Group Blog
 
All Blogs
 

ครั้งที่ ๓๐ สรุปสัมมาทิฏฐิ

สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ

ธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร
ในการปฏิบัติอบรมจิต ทุกวันธรรมสวนะและวันหลังวันธรรมสวนะ
ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ ถึงกรกฎาคม ๒๕๒๘
ณ ตึก สว. วัดบวรนิเวศวิหาร


--------------------------------------------------------------



ครั้งที่ ๓๐ สรุปสัมมาทิฏฐิ

บัดนี้จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุก ๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจ ให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

ทบทวนพระเถราธิบาย

ได้แสดงข้อสัมมาทิฏฐิตามเถราธิบายแห่งท่านพระสารีบุตรมาโดยลำดับ และได้แสดงอธิบายแต่ละข้อ จะได้กล่าวสรุปข้อที่ได้แสดงอธิบายแล้วตั้งแต่ต้นจนจบสักครั้งหนึ่งและจะได้แจ้งว่าข้อใดที่ได้แสดงอธิบายมาแล้ว และข้อใดที่จะแสดงอธิบายต่อไป ท่านพระสารีบุตรได้ประทานเถราธิบายข้อสัมมาทิฏฐิแก่ภิกษุทั้งหลายผู้ที่ได้กราบเรียนถามท่านและเมื่อท่านได้แสดงอธิบายหมวดหนึ่งแล้ว ภิกษุทั้งหลายก็ถามต่อไป ท่านก็แสดงต่อไปอีกโดยลำดับ

และหลักในการตั้งอธิบายของท่านก็ตั้งหลักอธิบายตามหลักแห่งอริยสัจทั้ง ๔ นั้นแหละ จับตั้งต้นแต่แสดงอธิบายว่า สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ก็ได้แก่ความเห็นตรงถูกต้อง ซึ่งทำให้ผู้มีสัมมาทิฏฐิได้ความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในธรรม นำมาสู่สัทธรรมคือพระธรรมวินัยนี้ ก็ได้แก่ รู้จักอกุศล รู้จักอกุศลมูล มูลรากของอกุศล รู้จักกุศล รู้จักกุศลมูล มูลรากของกุศล รู้จักอาหาร รู้จักสมุทัย เหตุเกิดแห่งอาหาร รู้จักนิโรธ ความดับอาหาร รู้จักมรรค ทางปฏิบัติให้ถึงความดับอาหาร รู้จักทุกข์ รู้จักสมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ รู้จักนิโรธ ความดับทุกข์ รู้จักมรรค ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

ต่อจากนี้ ท่านก็แสดงอธิบายไปตามหลักปฏิจจสมุปบาท ธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้นย้อนหลังขึ้นมา คือท่านแสดงอธิบายว่า สัมมาทิฏฐิก็ได้แก่รู้จักชรามรณะ รู้จักสมุทัยเหตุเกิดชรามรณะ รู้จักความดับชรามรณะ รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับชรามรณะ

และท่านก็ได้แสดงว่า เหตุเกิดชรามรณะ ก็คือ ชาติ ท่านจึงแสดงต่อไปว่า รู้จักชาติคือความเกิด รู้จักสมุทัยเหตุให้เกิดชาติ รู้จักความดับชาติ รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับชาติ

สมุทัยคือเหตุเกิดแห่งชาตินั้น ก็ได้แก่ ภพ ท่านจึงแสดงอธิบายต่อไปว่า รู้จักภพ รู้จักสมุทัยเหตุให้เกิดภพ รู้จักความดับภพ รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับภพ

และสมุทัยคือเหตุเกิดแห่งภพ นั้น ก็ได้แก่ อุปาทาน ท่านจึงแสดงอธิบายต่อไปว่า รู้จักอุปาทาน รู้จักสมุทัยเหตุให้เกิดอุปาทาน รู้จักความดับอุปาทาน รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับอุปาทาน

ก็ สมุทัยเหตุให้เกิดอุปาทาน นั้น ก็ได้แก่ ตัณหา ท่านจึงแสดงอธิบายต่อไปว่า รู้จักตัณหา รู้จักสมุทัยเหตุให้เกิดตัณหา รู้จักความดับตัณหา รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับตัณหา

ก็ สมุทัยคือเหตุให้เกิดตัณหา ก็ได้แก่ เวทนา ท่านจึงแสดงอธิบายต่อไปว่า รู้จักเวทนา รู้จักสมุทัยเหตุให้เกิดเวทนา รู้จักความดับเวทนา รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับเวทนา

ก็ สมุทัยคือเหตุให้เกิดเวทนา ก็ได้แก่ สัมผัสหรือผัสสะ ท่านจึงแสดงอธิบายต่อไปว่า รู้จักผัสสะ รู้จักสมุทัยเหตุให้เกิดผัสสะ รู้จักความดับผัสสะ รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับผัสสะ

ก็ สมุทัยคือเหตุให้เกิดผัสสะ ก็ได้แก่ สฬายตนะ คืออายตนะทั้ง ๖ ท่านจึงแสดงอธิบายต่อไปว่า รู้จักอายตนะทั้ง ๖ รู้จักสมุทัยเหตุให้เกิดอายตนะทั้ง ๖ รู้จักความดับอายตนะทั้ง ๖ รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับอายตนะทั้ง ๖

ก็ สมุทัยคือเหตุให้เกิดอายตนะทั้ง ๖ ก็คือ นามรูป ท่านจึงแสดงอธิบายต่อไปว่า รู้จักนามรูป รู้จักสมุทัยเหตุให้เกิดนามรูป รู้จักความดับนามรูป รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับนามรูป

ก็ สมุทัยคือเหตุให้เกิดนามรูป ก็ได้แก่ วิญญาณ ท่านจึงแสดงอธิบายต่อไปว่า รู้จักวิญญาณ รู้จักสมุทัยเหตุให้เกิดวิญญาณ รู้จักความดับวิญญาณ รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับวิญญาณ

ก็ สมุทัยคือเหตุให้เกิดวิญญาณ ก็ได้แก่ สังขาร ท่านจึงแสดงอธิบายต่อไปว่า รู้จักสังขาร รู้จักสมุทัยเหตุให้เกิดสังขาร รู้จักความดับสังขาร รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับสังขาร

ก็ สมุทัยคือเหตุให้เกิดสังขาร ก็ได้แก่ อวิชชา ท่านจึงแสดงต่อไปว่า รู้จักอวิชชา รู้จักสมุทัยเหตุให้เกิดอวิชชา รู้จักความดับอวิชชา รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับอวิชชา

อวิชชาและอาสวะเป็นที่สิ้นสุดของสายเกิดทุกข์

ก็ปฏิจจสมุปบาทที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงเอาไว้ก็สิ้นสุดลงแค่อวิชชานี้ แต่ท่านพระสารีบุตรเมื่อท่านแจกออกเป็น ๔ ในหมวดอวิชชาข้อ ๒ คือ เหตุเกิดอวิชชา ท่านจึงแสดงอธิบายต่อไปว่า เหตุเกิดอวิชชานั้นก็ได้แก่อาสวะ ท่านจึงแสดงอธิบายต่อไปว่ารู้จักอาสวะ รู้จักสมุทัยเหตุให้เกิดอาสวะ รู้จักความดับอาสวะ รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะ

และเมื่อท่านได้แสดงว่า สมุทัยเหตุให้เกิดอาสวะ ท่านจึงแสดงอธิบายต่อไปว่า อวิชชานั้นเอง เพราะอวิชชาเกิดอาสวะก็เกิด

ก็เป็นอันว่าวนมาหาอวิชชาอีก และเมื่อวนมาหาอวิชชาอีกดังนี้ ก็เป็นอันว่าท่านได้แสดงอธิบาย แม้ว่าจะเพิ่มอาสวะว่าเป็นเหตุเกิดอวิชชา แต่เมื่อท่านแสดงเหตุเกิดอาสวะ ท่านก็เอาอวิชชาอีกนั่นแหละมาเป็นเหตุเกิดอาสวะ ก็วนมาหาอวิชชาอีก เพราะฉะนั้น จึงเป็นอันว่าก็ยุติลงที่อวิชชา เป็นแต่เพียงว่าอวิชชานั้นเกิดขึ้น ก็เพราะอาสวะเกิดขึ้น และอาสวะจะเกิดขึ้นก็เพราะอวิชชาเกิดขึ้นอีกนั่นแหละ ก็เป็นอันว่าอวิชชามีก็เพราะอาสวะ อาสวะมีก็เพราะอวิชชา จึงเป็นอันว่าวนกันอยู่ตรงนี้ จึงยุติกันอยู่ตรงนี้ อาสวะเกิดก็เพราะอวิชชา อวิชชาเกิดก็เพราะอาสวะ อาสวะเกิดก็เพราะอวิชชา อวิชชาเกิดก็เพราะอาสวะ ก็เป็นอันว่าสิ้นสุดอยู่แค่นี้ เพราะถ้าไม่สิ้นสุดลงแค่นี้ ก็จะแล่นออกไปนอกทาง

ยกชาติชรามรณะเป็นที่ตั้งในทุกขสัจจะ

เพราะฉะนั้น อวิชชาและอาสวะนี้จึงนับว่าเป็นที่สิ้นสุดของสายเกิดทุกข์ ซึ่งเมื่อสาวขึ้นมา คือสาวผลหาเหตุขึ้นมา เมื่อจับอริยสัจทั้ง ๔ เป็นหลัก ทุกข์ ทุกขสมุทัย เหตุเกิดทุกข์ ทุกขนิโรธ ความดับทุกข์ และมรรค ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ อันเป็นอริยสัจ ๔ ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสแสดงทั่วไป และทุกข์นั้นก็ได้ทรงชี้เอาว่าเกิดเป็นทุกข์ แก่เป็นทุกข์ ตายเป็นทุกข์ เป็นต้น ดั่งที่เราทั้งหลายสวดกันอยู่ว่า

ชาติปิ ทุกฺขา ความเกิดเป็นทุกข์
ชราปิ ทุกฺขา ความแก่เป็นทุกข์
มรณมฺปิ ทุกฺขํ ความตายเป็นทุกข์

เพราะฉะนั้นท่านจึงจับมาชี้แจงในทุกขสัจจะนี่แหละขึ้นเป็นที่ตั้ง คือยกเอาชาติชรามรณะเป็นที่ตั้ง โดยที่จับแสดงอธิบายเพื่อให้เกิดปัญญา รู้จักอริยสัจทั้ง ๔ นี้โดยพิสดารคือจับเอาชรามรณะความแก่ความตายขึ้นมาแยกออกไปเป็นอีก ๔ ข้อ ก็เป็นอริยสัจ ๔ ในข้อชรามรณะ โดยที่ให้ผู้ปฏิบัติพิจารณาให้ได้สัมมาทิฏฐิ คือความเห็นชอบความเห็นตรง คือรู้จักชรามรณะ รู้จักเหตุเกิดชรามรณะ รู้จักความดับชรามรณะ รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับชรามรณะ เอาอริยสัจ ๔ กันแค่นี้ก่อน แล้วท่านก็ชี้ว่าชรามรณะคืออะไร เหตุเกิดชรามรณะคืออะไร ก็คือชาติความเกิดดับชรามรณะก็คือ ดับชาติ ความเกิด เมื่อดับชาติความเกิดได้ก็ดับชรามรณะได้ ทางปฏิบัติให้ถึงความดับชรามรณะก็คือมรรคมีองค์ ๘

ในที่นี้จึงได้แสดงอธิบายในอริยสัจ ๔ ที่ท่านจำแนกออกโดยละเอียดดั่งนี้ ตามแนวปฏิจจสมุปบาท ธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้นตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสแสดงเอาไว้ตามที่ได้ทรงพิจารณา คือได้แสดงอธิบายเฉพาะข้อที่ ๑ ของแต่ละหมวดว่า ชรามรณะคืออะไร ชาติคืออะไร ภพคืออะไร อุปาทานคืออะไร ตัณหาคืออะไร เวทนาคืออะไร ผัสสะคืออะไร อายตนะ ๖ คืออะไร นามรูปคืออะไร วิญญาณคืออะไร สังขารคืออะไร อวิชชาคืออะไร อาสวะคืออะไร คือแสดงอธิบายในข้อที่ ๑ มาโดยลำดับ

จับอธิบายเหตุเกิดของแต่ละข้อ

ส่วนข้อที่ ๒ ของแต่ละหมวดนั้นคือเหตุเกิดของแต่ละข้อ เหตุเกิดของชรามรณะก็คือชาติ เรื่อยขึ้นมาจนถึงเหตุเกิดของอวิชชาก็คืออาสวะ เหตุเกิดของอาสวะก็คืออวิชชา เป็นเหตุเกิดกันอย่างไร ในข้อนี้ยังมิได้อธิบาย เพราะฉะนั้น จึงจะจับอธิบายในข้อที่ ๒ นี้ว่าเป็นเหตุเกิดกันอย่างไร จับตั้งแต่อวิชชาเป็นเหตุเกิดอาสวะอย่างไร อาสวะเป็นเหตุเกิดอวิชชาอย่างไร เรื่อยมาจนถึงชาติเป็นเหตุเกิดแห่งชรามรณะอย่างไร

สำหรับ อวิชชา นั้นก็ได้แสดงอธิบายแล้ว ท่านพระสารีบุตรได้แสดงอธิบายไว้ก็ได้แก่ ไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จักสมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ ไม่รู้จักนิโรธ ความดับทุกข์ ไม่รู้จักมรรค คือทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

ท่านแสดงไว้ก็คืออวิชชา ๔ แต่ในที่อื่นได้มีแสดงไว้เป็น อวิชชา ๘ คือเพิ่มขึ้นอีก ๔ ข้อ ได้แก่ ไม่รู้เงื่อนต้น ไม่รู้เงื่อนปลาย ไม่รู้ทั้งเงื่อนต้นทั้งเงื่อนปลาย ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น

อีกนัยหนึ่ง คือไม่รู้จักอดีต ไม่รู้จักอนาคต ไม่รู้จักทั้งอดีตทั้งอนาคต ไม่รู้จักปฏิจจสมุปบาท ธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น ซึ่งก็ได้แสดงอธิบายแล้ว

อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับกาลเวลา

แต่ในที่นี้ก็จะได้เพิ่มเติมในแนวอธิบายที่เกี่ยวกับกาลเวลาอีกปริยายคือทางอันหนึ่งที่ว่าไม่รู้จักอดีต ไม่รู้จักอนาคต ไม่รู้จักทั้งอดีตทั้งอนาคต กาลเวลาที่ไม่รู้จักดั่งนี้ ก็ทำให้ไม่รู้จักทุกขสัจจะ สภาพที่จริงคือทุกข์ด้วย ก็เพราะว่าสภาพที่จริงคือทุกข์นั้น ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสแสดงอธิบายไว้ว่า ชาติ ความเกิด เป็นทุกข์ ชราความแก่ เป็นทุกข์ มรณะความตาย เป็นทุกข์ จนถึงกล่าวโดยย่อ ขันธ์เป็นที่ยึดถือทั้ง ๕ ประการเป็นทุกข์ และข้อที่เป็นทุกข์นี้ พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสแสดงอธิบายไว้ โดยปริยายคือแนวทางอธิบายต่าง ๆ เป็นอันมาก ที่เป็น พหุลานุสาสนี คือคำสั่งสอนเป็นอันมาก ดั่งที่เราทั้งหลายสวดกันอยู่ก็ดั่งที่ได้ตรัสสอนไว้ว่า

