Group Blog
 
All Blogs
 

ครั้งที่ ๒๐ ทศพิธราชธรรมข้อศีล

ทศบารมี ทศพิธราชธรรม

ธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร
บรรยายแก่พระนวกะภิกษุ ในพรรษากาล ๒๕๓๐


--------------------------------------------------------------



ครั้งที่ ๒๐ ทศพิธราชธรรมข้อศีล

ราชธรรมข้อที่ ๒ ก็คือ ศีล ชื่อเดียวกับบารมีข้อที่ ๒ และอธิบายทั่วไปของคำว่า ศีล ก็เช่นเดียวกัน ดังจะได้ย้ำความหมายทั่วไปของคำว่าศีล ซึ่งได้กล่าวไว้แล้วในข้อ สีลบารมี โดยสรุปสำหรับในข้อศีลซึ่งเป็นราชธรรมอีกครั้งหนึ่ง

ศีล ๕ เป็นศีลหรือกฎหมายในทางปกครอง

เจตนาที่รักษากายกรรม วจีกรรม ให้ตั้งเป็นปกติดี เว้นจากประพฤติชั่วทุจริตชื่อว่าศีล ศีลในทางปกครองคือการประพฤติตามกฎหมาย จารีตประเพณีอันดีงาม ในทางพระพุทธศาสนา อย่างต่ำคือ ศีล ๕ อันชนทั่วไปพึงสมาทานรักษากล่าวรวมกันคือ ปาณาติปาตา เวรมณี เว้นจากผลาญชีวิตกันและกัน ทางศาสนาเว้นตลอดถึงสัตว์มีชีวิต อทินนาทานา เวรมณี เว้นจากการถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของเขาไม่ยินยอมให้ กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี เว้นจากประพฤติผิดในกามทั้งหลาย มุสาวาทา เวรมณี เว้นจากพูดเท็จ สุราเมรยมชฺฌปมาทัฎฐานา เวรมณี เว้นจากดื่มน้ำเมาคือสุราเมรัยอันเป็นฐานแห่งความประมาท ศีล ๕ ประการนี้มีมาเก่าก่อนพุทธกาล ท่านแสดงว่า พระเจ้าจักรพรรดิ์ผู้เป็นพระราชาเอกแห่งแผ่นดิน ได้ทรงสมาทานรักษา และทรงประกาศแนะนำให้ราษฎรและจักรพรรดิมณฑลสมาทานรักษา ศีล ๕ นี้จึงเป็นศีลหรือกฎหมายในทางปกครองของพระเจ้าจักรพรรดิ์ แม้ในบัดนี้ถึงมีกฎหมายอยู่มากแล้ว ก็ยังต้องอาศัยศีลอุปการะ แต่บัญญัติผ่อนลงมาตามที่เห็นสมควร ราษฎรจะอยู่เป็นสุขสงบ

ศีลอาจเรียกได้ว่าเป็นมหาทาน

ข้อที่พระมหากษัตราธิราชเจ้าทรงประพฤติพระจริยา พร้อมทั้งพระกายพระวาจาให้สะอาดงดงามตามขัตติยราชประเพณี ดำรงด้วยดีในเบญจเวรวิรัติ เป็นไปในประชาชน ทำให้ประชาชนมีความอุ่นใจสบายใจ ไม่ต้องเกรงว่าจะต้องได้รับราชภัยจากองค์พระมหากษัตริย์ ชื่อว่าศีล สิ่งที่ได้รับจากองค์พระมหากษัตริย์จึงมีแค่พระมหากรุณา พระบรมราชูปถัมภ์ พระบรมราชานุเคราะห์โดยส่วนเดียว จึงเรียกศีลว่ามหาทานอีกด้วย

อานิสงส์ของศีลซึ่งเป็นราชธรรม

อานิสงส์ของศีลซึ่งพระภิกษุผู้ให้ศีลบอกทุกครั้งเมื่อให้ศีลแล้วว่า สีเลน สุคตึ ยนฺติ ถึงสุคติคือไปดีด้วยศีล สีเลน โภคสมฺปทา โภคทรัพย์ถึงพร้อมด้วยศีล สีเลน นิพฺพุตึ ยนฺติ ถึงความดับทุกข์ด้วยศีล อานิสงส์ของศีลเหล่านี้ ประชาชนทั้งปวงย่อมได้ศีลซึ่งเป็นพระราชธรรมจริยาขององค์พระมหากษัตริย์ ดังจะเห็นได้ว่า เสด็จพระราชดำเนินไปในที่ใด ก็เกิดเป็นสุคติขึ้นในที่นั้น เพราะเสด็จพระราชดำเนินไปดี ประชาชนชื่นบานรับเสด็จไม่ต้องหนีหลบซ่อน การอาชีพก็เป็นสุขสะดวก เกิดโภคผลต่างๆ ผ่อนคลายหายความทุกข์เดือดร้อน ดั่งนี้นับว่าเป็นอานิสงส์ของศีลซึ่งเป็นราชธรรม

ศีลเป็นหลักธรรมใหญ่สำหรับทุกฝ่าย

อันศีลนี้ย่อมเป็นหลักธรรมใหญ่อีกหลักหนึ่ง ที่บุคคลทั้งปวงพึงปฏิบัติ ทั้งฝ่ายที่เป็นผู้ปกครอง ทั้งฝ่ายที่อยู่ในปกครอง ผู้ปกครองทุกชั้นทุกระดับตั้งแต่สูงลงมา ที่ไม่ตั้งอยู่ในศีล ย่อมประพฤติทุจริต ทำผู้อยู่ในปกครองให้เดือดร้อนด้วยอธรรม ปราศจากเมตตากรุณา ฝ่ายผู้อยู่ในปกครองที่ปราศจากศีล ก็ทำตนให้เป็นคนชั่วเป็นผู้ร้าย ก่อความเดือดร้อนต่างๆ ทั้งแก่ผู้อยู่ในปกครองด้วยกัน ทั้งแก่ผู้ปกครอง ไม่เป็นอันประกอบอาชีพให้เจริญ เพราะฉะนั้น ศีลจึงจำปรารถนาสำหรับผู้อยู่ร่วมกันเป็นหมวดหมู่ทุกฝ่าย ถ้าตั้งมั่นอยู่ในศีล บ้านเมืองก็จะถึงความสงบสุขราบคาบ ปราศจากโจรภัยและทุจริตภัยทั้งปวง อานิสงส์ของศีลและโทษของการปฏิบัติทุศีล ย่อมปรากฏมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล หรือจะกล่าวได้ว่า ตั้งแต่มนุษย์เราอยู่ร่วมกันตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป เพราะว่าผู้ที่อยู่ร่วมกันนั้น ตั้งแต่ครั้งโบราณกาลมาจนถึงบัดนี้ จำต้องมีศีลต่อกัน จึงจะเป็นผู้เว้นจากการเป็นผู้เบียดเบียนซึ่งกันและกัน เมื่อเป็นดั่งนี้ จึงจะอยู่เป็นสุข และหลักในการปฏิบัติที่จะไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันนั้น ก็รวมอยู่ในศีล ๕ นั่นแหละเป็นข้อสำคัญ

เว้นจากการเบียดเบียนชีวิตร่างกาย

ประการที่ ๑ ทุกคนย่อมมีชีวิตร่างกาย และจะดำรงอยู่ได้ก็เพราะว่า ไม่ถูกเบียดเบียนให้เกิดบาดเจ็บล้มตาย ถ้าหากว่าเบียดเบียนให้เกิดการบาดเจ็บทุรพลถึงแม้ว่าจะไม่ล้มตาย ก็มีความเป็นอยู่ที่เป็นทุกข์ ถ้าหากว่าเบียดเบียนกันถึงล้มตายก็เป็นการทำลายชีวิตไปทีเดียว เพราะฉะนั้น หมู่ชนจึงมองเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีการเว้นจากการเบียดเบียนชีวิตและร่างกายของกันและกันมาตั้งแต่เริ่มอยู่ด้วยกัน ๒ คนแล้วเพราะฉะนั้น เมื่อต่างหวังให้อยู่เป็นสุขด้วยกัน จึงเว้นจากการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ตั้งต้นแต่ข้อนี้คือเบียดเบียนชีวิตร่างกายของกันและกัน และธรรมชาติก็ได้สร้างความรู้สึกเป็นความรัก นำให้เกิดความอุปถัมภ์ชีวิตร่างกายกันอยู่ส่วนหนึ่ง เช่นมารดาบิดาเมื่อมีลูก ก็ย่อมจะมีความรักลูก แม้สัตว์ดิรัจฉานก็มีความรักลูกและเมื่อรักแล้วก็เลี้ยงดูลูก เพราะฉะนั้น พืชพันธุ์ของคนและสัตว์ดิรัจฉาน จึงดำรงอยู่สืบต่อมาได้จนถึงบัดนี้ จำพวกที่ไม่มีความเกื้อกูลกันดังกล่าว ย่อมดำรงสืบพืชพันธุ์กันมาจนถึงบัดนี้ไม่ได้ ดั่งสัตว์บางอย่างที่ปรากฏว่าแต่ก่อนนี้มี แต่บัดนี้ไม่มีอยู่ในโลกแล้ว เพราะฉะนั้น จึงมองเห็นความสำคัญของคุณข้อนี้คือศีล และในทางผู้ปกครองเองก็ย่อมเห็นความสำคัญข้อนี้ เพราะฉะนั้น จึงได้ปฏิบัติตนให้ตั้งอยู่ในศีล เว้นจากการเบียดเบียน คราวนี้ฝ่ายบุคคลทั่วไปที่นอกจากผู้ปกครอง คือผู้อยู่ในปกครอง อันได้แก่ประชาชนทั่วไป ก็พึงมีศีลต่อกันและกันเช่นเดียวกัน ดังศีลข้อ ๑ เว้นจากการเบียดเบียนชีวิตร่างกายดังที่กล่าวนั้น

เว้นจากการเบียดเบียนทรัพย์สมบัติของผู้อื่น

และมาถึงข้อ ๒ ทุกๆ คนก็ย่อมมีทรัพย์สมบัติของตน มนุษย์ก็มีทรัพย์สมบัติของตน สัตว์ดิรัจฉานเองแม้ว่าจะไม่รู้จักสร้างทรัพย์สมบัติเหมือนอย่างมนุษย์ แต่ก็ต้องมีปัจจัยเป็นเครื่องอาศัยของตน เช่นต้องมีอาหาร ต้องมีที่อยู่อาศัย เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็ชื่อว่าเป็นทรัพย์ของสัตว์ดิรัจฉาน มนุษย์เองนั้นเป็นสัตว์ที่มีความรู้ความเจริญมาก จึงมีทรัพย์สมบัติมาก และก็เป็นที่ยอมรับว่าเป็นทรัพย์สมบัติของคนนั้นของคนนี้ จึงต้องมีความเคารพนับถือในทรัพย์สมบัติของกันและกัน ถ้าหากว่ามีโลภเจตนาในทรัพย์สมบัติของผู้อื่นและลักขโมย ก็ทำให้เกิดความเดือดร้อนวุ่นวายและก็ทำให้อยู่ไม่เป็นสุขด้วยกัน และเหตุปัจจัยแห่งการลักขโมยนั้นก็มีเป็นอันมากบังเกิดจากความจำเป็นก็มี บังเกิดจากโลภเจตนาที่แรงกล้านำก็มี บังเกิดจากความเกียจคร้านไม่ประกอบการงานก็มี ที่บังเกิดจากความจำเป็นนั้นก็เช่นมีความอดอยากไม่สามารถที่จะหาปัจจัยสำหรับดำรงชีวิตมาบริโภคใช้สอยให้เพียงพอได้ เพราะฉะนั้น จึงทำการลักขโมยเพื่อเอามาบริโภคใช้สอย สำหรับที่มีโลภเจตนานั้น ก็ได้แก่เห็นทรัพย์สมบัติของผู้อื่นแล้วก็มีความโลภอยากได้ และก็ไม่ต้องการจะใช้วิธีที่แสวงหาให้ได้มาโดยชอบ ก็ทำการลักขโมยเพื่อจะได้เอามาเป็นของๆ ตน สำหรับที่เกียจคร้านนั้นก็ได้แก่เกียจคร้านประกอบการงาน เพื่อที่จะแสวงหาทรัพย์สมบัติมาบริโภคใช้สอย เพราะฉะนั้น จำเป็นจะต้องเป็นอยู่ จึงดำรงชีวิตอยู่ด้วยวิธีลักขโมยเหมือนอย่างว่าถือเอาการลักขโมยเป็นอาชีพ เพราะความเกียจคร้านดั่งนี้ก็มี เพราะฉะนั้น จึงมีเหตุปัจจัยหลายอย่าง ผู้ปกครองเองเมื่อต้องการจะปกครองให้ประชาชนผู้อยู่ในปกครองเป็นสุข ก็ต้องเว้นตนเองจากการที่จะเบียดเบียนเอาทรัพย์สมบัติของผู้อื่น ของผู้ที่อยู่ในปกครองทั้งโดยตรงและทั้งโดยอ้อม แต่ว่าในการปกครองก็จำเป็นที่จะต้องช่วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย คือฝ่ายผู้ปกครองนั้นก็จะต้องเป็นผู้ให้การบำบัดทุกข์บำรุงสุขต่างๆ ฝ่ายผู้อยู่ในปกครองก็จะต้องให้ เช่นเสียส่วยสาอากรให้แก่ฝ่ายปกครองดังที่ได้กล่าวแล้วในข้อทาน ต่างต้องอาศัยซึ่งกันและกัน แต่ว่าไม่ใช่เป็นไปด้วยวิธีที่บีบคั้นหรือว่าลักขโมย อันรวมอยู่ในข้อศีลนี้ คือจะต้องมีศีลต่อประชาชน และประชาชนก็ต้องมีศีลต่อผู้ปกครอง คือไม่ประพฤติเบียดเบียนผู้ปกครอง และก็ไม่ประพฤติเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ไม่ลักขโมยซึ่งกันและกัน โดยที่จะต้องมีการเผื่อแผ่เจือจานซึ่งกันและกันตามสมควรด้วยดังกล่าวในข้อทานนั้น เมื่อมีศีลพร้อมทั้งมีทานสนับสนุนอยู่ จึงจะทำให้ทุกๆ ฝ่ายมีความสุข การปกครองก็เป็นไปได้ด้วยดี และทั้งฝ่ายผู้ปกครอง ทั้งฝ่ายผู้อยู่ในปกครองก็จะเป็นไปได้ด้วยดี

