Body Talk(BL)บทที่ 13
บทที่ 13

ชีวิตที่เป็นปกตินั้นเป็นอย่างนี้เองซินะ ผมยกกาแฟขึ้นจิบขณะมองต้นไม้ ดอกไม้ที่โผล่สีสันหรอมแหรมตามระเบียงบ้านคน รถรา ผู้คนที่เดินบนถนนไกลๆนอกหน้าต่างห้องแพนทรี ทุกอย่างที่เห็นล้วนมีวิถีของมันเอง ผมวางถ้วยกาแฟบนจานรอง กระเบื้องกระทบกันก่อให้เกิดเสียงกังวาลใสเล็กๆ ผมก้มมองกาแฟที่เหลือในถ้วยแล้วถอนใจ ผมควรหาวันว่างสักวันเพื่อไปหาหมอ ให้หมอพูดออกให้กระจ่างว่าผมผิดปกติหรือชีวิตของผมเพียงถูกดึง ถูกพาให้ไปอยู่ในวงเวียนของเซ็กส์ไม่จักจบสิ้น หรืออย่างอื่น ผมอยากมีวิถีที่ปกติเหมือนสายลมที่พัดพา เหมือนสายน้ำที่ไหลริน เหมือนดอกไม้ที่เบ่งบาน เหมือนท้องฟ้าที่ใส่กระจ่างด้วยสีคราม เหมือนแมวน้อยที่โดดโลดเต้นยามสนุกสนานกับหนวดและหางของตัวเอง และสำคัญผมไม่อยากทำให้เมษาเจ็บปวดอีก ถึงเขาจะเข้าใจโลกมากกว่าผมแค่ไหน แต่แค่ไหนกันล่ะที่ร่างกายของผมจะทนรับความยับเยินต่อไปได้อีก

บอกตามตรงทุกวันนี้ผมยังกลัวทศวรรษแต่ไม่แน่ใจอีกเหมือนกันว่าหรือผมกลัวตัวเอง ผมจึงอยากคุยกับหมอให้สิ้นสงสัย ผมหันหลังพิงโต๊ะก้มหน้ามองปลายรองเท้าที่มันวาว....ลึกๆแล้วร่างกายของผมยังรู้สึกกับทศวรรษ แม้มีเซ็กส์แบบไม่เต็มใจกับเขาก็จริงแต่หากหลังจากนั้น ร่างกายของผมก็รื่นรมย์ราวเพิ่งพบรักที่คิดถึงเสมอ ไม่ชอบเลยที่เป็นร่างกายกับจิตแยกส่วนกันแบบนี้ยามอยู่ใกล้กับเขา ถ้าเหลียวกลับมาถามจิตใจผม สำหรับทศวรรษมันคือความว่างเปล่า เป็นอะไรที่ผมไร้ความรู้สึกนานแล้ว อาจจะเสียดายคำว่ารักของเขาที่มันสายเกินไป ผมรักคนอื่นไปแล้ว แต่มันก็แค่นั้น ตรงนี้เองทำให้ผมกลัวตัวเอง กลัวจะเป็น SEX ADDICT ไปจริงไม่ใช่แค่แนวโน้ม ผมทรุดตัวนั่งชันเข่าข้างหนึ่ง อีกข้างนาบลงกับพื้น วางมือบนเข่าที่ตั้งฉากพื้น ผมอยากเป็นคนที่ปกติ มีคนรักที่รักกันไปตลอด รักในแบบที่เรียกได้ว่าเป็นของกันและกันอย่างแท้จริง เราสองคนจะเพศใดก็ช่าง มันไม่สำคัญเท่าหัวใจของเรา ผมสูดหายใจลึกเงยหน้ามองตู้ติดผนังด้านบน เคยอยู่กับความคิดที่ว่ามันยากเย็นนักที่จะทำให้ใครสักคนมารัก ทว่าตอนนี้กลับเห็นว่าการดำรงตนในยามมีความรักนั้นมันช่างยากกว่ามากนัก

“อรุณสวัสดิ์ค่ะรุจน์” คุณน้ำฟ้าโผล่หน้าเข้ามาในห้องพร้อมเสียงหวานใส ราวสกุนาขับขานยามอรุณรุ่ง หล่อนอยู่ในชุดกางเกงกับสูทเข้าชุดกันดูเท่เหมือนทอมบอย
“อรุณสวัสดิ์ครับ” ผมรีบจะลุกขึ้น แต่คุณน้ำฟ้ากลับก้าวเข้ามานั่งตรงหน้าผม หล่อนจับขาผมเหยียดตรงก่อนจะก้าวมาคุกเข่าขึ้นนั่งบนตักของผม ผมพ่นหัวเราะออกมาเบาๆ นี่ถ้าวันนี้หล่อนไม่ใส่กางเกงผมคงหัวใจวาย ถึงเราจะคุ้นเคยร่างกายกันมากมายขนาดไหนก็เถอะ
“ดื่มกาแฟไหม?”ผมเลื่อนมือไปจับเอวของหล่อน หล่อนก็ยื่นแขนมาวางบนไหล่ผม

“ก็ดีนะ”ว่าแล้วก็ยื่นหน้ามาจูบกับผม ริมฝีปากผมรับรู้ได้ถึงกลิ่นและรสของลิปติกที่หล่อนเคลือบริมฝีปากน่าหลงใหลนั้น ในนาทีเดียวกันนั้นผมก็คิดถึงทศวรรษเขาจะรับรู้และสัมผัสมันบ้างหรือไม่ว่าหอมหวานเพียงใด
“ดื่มที่รุจน์ดื่มนั่นล่ะ หวานดี” หล่อนผละออกจากผมพร้อมเลียริมฝีปาก
“ไหนว่าเราจะไม่...” ผมกำลังจะพูด แต่หล่อนก็จูบผมอีก ผมอดใจตอบสนองไม่ได้ เราเลยนัวเนียกันพักใหญ่คล้ายจะเรียกความทรงจำให้ร่างกายกระนั้น ผมยกมือประคองใบหน้าสวยงามนั้นไว้ในฝ่ามือขณะจูบกับหล่อน

ทว่าในเวลาที่เรากำลังลิ้มความหวานของกันและกันนั้น ผมและคุณน้ำฟ้าก็ได้ยินเสียงหนึ่ง เราหันไปพร้อมกัน บนพื้นมีช่อดอกไม้ตกอยู่ เมษาจ้องพวกเราแทบไม่กระพริบ เขาถอยออกจากห้อง หัวอกผมเย็นวาบไปถึงเท้า คุณน้ำฟ้าลุกขึ้นยืนเดินไปหยิบช่อดอกไม้ ด้านผมเอาแต่หายใจรัวคล้ายคนกำลังจมน้ำ

