eNJoy yOU LiKe aND EnjOY yOuR lIFe
Group Blog
 
All blogs
 

เตือนใจภัยใกล้บ้าน

ใครไม่เคยเจอก็คงไม่รู้ว่าเป็นยังไงอ่ะนะคะ
เคยแอบเม้าคุณพ่อสามีว่าจะไปไหนทีล็อกบ้านทีสิบชั้น กว่าจะไขเข้าไปได้ แหมมันช่างซับซ้อนเสียจริง ปรากฏว่าได้เจอกับตัวเอง มันเข้าใจจริงๆเลยค่า
เหตุเกิดเมื่อคืนวันอาทิตย์ รุ่งเช้าเป็นวันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาน่ะค่ะ
เป็นคืนวันอาทิตย์ประมาณใกล้ตีสอง ที่รุ่งเช้าเรากะสามีต้องไปทำงานแต่เช้าตรู่ เราก็เลยหลอกล่อให้เจ้ามาริน้อย ลูกสาวจอมแสบเล่นจนเหนื่อยหลับไป จะได้ไม่เห่านู่นนี่ให้หนวกหู เพราะพ่อกะแม่ต้องตื่นเช้า มันก็หลับสมใจจริงๆค่ะ จากนั้นแม่มันก็หลับไหลไป พ่อมันก็นั่งทำอะไรกีอกแก๊กจนตีสอง ก็กำลังจะหลับตาม ทีนี้ก็มีโทรศัพท์ถึงพ่อมัน ว่า พี่ครับมีขโมยขึ้นบ้าน ตอนนั้นแม่ลูกก็ยังไม่รู้เรื่อง หลับไหลจริงๆค่ะ คืออย่างที่บอกว่าบ้านเราเป็นออฟฟิศด้วย มีน้องมานอนค้างที่ชั้นสอง เตรียมจะไปทำงานต่างจังหวัดแต่เช้าตรู่ด้วยกัน วันจันทร์ พ่อมันก็หายลงไป สักพักก็ขึ้นมาบอกว่าเธอๆ ขโมขึ้นบ้าน เรางี้ตื่นเลยค่ะ ปรากฏว่า คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กเราหายไปค่ะ ลงไปดูร่องรอยที่ชั้นหนึ่ง ก็พบว่ามุ้งลวดหน้าต่างโดนกรีด ประตูที่ติดกับหน้าต่างเปิดอ้าซ่า คือโจรมันกรีดมุ้งลวดแล้วเอามือล้วงเปิดประตูเหล็กที่เราล็อคเพียงแค่กลอนธรรมดา ไม่ได้คล้องแม่กุญแจอ่ะค่ะ แล้วมันก็เปิดประตูเข้ามา แต่พอดีน้องเค้าอยู่ชั้นสองได้ยินเสียงแปลกๆ ก็เลยลงมาดู(พร้อมพกอาวุธ คือกระบองอะไรซักอย่างลงมาด้วย) แต่พอน้องเค้าเปิดประตูเทานั้นแหละค่ะ โจรเจ้ากรรมก็อันตรธานหายไปกับสายลม พร้อมโน๊ตบุ๊ก และเศษสตางค์เล็กๆน้อยๆ แต่ในความโชคร้ายก็มีโชคดีอยู่บ้าง คือ ดีที่น้องมานอนที่ชั้นสอง ไม่งั้นมันคงขึ้นมาลุยชั้นสอง ซึ่งมีของมีราคามากกว่าโน๊ตบุ๊กมากมาย คิดแล้วก็เจ็บใจว่า นี่ขนาดมีคนอยู่ในบ้านนะเนี่ย เจ้าโจรมันช่างอุกอาจจริงๆ เรื่องโน๊ตบุ๊กไม่เท่าไหร่ แต่ข้อมูลทำงานงี้เพียบเลยค่ะ ต้องมานั่ง อัพเดทใหม่ ใกล้จะเดตแล้วค่ะ ไอลูกสาว แหมมันก็เรียบร้อยดีจริงๆ ไม่เห่าไม่วุ่นวายเรยคืนนั้น ยังไงก็อยากเตือนเพื่อนๆ ช่วงนี้ให้ระวังตัวให้ดีนะคะ โจรขโมยชุกชุมยิ่งกว่ายุงเสียอีก




 

Create Date : 27 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 27 กุมภาพันธ์ 2552 20:17:01 น.
Counter : 144 Pageviews.  