เว้นจากประพฤติผิดในกาม

และนอกจากนี้ หมู่มนุษย์ก็ดี สัตว์ดิรัจฉานก็ดี ก็จะต้องมีการสืบพันธ์กันมาสืบวงศ์ตระกูลกันมา โดยที่จะต้องมีพ่อแม่ จะต้องมีลูก เพราะฉะนั้น ในฝ่ายมนุษย์ซึ่งเป็นผู้ที่มีใจสูง ซึ่งมีปัญญารู้จักละอาย รู้จักบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ตามสมควร มีกุศลซึ่งแปลว่าความฉลาดอันเป็นตัวปัญญา เป็น สชาติปัญญา ปัญญาที่มาพร้อมกับความเกิด เพราะฉะนั้น จึ่งได้รู้จักที่จะมีคู่ครองกัน และเมื่อมีคู่ครองกัน มีลูกออกมา ก็รู้จักว่าผู้นั้นเป็นบิดา ผู้นั้นเป็นมารดา และผู้นั้นเป็นบุตรเป็นบุตรีดั่งนี้ จึงได้มีขอบเขตแห่งความเป็นสามีภรรยากัน มีขอบเขตของความที่เป็นบุตรธิดา ของมารดาบิดา เมื่อเป็นดั่งนี้ การปฏิบัติในทางที่จะสืบตระกูลกันจึงได้มีจำกัดขอบเขต ให้อยู่ในวงอันเหมาะสมดังที่กล่าวแล้ว จึงได้มีตระกูลที่สืบสายกันลงมา มีพ่อแม่มีลูก และลูกก็เป็นพ่อแม่ แล้วก็มีลูก แล้วก็เป็นพ่อแม่ซึ่งสืบสายตระกูลเดียวกัน ปรากฏว่าเป็นตระกูลนั้น เป็นตระกูลนี้ ก็เป็นมาดั่งนี้ตั้งแต่เก่าก่อนมาเพราะฉะนั้น จึงเกิดมีศีลข้อ ๓ ขึ้น เว้นจากประพฤติผิดในกามทั้งหลาย ก็คือว่าให้เว้นจากความประพฤติในการที่จะล่วงละเมิดคู่ครองของกันและกัน แต่ให้ปฏิบัติอยู่ในกรอบแห่งคู่ครองของกันและกัน สืบตระกูลกันไม่สับสน และเมื่อจะปฏิบัติเพื่อที่จะสืบตระกูลกันต่อไป ก็ปฏิบัติให้ถูกต้อง ดั่งนี้แหละเรียกว่าประพฤติชอบในกามทั้งหลาย แต่หากว่าถ้าปฏิบัติในทางที่ไม่ชอบ ในทางที่เป็นชู้ของภรรยาท่านดั่งนี้เป็นต้น ชื่อว่าประพฤติผิดในกามทั้งหลาย เป็นการที่เข้าไปทำลายเชื้อสายในวงศ์ตระกูลของผู้อื่น เพราะฉะนั้น จึงได้มีศึลข้อที่ ๓ ขึ้น

ศีลข้อ ๓ นี้มีบัญญัติไว้ในอปริหานิยธรรม

และศีลข้อที่ ๓ นี้ก็ได้มีบัญญัติเอาไว้ในหลัก อปริหานิยธรรม สำหรับผู้ปกครองที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนแก่เจ้าลิจฉวีทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้ปกครองแคว้นวัชชี ข้อหนึ่งในอปริหานิยธรรมสำหรับผู้ปกครองนี้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนไม่ให้ฝ่ายปกครองฉุดคร่าสตรีภาพตามความพอใจ ให้ปฏิบัติให้ถูกต้อง พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติหลักข้อนี้ไว้ว่า เป็นหลักของท่านผู้ปกครองข้อหนึ่ง เพราะว่าผู้ปกครองนั้นย่อมเป็นผู้มีอำนาจ และโดยเฉพาะในสมัยโบราณ ผู้ปกครองย่อมมีอำนาจเด็ดขาดยิ่งกว่าสมัยปัจจุบันโดยมาก ซึ่งเรียกว่าเป็นสมัยประชาธิปไตย เพราะฉะนั้น จึงสามารถมีอำนาจที่จะฉุดคร่าใครต่อใครได้ตามที่ตนพอใจ ซึ่งการปฏิบัติดั่งนั้นทำให้ประชาชนต้องเดือดร้อน พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงบัญญัติหลักธรรมข้อนี้ไว้สำหรับผู้ปกครองข้อหนึ่งในอปริหานิยธรรม ซึ่งตรัสสอนแก่เจ้าลิจฉวีผู้ปกครองแคว้นวัชชี ส่วนหลักอปริหานิยธรรมสำหรับภิกษุทั้งหลายนั้น ตรัสว่า “ไม่ลุอำนาจของตัณหาที่บังเกิดขึ้น ไม่ลุอำนาจของความดิ้นรนทะยานอยากที่บังเกิดขึ้น” อันเป็นข้อปฏิบัติควบคุมจิตใจของฝ่ายบรรพชิตคือผู้บวช ซึ่งเป็นผู้ที่เว้นจากกามกิจทั้งปวง ทั้งในทางที่ถูก ทั้งในทางที่ผิด เพราะฉะนั้น จึงต้องมีการที่จะควบคุมจิตใจของตน ไม่ให้ลุอำนาจของตัณหาที่บังเกิดขึ้น เมื่อเป็นดั่งนี้ จึงจะเป็นไปเพื่อความสุขความเจริญ ไม่เสื่อมของผู้ที่บวชเป็นบรรพชิต นี้เป็นหลักธรรมที่ทรงสอนภิกษุบริษัทซึ่งเป็นบรรพชิต เพราะฉะนั้น ศีลข้อ ๓ นี้จึงเป็นข้อที่มนุษย์เราได้ถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาลคือต่างก็มีคู่ครองของตน แล้วก็สืบลูกสืบหลานเป็นวงศ์ตระกูลของตนไปตามจารีตประเพณี เป็นไปอยู่ดั่งนี้ตั้งแต่โบราณกาล และเมื่อใครไปประพฤติละเมิดเข้าก็ชื่อว่าประพฤติผิด เพราะฉะนั้น ทางศาสนาหรือทางผู้ปกครองเอง จึงได้บัญญัติให้งดเว้นจากความประพฤติผิดในกามทั้งหลายอันเป็นศีลข้อที่ ๓ ขึ้น

เว้นจากการพูดเท็จหลอกลวง

และนอกจากนี้คนเรานั้น ย่อมต้องการความซื่อตรงต่อกันและกัน ต้องการสัตย์จริงต่อกันและกัน ไม่ต้องการให้ถูกหลอกลวง ไม่ต้องการหลอกลวงกัน ไม่ต้องการพูดเท็จแม้เพื่อความหลอกลวงดังที่กล่าวมานั้น เพราะฉะนั้น การที่ทุกคนได้คบหากันอยู่ได้ มีความไว้เนื้อเชื่อใจกันได้ ตั้งแต่ในครอบครัวหนึ่งขึ้นไป ก็อาศัยการที่ต่างพูดจริงต่อกัน ไม่พูดหลอกลวงกัน ถ้าหากว่าใครไม่พูดจริงต่อกันมากๆ ครั้งเข้า หรือว่าไม่พูดจริงเป็นเหตุให้เสียหาย เป็นการหลอกลวงกันขึ้น ก็ทำให้ไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน เป็นมิตรก็ย่อมจะขาดจากความเป็นมิตรกัน เป็นสหายที่ไปร่วมกันก็เป็นอันว่าต้องแยกทางกัน ไปร่วมกันไม่ได้ หรืออาจที่จะต้องมีการโกรธแค้นขัดเคืองพยาบาทมุ่งร้ายกันเพราะเหตุนี้ เพราะฉะนั้น ความที่มีความพูดจริงต่อกัน รักษาสัญญาที่ให้ไว้ต่อกัน ไม่พูดกลับกลอกเหลวไหล ไม่หลอกลวงกัน จึงเป็นความจำเป็น เพราะฉะนั้น จึงได้เกิดมีศีลข้อที่ ๔ นี้ขึ้น ผู้ปกครองเองก็ต้องการให้มีศีลข้อที่ ๔ สำหรับปกครอง ทางศาสนาก็บัญญัติศีลข้อ ๔ นี้ขึ้น เว้นจากพูดเท็จ อันหมายถึงว่าพูดเท็จซึ่งเป็นการหลอกลวง เป็นการที่ทำให้เข้าใจผิดดังที่กล่าวนั้นและให้พูดความจริงต่อกัน แต่ว่าการพูดความจริงต่อกันนี้ แม้พระพุทธเจ้าเองก็ยังได้มีตรัสถึงพระองค์เองไว้ว่า วาจาที่พระพุทธเจ้าตรัสนั้น จะต้องเป็น วาจาที่จริง เป็น วาจาที่เป็นประโยชน์ เป็น วาจาที่ถูกต้องด้วยกาลเวลา พระองค์จึงตรัส ถ้าเป็นคำที่ไม่จริง พระองค์ก็ไม่ตรัส แม้เป็นคำจริงแต่ไม่เป็นประโยชน์ พระองค์ก็ไม่ตรัส หรือว่าแม้แต่เป็นความจริง จะเป็นประโยชน์ แต่ว่าไม่ถูกด้วยกาละ กาลเวลา ก็ไม่ตรัส ต่อเมื่อครบองคคุณ องคสมบัติ คือ เป็นวาจาที่จริงด้วย เป็นประโยชน์ด้วย ถูกต้องด้วยกาลเวลาด้วย จึงจะตรัสดั่งนี้

เว้นจากวจีทุจริต

และก็ได้ตรัสสอนไว้ในการใช้วาจาดังที่ได้แสดงไว้ในข้อ วจีทุจริต คือ เว้นจากพูดเท็จ เว้นจากพูดส่อเสียด เว้นจากพูดคำหยาบ เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อเหลวไหล คือว่าถึงแม้ว่าจะเป็นความจริง แต่หากว่าเป็นคำส่อเสียด ก่อให้เกิดความแตกร้าว เช่นนำเอาความข้างนี้ไปบอกข้างนั้น นำเอาความข้างนั้นมาบอกข้างนี้เพื่อจะได้ยุให้ทั้ง ๒ ฝ่ายแตกกัน แม้ว่าจะเป็นความจริงก็ไม่ควรพูด เพราะทำให้เขาแตกกัน เข้าในพวกว่าส่อเสียด หรือแม้ว่าเป็นคำหยาบ ไม่ได้มุ่งจะหลอกลวงให้เข้าใจผิด แต่ว่าเป็นคำหยาบคาย เช่นเป็นคำด่าว่า เป็นสัตว์ดิรัจฉานอย่างโน้นอย่างนี้ อะไรเป็นต้น หรือแม้วาจาอย่างอื่นซึ่งเป็นการกล่าวกดให้เลวลง ซึ่งทุกคนก็รู้ว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น และก็ไม่ได้มุ่งที่จะหลอก แต่ว่ากล่าวออกไปด้วยความโกรธ ด้วยความเหยียดหยาม ต้องการจะกดเขาให้เลว ก็ไม่ควรพูด และแม้ว่าเป็นคำที่เพ้อเจ้อเหลวไหล ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย ไม่มีขอบเขตจำกัด หาสาระแก่นสารมิได้ หรือว่ามีสาระแก่นสารน้อยเกินไป ก็เป็นคำที่ไม่ควรพูด และวาจาเช่นที่กล่าวมานี้ คือ การพูดเท็จก็ดี การพูดส่อเสียดก็ดี การพูดคำหยาบก็ดี การพูดเพ้อเจ้อเหลวไหลก็ดี ก็นับว่าเป็น วจีทุจริต คือการพูดที่เป็นทุจรติเสมอกัน เพราะฉะนั้นแม้เป็นความจริง ก็ไม่ใช่ว่าเป็นข้อที่ควรพูดเสมอไป ต้องอยู่ในขอบเขตอันสมควรดังที่ได้กล่าวมานั้น

เว้นจากการดื่มสุราเมรัย

คราวนี้มาถึงข้อน้ำเมา คือสุราและเมรัย อันเป็นฐานที่ตั้งของความประมาทอันเป็นศีลข้อที่ ๕ สำหรับสุราและเมรัยนี้ก็เป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ตามเรื่องเล่าประวัติของสุรา ก็เกิดขึ้นจากธรรมชาติก่อน ที่น้ำขังอยู่ในโพรงต้นไม้ซึ่งมีสิ่งต่างๆ ที่มีเชื้อของความเมาผสมอยู่ ก็ทำให้น้ำนั้นเมา และเมื่อบุคคลไปพบเข้าแล้วก็ดื่ม ก็อาจจะเพื่อแก้ความกระหายน้ำ ดื่มแล้วก็เมา แต่เมื่อมีความเมาขึ้นแล้ว จิตใจก็เปลี่ยนไป อาจจะเปลี่ยนไปในทางที่ตัวเองชอบก็ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อไปพบน้ำที่นั่นเข้าแล้ว ก็ทำให้ไปดื่มซ้ำ และเมื่อดื่มซ้ำ แล้วก็ดื่มบ่อยๆ ก็เกิดติดขึ้นมา ก็เป็นเชื้อให้เกิดสุราขึ้นในโลก โดยที่นำเอาน้ำนั้นมาตรวจสอบ เมื่อรู้ว่าเกิดเมาขึ้นได้อันทำให้อยากดื่ม เพราะมีสิ่งนั้นๆ ผสมอยู่ ก็ทำสุรากันขึ้น แล้วก็ดื่มกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล สุราก็เป็นน้ำกลั่น เมรัยก็เป็นน้ำดอง อย่างพวกกระแช่ ทั้ง ๒ อย่างนี้ก็เป็นที่รู้จักและดื่มกันมาแต่โบราณกาล และเมื่อดื่มเข้าไปแล้วก็ทำให้จิตใจนี้เปลี่ยนไป เรียกว่าเป็นจิตใจที่ตั้งอยู่ในความประมาท คือความที่ขาดสติเลินเล่อเผลอเพลิน เพราะความประมาทนั้น แปลว่า ความเมาทั่ว เมามาก และที่เป็นธัมมะนั้นหมายถึงเมาทางใจ คนเราก็มีความเมาทางใจอยู่แล้ว เพราะเหตุที่มีกิเลสและเหตุที่มีสติไม่เพียงพอ ครั้นเมื่อดื่มสุราเมรัยเป็นความเมาทางกายขึ้นอีกส่วนหนึ่ง ก็ยิ่งทำให้เมากันใหญ่ เพราะเห็นว่าเมาเข้าแล้วจึงสามารถทำอะไรได้ต่างๆ ที่เมื่อยังไม่เมาทำไม่ได้ ขาดความละอาย ขาดความเกรงกลัว เรียกว่าขาด หิริโอตตัปปะ เพราะฉะนั้น เมื่อเมาแล้วจึงสามารถที่จะทำความชั่วได้ทุกอย่าง ทั้งที่หนักและทั้งที่เบา ทำให้ฆ่าเขาก็ได้ ลักทรัพย์ก็ได้ ประพฤติผิดในกามก็ได้ พูดเท็จก็ได้ หลอกลวงเขาก็ได้ เพราะฉะนั้น จึงได้มีบัญญัติห้ามการดื่มสุราเมรัยขึ้นไว้อีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวเหตุอันสำคัญของความประพฤติผิดศีลทั้งหลาย และก็ถือว่าทำให้จิตใจและความประพฤติทางกายทางวาจาไม่เป็นปกติด้วย ซึ่งศีลนั้นหัวใจของศีลก็คือความปกติ ปกติกาย ปกติวาจา ตลอดจนปกติใจ ดังที่ได้แสดงมาแล้วในข้อสีลบารมี แต่เมื่อดื่มสุราเมรัยเข้าไปแล้ว เสียความเป็นปกติทั้งหมด เสียความเป็นปกติใจ ความเป็นปกติกาย ความเป็นปกติวาจา เพราะฉะนั้น คนที่เมาสุราเมรัยจึงเป็นคนที่ไม่ปกติในขณะที่เมานั้น เมื่อไม่ปกติก็ไม่เป็นศีล เพราะศีลแปลว่าปกติ ฉะนั้น แม้ว่าจะยังไม่ได้ฆ่าใคร ลักของใคร แต่เมื่อเมาสุราเมรัย ดื่มสุราเมรัยแล้วก็เป็นอันว่าผิดศีลในข้อหนึ่ง เป็นข้อสำคัญด้วย เพราะทำให้ไม่เป็นปกติ ศีลจะต้องเป็นปกติ เมื่อไม่เป็นปกติก็ไม่เป็นศีล อันนี้เป็นหลักสำคัญที่ทรงบัญญัติข้อนี้เข้าไว้ในศีล ๕ ด้วย

