ความคิดสุกๆ ดิบๆ เรื่องเทคโนโลยีเกี่ยวกับการเรียนการสอน
Half baked reflections on technology in teaching and learning
Group Blog
 
All blogs
 

ความรู้คืออำนาจ... ?

โฆษณาของบริษัทเคเบิลทีวีแห่งหนึ่งในเมืองไทยทำผมเสียวสันหลัง...
ความรู้คืออำนาจ... คุณว่าวลีนี้ทรงพลังไหมครับ?
ผมว่าโคตรจะทรงพลังเลย กอปรกับภาพเด็กหน้าตาน่ารักติดจานดาวเทียมเล็กๆ บนหัว (ไว้คอยรับสัญญาณเคเบิลทีวี) ด้วยแล้วนั้น ยิ่งน่าเกรงขามครับ เพื่อนของผมหลายคนตั้งข้อสังเกตุว่าในอนาคตอันใกล้ ชนชั้นจะไม่ได้ถูกแบ่งโดยความมั่งคั่งของเงินตรา แต่จะเป็นความรู้ ไม่ว่าจะเป็นการรู้ภาษาหลายภาษา การเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกและกว้าง

คนเคยคิดว่าเงินคืออำนาจ แต่อำนาจเงินกำลังถูกท้าทายด้วยอำนาจความรู้ครับ ถ้ามีเงินแล้วไม่มีความรู้ก็คงจะรักษาเงินนั้นไว้ได้ไม่นาน (มีเงินไปลงทุนในตลาดหุ้น แต่ไม่รู้ข้อมูลผลประกอบการ เล่นแต่ระยะสั้นตามกระแส) การเอาเงินไปแปรเป็นความรู้จึงเข้าใจได้ว่าจะรักษาอำนาจได้นานกว่าเดิม นั่นหมายความว่าถ้าคุณมีเงินน้อย คุณก็ซื้อความรู้ได้น้อย ถ้าคุณมีเงินเยอะ แต่ไม่เฉลียว คุณก็อาจเสียเงินที่มีอยู่ให้กับคนที่ฉลาด (และขี้โกง ไร้จริยธรรม) ได้
เริ่มเสียวหรือยังครับ?

ลองย้อนกับมาดูภาพที่โฆษณาอีกนิดนะครับ น้องนายแบบนางแบบเด็กในจอทีวีหน้าตาน่ารักสดใส ดูท่าทางฉลาดไม่เบา ผิวเนียน ดูเป็นคนมีอันจะกินใช่ไหมครับ?
...ถ้าคุณตอบว่าใช่ ก็แปลว่าคนมีอันจะกิน ผิวพรรณดี หน้าตาสะสวย สะอาดสะอ้าน คนอย่างนี้เท่านั้นที่(มีสิทธิจะ)มีความรู้!

หมายความว่า...
ถ้าผิวคุณยังไม่เนียน เสื้อผ้ายังไม่สะอาดสะอ้าน แต่งตัวมอซอ คุณก็ยังไม่สามารถจะเริ่มขวนขวายหาความรู้ได้ ใช่ไหม? เพราะคุณยังรู้สึกแปลกแยกกับผู้ปกครองของน้องๆ ที่มีจานดาวเทียมปักหัวอยู่ จานดาวเทียมเองก็สื่อถึงความทันสมัย เทคโนโลยีเคเบิลที่รวดเร็วทันใจ ครอบคลุมการสื่อสารทั่วโลก นั่นหมายความว่าจานดาวเทียมมีประสิทธิภาพในการดูดความรู้จากทุกมุมโลก แน่นอนว่ามันทรงพลังกว่าการเรียนในห้องหรือการเปิดหนังสืออ่านเป็นไหนๆ (จำได้ไหมครับว่าฉากหนึ่งในโฆษณาที่น้องในห้องเรียนยกมือตอบคำถามครูแล้วก็มีจานดาวเทียมโผล่ขึ้นมาจากหัวของเธอ นั่นเพราะบ้านเธอมีเคเบิล ทำให้เธอโดดเด่นกว่าเพื่อนในห้อง)

