ธรรมะสู่ความสำเร็จ
ธรรมะสู่ความสำเร็จมี 3 ประการ คือ ครองตน ครองคน ครองงาน โดยมีแนวทางในการปฏิบัติ ดังต่อไปนี้

ครองตน ควรยึดและปฏิบัติตามหลักฆราวาสธรรม 4 คือ
สัจจะ หมายถึง การใช้ชีวิต โดยยึดหลักความจริงเป็นที่ตั้ง
ทมะ หมายถึง การข่มใจไม่ให้เป็นทาสกิเลสและอบายมุข แก้ไขข้อบกพร่องและบำรุงตนเอง ให้เจริญก้าวหน้าด้วยสติปัญญา
ขันติ หมายถึง อดทน ตั้งหน้า ตั้งตา ทำงาน
จาคะ หมายถึง ความเป็นคนใจกว้าง พร้อมรับฟังความทุกข์และความคิดเห็นของผู้อื่น

ครองคน ควรยึดและปฏิบัติตามหลักวัตถุธรรม 4 คือ
ทาน หมายถึง การแสดงความมีน้ำใจ รู้จักการให้
ปิยวาจา หมายถึง การใช้วาจาทำให้เกิดไมตรีและความสามัคคี
อัตถจริยา หมายถึง การกระทำที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
สมานัตตตา หมายถึง การวางตนให้เหมาะสมแก่ฐานะ เหตุการณ์และสิ่งแวดล้อม

ครองงาน ควรยึดและปฏิบัติตามหลักอิทธิบาท 4 คือ
ฉันทะ หมายถึง ความพอใจในงาน รักในการที่จะทำงานอย่างสร้างสรรค์
วิริยะ หมายถึง การทุ่มเทเสียสละทำงานอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะสำเร็จ
จิตตะ หมายถึง การมีความคิดมุ่งมั่นในการทำงานให้สำเร็จไม่ปล่อยให้จิตใจฟุ้งซ่าน
วิมังสา หมายถึง การรู้จักวางแผน ใช้ปัญญาใคร่ครวญ แก้ไขและปรับปรุง



Create Date : 29 เมษายน 2551
Last Update : 29 เมษายน 2551 20:03:11 น.
Counter : 195 Pageviews.

3 comment
ความดีเด่นของกาลามสูตร
กาลามสูตร เป็นพระสูตรสำคัญสูตรหนึ่งในพระพุทธศาสนา ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ จากนักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบัน แท้ที่จริง ในพระไตรปิฎก ชื่อกาลามสูตรไม่ได้มีปรากฏอยู่ หากมีแต่ชื่อว่า เกสปุตตสูตร ทั้งนี้ก็เพราะว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระสูตรนี้แก่ชาวกาลามะ ซึ่งอยู่ในเกสปุตตนิคม เพราะฉะนั้น จึงตั้งชื่อพระสูตรนี้ตามชื่อของนิคมนี้ว่า เกสปุตตสูตร แต่คนที่อยู่ในนิคมหรือ ตำบลนี้เป็นเชื้อสาย หรือมีสกุลเดียวกัน คือ สกุลกาลามะ เขาจึงเรียกประชาชนเหล่านี้ว่ากาลามชน ซึ่งมีโคตรอันเดียวกัน สกุลเดียวกัน คือ กาลามโคตร เพราะฉะนั้นเขาจึงเรียกพระสูตรนี้ว่า เกสปุตตสูตร แต่ชาวโลกทั่วไป มักจะเรียกพระสูตรนี้ว่า กาลามสูตร เพราะรู้สึกว่าจะเรียกได้ง่ายกว่า
พระสูตรนี้เป็นพระสูตรที่ไม่ยาว แต่มีใจความลึกซึ้งน่าคิดประกอบด้วยเหตุผล ซึ่งผู้นับถือ พระพุทธศาสนาหรือผู้ศึกษาพระพุทธศาสนาควรจะได้ศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการใช้เหตุผลตามหลัก วิทยาศาสตร์ สอดคล้องกับกฎทางวิทยาศาสตร์

