Group Blog
เข้าชมรมคนท้องผูกแล้ว T T
๑ วันผ่านไป
๒...., ๓ ผ่านไป....เอ่อ  ไม่เข้าห้องน้ำ...- -"
เอ่อ...แต่กินข้าวทุกวัน
ทำไม...เป็นอย่างนี้ล่ะเนี่ย

เราเป็นคนที่ตลอดชีีีวิตที่ผ่านมา....เข้าห้องน้ำ"ทุกวัน"
ทุกวันจริงๆ ตรงเวลาด้วย คือ เช้าๆ
แต่เดี๋ยวนี้...กลายเป็นมนุษย์ท้องผูกอะ  (นอยด์มั่ก)

เมื่อเช้ากินข้าวยำปักษ์ใต้ (ราดน้ำบูดู)
กะว่า พรุ่งนี้จะดีท็อกซ์แล้วล่ะ  
สงสัยต้องดีท็อกซ์เอาออกซะแล้ว (อนาถอะ อี๋)
เปลี่ยนใจ  ดีท็อกซ์ซะวันนี้เลยดีกว่า
ก็เลยจะดื่มแต่น้ำผักทั้งวัน เพื่อให้ร่างกายขับออกให้ได้

ปรากฏว่า อ่านไปอ่านมาหลังจากดื่มไปจะหมดลิตร
เอ้า ไม่มีใยอาหารเลยหรอเนี่ย....??? โอ้ - -"  
แล้วฉันดื่มเพื่ออะไรเนี่ย
ก็คือ เข้าใจว่า ดื่มเพื่อให้ร่างกายมันขับอะไรออกมาบ้าง
แต่ก็แอบสิ้นหวังตอนพบว่า มันไม่มีใยอาหารเลย

ต่อมาเรามองหาสิ่งอื่นๆต่อ
สิ่งนั้นได้แก่ Figgs ลูกฟิกส์
จะบอกว่า อร่อยอะ  แจ๋วมาก
แถมหนึ่งหน่วยบริโภค ๒ ลูก ให้ใยอาหารถึง ๑๖% 
ซึ่งมากกว่าน้ำพรุนสกัดตั้ง ๔ % ซะอีกแน่ะ  สุดยอดอะ
ว่าแล้วก็กินลูกฟิกส์ไป สองลูก  กินมากเปลืองมาก  อิอิ

เราต้องเข้าตลาดเพื่อแสวงหาผักอุดมไฟเบอร์มาจัดหนักๆแระ







Create Date : 06 เมษายน 2556
Last Update : 6 เมษายน 2556 21:20:33 น.
Counter : 367 Pageviews.

กินเพื่ออยู่ (ง่ายกว่าและจบ)
แต่ก็ต้องบอกก่อนว่า เราไม่ใช่มังสวิรัติแต่อย่างใด
และไม่ได้คิดว่า การกินเจจะทำให้เราได้บุญอะไร
และก็ไม่ได้คิดว่า การกินแต่ผักมันจะทำให้เราวิเศษ
หรือสะอาดสะอ้านอะไรกว่าคนอื่น
แล้วก็ไม่ได้ยกตนข่มคนอื่นว่า ฉันไม่กินสัตว์ พวกเธอว์กินสัตว์ ยี้ๆ แบบนี้ด้วย
คือ  แค่ลดการกินเนื้อสัตว์ลงไป (ลดไปมากๆ)
เป็น "รสนิยม" ในการกิน  เข้าใจตรงกันนะ

เริ่มแรก เกิดจากการไม่ค่อยมีกิน อิอิ
แต่หลังๆนี่ ได้เสพสื่อมากขึ้น
ก็เลยมองว่า  

๑. เนื้อสัตว์มันไม่ได้สะอาดอะไรเลย  มันคือซากสัตว์
ไม่ว่าจะเริ่มตั้งแต่กระบวนการเชือดมัน
มาจนถึงการแล่ การย้าย การขนส่ง
คือ จริงๆนะ เห็นการขนส่งเนื้อสัตว์สดชนิดต่างๆแล้วเรากินไม่ลงไปเลย

๒. โลกปัจจุบัน คนกินเพื่อตอบสนองความต้องการทางใจ
มากกว่าการกินเพื่อดูแลกาย บรรเทาหิว
ทำให้การฆ่าสัตว์เป็นอุตสาหกรรม 
ซึ่ง....อันนี้เราก็ขออนุญาตปลีกตัวนิดนึง 
คือ คนเราไม่ได้ล่าสัตว์เพื่อยังชีพเหมือนแต่ก่อนแล้ว
สมัยนี้ล่าสัตว์เพื่อตอบสนองกิเลสในใจ
กินเพื่อเสพสุขจากการได้กินน่ะ

