Group Blog
 
All Blogs
 

ครั้งที่ ๑๓ ความรู้จักอุปาทาน (๕)

สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ

ธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร
ในการปฏิบัติอบรมจิต ทุกวันธรรมสวนะและวันหลังวันธรรมสวนะ
ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ ถึงกรกฎาคม ๒๕๒๘
ณ ตึก สว. วัดบวรนิเวศวิหาร


--------------------------------------------------------------



ครั้งที่ ๑๓ ความรู้จักอุปาทาน (ต่อ)

บัดนี้จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุก ๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

ได้แสดงอัตตวาทุปาทาน และได้กล่าวถึงศัพท์ธรรมะที่หมายถึงอุปาทานบางคำ เช่น สักกายทิฏฐิ ความเห็นยึดถือกายของตน แต่ว่าตามศัพท์ว่าสักกายทิฏฐิไม่มีคำว่ายึดถืออยู่ มีแต่คำว่าความเห็นว่ากายของตน แต่เมื่อแปลโดยความก็มักจะเติมคำว่ายึดถือเข้าด้วย กับคำว่าอัตตานุทิฏฐิ ความตามเห็นว่าอัตตาตัวตน กับอีกคำหนึ่งว่ามานะ ความสำคัญหมายอย่างละเอียดก็คือ อัสมิมานะความสำคัญหมายว่าเรามีเราเป็น บางแห่งก็เรียกด้วยถ้อยคำที่ยาวว่า อัสมิมานทิฏฐิ มานะ และทิฏฐิว่าเรามีเราเป็น

สักกายทิฏฐิ ๒๐

จะได้แสดงคำว่า สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่ากายของตน คำนี้แสดงเป็นสังโยชน์ข้อที่ ๑ ในสังโยชน์ ๑๐ และได้มีคำอธิบายที่เป็นพระพุทธาธิบายในที่ทั้งปวงว่า

สักกายทิฏฐิ ๒๐ ก็คือทิฏฐิความเห็นว่ากายของตนในขันธ์ ๕

ขันธ์ ๕ นั้นก็ได้แก่ รูปขันธ์ กองรูป เวทนาขันธ์ กองเวทนา สัญญาขันธ์ กองสัญญา สังขารขันธ์ กองสังขาร วิญญาณขันธ์ กองวิญญาณ เป็น ๒๐ อย่างไร ก็คือ

เห็นว่าขันธ์ ๕ เป็นตน คือเห็นว่ารูปเป็นตน เวทนาเป็นตน สัญญาเป็นตน สังขารเป็นตน วิญญาณเป็นตน ก็ได้ ๕ ข้อ

เห็นว่าตนมีขันธ์ ๕ คือเห็นว่าตนมีรูป ตนมีเวทนา ตนมีสัญญา ตนมีสังขาร ตนมีวิญญาณ ก็ได้อีก ๕

เห็นขันธ์ ๕ ในตน คือเห็นรูปในตน เห็นเวทนาในตน เห็นสัญญาในตน เห็นสังขารในตน เห็นวิญญาณในตน ก็เป็นอีก ๕

เห็นตนในขันธ์ ๕ คือเห็นตนในรูป เห็นตนในเวทนา เห็นตนในสัญญา เห็นตนในสังขาร เห็นตนในวิญญาณ ก็เป็นอีก ๕
ห้าสี่หนก็เป็น ๒๐ จึงเรียกว่าสักกายทิฏฐิ ๒๐ ความเห็นว่ากายของตน ๒๐

สักกายทิฏฐิเป็นอุปาทานขั้นต่ำ

สักกายทิฏฐินี้ที่แสดงเป็นสังโยชน์ก็แสดงว่า พระโสดาบันละสังโยชน์ ๓ ข้างต้นได้ ก็คือละ

สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่ากายของตน
วิจิกิจฉา ความเคลือบแคลงสงสัยในพระรัตนตรัยเป็นต้น
สีลัพพตปรามาส ความลูกคลำยึดถือศีลและวัตร

พระโสดาบันนั้นเป็นอริยบุคคลขั้นที่ ๑ ซึ่งแสดงว่าเป็นผู้ที่ไม่ตกต่ำ ไม่ไปเกิดในอบายคือไม่ไปเกิดเป็นสัตว์นรกเป็นสัตว์เดรัจฉานเป็นเปรตเป็นอสุรกายต่าง ๆ และจะท่องเที่ยวเวียนเกิดเวียนตายอยู่ในมนุษย์ในเทพซึ่งเป็นสุคติ ๗ ชาติเป็นอย่างยิ่ง ก็จะบรรลุถึงมรรคผลขั้นสูงสุด เป็นพระอรหันต์ขีณาสพสิ้นชาติสิ้นภพ คือจะท่องเที่ยวเวียนเกิดเวียนตายอยู่ต่อไปอีก ก็ท่องเที่ยวเวียนเกิดเวียนตายอยู่ในสุคติภพทั้งหลาย และจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ขีณาสพภายใน ๗ ชาติเป็นอย่างมากไม่เกิน ๗ ชาติไป และโสดาบันบุคคลนี้ ในครั้งพุทธกาลที่แสดงไว้ ก็มีคฤหัสถ์บรรลุเป็นอันมาก และก็ยังเป็นผู้ครองเรือน มีภรรยา มีสามีเหมือนอย่างชาวบ้านทั้งหลาย เพราะยังมีกามราคะมีปฏิฆะยังละไม่ได้

เพราะฉะนั้น สักกายทิฏฐิที่ละได้นั้นจึงไม่หมายถึงว่าละอุปาทานได้ทั้งหมดและสักกายทิฏฐินั้น หากหมายถึงอุปาทาน ก็หมายถึงอุปาทานที่เป็นขั้นแรกหรือเป็นขั้นต่ำ ซึ่งเมื่อละได้ ก็ทำให้ไม่ละเมิดศีล ๕ ไม่มีอกุศลมูลคือโลภโกรธหลงอย่างแรง อันเป็นเหตุให้ละเมิดศีล ๕ อันจะนำให้ไปอบาย แต่ก็ยังมีอุปาทานที่เป็นขั้นละเอียดซึ่งจะต้องละต่อไป

ละสักกายทิฏฐิได้ ก็ยังมีอัตตาตัวตนอยู่

ฉะนั้น จึงน่าคิดว่าท่านจึงใช้คำว่าสักกายทิฏฐิ ความเห็นว่ากายของตน และแม้ว่าจะอธิบายเป็นสักกายทิฏฐิ ๒๐ คือความเห็นขันธ์ ๕ ว่าเป็นตน เห็นตนว่ามีขันธ์ ๕ เห็นขันธ์ ๕ ในตน เห็นตนในขันธ์ ๕ และเมื่อละได้ ก็แสดงว่าละความเห็นดังกล่าวนั้นได้ มองเห็นขันธ์ ๕ ว่าเป็นอนัตตา มิใช่อัตตาตัวตน หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็มองเห็นอัตตาตัวตนว่า มิใช่ขันธ์ ๕ ไม่มีขันธ์ ๕ เมื่อเป็นดั่งนี้ จึงส่องความว่ายังมีอัตตาตัวตนอยู่ แต่ว่าอัตตาตัวตนนั้นไม่ใช่ขันธ์ ๕ และขันธ์ ๕ ก็ไม่ใช่อัตตาตัวตน แต่ว่าอัตตาตัวตนนั้นยังมีอยู่ เมื่อยังมีอัตตาตัวตนอยู่ แม้จะมิใช่ขันธ์ ๕ หรือขันธ์ ๕ มิใช่อัตตาตัวตน เมื่อยังมีอัตตาตัวตนอยู่ที่ละเอียดยิ่งขึ้นไปกว่านั้น คือที่ละเอียดยิ่งขึ้นไปกว่าขันธ์ ๕ จึงยังมีกามราคะปฏิฆะเป็นต้น ซึ่งอริยมรรคอริยผลขั้นสูงขึ้นไปจึงจะละได้ขึ้นไปเป็นลำดับ แต่แม้เช่นนั้น เมื่อเห็นว่าขันธ์ ๕ มิใช่อัตตาตัวตนหรืออัตตาตัวตน มิใช่ขันธ์ ๕ ดังกล่าว ก็ทำให้ละวิจิกิจฉา ละสีลัพพตปรามาสได้ และไม่บังเกิดอกุศลมูลคือโลภโกรธหลงอย่างแรงที่เป็นเหตุแห่งกายทุจริตวจีทุจริตมโนทุจริตต่าง ๆ ก็คือมีศีล ๕ โดยธรรมดา

เพราะฉะนั้น พิจารณาดูตามถ้อยคำดังกล่าวมานี้ พระโสดาบันท่านละสักกายทิฏฐิก็คือละอุปาทานในขั้นที่ว่าขันธ์ ๕ มิใช่อัตตาตัวตน อัตตาตัวตนมิใช่ขันธ์ ๕ แต่ว่าอัตตาตัวตนยังมีอยู่ และอัตตาตัวตนที่ท่านละได้ที่เป็นสักกายทิฏฐิดั่งนี้ก็เป็นข้อที่ให้บังเกิดผลดังกล่าวแล้ว เมื่อทำความเข้าใจดั่งนี้ ก็ย่อมจะเห็นว่าท่านจึงยังครองเรือนได้ และก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ได้ถ้ายังไม่บรรลุมรรคผลที่สูงขึ้นไปในภพชาติที่เป็นโสดาบันบุคคลนั้น แต่ก็ไม่เกิน ๗ ชาติตามที่ท่านแสดงไว้

ละอุปาทานอย่างละเอียด จึงจะละอัตตาตัวตนได้หมด

และในสังโยชน์ ๑๐ นั้นเอง ที่เป็นสังโยชน์เบื้องบนที่จะพึงละด้วยอรหัตตมรรคอรหัตตผล มีคำว่า มานะ ก็คือสังโยชน์ ๑๐ นั้น

สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ละได้ด้วยโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล ละได้ก็เป็น โสดาบัน ละสังโยชน์เบื้องต่ำทั้ง ๓ นั้นได้
ทำ ราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลงมากขึ้นไปอีกได้ ก็ด้วยสกทาคามิมรรค สกทาคามิผล ก็เป็น สกทาคามีบุคคล

และเมื่อละเพิ่ม กามราคะ ปฏิฆะ ได้อีก ๒ รวมเป็น ๕ ก็ด้วยอนาคามิมรรค อนาคามิผล ก็เป็น อนาคามีบุคคล

ทั้ง ๕ นี้ก็เป็นสังโยชน์เบื้องต่ำ ยังมีสังโยชน์เบื้องสูงอีก ๕ คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ละได้ด้วยอรหัตตมรรค อรหัตตผล เป็น พระอรหันต์ขีณาสพ

และมานะนี้เองที่กล่าวแล้วว่า อย่างละเอียดก็คืออัสมิมานะ ความสำคัญ หมายว่า เรามีเราเป็น ก็คือยึดถือว่าเรามีเราเป็น เป็นอุปาทานอย่างละเอียด เมื่อละมานะนี้ได้ซึ่งรวมอยู่ในสังโยชน์เบื้องสูง ๕ ข้อ ก็เป็นอันว่าละความยึดถือว่าอัตตาตัวตนได้หมดจึงสำเร็จเป็นพระอรหันตขีณาสพ

ส่วนคำว่า อัตตานุทิฏฐิ ความตามเห็นว่าอัตตาตัวตน และคำว่า อัตตวาทุปาทาน ความยึดถือวาทะว่าตัวตน เป็นคำกลาง ๆ ครอบคลุมได้ถึงอุปาทาน ความยึดถือทุกชั้นทั้งชั้นหยาบ ชั้นกลาง ชั้นละเอียด เพราะฉะนั้น ศัพท์ธรรมะดังกล่าวนี้จึงเป็นข้อที่ควรเพ่งพินิจพิจารณาให้เข้าใจ ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว ก็ย่อมจะมีความสงสัยเช่นสงสัยว่าละสักกายทิฏฐิได้ ก็น่าจะไม่ต้องครองบ้านครองเรือน ไม่ต้องแต่งงานแต่งกายอย่างชาวบ้าน แต่ทำไมละได้แล้วจึงยังครองเรือนเป็นชาวบ้านอยู่ได้ แต่เมื่อมีความเข้าใจในความหมายถึงขั้นตอนของอุปาทานดังกล่าว ว่ามีอย่างหยาบอย่างละเอียด ก็ย่อมจะเข้าใจ

ดับอัตตวาทุปาทาน ดับอุปาทานได้ทั้งหมด

และในอุปาทาน ๔ นี้ ข้อที่ ๔ อัตตวาทุปาทาน ความถือมั่นหรือยึดถือวาทะว่าตนย่อมเป็นข้อสำคัญ เมื่อมีข้อนี้อยู่จึงมีกามอันทำให้ยึดถือเป็นกามุปาทาน จึงมีทิฏฐิคือความเห็นที่ผิดต่าง ๆ อันทำให้ยึดถือเป็นทิฏฐุปาทาน จึงมีศีลและวัตรต่าง ๆ ที่ปฏิบัติอันทำให้ยึดถือเป็นสีลัพพตุปาทาน เพราะเมื่อมีความยึดถือวาทะว่าตนยึดถือสมมติบัญญัติว่าตน ก็คือยึดถือที่ตั้งของสมมติบัญญัตินั้น ๆ ว่าตัวเราของเราที่ยึดถือนั้น จึงยังมีทิฏฐิคือความเห็นที่ผิด ตั้งแต่อย่างหยาบจนถึงอย่างละเอียด เพราะยังมีอวิชชาคือความไม่รู้ในสัจจะที่เป็นตัวความจริงอันเป็นปรมัตถสัจจะดังที่กล่าวแล้วจึงมีความยึดถืออยู่ในความเห็นนั้นก็คือยึดถืออยู่ในความเห็นว่าตัวเราของเรา ยึดอยู่ในวาทะว่าตัวเราของเรา ยึดถืออยู่ในที่ตั้งของสมมติบัญญัติของวาทะว่าตัวเราของเรานั้น คือยังเห็นว่าตัวเราของเรามี เรามีเราเป็น และเมื่อเป็นดั่งนี้ ศีลที่ปฏิบัติวัตรที่ปฏิบัติ จะเป็นภายในภายนอกพุทธศาสนาก็ตาม จะเป็นอย่างหยาบละเอียดก็ตาม จึงอดไม่ได้ที่จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่งเสริมสนับสนุนอัตตาตัวตน คือตัวเราของเราที่ยึดถือไว้นั้นเพื่อตัวเราของเราที่ยึดถือไว้นั้น

และศีลและวัตรที่ปฏิบัตินั้น ในเบื้องต้นก็ย่อมอาจยึดถือศีลและวัตรภายนอกพุทธศาสนาต่าง ๆ แต่เมื่อได้สดับฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติศีลสมาธิปัญญาของพระพุทธเจ้าได้ความรู้มากขึ้น ก็มาปฏิบัติในศีลและวัตรในพุทธศาสนา แม้เช่นนั้นก็ยังทิ้งตนไม่ได้ เพราะยังมีอัตตาตัวตนที่ยึดถืออยู่ ยังอาจจะไขว้เขวไปได้น้อยหรือมาก แต่แม้ว่าไม่ไขว้เขวไปเลย ปฏิบัติในศีลและวัตรที่เป็นมรรคมีองค์ ๘ เป็นศีลเป็นสมาธิปัญญาอันถูกต้องจริงๆ และแม้ว่าไม่มุ่งมนุษย์สมบัติสวรรคสมบัติ แต่ก็ยังมุ่งนิพพานสมบัติ ก็คือเพื่อให้ตนที่ยึดถือไว้นี้ บรรลุถึงนิพพาน บรรลุถึงมรรคผล เพราะฉะนั้น ก็นับว่ายังเป็นสีลัพพตุปาทานอยู่ แต่เป็นอย่างละเอียด เพราะฉะนั้น ท่านพระอานนท์ท่านจึงอธิบายในข้อว่า

ที่ตรัสสอนว่าให้อาศัยตัณหาละตัณหา ก็คือผู้ที่ปฏิบัติธรรมะด้วยปรารถนาว่า ไฉนหนอเราจักบรรลุมรรคผลนิพพาน ดั่งนี้

จนกว่าที่จะได้ละอัตตวาทุปาทานนี้ได้ ถอนอัตตานุทิฏฐิความเห็นว่าอัตตาตัวตนได้ ละมานะที่เป็นอย่างละเอียดคืออัสมิมานะ หรือว่าอัสมิมานทิฏฐิความสำคัญหมายความเห็นว่าเรามีเราเป็น ละได้หมด ละอุปาทานได้หมด ดั่งนี้ จึงจะละกามได้หมด ละทิฏฐิที่เป็นมิจฉาทิฏฐิได้หมดเพราะละอวิชชาได้ และละสีลัพพตุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในศีลและวัตรได้ทุกอย่าง เพราะว่าเสร็จกิจที่จะต้องปฏิบัติแล้ว เพราะฉะนั้น อุปาทานทั้ง ๔ นี้ จึงควรพิจารณาให้มีความเข้าใจ แม้จะยังละไม่ได้ ก็ให้มีความเข้าใจ และตั้งใจปฏิบัติตามที่ท่านพระสารีบุตรท่านแสดงไว้ต่อไปว่า


เหตุเกิดของอุปาทานก็คือตัณหา
ดับอุปาทานก็คือดับตัณหา
ทางปฏิบัติให้ถึงความดับอุปาทานก็คือมรรคมีองค์ ๘


ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวด และตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

--------------------------------------------------------------

หมายเหตุ
บทความนี้เป็นการแสดงธรรมจากจำนวนทั้งสิ้น ๔๒ ครั้ง ที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) แสดงไว้ในการปฏิบัติอบรมจิต ทุกวันธรรมสวนะและวันหลังวันธรรมะสวนะ ณ ตึก สว วัดบวรนิเวศ ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ ถึง กรกฎาคม ๒๕๒๘ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพิมพ์ถวายเป็นเครื่องบูชาเฉลิมพระเกียรติคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ในโอกาสอันควรที่เจริญชนมายุครบ ๖ รอบ ในวันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๒๘

คัดลอกจาก หนังสือสัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ
พิมพ์ครั้งที่ ๗/๒๕๕๓ ที่ โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย ๑๒๙ หมู่ ๓ ถ.ศาลายา – นครชัยศรี ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม




 

Create Date : 28 เมษายน 2555    
Last Update : 28 เมษายน 2555 8:38:18 น.
Counter : 382 Pageviews.  