สิ่งที่ไม่ควรเชื่อ 10 ประการ

มา อนุสฺสวเนน อย่าเพิ่งเชื่อโดยฟังตามกันมา
มา ปรมฺปราย อย่าเพิ่งเชื่อโดยถือว่าเป็นของเก่าเล่าสืบๆ กันมา
มา อิติกิราย อย่าเพิ่งเชื่อเพราะข่าวเล่าลือ
มา ปิฏกสมฺปทาเนน อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างคัมภีร์หรือตำรา
มา ตกฺกเหตุ อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดเดาเอาเอง
มา นยเหตุ อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดคาดคะเนอนุมานเอา
มา อาการปริวิตกฺเกน อย่าเพิ่งเชื่อโดยตรึกเอาตามอาการที่ปรากฏ
มา ทิฎฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเห็นว่าต้องกับความเห็นของตน
มา ภพฺพรูปตา อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดควรเชื่อได้
มา สมโณ โน ครูติ อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดนั้นเป็นครูของเรา

สรุปแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่าอย่าเพิ่งเชื่อ เพราะเหตุ 10 ประการนี้

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เป็นวิทยาศาสตร์และพิสูจน์เห็นได้ด้วยเหตุและผล



Create Date : 29 เมษายน 2551
Last Update : 29 เมษายน 2551 19:53:43 น.
Counter : 177 Pageviews.

0 comment
กระดาษด้านที่สาม

เมื่อแรกที่เห็นอี-เมลฉบับนี้ก็งงว่า ใครหนอจะสามารถเอากระดาษสองหน้าไปใช้ประโยชน์ได้อีก เลยลองถามคนรอบข้างว่า ถ้าจะเอากระดาษที่ใช้แล้วสองหน้าไปใช้อีกจะเอาไปทำอะไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด

ชั่งกิโลขาย พับถุงใส่กล้วยแขก ทำเปเปอร์มาร์เช่ พับนก ห่ออะไรที่ไม่ใช้แล้ว ฯลฯ มีใครคิดได้มากกว่านี้ดิฉันไม่รู้ แต่ไม่มีใครคิดถึงเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เลย

นัยยะสำคั­ของเมลฉบับนี้ คือ ต้องการใช้ประโยชน์จากกระดาษหน้าที่สาม แปลกใจใช่ไหม เพราะกระดาษหนึ่งแผ่นก็จะมีแค่ด้านหน้ากับด้านหลัง แค่ได้ใช้กระดาษรีไซเคิลแทนการใช้กระดาษใหม! ่ก็นับว่าช่วยในเรื่องการประหยัดทรัพยากรธรรมชาติ คือ ต้นไม้ ได้มากมาย

แต่นี่เป็นรีไซเคิลซ้อนรีไซเคิล ให้ได้ใช้ประโยชน์อีกต่อหนึ่ง ก่อนที่จะส่งไปชั่งกิโลขาย


ผู้ที่ร้องขอบริจาคกระดาษที่ใช้แล้วทั้งสองหน้า คือ มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ทางมูลนิธิต้องการนำกระดาษที่ใช้แล้วทั้งสองหน้าไปใช้กับการเรียนการสอนภาษาเบลล์ของคนตาบอด ในเมื่อคนตาบอดมองไม่เห็นอะไรอยู่แล้ว กระดาษจะใช้แล้วไปมากน้อยขนาดไหน จะสีอะไรย่อมไม่มีผล เพราะทางสมาคมต้องการแค่ไปสอนภาษาเบลล์ให้คนตาบอดได้หัดเขียนหัดอ่านเท่านั้น

ถ้าใครช่วยได้ ส่งกระดาษที่คุณใช้แล้ว แต่ยังอยู่ในสภาพดีไปได้ที่ มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เลขที่ 420 ถนนราชวิถี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 โทรศัพท์ 0-2354-8365

ช่วยกัน...ช่วยกัน เป็น 'ปาติหาน' เล็กๆ น้อยๆ สำหรับคนตาบอด และได้เป็นอีกส่วนหนึ่งของการแก้ปั­หาภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน
Credit: //www.bloggang.com/viewdiary.php?id=skyteam&month=08-2007&date=04&group=1&gblog=2

ถ้าใครมีโอกาส ผมว่าได้ประโยชน์มากเลยนะ หรือถ้าสามารถให้การสนับสนุนด้านอื่นๆ ได้ลองดูนะครับที่
มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย
ในพระบรมราชินูปถัมภ์
ยังมีวิธีให้การช่วยเหลืออีกหลายวิธีลองดูนะครับ



Create Date : 27 สิงหาคม 2550
Last Update : 28 สิงหาคม 2550 21:46:34 น.
Counter : 815 Pageviews.