ความรู้คืออำนาจ... ว่าแต่ว่าอำนาจใครละครับ? และอำนาจนั้นเอาไว้ทำอะไร? ผมว่าสองคำถามนี้สำคัญ เพราะอำนาจนั้นถ้าขาดความรับผิดชอบ ความเข้าใจและจริยธรรม ก็มีแต่ผลเสีย ไม่ว่าจะเป็นอำนาจในครัวเรือน (บังคับลูกอย่างไร้เหตุผล) อำนาจในหน้าที่การงาน (ไม่รับฟังความคิดลูกน้อง สั่งงานไม่คิด) หรืออำนาจในการกำหนดทิศทาง นโยบายของชาติ (เห็นๆ กันอยู่) การพูดแค่ความรู้คืออำนาจนั้น เท่ากับเป็นการเชิญชวนให้คนกระโดดเขามาแย่งชิงอำนาจกัน จ่ายมากก็มีอำนาจมาก (เพราะได้ดูรายการหลายช่องกว่า) มองเห็นรำไรหรือยังครับ ว่าอำนาจจะตกอยู่ที่มือใคร?

แต่ขอโทษเถอะครับ ถึงจะบ่น ถึงจะเสียวสันหลังกับโฆษณานี้ ผมเองก็ดูเคเบิลทีวี เพราะความรู้ ความบันเทิงแบบนี้หาได้จากฟรีทีวีเสียที่ไหนล่ะครับ




 

Create Date : 10 สิงหาคม 2549    
Last Update : 10 สิงหาคม 2549 12:02:21 น.
Counter : 1193 Pageviews.  

PowerPoint ทำเราเสียนิสัย? (part 2)

แต่ละครั้งที่ blog ผมจะเอาลงใน ห้องสมุด ที่ Pantip ด้วยครับ
เหตุผลที่ผมลงข้อความใน Pantip เพื่อให้ถึงผู้อ่านในวงกว้างกว่าเดิม
หัวข้อ PowerPoint นี้มีหลายคนตอบไว้ใน Pantip นะครับ ผมอยากจะสรุปประเด็นที่ตอบกันไว้ใน Blog เพื่อจะได้อ้างอิงได้ง่าย
หลายคนเห็นว่า PowerPoint หรือ "จุดพลัง" (คุณ Translator X, 2006) นี้เป็นเพียงเครื่องมือในการสอน หรือการนำเสนอ (ในกรณีที่เป็นภาคธุรกิจ) ดังนั้นไม่ควรจะยึดติด แต่ถ้าใช้แล้วก็ต้องใช้ให้เหมาะสม เช่นนำรูปภาพ และสื่อผสมมาช่วยในการบรรยายเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ถ้ามีแต่ตัวหนังสือเต็มจอ แล้วมายืนอ่านนั่นก็อย่าทำเลยดีกว่า เสียเวลาทำมาหากิน

มาถึงเรื่องที่ผมบอกว่า ไม่แจกเอกสาร และห้ามจดนั้น คุณทาสรักลูกแยม ไม่เห็นด้วย ในประเด็นเกี่ยวกับการจด ฟังแล้วควรจะจดด้วย จะได้จำ คุณพลายแป้ง และคุณ jk (jackfrunt_k) เห็นว่าการเขียนกระดานมีปัญหา อาจเป็นเรื่องฝุ่นจากชอร์ก หรือเรื่องหมึกจาก White Board
คุณ antagonist เสนอแนวคิดเรื่องเอกสารได้ดีมากเลยครับ ผมไม่ได้บอกว่าผมอยู่ในวงการไหน แต่ผมได้คุยกับเพื่อนในเรื่องเอกสารการสอนต่อครับ เอาประเด็นที่ว่าไม่มีหนังสือ มีแต่เอกสารแจกก่อนนะครับ ผมมักจะไม่ให้นักเรียนดูเอกสารเวลาสอน เพราะเป็นวิชาปฎิบัติในห้องคอมพิวเตอร์ อธิบายให้เข้าใจกัน แล้วก็ให้ลองทำดู จากนั้นถึงให้เวลาจด ประเด็นที่คุณ antagonist ทิ้งท้ายว่าเด็กมหาลัยไม่มีสิทธิ์บ่นเรื่องจดไม่ทันนั้นโดนใจมากๆ ครับ ผมก็คิดแบบเดียวกัน เพราะถ้าปล่อยให้จดกันทุกคำพูด ก็คงไม่ต้องคิดกันพอดี ควรมีการอธิบายและสักถามกันให้เข้าใจเป็นประเด็นไป พอเด็กเข้าใจแล้วถึงให้จด สิ่งที่จดนั้นได้ผ่านกระบวนการคิดมาแล้วถึงจะถูกบันทึกในสมุด กลับมาอ่านก็เข้าใจ การจดแบบนี้คือจดช่วยจำ (cognitive offload)