เราก็ขอฝึกหัดขัดเกลาตัวเองตรงนี้
รู้จักระงับความอยากเสียบ้าง  
ซึ่งช่วยให้เรายับยั้งและรู้สึกเลยว่า  เราข่มใจได้ดีขึ้น
เช่นว่า  พอเราอยากกินอะไร กินเล่นๆเนี่ย  
เหมือนเดินตลาดแล้วซื้อหมูย่างกินไง 
อารมณ์แบบชิวๆ  คือ ติดรสชาติที่เคยได้ลิ้มรส เคยรู้ว่ามันอร่อย 
แล้วก็อยากกนอีกแบบนั้น
ก็เปลี่ยนมาเป็น...
"พอแล้ว วันนี้เราอิ่มแล้ว  เราอยู่ได้แล้ว  ไม่ตอ้งกินเพิ่ม "
(กินมากเปลืองตังค์ด้วย)
เออ  มันข่มได้  ใจมันเชื่อฟังเรามากขึ้น


๓. อ่านเจอพระหรือครูอาจารย์หลายท่าน
ไม่ได้เป็นมังสวิรัติแต่ท่านก็ฉันเนื้อสัตว์น้อยจนถึงไม่ฉันเลย
ท่านว่า "เปลืองไฟธาตุ" คือ กินแ้ล้วร่างกายต้องย่อยยาก ย่อยมาก เป็นภาระ 
กินแล้วกลายเป็นภาระร่างกาย 
เข้าใจว่า  ท่านคงเลือกไม่ฉันนะเอง ไม่ได้ห้ามญาติโยมถวาย
จะถวายก็ถวายมา แต่ท่านไม่ฉันในส่วนของเนื้อสัตว์ 
ปลาท่านก็ยังไม่ฉันเลย  

คนเราทุกคนล้วนต้องตายนะ 
ไม่ใช่ว่าไม่กินเนื้อสัตว์แล้วจะอยู่ยงคงกระพัน
หรือจะทำให้ไม่ต้องเจอโรคมะเร็งก็ไม่ใช่อีก 
แต่....เป็นรสนิยมในการกิน
ซึ่งเป็นความพอใจล้วนๆล่ะ


๔. บางคนบอกว่า ไม่กินเนื้อสัตว์แล้วร่างกายจะไม่มีแรง
เราเนี่ยกรรมกรมากๆ ทำงานเช้าจรดเย็น อากาศร้อนๆก็เห็นปกติดี 
มัีนอยู่ที่เราเรียนรู้ในการจัดการกินของเราเองมากกว่า
เราเองก็ไม่มีเนื้อสัตว์กินเท่าไร 
แต่ก็ดื่มนมถั่วเหลือง กินไข่ มีข้าว อาหารแป้ง 
น้ำหวาน ขนมบ้าง ตามวาระ  
ก็ปกติดีนะ   ยกของ แบกของ  ทำงาน ที่สำคัญ ทำงานทุกวันแบบนี้แหร่ะ
ไม่ได้หยุดงานเลย  ก็เห็นปกติดีอะ



มาประมวลทุกๆสิ่งแล้ว
 ณ จุดนี้ เราไม่ใช่มังสวิรัติหรอก  แต่ก็ไม่ใช่พวกนิยมเนื้อสัตว์อะ
ไม่ได้ถึงขนาดว่า ต้องมีหมู ต้องมีไก่ ต้องได้กินปลา 
ตอนนี้คือ  รู็สึกสบายใจที่เรากินอะไรง่ายๆ อยู่ง่ายๆ
กินอยู่แค่พอดีๆกับชีวิต  ไม่กินตอบสนองตัณหาจนมากไป
เราก็กินเพราะกิเลสนะ เพราะยังมีกิเลส เป็นปุถุชน
แต่....ไม่ให้มันมากเกินไปไง  
แม่ทำมาให้กินก็กินนะ   คือ ไม่ได้เลือกมากอะไร
เพียงแต่ลดการกินเนื้อสัตว์ลงไปเยอะแค่นั้นเอง


----

อันนี้เป็นบันทึกความรู้สึกเล็กๆส่วนตัวจากที่ได้เจอบ่อย
คือ....
หมู วัว ที่ไปโรงฆ่าสัตว์น่ะมันร้องไห้ไปตลอดทางนะ
สงสารมัน  

