มโหฬารบางกอก
Group Blog
 
All blogs
 

สนามพระวัดราชนัดดา .... ช่องทางการค้าของ...ใคร

พระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน ถึงแม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปหรือแปรเปลี่ยนไปมากเพียงใด ศาสนาก็ยังคงเป็นสิ่งที่ดีงาม สวยงามอยู่ในใจของคนไทยทุกคน โดยเฉพาะในขณะนี้ ศาสนาถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด ด้วยเพราะปัจจุบันมีปัญหาที่เข้ามารุมเร้ามากมาย ศาสนาจึงกลายเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยทุกคน แต่ถึงกระนั่นก็ยังมีคนที่ฉวยโอกาสหากินทางพระพุทธศาสนา โดยนำพระพุทธศาสนามาเป็นช่องทางการค้า หรือที่เราเรียกว่า “พุทธพาณิช”

วัดราชนัดดารามวรวิหาร (วัดราชนัดดา) เป็นวัดที่เก่าแก่ซึ่งสร้างขึ้นสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

จุดเด่นของวัดราชนัดดาอยู่ตรงที่โลหะประสาท ซึ่งหากใครผ่านไปแถวถนนราชดำเนินก็จะเห็นโลหะปราสาทตั้งอยู่อย่างสวยงาม แต่วัดราชนัดดาไม่ได้มีเพียงแค่นั่นที่น่าสนใจ เพราะปัจจุบันภายในวัดยังกลายเป็นสนามพระ หรือที่เราเรียกกันว่า “สนามพระวัดราชนัดดา”

“สนามพระวัดราชนัดดา” ปัจจุบันกลายเป็นย่านเศรษฐกิจช่องทางการค้าขายทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเห็นได้จากร้านค้าแต่ละร้านภายในสนามพระวัดราชนัดดาจะขายเกี่ยวกับพระเครื่องทั้งหมด ตั้งแต่สิ่งๆจนถึงสิ่งใหญ่ๆ อาทิ เช่น


สายสิทธิ์สีสันต่าง สร้อยคอลูกประคำ พระพุทธรูปตั้งแต่ขนาดเล็กไปถึงขนาดใหญ่ รวมทั้งจัตุคาม ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดล้วนจัดทำขึ้นเพื่อการค้าทั้งนั้น มิได้มีการทำพิธีกรรมทางศาสนาแต่อย่างไร


<
img src = //www.bloggang.com/data/violahesting/picture/1189455352.jpg>


ที่น่าแปลกใจที่สุดคือ บริเวณรอบๆสนามพระราชนัดดา เกือบ 80 % เป็นพระสงฆ์ทั้งนั้น ที่มาซื้อสิ่งของสำเร็จรูปทางพระพุทธศาสนาเหล่านี้ไป ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่กิจของสงฆ์เลยที่ต้องมาซื้อของพวกนี้ นอกเสียจากว่าพระสงฆ์เหล่านั้นเขากำลังทำธุรกิจทางการค้าอยู่


ย้อนกลับไปเมื่อสมัยก่อน หากทางวัดใดวัดหนึ่งประสงค์ที่จะจัดทำวัตถุมงคลขึ้นมาทางวัดนั้นๆจะเป็นคนสร้างวัตถุนั้นขึ้นมาเองโดยที่ไม่ได้ไปซื้อมาจากที่อื่น เพื่อสร้างความเลื่อมใส ความศรัทธาให้กับประชาชน แต่ปัจจุบันไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว ไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับทางพระะพุทธศาสนา ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมถึงได้เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งจิตใจของคนเราก็ด้วยที่คิดแม้แต่จะหาผลประโยชน์จากทางพุทธศาสนา



จากการสังเกตพบว่าสนามพระวัดราชนัดดา แม่ค้าพ่อค้าส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับลูกค้าที่เป็นพระสงฆ์ที่มาซื้อมาก เนื่องจากพระสงฆ์ที่มาซื้อส่วนใหญ่จะมาซื้อของเป็นจำนวนมาก ทำให้ได้ขายกำไรดี หรือแม้แต่จัตุคามที่ตอนนี้กระแสนิยมกำลังลดลง แต่ก็ยังมีพระสงฆ์บางรูปที่ไปรับซื้อจัตุคามจากที่นั่นเป็นจำนวนมาก บางรายถึงกับต้องมีลูกวัดมาช่วยถือของตาม นอกจากนั้นตามร้านต่างๆ ยังมีป้ายติดไว้ว่า จำหน่ายและรับสั่งทำของทุกชนิด