ครั้งที่ ๑๒ ความรู้จักอุปาทาน (๔)

สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ

ธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร
ในการปฏิบัติอบรมจิต ทุกวันธรรมสวนะและวันหลังวันธรรมสวนะ
ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ ถึงกรกฎาคม ๒๕๒๘
ณ ตึก สว. วัดบวรนิเวศวิหาร


--------------------------------------------------------------



ครั้งที่ ๑๒ ความรู้จักอุปาทาน (ต่อ)

บัดนี้จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการบริหารจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุก ๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

จะแสดงสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตร ซึ่งได้แสดงอธิบายมาโดยลำดับ มาถึงข้อว่า สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ คือรู้จักอุปาทาน รู้จักเหตุเกิดอุปาทาน รู้จักความดับอุปาทาน รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับอุปาทาน และได้มีเถราธิบายในข้อรู้จักอุปาทาน ว่า อุปาทานมี ๔ คือ

กามุปาทาน ยึดถือหรือถือมั่นกาม
ทิฏฐุปาทาน ยึดถือหรือถือมั่นทิฏฐิ
สีลัพพตุปาทาน ยึดถือหรือถือมั่นศีลและวัตร และข้อ ๔
อัตตวาทุปาทาน ถือมั่นหรือยึดถือวาทะว่าตน

ในที่นี้ได้แสดงอธิบายมาแล้ว ๓ ข้อข้างต้น จะอธิบายข้อที่ ๔ อัตตวาทุปาทาน ยึดถือหรือถือมั่นวาทะว่าตน

อัตตาในพุทธศาสนา

อันคำว่า อัตตา ที่แปลกันว่า ตน ทางพุทธศาสนาได้มีแสดงไว้เป็น ๒ ระดับ คือ

ระดับแรก พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้รักษาตน คุ้มครองตน ฝึกตน และตรัสสอนว่าตนเป็นนาถะคือที่พึ่งของตน ดั่งนี้
อีกระดับหนึ่ง ตรัสสอนว่า มิใช่ตน ดังเช่นที่ตรัสสอนว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รวมเรียกว่าขันธ์ ๕ เป็นอนัตตามิใช่อัตตา ตัวตน หรือได้ตรัสสอนยกเอาอายตนะภายในภายนอก ภายในก็คือตาหูจมูกลิ้นกาย และมนะคือใจ ภายนอกก็คือรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ สิ่งที่กายถูกต้อง และธรรมคือเรื่องราวเป็นอนัตตา มิใช่อัตตาตัวตน และได้ตรัสสอนไว้ว่า สังขารทั้งปวงเป็นอนิจจะคือไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกขะคือเป็นทุกข์ทนอยู่ไม่ได้ ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาคือมิใช่อัตตาตัวตนและในข้อว่าธรรมทั้งปวงนี้ แสดงอธิบายว่า ทั้งสังขตธรรม ธรรมะที่ปัจจัยปรุงแต่งอันเรียกว่าสังขาร ทั้งอสังขตธรรม ธรรมะที่ปัจจัยไม่ได้ปรุงแต่งอันเรียกว่าวิสังขาร ทั้งหมดเป็นอนัตตา มิใช่อัตตาตัวตน

รู้สมมติสัจจะและปรมัตถสัจจะ

สำหรับระดับที่ตรัสสอนให้ฝึกตน คุ้มครองตน ให้มีตนเป็นที่พึ่งของตนเรียกว่าตรัสสอนโดย สมมติสัจจะ ความจริงโดยสมมติ คือโดยที่มีมติร่วมกันเรียกขึ้นบัญญัติขึ้นแต่งตั้งขึ้น และก็รับรองเรียกกัน สำหรับการบัญญัติขึ้นแต่งตั้งขึ้นก็เรียกว่า บัญญัติ และข้อที่มีมติคือความรับรู้ร่วมกันเรียกว่า สมมติ บางทีก็เรียกควบคู่กันว่า สมมติบัญญัติ สมมติก็คือมีมติรับรู้ร่วมกัน บัญญัติก็คือแต่งตั้งขึ้น เหมือนดังเช่นสิ่งที่เกิดบนแผ่นดินเจริญเติบโตขึ้นมีต้นมีกิ่งมีใบมีดอกมีผล คนก็บัญญัติคือแต่งตั้งเรียกกันว่าต้นไม้ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ก็เป็นต้นไม้ขึ้นมา และคำว่าต้นไม้นี้เองก็เป็นสมมติ ก็คือมีมติรับรู้ร่วมกัน เรียกร่วมกันว่าต้นไม้ เพราะฉะนั้น คำว่าต้นไม้นั้นจึงเป็นสมมติบัญญัติ แต่งตั้งขึ้นว่าให้สิ่งนี้เป็นต้นไม้ และสิ่งนี้ก็เป็นต้นไม้ขึ้นมา รับรองร่วมกัน เรียกร่วมกัน สิ่งทั้งหลายในโลกนี้ที่บังเกิดมีขึ้นโดยธรรมชาติธรรมดา สิ่งเหล่านั้นเองก็เป็นธรรมชาติธรรมดา อย่างต้นไม้ที่บังเกิดขึ้นก็บังเกิดขึ้นโดยธรรมชาติโดยธรรมดา แต่บุคคลนี้เองมาแต่งตั้งขึ้นให้สิ่งนั้นเป็นนั่นให้สิ่งนี้เป็นนี่และก็รับรองร่วมกัน เรียกร่วมกัน และแม้มนุษย์และเดรัจฉานทั้งหลาย ที่เรียกกันว่ามนุษย์ คน หรือเดรัจฉาน และแม้มนุษย์เองก็เรียกแยกออกไปเป็นหญิงเป็นชาย และแต่ละคนก็มีชื่อนั้นมีชื่อนี้ สัตว์เดรัจฉานต่าง ๆ ก็เป็นช้างเป็นม้า เป็นต้น ก็แต่งตั้งกันขึ้นมาเรียกกันแล้วก็รับรองเรียกร่วมกันให้เหมือนกันจึงเป็นสมมติบัญญัติ ก็ต้องมีสมมติบัญญัติดั่งนี้ จึงจะเรียกพูดกันได้ เข้าใจกันได้และก็เรียกร่วมกันเหมือนกัน ด้วยถ้อยคำที่เป็นภาษาเดียวกัน สิ่งที่เรียกว่าต้นไม้ ภูเขา เมื่อพูดว่าต้นไม้ภูเขาก็เข้าใจกัน เพราะก็รับรองกันว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นต้นไม้เป็นภูเขา ถ้าใครจะไปเรียกให้ผิดแผกออกไปเป็นอย่างอื่น เรียกภูเขาว่าต้นไม้ เรียกต้นไม้ว่าภูเขา ดังนี้แล้ว ก็เรียกว่าผิดสมมติบัญญัติ แล้วก็ฟังไม่เข้าใจกัน ไขว้เขวกัน แล้วก็ทำให้คนที่เรียกไขว้เขวไปนั้นเป็นที่เข้าใจว่าเป็นคนที่จะต้องมีสติวิปลาสเป็นต้น

เพราะฉะนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมะสั่งสอนก็ต้องใช้ภาษาที่พูดเรียกสิ่งนั้นเรียกสิ่งนี้ ก็เป็นไปตามสมมติบัญญัติโลก และเมื่อโลกมีสมมติบัญญัติว่าอย่างนี้ เรียกอย่างนี้ ทรงแสดงธรรมะก็เรียกอย่างนั้นเรียกอย่างนี้ และก็นับว่าเป็นสัจจะคือความจริงอย่างหนึ่ง อันเรียกว่า สมมติสัจจะ ความจริงโดยสมมติ หรือจะเรียกว่า บัญญัติสัจจะ ความจริงโดยบัญญัติก็ได้ และก็ตรัสสั่งสอนให้ทุก ๆ คนปฏิบัติชอบตามควรแก่สมมติบัญญัติโลก ทรงแสดงธรรมะสั่งสอนข้อที่พึงปฏิบัติให้เหมาะให้ควรแก่สมมติบัญญัติที่เป็นสมมติสัจจะต่าง ๆ นี้ วินัยที่ทรงบัญญัติไว้และธรรมะในขั้นศีลต่าง ๆ ก็เป็นไปตามควรแก่สมมติบัญญัติ แต่แม้เช่นนั้นก็ตรัสสอนให้รู้จักสัจจะอีกระดับหนึ่ง คือ ปรมัตถสัจจะ อันได้แก่ความจริงที่มีเนื้อความอันสุขุมละเอียดเป็นอย่างยิ่ง คือเป็นสัจจะคือความจริงที่เป็นอย่างยิ่งคือจริงแท้ มิใช่เป็นไปตามสมมติบัญญัติ ก็ดังที่ตรัสสอนให้พิจารณาว่า

สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนิจจะไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ทนอยู่ไม่ได้ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป และทั้งสังขารคือสิ่งผสมปรุงแต่ง ทั้งวิสังขารคือสิ่งที่ไม่ผสมปรุงแต่งอันได้แก่นิพพาน และแม้ธรรมะอันเป็นส่วนไม่ผสมปรุงแต่งอื่น ๆ คือทั้งสังขารทั้งวิสังขารเป็นอนัตตา มิใช่อัตตาตัวตน ให้กำหนดรู้ดั่งนี้

ความยึดถือวาทะว่าตนมาจากสมมติบัญญัติ

เพราะฉะนั้น วาทะคือถ้อยคำที่พูดกันเป็นภาษาดังที่กล่าวมาข้างต้น ก็ล้วนเป็นสมมติบัญญัติสำหรับจะเรียกกัน ถ้าหากว่าไปยึดมั่นโดยส่วนเดียว โดยที่ไม่ทำความรู้จักว่านั่นเป็นสมมติเป็นบัญญัติ ก็กลายเป็นอุปาทานคือความยึดมั่นหรือความยึดถือ และบรรดาสิ่งที่เป็นสมมติบัญญัติ เป็นวาทะที่เรียกร้องกัน ที่เป็นข้อสำคัญในส่วนที่เป็นธรรมปฏิบัติที่ตรัสยกขึ้นมาแสดงก็คืออัตตา ตน ก็คือตัวเราของเรา ซึ่งเมื่อมีตัวเราของเรา ก็มีตัวเขาของเขา แม้คำว่าอัตตา ตน หรือตัวเราของเรา ตัวเขาของเขา เป็นต้นเหล่านี้ ที่เรียกกันกล่าวกันนี่แหละคือ อัตตวาทะ วาทะว่าตน อันหมายรวมถึงว่า วาทะว่าตัวเราของเราและเมื่อตัวเราของเรามี ก็ต้องมีตัวเขาของเขา เพราะฉะนั้น คำว่า อัตตวาทะ วาทะว่าตนหรืออัตตา จึงหมายถึงสมมติบัญญัติดังที่กล่าวมานั้น เป็นถ้อยคำที่เรียกกัน และเมื่อเรียกกันก็เข้าใจกันรู้จักกัน และเมื่อเรียกกันรู้จักกันเข้าใจกัน เมื่อไม่พิจารณาด้วยปัญญาให้รู้จักก็ย่อมจะมีความถือมั่นหรือความยึดถือ ความถือมั่นหรือความยึดถือนี้จึงเรียกว่าอัตตวาทุปาทาน ความถือมั่นหรือความยึดถือวาทะว่าตน ก็คือยึดถือหรือถือมั่นสมมติบัญญัติว่าตน เป็นเหตุให้ถือเราถือเขาถือพวกถือพ้องเป็นต้นสืบต่อไป

และความยึดถือวาทะว่าตน ตัวเราของเราดังกล่าวมานี้ ซึ่งสืบมาจากสมมติบัญญัติดังกล่าว เมื่อไม่พิจารณาด้วยปัญญา ก็ทำให้มีความถือมั่นหรือยึดถือในสิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งสมมติบัญญัตินั้น ๆ ว่าเป็นจริงมีจริง ดังเช่นเมื่อมีความยึดถือหรือถือมั่นในวาทะว่าตนในสมมติบัญญัติว่าตน ก็ทำให้หลงยึดถือในสิ่งอันเป็นที่ตั้งของสมมติบัญญัตินั้น ว่าเป็นตนจริง ๆ

ก็เช่นเดียวกันสมมติบัญญัติว่าต้นไม้ ก็เรียกว่าเป็น รุกขวาทะ วาทะว่าต้นไม้ซึ่งเป็นสมมติบัญญัติ เมื่อไม่พิจารณาก็ทำให้ถือมั่นหรือยึดถือในที่ตั้งของสมมติบัญญัติว่าต้นไม้นั้นว่าเป็นต้นไม้ขึ้นจริง ๆ อันที่ตั้งแห่งสมมติบัญญัติว่าต้นไม้นั้นก็ได้แก่สิ่งที่เกิดขึ้นจากแผ่นดิน มีรากมีต้นมีกิ่งมีใบมีดอกมีผล สิ่งที่บังเกิดขึ้นจากแผ่นดินที่มีรูปร่างลักษณะดังนี้แหละ เป็นที่ตั้งแห่งสมมติบัญญัติว่าต้นไม้ แห่งวาทะที่กล่าวกันว่าต้นไม้ และเมื่อเรียกเพลิน ๆ ไปก็ไปหลงยึดถือเอาที่ตั้งแห่งสมมติบัญญัติว่าต้นไม้นั้น ว่าเป็นตัวต้นไม้ขึ้นจริง ๆ

จะยกตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่ง สมมติบัญญัติหรือวาทะว่าบ้านเรือน ก็เป็น ฆรวาทะ ฆร ก็แปลว่า เรือน วาทะ ก็ ถ้อยคำ ถ้อยคำที่เรียกว่าเรือน ก็เอาทัพสัมภาระต่าง ๆ เช่น ไม้ เป็นต้น มาประกอบเข้า มีเสา มีพื้น มีฝา มีหลังคา และมีสิ่งประกอบต่าง ๆ เป็นเรือน ก็สมมติบัญญัติขึ้นว่าสิ่งนี้เป็นเรือน และเมื่อเรียกกันเพลิน ๆ ไป ก็ไปหลงยึดถือเอาที่ตั้งของสมมติบัญญัติว่าเรือนนั้น ก็เป็นตัวบ้านตัวเรือนขึ้นจริง ๆ

ฉันใดก็ดี อัตภาพอันนี้อันประกอบด้วยกายและใจ ซึ่งสมเด็จพระบรมศาสดาได้ตรัสเรียกว่านามรูป และเมื่อแยกออกไปอีก ก็ตรัสแยกออกไปเป็นขันธ์ ๕ คือ แยกออกไปเป็น ๕ กอง อันเรียกว่าขันธ์ ๕ ย่อลงมาก็เป็นนามรูป รวมกันเข้าก็เป็นที่ตั้งของสมมติบัญญัติว่า อัตตา หรือ อัตภาพ และก็มีสมมติบัญญัติเรียกกันต่าง ๆ ออกไป ว่าเป็นสัตว์ บุคคล เป็นชาย เป็นหญิง และก็ยังมีสมมติบัญญัติละเอียดออกไปอีก เป็นชื่อต่าง ๆ สำหรับที่จะได้กำหนดหมายเรียกร้องกัน

ความยึดถือที่ตั้งแห่งสมมติบัญญัติ

นามรูปหรือขันธ์ ๕ ก็เป็นที่ตั้งของสมมติบัญญัติว่าอัตภาพหรืออัตตา และเมื่อเรียกกันเพลิน ๆ ไป ก็หลงยึดถือว่าเป็นอัตตาขึ้นจริง ๆ เป็นตัวเราเป็นของเราขึ้นจริง ๆ ก็เป็นตัวเราขึ้นก่อน และเมื่อมีตัวเราก็ต้องมีของเรา และเมื่อมีตัวเราของเราก็ต้องมีตัวเขาของเขา ก็ต้องแยกออกไปดั่งนี้ เพราะฉะนั้น ความยึดถืออันเรียกว่าอุปาทาน หรือความถือมั่นอันเรียกว่าอุปาทานนี้ จึงยึดถือในที่ตั้งของสมมติบัญญัตินี้แหละ และโดยเฉพาะก็ที่ตั้งแห่งสมมติบัญญัติว่าอัตตา หรืออัตภาพ กายใจ นามรูป หรือขันธ์ ๕ อันนี้ว่าเป็นตัวเราของเราขึ้นจริง ๆ

อุปาทานข้อนี้สำคัญมาก ย่อมเป็นมูลของความยึดถืออื่นต่าง ๆ อีกเป็นอันมาก และในทางพระพุทธศาสนาก็ได้มีคำเรียกความยึดถือดังกล่าวนี้ในข้อนี้ไว้หลายชื่อ เช่น