ความจำเป็นของศีล ๕ มีแสดงไว้ในชาดก

และมนุษย์เรานี้ได้เห็นความจำเป็นของศีล ๕ นี้มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว เพราะฉะนั้น จึงได้เป็นศีลปกครองของพระเจ้าจักรพรรดิ์ดังที่กล่าวมา และแม้ในเรื่องชาดกซึ่งบังเกิดขึ้นก่อนครั้งพระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลกดังที่ได้เล่ามาแล้ว ก็ยังได้มีข้อเล่าถึงว่า บ้านเมืองหนึ่งที่ฝนแล้ง เห็นบ้านเมืองหนึ่งที่ฝนดีมีช้างเผือก ก็ไปขอช้างเผือกมา เมื่อได้ช้างเผือกมาแล้ว ฝนฟ้าก็ไม่ตกอีกนั่นแหละ ก็นำช้างเผือกไปคืนแล้วถามถึงเหตุ พระเจ้าแผ่นดินที่ปกครองแคว้นที่ฝนตกก็ได้ตรัสบอกเหตุ คือศีล ๕ แล้วก็ให้ศีล ๕ ไป บ้านเมืองที่ฝนไม่ตกก็ไปชักชวนประชาชนให้ถือศีล ๕ กัน ฝนฟ้าก็ตกต้องตามฤดูกาล ตามเรื่องที่กล่าวมานี้ ถ้าไม่เชื่อไปตามหลักที่ท่านเล่าไว้ หรือว่าไม่เชื่อไปว่าเป็นอภินิหาร หรือไม่เชื่อว่าเป็นสิ่งที่น่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะศีล ๕ ไม่น่าจะมาเกี่ยวกับเรื่องฟ้าฝน ดุไม่มีเหตุผล แต่หากว่าถ้านึกให้ดีแล้วก็จะเห็นว่า เมื่อไม่มีศีล ๕ นั้นเป็นอย่างไรบ้าง ผู้ที่ไม่ตั้งอยู่ในศีล ๕ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง เช่นลอบตัดไม้ป่า เมื่อตัดไม้ป่ากันมากเข้าๆ ก็ทำให้ฝนตกน้อยเข้า ทำให้ขาดแคลนน้ำ เพราะว่าตามหลักเหตุผลทางวิชาการ ก็แสดงว่าต้องอาศัยต้นไม้ด้วยฝนฟ้าจึงจะดี จึงจำเป็นที่จะต้องรักษาป่าให้ดี ดังที่คณะผู้ที่ทำฝนเทียมก็ได้เคยมาเล่าว่า ที่ทำฝนเทียมนั้นก็ไม่ได้ทำให้ท้องฟ้าหมดเมฆไป ผิดปกติ ก็คงมีเมฆปกคลุมอยู่โดยปกตินั้นเอง คือไม่ทำให้เสียธรรมชาติในฟ้า ก็ทำให้ธรรมชาติในฟ้าคงเป็นไปอยู่นั้นเอง แต่ว่าในที่ๆ เมฆรวมตัวกันขึ้น และเมื่อไปถึงจุดที่เคยมีต้นไม้ และที่เคยเป็นฝนตกลงมา ครั้นเมื่อถึงจุดนั้นแล้วต้นไม้ไม่มี เช่น ถึงภูเขาที่เป็นภูเขาหัวโล้นไปเสียแล้ว ฝนที่เคยตกลงมาเป็นปกตินั้นก็ไม่ตก การทำฝนหลวงนั้นก็ไปทำให้เมฆที่จะมาตกหรือที่มีอยู่โดยปกตินั่นแหละตกลงมาได้ แต่ว่าอาจจะกำหนดจุดให้ตกนั้นผิดไปได้สัก ๓๐ หรือ ๔๐% แต่ส่วนใหญ่นั้นจะตกลงมาได้ตามเป้าที่ต้องการ จึงไม่ทำให้ธรรมชาติเมฆหรือธรรมชาติของฟ้าผิดปกติไปอย่างไร เพราะฉะนั้น ถ้าคนไม่นับถือไม่เชื่อถือในข้ออทินนาทาน คือไม่รักษาศีลในข้อนี้ ยังลอบลักตัดไม้ป่ากันอยู่ไม่หยุดยั้ง จนต้นไม้หมดไปโดยมากแล้ว ก็ยิ่งจะทำให้ฝนแล้งมากเข้า และนอกจากนี้ ก็เป็นธรรมชาติที่เนื่องด้วยจิตใจของบุคคลอีกเช่นเดียวกัน เมื่อจิตใจหนาแน่นไปด้วยโลภโกรธหลง ปราศจากเมตตากรุณาซึ่งกันและกันแล้ว ไม่รับนับถือในศีลข้อใดข้อหนึ่ง ก็แปลว่าอยากจะทำร้ายชีวิตร่างกายใครก็ทำได้ อยากจะลักทรัพย์ใครก็ทำ อยากจะประพฤติผิดในกามใครที่ไหนก็ทำ อยากจะพูดเท็จหลอกลวงกันก็ทำ อยากจะดื่มสุราเมรัยกันก็ทำ ไม่มีขอบเขตจำกัด เมื่อเป็นดั่งนี้แล้ว จะอยู่เป็นสุขด้วยกันไม่ได้ มีอันตรายยิ่งกว่าฝนแล้งเสียอีก ฝนแล้งแต่ไม่เบียดเบียนกันก็ยังไม่เป็นทุกข์มาก และเมื่อปฏิบัติผิดศีล มีจิตใจที่ชั่วหยาบกันดั่งนี้ ก็ยิ่งทำให้ดินฟ้าอากาศปรวนแปรผันแปรมากขึ้นอีก เพราะคนนั่นแหละเป็นผู้ไปทำลายแหล่งของฝนฟ้าจะทำให้เกิดความวิปริตแปรปรวนขึ้น

เพราะฉะนั้น การที่ปฏิบัติในศีล ๕ นั้น เมื่อปฏิบัติกันจริงๆ ทั่วไปไม่เบียดเบียนคนด้วยกันเองด้วย ไม่เบียดเบียนสัตว์ดิรัจฉานด้วย และไม่เบียดเบียนป่าเขาซึ่งเป็นธรรมชาติแวดล้อม อันอาจจะนำความสุขให้แก่คนที่อยู่บนแผ่นดินด้วย เมื่อเป็นดั่งนี้แล้ว จึงจะทำให้เกิดความสุขสมบูรณ์ ฝนฟ้าก็จะตกต้องตามฤดูกาล ธรรมชาติของโลกก็จะเป็นไปโดยปกติ เกื้อกูลให้มนุษย์ให้สัตว์ทั้งหลายอยู่เป็นสุขในโลก

๓ กันยายน ๒๕๓๐

--------------------------------------------------------------

หมายเหตุ
บทความนี้เป็นธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร ได้บรรยายแก่พระนวกะภิกษุ ในพรรษากาล ๒๕๓๐ รวมทั้งสิ้น ๓๘ ครั้ง วัดบวรนิเวศวิหารได้จัดพิมพ์หนังสือเรื่อง ทศบารมี ทศพิธราชธรรม นี้ขึ้นขอพระราชทานถวายเฉลิมพระเกียรติ ในมหาอุดมมงคลวโรกาสพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช วันที่ ๒ - ๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑

คัดลอกจาก หนังสือทศบารมี ทศพิธราชธรรม ของ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
พิมพ์ที่ โรงพิมพ์ชวนพิมพ์ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศน์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ




 

Create Date : 15 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 15 กรกฎาคม 2554 7:15:45 น.
Counter : 527 Pageviews.  

ครั้งที่ ๑๙ สีลบารมี

ทศบารมี ทศพิธราชธรรม

ธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร
บรรยายแก่พระนวกะภิกษุ ในพรรษากาล ๒๕๓๐


--------------------------------------------------------------



จะแสดงบารมีข้อที่ ๒ คือ สีลบารมี

ศีลเปรียบเหมือนรั้วล้อมมิให้ความชั่วเข้ามา

การทำทานนั้นทั่วๆ ไปอาจเห็นว่าง่ายกว่าการรักษาศีล เพราะเมื่อให้ไปแล้วก็เสร็จกัน ส่วนการรักษาศีลเป็นที่รู้สึกกันโดยมากว่า เหมือนเป็นการสร้างรั้วล้อมตนเอง ศีลยิ่งมากข้อ ก็ยิ่งเหมือนรั้วที่แน่นหนาแข็งแรง และยิ่งมีวงแคบ จะทำอะไรจะไปไหนก็ล้วนแต่มีข้อห้ามทั้งนั้น เมื่อรู้สึกดั่งนี้จึงไม่พอใจจะรักษาศีลปรารถนาที่จะทำอะไรไปข้างหน้าตามความพอใจ มีเรื่องเล่าในอรรถกถาธรรมบทว่า ภิกษุรูปหนึ่งรู้สึกว่า วินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้มีเป็นอันมาก ไม่อาจที่จะรักษาให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้ มีความเบื่อหน่ายหมดกำลังใจ พระพุทธเจ้าได้ทรงเรียกภิกษุนั้นไปตรัสถาม ว่าสามารถจะรักษาเพียงข้อหนึ่งได้หรือไม่ ภิกษุนั้นก็กราบทูลว่า ถ้าเพียงข้อเดียวก็สามารถ พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า ถ้าอย่างนั้นก็รักษาจิตของตน เมื่อสามารถรักษาจิตของตนได้เพียงข้อเดียว ก็สามารถรักษาข้ออื่นๆ ได้ทั้งหมด ภิกษุนั้นได้ปฏิบัติตามพระพุทธโอวาท ก็สิ้นความอึดอัดรำคาญสามารถรักษาพระวินัยให้บริสุทธิ์บริบูรณ์

อันที่จริงจะเปรียบศีลเหมือนอย่างรั้วล้อมก็ได้ แต่หมายความว่า ล้อมมิให้ความชั่วเข้ามา เหมือนอย่างรั้วล้อมบ้านป้องกันโจรผู้ร้าย และรั้วบ้านนั้นก็มีประตูสำหรับเข้าออก แม้ตัวบ้านเองก็มีประตูหน้าต่าง คนโดยปกติก็เข้าออกทางประตู ถ้าปีนรั้วหรือปีนหน้าต่างเข้าหรือออก ก็เป็นการผิดปกติ ศีลก็เช่นเดียวกัน แม้เป็นข้อห้ามดังศีล ๕ เหมือนอย่างรั้วกั้น แต่นอกจากที่ห้ามไว้นั้นก็อาจทำได้ เท่ากับมีประตูสำหรับเข้าออกอยู่ด้วยบริบูรณ์ เพราะข้อที่พึงทำมีมาก จะแสดงไว้ก็คงไม่หมด จึงแสดงไว้แต่ข้อห้ามที่มีจำนวนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเข้าใจดั่งนี้ ก็จะเข้าใจต่อไปได้ว่า ผู้ที่เว้นจากข้อห้าม ทำในข้อที่ท่านไม่ห้าม เรียกได้ว่าเป็นคนปกติ เหมือนอย่างเข้าออกทางประตูโดยปกติ เป็นอันได้เข้าใจความหมายของศีลโดยตรง

ศีลคือความปกติกาย ปกติวาจา ปกติใจ

ศีลแม้จะมีข้อบัญญัติน้อยหรือมากอย่างไร แต่ก็มีลักษณะเดียวคือ ความปกติ อันหมายถึงปกติกาย ปกติวาจา ปกติใจ แต่เพราะบุคคลมีโลภะ โทสะ โมหะ หรือโลภ โกรธ หลง จึงทำให้ประพฤติผิดปกติ เหตุฉะนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้ตั้งใจงดเว้นจากความประพฤติผิดปกติต่างๆ และได้ทรงบัญญัติข้อที่พึงงดเว้นไว้โดยชัดเจน เมื่อได้ตั้งใจงดเว้นตามพระบัญญัติ ก็ชื่อว่ามีศีลตามที่งดเว้นได้ เมื่อจะตั้งปัญหาว่าอะไรชื่อว่าศีล ก็อาจยกเอาลักษณะใดลักษณะหนึ่งของการปฏิบัติดังกล่าวขึ้นพูดได้ทั้งนั้น เช่นที่แสดงไว้ใน ปฏิสัมภิทามรรค ว่า “เจตนา สีลํ เจตนาชื่อว่าศีล เจตสิกํ สีลํ เจตสิกชื่อว่าศีล สํวโร สีลํ สังวรชื่อว่าศีล อวีติกฺกโม สีลํ ความไม่ล่วงละเมิดชื่อว่าศีล” มีอธิบายว่า ที่ชื่อว่าศีลต้องประกอบด้วยเจตนาวิรัติ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์เป็นต้น เจตนานี้แหละชื่อว่าศีล วิรัติ หรือ เวรมณี คือความงดเว้นชื่อว่าเจตสิก เพราะมีในใจ แม้เจตสิกคือวิรัติก็ชื่อว่าศีล เมื่อมีเจตนาและเจตสิกเป็นศีลขึ้น ก็มีความสำรวมระมัดระวังเป็นอันดี แม้ความสำรวมระมัดระวังหรือที่เรียกว่าสังวรนี้ก็ชื่อว่าศีล เมื่อมีความสังวร ก็ย่อมไม่ล่วงละเมิดภัยเวรนั้นๆ แม้อวีติกกมะ ความไม่ล่วงละเมิดก็ชื่อว่าศีล

อนึ่ง ข้อที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ อันผู้มีศีลสมาทานประพฤติเรียกว่าสิกขาบท แม้สิกขาบทนี้ก็เรียกว่าศีล และก็เรียกว่าศีล ๕ เพราะมี ๕ สิกขาบท ศีล ๘ ก็เพราะมี ๘ สิกขาบทเป็นต้น ผู้ที่สมาทานศีลคือสมาทานสิกขาบทนั้นๆ ดังสมาทานว่า “ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบทคืองดเว้นจากการฆ่าสัตว์” ดั่งนี้เป็นต้น

ความสงบ ความเป็นปกติ เป็นตัวศีล

การสมาทานสิกขาบทนี้เป็นเบื้องต้นแห่งการนำตนเข้าสู่ศีลด้วยสมาทานวิรัติ เมื่อสมาทานแล้วก็รักษาไว้ด้วยดี ไม่ล่วงละเมิดด้วยความสังวร ประกอบด้วยวิรัติเจตนา ความตั้งใจงดเว้น ผู้สมาทานศีลแล้วไม่ล่วงทางกายวาจา ศีลก็ไม่ขาดไม่ทะลุ แต่ถ้ายังคิดล่วงอยู่ หรือยังมีความคะนองกายวาจา ศีลก็ด่างพร้อยไม่บริสุทธิ์ ต่อเมื่อใจไม่คิดล่วงละเมิด และไม่คะนองกาย คะนองวาจา ศีลจึงไม่ด่างพร้อย เป็นศีลบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้น ผู้มุ่งรักษาศีลให้บริสุทธิ์ จึงต้องรักษาเจตนาหรือใจให้ประกอบด้วยวิรัติ เมื่อเป็นเช่นนี้ ศีลก็จะเกิดอยู่กับใจ ใจก็จะอยู่กับศีล เป็นใจสงบใจปกติ กายวาจาก็สงบปกติ ดังพระบาลีว่า

สมฺตํ ตสฺส มนํ โหติ สนฺตา วาจา จ กมฺมํ จ
ใจของท่านสงบ วาจาและกรรทางกายก็สงบ


จึงเป็นศีลตลอดกายวาจาใจ ความสงบความเป็นปกตินี้เป็นลักษณะเอกอันเดียวของศีล เป็นตัวศีล