โดยรวมแล้วความเห็นส่วนใหญ่ไปในทางเดียวกันว่าทักษะสำคัญกว่าเครื่องมือครับ อย่าให้เครื่องมือมาลดทอนพลังการพูดของคน ต้องขอบคุณ คุณ .. (ชื่อเขาแค่นี้จริงๆ ครับ) ที่ช่วยตีความกระทู้ให้ด้วยนะครับ

ตามอ่านรายละเอียดได้ที่ //www.pantip.com/cafe/library/topic/K4570065/K4570065.html นะครับ




 

Create Date : 31 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 31 กรกฎาคม 2549 16:05:19 น.
Counter : 177 Pageviews.  

PowerPoint ทำเราเสียนิสัย?

สมัยก่อนอาจารย์โดนหาว่าปิ้งแผ่นใส สมัยนี้เขาก็เปิด PowerPoint แช่ไว้...

เมื่อต้องเลือกหนังสือเรียน อาจารย์หลายท่าน (รวมถึงผมเอง) เลือกหนังสือที่มี PowerPoint จากผู้แต่งหรือจากสำนักพิมพ์ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาทำเอง สิ่งที่ต้องทำคืออ่าน PowerPoint ก่อนไปสอน (upload) ถึงห้องก็เล่าให้เด็กฟัง (download) เท่านั้นแหละครับ เคยคิดไหมว่า PowerPoint บ่อนทำลายการศึกษา? โดยเฉพาะในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่มีเครื่องฉายโปรเจคเตอร์ติดในห้องเรียนแทบทุกห้อง ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ PowerPoint แพร่หลายเข้าไปสู่ระบบการศึกษา (ไม่ทราบว่าความนิยมต่อ PowerPoint ในโรงเรียนมีมากแค่ไหน) ในมหาวิทยาลัยแทบทุกแห่งจะมีระบบรองรับการใช้ PowerPoint ถ้าไม่มีคือเชย คือทำการเรียนการสอนไม่ได้! ผมเชื่อว่าอาจารย์หลายๆ ท่านถ้าขาด PowerPoint แล้วเหมือนเสียมือขวาในการสอน ต้องหยุด ต้องรอช่างเทคนิคมาตั้งเครื่อง (ผมก็เคยเป็นครับ) แล้วสอนไม่ได้เลยเหรอ ไม่มี PowerPoint เนี่ย?

ถ้ามี PowerPoint แล้วการเรียนการสอนจะดีขึ้นไหม? เด็กจะเข้าใจบทเรียนมากขึ้น หรือมีความสนใจในบทเรียนกว่าที่เคยเป็นมาไหม?
ถ้าในชั่วโมงหนึ่งต้องเรียนบทเรียนที่มีสไลด์ 40 แผ่น แต่ละแผ่นมีประมาณ 30-40 คำ และมีรูปประกอบตามสมควร ก็ต้องใช้เวลาเฉลี่ยหน้าละนาทีครึ่ง เป็นไปได้ไหมครับ? หลายคนเคยครับ ผมก็เคย เคยทั้งเป็นผู้สอนและผู้เรียนในสถานการณ์ที่ว่ามานี้ ระยะหลังนี้ถ้ามีโอกาสได้ยืนหน้าชั้น ผมจะลดการใช้สไลด์ เพิ่มการบรรยาย นั่นแหละครับ ต้องพัฒนาทักษะการบรรยายเพิ่มขึ้น และที่สำคัญ ผมไม่แจกเอกสารประกอบการสอน และย้ำเสมอว่าอย่าจดเด็ดขาด หัวใจของกิจกรรมคือการฟัง และมีส่วนร่วมในชั้น ไม่ใช่นั่งจด

ผมคิดถูกไหมครับนี่?