เรียกว่า อัตตานุทิฏฐิ ความตามเห็นว่าอัตตาตัวตน ความตามเห็นว่าตัวเราของเรา
เรียกว่า สักกายทิฏฐิ ความตามเห็นว่ากายของตน
เรียกว่า อัสมิมานทิฏฐิ มานะคือความสำคัญหมาย ทิฏฐิคือความเห็นว่าอัสมิเรามีเราเป็น
หรือเรียกว่า อัสมิมานะ ความสำคัญหมายว่าเรามีเราเป็น หรือเรียกว่ามานะเฉย ๆ

ซึ่งมานะที่เป็นต้นเดิม ก็คืออัสมิมานะ ความสำคัญหมายว่าเรามีเราเป็น เมื่อมีอัสมิมานะขึ้นมาเป็นต้นเดิมดั่งนี้ ก็มีมานะอื่น ๆ ตามมาอีกเป็นอันมาก

ทรงสอนให้พิจารณาที่ตั้งของสมมติบัญญัติว่าเป็นสังขาร

เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้พยายามที่จะได้ทรงชี้แจง ให้มากำหนดพิจารณาถึงที่ตั้งของสมมติบัญญัติต่าง ๆ หรือว่าของวาทะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากสมมติบัญญัติ ให้มาพิจารณาบรรดาที่ตั้งเหล่านั้น ว่าเป็นสังขารคือเป็นสิ่งผสมปรุงแต่งทั้งนั้น เมื่อผสมปรุงแต่งขึ้นแล้ว จึงมีสมมติบัญญัติขึ้นมา เหมือนดังที่ได้มีพระพุทธภาษิตตรัสไว้ แปลความว่า

เหมือนอย่างเพราะอังคสัมภาระ คือส่วนประกอบต่าง ๆ ที่มาประกอบเข้าเสียงเรียกกันว่ารถจึงได้มีขึ้น เมื่อขันธ์ทั้งหลายมาประกอบกันเข้าสมมติว่าสัตว์ บุคคลตัวตนเราเขาจึงได้มีขึ้น

เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมะที่จะให้รู้ถึงปรมัตถสัจจะคือความจริงโดยปรมัตถ์ คือความจริงที่เป็นความจริงอย่างยิ่ง จึงต้องมาหัดปฏิบัติพิจารณาดูบรรดาที่ตั้งของสมมติบัญญัติทั้งหลาย ดังพระพุทธภาษิตที่ตรัสสอนไว้นี้ ที่ทรงยกเอารถขึ้นมา เมื่อเอาส่วนประกอบต่าง ๆ เช่นว่าล้อและทุก ๆ ส่วนมาประกอบกันเข้า เสียงเรียกกันว่ารถจึงได้มีขึ้น แต่อันที่จริงรถจริง ๆ นั้นไม่มี คำว่ารถนั้นเป็นสมมติบัญญัติเรียกขึ้นเท่านั้น ในเมื่อถอดแยกส่วนประกอบต่าง ๆ นั้นออกไป แยกเอาล้อออกไปแยกเอาตัวรถต่าง ๆ ออกไป เสียงเรียกว่ารถก็หายไป รถจริง ๆ จึงไม่มี รถเป็นสมมติบัญญัติเท่านั้น แม้ต้นไม้บ้านเรือนดังที่กล่าวมาข้างต้นก็เช่นเดียวกัน ในเมื่อเอาทัพสัมภาระต่าง ๆ มาปรุงกันเข้าก็เป็นเรือน แต่เมื่อรื้อเรือนนั้นออก รื้อหลังคา รื้อเสา รื้อฝา รื้อพื้น ถอนเสาออก เสียงเรียกว่าเรือนก็หายไป เรือนจริง ๆ จึงไม่มี เมื่อทุกอย่างมาประกอบกันเข้า สมมติบัญญัติเสียงเรียกว่าเรือนจึงได้มีขึ้น ต้นไม้ก็เหมือนกัน เมื่อตัดโค่นตัดกิ่งก้านลำต้นถอนรากออกไปหมดแล้ว เสียงว่าต้นไม้นั้นก็หายไป ต้นไม้จริง ๆ จึงไม่มี

แม้อัตตวาทะหรือสมมติบัญญัติถ้อยคำที่เรียกว่าอัตตาตัวตน คืออัตภาพนี้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อขันธ์ทั้งหลายมาประกอบกันเข้า เสียงเรียกว่าอัตตาตัวตนก็มีขึ้น เมื่อขันธ์แตกสลาย เสียงเรียกว่าอัตตาตัวตนก็หายไป ตัวตนจริง ๆ จึงไม่มี เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสอนมาให้พิจารณาดูที่ตั้งของสมมติบัญญัติทั้งหลายดังที่กล่าวมานี้ ว่าเมื่อมาประกอบกันเข้าเป็นสังขาร ก็เป็นที่ตั้งของสมมติบัญญัติเรียกกันต่าง ๆ และเมื่อสังขารคือส่วนที่มาประกอบกันนั้นแตกสลายแยกย้ายกันออกไป สมมติบัญญัติต่าง ๆ นั้นก็หายไป

ฉะนั้น วาทะที่สมมติบัญญัติที่เรียกกันต่าง ๆ ซึ่งสังขารทุก ๆ อย่างไม่จำเพาะแต่อัตตาเท่านั้น ต้นไม้ภูเขาอะไรเป็นต้นดังกล่าวนั้นก็เหมือนกัน จึงไม่มีความจริงแท้อยู่ในตัวเป็นสมมติบัญญัติเท่านั้น ตรัสสอนให้พิจารณาที่ตั้งของสมมติบัญญัติเหล่านั้นว่าเป็นตัวสังขารเป็นสิ่งผสมปรุงแต่ง และได้ทรงชี้มาดูให้รู้จักที่แห่งสมมติบัญญัติว่าอัตตาตัวตนคืออัตภาพอันนี้ โดยที่ตรัสสอนชี้แยกออกให้รู้จักว่าไม่มีตัวอัตภาพหรืออัตตาที่แท้จริง อยู่ในสังขาร คือสิ่งผสมปรุงแต่งก้อนนี้กองนี้ โดยได้ตรัสชี้แยกออกไปว่าอันที่จริงนั้นประกอบขึ้นด้วยขันธ์คือกองทั้ง ๕ นั่นเป็นรูปนั่นเป็นเวทนา นั่นเป็นสัญญา นั่นเป็นสังขาร นั่นเป็นวิญญาณ เหมือนดังตรัสชี้ให้ดูเรือนว่า นั่นหลังคา นั่นฝา นั่นพื้น นั่นเสา และชี้ให้ดูรถว่า นั่นล้อ นั่นตัวรถ นั่นเครื่องประกอบต่าง ๆ ของรถ ให้ดูต้นไม้ว่า นั่นเป็นกิ่ง เป็นก้าน เป็นลำต้น เป็นราก เป็นเปลือก เป็นกระพี้ เป็นแก่น เป็นต้น ซึ่งมาประกอบกันเข้าเป็นสังขารคือเป็นสิ่งผสมปรุงแต่งอย่างหนึ่ง ๆ

ตรัสสอนให้พิจารณาแยกสังขาร

และในอัตภาพอันนี้ก็ประกอบขึ้นด้วยขันธ์ ๕ ก็ตรัสชี้ให้รู้จักว่าสิ่งที่มาประกอบนั้นอะไรบ้าง ส่วนที่แข้นแข็งซึ่งประกอบขึ้นด้วยธาตุทั้ง ๔ มีอาการ ๓๑ หรือ ๓๒ นี่เป็นกองรูป ดังกองรูปของทุก ๆ คนที่นั่งกันอยู่นี้ ก็คือว่ากองรูปกองหนึ่งมากองกันอยู่ประกอบด้วยธาตุทั้ง ๔ ประกอบด้วยอาการ ๓๑, ๓๒ เรียกแยกออกไปเป็นศีรษะเป็นแขเป็นขาเป็นลำตัว เป็นต้น ก็มากองกันอยู่ นี่เป็นกองรูป ความรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์หรือเป็นกลาง ๆ ไม่ทุกข์ไม่สุขก็เป็นกองเวทนา ความจำได้หมายรู้ รู้รูปรู้เสียงรู้กลิ่นรู้รสรู้โผฏฐัพพะรู้เรื่องราวต่าง ๆ ก็เป็นกองสัญญา ความปรุงคิดหรือความคิดปรุงต่าง ๆ ก็เป็นกองสังขาร ซึ่งเป็นความปรุงแต่งภายในจิต และกองความรู้สึกเมื่อตากับรูปประจวบกัน ก็เป็นความรู้รูปคือเห็นรูป หูกับเสียงประจวบกันก็เป็นความรู้หรือได้ยินเสียง เมื่อจมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส กายและสิ่งที่กายถูกต้องมาประจวบกัน ก็เกิดความรู้หรือทราบในกลิ่นในรสในโผฏฐัพพะ เมื่อมโนหรือใจกับธรรมะเรื่องราวมาประจวบกัน ก็เกิดความรู้ในเรื่องที่ใจคิดรู้เหล่านั้น นั่นก็เป็นกองวิญญาณ

เพราะฉะนั้น ก็ขันธ์ ๕ เหล่านี้เองมาประกอบกันเข้า ซึ่งเมื่อย่อเข้าแล้ว รูปก็เป็นรูป เวทนาสัญญาสังขารวิญญาณก็เป็นนาม ก็เป็นนามรูป นี้เป็นสังขารคือเป็นสิ่งผสมปรุงแต่งเป็นที่ตั้งแห่งสมมติบัญญัติว่าอัตตาตัวเราหรืออัตภาพ และเมื่อขันธ์ ๕ เหล่านี้ยังประกอบกันอยู่ ไม่แตกสลายแยกกันออก สมมติบัญญัติว่าตัวเรา อัตภาพ อัตตาก็ยังอยู่ ในเมื่อกองทั้ง ๕ เหล่านี้แตกสลายในเมื่อมรณะมาถึงนามก็ดับ รูปก็แตกสลายไปโดยลำดับ สมมติบัญญัติว่าอัตตาอัตภาพก็หายไป

กำหนดรู้ตามความเป็นจริงโดยไตรลักษณ์

ได้ตรัสสอนให้รู้จักพิจารณาแยกดั่งนี้ ให้รู้จักตามความเป็นจริง นี้แหละคือวิปัสสนารู้แจ้งเห็นจริง ซึ่งจะต้องมีสมาธิ คือจะต้องมีจิตตั้งมั่นกำหนดอยู่ในที่ตั้งแห่งสมมติบัญญัติว่าอัตตาหรืออัตภาพอันนี้

ให้รู้จักว่านี่รูป นี่เวทนา นี่สัญญา นี่สังขาร นี่วิญญาณ มีชาติความเกิดเป็นเบื้องต้น มีชราความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงพร้อมทั้งพยาธิในท่ามกลาง มีมรณะเป็นที่สุด เพราะฉะนั้นจึงเป็น อนิจจะ ไม่เที่ยงต้องเกิดต้องดับ เป็น ทุกขะ เป็นทุกข์คือทนอยู่คงที่ไม่ได้ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป บังคับให้เป็นไปตามปรารถนามิได้ เพราะปรารถนานั้นก็ปรารถนาที่จะไม่ให้แก่ไม่ให้เจ็บไม่ให้ตาย ก็ปรารถนาไม่ได้ ต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย จึงเป็น อนัตตา ไม่ใช่อัตตาตัวตน

ตรัสสอนให้รู้จักพิจารณาในที่ตั้งของสมมติบัญญัติดั่งนี้ และโดยเฉพาะข้อสำคัญก็คือสมมติบัญญัติว่าอัตตาตัวเราของเรา ตัวเราก่อน แล้วก็มีของเรา แล้วก็จะมีตัวเขาของเขา และเมื่อพิจารณาให้รู้จักที่ตั้งของสมมติบัญญัติโดยเฉพาะที่ตัวเรานี้ตามความเป็นจริงโดยไตรลักษณ์ดั่งนี้แล้ว ก็จะทำให้หายหลง หายยึดถือ แต่เมื่อยังไม่ได้เห็นแจ้งจริง ก็ย่อมจะต้องมีความยึดถืออยู่ เป็นอัตตาวาทุปาทาน

อนึ่ง เมื่อมีอุปาทานนี้ ยังเป็นเหตุให้ถือเราถือเขาด้วยอำนาจมานะ จนเป็นเหตุถือพวกเป็นเหตุให้เกิดความแก่งแย่งวิวาทและอกุศลธรรมต่าง ๆ อีกมากมาย

ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวด และตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

๒๒ ธันวาคม ๒๕๒๗

--------------------------------------------------------------

หมายเหตุ
บทความนี้เป็นการแสดงธรรมจากจำนวนทั้งสิ้น ๔๒ ครั้ง ที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) แสดงไว้ในการปฏิบัติอบรมจิต ทุกวันธรรมสวนะและวันหลังวันธรรมะสวนะ ณ ตึก สว วัดบวรนิเวศ ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ ถึง กรกฎาคม ๒๕๒๘ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพิมพ์ถวายเป็นเครื่องบูชาเฉลิมพระเกียรติคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ในโอกาสอันควรที่เจริญชนมายุครบ ๖ รอบ ในวันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๒๘

คัดลอกจาก หนังสือสัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ
พิมพ์ครั้งที่ ๗/๒๕๕๓ ที่ โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย ๑๒๙ หมู่ ๓ ถ.ศาลายา – นครชัยศรี ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม




 

Create Date : 20 เมษายน 2555    
Last Update : 20 เมษายน 2555 9:37:50 น.
Counter : 342 Pageviews.  

ครั้งที่ ๑๑ ความรู้จักอุปาทาน (๓)

สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ

ธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร
ในการปฏิบัติอบรมจิต ทุกวันธรรมสวนะและวันหลังวันธรรมสวนะ
ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ ถึงกรกฎาคม ๒๕๒๘
ณ ตึก สว. วัดบวรนิเวศวิหาร


--------------------------------------------------------------



ครั้งที่ ๑๑ ความรู้จักอุปาทาน (ต่อ)

บัดนี้จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุก ๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

ความยึดถือศีลและวัตร

จะแสดงพระเถราธิบายแห่งพระสารีบุตรเรื่องสัมมาทิฏฐิ ซึ่งถึงข้อที่ท่านพระสารีบุตรเถระได้แสดงอธิบายสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ว่าคือรู้จักอุปาทานรู้จักเหตุเกิดขึ้นแห่งอุปาทาน รู้จักความดับอุปาทาน รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับอุปาทาน และข้อแรกรู้จักอุปาทานนั้น ท่านได้แสดงยกเอาอุปาทาน ๔ ขึ้นมา ได้แสดงไปแล้ว ๒ ข้อ จะแสดงข้อที่ ๓ คือ สีลัพพตุปาทาน ความยึดถือศีลและวัตรหรือศีลและพรต

อธิบายศีลและวัตร

คำว่า ศีลวัตร ประกอบด้วยคำ ๒ คำ คือ ศีล คำหนึ่ง และ วัตร อีกคำหนึ่ง ศีลนั้นก็ได้แก่ความประพฤติหรือข้อที่ประพฤติ วัตรนั้นก็ได้แก่ข้อที่ปฏิบัติ บางทีเรียกว่าพรต ดังคำว่า บำเพ็ญพรต พรตก็มาจากวัตร ข้อที่ปฏิบัตินี้เอง ทั้ง ๒ คำนี้เป็นคำที่ใช้คู่กัน

ศีล ความประพฤติหรือข้อที่ประพฤตินั้น ถ้าเป็นศีลในทางพุทธศาสนา ก็แสดงเป็นข้อที่พึงเว้น ดังศีล ๕ ก็ได้แก่เว้นจากภัยเวร ๕ ข้อ ดังนี้ เป็นต้น และเมื่อมาถึงปาติโมกขสังวรศีล ศีลในพระปาติโมกข์สำหรับภิกษุ ก็มีทั้งข้อห้ามและข้อที่อนุญาต ข้อห้ามก็คือข้อที่บัญญัติห้ามมิให้กระทำ ห้ามการกระทำ เมื่อไปล่วงละเมิดกระทำเข้าก็ต้องอาบัติหนัก ปานกลาง หรือเบาตามพระบัญญัตินั้น ๆ และก็มีข้อที่ทรงอนุญาตให้ทำเรียกว่าข้ออนุญาตคือที่ทรงสั่งให้กระทำ หากไม่ทำตามที่ทรงสั่งให้ทำก็ต้องอาบัติอีกเหมือนกัน แต่ว่าศีลทั่วไป ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ก็แสดงในทางเป็นข้อห้ามคือให้งดเว้น

วัตร นั้นได้แก่การปฏิบัติ ความปฏิบัติ หรือข้อที่ปฏิบัติ ดังเช่นข้อที่เกี่ยวแก่ข้อที่พึงปฏิบัติต่าง ๆ ยกตัวอย่างสำหรับภิกษุบริษัท ก็เช่น อุปัชฌายวัตร อาจาริยวัตร ข้อที่สัทธิวิหาริกอันเตวาสิกพึงปฏิบัติต่อพระอุปัชฌาย์อาจารย์ และข้อที่พึงปฏิบัติต่าง ๆ เหล่านี้เรียกว่าวัตร