หมาน้อยกลอยใจขึ้นลงบันไดเป็นว่าเล่น

เป็นเวลาสามเดือนแล้วที่มีสมาชิกใหม่ ในบ้านสามตาแห่งนี้
บ้านสามตา ก็เนื่องมาจากบ้านหลังนี้เป็นทั้งบ้าน และเป็นบริษัท
ตามกระแสยุคเศรษฐกิจ ที่จะต้องยุบรวมทุกอย่างให้เป็นหนึ่งเดียว
เจ้าสมาชิกใหม่เนี่ย ก็เป็นผู้หญิงอ่ะนะคะ เป็นทั้งขวัญใจของคนในบ้าน
สร้างทั้งสีสัน และความปวดเศียรเวียนเกล้า ในเวลาเดียวกัน
ทุกคนในบ้านก็ทั้งรักทั้งหมั่นเขี้ยว แกมหมั่นไส้
อายุอานามเจ้าสมาชิกใหม่นี้ ก็ห้าเดือนได้แล้วล่ะค่ะ
กำลังซนได้ที่ทีเดียว
แผลงฤทธิ์ ตั้งแต่กินทุกสิ่งอย่างภายในบ้าน
ตั้งแต่กระดาษ ดอกไม้ไหว้พระที่หล่นอยู่ ยาดมที่กลิ้งไปมา(อันนี้
ยังไม่เคยกิน เอาแต่กัด) เศษพลาสติก ซึ่งตอน อุ๊ส ก็จะได้เห็นว่า
อ้อ วันนี้กินพลาสติกเข้าไป เรียกได้ว่าอะไรหล่นตามพื้น พี่แกงับแหลก
พอจะวิ่งไปเอาออกก็รีบกลืนเอื๊อกๆเข้าไป แหมทำเหมือนเราเลี้ยงไม่ดี
ไม่ค่อยให้กินอะไร
สมาชิกใหม่แห่งบ้านสามตานั้น มีชื่อว่าน้องมารินั่นเอง
เป็นหมาน้อยพันธุ์ปอมเมอเรเนียน รักการกัดสิ่งของ
และการเห่าแบบไม่มีสาเหตุ เป็นชีวิตจิตใจ
ตอนนี้สิ่งที่น้องมาริกะลังเห่อ ก็คือการขึ้นลงบันได
แบบไม่มีสาเหตุ อีกเช่นกัน เรียกว่าเหมือนเพิ่งจะปั่นจักรายานเป็นว่างั้น
ว่างๆพี่แกก็เดินขึ้นไป เดินลงมา ขึ้นๆลงๆ
บางทีขึ้นไปแล้วก็เกิดกลัวตอนลงลืมว่าตัวเองก็ลงเป็น ก็ร้องหงิงๆๆซะงั้น
ตอนนี้เจ้าตัวเล็กขึ้นลงบันไดได้แล้ว
ความปั่นป่วนกำลังจะมาเยือนบ้านสามตาอีกครั้ง........ฮา
















 

Create Date : 20 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2552 10:35:23 น.
Counter : 173 Pageviews.  