ศีลที่เป็นบารมีในจริยาปิฎก

ศีลตามที่กล่าวมานี้มี ๒ ประเภทก่อน คือ ศีลที่เป็นกรรม กับ ศีลที่เป็นบารมี ศีลที่ปฏิบัติคราวหนึ่งๆ เป็นศีลที่เป็นกรรม เพราะเป็นกิจที่ทำ ศีลที่เป็นกรรมนี้แหละที่เก็บสั่งสมเป็นสันดานแห่งศีลในจิต ก็เป็นศีลที่เป็นบารมี ท่านแสดงว่าพระโพธิสัตว์ได้ทรงบำเพ็ญ สีลบารมี ทรงรักษาจิตไม่ให้โกรธ รักษาศีลไว้โดยไม่อาลัยแก่ชีวิตและเลือดเนื้อ ตลอดพระชาติเป็นอันมาก จึงได้สำเร็จพระโพธิญาณในที่สุด

ดังที่แสดงไว้ในจริยาปิฎก เล่าเรื่องดิรัจฉานบ้าง มนุษย์บ้าง เทพบ้าง ผู้รักษาศีลยิ่งกว่าชีวิต แม้เป็นเรื่องนิทานชาดกอันอาจเห็นว่าเก่าพ้นสมัย แต่คติของเรื่องก็ยังเป็นเครื่องสอนใจได้ ไม่มีเก่า ซ้ำยังเป็นเครื่องเตือนโดยอ้อมว่า แม้ดิรัจฉานก็ยังเห็นคุณของศีล ไฉนมนุษย์จะไม่เห็นคุณของศีลเล่า ดังเช่นเล่าเรื่องช้าง ชื่อสีลวนาค เลี้ยงมารดา งูมีพิษร้ายชื่อ ภูริทัต กระบือใหญ่เรียกว่า มหิสราช เรื่องหลังนี้เล่าถึงกระบือซึ่งเป็นสัตว์ใหญ่ ถูกวานรชั่วรังแกต่างๆ เช่นแกล้งถ่ายรด แต่ก็อดกลั้นใจไม่ทำร้ายตอบทั้งที่อาจทำได้ โดยเฉพาะเรื่องภูริทัต ที่แสดงไว้ใน ภูริทัตชาดก จัดเป็นชาดกที่แสดงสีลบารมี และจัดเป็นชาติที่สำคัญชาติหนึ่งในทศชาติมีเรื่องโดยย่อว่า นาคชื่อภูริทัต เป็นบุตรของท้าวธตรัฏฐ และนางสมุทรชา ขึ้นจากเมืองบาดาลมารักษาอุโบสถศีลที่ริมฝั่งน้ำยมุนาในเมืองมนุษย์ ถูกพราหมณ์อาลัมพายน์จับไป บังคับให้แสดงแก่ประชาชน ตลอดจนแสดงถวายพระเจ้าพาราณสีผู้เป็นพระเชษฐาของนางสมุทรชา ต่อมาพี่น้องของภูริทัตติดตามมาช่วยแก้ให้พ้นจากอำนาจของพราหมณ์อาลัมพายน์ได้ ภูริทัตระวังจิตมิให้โกรธและทำร้ายพราหมณ์อาลัมพายน์ ยอมปฏิบัติตามคำสั่งให้แสดงของพราหมณ์อาลัมพายน์ รักษาศีลอยู่ได้ตลอดเวลา

เรื่องมนุษย์เล่าเรื่องกุมารชื่อ ชยทิส พระราชบิดาถูกโปริสาท ซึ่งเป็นมนุษย์กินคน จับพระองค์ไปได้ ในขณะที่เสด็จไปทรงล่าสัตว์ จะปลงพระชนม์เป็นภักษา พระราชาทรงขอผ่อนผันให้ปล่อยพระองค์เพื่อทรงทำกิจบางอย่าง และมอบหมายกิจการทั้งปวงแล้ว พระองค์จะกลับมา โปริสาทจึงปล่อยพระองค์กลับ พระราชกุมารขอพระราชบิดาเสด็จไปหาโปริสาทแทน ทรงรักษาสัจจวาจาสัญญาของพระราชบิดา โปริสาทเห็นความเด็ดเดี่ยวมั่นคง ไม่สะดุ้งสะเทือนของพระราชกุมารก็กลับเป็นฝ่ายสะดุ้งกลัว ไม่กล้าที่จะทำอันตรายได้ ปล่อยพระองค์ไป พระราชกุมารกลับเป็นฝ่ายชักนำให้โปริสาทมีศีลขึ้น

ส่วนเรื่องของเทพ ได้เล่าเรื่องธรรมเทพบุตรกับอธรรมเทพบุตร ฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายธรรมเทพบุตร เที่ยวชักชวนมหาชนให้สมาทานกุศลกรรมบถ อีกฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายอธรรมเทพบุตร ชักชวนมหาชนให้มาสมาทานอกุศลกรรมบถ รถของทั้ง ๒ ฝ่ายแล่นส่วนทางมาพบกัน ฝ่ายอธรรมบังคับขู่ให้ฝ่ายธรรมหลีกทาง ถ้าไม่หลีกจะเกิดมหายุทธ ฝ่ายธรรมไม่ปรารถนาจะตอบโต้ด้วยอธรรม จึงเบี่ยงรถหลีกทางให้ด้วยจิตใจอันสงบ ฝ่ายอธรรมก็ตกจมแผ่นดินลงไปในขณะนั้นเอง ชาดกเรื่องนี้เป็นเครื่องสอนว่า ทุกๆ คนเมื่อเกิดความกำเริบขึ้นในจิตเช่นความโกรธ ก็เท่ากันเป็นอธรรมเทพบุตร จะประพฤติบาปอกุศลทุจริตได้ทุกอย่าง ทั้งจักชักชวนคนอื่นให้ประพฤติด้วย แต่เมื่อดับความกำเริบจิตเสียได้ อธรรมในจิตก็จักตกลงไปทันทีทั้งนี้ด้วยวิธีหลีกทางให้คือเอาตัวหลบ ไม่เอาตัวออกรับออกโต้ เช่นเมื่อถูกยั่วโทสะ ก็ไม่เอาตัวออกรับการยั่วนั้น ปล่อยให้เขายั่วไปข้างเดียว ก็จักไม่เกิดโทสะซึ่งเป็นชนวนของการวิวาท การยั่วนั้นก็ไม่บังเกิดผล ต้องเลิกไปเอง เท่ากับฝ่ายอธรรมต้องตกจมแผ่นดิน เรื่องวิวาทที่เกิดด้วยโทสะ ก็เพราะเอาตัวออกรับเผชิญหน้ากันเหมือนอย่างรถวิ่งมาชนกัน เรื่องนี้มีคติสอนใจได้อย่างดี ถึงวิธีปฏิบัติชนะอธรรมด้วยธรรม

เรื่องในชาดกต่างๆ เหล่านี้ แม้จะถือว่าเป็นเพียงนิทานที่นำมาเล่าอ้าง แต่ก็เป็นนิทานที่ให้คติเกี่ยวกับสีลบารมี

สีลบารมี ๓ ชั้น

และสีลบารมีนี้ยังแบ่งออกไปเป็น ๓ ชั้น คือ
สีลบารมี ได้แก่ศีลที่บำเพ็ญ ด้วยรักศีลยิ่งกว่าบุคคลที่รักและทรัพย์สิน ดังภาษิตว่า “ผู้รักษาศีลพึงรักศีล เคารพในศีล เหมือนนกต้อยตีวิตรักษาไข่ เหมือนจามรีรักษาขนหาง เหมือนมารดารักษาลูกที่รัก หรือเหมือนคนตาบอดข้างหนึ่งรักษานัยน์ตาอีกข้างหนึ่งที่เหลืออยู่”

สีลอุปบารมี ได้แก่ศีลที่บำเพ็ญ ด้วยรักศีลยิ่งกว่าอวัยวะร่างกายของตน ดังคำของจัมเปยยกนาคว่า “ร่างกายของเราจงแตกกระจัดกระจายอยู่ในที่นี้ เหมือนแกลบที่เขาโปรยกระจักระจายอยู่ก็ตามที เราจะไม่ทำลายศีล”

สีลปรมัตถบารมี ได้แก่ศีลที่บำเพ็ญด้วยรักศีลยิ่งกว่าชีวิตของตน ดังคำของภูริทัตว่า “ความสละชีวิตของตนเบายิ่งกว่าหญ้าในเรา ความละเมิดศีลสำหรับเราเหมือนพลิกแผ่นดิน” และดังภาษิตว่า “นรชนพึงสละทรัพย์เพราะเหตุแห่งอวัยวะ เมื่อจะรักษาชีวิตพึงสละอวัยวะ เมื่อระลึกถึงธรรมพึงสละทุกอย่าง ทั้งอวัยวะ ทรัพย์และแม้ชีวิต”

อานิสงส์ของศีล

ศีลนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพรรณนาอานิสงส์ไว้โดยเอนกปริยาย ดังเช่น คำบอกอานิสงส์ว่า “สีเลน สุคตึ ยนฺติ ไปสู่สุคติเพราะศีล สีเลน โภคสมฺปทา โภคทรัพย์ถึงพร้อมเพราะศีล สีเลน นิพฺพุตึ ยนฺติ ถึงความดับทุกข์เพราะศีล ตสฺมา สีลํ วิโสธเย เหตุดั่งนั้นสาธุชนพึงชำระศีลให้บริสุทธิ์”

ศีลให้อานิสงส์ดังกล่าวในปัจจุบัน พึงเห็นได้ในที่ใกล้ที่สุดคือ ในตนเองของทุกๆ คนและในปัจจุบันนี้ คือทุกๆ คนมีความสวัสดี ปราศจากภัยเวร ไม่ถูกทำร้ายร่างกายและชีวิต ไม่ถูกลักทรัพย์เป็นต้น เพราะเหตุที่มีเครื่องคุ้มครองรักษาทางบ้านเมืองบ้าง ทางพระศาสนาบ้าง กล่าวเฉพาะทางพระศาสนาก็คือ ศีล อันได้แก่การงดเว้นจากการกระทำดังกล่าวของบุคคลอื่น ในที่ใดคนไม่มีศีลแก่กัน มุ่งแต่จะเบียดเบียนกัน อยู่ในที่นั้นไม่มีความสุข จะประกอบอาชีพอะไรให้เกิดความเจริญไม่ได้ ส่วนในที่ใดคนมีศีลแก่กัน อยู่ในที่นั้น จึงจะมีความสุขความเจริญ สุคติ แปลว่า การไปดี การถึงดี หมายถึงมีความสุขความเจริญ โภคสัมปทา แปลว่า ความถึงพร้อมด้วยโภคะ หมายถึงมีโภคทรัพย์สมบูรณ์ ผลเหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นเพราะคนที่อยู่ด้วยกันมีศีลแก่กัน คือเว้นเบียดเบียนกัน ผลอีกข้อหนึ่งคือความดับทุกข์ร้อนใจจะเห็นได้ง่ายว่าเกิดจากศีล ฉะนั้น เมื่อพิจารณาโดยถ่องแท้แล้วจะเห็นว่า ศีลเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่อยู่ร่วมกัน และเป็นสิ่งจำเป็นของทุกๆ คน เพราะก็เป็นผู้หนึ่งๆ บรรดาผู้ที่อยู่ร่วมกัน แม้โจรผู้ร้ายไม่มีศีลแก่บุคคลอื่น ก็ต้องมีศีลแก่พวกของตนเอง ถ้าไม่ซื่อตรงต่อพวกของตน ทำร้านกันเอง คดโกงกันเอง ก็จะคุมกันอยู่ไม่ได้ แต่บุคคลโดยมากมีความคิดคับแคบ ปรารถนาให้คนอื่นมีศีลแก่ตน คือ ปรารถนาไม่ให้คนอื่นเบียดเบียนตน แต่กลับไม่มีศีลแก่บุคคลอื่น ประพฤติเบียดเบียนเขา

พิจารณาสืบไปอีกชั้นหนึ่งว่า เพราะเหตุไรจึงปรารถนาให้คนอื่นมีศีลแก่ตนก็จะเห็นเหตุผลต่อไปว่า เพราะทุกๆ คนมีความรักตน รักร่างกายและชีวิต รักทรัพย์สมบัติและอื่นๆ ของตน ปรารถนาสุขแก่ตน ไม่ปรารถนาทุกข์ รวมความว่าเมตตาตนเอง ถ้าได้แผ่เมตตานี้ไปแก่บุคคลอื่นใด ก็จะทำให้มีศีลแก่บุคคลนั้น คืองดเว้นจากการเบียดเบียนผู้นั้น เปลี่ยนเป็นเกื้อกูลอนุเคราะห์ เหมือนอย่างมารดาบิดามีศีลแก่บุตรธิดาด้วยอำนาจของเมตตา และเมื่อแผ่ไปในสัตว์ดิรัจฉาน ก็พาให้มีศีล เว้นเบียดเบียนในสัตว์ดิรัจฉาน เหมือนอย่างที่คนมีศีลในสัตว์เลี้ยงด้วยอำนาจของเมตตาเช่นเดียวกัน ผลของศีลที่เกิดจากเมตตานี้ ก็คือความสุขความเจริญของบุคคลผู้รับเมตตา เช่นมารดาบิดามุ่งผลคือความสุขความเจริญของบุตรธิดา เมื่อบุตรธิดามีความสุขความเจริญเต็มที่ มารดาบิดาย่อมจะวางใจเป็นอุเบกขาได้ ชื่อว่าวางความปรารถนาในผลที่ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น และก็ย่อมมีความสุขเพราะเต็มความปรารถนา ศีลที่เกิดจากเมตตาก็เป็นเช่นเดียวกัน เมื่อพิจารณาดูตนเห็นว่า ไม่ได้เบียดเบียนใครให้เดือดร้อนด้วยกายวาจาหรือแม้ด้วยใจ ก็ย่อมจะรู้สึกว่าตนเป็นผู้บริสุทธิ์และมีความสุข ผู้รักษาศีลเมื่อคอยรักษาจิตไม่ให้ปรารถนาผิด ไม่ให้โกรธ อบรมเมตตาจะมีศีลโดยง่าย และจะได้รับอานิสงส์ของศีลโดยฉับพลัน จิตใจเป็นสุคติ มีโภคทรัพย์คือความอิ่มเต็มไม่บกพร่องไม่ทุกข์เดือดร้อน และจะแผ่ออกไปในวงแคบหรือกว้างตามขอบเขตอำนาจของศีล สรุปลงโดยย่อที่สุด คือดับใจไม่ให้กำเริบ ไม่ให้โกรธ ก็จะรักษาศีลได้ และศีลก็จะรักษาผู้มีศีลให้ได้รับอานิสงส์ คือสุคติ การไปดี โภคสมบัติ ความถึงพร้อมด้วยโภคทรัพย์ และ นิพพุติ ความดับทุกข์เดือดร้อน

๒ กันยายน ๒๕๓๐

--------------------------------------------------------------

หมายเหตุ
บทความนี้เป็นธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร ได้บรรยายแก่พระนวกะภิกษุ ในพรรษากาล ๒๕๓๐ รวมทั้งสิ้น ๓๘ ครั้ง วัดบวรนิเวศวิหารได้จัดพิมพ์หนังสือเรื่อง ทศบารมี ทศพิธราชธรรม นี้ขึ้นขอพระราชทานถวายเฉลิมพระเกียรติ ในมหาอุดมมงคลวโรกาสพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช วันที่ ๒ - ๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑

คัดลอกจาก หนังสือทศบารมี ทศพิธราชธรรม ของ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
พิมพ์ที่ โรงพิมพ์ชวนพิมพ์ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศน์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ




 

Create Date : 08 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 8 กรกฎาคม 2554 11:02:59 น.
Counter : 752 Pageviews.  