ศีลและวัตรภายนอกพุทธศาสนา

ศีลและวัตรนี้ได้มีมาแก่บุคคลผู้ยึดถืออยู่ในศีลและวัตรทั้งหลายตั้งแต่เก่าก่อนพุทธกาล ดังเช่นศีลและวัตรของผู้บวชเป็นฤษีดาบส เมื่อถือลัทธิบูชาไฟก็ทำการบูชาไฟ คือก่อกองไฟขึ้น ฤษีดาบสทั้งปวงก็มีศีล คือข้อที่ประพฤติหรือความประพฤติที่งดเว้นจากการกระทำบางอย่างและมีวัตรคือข้อที่พึงปฏิบัติ ดังเช่นบูชาไฟดังกล่าวนั้น ดังนี้ก็เป็นศีลและวัตรของฤาดาบสทั้งหลาย นอกจากนี้ยังมีศีลและวัตรของศาสดาทั้งหลายภายนอกพุทธศาสนา ดั่งเช่นที่แสดงไว้ในคัมภีร์พุทธศาสนาถึงศาสดาภายนอกพุทธศาสนา ที่เรียกว่าศาสดา ๖ จำพวกซึ่งต่างก็ได้สั่งสอนศีลและวัตรแก่สาวกทั้งหลายของตนในทางต่าง ๆ กัน แม้ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงทางสุดโต่ง ๒ ทาง ที่บรรพชิตผู้มุ่งจะตรัสรู้ไม่ควรที่จะส้องเสพปฏิบัติ คือ

กามสุขัลลิกานุโยค ความประกอบตนด้วยความสุขสดชื่นในทางกาม และ
อัตตกิลมถานุโยค ความปฏิบัติทรมานตนให้ลำบาก คือ ทำทุกกรกิริยาต่าง ๆ

เหล่านี้ก็ชื่อว่าเป็นศีลและวัตร ซึ่งศาสดาในภายนอกพุทธศาสนาสั่งสอนกัน และนอกจากนี้ก็ยังมีผู้ที่ยึดถือปฏิบัติในศีลวัตรที่แปลก ๆ ไปจากนี้ ดังที่มีแสดงเล่าไว้ในคัมภีร์พุทธศาสนาอันเรียกว่า โควัตร สุนัขวัตร โควัตรก็คือว่าถือปฏิบัติอย่างโค สุนัขวัตรก็คือว่าถือปฏิบัติอย่างสุนัข เป็นต้นว่า ผู้ที่ยึดถือปฏิบัติในโควัตร สุนัขวัตร ก็ใช้เดิน ๔ ขาแบบสุนัขแบบโค ทำกิริยาอาการทำเสียงและบริโภคแบบสุนัขแบบโคเหล่านี้เรียกว่าโควัตร สุนัขวัตร ในครั้งพุทธกาลถือศีลและวัตรกันแบบนี้ก็ยังมี และก็มีแสดงเล่าว่า บางคนที่ถือโควัตรสุนัขวัตรได้กราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่าเมื่อปฏิบัติในศีลและวัตรแบบสุนัขแบบโค สิ้นชีวิตไปจะไปเกิดเป็นอะไร พระพุทธเจ้าก็ตรัสตอบว่า ก็ไปเกิดเป็นสุนัขไปเกิดเป็นโคนั่นแหละ ดั่งนี้ เหล่านี้เป็นศีลและวัตรในภายนอกพุทธศาสนาซึ่งมีอยู่มากมาย ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงเว้นมาโดยลำดับ

ทรงละความยึดถือในศีลและวัตร

สำหรับศีลและวัตรที่เป็นชั้นหยาบ พระพุทธเจ้าก็ได้ทรงเว้นเสียทีเดียว ไม่ทรงทดลอง แต่ในบางอย่างได้ทรงทดลองปฏิบัติ ดังเช่นที่ทรงเข้าศึกษาในสำนักของพระดาบสทั้ง ๒ คือ อาฬารดาบสและอุททกดาบส ซึ่งสั่งสอนศีลและวัตรเพื่อสมาบัติ ๗ เพื่อสมาบัติ ๘ ซึ่งก็นับว่าเป็นศีลและวัตรทางสมาธิอันละเอียดประณีต แต่ว่าก็ยังประกอบด้วยอุปาทานคือความยึดถือในศีลและวัตรที่ปฏิบัติ คือในสมาบัติ ๗ ในสมาบัติ ๘ เพื่อไปเกิดเป็นพรหม ก็คือว่าเพื่อภพเพื่อชาติ ยังไม่พ้นจากภพจากชาติ จึงยังไม่พ้นจากทุกข์ เพราะฉะนั้น จึงได้ทรงลาออกจากสำนักของท่านอาจารย์ทั้ง ๒ ก็ไปทรงทดลองประพฤติปฏิบัติศีลและวัตรที่เป็นทุกกรกิริยา ทรมานพระกายให้ลำบากด้วยวิธีต่าง ๆ จนถึงอย่างยิ่งยวด และในที่สุดทรงเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ ไม่ให้เกิดปัญญาที่จะตรัสรู้ธรรมะได้ จึงได้ทรงเลิก

สมาธิจิตที่บริสุทธิ์

และได้ทรงหวนระลึกถึงสมาธิจิตที่ทรงได้เมื่อเป็นพระกุมารเล็ก ๆ ตามเสด็จพระพุทธบิดาไปในพระราชพิธีแรกนาขวัญ พระกุมารน้อยได้ประทับพักอยู่ที่ใต้ร่มไม้ในขณะที่พระราชบิดาทรงประกอบพระราชพิธี จิตของพระองค์ก็รวมเข้า ที่ท่านแสดงว่ากำหนดลมหายใจเข้าออก ทรงได้ปฐมฌาน แต่ว่าฌานที่ทรงได้ครั้งนั้นก็เสื่อมไป ทรงระลึกได้จึงทรงเห็นว่า สมาธิที่ทรงได้อย่างบริสุทธิ์เมื่อครั้งเป็นพระกุมารนั้น จะพึงเป็นทางแห่งความตรัสรู้ได้ ซึ่งทรงจับทำสมาธิที่ท่านแสดงว่ากำหนดลมหายใจเข้าออกเป็นอานาปานสติ ซึ่งเป็นสมาธิอย่างบริสุทธิ์ไม่ยึดถือเพื่ออะไร ครั้นทรงได้สมาธิจนถึงขั้นฌานแล้วก็ทรงน้อมจิตที่เป็นสมาธินี้ไปเพื่อรู้ จึงทรงได้ พระญาณทั้ง ๓ อันได้แก่

ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ความหยั่งรู้ระลึกชาติในปางก่อนได้
จุตูปปาตญาณ ความหยั่งรู้จุติคือความเคลื่อน และอุปบัติ ความเข้าถึงชาตินั้น ๆ ว่าเป็นไปตามกรรม และ
อาสวักขยญาณ ความรู้เป็นเหตุสิ้นอาสวะ จึงได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

ตามพุทธประวัติที่แสดงนี้ ก็จะพึงเห็นได้ว่าในที่สุดพระโพธิสัตว์ที่จะตรัสเป็นพระพุทธเจ้านั้น ก็ไปทรงได้พระองค์เองเป็นอาจารย์ คือพระองค์เองเมื่อเป็นพระกุมารเล็ก ๆ ซึ่งได้สมาธิจนถึงปฐมฌานในพระราชพิธีแรกนาขวัญที่เล่ามานั้น ก็พระกุมารเล็ก ๆ คือพระองค์นั่นแหละเป็นพระอาจารย์ ของพระองค์เอง เมื่อทรงแสวงหาทางแห่งความตรัสรู้ ก็โดยที่จิตของพระกุมารเล็ก ๆ นี้เป็นจิตที่บริสุทธิ์ ยังไม่มีตัณหาคือความอยากในอะไรทั้งที่เป็นส่วนกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา และเมื่อประทับนั่งอยู่เฉย ๆ ในขณะที่พระราชบิดาทรงแรกนาขวัญนั้น อาศัยพระบารมที่ทรงบำเพ็ญมา จึงทำให้จิตของพระองค์รวมเข้ากำหนดลมหายใจเข้าออก เพราะว่าลมหายใจเข้าออกนี้ทุกคนก็ต้องหายใจกันอยู่ตลอดเวลา ปรากฏอยู่ตลอดเวลา เป็นแต่ว่าไม่ได้กำหนดเท่านั้น ครั้นองค์พระกามารเล็ก ๆ นั่งประทับรออยู่เฉย ๆ และก็ไม่ได้มีตัณหาคือความอยากในอะไร ลมหายใจเข้าออกของพระองค์จึงปรากฏแก่จิต จิตก็จับกำหนด ก็ได้ปฐมฌานอย่างบริสุทธิ์ ปราศจากตัณหาคือความอยากว่าจะไปเป็นพรหมเป็นเทพหรือไปเป็นอะไร ตามวิสัยของจิตของเด็ก ๆ เล็ก ๆ ซึ่งเมื่อเป็นผู้ใหญ่ขึ้นแล้ว จิตที่จะบริสุทธิ์เหมือนอย่างเด็กเล็ก ๆ ดั่งนี้หายากเข้า เพราะเมื่อรู้เดียงสามากขึ้น ตัณหาคือความอยากต่าง ๆ ก็มากขึ้น เพราะฉะนั้นแม้ว่าจะมาปฏิบัติธรรมะเช่นว่าออกบวชเป็นฤษีชีไพร หรือออกบวชในลัทธิใดลัทธิหนึ่ง ก็ล้วนแต่ออกบวชด้วยตัณหา คือต้องการเกิดเป็นนั่นเกิดเป็นนี่ ต้องการได้นั่นได้นี่ แต่ว่ายังมิได้หวนรู้จักว่าเพื่อดับกิเลสเพื่อดับตัณหา ไม่รู้จักที่จะทำจิตให้เป็นอุเบกขาคือวางเฉย ล้วนแต่เป็นไปเพื่อผลที่ต้องการตามคำสอนของอาจารย์นั้น ๆ หรือตามลัทธิของอาจารย์นั้น ๆ ฉะนั้น จิตจึงไม่บริสุทธิ์เหมือนอย่างเด็กที่ยังไม่เดียงสาอะไรนัก

เพราะฉะนั้น ภาวะของจิตที่บริสุทธิ์อย่างจิตเด็กที่ไม่เดียงสาอะไรนักนี้เป็นข้อที่แม้ผู้ใหญ่เองที่ต้องการปฏิบัติธรรมะก็พึงนึกถึงและพึงใช้ปฏิบัติว่าจะต้องทำจิตให้เหมือนอย่างนั้น

อาศัยตัณหาละตัณหา

พระพุทธเจ้าเองก็ทรงได้องค์เองเมื่อทรงเป็นพระกุมารน้อย ๆ นี้เป็นอาจารย์จริง ๆ และก็ทรงนำเอาวิธีของอาจารย์น้อย ๆ คือพระองค์เองเมื่อยังเป็นเด็กนั้นมาทรงปฏิบัติต่อโดยทรงทำจิตให้บริสุทธิ์ คือปฏิบัติทำสมาธิไปให้จิตรวมเข้าโดยไม่ต้องการอะไร ไม่ต้องการเพื่ออยากเกิดเป็นโน่นเป็นนี่อะไร แม้ว่าจะมีความต้องการอยู่ก็ต้องการเพื่อที่จะได้ตรัสรู้ ต้องการที่จะพ้นทุกข์ ซึ่งก็เป็นตัณหาอย่างละเอียดอย่างหนึ่งเหมือนกัน แต่แม้เช่นนั้นก็เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยเพื่อละเสีย ดังที่ท่านพระอานนท์ได้แสดงอธิบาย คือตามหลักที่ว่า อาศัยตัณหาละตัณหาเสีย ซึ่งท่านพระอานนท์ได้แสดงอธิบายไว้ว่า ก็คือคิดว่าไหนจึงจะได้ทำทุกข์นี้ให้สิ้นไปและปฏิบัติทำทุกข์ให้สิ้นไป ดั่งนี้เรียกว่าอาศัยตัณหาละตัณหา พูดตรง ๆ ก็คือว่าอยากที่จะสิ้นทุกข์ จึงปฏิบัติเพื่อสิ้นทุกข์ แต่ว่าในที่สุดเวลาที่จะสิ้นทุกข์ก็ต้องละตัณหาอย่างละเอียดนี้เสียเหมือนกัน ถ้าไม่เช่นนั้นก็ถึงความสิ้นทุกข์ไม่ได้

ดั่งเช่นที่ได้เคยแสดงแล้ว ก็คือองค์ของท่านพระอานนท์เองที่ท่านยังเป็นเสขบุคคลคือยังเป็นพระโสดาบัน ยังไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ จนถึงวันที่จะทำปฐมสังคายนา บรรดาพระเถระที่จะเข้าประชุมทำปฐมสังคายนานั้น ท่านพระมหากัสสปเถระผู้เป็นประธานได้เลือกพระเถระที่เป็นพระอรหันต์ทั้งหมด เว้นแต่ท่านพระอานนท์องค์เดียวที่ยังเป็นเสขบุคคลแต่ว่าท่านพระมหากัสสปเถระก็เลือกพระอานนท์เข้า เพราะเป็นผู้ที่ได้ทรงธรรม ทรงวินัยคือจำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้เป็นอย่างดีเลิศ อันจะขาดท่านเสียมิได้ เมื่อถึงวันที่จะทำปฐมสังคายนา ท่านพระมหากัสสปะก็เตือนท่านพระอานนท์ว่าให้บำเพ็ญสมณธรรมด้วยความไม่ประมาท ท่านพระอานนท์ก็ได้บำเพ็ญสมณธรรมอย่างยิ่งยวด เมื่อท่านทำไปในราตรีที่รุ่งขึ้นจะเป็นวันเริ่มทำปฐมสังคายนานั้น ท่านก็ยังไม่บรรลุถึงธรรมะสูงสุด ท่านจึงคิดว่าจะพัก จึงได้เอนองค์ลงเพื่อจะพัก ในขณะที่เอนองค์ลงยังไม่ถึงอิริยาบถที่เรียกว่านอนอย่างเต็มที่ และก็มิใช่อิริยาบถที่นั่งอย่างเต็มที่ คือในขณะที่เอนองค์ลงนั้น จิตของท่านก็พ้นจากอาสวะทั้งสิ้น คือสำเร็จเป็นพระอรหันต์

ซึ่งเรื่องนี้ท่านได้แสดงอธิบายกันมาว่า ท่านพระอานนท์นั้นท่านได้ปฏิบัติในมรรคมีองค์ ๘ หรือที่เรียกว่าสมณธรรมนั้นมาอย่างสมบูรณ์ แต่เพราะยังมีตัณหาคือความอยากที่จะสำเร็จ อันตัณหานี้เองเป็นเครื่องกั้นมิให้จิตหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเป็นพระอรหันต์ได้ จนท่านคิดว่าจะพัก จึงเอนองค์ลงเพื่อพัก ซึ่งความคิดที่จะพักนั้นเป็นความวางตัณหา พอท่านวางตัณหาเสียได้ คือตัณหาที่ต้องการสำเร็จจิตของท่านก็พ้นจากอาสวะทันที ดั่งนี้

เพราะฉะนั้น แม้ว่าจะอาศัยตัณหาเพื่อละตัณหาแต่ก็ต้องวางตัณหาจึงจะละตัณหาได้ ถ้ายังไม่วางตัณหาก็ยังละตัณหาไม่ได้ จิตก็พ้นจากอาสวะไม่ได้ สำเร็จไม่ได้ ต้องวางตัณหาจึงจะละตัณหา จิตจึงจะพ้นจากอาสวกิเลสได้

ศีลและวัตรในพุทธศาสนา

เพราะฉะนั้น ตามที่กล่าวมานี้ก็ได้แสดงถึงศีลและวัตรในภายนอกพุทธศาสนา และแม้ในพุทธศาสนาก็มีศีลและวัตร คือศีลที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ประพฤติ และวัตรคือข้อปฏิบัติต่าง ๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ปฏิบัติ ซึ่งแม้ศีลและวัตรในพุทธศาสนานี้เอง ถ้าหากว่ายังประพฤติปฏิบัติด้วยตัณหา ก็ชื่อว่ายังเป็น สีลัพพตุปาทาน คือความยึดถือศีลและวัตร และได้มีคำเรียกอีกคำหนึ่งว่า สีลัพพตปรามาส ความยึดถือลูบคลำศีลและวัตรในสังโยชน์ ๑๐

แต่ว่าสีลัพพตปรามาสนี้ซึ่งมีอาการเป็นความยึดถือเช่นเดียวกับสีลัพพตุปาทานแต่ว่าหยาบกว่า และในการอธิบายสีลัพพตปรามาส ก็อธิบายคล้ายคลึงกันกับสีลัพพตุปาทานคือศีลและวัตรในคำว่าสีลัพพตปรามาสในสังโยชน์ ๑๐ นั้น ก็หมายถึงศีลและวัตรในภายนอกพุทธศาสนา ตลอดถึงศีลและวัตรในพุทธศาสนาเอง คือเมื่อละศีลและวัตรในภายนอกพุทธศาสนาแล้วมาปฏิบัติศีลและวัตรในพุทธศาสนา เมื่อปฏิบัติด้วยตัณหา ก็ชื่อว่ายังเป็นสีลัพพตปรามาส แต่ว่าใช้คำว่าปรามาสนี้แรงกว่าคำว่าอุปาทาน คือหมายความว่าต้องลูบคลำ คือต้องจับเอาไว้ ถ้าไม่จับเอาไว้ ศีลและวัตรก็จะขาดเป็นท่อนเป็นช่องด่างพร้อย ดังเช่นศีล ๕ สมาทานศีล ๕ รักษาศีล ๕ ก็จะต้องจับยึดรักษาไว้ ถ้าไม่เช่นนั้นศีล ๕ ก็จะขาดเป็นท่อนเป็นช่องด่างพร้อย คือจะต้องรักษากันอย่างกวดขัน ต้องจับต้องยึดกันไว้เหมือนอย่างการรักษาศีล ๕ ของสามัญชนทั้งหลาย เพราะยังมีสักกายทิฏฐิ ความเห็นยึดถือว่าตัวเราของเราเป็นอย่างแรง เพราะฉะนั้น ความประพฤติจึงเป็นไปตามอำนาจของตัวเราของเรา ก็คือตามอำนาจกิเลสตัณหาทั้งหลาย ฉะนั้นจึงปรากฏว่าคนสามัญทั่วไปนั้นไม่อาจที่จะรักษาศีล ๕ ไว้โดยไม่ให้ขาดเป็นท่อน ไม่ให้ทะลุเป็นช่องไม่ให้ด่างไม่ให้พร้อยกันตลอดไปได้ ต้องมีขาดต้องมีต่อกันอยู่เรื่อย ๆ ดังจะพึงเห็นได้ว่า ต้องมีการสมาทานกันอยู่เสมอ ทั้งนี้ก็เพราะว่าจิตสามัญยังเป็นไปตามอำนาจของกิเลสตัณหาอยู่เป็นอันมาก จนกว่าจะละสักกายทิฏฐิด้วยการเห็นธรรมะอันเป็นธรรมจักษุได้ จึงจะไม่ต้องคอยยึดศีลและวัตรไว้