คำสารภาพถึงทุกคนที่แสนจะน่าเบื่อเหลือหลาย

เราก็มีคำสารภาพถึงหลายๆคนแวดล้อมเราที่แสนจะน่าเบื่อถึงเบื่อมากกก
คงจะเริ่มกันตั้งแต่พ่อแม่ของเรา พ่อ พ่อเราเป็นคนธรรมดาที่ไม่ร่ำรวย ไม่เก่งกาจอะไร แถมยังประหยัด ถึงขั้นตระหนี่ถ้าจะเรียกไม่ให้ไพเราะก็ขี้เหนียวนั่นแหละ หลายครั้งความอุจจาระเหนียวของพ่อก็ทำให้เราหงุดหงิดว่า จะพาไปกินอะไรแต่ละทีจะให้รู้ราคาไม่ได้ทีเดียว เดี๋ยวจะบ่นยาว
ส่วนแม่ของเรานั้นก็เป็นข้าราชการเกษียณที่หัวโบราณมากๆ ถึงขั้นที่ว่า
ถ้าวันไหนเราใส่เสื้อแขนกุดพาแม่ไปวัด ก็บ่นอยู่นั่นแหละ หูชา น่าเบื่อ แล้วก็ความที่เป็นคนสะอาดเกินเหตุจนทำให้หลายๆคนรำคาญ แล้วแม่ก็เป็นคนทำอะไรเชื่องช้ามากๆ จะออกจากบ้านแต่ละทีก็รอกันนานกว่าจะทำพิธีการต่างๆสำเร็จเสร็จลุล่วงและยังเป็นคนที่ชอบให้เงินญาติๆมากมายจนตัวเองไม่มีเงินเก็บเลย น่าเบื่อเสียจริง
ส่วนแม่น้องสาวตัวดีนั้นก็ติสแตกอารมณ์ศิลปินมากมาย ทุกวันนี้ก็ไม่ยอมทำงานประจำ เขียนรูปขาย มีกินบ้างไม่มีกินบ้าง บางวันเงินไม่พอ ก็ต้องมาขอพ่อบ้างเราบ้าง มายืมเราบ้าง เป็นคนเฉื่อยแฉะ ทำอะไรตามอารมณ์ เลยเหมือนคนไม่โตสักที________น่าเบื่อ
ส่วนสามีเรานั้นก็ยิ่งแล้วใหญ่ ไม่เคยมีคำหวาน ไม่ค่อยบอกรัก เป็นผู้ชายทื่อๆไม่โรแมนติก วันๆไม่สนใจโลก อยู่แต่หน้าจอ Notebook เป็นคนไม่ดูแลตัวเอง สูบแต่บุหรี่ กินแต่กาแฟ และหัวดื้อเอามากๆ บอกให้ทำอะไรก็ไม่ทำต้องมีการเถียงกันก่อนซักยกหนึ่งถึงค่อยทำตาม แถมยังตื่นสาย หรือง่ายๆก็ตื่นเที่ยงนั่นแหละ
วันวาเลนไทน์ก็คงเหมือนหลายๆวันที่ผ่านพ้นไป กับชีวิตที่ราบเรียบของเราในตอนนี้ และจริงๆประเพณีนี้ก็เป็นของฝรั่งมังค่าซึ่งก็ไม่ควรให้ความสนใจอะไรมากมายนัก และดูเหมือนบุคคลที่เรากล่าวถึงทั้งหมดก็ไม่น่าจะมีคำสารภาพรักอะไรในวันวาเลนไทน์นี้หรอก เพราะแต่ละคนนั้นแสนจะน่าเบื่อ แต่อย่างไรก็ดี เราก็จะขอสารภาพอะไรกับเค้าเหล่านี้หน่อย
ถึงพ่อที่น่าเบื่อ ถึงแม้ว่าเราจะเบื่อๆๆพ่อแต่เราก็อยากจะสารภาพว่า รักพ่อ มากกก พ่อเป็นคนตระหนี่(ขี้เหนียว) ก็เพราะพ่อไม่อยากจะรบกวนอะไรลูกแม้แต่สักบาท ทุกบาทที่เราให้พ่อพ่อจะเก็บไว้ ใช้เท่าที่จำเป็น ทุกย่างที่เกี่ยวกับเรื่องรถราของเรา พ่อจะคอยเตือนคอยบอกให้เราไปต่อทะเบียนทุกครั้ง หากเราไม่มีเวลาพ่อก็ไปทำให้ พ่อเราอาจจะไม่ใช่คนเก่งกาจให้เรารู้สึกยิ่งใหญ่ว่าพ่อเราเก่งจังเลยแต่เราก็รักพ่อเรา พ่อเรามีบ้าน มีรถคันเล็กๆ มีเงินส่งเสียลูกเรียนจนจบมหาวิทยาลัย ก็เพราะความประหยัดของพ่อ
เราคิดว่าสักวันเราอยากเป็นคนประหยัดให้ได้อย่างพ่อบ้างเราก็คงจะมีเงินซื้อบ้านเร็วกว่านี้ พ่อเป็นแบบอย่างที่ดีของหนูค่ะและหนูก็อยากจะสารภาพว่าหนูรักพ่อมากที่สุดในโลก
ถึงแม่ที่น่าเบื่อ แม่รักสะอาด เจ้าระเบียบ ก็เพราะห่วงสุขภาพของทุกคนในบ้าน เวลาพ่อแซวว่า เชื้อโรคมันต้องมีบ้างจะได้มีภูมิต้านทาน แม่จะต้องงอนทุกที แต่ทุกวันนี้พ่อก็กินได้แต่ผักสดที่แม่ล้าง ข้างนอกพ่อก็ไม่กล้ากิน ถึงแม่จะเป็นคนทำอะไรช้าแต่แม่ก็เป็นคนปราณีต และไม่เคยลืมอะไรไว้ในบ้านเลย รอบคอบทุกครั้ง ผิดกับเราที่ลืมนู่นนี่ตลอดและแม่ก็เป็นคนที่ไม่เคยเอาเงินที่เราให้ไปใช้ฟุ่มเฟือยของตัวเองเลย เก็บไว้ให้เราเผื่อเราฉุกเฉิน และแม่ก็แบ่งปันไปให้ญาติแม่ที่เค้าลำบาก บางทีเราก็ไม่เข้าใจแม่ว่าเอาไปให้เค้าทำไม แทนที่แม่จะเก็บไว้ซื้อความสุขให้ตัวเอง แต่แม่ก็บอกว่า
ก็เหมือนเรากับน้องไง มีอะไรต้องแบ่งกัน คำพูดง่ายๆแค่นี้ทำให้เราเข้าใจและยอมรับ มองเห็นความมีน้ำใจของแม่
แม่คะหนูอยากจะสารภาพว่าหนูรักแม่มากที่สุดเหมือนกัน
พ่อกับแม่ไม่เคยมีคำพูดซึ้งกินใจอะไร หรือคำคมมาสอนลูกๆแต่ทุกการกระทำทำให้เรารู้ว่าพ่อกับแม่รักเรามาก วันที่เค้าไม่สบายเค้าไม่เคยโทรมา
รบกวนอะไรเราเลย จนวันที่เราโทรไปถามทุกข์สุขถึงรู้ได้ว่าเค้าไม่สบาย ทุกครั้งที่ไปหาพ่อกับแม่ที่บ้านเค้าจะรีบหาอะไรให้กินให้เอาข้าวปลาติดมือไปกินที่บ้าน ทุกคำบ่นของเค้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้เงินทองการแต่งเนื้อแต่งตัว นั่นล้วนแต่เป็นคำแสดงความรัก ความเป็นห่วงของเค้า หากวันใดวันหนึ่งไม้ได้ยินคำเหล่านี้ที่น่าเบื่อ เราคงเสียใจ ร้องไห้ คิดถึงแต่คำบ่นของเค้าเป็นแน่
ส่วนน้องสาวตัวแสบ ถึงแม้ว่าทุกวันนี้จะยังไม่ได้ทำงานประจำ เขียนรูปขาย แต่เค้าก็อยู่อย่างพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อ ถ้าไม่จำเป็นน้องจะไม่เคยขอเงินเรา และใช้คืนทุกบาททุกสตางค์ที่เค้ายืม ซึ่งบางทีเราก็ไม่เอาเพราะรู้ว่าน้องก็ไม่ได้สบาย แต่อย่างไรน้องก็มีความพยายามที่จะพึ่งตนเอง ท่ามกลางเศรษฐกิจแบบนี้ เราก็อยากจะบอกว่าเรารักและภูมิใจในตัวน้องสาวเรามาก
เราทุกคนรู้ว่าน้องผ่านอะไรมาเยอะ ที่เค้ามาถึงได้ทุกวันนี้นับว่าดีมากและเก่งมาก
และคนสุดท้ายที่เรามีอะไรอยากจะสารภาพ คุณสามีที่แสนน่าเบื่อ สามีเราเป็นประเภท ทึ่มมะลื่อทื่อ ไม่สนใจโลก แต่เราก็พอดูออกว่าเค้าก็รักเรา เค้าให้เราดูแลเรื่องการเงินทุกอย่าง เค้าไม่เคยเก็บอะไรไว้กับตัวเลย ให้เราดูแลทั้งหมด สามีเราไม่ดูแลตัวเองและไม่เคยสนในเรื่องแต่งเนื้อแต่งตัวเลย เสื้อผ้าก็นานๆซื้อที นาฬิกาก็ไม่ใส่ รองเท้าผ้าใบใส่จนส้นแบนแต๊ดแต๋ กางเกงก็
ใส่จนขาดแล้วถึงเปลี่ยน ชอบตื่นสายก็เพราะต้องทำงานจนดึกตีสามตีสี่ทุกคืน หาเงินมาให้เราใช้ พูดอะไรก็ชอบขัดคอไว้ก่อนค้านทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในบ้าน เรื่องการงาน เพราะเค้าค่อนข้างมีความรอบคอบ
ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ ส่วนเราก็ปรี๊ดปร๊าด ตามประสาผู้หญิง และเราก็รู้ว่าเค้าห่วงสุขภาพเราในหลายอย่าง แม้จะไม่เคยพูด แต่กรมธรรม์ ทุกฉบับเค้าก็ทำให้เรา และเค้าเคยบอกแค่ว่าถ้าเค้าเป็นอะไรไปเราก็จะไม่ลำบาก มันเป็นคำง่ายๆแค่นี้ที่เค้าพูด แต่เราก็รู้สึกซาบซึ้งมากๆ จนไม่ต้องมาปรุงแต่งคำหวานให้กัน เพราะเค้าเป็นคนตรงๆ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ไม่มีคำโรแมนติก พูดหวานๆเพราะๆไม่เป็น แต่ด้วยคำง่ายๆแค่นี้กลับทำให้เราตื้นตันใจ จนอยากจะสารภาพถึงสามีที่แสนจะน่าเบื่อคนนี้ว่าเรารักเธอนะ แต่จะรักตลอดไป
สุดท้ายสมาชิกใหม่ตัวแสบที่น่ารักของบ้าน ก็เจ้ามาริน้อย ทั้งแสบ ซน ซ่าส์ แต่ก็สร้างสีสันให้บ้าน จากสามีที่ค้านกับการเอาหมามาเลี้ยงนั้น ก็กลับ เรียก มาริ ลูกสาวพ่อออออ และแม่ก็อยากจะสารภาพว่าแม่ก็รักมาริมากๆ ไม่แพ้ทุกคนในบ้านเลยจ๊ะ




