Group Blog
กินเพื่ออยู่ (ง่ายกว่าและจบ)
แต่ก็ต้องบอกก่อนว่า เราไม่ใช่มังสวิรัติแต่อย่างใด
และไม่ได้คิดว่า การกินเจจะทำให้เราได้บุญอะไร
และก็ไม่ได้คิดว่า การกินแต่ผักมันจะทำให้เราวิเศษ
หรือสะอาดสะอ้านอะไรกว่าคนอื่น
แล้วก็ไม่ได้ยกตนข่มคนอื่นว่า ฉันไม่กินสัตว์ พวกเธอว์กินสัตว์ ยี้ๆ แบบนี้ด้วย
คือ  แค่ลดการกินเนื้อสัตว์ลงไป (ลดไปมากๆ)
เป็น "รสนิยม" ในการกิน  เข้าใจตรงกันนะ

เริ่มแรก เกิดจากการไม่ค่อยมีกิน อิอิ
แต่หลังๆนี่ ได้เสพสื่อมากขึ้น
ก็เลยมองว่า  

๑. เนื้อสัตว์มันไม่ได้สะอาดอะไรเลย  มันคือซากสัตว์
ไม่ว่าจะเริ่มตั้งแต่กระบวนการเชือดมัน
มาจนถึงการแล่ การย้าย การขนส่ง
คือ จริงๆนะ เห็นการขนส่งเนื้อสัตว์สดชนิดต่างๆแล้วเรากินไม่ลงไปเลย

๒. โลกปัจจุบัน คนกินเพื่อตอบสนองความต้องการทางใจ
มากกว่าการกินเพื่อดูแลกาย บรรเทาหิว
ทำให้การฆ่าสัตว์เป็นอุตสาหกรรม 
ซึ่ง....อันนี้เราก็ขออนุญาตปลีกตัวนิดนึง 
คือ คนเราไม่ได้ล่าสัตว์เพื่อยังชีพเหมือนแต่ก่อนแล้ว
สมัยนี้ล่าสัตว์เพื่อตอบสนองกิเลสในใจ
กินเพื่อเสพสุขจากการได้กินน่ะ

เราก็ขอฝึกหัดขัดเกลาตัวเองตรงนี้
รู้จักระงับความอยากเสียบ้าง  
ซึ่งช่วยให้เรายับยั้งและรู้สึกเลยว่า  เราข่มใจได้ดีขึ้น
เช่นว่า  พอเราอยากกินอะไร กินเล่นๆเนี่ย  
เหมือนเดินตลาดแล้วซื้อหมูย่างกินไง 
อารมณ์แบบชิวๆ  คือ ติดรสชาติที่เคยได้ลิ้มรส เคยรู้ว่ามันอร่อย 
แล้วก็อยากกนอีกแบบนั้น
ก็เปลี่ยนมาเป็น...
"พอแล้ว วันนี้เราอิ่มแล้ว  เราอยู่ได้แล้ว  ไม่ตอ้งกินเพิ่ม "
(กินมากเปลืองตังค์ด้วย)
เออ  มันข่มได้  ใจมันเชื่อฟังเรามากขึ้น


๓. อ่านเจอพระหรือครูอาจารย์หลายท่าน
ไม่ได้เป็นมังสวิรัติแต่ท่านก็ฉันเนื้อสัตว์น้อยจนถึงไม่ฉันเลย
ท่านว่า "เปลืองไฟธาตุ" คือ กินแ้ล้วร่างกายต้องย่อยยาก ย่อยมาก เป็นภาระ 
กินแล้วกลายเป็นภาระร่างกาย 
เข้าใจว่า  ท่านคงเลือกไม่ฉันนะเอง ไม่ได้ห้ามญาติโยมถวาย
จะถวายก็ถวายมา แต่ท่านไม่ฉันในส่วนของเนื้อสัตว์ 
ปลาท่านก็ยังไม่ฉันเลย  