“หึๆๆ พี่ทศส่งมาให้น่ะค่ะ พักนี้เขาไม่ค่อยว่างมาหาฟ้า นี่คงรู้สึกแย่เลยส่งดอกไม้มาขอโทษที่หายหน้าไป ว่าแต่ เมื่อครู่น่ะแย่จัง เมษามาเห็นซะได้” คุณน้ำฟ้าหอบช่อดอกไม้ที่เมษาทำหล่นไว้ออกไป ส่วนผมลุกไม่ขึ้น ในสมองมีแต่คำพูด คำพูด และคำพูด จะพูดอย่างไรให้ฟังแล้วมันไม่ใช่การแก้ตัว จะพูดอย่างไรถึงบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น ต่อหน้าเมษาผมรู้ว่าผมไม่สามารถพูดว่ามันไม่มีอะไร ผมโกหกเขาไม่ได้ด้วยว่าที่จริงผมรู้สึกดีมากกับการได้จูบกับน้ำฟ้า ในบางคืนก็ยังหลับใหลไปกับความฝันที่มีเรือนร่างของหล่อน แต่การใช้ชีวิตกับใครสักคนบางทีคำโกหกเล็กน้อยหากมันสามารถรักษาสิ่งที่เราหวงแหนไว้ได้ก็ควรทำไม่ใช่หรือ

หากวันนี้ผมโกหก แล้ววันหน้าเมษารู้ว่าผมกับคุณน้ำฟ้ายิ่งกว่าจูบ ที่พูดว่าความลับไม่มีในโลกเป็นคำอมตะ คำไม่มีวันตายคำนี้เองที่จะออกฤทธิ์กับเรื่องโกหกของผมในวันนั้น ผมไม่กล้าวาดภาพเลย ในยามนั้นเมษาคงไม่มีวันหันกลับมาหาผมอีก ผมยันตัวลุกขึ้นจัดสูทและไทด์ให้เข้าที่ก่อนจะเดินออกจากห้องแพนทรี ผมจะพูดทั้งหมด ผมอาจชอบคนอื่นทีผ่านเข้ามาในชีวิต อาจมีหลงทางไปบ้างกับความรู้สึกที่ยังคงชื่นชม หากแต่เมษาคือความรักที่ผมมั่นใจ คือคนที่ผมสนใจใคร่ดีต่อความรู้สึก คือสิ่งสำคัญที่ผมไม่อาจสูญเสียไปได้ ผมเหลียวมองหาเมษาไปตามทางเดินจนมาถึงโถงกลางแกลลอรี่ แต่เขาไม่อยู่ที่ใดที่ผมมองหา ขณะที่ผมกำลังจะก้าวเข้าห้องทำงานตัวเอง คุณน้ำฟ้าก็ตะโกนมาจากข้างบนหน้าห้องทำงานของหล่อน
“รุจน์คะขึ้นมาคุยงานกันหน่อยซิ อ้อ เมษาออกไปหาลูกค้านี่นา งั้นฟ้าลงไปคุยกับรุจน์ที่ห้องรุจน์ดีกว่า” หล่อนพูดพลางเดินลงบันไดมาที่ผม ท่วงท่าอันสง่างาม เรือนร่างเพรียวบางน่ามอง สะโพกที่แกว่งย้ายตามจังหวะการก้าวเท้าชวนให้ใจเต้นเมื่อจับตามอง แต่ทั้งหมดนี้กลายเป็นเรื่องไกลตัวผมในอารมณ์นี้ ผมเม้มปากแล้วเดินไปเปิดประตูห้องทำงานผายมือเชิญหล่อน แล้วเดินตามเข้าไป ประตูที่เปิดยังคงค้างไว้เช่นนั้น

13.1
เมษาพ่นควันบุหรี่สีเทาทึบลอยขึ้นสู่อากาศตรงหน้า ควันเทาค่อยๆจางสลายลงเมื่อลอยขึ้นสูง ท้องฟ้าที่ถูกบดบังด้วยควันหนาเมื่อครู่กลับมากระจ่างตรงหน้าอีกครั้ง
“ว้าว วันนี้ใส่สูทผูกไทหล่อเชียว จะมาชวนเดทอีกครั้งในรอบเกือบสิบปีก็ไม่บอกจะได้แต่งตัวสวยๆมาแต่เช้า” ซีซ่าในชุดพนักงานบริษัทที่หล่อนสังกัดเดินยิ้มมาหา เมษาพลิกนาฬิกาข้อมือแล้วขยี้บุหรี่ลงบนทรายที่อยู่ส่วนบนของถังขยะ
“พอดีมาส่งของให้ลูกค้าแถวนี้น่ะ พักเที่ยงแล้วซินะ ไปหาอะไรกินกัน ผมเลี้ยงเอง”
“ปกติพักเที่ยงฉันจะไปหาลูกที่เนอสเซอรี่” ซีซ่าทัดผมยาวกับใบหู หล่อนยิ้มอ่อนหวานประกอบคำพูด แสดงให้เห็นว่าสำหรับหล่อนแล้วในตอนนี้ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าลูกอีกแล้ว

“อืม งั้นวันนี้ผมไปด้วย อยากเห็นลูกเหมือนกัน” เมษาออกเดินนำไปก่อน ซีซ่าเร่งฝีเท้าจนตามเขาทัน หล่อนคล้องแขนเขา
“วันนี้แกคงดีใจพ่อกับแม่พร้อมหน้าไปหา”
“นั่นสินะ พอคิดถึงรอยยิ้มของแกผมก็อยากเห็นขึ้นทันทีเลย”
“ตอนนี้น่ะรู้จักอมยิ้มแบบหล่อแบบคุณพ่อแล้วนะ”
“จริงเหรอ? อย่างนี้สาวๆที่เนอสเซอรี่ก็ติดตรึมซิ”

“วันนี้สงสัยจะถูกคุณพ่อแย่งซีนล่ะมั้ง มาชุดโก้เสียด้วย” ซีซ่ายื่นไปหยิกแก้มเมษา เขาถอนใจมองไปอื่นพลางอมยิ้ม
“นี่ๆยิ้มแบบนี้เลยที่ตาหนูยิ้มน่ะ”
“นี่ชุดทำงาน แต่ก็แหละเนอะหล่อกระชากใจจริงๆล่ะ” เมษาหันมากระเซ้า ซีซ่าหัวเราะกิ๊ก
“ต้องถามคนที่นายอยู่ด้วยเสมอซิจ๊ะ”
เมษาหยุดตีหน้าเป็น สีหน้าของเขานิ่งสนิท ซีซ่าหยุดหัวเราะหล่อนบีบแขนเมษาเบาๆ
“เมษา”
“ผมอยู่กับผู้ชายคนหนึ่ง ผมรักเขามากๆ”