เรากับสามีที่(น่า)รัก






มาริจอมแสบ




 

Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2552 12:14:46 น.
Counter : 109 Pageviews.  

มาริกับพี่ๆที่ปะการังบีชพัทยาจ้า

เมื่อวันหยุดยาวปีใหม่ที่ผ่านมา มาริกับปะป้า มะม้า และเพื่อนๆปะป้า ได้ไป Count Down กันที่ปะการังบีช รีสอร์ท พัทยา เป็นชายหาดที่สงบเงียบดี เหมาะสำหรับครอบครัว หรือคนที่ต้องการความเป็นสวนตัว และเค้าก็ต้อนรับน้องมาริอย่างดี คุณ reception ยัน คุณแม่บ้าน ทุกคนต้อนรับมาริเป็นอย่างดี ทริปนี้จึงถือว่าเป็นการเดินทางของน้องมาริครั้งแรกที่ตื่นเต้น และประทับใจ ทั้งน้องมาริ และพี่ๆทุกคนจ้า




มาม้ากะมาริ




วิวริมหาดยามเย็นจ้า




ชิวๆยามเย็น



อีกมุมของหาด



มาริอยากมีส่วนร่วมทุกเรื่องอ่ะค้า



แหะๆหมดแรง





เล่นชายหาด



เล่นๆๆและเล่น



มาริกะปาป้า อย่าเซ็งหนูซิเคอะ



นอนกะปาป้า





พ่อลูกผูกพัน







เปียกๆๆ บุ๊บายค่า




 

Create Date : 05 มกราคม 2552    
Last Update : 5 มกราคม 2552 9:02:13 น.
Counter : 308 Pageviews.  

มหานครลอนดอนและปารีสกับสนามบินที่ถูกปิดตอนจอบอจบ

<

center>ต่อจากเรื่องรถไฟต่อก็เดินทางแค่สามชั่วโมงเท่านั้นเอง นั่งทนให้หูอื้อนิดหน่อยเพราะคุณพี่ยูโรสตาร์เค้าวิ่งเร็วมากมาย ลอดอุโมงค์ดำน้ำทะเลกันเลยทีเดียว ไปถึงกรุงปารีสก็เวลาสามทุ่มกว่าๆพอดีหลับผล็อยกันไปทั้งสองสามีภรรยา ตื่นมาก็พบเจอกับความหนาวเย็นกว่าที่ลอนดอนเสียอีก คุณญาติที่น่ารักก็มารับพอดี น่ารักจริงชะเง้อคอรอคอยกันเลย คุณญาติของเรามีเชื้อสายลาวค่ะแต่ย้ายมาอยู่กรุงปารีสกันตั้งแต่หลายสิบปีมาแล้วก็กลายเป็นชาวปารีสไปโดยปริยาย พอพบเจอกันคุณพี่หมี หรือคุณพี่รัศมี ก็ดีอกดีใจกันยกใหญ่ พี่หมีมาพร้อมสามีคือพี่ดี้และลูกสาวคนรองชื่อ Melanie มาถึงก็ดึกดื่นค่อนคืนแต่คุณพี่ก็ยังไม่วายพาเราไปชมหอไอเฟลในมุมสูง สัมผัสลมหนาวเย็นแบบเต็มๆ ก่อนที่จะไปขึ้นกันจริงๆจังๆวันต่อไป




รุ่งเช้าวันอาทิตย์พี่หมีบอกปารีสจะเงียบเหงาเพราะร้านรวงส่วนใหญ่จะปิดแถมอากาศยังหนาวเย็น แต่ก็ไม่เป็นไรค่ะสู้ตายอยู่แล้วอุตส่าห์หอบหิ้วกันมาไกลถึงดินแดนที่ใฝ่ฝันก็ต้องสู้ตายกันล่ะค่ะ ที่แรกที่ไปก็ตะลุยเข้าสู่เมืองปารีส ไปชมสถานที่เต้นระบำอันเลื่องชื่อ Moulin Rouge ไปชมกันแต่ภายนอกนะคะ เพราะราคาบัตรเช้าชมแพงเหลือหลาย เค้าเอาภาพบรรยากาศด้านในมาให้ชมให้น้ำลายหกเล่น ก็ไฮโซโก้หรูกันทีเดียวค่ะ เพราะแต่ละโต๊ะเค้าจะจัดวางอาหารและเครื่องดื่มแบบชาวผู้ดีฝรั่งเศสกันเลยทีเดียว เข้าไปชมร้านของที่ระลึก Moulin Rouge ก็ออกแบบกันเก๋ไก๋สวยงามไม่มีทางให้เสียชื่อชาวฝรั่งเศสเจ้าแห่งแฟชั่นเด็ดขาด