คนเราทุกคนล้วนต้องตายนะ 
ไม่ใช่ว่าไม่กินเนื้อสัตว์แล้วจะอยู่ยงคงกระพัน
หรือจะทำให้ไม่ต้องเจอโรคมะเร็งก็ไม่ใช่อีก 
แต่....เป็นรสนิยมในการกิน
ซึ่งเป็นความพอใจล้วนๆล่ะ


๔. บางคนบอกว่า ไม่กินเนื้อสัตว์แล้วร่างกายจะไม่มีแรง
เราเนี่ยกรรมกรมากๆ ทำงานเช้าจรดเย็น อากาศร้อนๆก็เห็นปกติดี 
มัีนอยู่ที่เราเรียนรู้ในการจัดการกินของเราเองมากกว่า
เราเองก็ไม่มีเนื้อสัตว์กินเท่าไร 
แต่ก็ดื่มนมถั่วเหลือง กินไข่ มีข้าว อาหารแป้ง 
น้ำหวาน ขนมบ้าง ตามวาระ  
ก็ปกติดีนะ   ยกของ แบกของ  ทำงาน ที่สำคัญ ทำงานทุกวันแบบนี้แหร่ะ
ไม่ได้หยุดงานเลย  ก็เห็นปกติดีอะ



มาประมวลทุกๆสิ่งแล้ว
 ณ จุดนี้ เราไม่ใช่มังสวิรัติหรอก  แต่ก็ไม่ใช่พวกนิยมเนื้อสัตว์อะ
ไม่ได้ถึงขนาดว่า ต้องมีหมู ต้องมีไก่ ต้องได้กินปลา 
ตอนนี้คือ  รู็สึกสบายใจที่เรากินอะไรง่ายๆ อยู่ง่ายๆ
กินอยู่แค่พอดีๆกับชีวิต  ไม่กินตอบสนองตัณหาจนมากไป
เราก็กินเพราะกิเลสนะ เพราะยังมีกิเลส เป็นปุถุชน
แต่....ไม่ให้มันมากเกินไปไง  
แม่ทำมาให้กินก็กินนะ   คือ ไม่ได้เลือกมากอะไร
เพียงแต่ลดการกินเนื้อสัตว์ลงไปเยอะแค่นั้นเอง


----

อันนี้เป็นบันทึกความรู้สึกเล็กๆส่วนตัวจากที่ได้เจอบ่อย
คือ....
หมู วัว ที่ไปโรงฆ่าสัตว์น่ะมันร้องไห้ไปตลอดทางนะ
สงสารมัน  

วันนั้นเรามองมันแล้วสงสาร  แดดก็ร้อนจนเนื้อตัวมันร้อนแดงไปหมด
เรามองมันแล้วแผ่เมตตาให้มัน
หมูตัวหนึ่งมันลุกขึ้นเอาหัวโขกตะแกรงขังมัน 
โห เรารอ้งไห้ซะ  สงสารมากๆๆๆๆๆๆๆ 
พูดแล้วก็อยากร้องไห้

วัวก็เหมือนกัน  แก้มเปียกไปตลอดทางนะไปโรงฆ่าน่ะ


พระท่านว่า ให้ย้อนคิดถึงตัวเรา
ว่า ถ้ามีคนเงื้อมีดจะแทงคอเรา 
 เรากลัวไหม?เราจะร้องขอชีวิตไหม?
ท่านว่า  แล้วเวลาเราไปเอาชีวิตผู้อื่นน่ะ....
เคยคิดไหมว่าเขาก็กลัว  คิดไหมว่าเขาก็ร้องขอชีวิต






Create Date : 25 มีนาคม 2556
Last Update : 25 มีนาคม 2556 17:28:03 น.
Counter : 458 Pageviews.

1 comments
  
Thank you very much
โดย: Kai (nookookai8 ) วันที่: 25 มีนาคม 2556 เวลา:20:01:18 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

อยากเห็นเธอตอนแก่จัง
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]