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยง
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนัตตามิใช่อัตตาตัวตน
สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง
ธรรมทั้งปวงคือทั้งที่เป็นสังขารและทั้งที่เป็นวิสังขาร เป็นอนัตตามิใช่อัตตาตัวตน
เป็น ทไวลักษณะ ลักษณะ ๒

อีกนัยหนึ่งที่ตรัสแสดงไว้ก็เป็น ไตรลักษณ์ อนิจจะ ไม่เที่ยง ทุกขะ เป็นทุกข์ อนัตตา มิใช่อัตตาตัวตน ก็เพื่อที่จะให้รู้จักทุกขสัจจะ สภาพที่จริงคือทุกข์นั่นเอง อนิจจะคือไม่เที่ยง ก็คือต้องเกิดต้องดับไม่ยั่งยืน อนัตตามิใช่อัตตาตัวตน ก็เพราะบังคับให้เป็นไปตามปรารถนาไม่ได้ และหากว่าจะเติมทุกขะให้เป็นไตรลักษณ์ ก็เพราะตั้งอยู่คงที่มิได้ ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป เมื่อพิจารณาขันธ์ ๕ ซึ่งย่อลงเป็นนามรูปให้เห็นไตรลักษณ์หรือทไวลักษณ์ ลักษณะ ๒ อนิจจะ อนัตตาบังเกิดขึ้น จึงจะเห็นทุกขสัจจะ สภาพที่จริงคือทุกข์ แต่ว่าท่านแสดงไว้ว่า

เครื่องกำบังอนิจจตา ความไม่เที่ยง ก็คือสันตติความสืบต่อ
เครื่องกำบังทุกขตา ความเป็นทุกข์ ก็คือความสุข ความผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ
เครื่องกำบังอนัตตตา ความเป็นอนัตตา ก็คือความเป็นก้อนเป็นแท่ง

เครื่องกำบังเหล่านี้ทำให้มองไม่เห็นอนิจจะ ทุกขะ อนัตตา

รู้จักความสืบต่อของกาลเวลา

จะยกตัวอย่างข้ออนิจจะไม่เที่ยง เครื่องกำบังก็คือสันตติ ความสืบต่อ ดังเช่นหายใจเข้า หายใจออกสืบต่อกันอยู่เสมอ ชีวิตจึงดำรงสืบต่อกันอยู่เสมอ จึงทำให้ไม่เห็นความดับ เห็นความเกิดและความดำรงอยู่ความตั้งอยู่ ไม่เห็นความดับ สันตติ คือความสืบต่อนี้ ก็คือความสืบต่อของอดีตปัจจุบันและอนาคตด้วย คือมองไม่เห็นอดีตมองไม่เห็นอนาคตและก็มองไม่เห็นปัจจุบัน เมื่อเป็นดั่งนี้ จึงรู้สึกเหมือนอย่างว่าเที่ยง รู้สึกเหมือนอย่างว่าขันธ์ ๕ นี้เที่ยง ชีวิตนี้เที่ยง เกิดตั้งอยู่แต่ไม่ดับ หรือว่าตั้งอยู่แต่ไม่ดับ เมื่อเที่ยงตั้งอยู่ไม่ดับ ก็คือไม่มีอดีต และเมื่อไม่มีอดีตก็ไม่ต้องมีอนาคต มีปัจจุบันคือตั้งอยู่ มองไม่เห็นอดีตคือส่วนที่ดับ และก็มองไม่เห็นอนาคต คือส่วนที่เข้ามาสืบต่อและก็ไม่รู้จักปัจจุบัน เพราะมองเห็นเหมือนอย่างว่าเป็นปัจจุบัน คือตั้งอยู่อย่างไม่ดับ และไม่ดับก็ไม่ต้องเกิด ก็เหมือนอย่างไม่เห็นเกิด เหมือนอย่างคนเราทั้งหลายที่มีความรู้สึกกันอยู่ในชีวิต ในนามรูปที่ดำรงกันอยู่นี้ ว่ารู้สึกว่าเป็นอยู่ตั้งอยู่ดำรงอยู่ เป็นความเที่ยงอยู่ ไม่ดับ เมื่อไม่ดับก็ไม่ต้องเกิดและไม่ต้องมีอนาคต เพราะฉะนั้น จึงเป็นอันชื่อว่าไม่รู้จักอดีต ไม่รู้จักอนาคต ไม่รู้จักทั้งอดีตทั้งอนาคต

มองเห็นความไม่เที่ยงหรือความเกิดดับ

เพราะอันที่จริงนั้นความเป็นไปของนามรูปของชีวิตนี้ มีเกิดดับอยู่ตลอดเวลา เหมือนอย่างมีหายใจเข้าก็มีหายใจออกอยู่ตลอดเวลา มีเกิดดับอยู่ตลอดเวลา รูปก็เกิดดับอยู่ตลอดเวลา เวทนาสัญญาสังขารวิญญาณก็เกิดดับอยู่ตลอดเวลา ดับก็เป็นอดีตไป และเมื่อเป็นอดีตไป อนาคตก็เข้ามาเป็นปัจจุบัน เมื่อเป็นปัจจุบัน ปัจจุบันก็เป็นอดีตดับไป อนาคตก็เข้ามาเป็นปัจจุบัน เพราะมีอนาคตเข้ามานี้แหละ จึงมีสันตติคือความสืบต่อ เหมือนอย่างว่ากลางวันกลางคืน กลางวันล่วงไป กลางคืนก็มา ขณะที่ยังเป็นกลางวันอยู่ กลางคืนก็เป็นอนาคต และเมื่อกลางวันหมดไปกลางคืนมา กลางคืนก็มาเป็นปัจจุบัน และเมื่อกลางคืนหมดไป กลางวันซึ่งเป็นอนาคต รุ่งขึ้นก็มาเป็นปัจจุบัน เพราะฉะนั้น เมื่อวานนี้ วันนี้ พรุ่งนี้ จึงวนเวียนสืบต่อกันอยู่ดั่งนี้ แต่ว่าเมื่อไม่คิด ก็ไม่รู้ว่าเป็นอดีต เป็นอนาคต เป็นปัจจุบันกันอยู่ดั่งนี้ และเมื่อคิดจึงจะรู้และเมื่อรู้จึงจะรู้ว่านี่แหละคือตัวไม่เที่ยง เพราะอดีตนั้นก็คือที่ดับไป อนาคตก็คือว่าที่มาแทนส่วนที่ดับไปนั้น มาเป็นปัจจุบัน ปัจจุบันก็เป็นอดีตดับไป อนาคตก็เข้ามาแทน จึงมีสันตติคือความสืบต่อ ถ้าความสืบต่อนี้สิ้นสุดเมื่อใด ความดับในที่สุดก็สิ้นสุดเมื่อนั้น ความดับในที่สุดก็ปรากฏเมื่อนั้น ดังจะพึงเห็นได้ว่าลมหายใจเข้าล่วงไปก็เป็นอดีต ลมหายใจเข้าใหม่ก็มาแทนซึ่งเป็นอนาคตก็เข้ามาแทนเป็นปัจจุบัน เมื่ออดีตอนาคตปัจจุบันยังมาสืบต่อกันอยู่ดังนี้ ชีวิตก็ยังดำรงอยู่ แต่เมื่อลมหายใจเข้าหรือลมหายใจออกซึ่งเป็นปัจจุบันแล้วก็เป็นอดีต แต่ไม่มีอนาคตเข้ามาทดแทนสืบต่อ คือหยุดหายใจ ในที่สุดชีวิตก็สิ้นสุด นั่นคือว่าสันตติขาด แต่คนเราที่ยังมีสันตติความสืบต่อกันอยู่ดั่งนี้ ก็เพราะว่ามีอดีตมีอนาคตมีปัจจุบันนี่แหละสืบต่อกันอยู่ กาลเวลานี้เอง

เพราะฉะนั้น เมื่อรู้จักอดีตรู้จักอนาคตรู้จักปัจจุบัน จึงจะมองเห็นความไม่เที่ยง คือเห็นว่าเกิดดับอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อดับแล้วก็มีอนาคตเข้ามาทดแทน ไม่มีอนาคตเข้ามาทดแทนเมื่อใดก็สิ้นสุดเมื่อนั้น เพราะฉะนั้น หากไม่รู้จักกาลเวลา ไม่รู้จักอดีต ไม่รู้จักอนาคต ไม่รู้จักทั้งอดีตทั้งอนาคต ก็เป็นอันว่าไม่รู้จักทุกขสัจจะ สภาพที่จริงคือทุกข์ มองไม่เห็นอนิจจะ ไม่เที่ยง ทุกขะ เป็นทุกข์ อนัตตา ไม่ใช่อัตตาตัวตน ต่อเมื่อรู้จักกาลเวลาดังที่กล่าวมานี้ จึงจะมองเห็นว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเกิดดับอยู่ตลอดเวลา เป็นอดีตเป็นอนาคตเป็นปัจจุบันกันอยู่ตลอดเวลา แต่ว่ามีอนาคตมาทดแทนมาเป็นปัจจุบัน ปัจจุบันเป็นอดีตไปแล้ว มีอนาคตมาเป็นปัจจุบันแทน จึงไม่สิ้นสุดยังสืบต่อกันอยู่ แต่อันที่จริงนั้นหาใช่ว่า เที่ยงคือหยุดอยู่เฉย ๆ ไม่เกิดดับเกิดดับอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นอดีตปัจจุบันอนาคตอยู่ตลอดเวลา ปัจจุบันก็เป็นอดีต อนาคตก็เข้ามาเป็นปัจจุบัน แล้วเป็นอดีต อนาคตก็เข้ามาเป็นปัจจุบันแล้วเป็นอดีต เพราะฉะนั้น เมื่อรู้จักอดีต อนาคต รู้จักทั้งอดีตทั้งอนาคตดั่งนี้ จึงเป็นอันมองเห็นอนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา มองเห็นทุกขสัจจะ สภาพที่จริงคือทุกข์ เป็นวิชชาขึ้นได้

อวิชชาเป็นต้นเหตุสำคัญของอาสวะ

ฉะนั้น เมื่อยังมีอวิชชาอยู่ จึงยังมองไม่เห็น อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา ยังยึดถือว่าเป็นของเที่ยงเป็นสุขและเป็นอัตตาตัวตนเป็นเราเป็นของเรา เมื่อเป็นดั่งนี้จึงได้ก่ออาสวะขึ้น ดังที่ได้แสดงถึงความเกิดอาสวอนุสัยมาแล้ว เมื่อเห็นอะไรทางตา ได้ยินอะไรทางหูเป็นต้น จึงยึดถือเป็นตัวเราเป็นของเรา เกิดยินดียินร้าย เกิดอกุศลบาปธรรมทั้งหลายไหลเข้ามาดองจิตสันดานเป็นอาสวะ หรือว่าประสบเวทนาทั้งหลายก็ยินดียินร้าย ไม่รู้ ก็เป็นอนุสัยนอนเนื่องอยู่ในจิต ก็เพราะอวิชชาคือไม่รู้ดั่งนี้ เมื่อไม่รู้ดั่งนี้ จึงยึดถือและก่ออาสวอนุสัยขึ้นในจิตใจ เพราะฉะนั้น อวิชชานี้จึงเป็นต้นเหตุสำคัญที่ให้เกิดอาสวะ

ต่อจากนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวด และตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

๒๑ มีนาคม ๒๕๒๘

-------------------------------------------------------------

หมายเหตุ
บทความนี้เป็นการแสดงธรรมจากจำนวนทั้งสิ้น ๔๒ ครั้ง ที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) แสดงไว้ในการปฏิบัติอบรมจิต ทุกวันธรรมสวนะและวันหลังวันธรรมะสวนะ ณ ตึก สว วัดบวรนิเวศ ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ ถึง กรกฎาคม ๒๕๒๘ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพิมพ์ถวายเป็นเครื่องบูชาเฉลิมพระเกียรติคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ในโอกาสอันควรที่เจริญชนมายุครบ ๖ รอบ ในวันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๒๘

คัดลอกจาก หนังสือสัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ
พิมพ์ครั้งที่ ๗/๒๕๕๓ ที่ โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย ๑๒๙ หมู่ ๓ ถ.ศาลายา – นครชัยศรี ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม




 

Create Date : 01 กันยายน 2555    
Last Update : 1 กันยายน 2555 6:40:58 น.
Counter : 698 Pageviews.  

ครั้งที่ ๒๙ ความรู้จักอาสวะ (๓)

สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ

ธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร
ในการปฏิบัติอบรมจิต ทุกวันธรรมสวนะและวันหลังวันธรรมสวนะ
ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ ถึงกรกฎาคม ๒๕๒๘
ณ ตึก สว. วัดบวรนิเวศวิหาร


--------------------------------------------------------------



ครั้งที่ ๒๙ ความรู้จักอาสวะ (ต่อ)

บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุก ๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจ ให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

วิชชา วิมุตติเกิดจากจิตตภาวนา

ได้แสดงข้อสัมมาทิฏฐิตามเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรแก่ภิกษุทั้งหลายมาโดยลำดับ จนถึงหมวดอาสวะ และก็ได้แสดงข้ออาสวะกับข้ออนุสัยมาแล้ว จะได้แสดงเพิ่มเติมถึงความเกิดขึ้นของอาสวอนุสัยตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสแสดงไว้จากพระสูตร เพราะว่าอาสวอนุสัยนี้เป็นกิเลสอย่างละเอียดที่หมักหมมดองจิตสันดานที่นอนเนื่องอยู่ในจิตสันดานของสัตว์บุคคลทั้งหลาย เราทั้งหลายได้ทราบก็เพราะพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ความตรัสรู้ของพระองค์ได้เจาะแทงลงไปถึงอาสวอนุสัย ละถอนกำจัดอาสวอนุสัยได้หมดสิ้นด้วยพระปัญญาพร้อมทั้งมรรคข้ออื่น ๆ ประกอบกันเป็นมรรคสามัคคี กำจัดอาสวอนุสัยให้หมดสิ้นไป จิตของพระองค์จึงบรรลุถึงวิสังขารคือนิพพาน สิ้นปรุงแต่งด้วยประการทั้งปวง สิ้นตัณหาอันเป็นสมุทัยแห่งกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวง จิตนี้พระองค์ได้ตรัสบอกไว้ว่าประภัสสรคือผุดผ่อง แต่เศร้าหมองไปเพราะกิเลสทั้งหลายที่จรเข้ามา แต่ว่าเมื่อบุคคลได้สดับธรรมะที่ทรงสั่งสอน ทำจิตตภาวนาคืออบรมจิตตามที่ทรงสั่งสอนด้วยมรรคมีองค์ ๘ ย่อลงก็เป็นศีลสมาธิปัญญา จิตก็จะวิมุตติหลุดพ้นจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองที่จรเข้ามาเป็นจิตที่ประกอบด้วยวิชชาคือความรู้อันตรงกันข้ามกับอวิชชา วิมุตติคือความหลุดพ้นอันตรงกันข้ามกับอุปาทานคือความยึดถือ

อนุสัยกิเลสเกิดจากเวทนา

พิจารณาดูตามกระแสพระพุทธภาษิตที่ตรัสแสดงไว้นี้ ก็ย่อมจะเห็นได้ว่า จิตนี้แม้เป็นธรรมชาติที่ประภัสสรคือผุดผ่อง แต่เมื่อยังมิได้ปฏิบัติทำจิตตภาวนาอบรมจิต จิตนี้ก็ยังมีอวิชชาคือความไม่รู้ในสัจจะที่เป็นตัวความจริง แม้จิตนี้จะเป็นธาตุรู้ แต่ก็ยังเป็นรู้ผิดรู้หลง จึงยังมี อุปาทาน คือความยึดถือ

และเมื่ออายตนะภายนอกอายตนะภายในประจวบกัน ซึ่งเป็นไปตามธรรมดาของกายและใจอันนี้หรือของนามรูปอันนี้ ก็ย่อมเกิด