แม่ค้า พ่อค้าต่างก็ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการค้าขายและหารายได้ ยิ่งไปกว่านั่นอีก พระสงฆ์ที่มาซื้อกลับกลายเป็นพ่อค้าคนกลางที่ส่งต่อสินค้าไปยังไปประชาชนอีกถอดหนึ่ง โดยที่ประชาชนไม่รู้เลยว่าวัตถุสิ่งนั้นเป็นมาอย่างไร

จะว่าไปแล้วมนุษย์เราเห็นค่าของเงินมากกว่าสิ่งใด พอมีช่องทางไหนที่สามารถฉกฉวยโอกาสหารายได้ได้ก็จะทำ โดยที่ไม่ได้คิดเลยว่าสิ่งเหล่านั้นมันเป็นสิ่งที่ถูกหรือผิด เพราะมั่วแต่เห็นคุณค่าของเงินมากกว่าการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี ไม่ใช่แต่เพียงพ่อค้าแม่ค้าเท่านั้น เพราะขณะนี้บางคนก็ยังคงอาศัยผ้าเหลืองในการหารายได้ เกร็งกำไร จากประชาชน ลวงหลอกประชาชนให้ซื้อวัตถุมงคลต่างๆ โดยอ้างสรรพคุณสารพัดทั้งๆที่มันไม่ใช่หน้าที่ของสงฆ์ที่จะต้องมาป่าวประกาศเร่ขายวัตถุมงคล ซึ่งเราเองก็ไม่แน่ใจได้เลยว่าวัตถุชิ้นนั้นเป็นของที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยความศรัธาทางพระพุทธศาสนาหรือว่าถูกสร้างมาเพื่อค้ากำไรกันแน่




ถ้าหากยังเป็นเช่นนี้อยู่อนาคตพระพุทธศาสนาของเราจะเป็นอย่างไร?


นับวันศาสนาเราเริ่มมีอะไรแปลกมากขึ้น เห็นได้จากข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ที่มีพิธีกรรมการปลุกเสกที่แปลกๆและพิสดารออกไปเลยๆ บางครั้งดูแล้วรู้สึกว่าไม่เหมาะสม คือบางอย่างมันมากเกินไป จนเกินคำว่าพอดี ซึ่งเราไม่รู้เลยว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของเขาคืออะไร


หลายคนอาจจะวุ่นวายอยู่ในสังคมเมืองจนลืมคิดถึงเรื่องเหล่านี้ไป ซึ่งอาจจะไม่เห็นความสำคัญตรงจุดนี้ หรืออาจจะมองว่าเป็นเรื่องปกติที่ต้องเกิดขึ้นในสังคมอยู่แล้ว แต่หากมองย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปี การค้าแบบนี้ไม่มีให้เห็น เครื่องรางของขลังสมัยก่อนไม่สามารถตีค่าได้ด้วยซ้ำ เป็นการให้ด้วยความศรัธาจริงๆ ด้วยเพราะมนุษย์เราในอดีตมิได้ลุ่มหลงวัตถุ ข้าวของ เงินทอง หากเปรียบเทียบกับสมัยนี้แล้วจากพระเครื่องที่ไม่เคยมีราคาในสมัยก่อน พอมาถึงปัจจุบันสามารถตีราคาได้ถึงหลักหมื่น หลักแสน นั่นเป็นเพราะอะไรกัน


สิ่งที่ดีที่สุดตอนนี้ คือ บางสิ่งบางอย่างที่เรามองว่าเป็นเรื่องเล็กๆในวันนี้ หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างรอบๆตัวเรา อย่านิ่งดูดายถ้ามันเป็นสิ่งไม่ดี เพราะผลที่ตามมาจะตกอยู่กับตัวเรา จนบางครั้งมันอาจจะทำลายวัฒนธรรมเก่าแก่ที่มีมาแต่ครั้งอดีตสูญหายไป โดยที่คนรุ่นหลังไม่รู้ และคิดว่าเป็นเรื่องปกติ










 

Create Date : 11 กันยายน 2550    
Last Update : 11 กันยายน 2550 3:19:38 น.
Counter : 2284 Pageviews.  