เพราะฉะนั้น จึงมีแสดงว่าพระโสดาบันบุคคลนั้นมีศีล ๕ บังเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเอง และพระโสดาบันนั้นไม่มีที่จะละเมิดที่จะล่วงศีล ๕ โดยที่พระโสดาบันไม่ต้องรักษา ไม่ต้องคอยจับคอยยึด แปลว่าปล่อยจับปล่อยยึดได้ ก็มีศีล ๕ ขึ้นมาเอง โดยที่จะไม่ละเมิดเลยเป็นธรรมชาติธรรมดาของพระโสดาบัน เพราะฉะนั้น พระโสดาบันจึงละ สังโยชน์ได้ ๓ คือ

สักกายทิฏฐิ ความเห็นยึดถือว่ากายของเรา คือเห็นยึดถือว่าตัวเราของเราซึ่งเป็นอย่างแรง
สีลัพพตปรามาส ความลูบคลำคือจับยึดศีลและวัตรเอาไว้ และ
วิจิกิจฉา ความเคลือบแคลงสงสัยในพระรัตนตรัยเพราะเห็นธรรมะที่เป็นตัวสัมมาทิฏฐิแล้ว

เพราะฉะนั้น พระโสดาบันจึงละสังโยชน์ทั้ง ๓ ได้ดังกล่าว ก็เป็นอันว่าสำหรับสีลัพพตปรามาสนั้นละได้ด้วยโสดาปัตติมรรค แต่แม้เช่นนั้นก็ยังมีสีลัพพตุปาทาน คือความยึดถือในศีลและวัตรอยู่เป็นอย่างละเอียด เหมือนอย่างท่านพระอานนท์ท่านเป็นพระโสดาบัน ท่านละสีลัพพตปรามาสได้ แต่ว่ายังมีตัณหาที่จะตรัสรู้ ก็ชื่อว่ายังมีสีลัพพตุปาทานอยู่ จนท่านวาง และเมื่อท่านวาง จิตของท่านก็วิมุตติหลุดพ้นจากอาสวะทั้งสิ้นทันทีดั่งนี้

ยึดและปล่อยศีลและวัตรเป็นขั้น ๆ

สีลัพพตุปาทานนี้จึงมีใจความที่คลุมอุปาทานคือความยึดถือทั้งหมด แม้ว่าเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี ซึ่งท่านละมาได้โดยลำดับ แต่ว่าก็ยังละอุปาทานที่เป็นอย่างละเอียดไม่ได้ จนกว่าจะเป็นพระอรหันต์จึงละได้หมด เพราะฉะนั้นสีลัพพตุปาทานนี้จึงมีความที่คลุมไปได้ทั้งหมด คลุมสีลัพพตปรามาสด้วย แต่ว่าสีลัพพตปรามาสนั้นเป็นอย่างหยาบดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ส่วนสีลัพพตุปาทานนี้คลุมได้หมด อันสีลัพพตุปาทานดังกล่าวมานี้ ก็มิใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนจะพากันละพากันทิ้งได้ หรือเป็นสิ่งที่เป็นของไม่ดี จำเป็นที่จะต้องแบ่งตามภูมิตามชั้น
กล่าวคือถ้าเป็นศีลและวัตรในภายนอกพุทธศาสนา อันเป็นศีลและวัตรที่ผิดต่าง ๆ นั่นก็เป็นอันว่าผู้นับถือพุทธศาสนาก็ต้องละเว้นไปโดยลำดับ และมาถึงศีลและวัตรในพุทธศาสนาเองก็จะต้องละต้องเว้นเหมือนกัน แต่ว่าก่อนที่จะละจะเว้นก็ต้องสมาทาน คือต้องรับถือปฏิบัติก่อน และจะต้องอาศัยตัณหาเพื่อละตัณหาดังกล่าวมานั้น คือยังจะต้องมีสีลัพพตปรามาส สีลัพพตุปาทานอยู่ในการปฏิบัติมาโดยลำดับ แต่ว่าก็ยึดและปล่อยไปเป็นขั้น ๆ เหมือนอย่างคนเดินขึ้นบันไดซึ่งมีหลายขั้น ก็ต้องขึ้นไปทีละขั้น และขั้นที่กำลังขึ้นอยู่นั้นก็จะต้องเหยียบอยู่บนบันไดทั้ง ๒ เท้าในขั้นนั้น ดั่งนี้เรียกว่ายังมีสีลัพพตปรามาส สีลัพพตุปาทานอยู่ในขั้นนั้น แต่ว่าที่จะก้าวขึ้นขั้นต่อไปนั้น ก็จะต้องละขั้นที่กำลังยืนอยู่นั้นก้าวขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง คือว่าปล่อยขั้นที่กำลังยืนอยู่ทีแรกนั้น ถ้าหากว่าไม่ปล่อยขั้นที่กำลังยืนอยู่ทีแรกนั้น ยังคงยืนอยู่ในขั้นเดิมนั่นแหละ ก็แปลว่าก้าวขึ้นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ก็ต้องปล่อยขั้นที่ ๑ ก้าวขึ้นไปสู่ขั้นที่ ๒ ก็จะต้องยึดขึ้นที่ ๒ ทรงตัวอยู่ในขั้นที่ ๒ แล้วจึงต้องละขั้นที่ ๒ ก้าวขึ้นสู่ขั้นที่ ๓ ก็แปลว่าต้องรับปฏิบัติคือต้องยึด แล้วก็ปล่อย เดินขึ้นไปเป็นขั้น ๆ ดั่งนี้ จึงจะขึ้นสูงขึ้นไปได้โดยลำดับ จนถึงขั้นสุดท้ายแล้วก็เป็นอันว่าปล่อยได้หมด ดังนี้

เพราะฉะนั้น ในทางพุทธศาสนาที่แสดงธรรมะอันละเอียดนี้ จึงไม่ใช่หมายความว่าข้อที่แสดงนั้นเป็นสิ่งที่มีโทษต้องละเสียหมดตั้งแต่เบื้องต้น ถ้าละเสียหมดตั้งแต่เบื้องต้นแล้ว ก็เป็นอันว่าปฏิบัติอะไรไม่ได้ เหมือนอย่างว่ามีบันได ก็เป็นอันว่าขึ้นบันไดกันไม่ได้ เพราะขึ้นบันไดแล้วก็จะต้องเหยียบขึ้นไปทีละขั้น ถ้าสอนว่าอย่าให้เหยียบ เหยียบแล้วไปยึดดั่งนี้ ก็เป็นอันว่าไม่ต้องขึ้นบันไดกัน และเป็นอันว่าก้าวขึ้นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็จะต้องยึด จะต้องปล่อยไปโดยลำดับดั่งนี้เป็นขั้น ๆ ไป นี้กล่าวในข้อที่เป็นข้อพึงปฏิบัติคือเป็นทางปฏิบัติอันถูกชอบ แต่ว่าถ้าเป็นทางปฏิบัติอันไม่ถูกไม่ชอบแล้ว ก็ต้องปล่อยเสียทีเดียว ไม่ต้องไปทดลองก่อน เช่นว่าเว้นจากการฆ่า มีเมตตากรุณา ก็ไม่ต้องไปทดลองฆ่าเสียก่อนแล้วจึงเว้น ละเสียทีเดียว แต่ในข้อที่พึงปฏิบัตินั้น ก็ให้ปฏิบัติไป แล้วก็ต้องก้าวไปเป็นขั้น ๆ ดังกล่าวมานี้ ดั่งนี้เป็นอธิบายในสีลัพพตุปาทาน ความยึดถือศีลและวัตร

ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวด และตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

๑ ธันวาคม ๒๕๒๗

--------------------------------------------------------------

หมายเหตุ
บทความนี้เป็นการแสดงธรรมจากจำนวนทั้งสิ้น ๔๒ ครั้ง ที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) แสดงไว้ในการปฏิบัติอบรมจิต ทุกวันธรรมสวนะและวันหลังวันธรรมะสวนะ ณ ตึก สว วัดบวรนิเวศ ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ ถึง กรกฎาคม ๒๕๒๘ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพิมพ์ถวายเป็นเครื่องบูชาเฉลิมพระเกียรติคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ในโอกาสอันควรที่เจริญชนมายุครบ ๖ รอบ ในวันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๒๘

คัดลอกจาก หนังสือสัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ
พิมพ์ครั้งที่ ๗/๒๕๕๓ ที่ โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย ๑๒๙ หมู่ ๓ ถ.ศาลายา – นครชัยศรี ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม




 

Create Date : 14 เมษายน 2555    
Last Update : 14 เมษายน 2555 9:16:05 น.
Counter : 490 Pageviews.  

ครั้งที่ ๑๐ ความรู้จักอุปาทาน (๒)

สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ

ธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร
ในการปฏิบัติอบรมจิต ทุกวันธรรมสวนะและวันหลังวันธรรมสวนะ
ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ ถึงกรกฎาคม ๒๕๒๘
ณ ตึก สว. วัดบวรนิเวศวิหาร


--------------------------------------------------------------



ครั้งที่ ๑๐ ความรู้จักอุปาทาน (ต่อ)

บัดนี้จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุก ๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

ทบทวนมิจฉาทิฏฐิ

ได้แสดงเรื่องสัมมาทิฏฐิตามเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระมาถึงข้ออุปาทานและข้ออุปาทานนี้ก็กำลังอธิบายทิฏฐุปาทาน ความยึดถือทิฏฐิคือความเห็น และก็ได้แสดงคือ ถึงทิฏฐิคือความเห็นผิดต่าง ๆ ที่เป็นอย่างรุนแรง เป็นนิยตมิจฉาทิฏฐิความเห็นผิดที่ดิ่งลง

อกิริยทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่เป็นอันกระทำ คือไม่มีบุญไม่มีบาป
อเหตุกทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่มีเหตุ คือผลที่ได้ต่าง ๆ บังเกิดขึ้นตามคราวแห่งโชคเคราะห์
นัตถิกทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่มี เป็นการปฏิเสธสมมติสัจจะ ความจริงโดยสมมติ ปฏิเสธคติธรรมดา เช่นคติกรรมและผลของกรรม เป็นความเห็นที่ผิดหลักพุทธศาสนาสิ้นเชิง

เพราะฉะนั้น พระอาจารย์จึงแสดงว่า ความเห็นผิดทั้ง ๓ นี้ ห้ามทั้งสุคติ คือ คติที่ดี ห้ามทั้งมรรคผลนิพพาน และได้แสดงต่อไปถึงทิฏฐิคือความเห็น ๒ อย่าง คือ

สัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่าเที่ยง
อุจเฉททิฏฐิ ความเห็นว่าขาดสูญ

กล่าวสั้นง่าย ๆ คือเห็นว่าตายเกิดกับเห็นว่าตายสูญ แต่ต้องเข้าใจว่าเห็นว่าตายเกิดที่เป็นสัสสตทิฏฐินั้น คือต้องเกิดกันร่ำไปไม่มีสิ้นสุด แต่กล่าวสั้นว่า เห็นว่าตายเกิดกับเห็นว่าตายสูญ

สัมมาทิฏฐิในอริยสัจ

อันความเห็นดังนี้เป็นความเห็นที่ผิดจากสัมมาทิฏฐิในอริยสัจ คือสัมมาทิฏฐิในองค์มรรค สัมมาทิฏฐิคือความเห็นชอบในองค์มรรคในอริยสัจนี้ แสดงเป็น วิภัชวาทะ คือกล่าวจำแนกตามเหตุและผล ทุกข์ เป็น ผล สมุทัย เป็น เหตุ นิโรธ เป็น ผล มรรค เป็น เหตุ

ทุกข์กับสมุทัยเป็นผลและเหตุ ในด้านก่อทุกข์
นิโรธกับมรรคเป็นผลและเหตุ ในด้านดับทุกข์

สำหรับในด้านก่อทุกข์นั้น คือทุกข์กับสมุทัย ทุกข์นั้นก็ดังที่ได้สวดได้ทราบกันอยู่แล้วเนือง ๆ เริ่มต้นด้วย ชาติปิ ทุกฺขา แม้ความเกิดเป็นทุกข์ คือ ชาติเป็นทุกข์และสมุทัยนั้นก็ได้แก่ ตัณหา ความดิ้นรนทะยานอยาก ฉะนั้น เมื่อยังมีตัณหาเป็นสมุทัยอยู่ ก็จะต้องมีทุกข์มีชาติความเกิด เป็นต้น กล่าวสั้นเมื่อยังมีตัณหาอยู่ก็ต้องเกิด

ส่วนนิโรธและมรรคนั้นเป็นผลและเหตุ ในด้านดับทุกข์ นิโรธคือดับตัณหาได้ก็ดับทุกข์ได้ กล่าวโดยตรงก็คือ เมื่อดับตัณหาได้ ก็ดับทุกข์ตั้งต้นแต่ชาติคือความเกิดได้ ฉะนั้น เมื่อดับตัณหาได้ ก็ไม่เกิดอีก แต่ทั้งนี้จะต้องปฏิบัติในเหตุคือมรรคมีองค์ ๘

ฉะนั้น ตามหลักพุทธศาสนาจึงไม่ยืนยันตายตัวว่าตายเกิด และไม่แสดงว่าตายสูญ แต่แสดงไปตามเหตุผล เมื่อยังมีตัณหาอยู่ก็ยังต้องเกิด เมื่อดับตัณหาได้ สิ้นตัณหาเสียได้ก็สิ้นชาติคือความเกิด คือไม่เกิดอีก ฉะนั้น ตามหลักพุทธศาสนาจึงตายเกิดกันตลอดเวลาที่ยังมีตัณหา แต่เมื่อดับตัณหาได้จึงจะไม่เกิดอีก แต่แม้ไม่เกิดอีกก็ไม่แสดงว่าตายสูญ

ดังได้มีเรื่องเล่าว่า มีพระรูปหนึ่งในสมัยพุทธกาลได้เที่ยวกล่าวว่าพระอรหันต์ตายสูญ ท่านพระสารีบุตรได้เรียกเอาพระรูปนั้นมาและก็ได้ถามว่า เธอเที่ยวพูดดั่งนั้นจริงหรือ พระรูปนั้นก็ตอบรับว่าจริง เที่ยวพูดไปอย่างนั้นจริงว่าพระอรหันต์ตายสูญ ท่านพระสารีบุตรก็ถามว่า อะไรเป็นพระอรหันต์ รูปเป็นพระอรหันต์หรือ พระรูปนั้นก็ตอบว่าไม่ใช่ ท่านก็ถามไปโดยลำดับ และพระรูปนั้นก็ตอบไปโดยลำดับ ดั่งนี้ เวทนาเป็นพระอรหันต์หรือ ไม่ใช่ สัญญาเป็นพระอรหันต์หรือ ไม่ใช่ สังขารเป็นพระอรหันต์หรือ ไม่ใช่ วิญญาณเป็นพระอรหันต์หรือ ไม่ใช่ ท่านพระสารีบุตรจึงได้กล่าวว่า ก็เมื่อเธอได้ตอบว่า รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณมิใช่เป็นพระอรหันต์ ทำไมจึงกล่าวว่าพระอรหันต์ตายสูญ พระรูปนั้นจึงได้ยอมรับว่า ที่กล่าวไปนั้นเป็นการกล่าวไปด้วยความรู้ และมิได้เฉลียวคิดตามที่ท่านพระสารีบุตรได้ถามและตนก็ได้ตอบไปนั้น

สิ้นตัณหา สิ้นเชื้อที่ทำให้เกิด

พิจารณาดูตามคำถามและคำตอบนี้จับความได้ว่า ที่เรียกว่าตายนั้นก็คือขันธ์ ๕ แตกทำลาย แต่เมื่อขันธ์ ๕ ไม่ใช่เป็นพระอรหันต์ ครั้นขันธ์ ๕ แตกทำลายทำไมจึงกล่าวว่าพระอรหันต์ตายสูญ แต่ท่านก็ไม่ได้เฉลยว่าเมื่อไม่ตายสูญแล้วเป็นอย่างไร แต่ว่าได้มีพระพุทธภาษิตแสดงไว้โดยอุปมา ว่าเหมือนอย่างไฟที่ต้องลมพัดดับไป หรือว่าไฟที่สิ้นเชื้อดับไป ดับไฟนั้นเมื่อมีเชื้อก็ติดขึ้นมาอีก และเมื่อสิ้นเชื้อก็ดับ และเมื่อไม่มีเชื้อที่จะก่อให้เกิดไฟขึ้นอีก ไฟก็ไม่เกิด แต่ว่าไฟนั้นก็ไม่ควรจะกล่าวว่าสูญ เพราะเมื่อมีเชื้อไฟก็เกิดขึ้นอีก หากไม่มีเชื้อไฟจึงจะไม่เกิดขึ้นมาอีก พระอรหันต์นั้นสิ้นกิเลสซึ่งเป็นเชื้อให้เกิดแล้ว ยกตัณหาขึ้นมาเป็นข้อแสดง ก็คือสิ้นตัณหาแล้วสิ้นเชื้อที่ให้เกิดแล้ว เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่เกิดอีก แต่ก็ไม่สูญ พิจารณาดูเทียบกับไฟดังที่กล่าวมานั้น ตัวธาตุไฟนั้นไม่สูญ คือหมายถึงตัวธาตุที่เป็นธาตุแท้ เมื่อไม่มีเชื้อก็ไม่ติดเป็นไฟขึ้นอีก แต่ว่าธาตุที่เป็นธาตุแท้นั้นก็ไม่ปรากฏ เมื่อเป็นดังนี้ พระอรหันต์จึงไม่มีวิญญาณ เมื่อท่านดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว ไม่มีวิญญาณที่จะท่องเที่ยวอยู่ เมื่อมีวิญญาณที่ยังท่องเที่ยวอยู่ก็แสดงว่ายังไม่เป็นพระอรหันต์ ยังต้องถือภพถือชาติ คือเกิดในภพชาติอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่