วันนั้นเรามองมันแล้วสงสาร  แดดก็ร้อนจนเนื้อตัวมันร้อนแดงไปหมด
เรามองมันแล้วแผ่เมตตาให้มัน
หมูตัวหนึ่งมันลุกขึ้นเอาหัวโขกตะแกรงขังมัน 
โห เรารอ้งไห้ซะ  สงสารมากๆๆๆๆๆๆๆ 
พูดแล้วก็อยากร้องไห้

วัวก็เหมือนกัน  แก้มเปียกไปตลอดทางนะไปโรงฆ่าน่ะ


พระท่านว่า ให้ย้อนคิดถึงตัวเรา
ว่า ถ้ามีคนเงื้อมีดจะแทงคอเรา 
 เรากลัวไหม?เราจะร้องขอชีวิตไหม?
ท่านว่า  แล้วเวลาเราไปเอาชีวิตผู้อื่นน่ะ....
เคยคิดไหมว่าเขาก็กลัว  คิดไหมว่าเขาก็ร้องขอชีวิต






Create Date : 25 มีนาคม 2556
Last Update : 25 มีนาคม 2556 17:28:03 น.
Counter : 436 Pageviews.

1 comment
ปีเดียว มีหลาน ๒ คน สุดยอดเจง
วันนี้โทรไปหา "สาขาอีสาน" ฮาๆ 
โทรไปติดตามเครือข่ายที่หายเงียบไปตั้งแต่ก่อนแต่งงาน 

คือ 

ก่อนแต่ง -ไม่รับสาย -เข้าใจ    ..ว่าที่เจ้าบ่าว
หลังแต่ง - ไม่รับสาย -เข้าใจ ... เพิ่งแต่่งงาน
แต่ผ่านไปจะครึ่งปียังไม่รับสายนี่....เพื่อนข้อยเป็นอะหยังหว่า?

ในที่สุด  วันนี้ท่านก็รับสาย
เราจึงได้รู้ข่าวว่า  ท่านกำลังจะมีบุตร

กี๊ซ..."มีบุตร"  คือ เอ่อ ภายในปีนี้ปีเดียวเนี่ย   
เพื่อนที่"สนิทที่สุด" ของเรา  มีลูกพร้อมกันอะ  
เท่ากับเรามีหลานสองคนในปีเดียวกันนี้เลย
อีกหน่อยค่าของขวัญของเล่นให้หลานจะเริ่มมีมา 
คนหนึ่งเราเป็นน้า
อีกคนเราเป็นอา  

อะรายเนี่ย (ปรับตัวไม่ทัน)

เราจริงๆเลยค่อนข้างจะแตกตื่นนิดหนึ่งเวลาได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ "การตั้งครรภ์" 
คือ อย่างว่าแหร่ะ  เราไม่อยากท้อง  กลัวมาก  
การเห็นใครๆชื่นมื่นกับการตั้งท้อง  เราก็เลยแตกตื่นนิดหน่อย
เสียขวัญนิดๆ

หลังจากสนทนาปราศรัยเป็นที่พอใจแล้ว
เราก็วางสาย

พอวางสายปั๊บ....เราก็จัดการโทรไปหา "เืพื่อนร่วมอุดมกาณ์" ทันที
พอโทรไปปั๊บแจ้งให้ทราบว่า สหายเรามีบุตร
ไอ้เพื่อนร่วมอุดมการณ์มัร้อง "เห้ย....เป็นตัวๆแล้วหรอ?"

เราแบบ เอ่อ - -"  "เป็นตัวๆๆ "  
แกจะบ้าหรอ  คนน่ะว๊อย  ไม่ใช่ปลาช่อน 
มันก็บอกว่า เค้าหมายถึง คลอดแล้วเป็นคนๆๆแล้วงี้หรอ
เราก็บอกว่า ไม่ใช่  แค่เพิ่งเริ่มตั้งท้องได้ ๒ เดือน 
กำลังอ้วกๆๆเลย    (--")

คำว่า "เพื่อนร่วมอุดมการณ์ คือ เพื่อนสนิทที่ไม่คิดมีบุตรในทุกกรณี"

