมอยู่ในกองทุกข์ ยังต้องตกอยู่ในทุกข์ พรากจิตออกมาไม่ได้ เพราะฉะนั้น ทุกข์อย่างที่เห็น ๆ กันนี้ผู้เห็นจึงไม่ชื่อว่าเห็นทุกข์ เห็นทุกข์นั้นจะต้องเห็นว่าแม้ทุกขเวทนาที่กำลังประสบอยู่ก็เป็นทุกข์ คือต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลง เป็นสังขารคือสิ่งผสมปรุงแต่งต้องเกิดต้องดับ แม้ในเวลาที่ประสบสุขเวทนาต่าง ๆ มีความสุขสบายต่าง ๆ ก็ต้องเห็นว่าสุขที่กำลังประสบอยู่นั้นเป็นตัวทุกข์ คือเป็นสิ่งที่แปรปรวนเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ต้องเกิดดับ แม้ในขณะที่กำลังประสบหรือเสวยอุเบกขาเวทนา เวทนาที่ไม่ทุกข์ไม่สุข ก็ต้องรู้จักว่านั่นเป็นเวทนาที่เป็นกลาง ๆ ไม่ทุกข์ไม่สุข ซึ่งก็ต้องเป็นตัวทุกข์ คือเป็นสังขารสิ่งผสมปรุงแต่ง ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลง จะต้องเห็นดั่งนี้ จึงจะชื่อว่า เห็นทุกข์

เห็นทุกข์ในรูป เห็นทุกข์ในเวทนา เห็นทุกข์ในสัญญา เห็นทุกข์ในสังขาร เห็นทุกข์ในวิญญาณ ทั้งหมดว่าเป็นสิ่งที่ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงต้องเกิดต้องดับ
ชรามรณะโสกะปริเทวะเป็นต้น ก็ต้องเป็นตัวทุกข์ดังกล่าว

ชาติ ก็ต้องเป็นตัวทุกข์ดังกล่าว
ภพ ก็ต้องเป็นตัวทุกข์ดังกล่าว
อุปาทาน ก็ต้องเป็นตัวทุกข์ดังกล่าว
ตัณหา ก็ต้องเป็นตัวทุกข์ดังกล่าว
เวทนา ก็ต้องเป็นตัวทุกข์ดังกล่าว
ผัสสะ ก็ต้องเป็นตัวทุกข์ดังกล่าว
อายตนะทั้ง ๖ ก็ต้องเป็นตัวทุกข์ดังกล่าว
นามรูป ก็ต้องเป็นตัวทุกข์ดังกล่าว
วิญญาณ ก็ต้องเป็นตัวทุกข์ดังกล่าว
สังขาร ก็ต้องเป็นตัวทุกข์ดังกล่าว
แม้ อวิชชาอาสวะ ก็ต้องเป็นตัวทุกข์ดังกล่าว เพราะเป็นสิ่งที่ต้องเกิดต้องดับ คือดับได้

ดั่งนี้จึงจะชื่อว่าเห็นทุกข์ในอริยสัจที่สืบเนื่องกันไปเป็นสายเป็นทุกข์ทั้งหมด คือเป็นสิ่งที่ต้องเกิดต้องดับหมด ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงหมด
เพราะฉะนั้น เห็นดั่งนี้จึงจะชื่อว่า เห็นทุกข์

เห็นสมุทัยของแต่ละเงื่อนไขโดยลำดับ

และเห็นว่า บรรดาข้อธรรมะเหล่านี้เป็นสมุทัยของกันและกันดังที่ได้แสดงมาแล้ว อาสวะเป็นสมุทัยของอวิชชา อวิชชาเป็นสมุทัยของอาสวะ อาสวะเป็นสมุทัยของอวิชชา อวิชชาเป็นสมุทัยของสังขารเป็นต้น ลงมาจนถึงชาติเป็นสมุทัยของชรามรณะโสกะปริเทวะเป็นต้น เป็นสมุทัยของกันและกันเป็นลูกโซ่มาโดยลำดับ
ดั่งนี้เป็นข้อ สมุทัย