 

Create Date : 26 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 26 กรกฎาคม 2549 15:16:26 น.
Counter : 523 Pageviews.  

เมื่อไหร่จะนอกคอก?

ผมจำได้ว่าสมัยประถม วิชาวิทยาศาสตร์ ต้องเรียนเกี่ยวกับหอยครับ จำได้แม่นว่าข้อสอบปีนั้นให้เขียนชื่อหอยห้าชนิด หนึ่งในคำตอบของผมมีหอยมือเสือ ซึ่งผมจำได้จากหนังสือสารานุกรมที่บ้าน หอยอื่นๆ ก็เป็นหอยลาย หอยแครงเหมือนที่เราๆ รู้จักกัน

อาจารย์กาผิดข้อที่ผมตอบหอยมือเสือครับ ไม่แน่ใจว่าเพราะอาจารย์ไม่รู้จัก หรือเพราะมันไม่อยู่ในตำราเรียน น่าเสียดายที่ผมไม่นอกคอกพอที่จะถามอาจารย์กลับตอนนั้น (นอกคอกเป็นคำที่ดีนะครับ) แค่งงๆ ว่าทำไมถึงผิด

อีกคำถามที่ผมเจอในปีเดียวกัน น่าจะเป็นวิชาส่งเสริมประสบการณ์ชีวิต (สปช.) นะครับ คำถามคือ หนึ่งเดือนมีกี่วัน?
ผมตอบว่ามี 28-31 วันครับ (บังเอิญเกิดเดือนกุมภาพันธ์ เลยต้องให้ความสำคัญกับเดือนตัวเองด้วย) ข้อนี้ผมก็ผิดอีกเหมือนกัน เพราะอาจารย์ท่านแก้ให้ว่าเดือนหนึ่งมีแค่ 30-31 วันเท่านั้น

กลับมาที่คำว่านอกคอกอีกครั้งดีไหม คำนี้มีนัยครับ เพราะว่าเราเรียนจากกรอบความรู้ในหนังสือ ถ้าเลยจากนี้ถือว่าผิด ถ้าหลุดจากกรอบคือไม่ได้คะแนน ถ้าออกจากคอกที่ล้อมไว้ ก็นอกคอกนั่นแหละครับ เวลาใครด่าเราว่าไอ้นอกคือ คืออยู่นอกกรอบที่สังคมกำหนด แสดงว่าคุณคิดไม่เหมือนชาวบ้าน อาจจะถึงขั้นขวางโลก แต่นั่นแหละครับ โลกของใคร?

เด็กๆ เราเข้าห้องตรงเวลา ทำข้อสอบได้ ผ่านไปเรียนชั้นสูงขึ้นจนจบการศึกษา ไม่ต้องคิดอะไรมาก จำๆ ไปสอบ
ปัจจุบัน เราเข้างานตรงเวลา ทำงานได้ตามเป้าหมาย เลื่อนขั้นเลื่อนเงินเดือน ไม่ต้องห่วงอะไรมาก สิ้นเดือนรับเงิน

ถ้าผมบอกว่าผมคิดอย่างไรกับคำถามนี้ คำถามที่ว่า เมื่อไหร่จะนอกคอก? แล้วคำตอบที่มีในใจคืออะไร ผมก็คงไม่ต่างจากอาจารย์สมัยประถมของผม
คิดกันเองดีไหม? คิดออกแล้วบอกกันบ้างนะครับ




 

Create Date : 20 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 20 กรกฎาคม 2549 18:12:41 น.
Counter : 274 Pageviews.  

บล๊อกไปหาอะไร?