จักขุวิญญาณ ความรู้ทางจักษุ คือเห็นรูป
โสตวิญญาณ ความรู้ทางหู คือได้ยินเสียง
ฆานวิญญาณ ทราบกลิ่นทางจมูก
ชิวหาวิญญาณ ทราบรสทางลิ้น
กายวิญญาณ ทราบสิ่งถูกต้องทางกาย
มโนวิญญาณ ทราบเรื่องราวที่รู้ที่คิดทางมโนคือใจ

และเมื่ออายตนะภายในตาหูจมูกลิ้นกายและมนะคือใจ อายตนะภายนอกคือรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะคือสิ่งถูกต้อง และธรรมะคือเรื่องราวที่รู้ที่คิดทางใจกับวิญญาณดังกล่าวทั้ง ๓ อย่างนี้มาประชุมกันเข้า ก็เป็น สัมผัสหรือผัสสะ คือความกระทบ

และเพราะสัมผัสคือความกระทบก็หมายถึงความกระทบจิตนี้เอง จึงเกิด เวทนา คือความรู้เป็นสุขรู้เป็นทุกข์หรือรู้เป็นกลาง ๆ ไม่ทุกข์ไม่สุขทางกายทางใจ ดังที่ทุก ๆ คนได้มีเวทนากันอยู่เป็นประจำ เป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้างเป็นกลาง ๆ ไม่ทุกข์ไม่สุขบ้างทางกายทางใจ

ราคานุสัยเกิดจากสุขเวทนา

และเมื่อได้พบกับ สุขเวทนา เวทนาที่เป็นสุข ก็ย่อมจะมีความติดใจยินดีในสุข เมื่อเป็นดั่งนี้ ราคะคือความติดใจยินดีในสุขนี้ก็ตกตะกอนนอนเนื่องอยู่ในจิต เรียกว่า ราคานุสัย อนุสัยกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิตคือราคะความติดใจยินดี แม้ว่าสุขเวทนานั้นจะหายไปแล้ว แต่ว่าราคานุสัยก็ยังตกตะกอนนอนเนื่องอยู่ในจิต

ปฏิฆานุสัยเกิดจากทุกขเวทนา

เมื่อพบกับ ทุกขเวทนา เวทนาที่เป็นทุกข์ ก็เกิดความทุกข์เดือดร้อนอย่างแรง ก็ตีอกชกหัวต่าง ๆ ปฏิฆะคือความกระทบกระทั่งนั้นก็ตกตะกอนนอนเนื่องอยู่ในจิต เป็น ปฏิฆานุสัย กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิตคือปฏิฆะความกระทบกระทั่ง แม้ว่าทุกขเวทนานั้นจะสงบไปแล้ว แต่ปฏิฆานุสัยก็ยังนอนเนื่องอยู่ในจิต

อวิชชานุสัยเกิดจากอทุกขมสุขเวทนา

เมื่อพบกับ เวทนาที่เป็นกลาง ๆ ไม่ทุกข์ไม่สุข ก็มิได้พิจารณาให้รู้จักความเกิดขึ้นความดับไป ความน่าพอใจ ความไม่น่าพอใจ และการที่จะนำจิตแล่นออกไปได้ นี้ก็เป็นอวิชชา ก็นอนจมนอนเนื่องอยู่ในจิต เป็น อวิชชานุสัย กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิต คืออวิชชาคือตัวที่ไม่รู้ แม้ว่าเวทนาที่เป็นกลาง ๆ นั้นจะสงบไปแล้ว แต่อวิชชานุสัยนี้ก็ยังนอนเนื่องอยู่ในจิตเป็นตะกอนอยู่ในจิต

ซึ่งโดยปกติทุกคนก็จะไม่รู้สึกว่ามีอนุสัยเหล่านี้อยู่ในจิต ยิ่งผู้ที่ปฏิบัติธรรมะได้ศีลได้สมาธิได้ปัญญา แต่ยังไม่เป็นมรรคกำจัดกิเลสได้ อนุสัยเหล่านี้ก็ยิ่งไม่ปรากฏ แต่ก็ยังมีอยู่ยังนอนเนื่องอยู่ในจิต นอนจมอยู่ในจิต เป็นตะกอนอยู่ในจิตดังที่เปรียบไว้แล้วว่าเหมือนอย่างตะกอนนอนก้นตุ่ม ไม่ฟุ้งขึ้นมา น้ำในตุ่มก็ดูใสสะอาด แต่อันที่จริงนั้น ไม่ใช่เป็นน้ำบริสุทธิ์สิ้นเชิง เพราะยังมีตะกอนนอนจมอยู่ก้นตุ่ม นี่คืออนุสัยที่พระพุทธเจ้าได้ทรงพบ

ได้ตรัสแสดงไว้ในพระสูตรหนึ่งถึงความบังเกิดขึ้นของอนุสัยดั่งนี้ ว่าอาศัยเวทนานี้เอง หรือว่ากล่าวให้หมดก็คือว่าอาศัยอายตนะภายนอกภายในของบุคคลที่ประจวบกันเกิดวิญญาณ และทั้ง ๓ นี้ก็มาประชุมกันเป็นสัมผัสหรือผัสสะ ก็เป็นเหตุให้เกิดเวทนา เมื่อเกิดเวทนาก็เป็นเหตุให้เกิดราคะบ้าง คือจิตใจยินดีในสุข ปฏิฆะบ้าง คือว่าหงุดหงิดในทุกข์ อวิชชาบ้าง คือไม่รู้ในเวทนาที่เป็นกลาง ๆ ไม่ทุกข์ไม่สุข ราคะ ปฏิฆะ อวิชชาเหล่านี้ก็ตกเป็นตะกอนนอนจมอยู่ในจิต เป็นราคานุสัยบ้าง ปฏิฆานุสัยบ้าง อวิชชานุสัยบ้าง ดังกล่าว และเมื่อได้ประสบเวทนากันอยู่เป็นประจำ และก็มีความติดใจยินดีในสุขกันอยู่เป็นประจำ หงุดหงิดขัดเคืองในทุกข์อยู่เป็นประจำ ไม่รู้อยู่ในเวทนาที่เป็นกลาง ๆ อยู่เป็นประจำ ราคะ ปฏิฆะ อวิชชาที่บังเกิดขึ้นใหม่ ๆ อยู่ทุกวี่ทุกวันทุกเวลาเหล่านี้ก็นอนจมลงไปในจิต นอนเนื่องอยู่ในจิตเป็นอนุสัยเพิ่มเติมขึ้นอยู่เสมอ ก็แปลว่าตะกอนก้นตุ่มนั้นก็มากขึ้นมากขึ้น แต่เมื่อไม่ฟุ้งขึ้นมา น้ำในตุ่มก็ดูยังใส

ตรัสสอนให้มีอินทรียสังวร

ส่วนอาสวะนั้นก็มีตรัสแสดงไว้ในข้อที่ตรัสสอนให้ปฏิบัติใน อินทรียสังวร ความสำรวมอินทรีย์ คือตาหูจมูกลิ้นกายและมนะคือใจ ดังที่ตรัสสอนเอาไว้ว่า

เห็นรูปอะไรทางตา ได้ยินเสียงอะไรทางหู สูดกลิ่นอะไรทางจมูก ลิ้มรสอะไรทางลิ้น ถูกต้องโผฏฐัพพะคือสิ่งถูกต้องอะไรทางกาย คิดหรือรู้เรื่องอะไรทางมโนคือใจ ก็ไม่ยึดถือโดยนิมิต คือไม่ยึดถือทั้งหมดว่างามหรือไม่งาม น่าชอบใจหรือไม่น่าชอบใจ ไม่ยึดถือโดยอนุพยัญชนะ คือเลือกแต่บางส่วนว่างามหรือไม่งาม น่าชอบใจหรือไม่น่าชอบใจ อภิชฌาคือความยินดี โทมนัสคือความยินร้าย บาปอกุศลธรรมทั้งหลายย่อมไหลเข้ามาสู่จิตเพราะเหตุที่มิได้สำรวมมิได้รักษาอินทรีย์ คือตาหูจมูกลิ้นกายและมนะคือใจเหล่านี้ เพราะตาหูจมูกลิ้นกายและมนะคือใจเหล่านี้อันใดเป็นเหตุ ย่อมปฏิบัติรักษาอินทรีย์คือตาหูจมูกลิ้นกายและมนะคือใจเหล่านี้ไว้ มิให้ยึดถือดั่งนั้น มิให้ความยินดียินร้าย บาปอกุศลธรรมทั้งหลายไหลเข้ามาสู่ใจอย่างนั้น ปฏิบัติดังนี้เรียกว่า อินทรียสังวร ความสำรวมอินทรีย์

ตามพระพุทธภาษิตนี้ตรัสเรื่องอินทรียสังวร และก็ย่อมส่องความถึงว่าหากไม่มีอินทรียสังวรก็ย่อมจะยึดถือย่อมจะยินดียินร้ายย่อมจะมีบาปอกุศลธรรมทั้งหลายไหลเข้ามาสู่จิต เพราะเหตุที่ยึดถือและยินดียินร้ายดังกล่าว หรือเพราะเหตุที่มิได้รักษามิได้สำรวมระวังอินทรีย์ทั้ง ๖ คือ ตาหูจมูกลิ้นกายและมนะคือใจดังกล่าว บุคคลโดยมากย่อมหย่อนต่อการรักษาอินทรีย์ทั้ง ๖ เหล่านี้ หรือว่าโดยปกติย่อมไม่รักษาอินทรีย์ทั้ง ๖ เหล่านี้ เมื่อเห็นอะไรทางตา ได้ยินอะไรทางหู ตลอดจนถึงคิดถึงเรื่องอะไรทางมโนคือใจ ย่อมจะยึดถือสิ่งที่ได้เห็นสิ่งที่ได้ยินตลอดจนสิ่งที่คิดเป็นต้นนั้น ยึดถือทั้งหมดหรือว่ายึดถือบางอย่างบางส่วน ว่างามบ้าง ไม่งามบ้าง น่าชอบใจบ้าง ไม่น่าชอบใจบ้าง และเมื่อเป็นดั่งนี้ จึงเกิดความยินดีความยินร้าย เกิดบาปอกุศลธรรมทั้งหลายไหลลงสู่จิต ไหลเข้าสู่จิต ก็ไหลเข้ามาทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายทางมนะคือใจนี้เอง สิ่งที่ไหลเข้ามาสู่จิตก็มาหมักหมมดองจิตสันดานอยู่ เป็น

กามาสวะ อาสวะสิ่งที่ไหลมาดองจิตสันดานคือกาม ความใคร่
ภวาสวะ อาสวะคือภพความเป็นเราเป็นของเรา
อวิชชาสวะ อาสวะคืออวิชชาไม่รู้

แม้อาสวะเหล่านี้ก็ไหลเข้ามาจากตาหูเป็นต้นดังกล่าว ซึ่งเมื่อเห็นอะไรได้ยินอะไรเป็นต้น ก็เกิดความใคร่ความยินดีก็คือกามนั่นเอง และยึดถือ ก็ยึดถือเป็นตัวเรา เป็นของเรา ก็เป็นภพ ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาสวะคือภพ และแม้เป็นกลาง ๆ ก็ไม่ได้พิจารณาให้รู้จักความเกิดความดับเป็นต้น ก็เป็นอวิชชาคือไม่รู้ แม้ว่าการเห็นการยึดถือความยินดีความยินร้ายเป็นต้นนั้นจะผ่านไปแล้วสงบไปแล้ว แต่ก็ยังตกตะกอนลงมาเป็นอาสวะ มาดองมาหมักหมมจิตสันดานเป็นกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะอยู่ เพราะฉะนั้น ความบังเกิดขึ้นของอาสวะนั้นจึงบังเกิดขึ้น ดั่งนี้

อนุสัย ๔

และใน สัมมาทิฏฐิสูตร ท่านพระสารีบุตรก็ได้แสดงรวมกันไว้ว่า

เมื่อมีสัมมาทิฏฐิ คือความเห็นชอบ มีความเห็นตรง ย่อมจะทำให้ประกอบด้วยความเลื่อมใส ไม่หวั่นไหวในธรรมะ นำมาสู่พระสัทธรรม คือพระธรรมวินัยนี้ จะละราคานุสัย กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิตคือราคะ จะถอนปฏิฆานุสัย จะบรรเทาปฏิฆานุสัย อนุสัยคือปฏิฆะ ความกระทบกระทั่ง จะถอนทิฏฐิมานานุสัย อนุสัยคือทิฏฐิมานะว่าเรามีเราเป็น จะละอวิชชา ทำวิชชาให้บังเกิดขึ้น จะกระทำทุกข์ให้สิ้นสุดไปได้ในปัจจุบัน

เพราะฉะนั้น ก็เท่ากับท่านแสดงอนุสัยไว้เป็น ๔ คือ ราคะ ปฏิฆะ และอัสมิทิฏฐิมานานุสัย เรียกสั้นก็คือภวานุสัยนั่นเอง แต่ท่านไม่เรียกว่าภวานุสัย เรียกอย่างเต็มที่ว่าทิฏฐิมานานุสัย อนุสัยคือทิฏฐิมานะ ความเห็นยึดถือว่าเรามีเราเป็น ก็ตัวภพนั้นแหละดังที่กล่าว และ อวิชชา ก็เป็นอันว่าท่านนำอาสวะกับอนุสัยที่แยกเอาไว้นี้มารวมกันเข้า แต่แม้ว่าจะไม่รวมกันเข้า แยกออกเป็น ๒ หมวด ข้อที่ ๒ ของหมวดทั้ง ๒ นั้นจะต่างกัน คือเป็นภวาสวะกับเป็นปฏิฆานุสัย แต่ก็มีความที่เนื่องถึงกันสัมพันธ์กัน ดั่งที่ได้อธิบายแล้ว ก็นับว่าเป็นอันเดียวกันได้ แต่เมื่อแยกแสดงได้เป็น ๔ ก็เป็นอันว่าครบถ้วน คือ เป็นราคะหรือกามหนึ่ง เป็นปฏิฆะหนึ่ง เป็นภพหรืออัสมิทิฏฐิมานะหนึ่ง เป็นอวิชชาหนึ่ง เป็นตัวกิเลสที่นอนเนื่องหรือนอนจมหมักหมมดองจิตสันดานอยู่

รู้จักจิตส่วนลึกอันเป็นที่ตั้งของอาสวอนุสัย

ก็เพราะเหตุที่จิตนี้ที่ยังไม่มีจิตตภาวนา แม้เป็นธรรมชาติที่ประภัสสร แต่ก็ยังมีอวิชชา เมื่อมีอวิชชาก็ยังมีอุปาทาน เพราะฉะนั้น เมื่ออายตนะภายในภายนอกประจวบกันเกิดวิญญาณ เกิดผัสสะ เกิดเวทนา จึงยังมียินดีมียินร้าย ยังมีหลงไม่รู้ และแม้ว่าความประสบทางตาหูเป็นต้น ความยินดียินร้าย หลงไม่รู้ที่บังเกิดขึ้นสงบไปเป็นคราว ๆ แต่ก็ยังนอนจมเป็นตะกอนอยู่ในจิตดองเป็นอาสวะ นอนเนื่องเป็นอนุสัย และก็เพิ่มพูนขึ้นอยู่เสมอ ต่อเมื่อได้ปฏิบัติในอินทรียสังวรและได้ปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนคือ ในมรรคมีองค์ ๘ รวมเข้าเป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา รักษาอินทรีย์ รักษาจิต มิให้ยึดถือยินดียินร้าย หลงไม่รู้ในเวลาที่ประสบเรื่องประสบอารมณ์ต่าง ๆ ทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายทางมนะคือใจอยู่ จึงจะเป็นการปฏิบัติที่ไม่เพิ่มราคะอนุสัย และเมื่อศีลสมาธิปัญญาที่ปฏิบัตินี้ลึกซึ้งลงไปจนถึงรู้ถึงตัวอาสวอนุสัย คือลึกซึ้งลงไปถึงจิตส่วนลึกอันเป็นที่ตั้งของอาสวอนุสัย ก็จะกำจัดอาสวอนุสัยได้บางส่วนจนถึงสิ้นเชิง นั่นแหละจิตนี้จึงเป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์ พร้อมทั้งประภัสสรคือผุดผ่อง ประกอบด้วยวิชชาวิมุตติ อยู่กับวิชชาวิมุตติตลอดเวลา ดั่งที่มีพระพุทธภาษิตตรัสไว้ว่า

ตถาคตคือพระพุทธเจ้าทรงอยู่ด้วยวิชชาวิมุตติ ทรงมีวิชชาวิมุตติเป็นธรรมะเครื่องอยู่

ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวด และตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

๒๐ มีนาคม ๒๕๒๘

--------------------------------------------------------------

หมายเหตุ
บทความนี้เป็นการแสดงธรรมจากจำนวนทั้งสิ้น ๔๒ ครั้ง ที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) แสดงไว้ในการปฏิบัติอบรมจิต ทุกวันธรรมสวนะและวันหลังวันธรรมะสวนะ ณ ตึก สว วัดบวรนิเวศ ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ ถึง กรกฎาคม ๒๕๒๘ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพิมพ์ถวายเป็นเครื่องบูชาเฉลิมพระเกียรติคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ในโอกาสอันควรที่เจริญชนมายุครบ ๖ รอบ ในวันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๒๘

คัดลอกจาก หนังสือสัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ
พิมพ์ครั้งที่ ๗/๒๕๕๓ ที่ โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย ๑๒๙ หมู่ ๓ ถ.ศาลายา – นครชัยศรี ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม




 

Create Date : 25 สิงหาคม 2555    
Last Update : 25 สิงหาคม 2555 6:58:06 น.
Counter : 516 Pageviews.  