“นึกอยู่แล้วสักวันนายต้องพูดออกมา บอกตามตรงว่าตอนแรกที่เราต้องเลิกกันฉันไม่เข้าใจว่าเราสองคนไปกันไม่ได้ตรงไหน เพราะอะไรทั้งที่เราเข้ากันได้ดี และเหมาะสมกันขนาดนั้น เคยคิดเหมือนกันถึงสาเหตุอย่างอื่นที่มันแตกต่าง แต่มันก็มากเกินกว่าที่ฉันจะจินตนาการตามไหว ไม่รู้ว่ากลัวหรือรับไม่ได้ มาถึงตอนนี้ฉันหมดสงสัยแบบหมดจดแล้ว” ซีซ่าปล่อยมือจากเมษา หล่อนยิ้มพร้อมทั้งยื่นมือให้
“ฉันไม่รู้สึกอย่างอื่นเลยนอกจากยินดี”
“ขอบคุณครับ” เมษายื่นมือออกไปจับ
“แล้วจะฉันจะได้รู้จักไหม?”
“แน่นอน ผมอยากให้เขารู้จักทุกคนในอดีตของผม เราจะอยู่ด้วยกันแบบไร้ข้อกังขาอันที่อาจเชื่อมโยงให้เราอาจต้องเป็นไปในปัจจุบัน นั่นเป็นความคิดของผม แต่ผมไม่รู้ในส่วนของเขาเลย” เมษาเปลี่ยนเป็นพึมพัมในตอนท้าย

“อะไรนะ?”
“อะไรเหรอ?” เมษาหันมายิ้ม
“เมื่อครู่ตอนท้ายนายว่าอะไรนะคะ รถผ่านไปผ่านมาไม่ได้ยินค่ะ”
“อือ ผมบอกว่าอยากได้ของฝากอะไรจากเชคไหม”
“เอ๊ะ!? จะไปเชคหรือ?
“ใช่ ไปทำงานน่ะ เป็นครั้งแรกที่บินเดี่ยวโดยไม่มีผู้ใหญ่ประกบเสียด้วย ตื่นเต้นชะมัด” เมษาลูบคางพลาง
เหม่อมองท้องฟ้าราวกับครุ่นคิดครู่เดียวก็ลดสายตาลงมาหัวเราะ

“ท่าทางนายจะสนุกมากกว่าประหม่ากลัวนะ”
“ใครจะไปรู้ อะไรๆก็เหมือนท้องฟ้าล่ะ เดี๋ยวก็ใส เดี๋ยวหลัว เดี๋ยวฝนตก ไปยาลใหญ่” เมษายักไหล่เดินนำไปก่อน ซีซ่าสูดหายใจมองถนนที่เต็มไปด้วยรถราแล้วหันไปมองเมษา ไม่รู้ทำไมหล่อนถึงรู้สึกถึงสิ่งที่เมษาพยายามฉาบหน้าด้วยรอยยิ้มและความรื่นเริง ซีซ่าก้าวเดินตามเมษา แผ่นหลังกว้าง รูปร่างสูงสง่างามนั้นก้าวย่างอย่างมั่นคง แบบว่าเขาแสดงออกจนเกินเหตุไปหรือเปล่า?

13.2

ผมยอมรับว่าตกใจในขั้นที่เรียกว่าช๊อคก็ว่าได้ เมื่อได้ยินคุณน้ำฟ้าพูดเรื่องงานของผมกับเมษา ผมต้องอยู่คอยดูแลมิสเตอร์ซุรุงะ ฮิโรยูกิที่กำลังจะเดินทางมาพักผ่อนส่วนตัวที่เมืองไทย ส่วนเมษาถูกส่งไปซื้อภาพที่สาธารณะรัฐเชค ชิ้นงานเป็นคำสั่งซื้อของลูกค้าที่มีความเป็นวีไอพีน้อย ในความเห็นน้ำฟ้าคือหล่อนอยากให้เมษาฝึกจากงานง่ายๆก่อน ในอนาคตสองคนควรจะส่งไปได้สองประเทศหรือสองที่ ไม่ใช่เป็นอย่างทุกวันนี้ที่ผมต้องเหนื่อยคนเดียว ผมจำใจพยักหน้ารับทราบตารางงานทั้งหมด น้ำฟ้าวางกำหนดการเดินทางและสถานที่ท่องเที่ยวที่สตาฟของซุรุงะส่งอีเมล์มาให้ตรงหน้า ผมเลื่อนมือไปหยิบขณะที่หล่อนก้าวเดินออกจากห้อง

“พักนี้พี่ทศไม่มาที่นี่เลย รุจน์คิดถึงเขามั้ย” จู่คุณน้ำฟ้าก็หันมาถามผม
“ทำไมผมต้องคิดถึงด้วยล่ะครับ” ผมย่นคิ้วพลางหัวเราะ
“ก็เขาเป็นลูกค้าคนสำคัญของรุจน์ นี่นา” หล่อนยิ้มพลางเดินกลับเข้ามาในห้อง มายืนเผชิญหน้ากับผม ดวงตากลมโตดั่งไข่มุกดำแห่งอันดามันของหล่อนจับจ้องใบหน้าของผมก่อนจะหลุบต่ำไปที่มือที่กำลังจับไทด์ของผม
“ตอนนี้ฟ้าเหนื่อยจังค่ะ ความรักมีเส้นทางที่เราไม่สามารถไปถึงอย่างง่ายดายเลย หัวใจของผู้ชายสักคน หากอยากครอบครองให้ได้ จะต้องทำอย่างไร ต้องทำมากแค่ไหน ฟ้าไม่รู้จริงๆ ที่ผ่านมาความรู้สึกว่าชอบนั้นเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับความรัก แต่พี่ทศไม่เคยก้าวคืบหลังจากเริ่มต้น ในความรู้สึกของฟ้านับจากวันแรกที่ได้รับรู้ว่าเราจะเริ่มต้นนั้นช่างเป็นวันที่วิเศษ ดอกไม้คลี่กลีบจะผลิบานมันสวยงามที่สุด” คุณน้ำฟ้ากัดปากล่าง หล่อนไม่ได้หลั่งน้ำตา หล่อนยังคงมีสายตาเรียบง่ายให้ผม

“เวลาผ่านไปดอกไม้ของฟ้ากับพี่ทศกลับคล้ายกับถูกแช่แข็งมันไม่เคยผลิบานใน การที่พี่ทศขอเวลามันกลายเป็นการกดปุ่มเร่งความเย็นให้ดอกไม้ยังอยู่แค่นั้น ในทางกลับกันความรู้สึกแช่มชื่นกลับค่อยจางหาย ตัวฟ้าเองที่มีความหวังก็เริ่มอ่อนล้า” คุณน้ำฟ้าก้มหน้ามองปลายเท้าของเราสองคน

“รุจน์คงสมน้ำหน้าฟ้าอยู่ล่ะซิ ที่ฟ้าเป็นฝ่ายขอเลิกแล้วถลันไปหาพี่ทศอย่างไร้เยื่อใย แล้วท้ายสุดก็ส่อแววจะไปไม่รอด” น้ำเสียงของคุณน้ำฟ้าเบาลงจนผมใจสะท้อนหายห้วง
“ไม่หรอกครับ เราเข้าใจกัน ผมไม่คิดแบบนั้นหรอกครับนอกจากขอเป็นกำลังใจให้” ผมวางมือบนไหล่ผอมบางของผู้หญิงที่ทำให้ผมร้อนรุ่มเสมอยามอยู่ชิดใกล้
“การที่ผู้ชายคนหนึ่งไม่ใยดีกับความรู้สึกอันอ่อนไหวเป็นไปของผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้า หมายความว่าเขานั้นหัวใจอยู่กับคนอื่นใช่ไหมรุจน์ คุณก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน ช่วยอธิบายให้เข้าใจหน่อยซิ”