ดังได้มีเรื่องที่เล่าว่า เมื่อพระอรหันต์บางรูปท่านดับขันธปรินิพพาน มารได้ค้นหาวิญญาณของท่านว่าวิญญาณของท่านไปในที่ไหน แต่ก็ไม่สามารถจะพบวิญญาณของพระอรหันต์ได้ พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า มารไม่สามารถจะพบวิญญาณของพระอรหันต์ได้ก็เช่นเดียวกับไม่สามารถที่จะพบรอยต่าง ๆ เช่นรอยมือรอยเท้าในอากาศได้ เพราะท่านไม่เกิดเป็นอะไรอีก และก็มีแสดงว่าเมื่อดับขันธปรินิพพานแล้วก็พ้นสมมติบัญญัติ พ้นทางของถ้อยคำที่จะพูดถึงอีกต่อไปว่าเป็นอะไร เพราะเมื่อพูดถึงได้ว่าเป็นนั่นเป็นนี่ ก็ต้องแสดงว่าต้องมีภพมีชาติ จึงยังเป็นนั่นเป็นนี่อยู่ เมื่อไม่มีภพมีชาติ ไม่เป็นโน่นเป็นนี่อะไรทั้งหมดแล้ว ก็ไม่มีที่ตั้งของถ้อยคำอะไรที่จะยกขึ้นมาพูดได้ จะว่าวิญญาณก็ไม่ได้ จิตก็ไม่ได้ อะไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น

เพราะฉะนั้น บรรดาผู้ที่ยังมีความคิดเห็นว่า ยังสามารถจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าได้ไปเฝ้าพระอรหันต์ได้ในที่นั่นที่นี่ จึงไม่ตรงกับหลักแห่งพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ดั่งที่ได้กล่าวมานี่ ท่านไม่มีภพมีชาติ เป็นนั่นเป็นนี่ที่จะไปเฝ้าได้ มีทางเดียวก็คือเห็นธรรมะ ดังที่มีพุทธภาษิตตรัสไว้ว่า

ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม

ก็คือเห็นธรรมะด้วยปัญญา เห็นสัจจะคือความจริงด้วยปัญญา ดังที่ธรรมจักษุดวงตาเห็นธรรมได้บังเกิดแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า

สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา

เห็นเกิดเห็นดับของสิ่งที่เกิดดับทั้งหลาย เห็นสัจจะคือความจริงดั่งนี้ชื่อว่าเห็นธรรมและเมื่อเห็นธรรมดั่งนี้ก็เห็นพระพุทธเจ้า คือย่อมรู้ย่อมเห็น ว่าพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแสดงธรรมะข้อนี้ไว้เป็นพุทโธ คือเป็นผู้ตรัสรู้จริง ดั่งนี้คือเห็นพระพุทธเจ้า เห็นพระพุทธเจ้าก็คือเห็นธรรม เห็นธรรมก็คือเห็นพระพุทธเจ้า เห็นดั่งนี้ก็คือเป็นการเห็นสัจจธรรม สัจจธรรมนั้นเองที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ แล้วที่สาวกของพระพุทธเจ้าได้รู้ตาม รู้ตามได้จริงเมื่อใดก็รับรองว่าผู้ตรัสรู้ข้อนี้ไว้เป็นพุทธะจริง เป็นพุทโธจริง ๆ

ละความยึดถือในความเห็นที่ผิด

ฉะนั้น ความเห็นทั้ง ๒ ดังกล่าว คือความเห็นว่าเที่ยงและความเห็นว่าขาดสูญจึงผิดต่อสัมมาทิฏฐิในอริยสัจที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ ใครก็ตามที่ยึดถือความเห็นผิดดั่งนี้จึงไม่อาจที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้ เพราะว่าขัดต่อสัมมาทิฏฐิในอริยสัจ ต่อเมื่อละความเห็นนี้ได้ แต่ว่าเห็นในเหตุผลตามสัจจะทั้ง ๔ ที่เป็นอริยสัจนั่นแหละ จึงจะเป็นสัมมาทิฏฐิในอริยสัจตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอน ฉะนั้น ก็จะต้องละอุปาทานคือความยึดถือความเห็นดังกล่าวนั้นหากมี และฝึกอบรมให้มีความเห็นชอบตามหลักสัมมาทิฏฐิในอริยสัจดังที่กล่าว

ละความยึดถือในความเห็นที่ไม่เป็นประโยชน์

อนึ่ง ยังมีความเห็นที่ไม่เป็นประโยชน์ เป็นไปเพื่อความทุ่มเถียงกันอยู่อีกเป็นอันมาก เป็นต้นว่า ความเห็นที่ว่าโลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด เป็นต้น เมื่อมีผู้มากราบทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่ตรัสพยากรณ์ ตรัสว่าไม่เป็นประโยชน์ แต่เมื่อมีผู้กราบทูลถามปัญหาในอริยสัจทั้ง ๔ พระพุทธเจ้าจึงตรัสพยากรณ์คือตรัสแก้ตรัสอธิบายเพราะเป็นปัญหาที่เป็นประโยชน์ ฉะนั้น แม้ความเห็นที่ไม่เป็นประโยชน์ต่าง ๆ เมื่อไปยึดถือความเห็นนั้น ๆ ก็เป็นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ และไม่เข้าทางแห่งสัมมาทิฏฐิในอริยสัจดังที่กล่าวมา เมื่อไปยึดถือเข้าแล้ว ก็เป็นเครื่องป้องกันมิให้ขวนขวายเพื่อได้ความเห็นที่ชอบถูกต้อง อันเป็นประโยชน์เป็นไปเพื่อความสิ้นกิเลสและกองทุกข์

ทางปฏิบัติเกี่ยวกับความเห็น

แม้ความเห็นต่าง ๆ ในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งทุก ๆ คนมีอยู่ในเรื่องนั้นบ้าง ในเรื่องนี้บ้าง ถ้าหากว่าไปยึดถือในความเห็นของตนนั้น ๆ ก็เป็นทิฏฐุปาทานเหมือนกัน ทำให้ดื้อรั้นยืนยันไม่ยอมที่จะเปลี่ยนความเห็นของตน และเป็นเหตุให้โต้เถียงวิวาทกับผู้ที่มีความเห็นต่างกัน ฉะนั้น ทางปฏิบัติเกี่ยวกับความเห็นนี้ จึงควรที่จะยุติด้วยเหตุผล คือแม้ใครจะมีความเห็นของตนอย่างไรก็มีไป แต่ก็ฟังเหตุผลของผู้อื่นด้วย และมาไตร่ตรองพิจารณาว่าความเห็นของผู้ใดถูกต้องก็รับเอาซึ่งความเห็นอันถูกต้องนั้น ไม่ยืนยันในความเห็นของตัวแม้ว่าผิดก็ไม่ยอมผิด บางทีก็รู้ว่าผิดแต่ก็ไม่ยอมที่จะแก้ไข ดั่งนี้ก็แสดงว่ามีความยึดถืออยู่ในความเห็นของตนอย่างรุนแรง และก็ถือรั้นอยู่ในความเห็นของตนนั้น

ได้มีคำว่า นานา จิตฺตํ อันแสดงถึงว่า ทุกคนนั้นต่างจิตต่างใจกัน จึงย่อมมีความคิดเห็นที่ต่าง ๆ กัน เพราะฉะนั้น จึงได้มีทางที่จะยุติความเห็นให้เหลืออย่างหนึ่ง สำหรับที่จะถือเอาเป็นทางปฏิบัติ เช่นในที่ประชุมของคนเป็นอันมาก ก็ถือเอามติของเสียงข้างมาก เมื่อเสียงข้างมากลงว่าอย่างไร ก็ถือเอามตินั้นเป็นทางปฏิบัติ แต่ว่าคติในทางพุทธศาสนานั้น ในพระวินัยบัญญัติ ก็มีอยู่ข้อหนึ่งสำหรับที่จะระงับอธิกรณ์ ใช้วิธี เยภุยฺยสิกา คือว่าเสียงข้างมากเป็นประมาณ เป็นข้อหนึ่งใน ๗ ข้อ อันแสดงว่าทางพุทธศาสนานั้นมิได้ถือหลักของเสียงข้างมากเพียงประการเดียว แต่มีหลักอื่น ๆ อีกถึง ๖ ข้อ ๗ ทั้งข้อที่ถือเอาเสียงข้างมาก

ยึดหลักธรรมาธิปไตย

แต่เมื่อกล่าวตามหลักที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน อันเป็นหลักธรรมะที่พึงถือปฏิบัติเพื่อความถูกต้องจริง ๆ แล้วต้องการให้ถือเอาธรรมะคือความถูกต้องนั่นแหละเป็นหลักดังที่ได้มีแสดงอธิปไตย ๓ คือ โลกาธิปไตย โลกเป็นใหญ่ อัตตาธิปไตย ตนเป็นใหญ่ ธรรมาธิปไตย ธรรมะเป็นใหญ่

โลกาธิปไตย โลกเป็นใหญ่นั้น ก็คือชาวโลกก็หมายถึงคนส่วนมาก เมื่อคนส่วนมากว่าอย่างใดก็ถือเอาตามคนส่วนมากนั้น ดั่งนี้เรียกว่า โลกเป็นใหญ่
ตนเป็นใหญ่นั้น ก็คือว่าถือเอาความเห็นของตนเท่านั้นเป็นประมาณ ไม่ฟังเสียงใครดั่งนี้ตนเป็นใหญ่
ธรรมะเป็นใหญ่นั้น ก็คือถือเอาความถูกต้องนั่นแหละเป็นสำคัญ ไม่ถือเอาโลกเป็นใหญ่ ไม่ถือเอาตนเป็นใหญ่ เพราะว่าแม้โลกคือคนเป็นอันมากจะมีความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็มิใช่หมายความว่าถูกต้องไปทั้งหมด คนส่วนใหญ่มีความเห็นผิดก็มีอยู่เป็นอันมาก แม้ตนเองก็เหมือนกันมีส่วนผิดอยู่เป็นอันมาก มิใช่ว่าตนเองเห็นอะไรแล้วจะถูกต้องไปหมด เพราะฉะนั้น หลักอันถูกต้องจริง ๆ แล้วต้องเป็นหลักธรรมาธิปไตย คือธรรมะเป็นใหญ่

ละตัณหาธิปไตย

ทั้ง ๓ นี้ได้ตรัสย่อเข้าอีกเป็น ๒ คือ เป็น ตัณหาธิปไตย กับเป็น ธรรมาธิปไตย ตัณหาธิปไตยนั้นก็คือตัณหาเป็นใหญ่ ตัณหาเป็นความดิ้นรนทะยานอยาก เมื่อตัณหาคือความดิ้นรนทะยานอยากเป็นใหญ่ ก็ย่อมจะยุ่งยากเดือดร้อน แต่เมื่อมีธรรมะคือความถูกต้องเป็นใหญ่ จึงจะมีความสงบสุข เพราะเป็นความถูกต้องเป็นไปเพื่อเกื้อกูลจริง ๆ ฉะนั้น แม้จะเป็นโลกก็ตามเป็นตนก็ตาม เมื่อยังประกอบด้วยตัณหาคือความดิ้นรนทะยานอยากอยู่ และใช้ตัณหานั้นในการลงความเห็นในการปฏิบัติอะไรต่าง ๆ อยู่แล้ว ก็เรียกว่า ตัณหาธิปไตย เมื่อเป็นตัณหาธิปไตยแล้วก็จะไม่พบกับความสงบความเรียบร้อยและผลดีต่าง ๆ ที่แท้จริง ต่อเมื่อธรรมะเป็นใหญ่คือถูกต้อง เมื่อคนส่วนมากถือธรรมะคือความถูกต้องเป็นใหญ่ คนส่วนมากนั้นก็ใช้ได้ มติของคนส่วนมากนั้นก็ใช้ได้ หรือเมื่อตนเองถือเอาธรรมะคือความถูกต้องเป็นใหญ่ ความคิดเห็นของตนเองนั้นก็ใช้ได้เช่นเดียวกัน

เพราะฉะนั้น หากว่ามาปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ไม่ยึดถือในความเห็นที่มีตัณหาเป็นใหญ่ จะเป็นความเห็นของคนส่วนมากก็ตาม ของตัวเองก็ตาม แต่ว่ายึดถือเอาความเห็นที่มีธรรมะเป็นใหญ่ที่ถูกต้อง จะเป็นความเห็นของคนส่วนมากก็ได้ ของใครก็ได้ ของตัวเองก็ได้ ดั่งนี้แล้วจึงจะเป็นไปเพื่อความเรียบร้อยถูกต้อง

มีสติและปัญญาประกอบ

และในการที่จะบรรลุถึงความที่จะมีธรรมะเป็นใหญ่นี้ได้ พระพุทธเจ้ายังได้ตรัสสอนไว้อีกว่า ให้มี สตาธิปไตย คือมีสติเป็นใหญ่ จะเป็นคนอื่นก็ตาม เป็นตัวเองก็ตาม ให้ใช้สติเป็นใหญ่ คือความระลึกได้ ความระลึกรู้อันถูกต้อง ประกอบด้วยปัญญาอันถูกต้อง ดังนี้เรียกว่า สตาธิปไตย มีสติเป็นใหญ่ เมื่อได้สตาธิปไตยคือมีสติเป็นใหญ่ด้วยกันดั่งนี้แล้ว ก็ย่อมจะพบธรรมาธิปไตย คือธรรมะเป็นใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นผู้อื่นก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นตนเองก็ตาม พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงพระองค์เองว่าได้ทรงเป็นธรรมาธิปไตย คือทรงมีธรรมะเป็นใหญ่ ในการที่ทรงแสดงธรรมะสั่งสอน ในการที่ปกครองหมู่สงฆ์ ทรงมีธรรมะเป็นใหญ่ดั่งนี้ เพราะฉะนั้นทิฏฐุปาทานคือความยึดถือทิฏฐิคือความเห็นนั้นจึงต้องพิจารณาดู หากไปยึดถือทิฏฐิคือความเห็นที่มีตัณหาเป็นใหญ่แล้ว ก็เป็นอันว่าเป็นไปในทางผิดมากกว่าเป็นไปในทางถูก ต่อเมื่อได้มีทิฏฐิคือความเห็นที่มีธรรมะเป็นใหญ่นั่นแหละจึงจะเป็นไปในทางที่ถูกต้อง

ความพร้อมเพรียงเกิดจากความประพฤติและความเห็นที่เสมอกัน

ทางพุทธศาสนาได้แสดงให้ภิกษุทั้งหลาย ผู้ที่จะมีสังฆสามัคคี คือมีความพร้อมเพรียงกันของสงฆ์ ไม่แตกแยก ด้วยอาศัยหลักสำคัญ ๒ ข้อ คือ

หนึ่ง สีลาสามัญญตา ความเป็นผู้ที่มีศีลเสมอกัน
สอง ทิฏฐิสามัญญตา ความเป็นผู้ที่มีทิฏฐิคือความเห็นเสมอกัน

สีลสามัญญตา ความมีศีลเสมอกันนั้น ก็มีความประพฤติปฏิบัติทางกายทางวาจาตลอดจนถึงทางใจ ตามหลักแห่งพระพุทธบัญญัติของพระพุทธเจ้า ร่วมกันเสมอกัน
ทิฏฐิสามัญญตา ความมีทิฏฐิเสมอกันนั้น ก็คือมีความเห็นชอบถูกต้องตามพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ได้ทรงบัญญัติไว้

สรุปเข้ามาความเห็นที่เป็นความเห็นอันถูกต้องนั้น ก็ได้แก่ความเห็นที่เป็นอริยะคือความเห็นที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นอริยะได้ตรัสแสดงเอาไว้ ความเห็นที่เป็นตัวอริยะเอง คือ เป็นความเห็นที่ประเสริฐที่ถูกต้อง อันเป็นความเห็นที่เป็นไปเพื่อออกจากทุกข์ เป็นความเห็นที่นำผู้ที่ประกอบด้วยความเห็นนั้นที่ปฏิบัติกระทำความเห็นนั้นให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบได้ ดั่งนี้แหละคือเป็นความเห็นที่ผู้อยู่ร่วมเป็นสังฆสามัคคีจะพึงมีความเห็นร่วมกัน