ครั้งที่ ๑๘ ทศพิธราชธรรม ข้อทาน

ทศบารมี ทศพิธราชธรรม

ธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร
บรรยายแก่พระนวกะภิกษุ ในพรรษากาล ๒๕๓๐


--------------------------------------------------------------



ทศพิธราชธรรม ข้อที่ ๑ ทาน

ทานที่เป็นราชธรรมมุ่งความสุขของประชาชน

ทานนั้นก็ได้แก่การให้ เพื่อสงเคราะห์อนุเคราะห์บูชา เพื่อให้ผู้รับได้มีความสุขจากสิ่งที่ให้นั้น ดังเช่นที่ได้อธิบายแล้วในข้อ ทานบารมี ทานบารมีของพระโพธิสัตว์นั้นมุ่งพระโพธิญาณ คือเพื่อพระญาณ คือความตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า แต่ว่าทานที่เป็นราชธรรมของพระมหากษัตริย์ เพื่อความสุขของประชาชน ยกตัวอย่างเช่นข้อที่พระมหากษัตริย์ทรงชุบเลี้ยงพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท ข้าราชการ ด้วยพระราชทานพระราชทรัพย์เครื่องอุปโภคบริโภคภัณฑ์ ตามฐานานุรูปของบุคคลนั้นๆ อันได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณ และพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์แก่องค์การหรือบุคคล และราษฎร์อันเป็นผู้สมควรนั้นๆ ตามคราวอันสมควร และพระราชทานจตุปัจจัยแก่บรรพชิตผู้ประกอบกิจพระศาสนานับเป็นการบูชาธรรมปฏิบัติ และนอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังได้ทรงปฏิบัติในข้อทานนี้อีกเป็นอันมาก โดยที่ได้ทรงระลึกถึงหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ที่จะพึงปฏิบัติ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาราษฎร์โดยทั่วไป

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาในพระราชดำริ

เพราะฉะนั้น จึงได้พระราชดำริโครงการและทรงดำเนินการให้เป็นไปตามโครงการพระราชดำรินั้นๆ ตามวัตถุที่พึงทำ ตามสภาพพื้นที่แต่ละแห่ง ได้ทรงศึกษาปัญหาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมมาเป็นเวลานาน ทรงดำริว่าน่าจะมีการศึกษาสภาพแวดล้อมอย่างต่อเนื่องและจริงจัง จึงได้เกิดศูนย์ศึกษาการพัฒนาการในพระราชดำริขึ้น ๖ แห่งทั่วประเทศ คือ

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา
ศูนย์ศึกษาการพัฒนา อ่าวคุ้งกระเบน อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาแต่ละแห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์ให้เป็นต้นแบบ และการพัฒนาที่ดิน แหล่งน้ำ อาชีพ เป็นศูนย์กลางของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ที่จะต้องทำงานร่วมกัน ด้วยการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพ เปรียบได้กับพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต ให้ประชาชนได้เข้าไปศึกษาอบรม แล้วนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดำรงชีวิต อัจฉริยะของพระองค์ท่านได้ฉายแววออกมาให้เห็นในการเลือกพื้นที่ๆ เป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาให้เป็นต้นแบบ เพื่อการศึกษาและพัฒนาอย่างแท้จริง ถือได้ว่าแต่ละศูนย์เป็นสุดยอดของกิจกรรมการพัฒนา ด้วยการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติให้มากที่สุด และมีคณะกรรมการปฏิบัติสนองพระราชดำริทุกแห่ง ทั้งมีคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมากจากพระราชดำริ เรียกสั้นว่า กปร มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

โครงการในพระราชดำริด้านการศึกษา

นอกจากนี้ยังได้มีโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน ซึ่งได้มีพระราชปรารภพระราชดำรัสให้ตั้งขึ้น เป็นการดำเนินการสร้างหนังสือสารานุกรมฉบับใหม่ขึ้นอีกชุดหนึ่ง ได้ทำสำเร็จพิมพ์ขึ้นแล้วกว่า ๘ เล่ม และยังได้มีพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานแก่นักเรียน นิสิตนักศึกษา ที่ครอบครัวประสบสาธารณภัย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ เป็นการก่อตั้งมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ขึ้น ทั้งยังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งทุนการศึกษาพระราชทาน นอกจากทุนภูมิพลแล้ว ยังมีมูลนิธิอานันนทมหิดล มูลนิธินวฤกษ์

พระราชกรณียกิจอื่นๆ ในข้อทาน

และได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยพระมหากรุณาเป็นล้นพ้นแก่ประชาชนทั้งในกรุงเทพมหานคร ทั้งในจังหวัดทุกภาคแห่งพระราชอาณาจักร ได้เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับอยู่กับประชาชนในภาคนั้นๆ เป็นประจำทุกปี สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระราชโอรส ธิดา พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี สมเด็จพระนี่นาง กับเจ้านายและข้าราชการทุกท่านที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิบัติดี ต่างได้ทรงช่วยและช่วยรับปฏิบัติสนองพระราชกรณียกิจต่างๆ และปฏิบัติตามโครงการพระราชดำรินั้นๆ ให้สำเร็จบริบูรณ์เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชนทั้งปวง ในฝ่ายศาสนจักร ก็ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะทรงเป็นพุทธมามกะ และเอกอัครศาสนูปถัมภกครบถ้วน พระราชกรณียกิจทั้งปวงเหล่านี้นับเข้าได้ในข้อทาน ซึ่งเป็นราชธรรม

ทรงให้ทุกอย่างเพื่อความสุขของประชาชน

อันทานซึ่งเป็นพระราชธรรมนี้ ยังมีประการต่างๆ ที่ได้ทรงปฏิบัติอีกเป็นอันมาก เกินที่จะได้นำมาแสดงเป็นรายละเอียดได้ทั้งหมด แต่ก็กล่าวรวมได้ว่าทุกๆ อย่างที่จะทรงพึงให้แก่ประชาชน เพื่อความสุขแห่งประชาชนในทุกภาคแล้วก็ได้พระราชทานให้ และก็มิได้หมายความว่า ประชาชนผู้รับจะเข้ามารับในพระราชสำนักในกรุงเทพฯ แต่หมายความว่าได้เสด็จพระราชดำเนินออกไปประทับอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศ ได้มีพระตำหนักสำหรับประทับในภูมิภาคนั้นๆ และได้เสด็จไปทรงเยี่ยมถึงถิ่นฐานที่อยู่ของประชาชน ได้ทรงศึกษาสภาพแวดล้อมและทรงดำเนินการช่วยต่างๆ ทั้งในด้านน้ำ ทั้งในด้านดิน และในด้านอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับที่จะประกอบการอาชีพ ดังที่ได้เกิดโครงการพระราชดำริต่างๆ ขึ้นดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และเมื่อได้มีพระราชดำริโครงการขึ้นแล้ว หน่วยราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็ได้มาร่วมกันปฏิบัติ ทั้งรัฐบาลเองก็ได้ร่วมปฏิบัติ ดังที่ได้มีคณะกรรมการ กปร ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ทั้งได้ทรงติดตามผลเมื่อเสด็จไปทรงเริ่มกิจการใดกิจการหนึ่งขึ้นในศกหนึ่ง อีกศกหนึ่งก็จะต้องเสด็จไปทรงตรวจตราว่าได้ดำเนินการไปได้ผลเพียงไร มีข้อบกพร่องจะพึงแก้ไขอย่างไร เพราะฉะนั้น โครงการพระราชดำริที่ทรงมีพระราชดำริและมีการดำเนินการขึ้นนั้นจึงเป็นโครงการที่มีการปฏิบัติต่อเนื่อง และมีผลดีขึ้นโดยลำดับ พัฒนาการน้ำหรือการชลประทาน และการเกษตรอันเกี่ยวแก่ที่ดิน พร้อมทั้งพืชผลต่างๆ ที่จะพึงใช้และอุปกรณ์ต่างๆ ขึ้นในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นอันมากดังที่ปรากฏ

ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยพระมหากรุณา

พระราชกรณียกิจโครงการพระราชดำริต่างๆ ตามที่ได้กล่าวมานี้ ไม่มีบทกฎหมาย ไม่มีข้อบังคับให้ต้องทรงทำ แต่อาศัยที่ได้ทรงสำนึกอยู่ในหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นผู้ปกครองประชาชน เหมือนอย่างเป็นบิดาของประชาชนทั่วทั้งประเทศ อันจะพึงต้องดูแลประชาชนซึ่งเหมือนอย่างลูกของตนให้มีความสุขความเจริญ จึงได้ทรงปฏิบัติไปด้วยพระมหากรุณา ปรากฏเป็นทานต่างๆ คือเป็นการให้เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขในด้านต่างๆ ดังที่ปรากฏ

ทานเป็นหลักธรรมที่ทุกคนพึงปฏิบัติ

และหลักธรรมคือทานนี้ ก็เป็นหลักธรรมที่รัฐบาล ข้าราชการทุกหมู่เหล่าตลอดจนถึงประชาราษฎรทั้งปวงจะพึงปฏิบัติด้วยเช่นเดียวกัน ดังที่เมื่อเป็นรัฐบาลเป็นข้าราชการทุกหมู่เหล่า หรือแม้ผู้ที่ปฏิบัติงานในรัฐวิสาหกิจทุกหมู่เหล่า ก็จะต้องปฏิบัติในข้อทานนี้ด้วย อันหมายความว่าตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีให้แก่ประชาชนเพื่อให้ประชาชนได้รับสุขประโยชน์อย่างเต็มที่ อันที่จริงนั้นข้าราชการตลอดจนถึงรัฐบาล และผู้ปฏิบัติหน้าที่สำหรับประชาชนทุกหมู่เหล่า ก็มีหน้าที่ๆ จะปฏิบัติอยู่แล้วเพื่อประชาชน แต่ว่าการปฏิบัตินั้นถ้าหากว่าไม่มีหลักธรรมข้อทานนี้เป็นหลักของใจอยู่ ก็จะปฏิบัติไปในทางมิชอบบ้าง ปฏิบัติย่อหย่อนบ้าง ปฏิบัติสักแต่ว่าหน้าที่กำหนดให้ไปวันหนึ่งๆ ไม่ได้มุ่งความสุขความเจริญให้บังเกิดขึ้นแก่ประชาชนเป็นจุดสำคัญ และไม่ร่วมมือร่วมใจกันปฏิบัติกระทำ แก่งแย่งกันในหน้าที่ต่างๆ ด้วยจำกัดว่านี้เป็นหน้าที่ของตน นั้นเป็นหน้าที่ของผู้อื่น และก็ไม่เกี่ยวข้องกัน อันที่จริงก็ถูกเหมือนกัน แต่ว่ากิจการหลายอย่างนั้น ถ้าแบ่งแก่งแย่งกันอยู่ดั่งนี้ ก็เป็นไปไม่สะดวก เพราะฉะนั้น จำเป็นที่จะต้องมีความร่วมมือกันจัดทำ ด้วยมุ่งผลที่จะพึงได้เป็นที่ตั้ง เพราะฉะนั้น หากมีทานเป็นหลักของใจอยู่ ประกอบด้วยเมตตาอารี ไม่ได้คิดว่าทำไปตามหน้าที่เท่านั้น แต่มุ่งทำให้ดียิ่งๆ ขึ้น ก็จะเป็นการปฏิบัติในทาน คือการให้แก่ประชาชนได้มากยิ่งขึ้น ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงปฏิบัติอยู่ และนอกจากนี้ทุกๆ คนก็จะพึงปฏิบัติในข้อทานคือการให้นี้ ตอบแทนแก่พระมหากษัตริย์ แก่รัฐบาล แก่บ้านเมือง เช่น การช่วยเสียส่วยสาอากรตามกำหนด และการช่วยราชการ ช่วยงานของบ้านเมือง ด้วยกำลังทรัพย์บ้าง กำลังกายบ้าง กำลังวาจาบ้าง กำลังปัญญาบ้างคือความคิดอ่านช่วยเหลือต่างๆ บ้าง ตามที่ควรทำในเรื่องนั้นๆ เมื่อเป็นดั่งนี้แล้ว ก็จะทำให้ทางฝ่ายผู้ปกครองคือรัฐบาลซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข สามารถที่จะดำเนินการปกครองให้บังเกิดผลสำเร็จโดยที่ฝ่ายรัฐบาลซึ่งมีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุขเอง ก็มีกุศลเจตนาคือมีทานเป็นหลักของการปฏิบัติ คือเป็นการให้แก่ประชาชน ประชาชนก็มีทานเป็นหลักปฏิบัติให้ตอบแทนแก่รัฐบาลซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ให้ความร่วมมือต่างๆ และเมื่อทั้ง ๒ ฝ่ายต่างให้กันดั่งนี้แล้ว ก็ย่อมจะบังเกิดผลดีทั้งแก่ส่วนตัว ทั้งแก่ส่วนรวมตั้งแต่ครอบครัวหนึ่งขึ้นไปจนถึงเป็นประเทศชาติ ทานจึงเป็นหลักธรรมที่แม้ทุกๆ คนที่รวมกันอยู่ในชาติเดียวกันจะพึงปฏิบัติ

วิธีใช้โภคทรัพย์ ๕ อย่าง

ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าก็ยังได้ทรงสั่งสอนถึง ประโยชน์แต่การถือโภคทรัพย์ ๕ อย่าง คือ แสวงหาโภคทรัพย์ได้มาโดยทางที่ชอบแล้ว
หนึ่ง เลี้ยงตัว มารดาบิดา บุตรภรรยา บ่าวไพร่ให้เป็นสุข
สอง เลี้ยงเพื่อนฝูงให้เป็นสุข
สาม บำบัดอันตรายที่เกิดแต่เหตุต่างๆ
สี่ ทำพลี ๕ อย่าง คือ ญาติพลี สงเคราะห์ญาติ อติถิพลี ต้อนรับแขก ปุพพเปตพลี บำเพ็ญอุทิศให้ผู้ตาย ราชพลี ถวายเป็นหลวง มีภาษีอากรเป็นต้น เทวตาพลี ทำบุญอุทิศให้เทวดา
ห้า บริจาคทานในสมณพราหมณ์ผู้ประพฤติชอบ
เหล่านี้ก็เรียกว่าเป็นทานคือการให้ทั้งนั้น

บุญอันสำเร็จด้วยทาน

และทานนี้ยังเป็นหลักของการทำบุญข้อหนึ่ง อันเรียกว่า ทานมัยบุญญกิริยา การกระทำบุญอันสำเร็จด้วยทาน คือการให้ ได้ชื่อว่าเป็นบุญที่หมายถึง

หนึ่ง บุญโดยเหตุ ได้แก่เป็นเครื่องชำระฟอกล้างจิตใจให้บริสุทธิ์สะอาด จากโลภะ ความโลภอยากได้ และมัจฉริยะ ความตระหนี่

สอง บุญโดยผล เป็นชื่อของความสุข ดังที่มีพุทธภาษิตตรัสเอาไว้ว่า “มาภิกฺขเว ปุญญํ ภายิตฺถ ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่ากลัวต่อบุญเลย สุขสฺเสตํ อธิวจนํ คำว่าบุญนี้เป็นชื่อของความสุข” ดั่งนี้

ทรงสอนให้รู้จักเลือกให้

และบุญที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ทำอันสำเร็จจากทานคือการให้นี้ พระพุทธเจ้าก็ยังสอนให้รู้จักเลือกให้ ทรงสรรเสริญทานคือการให้ที่รู้จักเลือกให้ และที่เรียกว่าเลือกให้นั้น ก็หมายความว่า