คำถามของคุณน้ำฟ้าทำเอาผมอึ้งอึกอักริมฝีปากเคลื่อนไหวผิดปกติราวป่วยไข้
“เอ่อ...อะไรกันครับเรื่องแบบนี้ถึงเป็นผู้ชายเหมือนกันก็ตอบแทนกันไม่ได้หรอกครับ” ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ยิ้มหรือหน้าแหยอยู่
“นั่นสินะ ถ้าเหมือนกันฟ้าจะรักรุจน์หรือพี่ทศก็คงเหมือนกัน” คุณน้ำฟ้าเงยหน้า สบสานสายตากับผม ดวงตาดั่งไข่มุกเม็ดงามนั้นชวนเชิญจนผมไม่สามารถถอนสายตาหนีไปไหนได้

“ฟ้ากับพี่ทศคงไปกันไม่รอด เราสองคนเหมือนถูกกางกั้นด้วยบางสิ่งอยู่ บางสิ่งที่ต่างคนต่างรอเวลาเหมาะให้มันบังเกิดขึ้น”
“อย่าพูดอย่างนั้นซิครับ ไม่มีอะไรหรอก คุณทศอาจกำลังตัดสินใจอยู่ เขาเด่นดังรูปหล่อในวงสังคม เรื่องพวกนี้ต้องระมัดระวัง เขาคงต้องการให้คุณอยู่ในที่ที่ปลอดที่สุด” คราวนี้ผมพูดเร็วจนลืมหายใจ น้ำฟ้าอมยิ้มส่ายหน้า
“ไม่หรอกค่ะ ไม่ใช่อย่างที่รุจน์พูดแน่นอน ฟ้ามั่นใจ ลูกค้ารุจน์คนนี้เคยเผลอหลุดปากให้ฟังบ้างไหมคะ เขากำลังตกหลุมรักใคร” น้ำฟ้าเอียงคอถาม นัยตามีประกายความใคร่รู้เหมือนเด็กที่อยากได้คำตอบว่า เลขอะไรที่หารกันแล้วได้ศูนย์

“เราเป็นแค่ผู้ค้ากับผู้ซื้อ เขาไม่พูดกับผมเรื่องพรรค์นั้นหรอกครับ”
“เหรอ”
“ฮะ”
“ ที่ฟ้ามั่นใจ เพราะหากเขารักฟ้าจริงๆ เขาคงให้รุจน์ช่วยเขาในทุกทางอาศัยความเป็นลูกค้าคนพิเศษ แต่นี่เขากลับไม่มีอะไรพูดกับรุจน์เกี่ยวกับฟ้าเลย ไม่แม้จะถามรุจน์ว่าฟ้าชอบสีอะไร ชอบดอกไม้อะไร วันนี้เขาส่งดอกไม้ที่ฟ้าไม่ได้ชอบเลยสักนิดมาให้ด้วย” น้ำฟ้าถอนใจดึงมือทั้งสองของผมก่อนจะหันหลังแล้วเอามือผมไปกอดรอบเอวบางของหล่อน
“เจ็บหัวใจจริงๆเลย” หล่อนพูดเหมือนละเมอ ผมอยู่ข้างหลังจึงไม่รู้ว่าหล่อนมีสีหน้าอย่างไร อาจหม่นหมองจนอยากร้องไห้แต่ความเข้มแข็งทำให้ต้องซ่อนไว้

“รุจน์กลับมาดูแลฟ้าได้ไหมคะ เราสองคนจะแต่งงานกันเถอะ ฟ้าคิดว่าเราน่ะเหมาะสมกันทุกอย่างจริงๆ เราเกื้อหนุนกันได้ในธุรกิจ” น้ำฟ้าหันมาพร้อมรอยยิ้มที่ผุดผาดน่ามอง ผมถอนใจจนไหล่ลู่
“ไม่คิดว่าตัวเองด่วนตัดสินไปหรือครับ ผมไม่เห็นว่าคุณทศกับคุณจะไม่ก้าวหน้า การที่เขาไม่เอาผมเป็นพ่อสื่อ ไม่ได้หมายความเขาไม่สนใจคุณ อย่าลืมว่าคุณทศวรรษเป็นอันดับหนึ่งในโลกธุรกิจ เป็นหนึ่งในทุกวงการ เขาไม่ลดตัวมาใช้บริการพ่อสื่อในการจีบผู้หญิงสักคนหรอกครับ” เป็นครั้งแรกที่ผมอธิบายจริงจังและไม่ติดขัด ส่วนหนึ่งนั้นมาจากความที่ผมรู้จักคนอย่างคุณทศดี เขามันคนตรงไปตรงมา หากพูดว่าต้องการคือ...ต้องได้ ไม่มีคำว่าไม่จากอีกฝ่าย เพราะเขาจะไม่ปล่อยโอกาสให้เป้าหมายมีโอกาสแม้จะคิดนับแต่แรกอย่าว่าแต่ทบทวนเลย

“อย่างนั้นหรือ รุจน์คิดว่าแบบนั้นหรือ แน่ใจจริงๆนะ งั้นเรามาพนันกันไหมล่ะ” คุณน้ำฟ้ายกแขนขึ้นวางบนบ่าของผม ผมพยักหน้าช้าๆ
“งั้นฟ้าจะเชื่อค่ะ เพราะรุจน์เป็นคนที่ฟ้าเชื่อใจที่สุด แต่ถ้า......รุจน์ผิด ฟ้าทำโทษนะ” หล่อนยื่นริมฝีปากมาจุมพิต
“ได้” ผมพยักหน้าพร้อมด้วยรอยยิ้ม ขณะริมฝีปากแนบริมฝีปากกับหล่อน

เคยไหมสักครั้ง
ในภายภาคหน้า
เมื่อเหลียวมองกลับมามองในวันนี้
ที่มันกลายเป็นอดีตก็ให้เสียใจที่สุด
ในสิ่งที่ได้กระทำลงไป