เมื่อหมู่แห่งภิกษุมีสีลสามัญญตา มีทิฏฐิสามัญญตา ดั่งนี้ ก็ย่อมมีความสามัคคีพร้อมเพรียงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ถ้าหากว่ามีศีลไม่เสมอกัน มีความเห็นไม่เสมอกันคือแตกต่างกัน ก็ย่อมเป็นเหตุแตกแยก ฉะนั้น การที่พระสงฆ์ในพุทธศาสนาแตกแยกออกเป็นยานต่าง ๆ เป็นนิกายต่าง ๆ ตั้งแต่ครั้งเก่าก่อนมาจนถึงในสมัยหลัง ๆ นี้ ก็เพราะเหตุที่มีศีลไม่เสมอกัน มีความเห็นไม่เสมอกันดังที่กล่าวมานี้ เมื่อมีศีลเสมอกันมีความเห็นเสมอกันอยู่แล้ว ก็ย่อมจะมีความสามัคคีพร้อมเพรียงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและไม่มีความแตกแยกกัน

ในข้อนี้เมื่อพิจารณาดูแล้ว แม้ในทางฝ่ายคฤหัสถชนก็เช่นเดียวกัน ที่รวมกันอยู่เป็นหมู่เป็นคณะ ตั้งแต่ครอบครัวหนึ่งขึ้นไปจนถึงประเทศชาติ เมื่อมีความประพฤติเสมอกันอยู่ และมีความเห็นเสมอกันอยู่ในสิ่งต่าง ๆ ก็ย่อมจะมีความสามัคคีพร้อมเพรียงกัน แต่ถ้าหากว่าแตกแยกความประพฤติกัน และแตกแยกความเห็นกันก็ย่อมเป็นเหตุแตกแยกเป็นไปเพื่อหายนะคือความเสื่อม เพราะฉะนั้น เรื่องทิฏฐิคือความเห็นจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก นำความประพฤติ ความประพฤติต่าง ๆ นั้นย่อมสืบเนื่องมาจากความเห็น เมื่อเป็นความเห็นที่ถูกต้อง ก็ประพฤติถูกต้อง เมื่อเป็นความเห็นที่ไม่ถูกต้อง ความประพฤติก็ไม่ถูกต้อง ฉะนั้น เรื่องทิฏฐิคือความเห็นจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก และทิฏฐุปาทานความยึดถือ ความเห็นคือทิฏฐินี้ก็มุ่งหมายถึงยึดถือความเห็นที่ผิดต่าง ๆ นั่นแหละ เพราะฉะนั้น หากไม่ทราบในข้อนี้ดีแล้ว และปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนอันเกี่ยวกับเรื่องความเห็นคือระมัดระวังที่จะไม่ยึดถือความเห็น จะเป็นของโลก ของใครก็ตามหรือของตนเองก็ตาม แต่ว่ามุ่งพิจารณาจับเหตุจับผล ถือเอาธรรมะคือความถูกต้องเป็นประมาณ จะเป็นความเห็นของตนก็ตามของผู้อื่นก็ตาม เมื่อไม่ถูกต้องคือไม่เป็นไปตามคลองธรรมดั่งนี้แล้ว ก็ไม่ยึดมั่นถือรั้นอยู่ในความเห็นนั้น แต่ว่าละเสียแก้ไขเสีย แต่ถ้าหากว่าเป็นความเห็นอันเป็นธรรมะคือถูกต้อง จึงจะปฏิบัติรับเอาความเห็นนั้น และในการที่จะพิจารณาดั่งนี้ ก็พิจารณาได้ตามเหตุผล ตามความเป็นจริง ประการหนึ่งก็ต้องอาศัยดูว่าเป็นตัณหาธิปไตยหรือเปล่า ถ้าเป็นตัณหาธิปไตยก็เป็นอันว่าไม่ถูกแน่ แต่ถ้าหากว่าถ้าไม่เป็นตัณหาธิปไตย ก็เป็นอันว่าเป็นข้อที่รับไว้พิจารณา และก็ต้องอาศัยให้มีสตาธิปไตย มีสติเป็นใหญ่อยู่ด้วยกันพร้อมทั้งปัญญา ดั่งนี้แล้วก็จะนำให้สามารถพบความเห็นอันถูกต้อง นำการปฏิบัติอันถูกต้องให้บังเกิดได้ เป็นความสวัสดีในที่ทั้งปวง

ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวด ตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๒๗

--------------------------------------------------------------

หมายเหตุ
บทความนี้เป็นการแสดงธรรมจากจำนวนทั้งสิ้น ๔๒ ครั้ง ที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) แสดงไว้ในการปฏิบัติอบรมจิต ทุกวันธรรมสวนะและวันหลังวันธรรมะสวนะ ณ ตึก สว วัดบวรนิเวศ ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ ถึง กรกฎาคม ๒๕๒๘ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพิมพ์ถวายเป็นเครื่องบูชาเฉลิมพระเกียรติคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ในโอกาสอันควรที่เจริญชนมายุครบ ๖ รอบ ในวันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๒๘

คัดลอกจาก หนังสือสัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ
พิมพ์ครั้งที่ ๗/๒๕๕๓ ที่ โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย ๑๒๙ หมู่ ๓ ถ.ศาลายา – นครชัยศรี ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม




 

Create Date : 06 เมษายน 2555    
Last Update : 6 เมษายน 2555 9:21:31 น.
Counter : 298 Pageviews.  

ครั้งที่ ๙ ความรู้จักอุปาทาน

สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ

ธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร
ในการปฏิบัติอบรมจิต ทุกวันธรรมสวนะและวันหลังวันธรรมสวนะ
ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ ถึงกรกฎาคม ๒๕๒๘
ณ ตึก สว. วัดบวรนิเวศวิหาร


--------------------------------------------------------------



ครั้งที่ ๙ ความรู้จักอุปาทาน

บัดนี้จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุก ๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

จะแสดงพระเถราธิบายเรื่องสัมมาทิฏฐิ ที่ท่านพระสารีบุตรเถระได้แสดงแก่ภิกษุทั้งหลายผู้ถามปัญหาเรื่องสัมมาทิฏฐิซึ่งท่านก็ได้แสดงมาโดยลำดับตามที่ภิกษุทั้งหลายถามคือเมื่อท่านตอบจบไปคราวหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายก็ถามท่านอีกว่ายังมีอธิบายอย่างอื่นอีกหรือไม่ ท่านก็ตอบว่ามี แล้วท่านก็อธิบายไป จบแล้วภิกษุทั้งหลายก็ถามท่านอีกว่ายังมีอธิบายเป็นอย่างอื่นต่อไปอีกหรือไม่ ท่านก็ตอบว่ามี ท่านก็อธิบายไปจนถึงเข้าหมวดแห่งธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น อันโยงกันไปเป็นลูกโซ่ ซึ่งเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท ก็ได้นำเอาพระเถราธิบายนี้มาแสดงโดยลำดับจนถึงท่านตอบปัญหาที่ภิกษุทั้งหลายถามดังกล่าวในข้ออุปาทาน ซึ่งสืบเนื่องมากจากภพซึ่งได้แสดงไปแล้ว โดยที่ภพมีขึ้นก็เพราะมีอุปาทาน ท่านจึงได้จับอธิบายสัมมาทิฏฐิในข้ออุปาทานนี้ คือท่านได้มีเถราธิบายโดยใจความว่าสัมมาทิฏฐิคือความเห็นชอบ ก็คือรู้จักอุปาทาน รู้จักเหตุเกิดขึ้นแห่งอุปาทาน รู้จักความดับอุปาทาน รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับอุปาทาน และท่านก็ได้แสดงอธิบายในข้อแรก คือข้อที่ว่า

รู้จักอุปาทาน จำแนกอุปาทานออกเป็น ๔ คือ กามุปาทาน ความยึดถือกาม ทิฏฐุปาทาน ความยึดถือทิฏฐิ สีลัพพตุปาทาน ความยึดถือศีลและพรต อัตตวาทุปาทาน ความยึดถือวาทะว่าตน รู้จักอุปาทาน ก็คือรู้จักอุปาทานทั้ง ๔ นี้
รู้จักเหตุเกิดแห่งอุปาทาน ก็คือรู้จักว่าอุปาทานเกิดขึ้นก็เพราะตัณหาเกิดขึ้น ตัณหาจึงเป็นเหตุเกิดแห่งอุปาทาน
รู้จักความดับอุปาทาน ก็คือรู้จักว่าตัณหาดับอุปาทานก็ดับ
รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับอุปาทาน ก็คือรู้จักว่ามรรคมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น เป็นทางปฏิบัติให้ถึงความดับอุปาทาน

อุปาทาน ๔

จะได้แสดงอธิบายอุปาทานทั้ง ๔ ก่อน อุปาทาน นั้นแปลกันว่า ความยึดถือ ได้มีพระพุทธาธิบายซึ่งท่านพระสารีบุตรนำมาอธิบายว่า อุปาทานมี ๔ ก็คือ

ความยึดถือกาม

ข้อหนึ่ง กามุปาทาน ความยึดถือกาม กามนั้นก็ได้แก่วัตถุกาม กับกิเลสกาม ดังที่ได้เคยอธิบายแล้ว ยึดถือกาม ก็คือยึดถือกามที่เป็นวัตถุกาม อันได้แก่รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะที่น่ารักใคร่ปรารถนาพอใจทั้งหลาย ว่าเป็นของเราน่ารักใคร่ปรารถนาพอใจด้วยกิเลสกาม อันอาการที่ยึดถือนี้ เมื่อแสดงเป็นกลาง ๆ ท่านก็ได้แสดงอาการที่ยึดถือดังนี้ว่า

เอตํ มม นี่เป็นของเรา
เอโสหมสฺมิ เราเป็นนี่
เอโส เม อตฺตา นี่เป็นอัตตาตัวตนของเรา

แต่ในข้อกามุปาทานนี้ อธิบายแต่เพียงว่า ยึดถือว่าเป็นของเรา จะเข้าใจได้ง่าย คือยึดถือว่ารูปเสียงเป็นต้น ที่น่ารักใคร่ปรารถนาพอใจเป็นของเรา แต่ก็ชื่อว่าได้ยึดถือเอาตัวกิเลสกาม คือตัวความรักความใคร่ความปรารถนาความพอใจนั้นไว้ด้วย ไม่ปล่อยความรักความใคร่ความปรารถนาความพอใจในวัตถุนั้น ๆ เมื่อเป็นดั่งนี้จึงได้ยึดถือวัตถุนั้น ๆ ที่รักที่ใคร่ที่ปรารถนาที่พอใจ ถ้าไม่มีความรักความใคร่ความปรารถนา ความพอใจอันเป็นกิเลสกาม วัตถุนั้น ๆ ก็ไม่เป็นวัตถุกาม เป็นแต่เพียงวัตถุเฉย ๆ ดังเช่นท่านที่สิ้นอาสวกิเลสแล้วเป็นพระอรหันต์ ไม่มีกิเลสกาม คือความรักความใคร่ความปรารถนาความพอใจอันเป็นตัวกิเลสอยู่ในจิตใจ เพราะท่านละได้หมดสิ้น เพราะฉะนั้น เมื่อท่านเห็นรูปอะไรทางตา รูปนั้นก็ไม่เป็นวัตถุกามของท่าน เพราะท่านเห็นรูปนั้นแล้ว ท่านไม่รักไม่ใคร่ไม่ปรารถนาไม่พอใจ ท่านพรากจิตออกจากรูปนั้นได้ ท่านได้ยินอะไรทางหู ได้ทราบกลิ่นทราบรสทราบโผฏฐัพพะทางจมูกทางลิ้นทางกายก็เช่นเดียวกัน ท่านคิดนึกอะไรทางใจก็เช่นเดียวกัน ทุก ๆ อย่างไม่เป็นวัตถุกามของท่าน ท่านพรากจิตออกจากวัตถุคือรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะทั้งหลายทั้งปวงได้ รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะทั้งปวงนั้นไม่เป็นที่รักใคร่ปรารถนาพอใจของท่าน จึงไม่เป็นวัตถุกามของท่านเป็นวัตถุเฉย ๆ

พระอรหันต์ที่ยังดำรงชีวิตอยู่นับแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ได้ทรงเห็นรูปอะไรทางตา ได้ยินเสียงอะไรทางหู ทราบกลิ่นทราบรสทราบโผฏฐัพพะทางจมูกทางลิ้นทางกาย รู้คิดเรื่องอะไรทางใจเช่นเดียวกันกับคนทั้งหลาย แต่ว่าท่านไม่มีกิเลสกามอยู่ในใจที่จะออกไปรักใคร่ปรารถนาพอใจในทุก ๆ สิ่งที่ท่านได้เห็นได้ยินเป็นต้นเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่เป็นวัตถุกามของท่าน เป็นวัตถุเฉย ๆ ทั้งนี้ก็เพราะท่านละอุปาทานคือความยึดถือได้หมดสิ้น โดยตรงก็ไม่ยึดถือกิเลสกามนั่นแหละ ไม่ยึดถือเอาความรักความใคร่ความปรารถนาความพอใจเอาไว้ในใจ ละได้หมด เพราะฉะนั้น จึงไม่ยึดถือวัตถุทั้งหลายอันเรียกว่าวัตถุกามนั้น

แต่ว่าสามัญชนทั้งหลายนั้นยังมีกิเลสกามอยู่ในใจ ยังมีความรักความใคร่ความปรารถนาความพอใจ ยังไม่ปล่อยยังไม่วางความรักความใคร่ความปรารถนา ความพอใจในวัตถุทั้งหลายที่เห็นที่ได้ยินเป็นต้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าได้มีความยึดถืออยู่ในตัวกิเลสนี้ด้วย และเป็นข้อสำคัญ เมื่อมีความยึดถืออยู่ในตัวกิเลสนี้ จึงทำให้มีความยึดถืออยู่ในตัววัตถุที่เห็นที่ได้ยินเป็นต้น ทำให้วัตถุนั้น ๆ เป็นวัตถุกามขึ้นมา และเมื่อกล่าวกันอย่างสามัญเข้าใจง่ายก็กล่าวว่ายึดถือวัตถุกาม แต่อันที่จริงนั้นยึดถือกิเลสกามนั่นแหละ ยึดถือความรักความใคร่ความปรารถนาความพอใจไว้ ไม่ปล่อยไม่วาง อันนี้แหละเป็นสิ่งสำคัญและอันนี้แหละที่เป็นตัวกามุปาทาน ความยึดถือกาม

อาการทั้ง ๓ ของความยึดถือกาม

และเมื่ออธิบายดังนี้ ก็เอาเข้าในอาการทั้ง ๓ ของอุปาทานนั้นได้ คือ ยึดถือว่าเป็นของเรา เราเป็นนี่ นี่เป็นอัตตาตัวตนของเรา คือยึดถือเอาเป็นของเราด้วย และเราเป็นนี่ด้วย นี่เป็นอัตตาตัวตนของเราด้วย

ยึดถือว่านี่เป็นของเรา ก็คือยึดถือว่ารูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะเหล่านี้เป็นของเราตลอดจนถึงยึดถือว่านี่เป็นความรักของเรา ความใคร่ของเรา ความปรารถนาของเรา ความพอใจของเรา

ยึดถือว่าเราเป็นนี่ ก็คือตัวเราก็เป็นรูปเป็นเสียงเป็นกลิ่นเป็นรสเป็นโผฏฐัพพะ ตัวเราก็คือเป็นความรักเป็นความใคร่ความปรารถนาความพอใจ

ทั้งหมดนี้ประกอบขึ้นเป็นอัตตาตัวตนของเรา เป็นอันว่าตัวตนของเรานั้นจะต้องประกอบด้วยความรักความใคร่ความปรารถนาความพอใจ จะต้องประกอบด้วยรูปด้วยเสียงด้วยกลิ่นด้วยรสด้วยโผฏฐัพพะที่น่ารักใคร่ ปรารถนาพอใจทั้งหลายรวมอยู่ในตัวเรา และเราก็เป็นสิ่งเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นของเรา เช่นเดียวกับอวัยวะในร่างกายเช่นแขนขาเป็นต้น อวัยวะในร่างกายทุกส่วนนี้จะกล่าวว่าเป็นของเราก็ได้ เช่นว่าศีรษะของเรา แขนของเรา ขาของเรา จะกล่าวว่าเราเป็นอวัยวะเหล่านี้ก็ได้ เช่นว่าในการถ่ายรูป ก็ต้องถ่ายเอาอวัยวะเหล่านี้นั้นแหละที่รวมกันเข้า มีศีรษะมีมือมีขามีลำตัว และเมื่อเราเห็นรูปของอวัยวะต่าง ๆ เหล่านี้ เราก็เข้าใจว่านี่แหละเป็นตัวเรา และเราก็เป็นอวัยวะเหล่านี้ อวัยวะเหล่านี้นี่แหละก็เป็นตัวเรา

เพราะฉะนั้น ตามตัวอย่างนี้จะพึงเห็นได้ว่า อุปาทานคือความยึดถือนั้น เมื่อจะกล่าวให้ครบถ้วน ก็ต้องกล่าวดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสแสดงไว้ว่า

เอตํ มม นี่เป็นของเรา เช่นนี่เป็นขาของเรา เป็นแขนของเรา เป็นศีรษะของเรา
เอโสหมสฺมิ เราเป็นนี่ ก็คือ เราก็เป็นศีรษะ เป็นแขน เป็นขา เป็นต้นนี่แหละ