6 comment
เรื่องของหมา ที่คนน่าอ่าน

เจ้าของร้านขายเนื้อสดคนหนึ่งรู้สึกประหลาดใจที่หมาตัวหนึ่งมาที่ร้าน
โดยในปากมันคาบแบงก์ 10 ดอลลาร์และกระดาษเขียนข้อความว่า
"ขอซื้อไส้กรอก 12 ชิ้นกับขาแกะ 1 ขาครับ"
เขารู้สึกประทับใจความแสนรู้ของมัน
ดังนั้น หลังจากเก็บเงิน 10 ดอลลาร์
และเอาไส้กรอกและขาแกะใส่ถุงแขวนที่ปากให้มันคาบไปแล้ว
เขาจึงตัดสินใจปิดร้านสะกดรอยตามมันไป
หมาตัวนั้นเดินไปตามถนนจนถึงทางม้าลาย
มันก็วางถุงที่คาบไว้ลงแล้วยืนด้วยขาหลังและยกขาหน้ากดปุ่มไฟสำหรับคนข้ามถนน
แล้วก็คาบถุงต่อ
รอจนไฟคนข้ามเขียวมันจึงข้ามไปยังป้ายรถเมล์อีกฝั่งหนึ่ง
มันจ้องมองตารางเวลาเดินรถแล้วนั่งลงตรงที่นั่งรอ
สักพักมีรถเมล์คันหนึ่งมา
มันเดินไปดูหมายเลขที่หน้ารถแล้วก็กลับมานั่งรอต่อ
อีกสักเดี๋ยวก็มีรถเมล์มาอีกคัน มันเดินไปดูหมายเลขรถอีก
เมื่อเห็นว่าเป็นสายที่มันรออยู่
มันจึงขึ้นรถเมล์คันนั้น
คนขายเนื้อถึงกับอ้าปากค้าง ทึ่งในความแสนรู้ของมัน
แล้วรีบตามมันขึ้นรถคันนั้นไป
หลังจากรถวิ่งผ่านกลางเมืองออกไปยังชานเมือง
เจ้าหมาแสนรู้ก็ลุกจากที่นั่งเดินไปหน้ารถ
มันยืนด้วยขาหลังแล้วเอาขาหน้ากดกริ่งบนรถ
เมื่อรถจอดมันก็ลงและเดินไปตามถนนจนถึงหน้าบ้านหลังหนึ่งแล้วเลี้ยวเข้าไป
คนขายเนื้อยังสะกดรอยตามมันอยู่ห่างๆ เช่นเดิม
เมื่อมาถึงประตูบ้านที่ปิดอยู่มันก็วางถุงไส้กรอกที่คาบไว้ลง
แล้วถอยหลังมาตั้งหลักประมาณ 2-3 เมตร
จากนั้นก็วิ่งเข้าชนประตูเต็มแรง มันพยายามอยู่ 2-3 ครั้ง
แต่ประตูก็ยังเปิดไม่ออก
มันเลยเดินอ้อมตัวบ้านไปที่หน้าต่างบานหนึ่งที่ปิดอยู่และเอาหัวโขกที่หน้าต่างหลายครั้ง
แล้วก็เดินกลับมารอที่ประตู
สักพักประตูบ้านก็ถูกเปิดโดยเจ้าของหมาเป็นผู้ชายหุ่นล่ำบึ้ก
ซึ่งพอเปิดประตูเสร็จเขาก็เริ่มเตะต่อยและตะโกนด่าเจ้าหมาแสนรู้ตัวนั้นทันที
ถึงตอนนี้คนขายเนื้ออดรนทนไม่ไหว
เขารีบวิ่งเข้าไปห้ามเจ้าของหมา พร้อมกับถามว่า
"คุณเตะมันทำไมกัน มันเป็นหมาสุดอัจฉริยะเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลย ถ้าไปออกทีวีต้องดังแน่"
เจ้าของหมาตอบสวนทันทีว่า "คุณว่ามันฉลาดนักเหรอ
เชอะ! รู้มั้ยว่านี่เป็นครั้งที่สองในรอบสัปดาห์นี้นะ
ที่มันลืมเอากุญแจบ้านติดตัวไปด้วย"

คติสอนใจจากเรื่องนี้คือ
"เราอาจทำงานได้เกินความคาดหมายในสายตาผู้อื่น แต่ก็ยังทำงานได้ต่ำกว่าเป้าหมายในสายตาของนายเราเสมอ"






Create Date : 25 สิงหาคม 2550
Last Update : 25 สิงหาคม 2550 21:08:11 น.
Counter : 449 Pageviews.