เห็นนิโรธคือความดับทุกข์

และเห็นความดับที่ต้องดับสืบต่อกันมาเป็นสายจากอวิชชาอาสวะ อาสวะอวิชชาลงมาจนถึงชาติดับชรามรณะโสกะปริเทวะเป็นต้น
นั่นก็เป็นเห็น นิโรธ คือความดับทุกข์

เห็นมรรคคือทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

และเห็นมรรคคือทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ คือมรรคมีองค์ ๘ ว่าเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ซึ่งมีสัมมาทิฏฐิคือความเห็นชอบเป็นข้อสำคัญ โดยที่มีมรรคทั้งหมดสนับสนุน คือจะต้องมีทั้งอีก ๗ ข้อมาร่วมกันเป็นมรรคสมังคี ความพร้อมเพรียงกันขององค์มรรค สัมมาทิฏฐิคือความเห็นชอบจึงจะมีกำลังแก่กล้า มองเห็นสัจจะคือความจริงในอริยสัจทั้ง ๔ เหล่านี้ ที่จำแนกไปโดยลำดับตลอดสาย และเมื่อเป็นดั่งนี้แล้ว จึงจะได้

สัมมาญาณะ ความหยั่งรู้ชอบ
สัมมาวิมุตติ ความหลุดพ้นชอบในที่สุด

สรุปสัมมาทิฏฐิและปฏิจจสมุปบาท

ท่านพระสารีบุตรได้แสดงธรรมะ ในปฏิจจสมุปบาทนี้สืบต่อจากที่ท่านได้แสดงถึงสัมมาทิฏฐิคือความเห็นชอบ คือเห็นชอบในกรรมพร้อมทั้งเหตุของกรรม ซึ่งท่านได้แสดงว่า

สัมมาทิฏฐิ คือความเห็นชอบ ก็ได้แก่รู้จักอกุศล รู้จักอกุศลมูล คือโลภะ โทสะ โมหะ รู้จักกุศล รู้จักกุศลมูล คืออโลภะ อโทสะ อโมหะ รู้จักอาหารทั้ง ๔ อันได้แก่รู้จักว่าอาหารคือคำข้าว ซึ่งเป็นของหยาบเป็นอาหารของกาย รู้จักผัสสะ เป็นอาหารของเวทนา รู้จักมโนสัญเจตนา คือความจงใจว่าเป็นอาหารของกรรม และรู้จักวิญญาณว่าเป็นอาหารของนามรูป ดั่งนี้

แล้วท่านจึงแสดง อริยสัจทั้ง ๔ คือให้รู้จักทุกข์ รู้จักทุกขสมุทัย เหตุเกิดทุกข์ รู้จักทุกขนิโรธ ความดับทุกข์ รู้จักมรรคคือทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

แล้วจึงขยายออกมาเป็นข้อธรรมใน ปฏิจจสมุปบาท โดยแยกเป็นอริยสัจ ๔ ไปทุก ๆ ข้อ แต่ว่าข้อธรรมในปฏิจจสมุปบาทนี้ ท่านพระอานนท์ได้เคยกราบทูลพระพุทธเจ้าว่าปรากฏแก่ท่านว่าเหมือนเป็นของง่าย แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่าท่านพระอานนท์อย่ากล่าวเช่นนั้น ธรรมะในปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรมะที่ลุ่มลึก ซึ่งเห็นได้ยาก รู้ได้ยาก เพราะฉะนั้น เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดง อริยสัจทั้ง ๔ จึงได้แสดงโดยปริยายที่เข้าใจกันง่าย