ดังนั้น  เราสองคนก็เลยมาสนทนาประสาคนช็อคเวลาได้ยินเรื่องการตั้งท้อง

แต่ทีน่าตลกไปกว่านั้น  คือ  เรามาย้อนมองดูตัวเราเองแล้ว
เพื่อนว่า คนอื่นนี่เขา "มีลูก" กันแล้วนะ
ส่วนเราสองคน (เรากับมัน) ยังเป็น "ลูกผีลูกคน" อยู่เลย 
ฮาๆ

เออ ก็จริง

มันว่า มันก็ยังเรียนไม่จบ  ส่วนเรานี่ยิ่งหนัก เพราะยังไม่ได้เริ่มไปเรียนเลย 
ฮาๆๆ  

เห้ย...ชีวิตเป็นของเราน่ะ  จะไปใช้ชีวิตเพื่อดูแลมนุษย์เด็กทำไม
อุตส่าห์โตมาจนป่านนี้  เพื่อใช้ชีวิตของเราเอง

เป้าหมายเรามีแล้ว  
ไม่ตอ้งคลอดลูกมาเป็นเป้าหมาย
การมีลูกสิ  ที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายเราช้าลง


เรากับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ วันนี้เลยวางสายกันไปแบบอกสั่นขวัญแขวน
ช็อคกันมากบ่องตง






Create Date : 24 มีนาคม 2556
Last Update : 24 มีนาคม 2556 20:39:54 น.
Counter : 335 Pageviews.

0 comment
ดิฉันว่าชาวบ้านเขาชอบไปนะพวกงานใส่ซองทั้งหลายนี่
ขอเอาเพลงนี้แปะก่อน 
ชอบ อิอิ




เสิชจนจะพลิกกูเกิลอยู่แล้วก็ยังไม่เจอว่าชื่อเพลงอะไร
ตอนนี้ยังฟังภาษาพม่าไม่ออกด้วยดิ  เคียดเบย

อิอิ  แต่โพสถามหนุ่มไทยในพม่าไปแล้ว
เอ๊ะ  หรือหนุ่มพม่าในไทย  ไม่แน่ใจ - -"

เขาบอกว่าคนร้องชื่อ R Zarni คือ เราหาชื่อเพลงเขาแร้ว ก็หาไม่เจอะอะ

วันนี้ได้รับข่าวจาก รร.อุ้มผาง 
ว่าน้องที่เราเคยอุปถัมภ์ได้จบการศึกษาไปหมดแล้ว
ก็ไม่รู้จะติดต่อน้องเขาได้วิธีใด
อย่างไรก็ตาม  เราได้ตัดสินใจอุปถัมภ์น้องคนใหม่ไปอีก ๑ คน 
เปิดเทอมใหม่หัวใจใสๆเจอกันค่ะ  
ปลายปี ถ้าพี่ไม่ตายก่อนเราจะได้เจอกันนะคะ 


Smiley


ทีนี้มาถึงประเด็นเรื่อง ว่าด้วย "งานใส่ซอง" ทั้งหลาย
งานที่เราเฉยๆ คือ วางเฉยทุกงาน ( อิอิ) 
จริงนะ  เราไม่ไปเลยอะสักงาน
ที่ไป คือ งานแต่งงานของเพื่อนสนิทจริงๆ 
โตจนป่านนี้เพิ่งเคยไปแค่ ๒ งานกับเค้า 
ไปเพราะไปแสดงความยินดีกับเพื่อนจริงๆ
ส่วนงานบอกการ์ดทั้งหลาย  ไม่ไปเลย


แต่ทีนี้เรามาสังเกตว่า ส่วนใหญ่คนในหมู่บ้านเขาคิดกันเรื่องนี้อย่างไร

ในขณะที่เราคิดอย่างนี้

-ใส่ซอง ๓๐๐-๕๐๐ บ.  ถ้าเป็นเพื่อนกัน โอเค สมทบทุนเืพื่อน
แต่ถ้าคิดว่า ไปงาน แล้วนั่งกินข้าว  คือ..เอ่อ  ราคานี้กินเอ็มเคเลยไหม 
ไปกินเอ็มเคคนเดียวครั้งก่อนเราจ่ายไปสี่ร้อยกว่าบาท 
หรือไม่ก็ไปกินบุฟเฟต์ตามโรงแรมอ่านะ  

คือ กินอย่างแมวดมแบบเรา ไปนั่งกินอะไรแบบนี้ก็แพงเว่อร์ไป

-งานสมัยนี้  นิดๆหน่อยๆก็จัดกันหวังซอง  เรารู้สึกเหมือนเราตกเป็นเหยื่อมากกว่า 

-ที่สำคัญ อันนี้สำคัญสุด "เจ้าภาพ" กับ "เรา"  สนิทกันตั้งแต่เมื่อไร?
คือ ...เอ่อ....ไม่รู้จักกันอ่ะบางที  แล้วทำไมอยู่ๆเราต้องไปเสียกะตังค์ด้วย