เลือกวัตถุที่ควรให้ คือ ให้เป็นวัตถุที่ควรให้ อันจะเป็นวัตถุที่ให้สำเร็จประโยชน์แก่ผู้รับ เช่นให้ยาแก่คนไข้ ให้เสื้อผ้าแก่คนที่ต้องการเสื้อผ้า ดั่งนี้เป็นต้น และ

ให้รู้จักเลือก บุคคลที่ควรให้ คือ บุคคลที่ควรให้ซึ่งเป็นผู้รับนั้นต้องเป็นบุคคลที่สมควรที่จะให้ ดังเช่นให้แก่ผู้ที่ขาดแคลน ที่ต้องการ เมื่อให้ไปแล้วก็ทำให้ผู้รับได้รับความสุข สิ้นความขาดแคลน แต่ว่าถ้าเป็นบุคคลไม่ควรให้ เช่นบุคคลที่ประพฤติชั่ว ต้องการทรัพย์ไปเพื่อประพฤติชั่ว บุคคลที่จะใช้ทรัพย์ไปในทางที่ไม่ชอบ เมื่อให้ไปแล้วก็จะใช้ทรัพย์ไปในทางที่ไม่ชอบ เช่นว่าคนที่ติดยาเสพติดให้โทษ มาขอทรัพย์ไปเพื่อซื้อยาเสพติดให้โทษ ดั่งนี้ก็เรียกว่าเป็นการที่ไม่ควรจะให้ แต่ว่าจะให้ไปเพื่อที่จะได้หาหยูกยามารักษา เพื่อหยุดยาเสพติดให้โทษดั่งนี้ จึงจะเป็นการสมควร ถ้าให้ไปเพื่อซื้อยาเสพติดให้โทษแล้วก็ไม่สมควร เพราะฉะนั้น ต้องเลือกบุคคลผู้รับที่เป็นผู้สมควร

และก็ ให้ตามสมควร คือ การให้เป็นการให้ที่สมควรตามความสมควร ตามความเหมาะสม และตนเองก็ไม่เดือดร้อน คือไม่ใช่ให้เกินกำลัง ดังเช่นที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนวิธีที่ใช้โภคทรัพย์ ๕ ประการที่กล่าวมาแล้ว ก็ตั้งต้นแต่ข้อ ๑ คือต้องเลี้ยงตนเองและครอบครัวให้มีความสุข แล้วจึงถึงข้อต่อๆ ไป แต่ว่าเมื่อให้ไปแล้วตนเองต้องอดอยาก เป็นทุกข์ดั่งนี้ ก็เป็นการที่ไม่เอื้อเฟื้อแก่ตัวเอง ไม่เมตตาแก่ตัวเอง เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ยกเอาข้อ ๑ คือเลี้ยงตัวเองและครอบครัวให้เกิดความสุขขึ้นก่อน คือจ่ายไปเพื่อช่วยตัวเองก่อน แล้วจึงจ่ายไปเพื่อช่วยผู้อื่นเพื่อกิจการอื่นๆ ดังที่กล่าวไว้ในข้อต่อๆ ไป คือให้แล้วตัวเองก็ไม่เดือดร้อน

ทรงสอนให้ตั้งเจตนาให้ถูกต้อง

และนอกจากนี้ยังได้ตรัสสอนให้ เลือกเจตนาที่ให้ คือว่าให้ตั้งเจตนาให้ดี ให้ถูกต้อง คือตั้งเจตนาให้เป็นบุญ ว่าเพื่อชำระโลภะมัจฉริยะ ไม่ใช่เพื่อเพิ่มเติมโลภะมัจฉริยะ เพื่อสงเคราะห์อนุเคราะห์บูชาแก่ผู้ที่ควรสงเคราะห์ ผู้ที่ควรอนุเคราะห์ผู้ที่ควรบูชา เรียกว่ามีเจตนาดีก่อนแต่ให้ กำลังให้ก็มีเจตนาดี คือมีเจตนาเพื่อที่จะชำระโลภะมัจฉริยะ เพื่อสงเคราะห์อนุเคราะห์บูชา ให้ไปแล้วก็มีเจตนาดี คือมีเจตนาชำระโลภะมัจฉริยะ มีเจตนาสงเคราะห์อนุเคราะห์บูชา แปลว่ามีเจตนาอันบริสุทธิ์ ทั้งในเวลาก่อนแต่ให้ ทั้งในขณะที่ให้ และทั้งในเวลาที่ให้แล้ว

พึงปฏิบัติในทานที่เป็นบุญญกิริยาวัตถุ

และเมื่อเป็นทานที่เลือกให้ดังที่กล่าวมานี้ จึงตรัสเรียกว่าเป็น กุศลทาน ทานที่เป็นกุศล คือเป็นทานที่ให้ด้วยความฉลาด และเรียกว่า สัปปุริสทาน คือทานที่เป็นของสัตบุรุษ คือคนดี คนฉลาด เพราะฉะนั้น ทานที่เป็นบุญญกิริยาวัตถุนี้ จึงเป็นทานที่พึงปฏิบัติทั้งไปในบุคคลทุกชั้น คือทำทานให้เป็นบุญ ให้เป็นกุศล ให้เป็นทานของสัตบุรุษ คือคนดีคนฉลาด แม้พระราชามหากษัตริย์ และแม้รัฐบาลข้าราชการพ่อค้าประชาชนทุกหมู่เหล่าบุคคล ก็พึงปฏิบัติในทานที่เป็นบุญญกิริยาวัตถุนี้โดยส่วนรวม และนอกจากนี้ปฏิบัติโดยหน้าที่ เช่นในฐานะเป็นพระมหากษัตริย์ ก็ทรงปฏิบัติในทานที่เป็นราชธรรม เป็นไปแก่ประชาชนพสกนิกร ประชาชนพสกนิกรเองก็พึงปฏิบัติในหลักธรรมข้อทานนี้ เพื่อพระมหากษัตริย์เป็นการตอบแทน พร้อมทั้งแก่รัฐบาลเป็นต้น ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน ก็แปลว่าฝ่ายท่านผู้ปกครองก็ปฏิบัติในทานเพื่อช่วยประชาชน ประชาชนก็ปฏิบัติในทานเพื่อช่วยฝ่ายปกครอง ต่างก็เป็นผู้ให้และผู้รับแก่กันและกัน คือเป็นผู้ให้ด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย เป็นผู้รับด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย เมื่อเป็นดั่งนี้แล้ว การปกครองจึงจะเป็นไปได้ และความสุขของประชาชนทั้งปวงรวมกันเป็นของประเทศชาติ จึงเป็นไปได้

ทานเป็นหลักใหญ่ของโลก

นี้เป็นหลักธรรมชาติธรรมดา แม้หลักธรรมชาติธรรมดาทั่วไปก็เป็นดั่งนี้ เช่นว่าฝนตกลงมาให้น้ำแก่แผ่นดิน แก่ประชาชนและสัตว์ผู้อาศัยอยู่บนแผ่นดิน และแผ่นดินเองซึ่งรับน้ำฝนที่ตกลงมาเป็นทะเล แม่น้ำ ห้วยหนองคลองบึง ก็ให้น้ำจากแผ่นดินขึ้นไปเป็นเมฆอยู่บนฟ้า ดังที่กล่าวว่า แสงอาทิตย์หรือความร้อนก็มาทำให้น้ำที่บนพื้นดินนี้เป็นไอ แล้วก็ลอยขึ้นไปเป็นเมฆอยู่บนฟ้า และเมื่อมีเมฆแล้ว ตกลงมาก็เป็นฝน เลี้ยงแผ่นดิน เลี้ยงสัตว์บุคคลบนแผ่นดิน น้ำบนแผ่นดินก็เป็นไอขึ้นไปเป็นเมฆ เพื่อเป็นฝนตกลงมา แปลว่าทั้ง ๒ ฝ่ายต่างก็ให้ซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นธรรมชาติที่บำรุงเลี้ยงโลกเลี้ยงสัตว์โลกทั้งปวงจึงเป็นไปได้ เพราะฉะนั้น หลักธรรมในข้อนี้คือทานนี้ จึงเป็นหลักใหญ่ของหมู่ชนที่รวมกันอยู่เป็นหมู่ หรือเป็นหลักใหญ่ของโลก เพราะแม้ธรรมชาติก็ต้องมีทานดังที่ยกตัวอย่างมานั้น ซึ่งเป็นเครื่องเลี้ยงโลกบำรุงโลก เลี้ยงประชาชนบำรุงประชาชน สัตวโลกทั้งปวงให้เป็นไปได้ แต่ว่าการที่มาเรียกเป็นราชธรรมก็ดี เป็นบุญญกิริยาวัตถุก็ดี หรือเป็นชื่ออย่างอื่นก็ดี ก็เป็นการเรียกจำแนกไปตามหน้าที่ต่างๆ ที่ปฏิบัติเกี่ยวแก่ทานนี้ แต่ว่าเมื่อกล่าวรวมเข้ามาแล้ว ก็คือเป็นหลักปฏิบัติสำหรับที่จะให้ความเกื้อหนุนจุนเจือซึ่งกันและกัน ทั้งที่เป็นบุคคล เป็นสัตว์ และทั้งที่เป็นธรรมชาติ ให้เป็นไปได้ด้วยดีในทางอุปการะเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

๑ กันยายน ๒๕๓๐

--------------------------------------------------------------

หมายเหตุ
บทความนี้เป็นธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร ได้บรรยายแก่พระนวกะภิกษุ ในพรรษากาล ๒๕๓๐ รวมทั้งสิ้น ๓๘ ครั้ง วัดบวรนิเวศวิหารได้จัดพิมพ์หนังสือเรื่อง ทศบารมี ทศพิธราชธรรม นี้ขึ้นขอพระราชทานถวายเฉลิมพระเกียรติ ในมหาอุดมมงคลวโรกาสพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช วันที่ ๒ - ๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑

คัดลอกจาก หนังสือทศบารมี ทศพิธราชธรรม ของ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
พิมพ์ที่ โรงพิมพ์ชวนพิมพ์ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศน์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ




 

Create Date : 30 มิถุนายน 2554    
Last Update : 30 มิถุนายน 2554 18:35:42 น.
Counter : 351 Pageviews.  

ครั้งที่ ๑๗ ทศบารมีและทศพิธราชธรรม (เพิ่มเติม)

ทศบารมี ทศพิธราชธรรม

ธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร
บรรยายแก่พระนวกะภิกษุ ในพรรษากาล ๒๕๓๐


--------------------------------------------------------------



วันนี้จะแสดงเพิ่มเติมหลักฐานที่เกี่ยวแก่ ทศพิธราชธรรม และที่เกี่ยวแก่ บารมี ตาม “ประชุมพระราชปุจฉา” ที่ยังมีต้นฉบับเหลืออยู่ และมีการรวมพิมพ์ขึ้นในปัจจุบันในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้มีพระราชปุจฉาสมเด็จพระราชาคณะและพระราชาคณะหลายข้อ หลายคราว จะอ่านเฉพาะข้อที่เกี่ยวแก่ทศพิธราชธรรม และที่เกี่ยวแก่บารมีของพระมหากษัตริย์

“... ขอถวายให้ทราบพระญาณบารมี สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารพระองค์บรมธรรมิกราชผู้ประเสริฐฯ พระธรรมไตรโลก ขอถวายพระพรว่า สาสนาในมัชฌิมประเทศอันตรธานไป ด้วยพระมหากษัตริย์อันเสวยราชสมบัติในมัชฌิมประเทศนั้นมิได้ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ จึงประชาราษฎรทั้งปวงแตกฉานซ่านเซ็นออกไปประชุมในปัจจันตประเทศทั้ง ๘ ทิศ แลสงฆ์ทั้งปวงผู้ทรงไตรปิฎกเป็นวาจุกต (คือคล่องปาก) ย่อมอาศรัยซึ่งจตุปัจจัยแห่งทายกผู้ศรัทธาจึงจะค้ำชูศาสนาได้ เมื่อมัชฌิมประเทศร่วงโรย สงฆ์จึงไปประชุมในปัจจันตประเทศ เหตุจะอาศรัยทายกอันมีศรัทธา ในกาลขณะนั้น พระไตรปิฎกยังไป่มิยกขึ้นสู่ในลาน แลขันธสันดานแห่งโยคาวจรผู้ทรงไตรปิฎกนั้น ประดุจดังหีบอันใส่พระไตรปิฎกแลโยคาวจรหมู่นั้นครั้นไปตั้งในปัจจันตประเทศ ได้ชื่อว่าพาเอาพระไตรปิฎกทั้งปวงไปประดิษบานไว้ในปัจจันตประเทศ แลกุลบุตรทั้งปวงในปัจจันตประเทศนั้นได้สิกขนาการพระไตรปิฎก แต่สำนักแห่งพระมหาเถระทั้งปวงนั้นเปนปรัมปราภัตสืบๆ กันมา จึงพระสาสนารุ่งเรืองเปนอันมากในปัจจันตประเทศ แลมัชฌิมประเทศทั้งปวงจึงสูญไปด้วยประการดังนี้ฯ...”

แผ่นดินพระเพทราชา

ในแผ่นดินพระเพทราชา พระเถระได้ถวายพระพรว่า “... ขอถวายพระพรด้วยอาตมภาพได้รับพระราชเสาวนี ว่าจะขอความรู้ อาตมภาพยินดีนักหนา ด้วยอาตมภาพได้วิสัชนาถวายมาแต่ก่อนบ้างแล้ว บัดนี้อาตมภาพชราแล้ว จะขอถวายครั้งนี้เป็นปริโยสานให้ทราบพระญาณจงยังแล้ว ด้วยพระราชสมภารเจ้าผู้ประเสริฐจะแสวงหานิพพานอันดับสังขารทุกข์เที่ยงแท้ฯ ...”

แผ่นดินสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ

ในแผ่นดินสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ในกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีพระราชปุจฉาเริ่มต้นว่า “... สมเด็จพระบรมนาถ บรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ผู้ดำรงทศพิธราชธรรมอันมหาประเสริฐ ...”

“อนึ่งทรงพระราชรำพึงเห็นว่า ทรงบำเพ็ญซึ่งศีลบารมีแลทานบารมีทั้งปวงนั้น ก็นับเนื่องเข้าในพระสมดึงษบารมี ล้วนเปนปัจจัยแก่พระโพธิญาณบารมีสิ้นทั้งนั้น พระกระมลหฤทัยจะยังพระสมดึงษบารมีให้บริสุทธิ์”

และในแผ่นดินสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ นั้น ได้มีพระราชปุจฉาครั้งหนึ่งขึ้นต้นว่า “... สมเด็จพระบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ผู้ดำรงราชธรรมทศพิธฉัพพิธยาศรัยไตรจริยา อรรคสาสนูปถัมภ์บำรุงพระพุทธสาสนาให้รุ่งเรืองด้วยอามิศบูชาแลปฏิบัติติบูชา เปนมหาสักการอันประเสริฐ เสด็จออก ณ พระที่นั่งบุษบกมาลามหาจักรพรรดิพิมาน เวลาค่ำเจ้าพนักงานกราบบังคมทูลพระกรุณา รายงานสรรพการพระราชกุศล ซึ่งทรงสร้างพระไตรปิฎกแลทรงสร้างพระพุทธรูป พระสถูปเจดีย์ พระวิหารอุโบสถ แลการปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมทั่วทุกตำแหน่งพระอารามใหญ่น้อยทูลเกล้าฯ ถวายพระราชกุศล ทรงพระโสมนัศตรัสประภาษ โดยพระราชหฤทัยบันเทิงในพระทานบารมี แลพระศีลบารมี ที่ได้ทรงบำเพ็ญมา ล้วนทรงพระราชศรัทธาอันอุกฤษฐ แล้วทรงพระเต้าทักษิโณทกอุทิศส่วนกุศลโกษฐาส ให้ทั่วไปแก่สัตวโลกในอนันตจักรวาฬ เพื่อจะให้เปนปัจจัยแก่พระโพธิญาณสิ่งเดียวพระหฤทัยจะยังสรรพราชกุศลสมภารโพธิญาณบารมีให้แก่กล้า ด้วยพระสัมมัปธานวิริยหากให้ทรงพระอุตสาหะ ...”

และได้มีพระราชปุจฉาในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ นั้นในครั้งหนึ่งซึ่งมีความตอนต้นว่า “... จึงมีพระราชโองการมานพระบัณฑูรสุรสิงหนาท ดำรัสเหนือเกล้า .... ภูริปรีชาราชเสนาบดีศรีสาลักษณ์ อัญเชิญพระราชปุจฉา ... เผดียงถามสมเด็จพระสังฆราช และพระราชาคณะผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงว่า สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว จำเดิมแต่พระองค์ได้เสวยถวัลยราชมไหสุริยสมบัติ ก็มีพระกมลหฤทัยโสมนัสเป็นอุกฤษฏ์ ในกิจอันทำนุบำรุงพระบวรพุทธศาสนา พร้อมด้วยพระประสาทศรัทธา ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลรักษาสรรพสุจริต ในทศพิธราชธรรมทั้ง ๑๐ ประการ ก็ไพศาลรุจิโรภาส ด้วยพระราชสิริสวัสดิ์ มหัจราขานุภาพกฤษฎาธิคุณวิบุลยมหันตอิสริยยศ ปรากฏดั่ง ... ภาณุมาศปราศจากเมฆันตรายในมัชฌันติกสมัย ... พฤทธิตามเยี่ยงอย่างบุรพภาคพุทธภูมิกโพธิสัตว์ อันปฏิบัติในมงคลมาตาปิตุปัฏฐานวัตตจริยาเป็นพระอารมณ์โดยนิจกาล ...”

และในแผ่นดินสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ นั้น ก็ได้มีพระราชปุจฉาซึ่งมีความตอนหนึ่งว่า “... มีทรงสมาทานซึ่งองค์อุโบสถศีลและพุทธาทิคุณภาวนาและวิปัสสนาภาวนาและสักการบูชาเคารพพระรัตนตรัย และธรรมทานธรรมเสาวนะเป็นอาทิทั้งนี้ จะได้มีพระอัธยาศัยเจือไปด้วยตัณหาปรารถนา ซึ่งมนุษย์สมบัติและสวรรคสมบัติเป็นโลกีย์นั้นหาบมิได้ ตั้งพระทัยหมายมั่นแต่พระสัพพัญญุตัญญาณอย่างเดียวโดยแท้ ...”

พระมหากษัตริย์ไทยทรงบำเพ็ญบารมีคู่กับราชธรรม

ใน ประชุมพระราชปุจฉา ที่ได้นำมาอ่านนี้ ก็เพื่อเป็นหลักฐานว่า พระมหากษัตริย์ตามที่ปรากฏในพระราชปุจฉาตั้งแต่อยุธยามานั้นถึงรัชกาลที่ ๓ ได้ทรงปฏิบัติอยู่ในทศพิธราชธรรม เพราะมีอ้างถึงทศพิธราชธรรม และทรงปฏิบัติในพระบารมีเป็นหน้าที่ เหมือนอย่างทรงเป็นพระโพธิสัตว์ ซึ่งบำเพ็ญบารมีเพื่อพระโพธิญาณ คือตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

ตามที่ได้นำหลักฐานจาก ทศบารมีในพระพุทธศาสนาเถรวาท กับใน ประชุมพระราชปุจฉา มาอ่านให้ฟังนี้ ก็เพื่อเป็นเครื่องแสดงว่า ทศพิธราชธรรมนั้นได้นำมาปฏิบัติเป็นราชธรรมของพระมหากษัตริย์สำหรับชาวไทยนี้มาช้านาน และพระมหากษัตริย์ในครั้งก่อนนั้น เหมือนอย่างทรงมีหน้าที่เป็นพระโพธิสัตว์ บำเพ็ญพระบารมีเพื่อพระโพธิญาณด้วย และบางพระองค์ที่ปรากฏในหลักฐานเช่นที่อ่านมาก็ได้ทรงตั้งพระราชหฤทัยแน่วแน่ เพื่อทรงบำเพ็ญพระบารมี มีทาน ศีลเป็นต้นเพื่อพระโพธิญาณ เพราะฉะนั้น ตามนิยมในครั้งก่อนนั้น สำหรับพระมหากษัตริย์เองนั้น จึงทรงบำเพ็ญพระบารมีนำหน้าทศพิธราชธรรม ทศพิธราชธรรมนั้นทรงปฏิบัติเป็นธรรมของพระมหากษัตริย์ทั่วๆ ไป และที่ยิ่งกว่านั้นก็ทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อพระโพธิญาณ เหมือนอย่างว่าพระมหากษัตริย์ไทยนั้น เมื่อเป็นพระมหากษัตริย์ก็ต้องเป็นพระโพธิสัตว์ บำเพ็ญพระบารมีไปด้วย ซึ่งก็เป็นประโยชน์ที่จะได้ทรงบำรุงทั้งฝ่ายพุทธจักรและอาณาจักรให้พัฒนสถาพร

๒๘ สิงหาคม ๒๕๓๐

--------------------------------------------------------------

หมายเหตุ
บทความนี้เป็นธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร ได้บรรยายแก่พระนวกะภิกษุ ในพรรษากาล ๒๕๓๐ รวมทั้งสิ้น ๓๘ ครั้ง วัดบวรนิเวศวิหารได้จัดพิมพ์หนังสือเรื่อง ทศบารมี ทศพิธราชธรรม นี้ขึ้นขอพระราชทานถวายเฉลิมพระเกียรติ ในมหาอุดมมงคลวโรกาสพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช วันที่ ๒ - ๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑

คัดลอกจาก หนังสือทศบารมี ทศพิธราชธรรม ของ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
พิมพ์ที่ โรงพิมพ์ชวนพิมพ์ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศน์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ




 

Create Date : 24 มิถุนายน 2554    
Last Update : 24 มิถุนายน 2554 8:49:36 น.
Counter : 516 Pageviews.  

ครั้งที่ ๑๖ ทศบารมีและทศพิธราชธรรม (ต่อ)

ทศบารมี ทศพิธราชธรรม

ธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร
บรรยายแก่พระนวกะภิกษุ ในพรรษากาล ๒๕๓๐


--------------------------------------------------------------



ได้แสดงเริ่มเรื่อง ทศพิธราชธรรม และได้แสดงถึง บารมี ที่นิยมใช้เป็นธัมมะแห่งพระมหากษัตริย์ไทยมาตั้งแต่ครั้งโบราณ ในวันนี้จะได้แสดงหลักฐานของการใช้บารมีกับทศพิธราชธรรม จากหนังสือ ทศบารมีในพุทธศาสนาเถรวาท ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี จะได้เลือกอ่านบางตอนในบทที่ ๖ ที่ว่าด้วยความหมายของคำว่าบารมีในคัมภีร์พุทธศาสนาในประเทศไทย และอิทธิพลความคิดเรื่องบารมีในวัฒนธรรมไทยบางตอน

๑. ยุคก่อนสมัยสุโขทัย (ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๕)

พุทธศาสนาได้เข้ามาประดิษฐานในดินแดนที่เป็นประเทศไทยเป็นเวลานานแล้ว ดังมีหลักฐานที่พบ คือ โบราณศิลปวัตถุ และโบราณสถานทางพุทธศาสนาหลายสมัย ความคิดเรื่องบารมีก็ควรจะเข้าสู่ประเทศไทยในยุคต้นๆ นี้เช่นเดียวกันสันนิษฐานจากภาพสลัก หรือภาพปั้นโบราณที่เล่าเรื่องราว ซึ่งนักโบราณคดีได้สันนิษฐานจากลักษณะทางประติมาณวิทยา ว่าเป็นเรื่องชาดกในพุทธศาสนา ส่วนใหญ่เป็นศิลปทวาราวดี
เรื่องชาดกบางเรื่องที่แสดงในภาพสลักเหล่านี้ มาจากคัมภีร์พุทธศาสนาเถรวาท เป็นเรื่องแสดงการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์

๒. สมัยสุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ ๑๘ – ๑๙)

ในสมัยสุโขทัยอันเป็นระยะเวลาที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างยิ่ง ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๘ หลักฐานแรกคือศิลาจารึกพ่อขุนรามกำแหง กล่าวถึงพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทอย่างลังกาวงศ์เข้าสู่อาณาจักรสุโขทัย และความเลื่อมใสในพุทธศาสนาของประชาราษฎร์ชาวสุโขทัย ฉะนั้น คติเรื่องบารมีในอรรถกถาบาลีของลังกา จึงเข้ามาเผยแพร่ในสุโขทัยด้วย
คติเรื่องบารมีในสุโขทัยมี ๒ แบบ คือ
๑. คติเรื่องบารมีตามแนวคิดในพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท
๒. คติเรื่องบารมีว่าเป็นของพระมหากษัตริย์ ซึ่งจะใช้กันมากในสมัยต่อๆ ไป

พระมหาธรรมราชาลิไท กษัตริย์องค์ที่ ๕ แห่งกรุงสุโขทัย ได้ทรงผนวชในระหว่างที่ครองราชย์ ดังข้อความพิสดารมีในจารึกวัดป่ามะม่วง

ข้อความนี้กล่าวสรรเสริญสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไท ว่า ทรงเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยคุณแห่งพระโพธิสัตว์ทั้งหลายสิบองค์ มีพระอริยเมตไตรยเป็นต้น ผู้มีบารมีอันถึงพร้อมแล้ว และว่า ทรงมีพระคุณเหมือนพระโพธิสัตว์ มีพระเวสสันดรในทางทาน ในทางพระปรีชาญาณเหมือนพระมโหสถ ในทางทรงศีลเหมือนพระเจ้าสีลวราช

ในคาถานมัสการของไตรภูมิพระร่วง มีแสดงคติเรื่องบารมีว่าเป็นของพระมหากษัตริย์ คือการเทียบว่าพระมหากษัตริย์เท่ากับพระโพธิสัตว์ ผู้จะถึงซึ่งความเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต

พระญาลิไท ได้ตรัสประการไว้ในที่หลายแห่งอย่างชัดเจนว่า พระองค์คือพระโพธิสัตว์ผู้กำลังบำเพ็ญบารมี เพื่อที่จะถึงซึ่งความเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตและบารมีที่พระองค์กำลังบำเพ็ญนั้น มีคุณสมบัติหรือลักษณะเช่นเดียวกันกับบารมีของพระโพธิสัตว์ในอดีตที่รู้จักกัน

อนึ่ง ข้อที่ควรสังเกตคือ ในศิลาจารึกหลักที่ ๓ ใช้คำว่า “ธรรมเทศนา ...พระมหาชาติ” แสดงว่าการสวดหรือเทศน์มหาชาติ น่าจะมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้วคือในสมัยสุโขทัย ได้เกิดคตินิยมยกเรื่องพระเวสสันดร เป็นเรื่องสำคัญ เรียกว่า พระมหาชาติ ดังปรากฏในศิลาจารึกนครชุมหลักที่ ๓ ตอนที่กล่าวทำนายลักษณะพุทธศาสนาในอนาคตว่า

“พระธรรมเทศนาอันเป็นต้นว่า พระมหาชาติ หาคนสวดมิได้เลย”
“การที่เราเรียกเวสสันดรชาดกว่ามหาชาตินั้น น่าจะมีเฉพาะในหมู่พุทธศาสนิกชนชาวไทย เพราะไม่มีชาดกใดๆ ทั้ง ๕๕๐ เรื่อง อันมีอยู่ในคัมภีร์ชาดกที่เรียกไว้ว่ามหาชาติ บรรดาชาดกเรื่องใหญ่ๆ ที่มีเรื่องยืดยาวนั้น ในคัมภีร์ชาดกจัดไว้พวกหนึ่งให้ชื่อว่ามหานิบาต แต่ในพวกมหานิบาตนี้ก็มิได้มีแต่เวสสันดรชาดกเรื่องเดียว แท้จริงมีอยู่ด้วยกันถึง ๑๐ เรื่อง คือที่เราเรียกกันว่า “ทศชาติ” แต่เราหาได้เรียกอีก ๙ เรื่องนั้นว่า มหาชาติ ไม่ คงเรียกแต่เฉพาะเวสสันดรชาดกเรื่องเดียว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ โปรดประทานอธิบายไว้ว่า “พุทธศาสนิกชนในสยามประเทศนี้ ตลอดจนประเทศที่ใกล้เคียง นับถือกันมาแต่โบราณว่าเรื่องมหาเวสสันดรชาดกสำคัญกว่าชาดกเรื่องอื่น ด้วยปรากฏบารมีของพระโพธิสัตว์บริบูรณ์ในเรื่องมหาเวสสันดรชาดกทั้ง ๑๐ อย่าง จึงเรียกกันว่า “มหาชาติ” และพันเอก พระสารสาสน์พลขันธ์ (เยรินี) ได้กล่าวว่า พระโพธิสัตว์ในกำเนิดพระเวสสันดร ได้สร้างแบบของมนุษย์ผู้ก้าวถึงขั้นสูงสุดแห่งการดำเนินในทางวิวัฒนาการ อันนำไปสู่ความเต็มเปี่ยมทางจริยธรรมและความรู้ และเหมาะแก่การข้ามพ้น (โอฆะ) ห้วงสุดท้าย ซึ่งจะแยกออกเสียจากการเกิดเป็นเทวดา เพราะเหตุนี้กำเนิดสุดท้ายนี้จึงได้นามว่า มหาชาติ”

ในคาถานมัสการของไตรภูมิพระร่วง มีข้อความว่า (ข้าพเจ้า พระยาลิไท) อยู่ ณ เมืองสัชชนาลัย ปรารถนาที่จะเข้าใจ (พระสัทธรรม) สิ้นกาลนาน เพิ่มพูนแล้วซึ่งบารมีของผู้เสมอซึ่งมธุร ....