ทรงแสดงทุกขสัจจะ สภาพที่จริงคือทุกข์ ก็ทรงชี้ให้รู้จักสภาวทุกข์ คือชาติ ชรา มรณะ ให้รู้จักปกิณณกทุกข์ ก็คือโสกะปริเทวะเป็นต้น
ซึ่งรวบเข้าก็เป็น ประจวบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก พลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก
สรุปลงเป็นหนึ่งก็คือ ปรารถนาไม่ได้สมหวัง
และโดยย่อก็คือ ขันธ์เป็นที่ยึดถือทั้ง ๕ ประการเป็นตัวทุกข์ ก็คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
และ ทรงแสดงทุกขสมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ ทรงชี้เอาตัณหาความดิ้นรนทะยานอยาก
ทรงแสดงทุกขนิโรธ ความดับทุกข์ก็คือดับตัณหา
ทรงแสดงมรรค ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ก็คือมรรคมีองค์ ๘ ดังกล่าว ซึ่งเป็นปริยายที่เข้าใจได้ง่าย

แต่ในทางพระสัพพัญญุตญาณที่ตรัสรู้นั้น ได้ตรัสแสดงไว้ว่า ได้ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท ธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น คือได้ตรัสรู้อย่างละเอียด และเมื่อได้ตรัสรู้แล้วก็ยังได้พิจารณาปฏิจจสมุปบาท ธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้นนี้ ทั้งโดยสมุทัยวาร วาระเกิด นิโรธวาร วาระดับ

ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวด และตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

๑๘ มิถุนายน ๒๕๒๘

-------------------------------------------------------------

หมายเหตุ
บทความนี้เป็นการแสดงธรรมจากจำนวนทั้งสิ้น ๔๒ ครั้ง ที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) แสดงไว้ในการปฏิบัติอบรมจิต ทุกวันธรรมสวนะและวันหลังวันธรรมะสวนะ ณ ตึก สว วัดบวรนิเวศ ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ ถึง กรกฎาคม ๒๕๒๘ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพิมพ์ถวายเป็นเครื่องบูชาเฉลิมพระเกียรติคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ในโอกาสอันควรที่เจริญชนมายุครบ ๖ รอบ ในวันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๒๘

คัดลอกจาก หนังสือสัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ
พิมพ์ครั้งที่ ๗/๒๕๕๓ ที่ โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย ๑๒๙ หมู่ ๓ ถ.ศาลายา – นครชัยศรี ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม




 

Create Date : 13 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 13 พฤศจิกายน 2555 8:53:07 น.
Counter : 498 Pageviews.  

ครั้งที่ ๓๙ ปฏิจจสมุปบาท ข้อตัณหา อุปาทาน

สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ

ธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร
ในการปฏิบัติอบรมจิต ทุกวันธรรมสวนะและวันหลังวันธรรมสวนะ
ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ ถึงกรกฎาคม ๒๕๒๘
ณ ตึก สว. วัดบวรนิเวศวิหาร


--------------------------------------------------------------



ครั้งที่ ๓๙ ปฏิจจสมุปบาท ข้อตัณหา อุปาทาน

บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุก ๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจ ให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

ได้แสดงข้อสัมมาทิฏฐิตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรมาโดยลำดับ โดยที่ท่านได้จับอธิบายในข้อสัมมาทิฏฐิ คือความเห็นชอบ ว่าคือเห็นอย่างไร จำแนกแจกแจงตามลำดับธรรมะในปฏิจจสมุปบาท คือธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น จับแต่ข้อชรามรณะย้อมขึ้นไปจนถึงอวิชชาอาสวะ แต่ละข้อก็จำแนกออกตามหลักอริยสัจทั้ง ๔ ซึ่งเป็นผลและเหตุในด้านเกิดทุกข์ และผลและเหตุในด้านดับทุกข์ไปทีละข้อ ในการอธิบายในที่นี้ก็อธิบายไปตามแนวของท่าน และเมื่อขึ้นไปถึงอวิชชาอาสวะ จึงได้รับอธิบายในแต่ละข้อที่เป็นผลและเหตุในด้านเกิดทุกข์หรือว่าในด้านเกิด ว่าเป็นปัจจัยที่สืบกันลงไปอย่างไร ก็จับแต่ข้ออวิชชาอาสวะหรืออาสวะอวิชชาลงมาว่าเป็นเหตุปัจจัยของกันอย่างไร และก็ต่อลงมา

อวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิดสังขารอย่างไร
สังขาร เป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณอย่างไร
วิญญาณ เป็นปัจจัยให้เกิดนามรูปอย่างไร
นามรูป เป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะ ๖ อย่างไร
อายตนะ ๖ เป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะอย่างไร
ผัสสะ เป็นปัจจัยให้เกิดเวทนาอย่างไร
เวทนา เป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาอย่างไร
ในวันนี้จะได้จับอธิบายว่า ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน

มีตัณหา ความอยาก ก็มีอุปาทาน ความยึดถือ

คือเมื่อมีตัณหาความดิ้นรนทะยานอยาก ก็ย่อมมีอุปาทาน คือความยึดถือ และอุปาทานนั้นท่านพระเถระก็ได้แยกออกเป็น อุปาทาน ๔ คือ

กามุปาทาน ยึดถือกาม
ทิฏฐุปาทาน ยึดถือทิฏฐิคือความเห็น
สีลัพพตุปาทาน ยึดถือศีลและพรต
อัตตวาทุปาทาน ยึดถือวาทะว่าตน

ซึ่งอุปาทาน ๔ นี้ ก็ได้แสดงอธิบายแล้ว เมื่อได้แสดงมาถึงลำดับของอุปาทาน เพราะมีตัณหาคือความดิ้นรนทะยานอยาก จึงมีอุปาทานคือความยึดถือ คือเพราะอยากจึงยึด ถ้าหากว่าไม่มีอยากซึ่งเป็นตัวตัณหา ก็ย่อมไม่มียึดซึ่งเป็นอุปาทาน

ตัณหาทำให้มีการแสวงหาและการได้

แต่ได้มีพระพุทธาธิบายแทรกเข้ามาตรงตัณหานี้ในพระสูตรอื่น ว่าเพราะตัณหาเป็นเหตุให้เกิดอะไรต่ออะไรต่าง ๆ อีกมากมาย ซึ่งก็เป็นข้อที่จะพึงเห็นได้อย่างง่าย ๆ เพราะเป็นเรื่องที่มีอยู่เป็นไปอยู่เหมือนอย่างเป็นธรรมดาโลก ซึ่งโลกนั้นก็ได้มีพระพุทธภาษิตตรัสแสดงไว้ว่าอันตัณหาก่อให้เกิดขึ้น

ตณฺหาย อุฑฺฑิโต โลโก โลกอันตัณหาก่อให้เกิดขึ้น

เพราะฉะนั้น ข้อที่ตรัสจำแนกว่าอะไรเกิดขึ้นบ้างจากตัณหา จึงแสดงถึงความเป็นพระสัพพัญญู ผู้รู้ธรรมทั้งหมดของพระพุทธเจ้า และแสดงถึงทรงเป็นพระผู้จำแนกแจกธรรม สั่งสอนได้อย่างถูกต้องแท้จริง คือได้ตรัสแสดงชี้แจง สิ่งที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากตัณหา อันกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาโลกที่ตัณหาก่อขึ้น คือได้ตรัสแสดงไว้ว่า

เพราะมีตัณหาคือความดิ้นรนทะยานอยาก จึงมี การแสวงหา คือมีการแสวงหาสิ่งที่ตัณหาทะยานอยากเพื่อจะได้ ทะยานอยากเพื่อจะได้อะไรก็แสวงหาสิ่งนั้น ทะยานอยากเพื่อจะเป็นอะไร ก็แสวงหาเพื่อจะเป็นอย่างนั้น ทะยานอยากเพื่อที่จะไม่ให้เป็นอะไร ก็แสวงหาเพื่อที่จะไม่ให้เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น เพราะมีตัณหาจึงมีการแสวงหา