ครั้งที่ ๒๘ ความรู้จักอาสวะ (๒)

สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ

ธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร
ในการปฏิบัติอบรมจิต ทุกวันธรรมสวนะและวันหลังวันธรรมสวนะ
ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ ถึงกรกฎาคม ๒๕๒๘
ณ ตึก สว. วัดบวรนิเวศวิหาร


--------------------------------------------------------------



ครั้งที่ ๒๘ ความรู้จักอาสวะ (ต่อ)

บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุก ๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจ ให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

จะแสดงอธิบายข้อ อาสวอนุสัย ต่อไป

กิเลสกามและวัตถุกาม

อาสวะ ๓ กามาสวะ อาสวะคือกาม กามนั้นมี ๒ อย่าง คือ

กิเลสกาม กามคือความใคร่ที่เป็นตัวกิเลส กับ
วัตถุกาม กามคือวัตถุอันหมายถึงพัสดุหรือสิ่งที่น่าใคร่ที่ใคร่ที่ปรารถนาที่พอใจทั้งหลาย

วัตถุกาม กามคือพัสดุ ดังกล่าวย่อมเกิดขึ้นจากกิเลสกาม กามที่เป็นตัวกิเลส คือความใคร่ที่บังเกิดขึ้นในจิตใจ ต้องมีกิเลสกามขึ้นก่อน และเมื่อกิเลสกามไปใคร่ปรารถนาต้องการซึ่งพัสดุหรือสิ่งอันใด พัสดุหรือสิ่งอันนั้นก็ได้ชื่อว่าวัตถุกาม ถ้าหากว่าไม่มีความใคร่ในจิตใจ หรือว่าความใคร่ในจิตใจไม่มีบังเกิดขึ้นในสิ่งอันใด สิ่งอันนั้นก็ไม่เป็นวัตถุกาม และวัตถุกาม กามคือวัตถุหรือพัสดุหรือสิ่งที่ใคร่ที่ปรารถนาที่พอใจนั้น ก็รวมเข้าใน กามคุณทั้ง ๕ โดยมาก คือ

รูป ที่ตาเห็น
เสียง ที่หูได้ยิน
กลิ่น ที่จมูกได้ทราบ
รส ที่ลิ้นได้ทราบ และ
โผฏฐัพพะ สิ่งถูกต้องที่กายได้ถูกต้อง

โดยมากแสดงเอาไว้ ๕ และเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กามคุณ เพราะว่าคนโดยมากนั้นติดในข้อที่เป็นคุณ คือข้อที่น่าพอใจน่ารักใคร่ปรารถนา ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ สิ่งถูกต้องเหล่านี้ มักจะมองไม่เห็น กามาทีนพ คือโทษของกาม ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสสอนไว้เนือง ๆ ว่า กามทั้งหลายมีส่วนที่น่าพอใจหรือจะเรียกว่า คุณน้อย แต่ว่ามีอาทีนพคือโทษมาก และได้ตรัสแสดงจำแนกโทษไว้ต่าง ๆ และแม้จะตรัสแสดงโทษของกามไว้ต่าง ๆ แล้วเป็นอันมาก ก็ยังมีประวัติแสดงไว้ว่า ได้มีภิกษุสามเณรบางรูปไม่แลเห็นโทษกล่าวคัดค้านคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ว่าข้อที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่ามีโทษนั้นหาได้มีโทษจริงไม่ จนถึงเป็นเหตุให้ภิกษุทั้งหลายพากันติเตียนและกราบทูลพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสโอวาทสั่งสอนจนถึงบัญญัติเป็นพระวินัยไว้บางข้อ เกี่ยวกับเรื่องคัดค้านคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านี้ ข้อที่คัดค้านนั้นข้อหนึ่งก็คือเรื่องกามนี้แหละ ที่ยังพากันมองเห็นแต่ส่วนที่เป็นกามคุณ แต่ว่ากามโทษ โทษของกาม นั้นมักจะมองกันไม่เห็น

รู้จักกามที่เป็นอาสวะ

และ กามที่เป็นอาสวะ หมายถึงกามคือความใคร่ ที่เป็นกิเลสซึ่งดองจิตสันดานอยู่ในภายใน โดยปกตินั้นทุกคนก็ย่อมไม่รู้สึกในกามที่เป็นอาสวะนี้ของตนที่มีอยู่ เพราะเป็นอย่างละเอียด เพราะฉะนั้น ท่านจึงมีเปรียบว่าเหมือนอย่างตะกอนที่นอนอยู่ก้นตุ่ม น้ำในตุ่มก็ดูใสสะอาด ในเมื่อตะกอนนั้นนอนอยู่ก้นตุ่มเฉย ๆ ไม่ฟุ้งขึ้นมา น้ำก็ไม่ขุ่น เหมือนอย่างว่าเป็นน้ำที่บริสุทธิ์ไม่มีตะกอนอยู่ จิตของบุคคลที่เป็นปุถุชนสามัญทั่วไปก็เป็นเช่นนั้น แม้ในขณะที่จิตรู้สึกว่าบริสุทธิ์ผ่องใสเหมือนอย่างว่าไม่มีกิเลสไม่รู้สึกรักใคร่ในอะไรต้องการในอะไร หรือบางทีปฏิบัติในศีลในสมาธิในปัญญา ได้ศีลได้สมาธิได้ปัญญาที่ทำจิตให้บริสุทธิ์ แต่ว่ายังละอาสวะดังกล่าวนี้ไม่ได้ แต่ว่ากดทับอาสวะไว้ไม่ให้ฟุ้งขึ้นมาก็ทำให้รู้สึกเหมือนอย่างว่าไม่มีกิเลส

ในครั้งพุทธกาลเอง พระพุทธเจ้าผู้ทรงรู้ทรงเห็น ได้มีภิกษุบางรูปบางกลุ่ม ซึ่งได้ออกไปปฏิบัติสมณธรรมในป่า ก็ได้ศีลได้สมาธิได้ปัญญาที่กดอาสวะเอาไว้กลบอาสวะเอาไว้ จนทำให้ภิกษุเหล่านั้นรู้สึกว่าตนสิ้นกิเลสหมดแล้ว จึงได้มาเข้าเผ้าพระพุทธเจ้าเพื่อรับพุทธพยากรณ์ เพราะในครั้งพุทธกาลนั้น พระพุทธเจ้าเป็นผู้ทรงประทานพุทธพยากรณ์ว่าท่านองค์ใดสิ้นกิเลสแล้วเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็เป็นที่รับรองของภิกษุทั้งหลาย ของพุทธบริษัททั้งหลาย ภิกษุกลุ่มนั้นก็ได้มาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า กราบทูลถึงการปฏิบัติของตนเพื่อให้ทรงพยากรณ์ พระพุทธเจ้าทรงทราบว่ายังไม่สิ้นกิเลสที่เป็นอาสวะดังกล่าวจึงยังมิให้เข้าเฝ้า ได้ตรัสสั่งให้ไปในป่าช้าผีดิบ ซึ่งในครั้งพุทธกาลนั้นผู้ที่ตายก็ต้องนำเอาศพไปทิ้งไว้ในป่าช้าผีดิบ สำหรับที่จะให้สัปเหร่อเป็นผู้จัดการเผาต่อไป ภิกษุเหล่านั้นก็ได้เข้าไปในป่าช้าผีดิบ เมื่อได้เห็นศพที่ยังสดชื่น กามที่เป็นกามาสวะก็โผล่ขึ้นมา เป็นความรู้สึกรักใคร่ปรารถนาพอใจขึ้น จึงได้รู้สึกตนเองว่ายังไม่สิ้นกิเลส จึงได้ไปบำเพ็ญสมณธรรมต่อไปจนเมื่อสิ้นกิเลสจริง ๆ แล้ว ได้กลับไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าใหม่ จึงได้โปรดให้เข้าเฝ้าและได้ประทานพุทธพยากรณ์

ในครั้งพุทธกาลนั้น พระพุทธเจ้าเองได้เป็นผู้ประทานพุทธพยากรณ์แก่พระสาวก ท่านองค์ใดที่สิ้นกิเลสอันหมายถึงสิ้นอาสวะดังกล่าวนี้แล้ว ก็ตรัสพยากรณ์ว่าเป็นผู้เสร็จกิจแล้ว ซึ่งก็เป็นที่รับรองของภิกษุทั้งหลายของพุทธบริษัททั้งหลายดังกล่าว แต่ว่าหลังจากพุทธปรินิพพานแล้วไม่มีผู้พยากรณ์ แต่ก็ได้มีผู้ที่นับถือพยากรณ์กันเอาเอง มาจนถึงปัจจุบันนี้ ท่านที่กล่าวกันว่าท่านสำเร็จชั้นนั้นสำเร็จชั้นนี้ต่าง ๆ นั้น ก็ล้วนแต่ผู้เคารพนับถือเป็นผู้พยากรณ์ถวายท่านทั้งนั้น จึงได้ปรากฏเรื่อย ๆ มาจนถึงปัจจุบันว่ามีพระอริยะบังเกิดขึ้นที่นั่นบังเกิดขึ้นที่นี่ อยู่ที่นั่นอยู่ที่นี่ ตั้งแต่พระอรหันต์ลงมากันหลายองค์หลายท่าน ก็ล้วนเป็นผู้ที่ผู้นับถือพยากรณ์ถวายท่านทั้งนั้น ซึ่งผู้พยากรณ์คือผู้นับถือทั้งหลายนั้นอันที่จริงก็มิใช่เป็นผู้รู้เป็นผู้เห็นเหมือนพระพุทธเจ้า แต่ว่าเมื่อได้ฟังธรรมของท่านผู้ที่ตนเคารพนับถือ ได้เห็นอากัปกิริยาความสำรวมระวังของท่าน ก็เกิดความเคารพนับถือว่าเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ก็นับถือเลยเข้าไปถึงว่าท่านสำเร็จแล้ว ก็ถวายพยากรณ์ท่านเป็นโน่นเป็นนี่ คือพากันตั้งถวายท่านให้เป็นพระอริยบุคคลชั้นต่าง ๆ แต่ตามประวัตินั้น ภายหลังพุทธนิพพานแล้ว แม้ท่านที่เป็นพระอรหันต์ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์เอาไว้แล้ว ซึ่งมีชีวิตอยู่หลังจากพุทธปรินิพพาน ดังเช่นพระมหากัสสปเถระ พระอนุรุทธเถระ ก็ไม่ปรากฏว่าท่านพยากรณ์ใคร แม้ท่านพระอานนท์เถระที่ตามพุทธประวัติแสดงว่าท่านสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในราตรีก่อนที่จะถึงวันเริ่มกระทำปฐมสังคายนาหลังจากพุทธปรินิพพานแล้ว ก็เป็นที่รับรองกันในหมู่พระอรหันต์ทั้งหลายเท่านั้น แต่ก็ไม่ปรากฏว่าได้มีพระอรหันต์รูปใดซึ่งได้รับพุทธพยากรณ์แล้วได้กล่าวพยากรณ์เอาไว้ แต่ว่า ท่านเป็นผู้รู้ผู้เห็น ท่านจึงรู้จึงเห็นจึงทราบภูมิธรรมในจิตใจของผู้ที่บรรลุภูมิธรรมถึงขั้นเดียวกันได้

เพราะฉะนั้น อาสวะนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ และอาสวะคือกามนี้ก็หมายถึงกามที่เป็นอย่างละเอียด อันมีอยู่ในจิตใจเหมือนอย่างตะกอนที่นอนก้นตุ่มดังกล่าวนั้น ซึ่งปุถุชนสามัญชนย่อมมีอยู่ด้วยกัน อาจกล่าวได้ว่ามีอยู่ตั้งแต่ปฐมจิตปฐมวิญญาณในครรภ์ของมารดา คือเกิดมาก็มีอาสวะติดมาด้วย

รู้จักภพที่เป็นอาสวะ

ภวาสวะ อาสวะคือภพ ก็ได้อธิบายแล้ว เริ่มตั้งแต่ความเป็นเรา หรือว่าเราเป็นเรามีอันฝังอยู่ดองอยู่ในจิตใจของทุก ๆ คน