กวีนิรนามท่านหนึ่งเคยพูดไว้เช่นนั้น

13.3

เมื่อเมษากับซีซ่ามาถึงเนอสเซอรี่ผู้ดูแลก็แจ้งว่าลูกของพวกเขากำลังนอนหลับหลังมื้อกลางวัน ซีซ่าหันหลังเตรียมเดินออกแต่เมษารั้งมือไว้ เขาจูงมือหล่อนไปที่หน้ากระจกห้องพักผ่อนของเด็กๆ
“ผมอยากเห็นเขาสักนาทีสองนาทีก็ยังดี เวลาหลับเขาน่ารักมาก” เมษายื่นหน้าไปแทบจะติดกระจก เขาอมยิ้มน้อยๆตลอดเวลาที่เพ่งพิจเด็กน้อย
“อ้าว คุณแม่” ผู้ดูแลที่เพิ่งออกมาจากห้องนั้นเข้ามาทักทายซีซ่า
“สวัสดีค่ะ วันนี้นอนเร็วจังนะคะ” ซีซ่าพยักเพยิดไปในห้องหลังกระจก
“ค่ะ แล้วนี่คงคุณพ่อซินะคะ” ผู้ดูแลหันมาทางเมษา เมษาถอนสายตาจากในห้อง คำถามทำให้เขางงครู่หนึ่ง

“มะ ไม่..” ซีซ่ากำลังจะยกมือโบก
“ครับ ผมเป็นพ่อของเขา ยินดีที่รู้จักครับ” เมษาชิงตัดหน้า
“คุณพ่อก็หนุ่มหล่อ คุณแม่ก็สาวสวย มิน่าล่ะน้องฮาเล่ย์ ถึงเป็นขวัญใจสาวๆ ทั้งสาวรุ่นเล็ก สาวรุ่นใหญ่” ผู้ดูแลยิ้มกริ่มก่อนจะขอตัวให้คุณพ่อกับคุณแม่ได้เฝ้ามองลูกน้อยที่กำลังหลับไหล เมษากับซีซ่ามองหน้ากันแล้วต่างยิ้มให้กัน

“ฉันเคยคิดว่าหากเราสองคนใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน ตอนนี้เราสองคนคงจะมีสายเลือดที่เป็นของคุณและของฉันที่แท้จริง เราคงเป็นผัวหนุ่มเมียสาวที่มีอนาคตไกล” ซีซ่าถามขณะมองลูกพลิกตัว
“นั่นสินะ ผมคงสร้างครอบครัวแบบพ่อกับแม่”
“คนรักของคุณ....”
“เป็นผู้ชายที่ดีนะ ผมน่ะตกหลุมรักเขาตั้งแต่แรกเจอเลย ยังจำได้ว่าวันนั้นผมเปลี่ยนเส้นทางไปทำงานพิเศษเพราะทางเดิมน้ำท่วม ตอนที่ผ่านแกลลอรี่หรูนั่นผมมองเข้าไปแบบไม่ตั้งใจ กลางห้องโถงในแกลลอรี่นั้นเขาที่กำลังคุยกับลูกค้าคนนั้นช่างเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ เขาชอบใบหน้าที่สวยงามปนเศร้านั้น อยากจุมพิตรอยยิ้มราวฤดูใบไม้ผลิที่คลี่ยิ้มมิได้หยุด อยากโอบกอดรูปร่างบางในชุดสูทสีเข้ม เพียงแค่นั้นก็เป็นเหตุผลเพียงพอให้ผมเปลี่ยนเส้นทางไปทำงานนับแต่นั้น ผมเดินผ่านและลอบมองเข้าไปในแกลลอรี่ตลอด บางวันก็พบบางวันก็ไม่พบ หัวใจเต้นช้าสลับเร็วไม่ซ้ำวัน จนวันหนึ่งผมเห็นประกาศรับสมัคร ผมดีใจจนเนื้อเต้น คุณรู้ใช่ไหมว่าผมจะทำอย่างไร” เมษาถอนใจพร้อมร้อยยิ้ม ดวงตานั้นเหม่อมองไกล

“พอได้รู้จักจึงรู้ว่า เขาอ่อนโยน และอ่อนแอ แต่สำหรับผมนั่นน่ะไม่เป็นไรเลย แบบนั้นน่ะกลับเป็นความงดงาม อ่อนบางที่ผมอยากจะปกป้องไว้ ยิ่งเขาเหนื่อยอ่อน ยิ่งเขาหมดแรง ผมก็ยิ่งรักเขา อยากทำให้เขาแข็งแกร่ง อยากทำให้น้ำตาเขาเหือดแห้ง แม้บางครั้งก็รู้สึกเหมือนกันว่า สิ่งที่ผมมอบให้เขานั้นกำลังบีบคั้นเขามากเกินไปหรือเปล่า เร่งรัดเขาจนหายใจไม่ออกหรือไม่ หากเป็นแบบนั้นสุดท้ายแล้วจะเป็นตัวผมเองหรือเปล่าที่จะหมดแรงเอง”

“เขารักคนอื่น?” ซีซ่าหันหลังเดินนำเมษาห่างจากห้องพักผ่อน
“เคยรัก และไม่เคยลืม มันเจ็บมากที่เขาบอกว่าลืมได้ แต่ผมรู้ว่ามันช่างยากเย็นสำหรับเขา แต่ผมก็เลือกที่จะเชื่อว่าเขาต้องทำได้” เมษษตอบเสียงแห้งขณะเดินตาม
“ความรัก เฮอะ!!! เซ็งบรรลัยก็สองประเภท รักคนอื่นที่ไม่ใช่เรา กับ งมงายกับคนที่อยู่ในความทรงจำ” ซีซ่ายื่นมือไปปัดใบไม้ที่ประดับในแจกันข้างเสา
“แล้วนายจะทำอย่างไง” ซีซ่าหันมา เมษายักไหล่

“รักต่อไป เจ็บต่อไปก็ได้ จะเป็นอย่างไรก็ได้ ขอให้ได้อยู่กับเขา” เมษาพูดพลางเงยหน้ามองชายคาใต้ท้องฟ้าสดใสที่สมุทรปราการ

ท้องฟ้าที่กรุงเทพมัวซัวด้วยปฏิกริยาของฝน ในแกลลอรี่รุจน์กำลังคุยโทรศัพท์กับลูกค้า ขณะน้ำฟ้าลงมาจากออฟฟิศหล่อนโบกมือให้เขา รุจน์ยกมือตอบว่ารับทราบ ก่อนหน้านั้นหล่อนได้บอกเขาไว้แล้วจะกลับก่อนด้วยต้องแวะซื้อของบำรุงไปเยี่ยมภริยาท่านนายพลที่เป็นลูกค้าคนสำคัญของหล่อนที่โรงพยาบาล น้ำฟ้าพ้นประตูหน้าแกลลอรี่ไปแล้ว รุจน์หันกลับมาทิ้งสายตากับภาพเขียนที่อยู่บนผนังฝั่งตรงข้ามพลางนึก น้ำฟ้าก็มีลูกค้าของหล่อนเป็นพวกหลังบ้านสูงศักดิ์กับหนุ่มๆน้อยใหญ่ ส่วนเขาก็มีลูกค้าเป็นสาววัยทำงานระดับสูง สาวใหญ่ ส่วนเมษาอีกหน่อยบินเองได้ เขาคงมีลูกค้าเพิ่มจากกลุ่มนักศึกษาพ่อแม่กระเป๋าหนักเป็นกลุ่มอื่นๆ รุจน์แอบทำปากยื่น เมษาชอบผู้หญิงแบบไหนนะ รุจน์รีบสะบัดความคิดออกจากหัวแล้วหันมาคุยกับลูกค้าพร้อมเคาะแป้นพิมพ์ในโน๊ตบุค ออร์เดอร์คือส่งภาพที่สต็อกไว้ในแกลลอรี่อยู่แล้วไปส่งให้กับผู้รับตามลูกค้าสั่ง รุจน์วางสายพร้อมมองออกไปนอกหน้าต่าง ฝนเม็ดแรกกระทบเข้ากับกระจก