2 comment
ปา-ติ-หาน

ปาติหาน… ที่แท้ มาจากไหน? *~
หลายคนที่เคยชมภาพยนตร์โฆษณา “ปาติหาน” คงจะคุ้นกับประโยคด้านบนนี้ และก็คงมีหลายคนที่สงสัยว่า ภาพยนตร์โฆษณานี้ เป็นเรื่องจริงหรือไม่? เพราะจะว่าไปแล้ว ปัจจุบัน Forward Mail ทำนองนี้มีอยู่มาก (มากจริงๆ) วันนี้เราเลยหยิบเรื่องราวที่พร ้อมจะไขข้อข้องใจใครหลายๆ คน มาฝากกันด้วย เพราะเค้าว่ากันว่าเรื่อง “ปาติหาน” เนี่ย จริงๆ แล้วมาจากหนังสือฝรั่งเล่มหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อหาที่แปลแล้วว่า...
เทสส์มีอายุ 8 ปี ตอนที่เธอได้ยินพ่อกับแม่พูดเรื่องน้องชายของเธอ ‘แอนดรูว์’ สิ่งที่เธอรู้คือน้องชายป่วยมากและพวกเขาแทบไม่มีเงินกันเลย พวกเขาจะต้องย้ายไปอยู่อพาร์ตเม้นท์ในเดือนหน้าเพราะพ่อไม่มีเงินที่จะจ่ายทั้งค่ายาและค่าบ้าน

การผ่าตัดแสนแพงเท่านั้นที่จะยื้อชีวิตน้องชายไว้ได้ และคงไม่มีใครให้กู้เงินจำนวนมากอย่างนั้น เธอได้ยินพ่อพูดกับแม่ว่า “คงมีแต่ปาฏิหารย์เท่านั้นที่จะช่วยลูกตอนนี้ได้”

เทสส์เดินไปที่ห้องนอนดึงโหลแก้วใส่ขนมที่ซ่อนไว้ในตู้ เธอเทของข้างในทั้งหมดลงบนพื้นและเริ่มนับอย่างตั้งใจ เธอนับซ้ำถึง 3 ครั้ง ผลรวมที่ได้นับว่าดีทีเดียว ไม่มีผิดพลาด

หลังจากเทเหรียญกลับลงโหลแก้วแล้วปิดฝา เธอหลบออกหลังประตูบ้านเดินอีก 6 บล็อกไปยังร้านขายยา เรเซลที่มีเครื่องหมายหัวหน้าเผ่าอินเดียแดงสีแดงขนาดใหญ่ตรงเหนือประตู

เทสส์นั่งรออย่างอดทนเพื่อให้เภสัชกรสังเกตเห็นเธอทว่าเขากลับจดจ่อคุยกับชายอีกคนแทนที่จะมาสนใจเด็กอายุ 8 ขวบในตอนนั้น เธอเอาเท้าถูพื้นไปมาจนมีเสียง

ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เธอโก่งคอทำเสียงน่าเกลียดที่สุดเท่าที่ทำได้....ใช้ไม่ได้ผล

สุดสุดเธอหยิบเหรียญส่วนหนึ่งทุบลงบนเคาน์เตอร์ดังปัง นั่นใช่เลย!

“หนูต้องการอะไรหรือ” เภสัชกรถามด้วยน้ำเสียงรำคาญ “ฉันกำลังคุยกับพี่ชายฉันที่มาจากชิคาโก้เพราะไม่ได้พบกันมานานอยู่นะ” เขาพูดขึ้นมาโดยไม่รอหยุดฟังคำตอบ

“เอาล่ะ...ให้หนูพูดกับคุณเรื่องน้องชายหน่อยเถอะ” เทสส์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงรำคาญเหมือนกัน
“จริงๆแล้ว...เขาป่วย...แล้วหนูก็ต้องการซื้อปาฏิหารย์”