จากนั้นก็ปีนป่ายขึ้น hill ไปเยี่ยมชมดินแดนแห่งศิลปิน ยุค Impresssionist บ้านเกิดของเหล่าศิลปินเลื่องชื่อก็คือพี่ Van Goh ที่มีภาพเขียนที่ใครๆก็ต้องรู้จัก ใช่แล้วจ้า Montmarte นั่นเอง เนื่องจากดินแดนชาวศิลปินเค้าอยู่บนเนินเขาขนาดย่อมๆกว่าจะขึ้นไปถึงก็เล่นเอาเหนื่อยหอบทีเดียว ขึ้นไปก็จะเจอโบสถ์ใหญ่ยักษ์ที่เป็นเหมือนจุดศูนย์กลาง เข้าไปชมโบสถ์สงบจิตสบใจ เดินลัดเลาะมาทางด้านหลังก็จะเจอแหล่งขายของร้านรวงต่างๆ ฝนก็ตกพรำๆแต่เราก็สู้ตายถ่ายภาพกันไม่หยุดหย่อน จากนั้นเราก็ต้องอำลาดินแดนแห่งศิลปินไปแวะที่อื่นกันต่อ





เมื่อวานเราได้ชมหอไอเฟลในระยะไกล วันนี้ก็เลยต้องขอมาในระยะประชิดกันเสียหน่อย พี่ดี้ผู้น่ารักก็ขับรถส่งชาวคณะไปขึ้นหอไอเฟล สนราคาก็คนละเจ็ดยูโรขึ้นไปชั้นสอง หลังจากต่อคิวอันไม่ยาวเท่าไหร่นัก(นี่พี่หมีบอกว่าไม่ยาวเท่าหน้าร้อน แต่พวกเราก็ยืนรอกันอยู่ไม่ได้เร็วเท่าไหร่นัก) ก็ขึ้นลิฟท์ไปชื่นชมด้านบนของพระเอกแห่งปารีสกัน สังเกตุดูก็ให้ได้ทึ่งในความช่างคิดของคนที่นี่เค้าเอาเหล็กแท้จริงหลายต่อหลายๆอันมาประกอบเป็นโครงสร้าง รู้สึกให้ได้อารมณ์ยุคอุตสาหกรรมเฟื่องฟูกันจริงๆ หลังจากที่ชาวปารีสล้วนด่าทอสถาปัตยกรรมนี้ ก็กลับพบว่าภายหลังคุณพี่หอไอเฟลเข้าทำเงินให้ปารีสได้มากมายจริงๆ ขนาดหนาวจนขนหัวลุกแล้วลุกอีกก็ยังมีคนแบบเราที่ฝ่าความหนาวมาชื่นชมพระเอกของเราเยอะแยะทีเดียว ขึ้นไปถึงชั้นสองก็ลงมาชื่นชมวิวปารีสยามค่ำคืน ก็สวยงามโรแมนติกไปอีกแบบ แสงไฟวาววับตามสถานที่ต่าง รอบแม่น้ำ Cite สวยงามน่าทึ่งทีเดียว เดินวนกันไปจนรอบพี่พระเอก ถ่ายทั้งรูปทั้งวีดิโอจนมือแข็งไปหมด ก็เห็นทีต้องอำลาพระเอกแห่งปารีสไปเสียที ช่วงพวกเราลงมากำลังจะเดินขึ้นรถอยู่ดีๆพ่อพระเอกเค้าก็เต้นระบำไฟให้ดูซะงั้น พี่ดี้บอกว่าทุกหนึ่งชมเค้าจะเปิดไฟระยับให้ tourist ตื่นเต้นตกใจกันทีนึง แล้วในแต่ละปีสีของไฟที่เปิดก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ปีนั้นๆ ปีที่เราไปก็เป็นสีฟ้าค่ะ









ขับรถวนเวียนเราก็ไปเจอ Arc de triump บริเวณโดยรอบประดับตกแต่งไฟสวยงามทีเดียว เนื่องจากช่วงนี้ใกล้จะคริสต์มาสบ้านเค้าน่ะนะ ซึ่งพี่หมีเค้าจะเรียกว่างานบุญฝรั่ง ก็ลงจากรถไปชื่นชมงานแฟร์ของชาวปารีส สองข้างทางเค้าก็มีชาวยุโรปจาหลายๆประทศเปิด booth นำของมาขายกัน ส่วนมากจะเป็นของกินของใช้เสื้อกันหนาว ระหว่างทางเราก็ได้ชื่นชมการตกแต่งประดับไฟของเค้า สวยงามดีจริง เราไม่แน่ใจว่าก่อนหน้านี้ที่ยังไม่มีกระแส Global warming เค้าประดับกันเยอะกว่านี้รึเปล่าแต่ตอนนี้นี่เราก็ว่าอลังการงานฝรั่งเศสกันแล้วนะเนี่ย เรียกได้ว่ามีการคิดจัดวางตำแหน่งไฟกันมาอย่างดี และในแต่ละจุดก็ไม่มีหวงไฟ ประโคมกันเค้าไปจนนึกว่าสถานที่นั้นๆสร้างมาจากหลอดไฟ เดินไปเดินมาก็พบว่ากว่าจะเข้าไปถึงประตูชัยก็ยาวนานเหลือกินก็เลยแวะซื้ออะไรอุ่นๆกินเสียหน่อย คุณพี่หมีก็นำเสนอ ไวน์ร้อน กับช็อคโกแลตร้อน แหมมันเริ่ดจริงๆค่ะ ได้มาก็ซดกินเลยไม่ต้องเป่ากันหรอกค่ะเพราะมันหนาวๆกันซะขนาดนั้น ไวน์ร้อนนี่ก็ช่วยให้อบอุ่นขึ้นได้เยอะ แต่ถ้ากลับบ้านมาก็ไม่แน่ใจว่าเอาไวน์ต้มแล้วรสชาติจะเหมือนกันไหม เอาเป็นว่าอย่าเลยค่ะ เดินชื่นชมร้านรวงไปมาจนถึงประตูชัยก็ต้องขออำลาสถานที่แห่งนี้ไปก่อน พี่หมีบอกวันนี้จะทำจุ่มผักให้กินแก้หนาว แหมการมาพักกับญาติมันก็ดีอย่างนี้นี่เอง ประหยัดและได้กินอะไรร้อนๆอร่อยๆท่ามกลางลมหนาวที่พัดกรูเกรียว หากทำเซอร์เป็น Backpacker มาเองก็คงเหนื่อยกว่านี้แน่นอน ขอบคุณหลายๆเด้อค่ะ คืนนั้นก็กินกันอิ่มเพียบแปล้และพี่ดี้สามีสุดรักของพี่หมีก็เสริฟไวน์คุณสามีเราให้กวนอูลงจนผล็อยหลับกันไปเลยทีเดียว