สรุปความง่ายๆนะ  "เราเสียดายตังค์"  ฮาๆๆๆ เออ  จริงนะ  เราคิดงี้แหร่ะ



-----------แต่  เราสังเกตปฏิกิริยาของชาวบ้านในเขตหมู่บ้านเรานะ-------------


มันสวนทางกับความคิดเราโดยสิ้นเชิง  น่าอัศจรรย์ใจแท้
นี่คือ การเก็บข้อมูลเืพื่อวิแคะ 


๑.โดยทั่วไป แถวบ้านนอกแบบเราเนี่ย  ไม่มี "แหล่งสังสรรค์" 
ดังนั้น งานสังสรรค์ที่ถูกจัดขึ้นจึงเป็นแหล่งสังสรรค์ใกล้บ้านดีๆนะเอง
นั่นไง  เขาถึงได้ชอบกัน  
ได้พบปะกัน  สนุกสนาน กลับบ้านดึกดื่น 

๒.โดยทั่วไป....ชาวบ้านทำงานหาเช้ากินค่ำ  
ที่สำคัญ "กินเยอะ" ด้วย  น้ำอัดลมขวดลิตร น้ำแข็งยูนิค คือ ของพวกนี้ 
กินกันเป็นปกติ  ทั้งงขนมขบเคี้ยวทั้งหลาย  กินเป็นปกติทุกวันอยู่แล้ว
ค่าใช้จ่ายสำหรับการกินของพวกนี้  อย่างน้อย ๕๐ บ. ขึ้นไปจนเกิน ๑๐๐ บ.
และส่วนใหญ่มีการดื่มเหล้า เมาเบียร์  ซึ่งแน่นอน...
ค่าใช้จ่ายแต่ละครั้งไม่น้อยกว่า ๑๐๐-๒๐๐ บ. 


แล้ว...ไปกิน-ดื่ม ไม่อั้นในงานสังสรรค์
เท่ากับดื่มเหล้า กินข้าวอาหารโต๊ะจีน  ไม่อั้น...
โดยเหมาจ่ายเพียงใส่ซองแค่ ๒๐๐-๓๐๐ บ. 
คุ้มเว่อร์ - -"

อย่าลืมว่า ชาวบ้านเขาใส่ซองกัน ๑๐๐-๒๐๐ บ.ก็ไม่น่าเกลียดแล้ว
ส่วนระดับคหบดีทั้งหลายต้อง ๓๐๐ บ. อัพๆ 
บางงาน ๕๐๐ ยืนพื้นเลย  





๓.บางงาน...มีการพนันด้วย  เล่นกันเอิกเกริก
ใส่ซอง ๒๐๐ บ. เข้าเล่นไฮโล  บางคนได้กลับบ้านมามีกำไรอีก 
มีมาเล่าให้ฟังเหมือนกัน

สรุป  เป็นแหล่งซอ่งสุมได้อีก



เก็บข้อมูลดูก็จะเห็นภาพคร่าวๆแล้ว
ว่า ทำไม...

๑.ทำไมถึงได้ชอบจัดงาน
๒.ทำไมถึงได้ชอบไปงาน

เพราะว่า  จริงๆมันเป็น "ความชอบ" กันนั่นแหร่ะ 



วงจรแบบนี้เราไม่ค่อยได้ไปสนใจอยู่แล้ว
ทำให้เฉยๆ ทั้งไม่คิดจะจัดงานและไม่คิดจะไปงาน

งานแต่งงานเรายังไม่อยากมีเลย



...

แต่ก็คงไม่ได้แต่งอยู่แล้วนี่นานะ....เง้อ  






Create Date : 23 มีนาคม 2556
Last Update : 23 มีนาคม 2556 21:23:18 น.
Counter : 340 Pageviews.

0 comment
ไม่หนุนหมอน ก็ไม่ต้องตกหมอน (ง่ายๆอะ)
ไม่นานมานี้ น้ามานอนที่บ้าน
เราก็ใช้ชีวิตตามปกติของเรา
เข้านอนเร็วและตื่นเช้าเป็นปกติ (แค่ตั้งนาฬิกาปลุกไม่ได้)
น้าคงสังเกตว่า เรานอนไม่หนุนหมอน
คงแปลกในสายตาคนชอบนอนหนุนหมอนอะนะ  

เราเองก็มองว่า  ทำไมคนเราจะต้องหนุนหมอนด้วยล่ะ?