รู้จักอวิชชาที่เป็นอาสวะ

อวิชชาสวะ อาสวะคืออวิชชา ก็ได้แก่ความไม่รู้ในสัจจะที่เป็นตัวความจริงเป็นต้น ดังที่ได้กล่าวอธิบายแล้ว เป็นความไม่รู้ที่ตั้งอยู่ในความรู้ คือทุก ๆ คนที่เกิดมานี้มีจิตซึ่งเป็นธาตุรู้ก็มีตัวความรู้อยู่ แต่ว่าความรู้ที่มีอยู่นี้เป็นความรู้ผิด เป็นความรู้หลง นั่นก็เพราะว่ายังเป็นความรู้ที่เป็นอวิชชา รู้แต่ว่าเป็นความรู้ที่เป็นอวิชชา แต่ว่าตนเองนั้นไม่รู้จักตัวอวิชชาที่มีอยู่ในความรู้ของตัวเอง พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้เป็นผู้เห็นได้ตรัสชี้แจงแสดงไว้เพื่อให้ทราบ แม้อวิชชาดังกล่าวนี้ก็เป็นตัวความไม่รู้อย่างละเอียดที่มีอยู่ในตัวความรู้ ทำให้ความรู้ของทุกคนเป็นความรู้ผิดเป็นความรู้หลง ไม่ใช่เป็นความรู้จริง ยกตัวอย่างง่าย ๆ เหมือนอย่างความรู้ทางตา เช้านี้ก็มองเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกแล้วก็ขึ้นสูง ๆ ขึ้น เย็นลงก็อาทิตย์ตกทางทิศตะวันตก ก็รู้ว่าอาทิตย์ขึ้นอาทิตย์ตก อาทิตย์โคจรไปดั่งนี้ และโลกนี้ก็รู้สึกเฉย ๆ เป็นของที่แบนอยู่กับที่ แต่เมื่อความรู้ในภูมิศาสตร์ของโลกของบุคคลเจริญขึ้น ได้แสดงไว้ตรงกันข้ามดั่งที่ผู้ศึกษาในปัจจุบันทราบกันอยู่ แต่ว่าความรู้ที่แสดงในปัจจุบันดังกล่าวนี้มองไม่เห็นด้วยตา แม้จะสอนว่าเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ แต่ว่าเท่าที่มองเห็นด้วยตารู้ด้วยตา ก็ยังเห็นอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเวลาเช้า ตกทางทิศตะวันตกในเวลาเย็นอยู่นั่นเอง อาทิตย์โคจรทุก ๆ วันดังนี้ แต่ความจริงนั้นตรงกันข้าม ดังที่ผู้ศึกษาทราบกันอยู่ แต่ว่าข้อตรงกันข้ามนี้มองไม่เห็นด้วยตา ไม่รู้ด้วยตา แต่ว่ารู้ด้วยความรู้ตามเหตุตามผล เพราะฉะนั้นความรู้ที่เป็นตัววิชชาจริง ๆ นี้ แม้ในทางภูมิศาสตร์ของโลกก็ยังไม่ปรากฏทางตาทางหูของตน แต่ว่าปรากฏด้วยความรู้อันเป็นความรู้จริงซึ่งพิสูจน์ได้ในทางต่าง ๆ และก็เป็นที่รับรองกัน

เพราะฉะนั้น ความรู้ทางตาจึงเป็นอย่างหนึ่ง ความรู้จริงนั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง คนเรานั้นได้อาศัยความรู้ทางตาทางจมูกทางลิ้นทางกายทางมนะคือใจ คือคิดเอาเองกันอยู่ดั่งนี้เป็นพื้น ซึ่งไม่ใช่เป็นความรู้จริง แต่ความรู้จริงนั้นก็ต้องอาศัยตาหูเหล่านี้แหละ แต่ก็ต้องมาพินิจพิจารณา ที่เรียกว่าดูแล้วก็ต้องมาคิด คิดแล้วก็ต้องมาปฏิบัติมากระทำต่าง ๆ จึงจะเป็นตัวปัญญาคือความรู้จริงขึ้นในทุก ๆ สิ่งเป็นอยู่ดั่งนี้

นิวรณ์เกิดจากาอาสวอนุสัย

เพราะฉะนั้น อวิชชานี้จึงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาจึงจะรู้ว่ายังมีอวิชชา แต่ถ้าไม่พิจารณาแล้วก็จะหลงว่าเรารู้แล้วเรารู้แล้วในสิ่งทั้งหลายต่าง ๆ อยู่เสมอ อวิชชาที่เป็นอาสวะนี้ก็มีอยู่ดองจิตสันดานของบุคคลอยู่ แม้ในส่วนที่เป็น อนุสัย อีกชื่อหนึ่ง

ราคานุสัย ราคะก็หมายถึงความติดใจที่เป็นราคะอย่างละเอียด
ปฏิฆานุสัย อนุสัยคือปฏิฆะ ความกระทบกระทั่ง ก็หมายถึงความกระทบกระทั่งอย่างละเอียด
อวิชชานุสัย อนุสัยคืออวิชชา ก็เป็นอวิชชาอย่างละเอียดดังที่กล่าวมาแล้ว

เพราะฉะนั้น เป็นอันว่าสามัญชนหรือปุถุชนทั้งหลายย่อมมีอาสวะมีอนุสัย ดองจิตสันดานนอนเนื่องอยู่ในจิตสันดานมาตั้งแต่ปฐมจิตปฐมวิญญาณในครรภ์ของมารดา ติดมากับปฏิสนธิจิต คลอดออกมาเป็นเด็กก็มีอาสวะมีอนุสัย โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เมื่ออายตนะภายในภายนอกเจริญขึ้นเติบโตขึ้น อาสวะอนุสัยที่ดองจิตสันดานอยู่นี้ เมื่อถูกอารมณ์มากระทบเหมือนอย่างตะกอนที่ถูกกวน ก็ฟุ้งขึ้นมาเป็นกิเลสอย่างกลาง คือเป็นนิวรณ์หรือเป็นปริยุฏฐานะ กิเลสที่ปล้นจิต ทำจิตให้กลัดกลุ้มวุ่นวาย

ยกเอาอนุสัยเป็นที่ตั้ง ราคานุสัย กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิตสันดานคือราคะ เมื่อถูกกระทบด้วยอารมณ์ทางตาทางหูเป็นต้น คือได้เห็นได้ยินรูปเสียงเป็นต้น ที่น่ารักใคร่ปรารถนาพอใจ ก็กวนตะกอนหรือราคานุสัยนี้ คือตัวราคะที่มีอยู่เป็นต้น เดิมในจิตใจนี้ให้ฟุ้งขึ้นมา ทำจิตใจให้บังเกิดความรู้สึกกำหนัดยินดีรักใคร่ปรารถนาพอใจต่าง ๆ ในรูปในเสียงเป็นต้น ก็เป็นนิวรณ์ขึ้นในจิตใจ

และเมื่อกระทบกับอารมณ์ที่ไม่น่ารักใคร่ปรารถนาพอใจ ปฏิฆานุสัย อนุสัยคือปฏิฆะ ความกระทบกระทั่ง ซึ่งมีอยู่ในส่วนลึกของจิตใจนี้ก็ฟุ้งขึ้นมาเป็นโกธะ ความโกรธหรือโทสะ ความประทุษร้ายใจคือขัดใจ เป็นนิวรณ์ขึ้นในจิตใจ

เมื่อกระทบกับอารมณ์ที่เป็นกลาง ๆ ไม่พอที่จะให้เกิดรักใคร่ยินดีหรือเกิดความขัดใจขัดเคืองหงุดหงิด แต่เพราะว่าไม่รู้ความเกิดขึ้นไม่รู้ความดับไป ไม่รู้คุณไม่รู้โทษ ไม่รู้วิธีที่จะสลัดออกแล่นออก อวิชชา คือความไม่รู้ ซึ่งเป็นอนุสัยก็ฟุ้งขึ้นมาเป็นโมหะคือความหลง คือความหลงถือเอาผิดจากความเป็นจริง ก็เป็นนิวรณ์ขึ้นในจิตใจ

ดังที่มีแสดงไว้ว่า กามฉันท์ก็คือราคะนั้นเองฟุ้งขึ้นมาเป็นกามฉันท์ ความพอใจรักใคร่ในกาม ปฏิฆะก็ฟุ้งขึ้นมาเป็นพยาบาท แต่พยาบาทในที่นี้หมายถึงแค่ความขัดใจ หงุดหงิดขัดเคือง ยังไม่ถึงมุ่งร้ายออกไปแก่ใคร ขัดใจขึ้นในใจ ขัดเคืองหงุดหงิดขึ้นในใจ และอวิชชาก็ฟุ้งขึ้นมาเป็นความง่วงงุนเคลิบเคลิ้ม ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ ความสงสัยลังเลใจต่าง ๆ แต่ว่าความรำคาญใจนี้บางท่านก็จัดเข้าเป็นกองโทสะ

นี้เป็นกิเลสอย่างกลางบังเกิดขึ้นในจิตใจ จิตใจตัวเองก็มีความรู้สึกว่าตัวมีอยู่ มีกามฉันท์อยู่ มีความหงุดหงิดโกรธแค้นขัดเคืองอยู่ มีความง่วงงุนเคลิบเคลิ้มอยู่ มีความเคลือบแคลง มีความฟุ้งซ่านรำคาญใจอยู่ มีความเคลือบแคลงสงสัยอยู่ แต่ยังไม่แสดงออกไปทางกาย ทางวาจา ทางใจ ที่เป็นตัวทวาร เป็นกรรม

กรรมกิเลสหรือวีติกกมกิเลส

คราวนี้กิเลสอย่างกลางนี้เมื่อแรงขึ้นไปอีก ก็เป็นกิเลสอย่างหยาบที่เป็นวีติกกมะ ให้ล่วงละเมิด ก็ได้แก่ตัว

ราคะ ที่เป็นความกำหนัดยินดีหรือเป็นกามฉันท์นั้น หรือเป็นโลภะความโลภ อยากได้ก็แรงขึ้นเป็น อภิชฌา โลภเพ่งเล็งเอาสิ่งของ ๆ ผู้อื่นมาเป็นของตน
โทสะ ความโกรธแค้นขัดเคือง ซึ่งเดิมก็ประทุษร้ายใจของตัวเองให้เดือดร้อน ก็แรงขึ้นเป็นพยาบาท มุ่งที่จะทำร้ายเขาว่าร้ายเขาต่าง ๆ ที่จะทำลายเขาออกไปให้พินาศ
โมหะ คือความหลงถือเอาผิดนั้นแรงขึ้นก็เป็น มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม

ก็เป็นมโนกรรมฝ่ายอกุศลกรรมบถดังที่ได้แสดงแล้ว ก็เป็นกิเลสอย่างหยาบ กิเลสอย่างหยาบนี้ปรากฏออกมาทางไตรทวาร เริ่มตั้งแต่มโนทวาร กายทวาร วจีทวาร เป็น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ฝ่ายอกุศลทั้งหลาย ที่คนทั้งหลายได้พากันประกอบกระทำกันอยู่ ก็เพราะว่ากิเลสนี้เองกำเริบขึ้นมาเป็นอย่างแรง เหมือนอย่างตะกอนนอนก้นตุ่มนั้นถูกคนให้ฟุ้งขึ้นมา ก็ทำให้น้ำในตุ่มนั้นขุ่นจนถึงขุ่นมาก และเมื่อถูกกวนคนมากขึ้น น้ำในตุ่มนั้นก็กระเพื่อมจนถึงกระเพื่อมออกไปจากตุ่ม หกไปจากตุ่ม ออกไปเรี่ยราดอยู่ในภายนอกจากตุ่ม กิเลสในใจของบุคคลก็เป็นเช่นนี้ มีอาสวอนุสัยที่เป็นอย่างละเอียดอยู่และเมื่อกระทบอารมณ์ก็ฟุ้งขึ้นมาเป็นอย่างกลาง เป็นอย่างหยาบ ก็ปรากฏเป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่ประกอบกระทำกันในทางที่ผิดต่าง ๆ ที่พระพุทธเจ้าเรียกว่ากรรมกิเลสบ้าง วีติกกมกิเลสบ้าง ดังที่ได้แสดงแล้ว

ละอาสวะได้จึงจะเป็นพระอรหันต์

เพราะฉะนั้น พระอรหันต์นั้นจึงมีคำเรียกว่า ขีณาสวะ ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว คือมิใช่ว่าสงบได้จากกิเลสที่เป็นอย่างหยาบ กิเลสที่เป็นอย่างกลาง ซึ่งคนที่ปฏิบัติในศีลก็สามารถที่จะงดเว้นจากกิเลสอย่างหยาบได้ ปฏิบัติในสมาธิได้สมาธิก็สงบกิเลสอย่างกลางได้ แต่ว่ายังไม่ได้ปัญญาที่ตรัสรู้ในสัจจะที่เป็นความจริงอันเป็นเหตุละกิเลสได้หมดสิ้น ก็แปลว่ายังมีอาสวะอยู่ เมื่อยังมีอาสวะอยู่ก็ยังไม่เป็นพระอรหันต์ แม้จะได้ศีลได้สมาธิหรือได้ปัญญาอย่างสามัญที่ยังตัดกิเลสไม่ได้ ครอบงำบรรดากิเลสอย่างกลางอย่างหยาบไว้ได้ แต่ว่ายังละที่เป็นอาสวะไม่ได้ ก็ยังไม่เป็นพระอรหันต์ จะต้องละกิเลสที่เป็นอาสวะได้ที่เรียกว่า ขีณาสวะ ผู้มีอาสวะคือกิเลสที่ดองจิตสันดานได้สิ้นแล้ว จึงจะเป็นพระอรหันต์ผู้เสร็จกิจในพุทธศาสนา

อวิชชาเกิดเพราะอาสวะ อาสวะเกิดเพราะอวิชชา

ท่านพระสารีบุตรท่านได้แสดงข้ออาสวะนี้เพิ่มจากปฏิจจสมุปบาท ในปฏิจจสมุปบาทนั้นที่สุดแค่อวิชชา แต่ท่านพระสารีบุตรก็ยังได้แสดงต่อไปว่า เหตุที่ให้เกิดอวิชชาก็คืออาสวะ เพราะอาสวะเกิดอวิชชาจึงเกิด แต่ต่อจากนั้นท่านก็ต้องแสดงกลับไปอีกว่า อาสวะเกิดก็เพราะอวิชชา คือเพราะอวิชชาเกิดอาสวะจึงเกิด ก็วนกลับมาหาอวิชชาอีกนั่นเอง การที่ท่านแสดงอาสวะเพิ่มขึ้นอีกข้อหนึ่งนี้ก็มิใช่ว่าจะเป็นการแสดงที่เกินเลยอาจารย์คือพระพุทธเจ้าไป เพราะว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ซึ่งสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้านั้นซึ่งมีแสดงว่า ทรงได้ญาณที่ระลึกถึงชาติในหนหลังได้ในปฐมยามของราตรีที่ตรัสรู้ ทรงได้ญาณคือความหยั่งรู้ในจุติความเคลื่อน อุปบัติความเข้าถึงภพชาตินั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลายว่าเป็นไปตามกรรมในมัชฌิมยาม ทรงได้อาสวักขยญาณ ความหยั่งรู้เป็นเหตุสิ้นอาสวะทั้งหลาย ในปัจฉิมยามของราตรี เมื่อทรงได้อาสวักขยญาณจึงได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า และอาสวักขยญาณนั้นก็คือความหยั่งรู้ในอริยสัจ ๒ สาย ที่ตรัสแสดงเอาไว้เอง

สาย ๑ ก็คือญาณหยั่งรู้ในทุกข์ ในเหตุเกิดทุกข์ ในความดับทุกข์ ในทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ นี้เป็นอริยสัจสายที่ ๑

อริยสัจสายที่ ๒ ก็คือญาณความหยั่งรู้ในอาสวะ ญาณความหยั่งรู้ในเหตุเกิดอาสวะ ญาณความหยั่งรู้ในความดับอาสวะ ญาณความหยั่งรู้ในทางปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะ

พระพุทธเจ้าได้ตรัสแสดงไว้เองดั่งนี้ เพราะฉะนั้น ท่านพระสารีบุตรจึงได้นำอาสวะมาแสดง

ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวด และตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

๑๔ มีนาคม ๒๕๒๘

--------------------------------------------------------------

หมายเหตุ
บทความนี้เป็นการแสดงธรรมจากจำนวนทั้งสิ้น ๔๒ ครั้ง ที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) แสดงไว้ในการปฏิบัติอบรมจิต ทุกวันธรรมสวนะและวันหลังวันธรรมะสวนะ ณ ตึก สว วัดบวรนิเวศ ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ ถึง กรกฎาคม ๒๕๒๘ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพิมพ์ถวายเป็นเครื่องบูชาเฉลิมพระเกียรติคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ในโอกาสอันควรที่เจริญชนมายุครบ ๖ รอบ ในวันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๒๘

คัดลอกจาก หนังสือสัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ
พิมพ์ครั้งที่ ๗/๒๕๕๓ ที่ โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย ๑๒๙ หมู่ ๓ ถ.ศาลายา – นครชัยศรี ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม




 

Create Date : 17 สิงหาคม 2555    
Last Update : 17 สิงหาคม 2555 6:32:22 น.
Counter : 424 Pageviews.  