รุ่งเช้าเป็นวันที่สองธันวาคมเป็นวันเกิดของเจ้าตัวใหญ่ซึ่งไม่ได้ตัวใหญ่หรอกนะ เพราะพี่หมีเค้ามีลูกชายเล็กๆสองหน่อ หน่อเล็กคือเจ้าตีตี้ มาจาก เต้าตัว tweety ลูกไก่เหลืองๆจอมป่วนซึ่งใบหน้าหลานคนนี้ก็น่ารักน่าหยิกเหมือนtweety จริงๆนั่นแหละ เจ้าคนโตรองสุดท้องก็ชื่อ เอริค เอริคฉายแววหล่อแต่เด็ก เป็นเด็กน้อยหน้าตาคมเข้มทีเดียว วันนี้จึงไม่ได้ไปไหนนัก พี่หมีจะทำอาหารฝรั่งเศสให้กิน ก็เลยพาเรากะสามีไปแวะตลาดแขกขาวแถวบ้าน ก็มีสิ่งของขายพอประมาณ เนื่องด้วยอากาศอันหนาวเหน็บจึงไม่ค่อยมีคนเดินมากนัก แต่วันนี้เป็วันมีแดด ก็เลยได้ภาพท้องฟ้าสีฟ้าให้หายขุ่นมัวกันบ้าง ชื่นชมตลาดชาวฝรั่งเศสเสร็จก็กลับมาโซ้ยบะหมี่ร้อนๆที่บ้านถึงแม้ว่าจะเป็นวันแดดออก แต่ก็ไม่ช่วยให้ความหนาวลดน้อยลงเลย นี่ละน๊า คนของเค้าจึงมาแสวงหาอากาศร้อนบ้านเรา ซึ่งเราก็สุดแสนจะเบื่อหน่ายกับอากาศอันอบอ้าวบ้านเราเหลือเกินตั้งแต่มาอยู่ที่นี่รู้สึกจะอวบอัดขึ้นนีสนึงนะ เพราะตอนทำงานที่ลอนดอนก็กินครบสามมื้อ ซึ่งอยู่บ้านเรากินแค่สองมื้อ แต่มานี่นี่ฟาดไปสามมื้อ บางทีแถมมื้อดึก ยิ่งพอมาอยู่บ้าญาติ พี่เค้าเลี้ยงเราดีมากๆ เรียกว่ามีอะไรส่งให้กินตลอด สมาชิกบ้านนี้จึงมีแต่ตุ้ยๆ(ภาษาลาวแปลว่าอ้วน) พี่หมีว่าอย่างนั้นเราไม่ได้ว่านะ





จากนั้นก็ไป shopping IKEA ตื่นตาตื่นใจอยากได้หลายสิ่งอันมากมายแต่ว่าเรากะสามีกลัวแบกกันไม่ไหว เพราะแค่อุปกรณ์กล้องก็เยอะเป็นพะเรอเกวียน เลยตัดใจซื้อแต่สิ่งเล็กๆ แต่สิ่งเล็กๆที่ว่าก็เกือบยัดกระเป๋าไม่ลงเลยไม่ได้ของฝากใครเท่าไหร่ จากนั้นก็ไปกั๊กฟู ??? ตอนแรกที่เค้าบอกอย่างนั้นก็งง มันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแถบไหนในปารีสกันหนอ จริงก็คือ คาร์ฟูร์ บ้านเราน่ะเองค่ะ พี่เอาก็สำเนียงฝรั่งเศสซะคุณน้องงงไปเลย คาร์ฟูร์ที่นี่ก็เหมือนบ้านเราแหละจ้า แหมก็บริษักแม่เค้าอยู่ที่นี่นี่เนอะ หากแต่สินค้าก็เป็น style ฝรั่งเศส ชีสต่างๆเยอะแยะ พวกเบเกอรี่เค้าแต่ละชิ้นก็ใหญ่ยิ่งอลังการกว่าบ้านเราสามเท่า ทั้งขนาดและจำนวน คนที่มีครอบครัวใหญ่ๆอย่างพี่หมีจึงโปรดปรานนัก ที่นี่เค้านิยมจ่ายด้วยบัตรเครดิต เพราะจะมีสิทธิพิเศษประมาณว่าคุณยิ่งช็อปเยอะก็จะมีเงินคืน 30% 40% ว่าไป แล้วแต่ promotion ของสินค้านั้นๆ เรียกว่ายิ่งช็อปยิ่งมีเงินคืนว่างั้น แต่ก็ไม่ได้เป็นเงินหรอกค่ะ ก็เอาไว้สะสมในการซื้อของครั้งต่อไป แต่สาขาคาร์ฟูร์ที่นี่เค้าไม่เห็นจะเยอะเหมือนบ้านเราเลยนะ มีอยู่ไม่กี่แห่ง แต่มาเปิดบ้านเราแหม หลากหลายสาขาจริงๆ เข้าถึงประชาชนประหนึ่ง สส. ช่วงหาเสียงว่างั้น
จากนั้นก็กลับมาประกอบอาหารเตรียมปาร์ตี้วันเกิดเจ้าตัวโต ก็มีหลากหลายอย่างทีเดียว พี่หมีเราทำกับข้าวต้อนรับอย่างอลังการมากมาย ไม่เกินสามสิบนาทีอาหารต่างๆก็พร้องเสริฟ การมีลูกเยอะๆมันก็ดีอย่างนี้นี่เอง แต่ก็ต้องอบรมเค้าให้ช่วยงานบ้านได้นะคะ อาหารก็มีเนื้อย่างสเต็ก เราก็ไม่ได้กินหรอกคะไม่กินเนื้อจ๊ะ ส่วนแฟนเรามาไกลบ้านไกลเมืองก็ขอแอบกินเนื้อนิสนึงตามประสาคนชอบกินเนื้อ แต่โดนเมียบังคับห้ามกิน(ที่เมืองไทย) จากนั้นบรรดาชีสมากมายก็มาให้ลองกินกับไวน์ ก็อร่อยแบบฝรั่งเศสน่ะนะคะ แตยังไงก็สู้ส้มตำปูปลาร้าบ้านเราไม่ได้ อิ่มหนำกันแล้วก็สลบไสลกันไป หะแรกว่าจะไปดูไฟกันต่อก็คงไม่ไปแล้วล่ะค่ะไวน์กับอาหารออกฤทธิ์เร็วเหลือเกิน เดี๋ยวพรุ่งนี้ว่ากันแล้วกันนะคะ