หนุนแล้วก็ตกหมอนมั่ง หมอนไม่พอดีมั่ง

ไม่หนุนสิ  ง่ายดี  อิอิ

มันเหมือนกับการที่คนเรา  ชอบแก้ปัญหากันที่ปลายเหตุ
ต้นเหตุจริงๆบางทีก็มองเห็นอยู่
แต่แก้ต้นเหตุ  มันยาก  ยากตรงที่มักจะขัดใจ 
เพราะปัญหาหลายอย่างมันเกิดจาก "นิสัย" ของเราเองน่ะแหร่ะ
แก้นิสัยตัวเองมันแก้ยาก
ปัญหาหลายๆอย่างก็เลยเกิดจาก ไม่ยอมแก้ตัวเอง
แต่พยายามไปแก้ไขสิ่งอื่น แก้ไขคนอื่นนี่นะเอง

หลังๆนี่คือมันไม่เกี่ยวกับหมอนแล้วนะ 
แค่เออ พูดเรื่องหมอนแล้วนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา 
เพราะคนก็ชอบนอนหมอน  แล้วก็บ่นตกหมอน หมอนไม่พอดี ฯลฯ
เลยเลิกหนุนมันซะเลย  หมดปัญหา อิอิ
คือ เราก็ไม่ได้เกิดมาพร้อมหมอนอยู่แล้ว


เมื่อวานไปเล่นกับคุณหมาๆตอนเย็น
ก็รับปากกันไว้ว่า หลังเลิกงาน ก่อนจะเข้าบ้านอาบน้ำนอนเนี่ย
"เราจะกอดกัน"  คือ หมายถึงเรากับหมา 
วันทั้งวันไม่ได้เจอกันเลยเพราะเราทำงาน
ตอนเย็นรับปากกันไว้ว่าจะต้องมากอดกัน เล่นด้วยกันทุกเย็น
เมื่อวานก็ทำอย่างที่รับปากไว้
ปรากฏว่า มันคงไม่พอ  อยากต่อเวลานานๆเลยเอาปากงับชายเสื้อเราไว้
ป๊ะ...เป็นรูๆๆเลย  - -"
เราก็แบบ  เห้ยย  อย่ากัดเสื้อฉานนน  มันก็ยิ่งสนุกเพราะนึกว่าเราสนุก (ฮาๆ)
มาดูอีกที...โห  เสื้อเป็นรูเต็มเลยตรงที่มันกัด - -"


แล้วเราก็กำลังตัดผ้าทำผ้าม่านที่บ้าน 
ผ้าลายสวย ชอบลายกุหลาบแบบสไตล์คันทรีอะ 
คือ...มันดูอบอุ่น  ธรรมชาติ  เป็นกันเองดี
อยากมีบ้านสไตล์แบบบ้านไม้ซุงหลังน้อยๆ
เค้าเรียกว่า Log Cabin ไหมนะ  น่าจะใช่
แบบนั้นนะ  หลังน้อยๆ..........ในสวนร่มรื่น
ผ้าม่านลายดอกไม้สวยๆ 
ในครัวหอมกลิ่นเนย  ขนมปังและซุป
 (บางวันก็หอมกลิ่นผัดสะตอเคย น้ำพริกกะปิกับต้มยำ ฮ่าๆๆ)
น่าหาที่ปลูกไม้เอาไว้สร้างบ้านเนอะ  ปลูกสักทองทิ้งไว้
ปลูกแค่กระท่อมลอคเคบินน้อยๆใช้ไม้ไม่มาก
แต่ถ้าต้องซื้อก็หลายกะตังค์อยู่  
แต่่ว่า..กี๊ซ..ไม่มีตังค์


เฮ้อ....อยากอยู่บ้านสวน กระท่อมน้อยๆในชนบท
ชีวิตเรียบๆง่ายๆ มีเนตความเร็วสูงใช้ อิอิ

ชีวิตจะต้องระหกระเหินอีกแค่ไหนนะเรา 
พูดแล้วก็...สะท้อนใจ 











Create Date : 22 มีนาคม 2556
Last Update : 22 มีนาคม 2556 7:28:23 น.
Counter : 478 Pageviews.

0 comment
1  2  

อยากเห็นเธอตอนแก่จัง
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]