ชุมชนใต้ทางด่วน

เมื่อจากดำเปลี่ยนเป็นขาว “ลานกีฬาอุรุพงษ์”




“ทางด่วน” เส้นทางการจราจรที่มีแต่เฉพาะในกรุงเทพฯและเขตรอบนอกที่ใกล้เคียงเท่านั้น และแน่นอนที่ใดมีทางด่วนก็มักจะเกิดชุมชนที่เรียกว่า “ชุมชนใต้ทางด่วน” ขึ้นที่นั่น และชุมชนนี้ไม่ว่าจะเอ่ยชื่อที่ไหนใครได้ยินก็ต้องนึกไปถึงคนเร่ร่อน ชุมชนแออัด และแหล่งมั่วสุมติดยา



ชุมชนคลองส้มป่อย เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่มีอาณาบริเวณพื้นที่อาศัยติดกับทางด่วน และบริเวณใต้ทางด่วนแห่งนี้เอง เคยเป็นแหล่งมั่วสุมของคนเร่ร่อน คนทำอาชีพเก็บของเก่า และกลุ่มวัยรุ่นที่หนีออกจากบ้านมามั่วสุมเสพยากัน แต่ปัจจุบันชุมชนแห่งนี้กับกลายเป็นลานกีฬาต้านยาเสพติดที่ชื่อว่า “ลานกีฬาอุรุพงษ์” ภายใต้การจัดการของผู้นำชุมชนผู้เข้มแข็ง ประโยชน์ หวังใจสุข
ประโยชน์ หวังใจสุข ประธานชุมชนคลองส้มป่อยและประธานลานกีฬาอุรุพงษ์ กล่าวว่า ก่อนหน้าที่บริเวณใต้ทางด่วนแห่งจะกลายมาเป็นลานกีฬานั้น เคยเป็นแหล่งมั่วสุมเสพยา และแหล่งพักอาศัยของคนเร่ร่อนมาก่อน มีการจับกลุ่มเก็บของเก่า และจับจองเป็นที่พักอาศัยนอนกันเกลื่อนกลาด ชาวบ้านที่พักอาศัยอยู่แถวนี้เขาก็ไม่สบายใจ เพราะว่าคนพวกนี้ค่อนข้างน่ากลัว




“เมื่อก่อนตรงพื้นที่แห่งนี้มันเป็นของพวกเขาจริงๆ เขาจะนอนกันตอหม้อนึงประมาณ 5 คน จับกลุ่มกันเก็บของเก่า ดมกาว เสพยาเสพติดเยอะมากๆ บางคนก็มาจากต่างจังหวัดตามหาญาติพอไม่เจอก็เลยมาอาศัยนอน แต่ส่วนมากจะเป็นพวกขี้ยา มีปัญหาครอบครัว หนีออกจากบ้าน และจับกลุ่มมั่วสุมกัน พอตกกลางคืนพวกเขาก็จะนอนเรียงกันเป็นตับไม่น่าดู ชาวบ้านแถวนี้ก็ไม่มีใครกล้าไปยุ่งเพราะคนพวกนี้น่ากลัว” ผู้นำชุมชนกล่าว

เมื่อพูดถึงแนวคิดในการจัดตั้งลานกีฬาแห่งนี้ ผู้นำชุมชนเปิดเผยว่า อันดับแรก อยากให้เป็นสถานที่ออกกำลังกายที่สะอาดของคนในละแวกนี้ เพราะบริเวณนี้จะมีทั้งโรงเรียน มัสยิด และชุมชนต่างๆ มากมาย จึงอยากจัดให้เป็นลานสุขภาพสำหรับคนในชุมชน จึงได้รวบรวมคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อช่วยกันก่อตั้งลานกีฬาแห่งนี้ ช่วงแรกที่ก่อตั้งนั้น ต้องทำการดำเนินการขอไฟฟ้า ขอประปา และใช้งบของตัวเองสร้างทั้งหมด