“ออกไปตั้งนานแล้วนะยังไม่กลับอีก ฝนตกแล้วเอาร่มติดตัวไปด้วยหรือเปล่านะ” รุจน์บ่นกับตัวเองพลางหันกลับมาที่โต๊ะ มองปฏิทินที่ตั้งบนโต๊ะแล้วถอนใจ ตั้งแต่คราวนั้นทศวรรษไม่เคยมาที่นี่เป็นเดือนแล้ว เขาไม่สั่งซื้อรูปแม้แต่จะสั่งผ่านนอมินีสาวคนนั้น รุจน์เท้าคางเปิดปฏิทินเรื่อยเปื่อยพลางคิดภาวนาให้ทศวรรษกับน้ำฟ้าลงเอยกันสักที จะได้ไม่มีใครเจ็บปวดอีก รุจน์หยุดมือที่กำลังเปิดปฏิทิน เขาเบนสายตาไปที่นอกกระจกน้ำฝนกลายเป็นเส้นราวงูตัวใสเลื้อยไต่เต็มกระจก รุจน์ยื่นมือออกไปแตะกระจก พื้นเรียบของมันเย็นเยียบเข้าปลายนิ้ว ....ฉันรักนายนะรุจน์... รุจน์รีบชักหดมือกลับแล้วรีบหันหลังเดินกลับห้องทำงาน สายฟ้าคำรามจนผนังสะเทือน ไฟในแกลลอรี่ดับวูบ ไฟฉุกเฉินสว่างพรึบแข็งขันตามหน้าที่ รุจน์ยกมือปิดหู
“พอสักที” รุจน์ตะโกนแข่งกับเสียงคำรามนั้น รุจน์สะดุ้งมือรู้สึกถึงข้อมือตัวเองที่ถูกบางสิ่งสัมผัสด้วยความเย็น เขาลืมตาเงยหน้า ไม่ทันที่เขาจะตั้งตัว ก็ถูกดันไปติดกำแพงอย่างแรง ริมฝีปากถูกบดเบียดจากความเย็นเยียบ จนสะท้านไปทั้งกาย ริมฝีปากรุกร้ำเข้าดูดดื่มกลีบปากเขาอย่างหิวโหย ร่างกายนั้นก็รัดกอดเขาแนบแน่น รุจน์ได้แต่มึนงง ครั้นพอตั้งสติเขาก็เพ่งมองใบหน้าที่แนบเขาผ่านดวงไฟฉุกเฉิน แสงเงาสีส้มที่ทอดฉาบบนใบหน้าคมนั้นอย่างไรก็คงไม่เป็นอื่น

“คุณทศ” รุจน์เรียกชื่อด้วยน้ำเสียงสั่นกลัว
“อยู่นิ่งๆได้ไหม ฉันไม่ทำอะไรนายมากกว่านี้หรอก” ทศวรรษเสียงสั่น สองมือกดรุจน์กับกำแพงให้นิ่ง รุจน์จ้องกลับอย่างตื่นตระหนก ในความตื่นตระหนกก็พิศวงว่าเพิ่งคิดถึงเขา ทศวรรษกับมาอยู่ตรงหน้า กอดเขาจูบเขาอย่างบ้าเลือด
“ฉันพยายามแล้วนะรุจน์ พยายามอย่างมากที่จะกำจัดนายออกจากสมองและหัวใจ เหมือนกับที่นายทำกับฉัน แต่...ให้ตายซิ” ทศวรรษทุบกำแพงข้างใบหน้าของรุจน์ รุจน์สะดุ้งหลับตาแน่น
“ฉัน คนที่เลือดเย็นคนก่อนหายไป นายทำอะไรกับฉัน ห๊า รุจน์ ไอ้บ้า” ทศวรรษก้มลงจะจูบรุจน์หันหน้าหนี เขาใช้มือกันรุจน์ไว้ทั้งสองด้าน แล้วยัดเยียดจุมพิตหนักหน่วงบนกลีบปากกระจับนั้นจนได้ สองมือประคองใบหน้าของรุจน์แน่น รุจน์หายใจไม่ออก เขาดันไหล่ของทศวรรษจนเขายอมปล่อย ทั้งคู่หอบหายใจ

“ฉันคิดถึงแทบบ้า อยากกอดนายแทบจะตาย ฉันเกลียดตัวเองที่ทิ้งโอกาสมาแต่แรก บ้าไปเองที่เจ็บปวดเพราะเผลอชอบนายทั้งที่หัวใจแขวนไว้กับ S ทศวรรษคนเดิมไม่เหลือตัวตนอีกแล้ว ที่อยู่ตรงหน้านายมันไอ้ขี้แพ้ หัวเราะฉันเลยซิรุจน์ ทำอะไรก็ได้ให้สาแก่ใจนาย ทำเลย” ทศวรรษจับไหล่รุจน์
“แต่ขอเถอะนะ ขอฉันได้กอดนาย จูบนายอีกครั้ง” ทศวรรษชนหน้าผากกับรุจน์
“คุณทศ”
“ฉันรู้นายรักคนอื่นไปแล้ว ฉันก็ไม่ได้ขอให้นายกลับมารักฉันนี่ นายก็รักคนอื่นไปซิ ส่วนฉันจะรักนายเอง”

“คุณน้ำฟ้ารักคุณมากนะครับ” รุจน์ยกมือข้างหนึ่งแตะใบหน้าของทศวรรษ
“ฉันรู้ ฉันจึงพยายามเรื่อยมา แต่มันก็อ่อนล้าเรื่อยมา แม้จะรักนายมากแต่ฉันไม่คิดจะแย่งนายกับใครอีกแล้ว ฉันจะอยู่กับน้ำฟ้านายเข้าใจคำว่าอยู่ใช่ไหม ก็แค่กายเท่านั้น จบ” ทศวรรษจับมือรุจน์ไปจูบที่ปลายนิ้ว รุจน์ก้มหน้ากัดปาก ทำไมหนอเขาไม่ทำแบบนี้มาเสียแต่แรกที่ใจของรุจน์ยังเป็นของเขาทั้งหมด ตอนนี้ทศวรรษเจ็บปวด ส่วนรุจน์ก็ควรจะแค่รู้สึกสงสาร ทว่าเขากลับไม่เข้าใจตัวเองทำไมลึกๆในใจถึงเจ็บกับทศวรรษด้วย