วันนี้พี่ดี้แสนใจดียอมลางานขับรถพาเราไปพระราชวังแวร์ซายน์ ท่ามกลางอากาศหนาวและฝนที่พรั่งพรูเช่นเคย แต่เราก็สู้ตายค่ะ อยากจะไปชมความงดงามและโศกนาฏกรรมของพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่และพระนางมาเรียอังตัวเนตต์ผู้เลอโฉมเต็มทีแล้ว ห่างจากเมืองปารีสไม่เกินชั่วโมงก็มาถึงแล้วค่ะพระราชวังแวร์ซายน์ใหญ่โตสวยงามสมคำร่ำลือจริงๆ เสียค่าเข้าคนละสิบสามยูโรตกประมาณห้าร้อยกว่าๆ จากนั้นก็ไปรับหูฟังเป็นเครื่องเสียงพกพาเล็กๆฟังการบรรยายประกอบการชมพระราชวังมีทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศสให้เราเลือกฟังกันประหนึ่งว่าให้เราได้รับรู้ถึงบรรยากาศ และเหตุการณ์จำลองที่เกิดขึ้นในพระราชวังแต่ละจุดค่ะ โดยรวมก็สวยงามตื่นตาตื่นใจสมกับเป็นความยิ่งใหญ่ของเมืองที่มีอาณานิคมมากมายอย่างพี่ฝรั่งเศสเค้าล่ะค่ะ ก็พอจะนึกออกนะคะว่าทำไมตอนนั้นชาวปาริเซียงเค้าถึงโกรธนักโกรธหนากับพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่และพระนางผู้เลอโฉม ถึงกับต้องใช้กิโยตินมาบั่นคอ ก็เล่นนำเงินภาษีมาโหมสร้างอะไรที่อลังการปานนั้น ห้องหับกว่าร้อยห้อง แล้วแต่ละห้องเนี่ยก็ขนาดพอๆกับทาวน์เฮาส์บ้านเราสองสามหลังรวมกัน ยังไม่นับรวมพื้นที่สวนรอบนอกที่ใหญ่โตสุดลูกหูลูกตา ภาพเขียนนับพันๆภาพ แล้วแต่ภาพก็ประมาณฝาบ้านเราน่ะค่ะ มีพิพิธภัณฑ์ลูฟร์สาขาสองที่พระราชวังแห่งนี้ก็ว่าได้ อึ้งและทึ่งกับความอลังการแล้วกต้องโบกมืออำลาพระราชวังจากนั้นเราก็ไปเดินเอาท์เลตต์ของเค้า และไปแวะวอลท์ดิสนีย์ จากนั้นก็ย้อนกลับเข้าปารีสวนรถเล่นดูไฟประดับประดามีในช่วงใกล้วันคริสมาส ก็งดงามสมกับเป็นประเทศผู้เจริญจริงๆแหละค่ะ