ทนไม่ไหวแล้ว เห็นใครๆ เขาบล๊อกกันทั่ว ทั้งไทย ทั้งเทศ บล๊อกกันใหญ่ ก็เลยอยากจะบล๊อกบ้าง มีเหตุสองประการที่ทำให้หลวมตัว หลวมใจมาเป็นสมาชิกบล๊อกนี้
หนึ่ง: ได้ไอเดียการทำบล๊อกจากเพื่อนในชั้นเรียน ที่ทำวิจัยเรื่องการบล๊อกเพื่อการศึกษา
สอง: เห็นว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพ่อแม่พี่น้องในเรื่องที่ผมกำลังเรียน

ขยายความนิดหนึ่งนะ ที่ว่าได้ไอเดียบล๊อกจากเพื่อนร่วมชั้นที่ล้มลุกคลุกคลานเขียนบล๊อกอยู่นานสองนานกว่าจะเป็นรูปเป็นร่างนั้น เพื่อนว่าบล๊อกกิ้ง (กริยา) ไม่ใช่การเขียนบันทึกประจำวัน ไปไหน ทำอะไร ไม่ต้องไปบอกเขาในบล๊อก (จริงๆ ผมว่ามันก็แปลกอยู่ที่จะต้องมาเขียนรายงานใครต่อใคร ว่าวันนี้ไปทำอะไร ที่ไหน อย่างไร กับใคร) แต่อย่างไรก็ดี การเขียนบล๊อกก็ไม่ใช่การเขียนงานวิชาการ ท้ายที่สุด เพื่อนผมท่านนี้ฟันธงว่าบล๊อกคือการเขียนความคิดสุกๆ ดิบๆ (half baked) สู่สาธารณะเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนที่สนใจในเรื่องเดียวกัน

พูดแบบนี้แล้วหลายคนคงเกาหัว คิดด่าผมอยู่ในใจว่าไอ้ที่พูดมานี่มันก็ pantip.com นี่หว่า? สนใจเรื่องไหน ก็ไปห้องนั้นสิ จะมาบล๊อกทำไม ไปเปิดกระทู้ถามตอบกันไม่ดีกว่าหรือ? ผมขอตอบว่าบล๊อกกิ้งดีกว่าแน่ครับ เพราะนอกจากเราจะกำหนดเรื่องที่เราอยากจะบล๊อกได้ เรายังรู้สึกเป็นเจ้าของบล๊อกด้วย (ownership) นี่แหละครับที่คนเขาบล๊อกกัน แทนที่จะไปถามตอบ เราเล่าเรื่องของเรา ใครสนใจก็เข้ามาอ่าน ติชมได้ ไม่ดีกว่าหรือ

ประเด็นสุดท้ายที่หลายๆ ไม่ค่อยให้ความสนใจ และทำให้บล๊อกนั้นไม่ประสบความสำเร็จ (ในต่างประเทศนะครับ) คือการไม่กำหนดแนวความคิดหลัก (theme) ให้กับบล๊อกตัวเอง โชคดี bloggang ของเรามัดมือชกให้กำหนดกลุ่ม และกลุ่มย่อยของแต่ละหัวข้อ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหานี้ไปได้ระดับหนึ่ง แต่นั่นแหละครับ ถ้าเราประกาศชัดเจนไปเลยว่าจะบล๊อกกันเรื่องอะไรก็คงดีไม่น้อย ผมขอประกาศให้พ่อแม่พี่น้องทราบไว้ ณ ที่นี้เลยว่าเรื่องที่ผมจะบล๊อกนั้น คือ "เทคโนโลยีเกี่ยวกับการเรียนการสอน" เป็นหลัก ดังปรากฎเป็นสโลแกนข้างบน
นั่นล่ะครับ ถ้าจะถามว่าผมบล๊อกไปหาอะไร ก็ต้องตอบว่าบล๊อกเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นนั่นเอง
ขอได้รับความขอบคุณจากผู้เขียน




 

Create Date : 19 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 20 กรกฎาคม 2549 18:12:12 น.
Counter : 243 Pageviews.  

1  2  

vappeepeevap
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add vappeepeevap's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.