“ฉันอยากให้นายเป็นกำลังใจให้ฉันได้ก้าวต่อไปในวันข้างหน้ากับน้ำฟ้า ฉันจะทำ ฉันอยู่ได้รุจน์ แค่กายไม่หนักหนาหรอก ทุกเมื่อเชื่อวันฉันจะคิดถึงนายตลอดไป นายแค่รู้ไว้เท่านั้น ชีวิตและหัวใจของนายทั้งหมดจงอยู่กับคนที่นายรัก อย่างที่บอกนายก็รักกับเขาไป ด้านนี้ฉันจะรักนายเอง และตอนนี้ฉันแค่ขอกอดนายไว้ กอดไว้เท่านั้น” ทศวรรษดึงรุจน์ไปกอด

“ฉันขอนายแค่เวลานี้ จากนี้จะไม่ทำให้นายต้องลำบากใจเลย” ทศวรรษซบใบหน้ากับลำคอของรุจน์
รุจน์เงยหน้า นี่คือทศวรรษที่แสนจะร้ายกาจ เย่อหยิ่งทรนงคนนั้นจริงๆหรือ ทำไมคนๆนั้นถึงกลับกลายเป็นเช่นนี้เสียได้ ความเจ็บปวดที่มาจากความรักได้สั่งสอนคนอย่างเขาจนราบคาบแล้วกระนั้นหรือ ให้หัวเราะเยาะ ให้สมน้ำหน้า ให้ผลักไส ให้รังเกียจ คนๆนี้ทำอย่างไรก็ทำไม่ได้ รุจน์ตัวอ่อนปล่อยให้ทศวรรษกอดจูบตามใจ หากนี่จะเป็นครั้งสุดท้ายของสัมผัสและปิดตำนานรักที่มียาวนานระหว่างกัน ก็ช่างเถิดเขาจะยินยอม เพื่อแลกกับหัวใจที่สงบสุขกันทุกฝ่าย
“คุณทศ” รุจน์ค่อยๆเปิดริมฝีปากรับการบดเบียดลิ้นกับทศวรรษ สองมือยกขึ้นโอบกอดแผ่นหลังทศวรรษแน่น

ที่นอกประตูแกลลอรี่ น้ำฟ้าที่ต้องเดินกลับมาเพราะลืมดอกไม้ของทศวรรษ หล่อนทอดสายตามองร่มคุ้นตาด้วยจำได้ว่ามันเคยวางอยู่ท้ายรถของใครคนหนึ่ง หล่อนผลักประตูเบามือและเงียบเชียบ และเมื่อเพ่งมองดวงตาหญิงสาวก็เบ่งกว้างอย่างตกตะลึง.....ร่างสองร่างที่แนบชิดติดกำแพง น้ำฟ้าก้าวถอยออกมาจากที่นั่น หล่อนเกร็งนิ้วเลื่อนดันคันกางร่มทั้งที่ตั้งใจจะพักอยู่ต่อในแกลลอรี่จนกว่าฝนจะซาลง หากแต่ตอนนี้คงไม่ใช่เวลา ยิ่งก้าวเดินหญิงสาวยิ่งรู้สึกไม่ทันอกทันหล่อนจึงออกวิ่ง วิ่ง และวิ่งด้วยความรู้สึกคล้ายดั่งตนเองนั้นไม่เหมาะสมกับที่ตรงนี้ด้วยประการทั้งปวง หัวใจหล่อนเต้นในแบบที่เรียกได้ว่าแทบจะหลุดออกมาข้างนอก นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมหล่อนถึงไม่ใส่ใจกับเสื้อผ้าหน้าผมที่ค่อยๆเปียกปอนจากฝนที่ปะทะเข้ามาด้วยแรงลม น้ำฟ้าเหลียวมองหารถของตัวเองหากที่ปลายหางตาสะดุดกับรถอีกคันที่จอดอีกด้าน หล่อนเพ่งมองด้วยอาการสงบนิ่ง

รุจน์ผละจากริมฝีปากของทศวรรษแต่เขาไม่ขัดขืนที่ทศวรรษยังคงนัวเนียอ้อยอิ่งกับลำคอและใบหูของเขา ทศวรรษรูดไทของรุจน์ลง ปลดกระดุมเชิ้ทตัวในเม็ดแรก
“คุณทศ ผมขอเถอะนะครับ” รุจน์รีบคว้ามือเขาไว้
“ร่างกายของนายมีมนตราใดซ่อนอยู่นะ ถึงทำให้ทั้งฉันหรือเด็กเมษาหรือใครๆไม่สามารถจะห้ามใจหากได้ใกล้ชิด” ทศวรรษยอมปล่อยมือ
“เป็นตราบาปต่างหากครับ อย่าพูดให้มันเลิศเลอขนาดนั้นเลย” รุจน์ก้มหน้ามองปลายไทที่ทอดยาวบนรังดุมเสื้อเชิ้ท
“ฉันคงไม่มีวันเข้าถึงนายได้อีกแล้ว แปลกนะฉันน่าจะสำเหนียกมาตั้งแต่ที่นายบอกให้ฉันไปตายวันนั้น แต่...”ทศวรรษถอนใจเมียงมองไปทางอื่น ปลายนิ้วชี้ถูกส่งเข้าปากให้ฟันขบเล็บยาวเบาๆ
“ร่างกายของฉัน สมองของฉันก็ไม่ยอมละทิ้งนาย ความหยิ่งผยองของฉันไม่ยอมรับว่านายไม่ได้รักฉันอีกต่อไปแล้ว ทิฐิของฉันพังราบฉันถึงมาอยู่ตรงนี้ไง รุจน์ ฉันอยากจะปรบมือให้นายจริงๆ นายทำได้มากว่าผู้หญิงหรือผู้ชายคนไหนที่ฉันข้องเกี่ยวด้วย นายทำให้ความรู้สึกเอาชนะของฉันกลายเป็นพ่ายแพ้ ขอให้ได้แค่พบหน้า นายจะให้ฉันได้แค่ไหน ใจฉันก็ยินยอมด้วยไม่มีเงื่อนไข เป็นแบบนี้สู้ให้ฉันตายไปเสียดีกว่า ไอ้เมษาทุเรศ แม่งเอ๊ย!” ทศวรรษสบถถ่มชื่อเมษาออกมาอย่างอัดอั้นก่อนจะหันหลังเดินห่างออกจากรุจน์ รุจน์พ่นหัวเราะออกมา

“นายรักเมษาที่ตรงไหนวะ แล้วเคยรักฉันที่ตรงไหน ช่วยบอกให้รู้สึกดีก่อนลาขาดกันจริงๆหน่อยซิ” ทศวรรษก้าวออกไปนั่งที่โซฟารับแขกข้างภาพสีน้ำมันเทฟเนปจูนแห่งท้องทะเลขนาดใหญ่ ชายหนุ่มไขว้ขาเท้าศอกกับที่พักแขน กริยาสบายๆกระนั้นก็ยังมีท่วงท่าที่สง่างาม เนปจูนผู้ยิ่งใหญ่แห่งท้องทะเลที่อยู่ด้านหลังและทศวรรษได้รวมเอาความองอาจและมีความยิ่งใหญ่เข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน หากแต่รุจน์พึงใจที่จะยืนอยู่ไกลๆเป็นเพียงผู้เฝ้ามองความงดงามตรงหน้าโดยไม่คิดเป็นส่วนหนึ่งความยิ่งใหญ่อันแสนเยือกเย็นนั้นด้วยแต่อย่างใด