ครั้งที่ ๒๗ ความรู้จักอาสวะ

สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ

ธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร
ในการปฏิบัติอบรมจิต ทุกวันธรรมสวนะและวันหลังวันธรรมสวนะ
ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ ถึงกรกฎาคม ๒๕๒๘
ณ ตึก สว. วัดบวรนิเวศวิหาร


--------------------------------------------------------------



ครั้งที่ ๒๗ ความรู้จักอาสวะ

บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุก ๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจ ให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

ได้แสดงข้อสัมมาทิฏฐิตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรมาโดยลำดับ ถึงหมวดสุดท้ายที่ภิกษุทั้งหลายได้กราบเรียนถามท่าน ว่ายังมีปริยายคือทางแสดงอย่างอื่นแห่งข้อสัมมาทิฏฐิต่อไปอีกหรือ ท่านพระสารีบุตรก็กล่าวตอบว่ายังมีปริยายคือทางแสดงอย่างอื่นต่อไปอีก และท่านก็ได้แสดงอธิบายต่อไป อันนับว่าเป็นหมวดสุดท้ายว่าสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ก็คือรู้จักอาสวะ รู้จักเหตุเกิดอาสวะ รู้จักความดับอาสวะ รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะ เมื่อท่านให้หัวข้อไว้เป็น ๔ ดั่งนี้แล้ว ก็ได้ให้อรรถาธิบายต่อไปว่า

รู้จักอาสวะ อาสวะมี ๓ คือ กามาสวะ อาสวะคือกาม ภวาสวะ อาสวะคือภพ อวิชชาสวะ อาสวะคืออวิชชา
รู้จักเหตุเกิดอาสวะ คือเพราะอวิชชาเกิด อาสวะทั้งหลายจึงเกิด
รู้จักความดับอาสวะ คือรู้จักว่าเพราะอวิชชาดับ อาสวะจึงดับ
รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะ ก็คือรู้จักมรรคคือทางที่มีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น
จะได้แสดงอธิบายในข้อ อาสวะ

อาสวะและอนุสัยเป็นกิเลสอย่างละเอียด

กิเลสที่ดองจิตสันดานที่หมักหมมอยู่ในจิตสันดาน ได้ชื่อ อาสวะ จัดเป็นกิเลสอย่างละเอียด และกิเลสอย่างละเอียดนี้มีเรียกชื่ออีกคำหนึ่งว่า อนุสัย คือกิเลสที่นอนจมติดตามไปอยู่เสมอ อนุสัยนี้ก็แจกเป็น ๓ อีกเหมือนกัน คือ

ราคานุสัย อนุสัยคือราคะ
ปฏิฆานุสัย อนุสัยคือปฏิฆะ
อวิชชานุสัย อนุสัยคืออวิชชา

เป็นกิเลสอย่างละเอียดอีกเช่นเดียวกัน คำว่าอาสวะกับอนุสัยนี้ แม้ว่าจะมีชื่อเพี้ยนกันอยู่ก็มีความหมายเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อแสดงถึงอาสวะก็หมายถึงอนุสัยรวมอยู่ด้วย เมื่อแสดงถึงอนุสัยคือเมื่อยกอนุสัยขึ้นแสดง ก็หมายถึงอาสวะรวมอยู่ด้วย เพราะฉะนั้น แม้จะแสดงชื่อใดชื่อหนึ่ง ก็เป็นอันว่าหมายถึง ๒ นี้รวมอยู่ด้วยกัน และเมื่อกล่าวว่าอาสวอนุสัยเป็นกิเลสอย่างละเอียด ก็ย่อมจะมีกิเลสอย่างหยาบ และกิเลสอย่างกลางอีกด้วย ซึ่งก็ได้มีแสดงไว้

กิเลสอย่างหยาบหรืออกุศลมูล

กิเลสอย่างหยาบ นั้นเรียกว่า วีติกกมกิเลส คือกิเลสที่เป็นเหตุให้ล่วงละเมิดออกไปทางไตรทวาร สำเร็จเป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ หรือว่า ราคะ โทสะ โมหะ อย่างแรงที่เป็นตัวอกุศลมูล คือเป็นรากเหง้าของอกุศลทั้งหลาย ก็ได้แก่รากเหง้าของอกุศลกรรม ดังที่เรียกว่าอกุศลกรรมบถ ทางของกรรมที่เป็นอกุศล

อกุศลกรรมบถ ทางของกรรมที่เป็นอกุศลนั้นก็แจกเป็น ๓ คือเป็นกายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ และมโนกรรม ๓

กายกรรม ๓ นั้นได้แก่ ปาณาติบาต ทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไป คือฆ่าสัตว์ตัดชีวิต อทินนาทาน ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ด้วยจิตใจเป็นขโมย คือจิตใจคิดจะลัก กาเมสุมิจฉาจาร ประพฤติผิดในกามทั้งหลาย

วจีกรรม ๔ ก็คือ มุสาวาท พูดเท็จ ปิสุณาวาท พูดส่อเสียด ผรุสวาท พูดคำหยาบ สัมผัปปลาปวาท พูดโปรยประโยชน์ คือพูดเพ้อเจ้อเหลวไหล

มโนกรรม ๓ ก็คืออภิชฌา โลภเพ่งเล็งทรัพย์สิ่งของ ๆ ผู้อื่นมาเป็นของตน พยาบาท มุ่งร้ายปองร้ายหมายล้างผลาญ มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดจากทำนองคลองธรรมคือ

เห็นว่าไม่เป็นอันทำ หรือไม่มีการทำกรรม คือกรรมที่กระทำไม่มีบุญ ไม่มีบาป
เห็นว่าไม่มีเหตุ คือผลที่ได้รับเป็นสุขเป็นทุกข์หรือเป็นความเสื่อมเป็นความเจริญต่าง ๆ ไม่มีกรรมที่ทำดีหรือกรรมชั่วเป็นเหตุ แต่ว่าผลทั้งปวงเหล่านี้ บังเกิดขึ้นตามคราวตามความบังเอิญเป็นต้น ไม่มีกรรมดีกรรมชั่วที่ทำไว้มาเป็นเหตุ
เห็นว่าทุก ๆ อย่างไม่มี คือข้อที่นับถือว่ามารดาบิดามีคุณนั้นก็ไม่มี ข้อที่ถือว่าทำทานหรือบูชาต่าง ๆ มีผลนั้นก็ไม่มี ไม่มีสมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีประพฤติชอบ เพราะว่าไม่มีสิ่งที่เรียกว่าดีสิ่งที่เรียกว่าชอบ ไม่มีโลกนี้ ไม่มีโลกหน้าเป็นต้น

อกุศลกรรมบถ ทางของกรรมที่เป็นอกุศล ย่อมประกอบด้วยกายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ มโนกรรม ๓ ดังกล่าว บังเกิดขึ้นก็เพราะมีเจตนาอันประกอบด้วยกิเลส กองโลภ กองโกรธ กองหลง ดังกล่าว ซึ่งเป็นกิเลสอย่างหยาบ คือบังเกิดขึ้นรุนแรง จนถึงให้ละเมิดออกไปทางกายทวารเป็นกายกรรม ทางวจีทวารเป็นวจีกรรม ทางมโนทวารเป็นมโนกรรมดังกล่าว จึงเรียกว่า วิติกกมกิเลส กิเลสที่เป็นเหตุให้ล่วงละเมิด

พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสเรียกไว้อีกชื่อหนึ่งว่า กรรมกิเลส ที่ตรัสแสดงเอาไว้ ๔ คือ ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร และ มุสาวาท จะแปลว่ากรรมที่เศร้าหมองก็ได้ แปลว่ากิเลสที่เป็นเหตุให้กระทำกรรมทั้ง ๔ ข้อนี้ก็ได้ คือปรากฏออกมาเป็นปาณาติบาต เป็นต้น ซึ่งก็ปรากฏออกมาจากจิตใจนี้เอง อันประกอบด้วยโลภโกรธหลงอย่างรุนแรง และเมื่อจับแสดงถึงกิเลสอย่างรุนแรงที่บังเกิดขึ้นในจิตใจ ในขณะที่ประกอบกรรมอันเป็นอกุศลกรรมบถหรือที่เป็นกรรมกิเลสดังกล่าวนั้น ก็เรียกว่าเป็นกิเลสอย่างหยาบหรือวีติกกมกิเลส กิเลสที่เป็นเหตุให้ล่วงละเมิดออกทางไตรทวาร เป็นกรรมทั้ง ๓ ดังกล่าวนั้น

นิวรณ์หรือกิเลสอย่างกลาง

กิเลสอย่างกลาง คือกิเลสที่บังเกิดขึ้นเป็นนิวรณ์อยู่ในจิตใจ คือทำจิตใจไม่ให้พบกับความสงบ และทำปัญญาให้เสียให้ทราม คือไม่ให้เกิดปัญญา ที่เรียกว่า นิวรณ์ หรือที่เรียกว่า ปริยุฏฐานะ คือกิเลสที่บังเกิดขึ้นทำจิตใจให้กลัดกลุ้มวุ่นวายกระสับกระส่าย จึงใช้คำว่าปริยุฏฐานะ ที่มาจากคำว่าปล้นสะดม โจรที่เข้าปล้นสะดมในบ้านเรือนของผู้ใด ก็ทำให้เกิดความโกลาหลอลหม่านเดือดร้อนวุ่นวาย ทรัพย์สินเสียหายหรือตลอดถึงเสียชีวิตเลือดเนื้อ กิเลสที่บังเกิดขึ้นในจิตใจก็ปล้นจิตใจ ทำจิตใจให้วุ่นวายกระสับกระส่ายเดือดร้อนทำลายธรรมะในจิตใจที่เป็นส่วนดีส่วนชอบต่าง ๆ เหมือนอย่างโจรเข้าปล้นทำลายทรัพย์สินต่าง ๆ ที่เรียกว่าเป็นกิเลสอย่างกลางนั้นก็เพราะบังเกิดขึ้นในจิตใจ ไม่ถึงให้ละเมิดล่วงออกไปทางไตรทวารเป็นกรรมดังกล่าว พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงนิวรณ์เอาไว้ ก็คือ

กามฉันท์ ความพอใจรักใคร่ในกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่ารักใคร่ ปรารถนาพอใจทั้งหลาย หรือว่าความพอใจรักใคร่ด้วยอำนาจของกาม คือความใคร่ความปรารถนาทั้งหลาย
พยาบาท ความโกรธแค้นขัดเคือง
ถีนมิทธะ ความง่วงงุนเคลิบเคลิ้ม
อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ และ
วิจิกิจฉา ความเคลือบแคลงสงสัย

ก็ย่อลงในกิเลสกองโลภโกรธหลงหรือราคะโทสะโมหะนั่นแหละ ที่นับว่าเป็นอย่างกลางก็คือ บังเกิดขึ้นในจิตใจ เป็นนิวรณ์อยู่ในจิตใจ ทำจิตใจให้กลัดกลุ้ม ทำให้ไม่ได้สมาธิ ทำให้ไม่ได้ปัญญา การปฏิบัติทางกรรมฐานแต่ว่าไม่ค่อยได้สมาธิไม่ค่อยได้ปัญญาก็เพราะนิวรณ์นี้เอง หรือปริยุฏฐานะ กิเลสเหล่านี้เอง ไม่สงบไปจากจิตใจ ยังบังเกิดขึ้นอยู่ในจิตใจเป็นนิวรณ์อยู่ในจิตใจ เป็นปริยุฏฐานะ คือปล้นจิตใจอยู่ เพราะฉะนั้น จิตใจจึงไม่ได้สมาธิ ไม่ได้ปัญญา แต่เมื่อสงบนิวรณ์เสียได้ หรือว่าสงบปริยุฏฐานะ คือกิเลสที่ปล้นจิต ทำจิตใจที่กลัดกลุ้มวุ่นวายนี้เสียได้ นั่นแหละจึงจะได้สมาธิจึงจะได้ปัญญา การปฏิบัติกรรมฐานจึงจะสำเร็จเป็นขั้นตอนขึ้นไปได้

อาสวะ ๓ และอนุสัย ๓

กิเลสอย่างละเอียด ก็ได้แก่ อาสวะ ๓ คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ หรือ อนุสัย ๓ คือราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และอวิชชานุสัย ดังที่กล่าวแล้ว สำหรับอาสวะและอนุสัยอันเป็นกิเลสอย่างละเอียดที่แสดงไว้เป็น ๒ ชื่อนี้

กามาสวะและราคานุสัย

ข้อที่ ๑ ในส่วนอาสวะ ก็ได้แก่ กามาสวะ อาสวะคือกาม
ในส่วนอนุสัย ก็ได้แก่ ราคานุสัย อนุสัยคือราคะ

กาม แปลว่า ใคร่ ราคะ แปลว่า ติด คือติดใจ กามกับราคะนั้นก็หมายถึง กิเลสกองความยินดีด้วยกัน ราคะความใคร่ก็เป็นกิเลสกองยินดี ราคะความติดใจ ก็เป็นกิเลสกองยินดีพอใจด้วยกัน เพราะฉะนั้น แม้ว่าชื่อจะต่างกัน ก็มีความหมายเป็นอันเดียวกัน

ภวาสวะและปฏิฆานุสัย

ข้อที่ ๒ ในส่วนอาสวะ ได้แก่ ภวาสวะ อาสวะคือภพ ที่แปลว่าความเป็นความเป็นนั่นความเป็นนี่ ตั้งต้นแต่ความเป็นเราเป็นของเรา อันเรียกว่า อัสมิมานะ หรืออัสมิทิฏฐิ หรือวาเรียกรวมกันว่า อัสมิมานะทิฏฐิ ความเห็นนับถือว่า เรามี เราเป็น คือ เป็นเราเป็นของเรา นี่เป็นตัวภวะหรือตัวภพ ซึ่งเป็นต้นเดิมในทุก ๆ คน เมื่อมีเรามีของเรา เป็นเราเป็นของเราขึ้น เรานี้เองก็เป็นนั่นเป็นนี่ต่อไปอีก เพราะฉะนั้น จึงต้องมีเรา คือเป็นเราขึ้นก่อนซึ่งเป็นตัวภพซึ่งเป็นต้นเดิม นี้คือภพ