และ เพราะมีการแสวงหา ก็มี ลาภคือการได้มา ในเมื่อการแสวงหานั้นเป็นเหตุให้ได้มาก็ย่อมจะได้ เช่นได้ทรัพย์ได้สิ่งที่ตัณหาต้องการ อันมีคำเรียก เช่น เรียกว่ากามหรือวัตถุกาม หรือกามคุณ คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ คือสิ่งถูกต้อง ที่น่ารักใคร่ปรารถนาพอใจทั้งหลาย ได้เป็นนั่นเป็นนี่ตามที่ตัณหาต้องการ หรือว่าได้ที่จะไม่เป็นนั่นเป็นนี่หรือที่ให้สิ่งที่เป็นนั่นเป็นนี่ต้องหายไป หมดไป เสื่อมไปสิ้น ไปตามที่ตัณหาต้องการ เหล่านี้รวมเข้าในคำว่า “การได้”

และ เพราะมีการได้ จึงมี ความปลงใจตกลงใจว่าเราได้มาซึ่งสิ่งนั้นสิ่งนี้แล้ว
และ เพราะมีความปลงใจตกลงใจดังนี้ จึงมี ฉันทราคะ ความพอใจยินดี ความติดใจ พอใจอยู่ในสิ่งที่ได้นั้น ซึ่งตกลงใจว่าเราได้มาแล้ว รับรู้ว่าเราได้มาแล้ว ก็มีความยินดีพอใจ มีความพอใจติดใจ หรือติดใจพอใจอยู่ในสิ่งนั้น

และ เพราะมีความพอใจติดใจหรือว่ายินดีพอใจอยู่ในสิ่งนั้น จึงได้มี ความสยบติด อันหมายความว่าความพอใจติดใจนั้น ทำให้ตนหรือจิตใจของตนสยบอยู่ในสิ่งนั้นติดอยู่ในสิ่งนั้น เหมือนอย่างวัตถุที่ติดกันอยู่ด้วยกาว อันทำให้มีความสยบอยู่ด้วยความติด

และ เพราะมีความสยบอยู่ด้วยความติด จึงมี ความยึดถือ รวบถือ อันหมายความว่าไม่ต้องการที่จะพรากออก แต่ว่าแถมมีความยึดถืออยู่ในความติดนั้น แปลว่า ต้องการจะให้ติดอยู่ ต้องการที่จะให้สยบอยู่ ไม่ต้องการที่จะให้พรากออก แม้มีใครมาบอกว่าให้พรากออก เพราะความที่สยบติดอยู่นั้นไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ไม่ยอมฟัง ยังยืนยันอยู่ในความสยบติดนั้น ดังนี้คือความที่ยึดถือหรือว่ารวบถือด้วยความสมัครใจ สมัครใจที่จะยึดถืออยู่อย่างนั้น

และ เพราะมีความยึดถืออยู่ดั่งนี้ จึงมี มัจฉริยะ ที่แปลกันว่าความตระหนี่เหนียวแน่นหวงแหน

และ เพราะมีมัจฉริยะคือความตระหนี่เหนียวแน่นหวงแหน จึงมี อารักขา คือการักษาด้วยวิธีต่าง ๆ เป็นต้นว่าต้องมีการถือกระบองถือท่อนไม้ ต้องมีการถือศัสตราวุธ ต้องมีการทะเลาะกัน ต้องมีการแก่งแย่งกัน ต้องมีการวิวาทกัน ต้องมีการกล่าวหากัน ว่าท่านนั่นแหละท่านนั่นแหละ หรือว่าเจ้านั่นแหละเจ้านั่นแหละ ต้องมีการกล่าวส่อเสียด ต้องมีการกล่าวคำเท็จต่าง ๆ และก็จะต้องมีบาปอกุศลธรรมต่าง ๆ มากมายบังเกิดขึ้นสืบต่อกันไปดั่งนี้