“หนูว่ายังไงนะ?” คนขายยาพูด

“เขาชื่อแอนดรูว์ มีบางอย่างผิดปกติโตขึ้นมาในสมองของเขา ปะป๊าหนูพูดว่าคงมีแต่ปาฏิหารย์เท่านั้นที่จะช่วยเขาตอนนี้ได้ แล้วทีนี้ ปาฎิหารย์มีราคาเท่าไหร่”

“เราไม่มีปาฏิหาย์ขายที่นี่หรอก สาวน้อย ฉันเสียใจด้วยนะที่ช่วยหนูไม่ได้” คนขายยาพูดเสียงแผ่วลง

“นี่...หนูมีเงินจ่ายนะ ถึงแม้จะไม่มากนักก็เถอะ หนูจะจ่ายส่วนที่เหลือเอง บอกมาสิว่าราคาเท่าไหร่”

พี่ชายคนขายยาก้มตัวลงมาถามเด็กหญิงว่า “แล้วปาฏิหารย์แบบไหนล่ะ ที่น้องชายหนูอยากได้?”

“หนูไม่รู้” เทสส์ตอบนัยน์ตาคลอ “หนูแค่รู้ว่าน้องป่วยแล้วมาม้าก็บอกว่าน้องต้องผ่าตัด แต่ปะป้าหนูจ่ายไม่ไหว หนูเลยจะใช้ตังค์ตัวเอง”

“แล้วหนูมีอยู่เท่าไหร่หรือ?” พี่ชายเภสัชกรถาม

“1 เหรียญกับอีก 25 เซ็นต์ค่ะ” เทสส์บอกเสียงเบาๆ “นี่คือเงินทั้งหมดที่หนูมี ที่จริงหนูอยากให้มากกว่านี้ถ้ามี”

“งั้น เอาอย่างนี้ละกันนะ” เขายิ้ม “1 เหรียญ 25 เซ็นต์....ราคาสำหรับปาฏิหารย์ให้น้องชายตัวน้อยๆ แล้วล่ะ” เขาพูดต่อว่า “พาฉันไปที่ๆ หนูอยู่หน่อยสิ ฉันอยากเจอน้องชายกับพ่อแม่ของหนู...ไปดูสิเผื่อฉันจะมีปาฏิหารย์อย่างที่หนูต้องการก็ได้”

พี่ชายของเภสัชกรคนนั้นคือ คุณหมอ คาร์ตัน อาร์มสตอง ศัลยแพทย์จากชิคาโก้ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมระบบประสาท การผ่าตัดประสพความสำเร็จโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและไม่นานแอนดรูว์ก็ได้กลับบ้านพร้อมสุขภาพที่ดีขึ้น หลังจากนั้น แม่และพ่อก็เล่าเหตุการณ์ที่เก ิดขึ้นที่ทำให้พวกเรามีวันนี้

แม่ของเธอเล่าว่า “การผ่าตัดครั้งนั้นเป็นปาฏิหารย์จริงๆ เชียว แม่สงสัยจังเลยว่ามันมีราคาเท่าไหร่นะ”

เทสส์ยิ้ม เธอรู้แน่ล่ะว่าปาฏิหารย์นั้นราคาเท่าไหร่... ก็ 1 เหรียญ 25 เซ็นต์ไงล่ะ ...


และนี่คือ ที่มาของปาติหาน ที่หลายๆ คนเคยสงสัยค่ะว่าตกลงเป็นเรื่องจริง หรือมาจากไหนกันแน่ ...

Credit: //www.dek-d.com/board/view.php?id=917168



Create Date : 19 สิงหาคม 2550
Last Update : 19 สิงหาคม 2550 23:00:21 น.
Counter : 136 Pageviews.

5 comment
1  2  3  4  5  6  7  

vishnu
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Blog ส่วนตัว เพื่อเผยแพร่สาระดีๆ แก่พี่ เพื่อน น้อง และลูก(ศิษย์)
ตอนนี้เพิ่งเริ่มต้น หากท่านใดมีคำแนะนำดีๆ Comment มาได้ใน About me ครับ แล้วจะพยายามทำให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
สำหรับ เรื่องดีๆ ที่น่าอ่าน Blog ที่ไม่มีชื่อผมและวันเขียนลงท้ายไว้ แปลว่าหยิบมาจากที่อื่นนะครับ



ต้องการสืบค้นข้อมูล
เชิญได้ที่นี่ครับ




ค้นหาใน GOOGLE.CO.TH
ค้นหาใน CodeTukyang.com
All Blog