ผู้นำชุมชนอธิบายถึงวิธีการเฝ้าระวังกลุ่มคนเร่ร่อนไม่ให้เข้ามาจับจองลานกีฬาแห่งนี้อีกว่า ตอนแรกก็มีพวกเร่ร่อนและอู่รถแท็กซี่มาจับจอง เราก็ต้องทำการไล่ที่เขาไป และมีการจัดเวรยามเฝ้าระวังไม่ให้พวกเขาเข้ามาจับจองพื้นที่ตรงนี้กันอีก โดยทางสถานีตำรวจพญาไทยได้มอบอำนาจให้ดูแล จึงดำเนินการจัดตำรวจอาสาสมัครมาช่วยกันสอดส่องไม่ให้พวกเร่ร่อนกลับมาจับจองพื้นที่

“เราต้องช่วยกันจริงๆ เพราะหากเราไม่เข้มแข็งพอคนเร่ร่อนพวกนี้ก็จะกลับมาอีก เราจึงต้องทำการเฝ้าระวังกันให้มาก บางครั้งมีคนพลัดหลงเข้ามานอนเราก็ทำการขอร้องให้เขาไป แต่ถ้าบางคนพูดดีๆ ไม่ได้ก็ต้องลงไม้ลงมือกันบ้าง คือใครจะหาว่าข่มเหงคนจน คนด้อยโอกาส ก็ไม่ได้ เพราะพวกเขาเหมือนขยะสังคม บางทีดื่นเหล้าเมาก็มานอนข้างถนนเหมือนสุนัข ไม่มีข้าวก็ไปขอวัดกิน เราไม่ได้รังเกียจพวกเขา แต่พื้นที่ตรงนี้ไม่เหมาะกับพวกเขาจริงๆ” ผู้นำชุมชนอธิบาย



นอกจากนี้ผู้นำชุมชนได้กล่าวกระแสตอบรับของคนในละแวกนี้ภายหลังการจัดตั้งลานกีฬาว่า หลังจากที่ลานกีฬาแห่งนี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ก็เริ่มมีคนแก่ออกมาเดินออกกำลังกายตอนเช้าๆ พอตกเย้ฯเด็กวัยรุ่นในชุมชนก็จะมาจับกลุ่มเล่นกีฬา ต่อยมวยบ้าง เตะฟุตบอลบ้าง และตีปิงปองบ้าง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะจุดประสงค์หลักก็คืออยากให้คนในชุมชนออกกำลังการกันมากๆ และอยากให้พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สีขาว เป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถมาใช้ประโยชน์ได้

“ใครหลายคนอาจจะมองว่าชุมชนใต้ทางด่วนเป็นแหล่งอบายมุข ไม่น่าเข้าใกล้ แต่อยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันสร้างพื้นที่ว่างเปล่าตรงนี้ให้เกิดประโยชน์บ้าง เพื่อนที่สังคมจะได้มีพื้นที่ๆ ขาวสะอาดมากขึ้น” ผู้นำชุมชนกล่าวทิ้งท้าย
จากการจัดสรรพื้นที่ใต้ทางด่วนของ ประโยชน์ หวังใจสุข ผู้นำชุมชนคลองส้มป่อยทำให้ภาพที่เคยติดลบกับชุมชนใต้ทางด่วนเริ่มมีด้านบวกขึ้นมาบ้าง และเชื่อได้เลยว่ายังมีชุมชนอีกหลายแห่งที่พยายามเปลี่ยนพื้นที่สีดำเช่นนี้ให้กลายเป็นพื้นที่สีขาวขึ้นมา แต่จะมีสักกี่คนที่จะมองภาพในด้านดีของชุมชนเล็กๆ เช่นนี้บ้าง และคงไม่มีใครรู้หรอกว่าชุมชนที่เคยเป็นแหล่งมั่วสุมและไม่น่าย่างกรายเข้ามาใกล้นี้ จะน่าอยู่และอบอุ่นกว่าหลายสถานที่ในเมืองกรุงอันกว้างใหญ่นี้เสียอีก



โดย - ชุติมน สันตะ






 

Create Date : 11 กันยายน 2550    
Last Update : 11 กันยายน 2550 3:13:42 น.
Counter : 353 Pageviews.  


lunix
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Google
ผู้ดูทั้งหมด ท่าน


Friends' blogs
[Add lunix's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.