มีอุปาทาน ๔ เพราะตัณหา

นี้เป็นพระพุทธาธิบายที่ตรัสจำแนกเอาไว้โดยที่ได้ทรงชี้ให้ทุก ๆ คนได้มองเห็นได้ว่าความวุ่นวาย ความทุกข์เดือดร้อนต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลกนั้นได้มีขึ้นดั่งนี้ สืบจากตัณหาคือความดิ้นรนทะยานอยาก เป็นปฏิจจสมุปบาทสายตัณหาโดยเฉพาะอีกกว่า ๑๐ ข้อ และเมื่อพิจารณาดูทุกคนก็จะเห็นได้ว่าเป็นอย่างนี้จริง ๆ โลกที่ตัณหาก่อขึ้นย่อมเป็นไปดั่งนี้จริง ๆ และทุกคนที่มีตัณหาก็ย่อมเป็นไปอย่างนี้มากหรือน้อย เพราะฉะนั้นข้อที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสชี้แจงไว้นี้ จึงเป็นเรื่องที่บังเกิดขึ้นในโลกจริง ๆ เพราะเหตุแห่งตัณหาคือความดิ้นรนทะยานอยาก และเมื่อรวมเข้าแล้วก็รวมเข้าในอุปาทานทั้ง ๔ นั่นแหละ ที่ตรัสสรุปเข้าว่า เพราะตัณหามีขึ้นจึงมีอุปาทานคือความยึดถือ

ยึดถือกาม คือสิ่งที่รักใคร่ปรารถนาพอใจทั้งหลาย ภาวะที่รักใคร่ปรารถนาพอใจทั้งหลาย
ยึดถือทิฏฐิ คือความเห็น ความเห็นที่เป็นไปตามอำนาจของตัณหา
ยึดถือศีลและวัตร คือความประพฤติที่เป็นข้อเว้นและความประพฤติที่เป็นข้อที่พึงทำต่าง ๆ ไปตามอำนาจของตัณหา
ยึดถือวาทะว่าตัวเราของเรา และก็สืบไปถึงตัวเขาของเขา เพราะเมื่อมีตัวเราของเราก็ต้องมีตัวเขาของเขาคู่กันไป

ก็รวมเข้าในอุปาทานทั้ง ๔ นี่แหละ ซึ่งปรากฏออกไป ก็เป็นการแสวงหาเป็นการได้มา ในเมื่อได้ เป็นการที่รับเข้ามาว่าเราได้ ยุติไปเป็นอย่าง ๆ และมีความพอใจติดใจมีความสยบติด มีความยึดถือ มีความตระหนี่เหนียวแน่น และมีอารักขาต่าง ๆ ซึ่งต้องใช้ไม้กระบองท่อนไม้ ต้องใช้ศัสตราวุธต่าง ๆ ต้องทะเลาะกัน แก่งแย่งกัน วิวาทกัน กล่าวหากัน ว่าท่านนั่นแหละหรือว่าเจ้านั่นแหละผิดเป็นต้น ต้องพูดส่อเสียดกัน ต้องพูดเท็จกัน และต้องประกอบบาปอกุศลธรรมต่าง ๆ เป็นอเนกคือไม่น้อยมากมาย ก็สืบเนื่องมาจากตัณหาซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน ดั่งนี้นี่แหละ

พิจารณาให้เห็นโทษของตัณหา

เพราะฉะนั้น ตามที่ทรงจำแนกไว้นี้จึงเป็นข้อที่พึงพิจารณา และเมื่อพิจารณาดีแล้วก็จะทำให้จิตใจนี้เห็นโทษของตัณหา เห็นโทษของอุปาทาน ในการที่เพ่งพิจารณาก็ต้องใช้สมาธิในสิ่งที่เพ่งพิจารณานั้น ปัญญาที่ได้มาจากความเพ่งพิจารณาก็เป็นปัญญา และเมื่อเป็นปัญญาขึ้นดังนี้ ปัญญานี้เองก็จะทำให้เกิดการละได้การสละได้ ดังที่ท่านพระเถระได้แสดงไว้ว่า

สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ก็คือความเห็นตรง เห็นถูกต้อง ประกอบด้วยความเลื่อมใส ไม่หวั่นไหวในธรรม อันนำมาสู่พระสัทธรรมคือพระธรรมวินัยในศาสนานี้ เป็นเหตุละราคานุสัย อนุสัย กิเลสที่นอนเนื่องในจิตสันดานคือราคะความติดใจยินดี บรรเทาอนุสัยคือปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งอันเป็นต้นของความโกรธแค้นขัดเคือง โทสะพยาบาททั้งหลาย และถอนอนุสัยคือทิฏฐิมานะว่าตัวเราของเรา เป็นเหตุให้ละอวิชชาทำวิชชาให้บังเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้น จึงนำให้กระทำที่สุดของทุกข์ได้

ความที่ได้พิจารณาให้มองเห็นตามเป็นจริงตามที่ตรัสไว้นี้แหละ คือสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบในแต่ละข้อ และที่ตรัสแสดงไว้นี้ก็เป็นข้อที่จะพิจารณาเห็นตามไปได้จริง ๆ เพราะเป็นเรื่องที่มีอยู่เป็นไปอยู่จริงในโลกนี้ ซึ่งทุก ๆ คนก็อยู่ในโลกนี้ โดยตรงก็อยู่ในจิตใจอันนี้นี่แหละของทุก ๆ คน ซึ่งทุก ๆ คนก็มีจิตใจอันนี้อยู่ มีตัณหา มีอุปาทานอยู่และมีความเป็นไปต่าง ๆ อยู่ตามที่ตรัสสอนไว้นี้มากหรือน้อย

ต่อจากนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวด และตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

๑๗ มิถุนายน ๒๕๒๘

-------------------------------------------------------------

หมายเหตุ
บทความนี้เป็นการแสดงธรรมจากจำนวนทั้งสิ้น ๔๒ ครั้ง ที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) แสดงไว้ในการปฏิบัติอบรมจิต ทุกวันธรรมสวนะและวันหลังวันธรรมะสวนะ ณ ตึก สว วัดบวรนิเวศ ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ ถึง กรกฎาคม ๒๕๒๘ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพิมพ์ถวายเป็นเครื่องบูชาเฉลิมพระเกียรติคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ในโอกาสอันควรที่เจริญชนมายุครบ ๖ รอบ ในวันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๒๘

คัดลอกจาก หนังสือสัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ
พิมพ์ครั้งที่ ๗/๒๕๕๓ ที่ โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย ๑๒๙ หมู่ ๓ ถ.ศาลายา – นครชัยศรี ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม




 

Create Date : 07 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 13 พฤศจิกายน 2555 8:38:28 น.
Counter : 535 Pageviews.  

1  2  3  

sirivajj
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




บทความในกลุ่ม ข้อคิด-ธรรมะ ได้ถูกเรียบเรียงขึ้น โดยบางบทความได้คัดลอกและสำเนาภาพมาถ่ายทอดจากหนังสือธรรมะต่างๆ หรือหนังสืออื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ด้วยเจตนาประสงค์จะให้ธรรมะอันเป็นสัจจะและมงคลของพระพุทธศาสนาได้รับการเผยแพร่และเข้าถึงพุทธศาสนิกชนหรือผู้ที่สนใจให้ได้มากที่สุด รวมทั้งให้บทความธรรมะได้ถูกรวบรวมไว้ในรูปแบบที่จะสะดวกแก่การสืบค้นและเข้าถึงในภายหลัง

ผู้ที่ประสงค์จะคัดลอกไปเพื่อประโยชน์ทางพาณิชย์ กรุณาตรวจสอบกับต้นฉบับหรือเจ้าของลิขสิทธิ์ ด้วยครับ
Friends' blogs
[Add sirivajj's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.