ในส่วนอนุสัยข้อ ๒ ได้แก่ ปฏิฆานุสัย อนุสัยคือปฏิฆะที่แปลว่าการกระทบกระทั่ง ดูถ้อยคำแล้วต่างกัน แต่ว่าเมื่อดูความสัมพันธ์ย่อมจะเห็นว่าสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด คือว่าจะต้องมีภพ ความเป็น เป็นนั่นเป็นนี่ ตั้งต้นแต่เป็นเราขึ้นมา จึงมีปฏิฆะขึ้นมาได้ คือมีที่กระทบกระทั่ง ตัวเราที่เป็นตัวภพนี้แหละเป็นที่กระทบกระทั่ง ความกระทบกระทั่งจึงมีได้ ถ้าไม่มีตัวเราซึ่งเป็นที่กระทบกระทั่ง ปฏิฆะ คือความกระทบกระทั่งก็มีขึ้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นภพกับปฏิฆะนั้นจึงสัมพันธ์กันดั่งนี้ และเมื่อยกขึ้นว่าปฏิฆะความกระทบกระทั่ง ก็ต้องหมายว่าต้องมีสิ่งที่เป็นที่กระทบกระทั่ง คือมีตัวเราอันเป็นภพอันเป็นที่กระทบกระทั่ง หรือเมื่อกล่าวว่าภพความเป็นนั่นเป็นนี่ตั้งต้นแต่เป็นเรา ก็ต้องหมายถึงว่าจะต้องมีความกระทบกระทั่งขึ้นได้แล้ว เพราะมีที่กระทบกระทั่ง ฉะนั้น จะยกขึ้นว่าภพหรือยกขึ้นว่าปฏิฆะ ก็ย่อมเป็นอันเดียวกันมีความเนื่องถึงกัน ดังจะพึงเห็นได้ว่า บุคคลทั่วไปเมื่อมีใครมาสรรเสริญว่า นาย ก. นาง ข. ดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ ตัวนาย ก. นาง ข. นั่นย่อมมีตัวภพ ความเป็นนั่นเป็นนี่ตั้งต้นแต่เป็นเรา คือมีตัวเราอยู่ในนาย ก. นาง ข. อันเป็นตัวภพซึ่งเป็นต้นเดิมดังกล่าวนั้น ตัวเราซึ่งนาย ก. นาง ข. นั้นก็ออกรับคำสรรเสริญ คำสรรเสริญนั้นก็แปลว่ามีที่กระทบเพราะว่ามีตัวเราของนาย ก. นาง ข. ออกรับ ก็มีปฏิฆะ คือ การกระทบขึ้น แต่ว่าเป็นการกระทบในด้านทำให้ยินดี เพราะเป็นคำสรรเสริญ แต่ถ้าเป็นคำนินทาว่าร้าย ตัวเราของนาย ก. นาง ข. ก็ออกรับ คำนินทานั้นก็มากระทบตัวของนาย ก. นาง ข. เข้า ก็เกิดความขัดใจยินร้าย แต่ถ้าหากว่านาย ก. นาง ข. นั้นไม่มีตัวเราออกรับ คำสรรเสริญหรือนินทาของใคร ๆ นั้นก็ไม่มากระทบ เพราะว่านาย ก. นาง ข. นั้นไม่เอาตัวออกรับ เมื่อไม่เอาตัวเราออกรับ คำนินทาหรือสรรเสริญทั้งปวงนั้นก็ผ่านไป ๆ ไม่ทำให้บังเกิดความยินดีไม่ทำให้บังเกิดความยินร้าย เพราะว่าไม่มีตัวเราของนาย ก. นาง ข. ออกรับการกระทบแห่งคำสรรเสริญหรือคำนินทาดังกล่าว

รู้จักภพกับปฏิฆะว่าเป็นสิ่งที่เนื่องกัน

เพราะฉะนั้น เมื่อพิจารณาดูที่จิตใจของตนเองและของทุก ๆ คนแล้ว ก็จะรู้สึกได้ว่าเป็นเช่นนี้ เวลาใครเขามายกย่องก็พอใจก็เพราะมีตัวเราออกรับ มีใครเขามานินทาว่าร้ายก็ขัดแค้นโกรธเคืองก็เพราะมีตัวเราออกรับ คือออกรับการกระทบ การกระทบก็บังเกิดขึ้นอันเรียกว่าปฏิฆะนั้น เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมะจึงต้องทำสติให้มีความรู้ดั่งนี้ และไม่เอาตัวเราออกรับ แต่ว่ารู้ได้ยินเห็น แต่ไม่เอาตัวเราออกรับ เมื่อไม่เอาตัวเราออกรับการกระทบก็ไม่มี การกระทบที่เรียกว่าปฏิฆะนั้นก็ไม่มี ก็ไม่ทำให้จิตใจบังเกิดความขึ้นลง จิตใจคงสงบเป็นปกติในเมื่อไม่มีปฏิฆะคือการกระทบ ความยินดีความยินร้ายต่าง ๆ ตลอดจนถึงกรรมต่าง ๆ ที่สืบเนื่องไป ก็บังเกิดขึ้นเพราะมีตัวเรานี้แหละออกรับ ปฏิฆะคือการกระทบก็บังเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ภพกับปฏิฆะนี้จึงเนื่องกันดั่งนี้

อวิชชาสวะและอวิชชานุสัย

ในส่วนในข้อที่ ๓ นั้น ก็ได้แก่ อวิชชาสวะ อาสวะคืออวิชชา และ อวิชชานุสัย อนุสัยคืออวิชชา ซึ่งเป็นอันเดียวกัน

ต่อจากนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวด และตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

๑๓ มีนาคม ๒๕๒๘

--------------------------------------------------------------

หมายเหตุ
บทความนี้เป็นการแสดงธรรมจากจำนวนทั้งสิ้น ๔๒ ครั้ง ที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) แสดงไว้ในการปฏิบัติอบรมจิต ทุกวันธรรมสวนะและวันหลังวันธรรมะสวนะ ณ ตึก สว วัดบวรนิเวศ ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ ถึง กรกฎาคม ๒๕๒๘ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพิมพ์ถวายเป็นเครื่องบูชาเฉลิมพระเกียรติคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ในโอกาสอันควรที่เจริญชนมายุครบ ๖ รอบ ในวันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๒๘

คัดลอกจาก หนังสือสัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ
พิมพ์ครั้งที่ ๗/๒๕๕๓ ที่ โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย ๑๒๙ หมู่ ๓ ถ.ศาลายา – นครชัยศรี ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม




 

Create Date : 10 สิงหาคม 2555    
Last Update : 10 สิงหาคม 2555 10:31:57 น.
Counter : 469 Pageviews.  

ครั้งที่ ๒๖ อวิชชาโดยสรุป

สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ

ธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร
ในการปฏิบัติอบรมจิต ทุกวันธรรมสวนะและวันหลังวันธรรมสวนะ
ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ ถึงกรกฎาคม ๒๕๒๘
ณ ตึก สว. วัดบวรนิเวศวิหาร


--------------------------------------------------------------



ครั้งที่ ๒๖ อวิชชาโดยสรุป

บัดนี้จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุก ๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจ ให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

ได้แสดงพระเถราธิบายในข้อสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ในหมวดว่า รู้จักอวิชชา รู้จักเหตุเกิดอวิชชา รู้จักความดับอวิชชา รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับอวิชชา และได้มีพระเถราธิบายในข้อ อวิชชา ว่าได้แก่

ไม่หยั่งรู้ในทุกข์
ไม่หยั่งรู้ในเหตุเกิดทุกข์
ไม่หยั่งรู้ในความดับทุกข์
ไม่หยั่งรู้ในทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์


ได้แสดงอธิบายเพิ่มเติมในที่นี้อีก ๔ ข้อ ๒ นัย ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในพระสูตรอื่น คือ

ไม่หยั่งรู้ในอดีต
ไม่หยั่งรู้ในอนาคต
ไม่หยั่งรู้ทั้งในอดีตทั้งในอนาคต
ไม่หยั่งรู้ในธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น

อีกนัยหนึ่งหรืออีกปริยายหนึ่งว่า
ไม่หยั่งรู้ในเงื่อนต้น
ไม่หยั่งรู้ในเงื่อนปลาย
ไม่หยั่งรู้ทั้งในเงื่อนต้นทั้งในเงื่อนปลาย
ไม่หยั่งรู้ในธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น


รวมเข้าจึงเป็นอวิชชา ๘ แต่อวิชชา ๘ นี้ก็มีข้ออริยสัจทั้ง ๔ เป็นหลัก และอีก ๔ ข้อนั้น นัยหนึ่งก็ยกเอาอดีตอนาคตขึ้นแสดง อีกนัยหนึ่งก็ยกเอาเงื่อนต้นเงื่อนปลายขึ้นแสดง แต่เมื่อยกเอาอดีตอนาคตขึ้นแสดงก็ไม่ยกเอาเงื่อนต้นเงื่อนปลายขึ้นแสดง จึงรวมเป็น ๘ หรือเมื่อยกเอาเงื่อนต้นเงื่อนปลายขึ้นแสดงก็ไม่ยกเอาอดีตหรืออนาคตขึ้นแสดง จึงรวมเป็น ๘

อวิชชาเป็นตัวต้นเดิมของอุปกิเลส

และโดยที่ข้ออวิชชานี้เป็นข้อสำคัญในพระพุทธศาสนา ในปฏิจจสมุปบาท คือธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น พระพุทธเจ้าเมื่อทรงสาวขึ้นไปก็ถึงอวิชชา เพราะฉะนั้นอวิชชาจึงเป็นอันว่าเป็นปัจจัยแรกที่สำคัญแห่งปัจจัยที่เกิดสืบต่อกันไปโดยลำดับ จนถึงชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ เป็นต้น และเราทั้งหลายได้รู้เรื่องอวิชชา ก็โดยที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสจำแนกแจกแจงแสดงสั่งสอนไว้ ถ้าไม่เช่นนั้นก็จะไม่สามารถรู้เรื่องอวิชชาได้ทั้งที่อวิชชานี้ก็มิได้มีอยู่ที่ไหน มีอยู่ในจิตใจของทุก ๆ คนนี้เอง ทุก ๆ คนจะรู้จักหรือไม่รู้จักอวิชชาซึ่งนับว่าเป็นตัวต้นเดิมของกิเลสทั้งหลาย อวิชชาก็คงมีอยู่ และเพราะมีอวิชชาอยู่นี้เอง จึงทำให้จิตนี้ซึ่งเป็นธรรมชาติปภัสสรคือผุดผ่องต้องเศร้าหมองไป เพราะอุปกิเลสคือกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งหลายที่จรเข้ามา เพราะฉะนั้น จึงควรพิจารณาใคร่ครวญคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าในเรื่องอวิชชานี้ให้มีความเข้าใจ แม้ว่าจะยังไม่สามารถรู้เจาะแทงไปถึงตัวอวิชชา ซึ่งมีอยู่ในจิตใจของตนเองได้ ก็ยังเป็นการเริ่มต้นแห่งความรู้ในเรื่องอวิชชานี้ จึงจะได้แสดงอธิบายประมวลกันเข้าอีกครั้งหนึ่ง

อธิบายทบทวนอวิชชาในอริยสัจทั้ง ๔

อวิชชา คือไม่หยั่งรู้ในอริยสัจทั้ง ๔ คือในทุกข์ ในเหตุเกิดทุกข์ ในความดับทุกข์ ในทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ นี้เป็นหลัก และเพื่อที่จะได้แสดงขยายความถึงอริยสัจทั้ง ๔ นี้ สำหรับที่จะได้เป็นทางพิจารณาเพื่อทำความรู้ความเข้าใจ จึงได้มีแสดงต่อไปอีก ๒ นัย ยกเอาอดีตอนาคตขึ้นแสดง หรือว่ายกเอาเงื่อนต้นเงื่อนปลายขึ้นแสดง ดั่งที่กล่าวมาแล้ว

อธิบายโดยปริยายคือทางอันหนึ่ง ไม่หยั่งรู้หรือไม่รู้จักอดีต ก็คือไม่รู้จักสาวหลัง ได้แก่เมื่อประสบผลอยู่ในปัจจุบัน ก็ไม่รู้จักจะสาวไปข้างหลังในอดีตว่าเกิดมาจากเหตุอะไร ดั่งนี้ก็เรียกว่า ไม่รู้จักอดีต ผลที่ได้รับอยู่ในปัจจุบันจึงเท่ากับเป็นเงื่อนปลาย ส่วนเหตุในอดีตก็เท่ากับเป็น เงื่อนต้น ที่ตรัสแสดงไว้ในนัยที่ ๒

อีกอย่างหนึ่งเมื่อเริ่มกระทำอะไรอยู่ในปัจจุบันอันนับว่าเป็นส่วนเหตุ ก็ไม่รู้จักที่จะคาดหน้าไปในอนาคต ว่าจะให้เกิดผลต่อไปอย่างไร การที่จับกระทำอะไรอยู่ในปัจจุบันที่เป็นกรรมต่าง ๆ เป็นกายกรรม กรรมทางกาย วจีกรรม กรรมทางวาจา มโนกรรม กรรมทางใจ อันเป็นส่วนเหตุ ก็เท่ากับว่าเป็นเงื่อนต้น ส่วนผลที่จะบังเกิดขึ้นต่อไปก็เท่ากับว่าเป็นเงื่อนปลาย ไม่รู้จักคาดหน้าคือไม่รู้จักหยั่งถึงผลที่จะบังเกิดขึ้นข้างหน้า ดั่งนี้จึงเรียกว่า ไม่รู้จักอนาคต ก็เท่ากับว่า ไม่รู้จักเงื่อนปลาย ที่แสดงไว้ในนัยที่ ๒

และความที่ไม่รู้จักที่จะโยงอดีตและอนาคตเข้าถึงกัน คือไม่หยั่งรู้ถึงเหตุและผล หรือว่าผลและเหตุที่โยงกันอยู่ ก็เรียกว่า ไม่รู้จักทั้งอดีตทั้งอนาคต หรือว่าไม่รู้จักทั้งเงื่อนต้นทั้งเงื่อนปลาย ดังกล่าวไว้ในนัยที่ ๒

ส่วนที่ ไม่รู้จักธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้นอันเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท ธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น ก็ได้แก่ไม่รู้จักดังที่ท่านพระสารีบุตรได้แสดงเถราธิบายมาโดยลำดับดั่งที่ยกมาแสดงไว้ทีละหมวด

จับตั้งแต่ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ คือความโศก ความรัญจวนคร่ำครวญใจ เป็นต้น ว่ามีเพราะอะไร ก็มีเพราะชาติคือความเกิด
ชาติคือความเกิดมีเพราะอะไร ก็เพราะภพคือความเป็น
ภพมีเพราะอะไร ก็เพราะอุปาทานคือความยึดถือ
อุปาทานมีเพราะอะไร ก็เพราะตัณหาความดิ้นรนทะยานอยาก
ตัณหามีเพราะอะไร ก็เพราะเวทนา
เวทนามีเพราะอะไร ก็เพราะผัสสะ ความกระทบ
ผัสสะมีเพราะอะไร ก็เพราะอายตนะ ๖
อายตนะทั้ง ๖ มีเพราะอะไร ก็เพราะนามรูป
นามรูปมีเพราะอะไร ก็เพราะวิญญาณ
วิญญาณมีเพราะอะไร ก็เพราะสังขาร
สังขารมีเพราะอะไร ก็เพราะอวิชชา

รู้จักปฏิจจสมุปบาทหรือลูกโซ่ที่เป็นอริยสัจ ๔

เพราะฉะนั้น เมื่อมาถึงอวิชชา อวิชชาจึงเท่ากับเป็นเงื่อนต้น สังขารเท่ากับเป็นเงื่อนปลาย และสังขารนั้นเองก็ต้องไปเป็นเงื่อนต้น วิญญาณเท่ากับเป็นเงื่อนปลาย ก็ทยอยกันไปดั่งนี้ จนถึงชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ เป็นต้น และก็อาจกล่าวได้ว่าอวิชชานั้นก็เป็นปัจจุบันก่อน และเมื่ออวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขารอวิชชาก็เท่ากับเป็นอดีต สังขารก็เป็นปัจจุบัน เมื่อสังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณสังขารก็เท่ากับเป็นอดีต วิญญาณก็เป็นปัจจุบัน ก็โยงกันไปดั่งนี้ ซึ่งความรู้จักปฏิจจสมุปบาท คือธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้นนี้ ก็กล่าวได้ว่าเป็นอริยสัจอย่างละเอียด แต่ละข้อ ๆ นั้นเท่ากับเป็นลูกโซ่อันหนึ่ง ๆ ที่โยงกันไป อวิชชาก็เท่ากับเป็นลูกโซ่อันหนึ่ง สังขารก็เท่ากับเป็นลูกโซ่อีกอันหนึ่งเป็นต้น โยงกันไปอาศัยกันไป และท่านพระสารีบุตรได้มาจับอธิบายลูกโซ่แต่ละลูกโซ่นี้ แจกออกไปเป็น ๔ เป็น ๔ คือลูกโซ่อันหนึ่ง ๆ ก็เท่ากับเป็นอริยสัจ ๔ ไปทุกลูกโซ่ ดังในลูกโซ่ อวิชชา นี้ท่านแจกไปเป็น ๔ ดังที่กล่าวมาข้างต้น คือ