ในจารึกหลักที่ ๔ จารึกวัดป่ามะม่วง ทรงตั้งอธิษฐานถึงผลบุญที่ได้จากการทรงผนวชว่า “ผลบุญที่อาตมาบรรพชาอุปสมบทต่อพระศาสนาพระพุทธเจ้าคราวนี้ อาตมาไม่ปรารถนาจักรพรรดิสมบัติ อินทรสมบัติ พรหมสมบัติ ปรารถนานำสัตว์ทั้งหลายข้ามไตรภพนี้เทอญ”

ในทำนองเดียวกัน ในศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง หลักที่ ๕ กล่าวอธิษฐานว่า “จุงเป็นพระพุทธ จุงจักเอาฝูงสัตว์ทั้งหลายข้ามสังสารทุกข์”

๓. สมัยอยุธยา

คติเรื่องบารมีในสมัยอยุธยา มีวิวัฒนาการขยายออกจากสมัยสุโขทัย คือ
ก. คตินิยมเรื่องมหาชาติ ซึ่งมีมาแต่สมัยสุโขทัย ได้รับสืบต่อมาถึงสมัยอยุธยา แต่ปรากฏว่าเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้น มีผู้แต่งเป็นวรรณคดีหลายเรื่องเพื่อใช้ในการสวด ที่สำคัญคือ
๑. มหาชาติคำหลวง ซึ่งสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตช่วยกันเรียบเรียงแต่งขึ้น เมื่อ พ.ศ. ๒๐๒๕
๒. กาพย์มหาชาติ รจนาขึ้นในสมัยพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. ๒๑๖๓ – ๒๑๗๑)
นอกจากนี้ได้มีการรจนมหาชาติอีกหลายสำนวน

ข. วรรณคดีจากชาดกเรื่องอื่นๆ

ค. นอกจากในวรรณคดีแล้ว ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ยังมีคัมภีร์ที่แต่งขึ้นในภาคเหนือ เช่นคัมภีร์วชิรสารัตถสังคหะ (พ.ศ. ๒๐๗๘) ของพระสิริรัตน์ปัญญาเถระ ผู้รจนาคัมภีร์ชินกาลมาลี ซึ่งเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี คัมภีร์วชิรสารัตถสังคหะ เป็นคาถาบรรจุศาสตร์ต่างๆ ไว้มาก คาถาที่ ๕๐ ได้กล่าวถึงบารมี

ง. คติว่าบารมีเป็นเรื่องของพระมหากษัตริย์ ก็มีในสมัยอยุธยาที่เห็นกัน เช่นบทไหว้ครูของกลบทศิริวิบูลย์กิติ์ อันเป็นเรื่องที่นำมาจากปัญญาสชาดก ตอนที่เป็นบทไหว้ครู มีคำว่า “บารมี” ว่า

สร้างบารมีสี่ปรมรรถตรัสนับถือ ในตรีรัตนัตไตรย์หรือทรงอุตส่าห์
ตั้งความเพิ่มเติมความเพียรเป็นพุทธา มุ่งจะเพื่อเมื่อจะพาพวกเวไนย

ในที่นี้แม้จะเป็นการสรรเสริญคุณพระมหากษัตริย์ แต่ก็เน้นความสำคัญอยู่ที่การสร้างบารมีมุ่งจะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต เพื่อช่วยเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งอาจจะเป็นเครื่องแสดงว่า เราถือว่าฝ่ายพุทธจักรสำคัญกว่าอาณาจักร

นอกจากนี้ ยังมีการยอมรับว่า บารมีเป็นเรื่องที่กษัตริย์ทรงบำเพ็ญมาแต่ชาติก่อน และสั่งสมความดีนี้ไว้ ทำให้พระองค์เป็นผู้มีอำนาจในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม บารมีที่สั่งสมนี้ ก็เป็นเครื่องช่วยในการทำนุบำรุงพุทธศาสนาให้รุ่งเรือง เช่นในหนังสือจินดามณีของพระโหราธิบดี สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระโหราธิบดี ได้ยกตัวอย่างโคลงขับไม้ว่าดังนี้
พระเกียรติรุ่งฟุ้งเพื่อง ฦาชา
ทั้งท่วนทุกทิศา นอบน้อม
ทรงนามไทเอกา ทศรถ
กระษัตรมาขึ้นพร้อม บ่เว้นสักคน
เดชนะพระบารมีล้น อนันต์
จักนับด้วยกัปกัลป์ ฤาได้
สมภารภูรแต่บรรพ์ นาเนก
ยิ่งบำเพงเพิ่มไว้ กราบเกล้าโมทนา
พระทรงศรัทธาล้ำ เหลือแสดง
ทรงพระศาสนา ฤาให้
อารามคร่ำสักแห่ง ห่อนมี
ประสาทราชทรัพย์ไว้ แจกให้ทุกสถาน
อารามเรื่องราวถั้ว ทุกทิศ
เพราะบพิตรภูวญาณ ปิ่นเกล้า
พระองค์ทรงทศพิธ ธรรมราช
พระศาสนารุ่งเร้า เรืองด้วยเดชา

ในที่นี้น่าสังเกตว่า ความหมายของ “บารมี” ต่างจากคำบารมีที่กล่าวมาในตอนต้นๆ ซึ่งหมายความถึงการสะสมคุณธรรมเพื่อบรรลุโพธิญาณ ในที่นี้เป็นคุณธรรมที่บำเพ็ญแล้วทำให้ได้เป็นพระมหากษัตริย์ แต่อย่างไรก็ใช้คู่กับคำว่าสมภาร เหมือนกับบารมีที่เป็นธรรมให้สำเร็จพระโพธิญาณ การปฏิบัติใช้คำว่า “บำเพ็ญ” เหมือนกัน

๔. สมัยรัตนโกสินทร์

สมัยรัตนโกสินทร์ ความคิดเรื่องบารมีแพร่ขยายออกไปมาก ศัพท์ว่าบารมีก็มีใช้อยู่แพร่หลายในหนังสือทางพุทธศาสนา วรรณคดี รวมทั้งจารึกต่างๆ ดังจะหาตัวอย่างซึ่งใช้ในที่ต่างๆ มาเป็นสังเขป ประกอบกับความคิดเรื่องบารมีในสมัยสุโขทัยและอยุธยาดังต่อไปนี้

ก. คตินิยมเรื่องการบำเพ็ญบารมีของพระเวสสันดรในมหาชาติ ยังคงสืบทอดมีธรรมเนียมการสวดและเทศน์มหาชาติอย่างใหญ่โต เป็นงานพระราชพิธีมีการแต่งมหาชาติคำหลวงเพิ่มเติม สำนวนกรุงเก่าที่ขาดหายไป รวมทั้งแต่งร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกสำหรับการเทศน์มหาชาติ

ข. คติเรื่องบารมีของพระมหากษัตริย์ มีสืบต่อกันมาเช่นกัน ตัวอย่างเช่นจารึกหลักที่ ๑๓๘ จารึกที่ฐานพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ พ.ศ. ๒๓๗๐ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

“ทรงปรารถนาพระโพธิญาณศรัทธาธิกบารมี พระหฤทัยหมายมุ่งบำรุงพระไตรรัตนะทั้งสามเป็นอาจินะ พระราชกุศลสืบสร้างพระสำมะดึงษะบารมี ทรงพระวิริยะภาพเพียรพะยายามตามประเพณีพระมหาโพธิสัตว์เจ้า แต่ปางก่อนสืบมา”

และอีกตอนหนึ่งในจารึกเดียวกันนี้ว่า
“ซึ่งทรงพระราชศรัทธาถะปะนาพระสมุทรเจดียสถาน การกุศลทั้งนี้ใช้จะมีพระราชประสงค์สมบัติจักรพรรดิ์ และสมบัติเทพยุดา อันพรหมหามิได้ ปลงพระไทยแต่จะให้สำเร็จจ์ แก่พระสรรเพชญโพธิญาณ จะรื้อขนสัตว์จากสังสารทุกข์”

การที่พระมหากษัตริย์ประกาศพระองค์เป็นพระโพธิสัตว์นี้ คงจะไม่เป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามคัมภีร์ทางพุทธศาสนา ในจารึกหลักที่ ๑๙๑ จารึกบนหินอ่อนที่องค์พระเจดีย์ วัดชุมพลนิกายาราม ตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงได้ทรงคัดค้านคำอ้างเหล่านั้น และชี้ให้เห็นว่า ในการทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจทางศาสนา ควรจะเป็นไปเพื่อพระนิพพานเท่านั้น ดังปรากฏข้อความว่าดังนี้

“ ... ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลนี้ก็ดี ขอให้ได้สำเร็จพระพุทธภูมิโพธิญาณ อวดอ้างพระบารมีว่าเป็นพระโพธิสัตว์ ดังเช่นใช้มาแต่ก่อน อึงๆ อยู่นั้นหามิได้ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลนี้แลอื่นๆ ก็หวังตั้งพระราชหฤทัย ขอให้ได้สรรพสมบัติคือความบริบูรณ์คุณธรรม และอิศริยยศ บริวารทรัพย์สิ่งสินเป็นอาทิ บันดาลที่จะได้เป็นอุปการุปนิไสย อุดหนุนให้ได้ช่องโอกาส เพื่อจะได้เสด็จถึงที่สุดสงสารทุกขภัยทั้งปวงโดยเร็ว โดยช่วยความทุกข์ทั้งปวง จะได้ดับด้วยประการใดขอจงได้ดังนั้น สรรพวิบัติทั้งปวง ซึ่งเป็นเหตุให้เนิ่นช้าอยู่ ในสงสารทุกขจงอย่าได้มี ถึงจะมีบ้างก็ให้ผล อันอันตรายหายเทอญ”

สันนิษฐานว่า จารึกทั้งหมดนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จารึกขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นว่า เรื่องบารมีเป็นเรื่องสูง เป็นคุณธรรมของพระพุทธเจ้า มิใช่เรื่องที่คนธรรมดาจะอ้างอิงว่าตนเองก็มีบารมีหรือกำลังบำเพ็ญบารมีได้

นอกจากนี้ในสมัยรัตนโกสินทร์ ยังมีตัวอย่างที่ใช้คำว่า “บารมี” โดยกล่าวว่า บุคคลอื่นขอพึ่งบารมีของพระมหากษัตริย์ได้ด้วย เช่นในจารึกหลักที่ ๑๖๒ ศิลาจารึกวัดพระฝาง สวางคบุรี มีข้อความว่า

“พระครูสวางคบุรี ขอถวายพระราชกุศลอนุโมทนาด้วยมหาบพิตรพระราชสมภารชักนำอาตมภาพบูรณปฏิสังขรณ์ ก... จะขอบูรณปฏิสังขรณ์สืบไป ขอบุญญาบารมีมหาบพิตรเป็นที่พึ่ง สร้างไว้สำหรับพระพุทธศาสนากว่าจะถ้วนห้าพัน ...”

ในภายหลังคำว่าบารมีใช้กว้างออกไปอีก ในภาษาสามัญ บารมีของพระมหากษัตริย์ แม้พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายว่า “คุณสมบัติที่ทำให้ยิ่งใหญ่ เช่นว่า ชมพระบารมี พระบารมีปกเกล้า พ่ายแพ้แก่บารมี” ตัวอย่างมีใช้ในวรรณคดีเรื่องต่างๆ เช่นในรามเกียรติ์ มีข้อความว่า

พระบารมีเป็นที่เฉลิมภพ
เลิศลบกษัตรามหาศาล
เป็นจรรโลงโลกาสุธาธาร
ทุกสถานน้อมเกล้าประนมกร

ในที่นี้เห็นได้ชัดว่า มิได้หมายถึงบารมีในทางพุทธศาสนา ซึ่งบุคคลประพฤติปฏิบัติตามแล้ว จะได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า หรือต่ำลงมาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือพระอรหันตสาวก “บารมี” ในบทกลอนหมายถึงคุณธรรมของพระมหากษัตริย์ (ในที่นี้คือพระราม) ซึ่งเมื่อมีแล้วจะช่วยให้เป็นใหญ่และคุ้มครองป้องกันผู้อื่นได้ด้วย

ในลิลิตนิทราชาคริต มีบทสรรเสริญคุณพระมหากษัตริย์ว่า

บารมีพระมากพ้น รำพัน
พระพิทักษ์ยุติธรรม์ ถ่องแท้

ถ้าพิจารณาแล้ว จะเห็นแนวทางสัมพันธ์ระหว่างบารมีในทางพุทธศาสนา (ทศบารมี) และบารมีของพระมหากษัตริย์ กล่าวคือ พระมหากษัตริย์ในประเทศไทยล้วนแต่มีพระราชหฤทัยศรัทธาเลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนา นอกจากจะทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเพื่อหวังผลในทางพุทธศาสนา เช่นหวังพระโพธิญาณ ดังได้กล่าวแล้วในข้างต้น พระมหากษัตริย์ไทยยังต้องยึดถือหลักปฏิบัติ ที่เรียกว่า ทศพิธราชธรรม หรือธรรม ๑๐ ประการ ของพระมหากษัตริย์ เป็นไปตามหลักพุทธศาสนา ดังคาถาบาลีว่า

ทานํ สีลํ ปริจฺจาคํ อาชฺชวํ มทฺทวํ ตปํ
อกฺโกธํ อวิหึสญฺจ ขนฺติญฺจ อวิโรธนํ
อิจฺเจเต กุสเล ธมฺเม ฐิเต ปสฺสาหิ อตฺตนิ
ตโต เต ชายเต ปีติ โสมนสฺสญฺจนปฺปกํ


แปลความว่า ขอพระองค์ผู้เป็นพระบรมกษัตริยาธิราช จงทรงแผ่พระปรีชาสามารถ พิจารณาเห็นราชธรรมที่เป็นกุศลส่วนชอบ ๑๐ ประการ ให้ดำรงในพระราชสันดานเป็นนิตย์ ดังนี้ ทานํ การให้ ๑ สีลํ การตั้งสังวรรักษากาย วาจา ให้สะอาด ปราศจากโทษ ๑ ปริจฺจาคํ การบริจาคสละ๑ อาชฺชวํ ความซื่อตรง ๑ มทฺทวํ ความอ่อนโยน ๑ ตปํ การขจัดความเกียจคร้านและความชั่ว ๑ อกฺโกธํ การไม่โกรธ ๑ อวิหึสญฺจ การไม่เบียดเบียนผู้อื่น ตลอดถึงสัตว์ให้ได้ทุกข์ยาก ๑ ขนฺติญฺจ ความอดทนต่อสิ่งควรอดทนเป็นเบื้องหน้า ๑ อวิโรธนํ การปฏิบัติไม่ให้ผิดจากการที่ถูกที่ตรง และดำรงอาการคงที่ ไม่ให้วิการด้วยอำนาจยินดียินร้าย ๑ บรรจบเป็นกุศลส่วนชอบ ๑๐ ประการ ลำดับนั้นพระปีติ และพระโสมนัสไม่น้อยจักเกิดมีแต่พระองค์เพราะได้ทรงพิจารณาเห็นกุศลธรรมเหล่านี้มีในพระองค์เป็นนิตย์
คาถาและคำแปลนี้ก็มาจาก มหาหังสชาดก ที่ได้เล่ามาแล้วในวันแรกๆ

๒๖ สิงหาคม ๒๕๓๐

--------------------------------------------------------------

หมายเหตุ
บทความนี้เป็นธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร ได้บรรยายแก่พระนวกะภิกษุ ในพรรษากาล ๒๕๓๐ รวมทั้งสิ้น ๓๘ ครั้ง วัดบวรนิเวศวิหารได้จัดพิมพ์หนังสือเรื่อง ทศบารมี ทศพิธราชธรรม นี้ขึ้นขอพระราชทานถวายเฉลิมพระเกียรติ ในมหาอุดมมงคลวโรกาสพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช วันที่ ๒ - ๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑

คัดลอกจาก หนังสือทศบารมี ทศพิธราชธรรม ของ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
พิมพ์ที่ โรงพิมพ์ชวนพิมพ์ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศน์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ




 

Create Date : 16 มิถุนายน 2554    
Last Update : 16 มิถุนายน 2554 14:38:24 น.
Counter : 1128 Pageviews.  

1  2  

sirivajj
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




บทความในกลุ่ม ข้อคิด-ธรรมะ ได้ถูกเรียบเรียงขึ้น โดยบางบทความได้คัดลอกและสำเนาภาพมาถ่ายทอดจากหนังสือธรรมะต่างๆ หรือหนังสืออื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ด้วยเจตนาประสงค์จะให้ธรรมะอันเป็นสัจจะและมงคลของพระพุทธศาสนาได้รับการเผยแพร่และเข้าถึงพุทธศาสนิกชนหรือผู้ที่สนใจให้ได้มากที่สุด รวมทั้งให้บทความธรรมะได้ถูกรวบรวมไว้ในรูปแบบที่จะสะดวกแก่การสืบค้นและเข้าถึงในภายหลัง

ผู้ที่ประสงค์จะคัดลอกไปเพื่อประโยชน์ทางพาณิชย์ กรุณาตรวจสอบกับต้นฉบับหรือเจ้าของลิขสิทธิ์ ด้วยครับ
Friends' blogs
[Add sirivajj's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.