วันรุ่งขึ้นก็ถึงกำหนดกลับบ้านแล้วล่ะค่ะ จากเหตุการณ์ปิดสนามบินก็แอบลุ้นเล็กๆในใจตลอดว่าจะได้กลับวันนี้ไหมหนอ แต่คุณลูกค้ายืนยันแอนด์คอนเฟิร์มว่าชัวร์ฟันธง เราก็วางใจไม่เช็คในเน็ตและไม่ได้โทรกลับไปเช็ค เอเยนต์เลยค่ะ โอเคเก็บข้าวของ แพ็คกิ้งทุกสิ่งประดามีนั่งรถไฟยูโสตาร์ อำลาพี่หมีและครอบครัวผู้น่ารักทุกคน ระหว่างนั่งรถไฟก็ชื่นชมกับวิวทิวทัศน์สองข้างทาง แหมมันงดงามดีเหมือนกันนะคะ การนั่งรถไฟระหว่างยุโรปก็ดีอย่างนี้นี่เอง ตื่นตาตื่นใจกับวิวแล้ว ก็มาสู่กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษแล้วค่ะ ไปแวะเอาของที่ร้านลูกค้า แต่ขอโทษไม่มีใครมาส่งที่แอร์พอร์ตค่ะ ไม่เป็นไรนั่งแท็กซี่ไป Heathrow Airport เองก็ได้ พอไปถึง โอ้แม่เจ้าผีหลอกที่เคาน์เตอร์ EVA ค่ะ ไม่เห็นมีใครหน้าไหนโผล่มาเลยเจ้าค่ะ ไปเจอหมวยหน้าตาบ้านๆนั่งอยู่ เค้าบอกไฟลท์แคนเซิลค่ะ เราก็โวยวายๆโทรหาลูกค้า(จอมแสบ) พี่คะเค้าบอก cancle ค่ะ ลูกค้ากรอกเสียงมาตามสายว่า บอกเค้าสิว่า cancle ได้ไงเค้าเช็คข่าวว่าสุวรรณภูมิเปิดแล้ว เจ๊อีวาบอกว่า partial opening ค่ะ เราก็บอกลูกค้ากลับไป ลูกค้าก็บอกเราว่าบอกเค้าไปสิว่าเอเยนต์เค้ายืนยันมาอย่างนี้ เราก็บอกเค้าไป เจ๊อีว่าบอกกลับมาว่าอีว่าแจ้งเอเยนต์ไปแล้วแต่เอเยนต์ไม่บอกคุณเอง ลูกค้าก็กรอกสายกลับมาให้เราพูด กลับไปกลับมาประมาณนี้สิบเที่ยว ระเบิดค่ะ ระเบิดแล้ว ไม่ไหวแล้วยื่นโทรศัพท์ให้สามีบอกว่าถ้าเธอไม่คุยชั้นจะด่าลูกค้าเดี๋ยวนี้ มันเดือดค่ะ มือสั่น พยายามข่มใจไม่ให้โกรธที่ลูกค้าเลินเล่อแล้วยังไม่ยอมรับ โกรธคนที่ร้านอาหารและพี่เทอรี่ที่ไม่มาส่งเรา โกรธจนตั่วสั่น น้ำตาไหลไม่รู้ตัว คิดไปสารพัดถ้ากลับงานแต่งน้องไม่ทันจะทำยังไง ยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังไม่เสร็จ โกรธแล้วโกรธเล่า เท่านั้นยังไม่พอนะคะ ไม่มีใครคิดจะมาช่วยเหลือเจือจานว่าเราสองคนจะพักยังไง ลูกค้าก็บอกให้นั่งรถแท็กซี่มาหาเค้าอยู่นอกเมืองลอนดอนไปกลับก็ร้อยยี่สิบปอนด์ เราไปถามเคาน์เตอร์โรงแรมแบบฉุกเฉินแบบใกล้สนามบินก็คืนละร้อยสี่สิบปอนด์ เราก็นอนนี่แล้วกันถ้าให้เราไปเจอลูกค้าอีกตอนนี้อาจมีการฉะกันได้ จากนั้นตั้งสติได้ก็นึกได้ว่าสามีมีเบอร์นักข่าวที่นี่ที่เค้าเป็นพื่อนกับพี่สาว ก็เลยจัดการโทรหา ปรากฏว่าเค้าน่ารักมากบอกว่าพรุ่งนี้ให้มาหาเค้าได้เลย ในขณะเดียวกันคุณลูกค้าก็คงรู้สึกผิดให้เชพที่ร้านอาหารโทรมาว่าให้ไปพักกับเค้าเราก็ถามเค้าอยู่ที่ไหนพูดไปพูดมาปรากฎว่าเพื่อนพี่สาวอยู่ใกล้กว่าและไม่ต้องรีบไปเพราะเค้าอยู่บ้านตลอด ส่วนพี่เชฟบอกต้องไปถึงเค้าก่อนเที่ยงเราก็บ๊ายบายค่ะ แค่นี้ก็เหนื่อยจะแย่ยังจะให้รีบไปอีก




ในความโชคร้ายมันก็มีความโชคดีอยู่บ้างค่ะ จากการติดต่อกลับไปเมืองไทยทางนั้นก็บอกว่าไฟลท์เลื่อนเป็นวันที่หก ก็ได้กลับมางานแต่งน้องสาวแบบหวุดหวิด ก็ยังดีค่ะ ย่านที่เพื่อนพี่สาวพักอยู่ก็เป็นย่านที่ดี อยู่แถบ Pudney น่ะค่ะ บ้านก็น่ารักดีแต่อาจจะรกไปหน่อยเพราะอยู่กันแบบผู้ชายๆ อยู่ต่ออีกสองวันที่ลอนดอนก็ได้เที่ยวต่ออีกนิดนึง เราก็เลยได้ไป Camden Town ต้นกำเนิดแนว PUNK และ Nothing HILL ต้นกำเนิดหนังรักอย่าง Nothing Hill ที่น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก เพลิดเพลินไปกับบ้านเรือนน่ารักๆ และร้านขายผลไม้ขายอาหาร บรรยากาศวันหยุดชาวลอนดอน ฟ้าฝนก็เป็นใจอากาศดีฟ้าใสเชียว เรายังนึกอยู่ว่าถ้าเทวดาแกล้งให้ฝนตกอีกคงเป็นทริปที่แย่สุดๆ ต้นร้ายปลายดีก็ไม่เลวเกินไปหรอกนะคะ ทริปนี้ และที่สำคัญสามีเรายังได้กลับไปซื้อของฝากเพิ่มที่ร้าน Lilly White ก็พวกเสื้อบอลประดามี ใครมีทีมรักทีมชอบก็ซื้อได้ในสนนราคาไม่แพงนักและเป็นของลิขสิทธิ์ค่ะ ก็จบทริปลงอย่างสวยงามได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยด้วยประการฉะนี้ค่า











 

Create Date : 29 ธันวาคม 2551    
Last Update : 29 ธันวาคม 2551 21:57:42 น.
Counter : 200 Pageviews.  

1  2  

peace street
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




EnJOY YoU LiKe eNJoy YOur LIfe
Friends' blogs
[Add peace street's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.