ดังตัวอย่างที่ว่า เมื่อเห็นรูปถ่าย รูปถ่ายนั้นก็ถ่ายเอาอวัยวะต่าง ๆ นี้แหละรวมกันเข้า เราก็เป็นศีรษะเป็นแขนเป็นขาเป็นต้นนี่แหละ และนี่แหละก็เป็นอัตตาตัวตนของเรา คือทั้งหมดเป็นอัตตาตัวตนของเรา เพราะฉะนั้น แม้ในข้อกามุปาทาน ยึดถือกาม ก็คือยึดถือด้วยอาการดังกล่าวมานี้ และก็ลึกซึ้ง ไม่ใช่เพียงวัตถุกามเท่านั้น ยึดถือตัวความรักความใคร่ความปรารถนาความพอใจอันเป็นตัวกิเลสกามไว้ด้วย ไม่ปล่อย ไม่วาง ถ้าหากว่าปล่อยวางตัวกิเลสนี้ได้ ตัววัตถุก็ปล่อยได้ทันที ไม่เป็นที่ติดไม่เป็นที่ยึด ความสำคัญจึงอยู่ที่ความยึด อยู่ที่ตัวกิเลส ยึดถืออยู่ที่ตัวความรักความใคร่ความปรารถนาความพอใจดังที่กล่าวมาแล้ว นี้คือกามุปาทาน ความยึดถือกามอันสามัญชนมีอยู่ ยังละไม่ได้

ความยึดถือทิฏฐิคือความเห็น

ข้อที่สอง ทิฏฐุปาทาน ยึดถือทิฏฐิคือความเห็น อันความเห็นนี้หมายถึงความเห็นผิด ยึดถือความเห็นผิด แต่ว่าที่ยึดถืออยู่ก็เพราะว่ายังไม่รู้ว่าเห็นผิด เมื่อรู้ว่าเห็นผิดเมื่อใดก็ย่อมจะละความเห็นผิดนั้นได้เมื่อนั้น ที่กล่าวว่าความเห็นผิดนี้พระพุทธเจ้าตรัสเรียก คำว่า ทิฏฐิ นี้มีคำประกอบเพื่อให้ชัด

ถ้าเห็นผิดก็เรียกว่า มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด
ตรงกันข้ามคือเห็นถูกเห็นชอบ ก็เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ
แต่ว่ามักจะกล่าวกลาง ๆ คือไม่มีมิจฉา ไม่มีสัมมานำ กล่าวว่าทิฏฐิเฉย ๆ และเมื่อกล่าวว่าทิฏฐิเฉย ๆ ก็มักจะหมายถึงความเห็นผิด และยืนยันอยู่ในความเห็นผิดนี้อาการที่ยืนยันอยู่ในความเห็นผิดนี้ เป็นตัวอุปาทานคือความยึดถือ อันทำให้ดื้อดึงถือรั้นอยู่ในความเห็นของตนนั้นที่ผิด ๆ

มิจฉาทิฏฐิ ๓

ความเห็นผิดนี้มีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับชั้นหยาบขึ้นไปจนถึงชั้นละเอียด สำหรับที่เป็นระดับชั้นหยาบ คือมิจฉาทิฏฐิในอกุศลกรรมบถฝ่ายมโนกรรม อันมโนกรรมอันเป็นฝ่ายอกุศลนี้ได้แก่ อภิชฌา ความโลภเพ่งเล็งสิ่งของของผู้อื่นมาเป็นของตน พยาบาทความมุ่งร้ายหมายล้างผลาญ และ มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด มิจฉาทิฏฐินี้ท่านแสดงไว้อีก ๓ คือ

อกิริยทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ
อเหตุกทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่มีเหตุ
นัตถิกทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่มี

อกิริยทิฏฐิ

ข้อแรก อกิริยทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่เป็นอันทำนั้น ก็คือปฏิเสธบุญปฏิเสธบาป ว่าการกระทำไม่มีเป็นบุญ ไม่มีเป็นบาป ส่วนที่ว่าดีหรือชั่วนั้นเกี่ยวแก่ปัจจัยภายนอกคือบุคคลอื่น เมื่อบุคคลอื่นรู้เห็น ก็ว่าดีบ้างไม่ดีบ้าง ยกย่องบ้างลงโทษบ้าง แต่ถ้าไม่มีผู้อื่นรู้เห็นก็ไม่มีบุญไม่มีบาปไม่มีดีไม่มีชั่ว เป็นเพียงการกระทำเท่านั้น

อกิริยทิฏฐิดังกล่าวมานี้ผิดหลักพระพุทธศาสนา เพราะหลักพุทธศาสนานั้นแสดงว่าการทำของบุคคล เมื่อเจตนาจงใจทำ การที่เป็นบาปก็เป็นบาป การที่เป็นบุญก็เป็นบุญคนอื่นจะรู้จะเห็นจะยกย่องชื่นชมจะลงโทษ หรือไม่รู้ไม่เห็นก็ตาม เมื่อจงใจทำการที่เป็นบาปแล้ว ก็เป็นบาปอยู่นั่นเอง จงใจทำการที่เป็นบุญแล้ว ก็เป็นบุญอยู่นั่นเอง จึงมีบุญมีบาปมีดีมีชั่ว หรือเรียกว่ามีกรรมดีกรรมชั่ว

อเหตุกทิฏฐิ

ข้อสอง อเหตุกทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่มีเหตุ คือเมื่อได้รับผลดีผลร้ายต่าง ๆ ก็เห็นว่าเป็นไปตามคราว คือคราวที่มีโชคดีก็ได้รับผลดีต่าง ๆ คราวที่มีโชคร้ายก็ได้รับผลไม่ดีต่าง ๆ ไม่มีเหตุอะไรที่จะมาทำให้ได้ผลดีผลร้าย เป็นไปตามคราวตามเวลา ตามโชคดีโชคร้ายเคราะห์ดีเคราะห์ร้ายเท่านั้น

ความเห็นดังนี้ผิดหลักพุทธศาสนา เพราะตามหลักพุทธศาสนานั้นแสดงว่า ผลย่อมเกิดแต่เหตุ ผลดีก็เกิดจากเหตุที่ดี ผลไม่ดีก็เกิดจากเหตุที่ไม่ดี แม้ว่าตนเองจะยังไม่สามารถรู้ถึงเหตุของผลนั้น ๆ ได้ ผลนั้น ๆ ก็ต้องมีเหตุอยู่นั่นเอง หาได้เป็นไปตามคราวแห่งโชคเคราะห์ดีหรือไม่ดีดังกล่าวนั้นไม่ ดังที่ตรัสแสดงไว้ว่าผลดีก็เกิดจากกรรมดี ผลชั่วก็เกิดจากกรรมชั่ว

นัตถิกทิฏฐิ

ข้อที่สาม นัตถิกทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่มี คือไม่มีสิ่งที่เรียกว่าสมมติสัจจะ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าคติธรรมดาหรือคลองธรรมดาตามเหตุและผล ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าสมมติสัจจะนั้นก็เป็นต้นว่าไม่มีมารดาบิดา สัตว์บุคคลเกิดสืบเชื้อสายกันมาตามเรื่องตามราวเท่านั้น จึงไม่มีใครที่จะต้องนับถือว่าเป็นบิดาเป็นมารดา แม้ที่นับถือว่าสมณพราหมณ์ก็ไม่มี ไม่มีภิกษุไม่มีสามเณรเป็นต้น แม้ที่นับถือกันอย่างอื่นเป็นนั่นเป็นนี่ก็ไม่มี และไม่มีเหตุผลที่เป็นคติธรรมดาหรือที่เป็นไปตามคลองธรรม คือ คติธรรมดาหรือที่เป็นไปตามคลองธรรมะเช่นทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า จักทำกรรมอันใดไว้ ดีหรือชั่วก็จักต้องเป็นผู้รับ ต้องเป็นทายาทรับผลของกรรมนั้น ไม่มีเหตุ ไม่มีผล คือไม่มีกรรมดีไม่มีผลดีไม่มีกรรมชั่วไม่มีผลชั่ว ดังนั้น เป็นอันว่า นัตถิกทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่มีนี้ ปฏิเสธสมมติสัจจะทั้งหมดปฏิเสธคลองธรรมทั้งหมด

ความเห็นดังนี้ผิดคติทางพุทธศาสนา เพราะทางพุทธศาสนานั้น สอนให้นับถือสมมติสัจจะ ความจริงโดยสมมติ และสอนคลองธรรมคติธรรมดา คือสอนให้บุตรธิดาเคารพนับถือมารดาบิดา เป็นกตัญญูกตเวทีต่อมารดาบิดา สอนให้มารดาบิดาปฏิบัติตนให้เป็นบุพการี เป็นพรหมของบุตรธิดา สอนว่ามีสมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติชอบที่พึงนับถือ เช่นมีภิกษุมีสามเณร และมีบุคคลที่ได้รับสมมติบัญญัติแต่งตั้งในฐานะต่าง ๆ พระพุทธศาสนาสอนให้ปฏิบัติตามคลองธรรม ให้รับรู้ในคลองธรรมหรือคติธรรมดาดังที่ยกมากล่าวข้างต้นนั้น ว่าจักทำกรรมอันใดไว้ ดีหรือชั่ว ก็จักต้องเป็นทายาทรับผลของกรรมนั้น ทำดีไว้ก็รับผลดีเป็นทายาทรับผลดี ทำชั่วก็เป็นทายาทรับผลที่ชั่ว เป็นเหตุเป็นผลตามคติธรรมดา

โทษของมิจฉาทิฏฐิ

ฉะนั้น มิจฉาทิฏฐิทั้ง ๓ นี้ คือ อกิริยทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ อเหตุกทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่มีเหตุ นัตถิกทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่มี จึงเป็นความเห็นผิดอย่างร้ายแรง ซึ่งเมื่อมีความยึดถืออยู่ในมิจฉาทิฏฐินี้มากจนดิ่งลงอันเรียกว่า นิยตมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นผิดที่ดิ่งลงแล้ว ก็ให้เกิดโทษมหันต์ ทำให้ไม่รับรองกรรมที่เป็นบุญเป็นบาป ไม่รับรองผลต่าง ๆ ที่ท่านผู้รู้ได้แสดงรับรองว่าเกิดจากเหตุ ไม่รับรองสมมติสัจจะ ไม่รับรองคลองธรรมหรือคติธรรมดาทั้งสิ้น ซึ่งทางพุทธศาสนาถือว่าผู้ที่มีความเห็นดังนี้แล้ว จมดิ่งลงไปสู่อบายคือภูมิภพที่เสื่อม กล่าวได้ว่าตั้งแต่ชาตินี้ ถ้าใครมีความเห็นดั่งนี้ ยิ่งดิ่งลงไปแล้วหรือแนบแน่นแล้ว เพราะมีอุปาทานความยึดถืออยู่อย่างแรงแล้ว ก็ยิ่งดิ่งลงเหวลงนรกไปทีเดียว เป็นความเห็นผิดที่ต้องละจึงจะสามารถยกตนขึ้นสู่ภูมิชั้นของมนุษย์ของบุคคลที่เป็นระดับสามัญชนคนดีได้

เพราะฉะนั้น ความยึดถือความเห็นผิดในข้อนี้จึงให้โทษอย่างมหันต์ ผู้ที่นับถือพุทธศาสนานั้นกล่าวได้ว่า ย่อมละความเห็นผิดอันมีโทษมหันต์อันร้ายแรงนี้ได้ด้วยกัน จึงได้เป็นพุทธศาสนิกผู้นับถือพุทธศาสนาได้ ถ้ายังละไม่ได้ก็ย่อมจะไม่นับถือพุทธศาสนาหรือย่อมจะทำลายพุทธศาสนา หรือแม้ย่อมจะทำลายศาสนาทุกอย่างทุกศาสนาที่สอนให้ละชั่วทำดีแม้ในขั้นสามัญ

สัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ

มาถึงมิจฉาทิฏฐิที่เป็นระดับมีโทษน้อยเข้า ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิที่เรียกว่า สัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่าเที่ยง กับ อุจเฉททิฏฐิ ความเห็นว่าขาดสูญ

สัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่าเที่ยงนั้นก็คือเห็นว่าในปัจจุบันนี้ก็มีอัตตาคือตัวตน เมื่อกายนี้แตกสลาย อัตตาคือตัวตนก็ไม่แตกสลายไปถือชาติภพใหม่ และก็เป็นไปดังนี้ตลอดไป มีอัตตาคือตัวตนที่ไม่ตายอยู่ดังนี้ตลอดไป ที่ตายนั้นเป็นแต่เพียงร่างกายสังขารเท่านั้น

อีกข้อหนึ่ง อุจเฉททิฏฐิ ความเห็นว่าขาดสูญ คือเห็นว่ามีอัตตาตัวตนอยู่ในชาตินี้เท่านั้น เมื่อร่างกายอันนี้แตกสลาย อัตตาตัวตนก็แตกสลายไปพร้อมกันไม่มีอัตตาตัวตนที่จะไปถือชาติภพใหม่

ความเห็นแรก สัสสตทิฏฐิ คือเห็นว่าตายเกิด คือเห็นว่าตายเกิด เกิดกันเรื่อยไปไม่มีสิ้นสุด ความเห็นหลัง อุจเฉททิฏฐิ คือเห็นว่าตายสูญไม่เกิด คนโดยมากนั้นก็มักจะเห็นกันว่าตายเกิด แต่ก็มีบางคนที่เห็นว่า ตายสูญไม่เกิดเพราะว่าไม่เห็นว่ามีอะไรไปเกิด เมื่อตายแล้วก็หมดลมหายใจ ก็เป็นซากศพ ไม่ปรากฏว่ามีอัตตาอะไร ไม่รู้ไม่เห็นอัตตาอะไรว่าไปเกิด คนบางคนจึงลงความเห็นว่าตายสูญ อันที่จริงก็เป็นอย่างนั้น คือว่าคนสามัญทั่วไปนั้นไม่รู้ไม่เห็นว่ามีอะไรไปเกิด เมื่อใครตายหมดลมหายใจ ก็นำไปเผาไปฝังกัน แต่แม้เช่นนั้นคนส่วนใหญ่ในโลกนี้ก็ปรากฏว่า เชื่อกันว่าตายเกิด เพราะเชื่อต่อคำสอนของศาสดาที่สอนว่าตายเกิด หรือว่าปรากฏเหตุการณ์บางอย่างเช่นฝันเห็นคนที่ตายไปแล้วหรือปรากฏภาพของคนที่ตายไปแล้ว เป็นต้น

แต่แม้เช่นนั้น ความเห็นดังนี้ก็ผิดหลักพุทธศาสนา เพราะพุทธศาสนานั้น ไม่สอนว่า ตายเกิดกันเรื่อยไปและไม่สอนว่าตายสูญ ซึ่งเป็นคำสอนที่แสดงตายตัวไปฝ่ายเดียว แต่ว่าสอนจำแนกตามเหตุและผล อันเรียกว่า วิภัชวาทะ กล่าวจำแนกตามเหตุและผล คือเมื่อมีเหตุให้เกิดก็เกิด เมื่อสิ้นเหตุให้เกิดก็ไม่เกิด

ดังเช่นในเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ชรามรณะ มีขึ้นก็เพราะมีชาติคือความเกิด ชาติคือความเกิดมีขึ้นก็เพราะมีภพ ดั่งนี้ ก็แปลว่าเมื่อยังมีเหตุปัจจัยให้เกิดก็ต้องเกิด เมื่อสิ้นเหตุปัจจัยให้เกิดก็ไม่เกิด คือเมื่อตัดตัณหาได้สิ้นเชิงสิ้นกิเลสหมดก็ไม่เกิด แต่แม้ไม่เกิดก็ไม่แสดงว่าสูญ ถ้าเห็นว่าพระอรหันต์สูญก็เรียกว่าเป็นความเห็นผิดอีกเหมือนกัน

เพราะฉะนั้น แม้ความเห็นทั้ง ๒ นี้ก็เรียกว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด แต่เป็นความเห็นผิดที่ยังไม่ถือว่ามีโทษร้ายแรงเหมือนอย่างดัง ๓ ข้อข้างต้น แต่คนทั่วไปก็ยังมีความเห็นดังนี้อยู่เป็นอันมาก

ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวดและตั้งใจทำความสงบสืบไป

๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๒๗

--------------------------------------------------------------

หมายเหตุ
บทความนี้เป็นการแสดงธรรมจากจำนวนทั้งสิ้น ๔๒ ครั้ง ที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) แสดงไว้ในการปฏิบัติอบรมจิต ทุกวันธรรมสวนะและวันหลังวันธรรมะสวนะ ณ ตึก สว วัดบวรนิเวศ ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๗ ถึง กรกฎาคม ๒๕๒๘ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพิมพ์ถวายเป็นเครื่องบูชาเฉลิมพระเกียรติคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ในโอกาสอันควรที่เจริญชนมายุครบ ๖ รอบ ในวันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๒๘

คัดลอกจาก หนังสือสัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ
พิมพ์ครั้งที่ ๗/๒๕๕๓ ที่ โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย ๑๒๙ หมู่ ๓ ถ.ศาลายา – นครชัยศรี ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม




 

Create Date : 30 มีนาคม 2555    
Last Update : 30 มีนาคม 2555 9:01:09 น.
Counter : 271 Pageviews.  

1  2  3  

sirivajj
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




บทความในกลุ่ม ข้อคิด-ธรรมะ ได้ถูกเรียบเรียงขึ้น โดยบางบทความได้คัดลอกและสำเนาภาพมาถ่ายทอดจากหนังสือธรรมะต่างๆ หรือหนังสืออื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ด้วยเจตนาประสงค์จะให้ธรรมะอันเป็นสัจจะและมงคลของพระพุทธศาสนาได้รับการเผยแพร่และเข้าถึงพุทธศาสนิกชนหรือผู้ที่สนใจให้ได้มากที่สุด รวมทั้งให้บทความธรรมะได้ถูกรวบรวมไว้ในรูปแบบที่จะสะดวกแก่การสืบค้นและเข้าถึงในภายหลัง

ผู้ที่ประสงค์จะคัดลอกไปเพื่อประโยชน์ทางพาณิชย์ กรุณาตรวจสอบกับต้นฉบับหรือเจ้าของลิขสิทธิ์ ด้วยครับ
Friends' blogs
[Add sirivajj's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.