ไม่รู้จักอวิชชา
ไม่รู้จักเหตุเกิดอวิชชา
ไม่รู้จักความดับอวิชชา
ไม่รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับอวิชชา


ลูกโซ่อื่น ๆ ถัดไปท่านก็แจกเป็น ๔ เป็น ๔ คือเป็นอริยสัจ ๔ ไปทุกลูกโซ่ ซึ่งเป็นการแสดงอธิบายอย่างละเอียดพิสดาร และในปฏิจจสมุปบาทที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงสั่งสอนนั้นจบลงแค่อวิชชา แต่ของท่านพระสารีบุตรยังไม่จบ ยังมีต่อไปอีกลูกโซ่หนึ่ง คือว่าในข้อเหตุเกิดอวิชชาที่ท่านชี้เอาว่าได้แก่อาสวะทั้งหลาย แต่เมื่อถึงอาสวะทั้งหลายท่านก็แจกออกไปอีกเป็น ๔ เหมือนกัน แต่ว่าเหตุเกิดอาสวะนั้นคืออะไร ท่านก็ชี้เอาอวิชชา ก็วนกลับมาอีก ก็เป็นอันว่าในพระเถราธิบายนี้มีเพิ่มปฏิจจสมุปบาทที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ไปอีกเงื่อนหนึ่งคืออาสวะ ซึ่งจะยังไม่แสดงอธิบายในวันนี้ ก็เพียงแต่กล่าวย่อคำว่าปฏิจจสมุปบาท ธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้นไว้เสียก่อนคราวหนึ่ง

มีไตรลักษณ์เพราะมีกาลเวลา

เพราะฉะนั้น อวิชชา ๘ นี้จึงมีอริยสัจ ๔ เป็นหลัก และอีก ๔ ข้อข้างหลังก็มี ๒ นัยดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ก็มีความอธิบายที่สัมพันธ์กัน อีก ๔ ข้อ ๒ นัย ข้างหลังนั้นก็เป็นการอธิบายอริยสัจ ๔ นั้นเอง อันเกี่ยวด้วยกาลเวลา เกี่ยวด้วยเงื่อน การจับทำความเข้าใจในอริยสัจ ๔ อาศัยกาลเวลา อาศัยเงื่อน คือพิจารณาอาศัยกาลเวลา อาศัยเงื่อน ย่อมจะทำให้มีความเข้าใจในอริยสัจ ๔ นี้ได้มากขึ้นหรือได้ง่ายขึ้น ข้อที่ควรอธิบายเพิ่มเติมก็คือ กาลเวลานั้นย่อมควบคู่กันไปกับไตรลักษณ์ คือ

อนิจจตา ความไม่เที่ยง หรืออนิจจลักษณะ เครื่องกำหนดหมายว่าไม่เที่ยง
ทุกขตา ความเป็นทุกข์ หรือทุกขลักษณะ เครื่องกำหนดหมายว่าเป็นทุกข์
อนัตตา ความเป็นอนัตตา หรืออนัตตลักษณะ เครื่องกำหนดหมายว่าเป็นอนัตตา

ความเป็นไตรลักษณ์ย่อมมี ก็เพราะมีกาลเวลา คือมีอดีตมีอนาคตมีปัจจุบัน สังขารคือสิ่งผสมปรุงแต่งทั้งหลาย เป็นสังขารขึ้นก็เพราะอาศัยกาลเวลา จึงได้เป็นสังขารขึ้นมาคือเป็นสิ่งผสมปรุงแต่ง และเมื่อเป็นสังขารขึ้นมาก็ต้องเป็นไตรลักษณ์ คือสังขารนี้เองแสดงตัวออกว่าอนิจจะ ไม่เที่ยงต้องเกิดดับ ทุกขะเป็นทุกข์ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลง เป็นอนัตตาบังคับให้เป็นไปตามปรารถนามิได้ มิใช่ตัวเราของเราอย่างแท้จริง เพราะว่ากาลเวลานั้นล่วงไป ๆ อยู่เสมอ ปัจจุบันนั้นเป็นปัจจุบันขึ้นมาแล้วก็เป็นอดีตคือล่วงไป ส่วนที่ยังไม่มาถึงเป็นอนาคต อนาคตก็มาเป็นปัจจุบัน เป็นปัจจุบันแล้วก็เป็นอดีต เพราะฉะนั้นมีปัจจุบันก็เพราะมีอนาคต และเพราะมีปัจจุบันจึงมีอดีต

สังขารขึ้นอยู่กับกาลเวลา

กาลเวลาจึงเลื่อนไป ๆ อยู่ทุกขณะไม่มีหยุด สังขารคือสิ่งผสมปรุงแต่งทั้งหลายซึ่งมีชาติเป็นเบื้องต้น จึงต้องมีชราต้องมีมรณะ ถ้าหากว่ากาลเวลานี้หยุดได้ ไม่เลื่อนไป ๆ ความไม่เที่ยงของสังขารก็ต้องหยุดได้ เช่นเมื่อเกิดเป็นเด็กออกมา กาลเวลาหยุดอยู่เพียงนั้น ก็คงเป็นเด็กอยู่นั่นแหละ หรือว่าเมื่อเติบโตขึ้นมาเป็นหนุ่มเป็นสาว กาลเวลาหยุดอยู่แค่นั้น ก็คงเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่นั่นแหละ เมื่อเป็นคนแก่ กาลเวลาหยุดอยู่แค่นั้น ก็เป็นคนแก่อยู่นั่นแหละ แต่นี่กาลเวลาไม่หยุด กาลเวลาที่มาถึงจำเพาะหน้าเป็นปัจจุบัน ที่ยังไม่มาถึงเป็นอนาคต ที่ล่วงไปก็เป็นอดีต ปัจจุบันนั้นมาจากอนาคต อดีตก็มาจากปัจจุบัน ทั้งอดีตทั้งอนาคตทั้งปัจจุบันไม่มีหยุด เพราะฉะนั้น ความไม่เที่ยงของสังขารทั้งหลายความเป็นทุกข์เป็นอนัตตาของสังขารทั้งหลาย จึงไม่มีหยุด คนเราจึงต้องมีอายุ ๑ ขวบ ๒ ขวบ ๓ ขวบ ๔ ขวบ เป็นต้น สมมติว่า ถ้ากาลเวลาหยุดอยู่แค่เมื่ออายุ ๔ ขวบ ก็คง ๔ ขวบอยู่นั่นแหละ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ อายุก็ต้องล่วงไป ๆ จนในที่สุดก็ถึงเวลาที่แตกสลาย ชาติ ชรา มรณะ อันเป็นความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาของสังขารทั้งหลายนี้ จึงเป็นไปตามกาลเวลา กาลเวลานี้เองก็เป็นตัวไม่เที่ยงเป็นตัวทุกข์เป็นตัวอนัตตาด้วย เพราะฉะนั้น จึงได้มีพระพุทธภาษิตตรัสเอาไว้ว่า

กาลเวลาย่อมกินสรรพสัตว์ทั้งหลายพร้อมทั้งตัวเอง

คือกาลเวลานี้กินผู้ที่เกิดมาคือสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วย และกินตัวเองด้วย สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงซึ่งเกิดมาก็ต้องตกอยู่ในไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กาลเวลาเองก็เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตากินสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วย กินตัวเองด้วยดั่งนี้ เพราะฉะนั้น ทุก ๆ สิ่งที่ยังขึ้นอยู่แก่กาลเวลา คือเป็น กาลิโก ประกอบด้วยกาลเวลา ย่อมตกอยู่ในทุกขสัจจะ สภาพที่จริงคือทุกข์ทั้งนั้น เป็น สังขาร ทั้งนั้น

ส่วนธรรมชาติที่พ้นจากกาลเวลา จึงจะเป็นวิสังขาร คือไม่ใช่สิ่งผสมปรุงแต่งอันได้แก่นิพพาน อันเป็นอมตธาตุ ธาตุที่ไม่ตาย ทุก ๆ สิ่งที่ขึ้นอยู่แก่กาลเวลานั้น ต้องเกิดแก่ตายทั้งนั้น จะเป็นเทพก็ตามเป็นมนุษย์ก็ตามเป็นพรหมก็ตามขึ้นอยู่แก่กาลเวลา ต้องเกิดแก่ตายทั้งนั้น แต่ธรรมชาติที่อยู่เหนือกาลเวลา เป็น อกาลิโก ไม่ประกอบด้วยกาลเวลาเป็น วิสังขาร คือนิพพาน เป็นอมตธาตุ ธาตุที่ไม่ตาย ก็คือเป็นธรรมชาติที่พ้นจากกาลเวลาเป็นอกาลิโก

สัจจธรรมไม่ประกอบด้วยกาลเวลา

ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นอกาลิโก ไม่ประกอบด้วยกาลเวลา ตั้งต้นแต่ธรรมะที่เป็นสัจจะคือความจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ซึ่งตรัสเรียกว่าเป็น

ธรรมฐิติ ความตั้งอยู่แห่งธรรม
ธรรมนิยาม ความกำหนดแน่แห่งธรรม

คือเป็นธรรมชาติธรรมดา ซึ่งเรียกอีกคำหนึ่งว่า ธาตุ ซึ่งแปลว่า ทรงอยู่ ดำรงอยู่ มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า ธรรม ที่แปลว่า ทรงอยู่ ดำรงอยู่ ดังที่มีตรัสเอาไว้ใน ธรรมนิยามสูตร ว่า

พระตถาคตพุทธเจ้าจะทรงอุบัติขึ้นหรือไม่ทรงอุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุนั้นซึ่งเป็นธรรมฐิติ ความตั้งอยู่แห่งธรรม ธรรมนิยาม ความกำหนดแน่แห่งธรรม ก็ตั้งอยู่ดำรงอยู่แล้ว อันได้แก่ข้อที่สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ข้อที่สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ข้อที่สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตามิใช่อัตตาตัวตน ข้อที่วิสังขารทั้งปวงเป็นอนัตตามิใช่อัตตาตัวตนซึ่งตรัสรวมเรียกว่า ข้อที่ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตามิใช่อัตตาตัวตน พระตถาคตพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ธาตุนั้นคือ ธรรมฐิติธรรมนิยามนั้นแล้ว จึงได้ตรัสจำแนกแจกแจงแสดงเปิดเผยกระทำให้ตื้น เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา คือทั้งสังขารธรรมทั้งวิสังขารธรรมเป็นอนัตตาดั่งนี้

ข้อที่เป็นสัจจะคือความจริง ซึ่งเป็นธรรมชาติธรรมดาดังกล่าวนี้ไม่ขึ้นอยู่แก่กาลเวลาเป็นอกาลิโก ไม่ประกอบด้วยกาลเวลา เมื่อไร ๆ ก็คงเป็นอยู่อย่างนี้ คือ ข้อที่สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ก็ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตาอยู่อย่างนี้ ไม่มีที่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น

วิสังขารหรือนิพพานอยู่เหนือกาลเวลา

เพราะฉะนั้น สัจจธรรม ธรรมะที่เป็นสัจจะคือความจริงที่เป็นธรรมชาติธรรมดาดั่งนี้จึงเป็นอกาลิโก และจิตนี้เองที่ได้สดับฟังธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ได้ปฏิบัติจนกำจัดอวิชชาได้หมดสิ้น เป็นวิชชาบังเกิดขึ้น วิมุตติหลุดพ้นจากอาสวะทั้งสิ้น ก็บรรลุถึงวิสังขารคือนิพพาน เพราะสิ้นตัณหาทั้งหลาย ก็บรรลุถึงความเป็นอมตธาตุ อมตธรรม ธรรมะที่ไม่ตาย อยู่เหนือกาลเวลา เป็นอกาลิโกไม่ประกอบด้วยกาลเวลา พ้นจากภาวะที่เป็นสังขารซึ่งขึ้นอยู่แก่กาลเวลา ซึ่งตรัสว่าไม่เกิดอีก เพราะความเกิดอีกนั้นก็เกิดเป็นสังขารต้องขึ้นอยู่แก่กาลเวลา เมื่อขึ้นอยู่แก่กาลเวลาก็ต้องตกอยู่ในไตรลักษณ์เกิดแก่เจ็บตาย เพราะฉะนั้น เกี่ยวแก่กาลเวลานี้ เมื่อทำความเข้าใจให้ดีพร้อมกับเงื่อนทั้งหลายซึ่งอาศัยกันอยู่สัมพันธ์กันอยู่ ย่อมจะทำให้เข้าใจในอริยสัจทั้ง ๔ ของพระพุทธเจ้าได้ดีขึ้น และสามารถที่จะจับกาลเวลาได้ถูกต้อง

รู้จักที่จะสาวหลัง ในเมื่อประสบผลที่เป็นไปอยู่ในปัจจุบันได้ถูกต้อง
รู้จักที่จะคาดหน้า คือเมื่อกระทำอะไรที่เป็นส่วนเหตุอยู่ในปัจจุบัน ก็จะคาดไปข้างหน้าได้ถูกว่าจะให้เกิดผลอย่างไร

เป็นการจับเงื่อนได้ถูกต้องทั้งในด้านที่เป็นสายทุกข์ทั้งในด้านที่เป็นสายดับทุกข์

ต่อจากนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวด และตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๘

--------------------------------------------------------------

หมายเหตุ
บทความนี้เป็นการแสดงธรรมจากจำนวนทั้งสิ้น ๔๒ ครั้ง ที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) แสดงไว้ในการปฏิบัติอบรมจิต ทุกวันธรรมสวนะและวันหลังวันธรรมะสวนะ ณ ตึก สว วัดบวรนิเวศ ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ ถึง กรกฎาคม ๒๕๒๘ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพิมพ์ถวายเป็นเครื่องบูชาเฉลิมพระเกียรติคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ในโอกาสอันควรที่เจริญชนมายุครบ ๖ รอบ ในวันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๒๘

คัดลอกจาก หนังสือสัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ
พิมพ์ครั้งที่ ๗/๒๕๕๓ ที่ โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย ๑๒๙ หมู่ ๓ ถ.ศาลายา – นครชัยศรี ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม




 

Create Date : 02 สิงหาคม 2555    
Last Update : 2 สิงหาคม 2555 9:39:53 น.
Counter : 496 Pageviews.  

1  2  

sirivajj
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




บทความในกลุ่ม ข้อคิด-ธรรมะ ได้ถูกเรียบเรียงขึ้น โดยบางบทความได้คัดลอกและสำเนาภาพมาถ่ายทอดจากหนังสือธรรมะต่างๆ หรือหนังสืออื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ด้วยเจตนาประสงค์จะให้ธรรมะอันเป็นสัจจะและมงคลของพระพุทธศาสนาได้รับการเผยแพร่และเข้าถึงพุทธศาสนิกชนหรือผู้ที่สนใจให้ได้มากที่สุด รวมทั้งให้บทความธรรมะได้ถูกรวบรวมไว้ในรูปแบบที่จะสะดวกแก่การสืบค้นและเข้าถึงในภายหลัง

ผู้ที่ประสงค์จะคัดลอกไปเพื่อประโยชน์ทางพาณิชย์ กรุณาตรวจสอบกับต้นฉบับหรือเจ้าของลิขสิทธิ์ ด้วยครับ
Friends' blogs
[Add sirivajj's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.