หากเป็นเมื่อคราก่อนนั้นเขาคงตะเกียกตะกายไปให้ถึงแทบเท้าทศวรรษ หากแต่ตอนนี้ รุจน์หลับตาพิงศีรษะกับผนัง ดูเอาเถิดเพียงได้ยินชื่อเนื้อตัวหัวใจเขาก็ให้เกิดรุมร้อนในปรารถนาที่จะพบเจอ อยากได้ยินแม้เสียงลมหายใจ ผู้ชายที่ชื่อเมษาคือสิ่งใด การจะค้นหาถึงก้นบึ้งหัวใจในแบบกันกระทันด้วยคำถามต่อหน้าคงเป็นไปได้ยากยิ่ง ไม่มีนิยามตายตัวสำหรับกับความหมายที่เมษามีต่อเขา คำว่า “เรา”ระหว่างเขากับเมษานั้นมิอาจพรรณาบอกมาเป็นคำพูดเพียงไม่กี่คำเพื่อตอบให้ใครอื่นเข้าใจเฉพาะหน้าดั่งในเวลานี้



Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2555
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2555 19:21:06 น.
Counter : 392 Pageviews.

0 comment
Body Talk(BL)บทที่ 12.3
“นายคงรังเกียจฉันแล้วใช่ไหม ฉันมันขาดเซ็กส์ไม่ได้” รุจน์ลุกพรวดแล้วเดินไปที่ประตูระเบียง
“เปล่าเลย ผมไม่รู้สึกอย่างนั้นสักนิดเลย ในทางตรงข้ามผมกลับคิดว่าต้องใส่ใจกับผู้จัดการในระดับปกติอย่างที่เคย ผมจะไม่ทำให้อะไรมากจนโอเวอร์ ไม่ทำอะไรน้อยจนเหมือนรังเกียจ ผู้จัดการเป็นคนปกติ ไม่ใช่คนป่วย ผมคิดอย่างนี้” เมษาเดินตามไปกอดรุจน์จากด้านหลัง รุจน์หลับตาห่อไหล่ที่สั่นไหวเมื่อเมษากระชับวงแขน ไออุ่นจากเมษาทำให้เขาหลุดหายจากโลกและสงบลงได้เสมอ ด้วยรู้สึกว่าความอ้างว้างใดๆก็ไม่สามารถทำให้เขาหนาวเย็น

เมษาดันไหล่ของรุจน์ให้หันมาหาเขา รุจน์ทำตามอย่างว่าง่าย เมษาโอบกอดเขาแนบแน่น แม้มีครอบครัว แม้มีพ่อแม่ที่รัก แต่คนที่กอดเขามาตลอดคือแม่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ และพี่ชายก็ไม่คิดว่าเป็นน้อง รุจน์จึงโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงามาตลอด อ้อมกอดของใครสักคนคงสามารถหยุดความเจ็บปวดของเขาได้ แต่กลับโชคร้ายที่เขามาได้มันจากทศวรรษ แม้จะรุนแรง เจ็บปวดและไม่อบอุ่นดั่งหวังแต่รุจน์ก็ยังยินดีจะแลกด้วยกายหรืออะไรก็ได้ ขอเพียงให้ทศวรรษกอดเขา ความปรารถนานั้นเองที่ทำให้รุจน์เป็นไป เมษากดเปลือกตาแน่นด้วยรู้สึกปวดร้อนจนขอบตาต้องหลั่งน้ำอุ่นออกมา

“ถึงผมเข้าใจ และรักผู้จัดการแค่ไหน ก็คงไม่อาจทานทนกับเรื่องที่พวกคุณหลับนอนกันเสมอแบบนี้หรอกนะครับ นั่นน่ะมันหนามแหลมทิ่มตำผมชัดๆยามคุณพาร่างกายที่ชอกช้ำมาร่วมรักกับผมอีก”
“ฮือ ขอโทษนะ ขอโทษจริงที่รัก ฉันขอโทษ ถ้านายจะไม่เอาฉันแล้ว ก็ไม่เป็นไรนะ ถ้าเราไม่พบกัน....วันนี้นายคงไม่ต้องมาเสียใจกับฉันหรอก” รุจน์ปล่อยโฮออกมา เมษาก้มลงจูบปากเขาแน่นเนิ่นนาน สองร่างกายค่อยๆทรุดลงนอนกับพื้น

“ผมไม่เคยเสียใจกับเรื่องราวของเรา ไม่เลย หากจะเสียใจก็คงเพราะวันนี้เราไม่เคยรู้จักกันต่างหาก” เมษาเงยหน้าโคลงศีรษะเมื่อถูกรุจน์ไล้จูบอันตะกรุมตะกรามที่ลำคอ ใบหู และใบหน้า เขาปรือตามองรุจน์ลดลำตัวลงไปจดจ่อกับกางเกงยีนส์ของเขา รุจน์รูดซิปลงเบามือ ดึงอันเดอร์ของเขาลงก่อนจะประคองหน่วยก้านของเขาขึ้นจรดจูบอย่างรักใคร่
“ผู้จัดการเจ็บอยู่ไม่ใช่หรือครับ” เมษายันศอกไปด้านหลังดันท่อนบนลุกขึ้น รุจน์ไม่ตอบปากของเขาลิ้นของเขากำลังเข้มข้นดูดดื่ม เมษาเงยหน้าหายใจหอบราวเพิ่งหยุดวิ่ง

รุจน์เปลือยท่อนล่างแล้วก้าวขึ้นนั่งบนยอดหอคอยมั่นคงของเมษา เขาครางกัดปากเมื่อค่อยปล่อยตัวลงช้าเชื่องเพื่อกลืนกินความตะหง่านใหญ่โตนั้น เมษาหายใจรัวเฝ้ามองหอคอยแห่งนั้นถูกจมหายเข้าไปในร่างของรุจน์จนกลายเป็นการแนบสนิทของสองร่างกาย
“ฉันจะเป็นคนควบคุมตัวเอง ไม่ให้กระเทือนแผลแน่นอน” รุจน์ซึ่งอยู่ในท่าคุกเข่ายันตัวขึ้นก่อนแล้วค่อยๆกดตัวลงเป็นจังหวะช้าๆ เมษาลุกขึ้นนั่งแล้วเลื่อนมือไปกอบกำของรุจน์แล้วเริ่มขยับมือ รุจน์เงยหน้าครางขณะโยกโคลงร่างกายตัวเองเบาบาง

“ฉันรักนาย โอว เมษาฉันพร้อมจะแหลกสลายเพื่อนาย” รุจน์กอดคอเมษาประกบจูบกับเขาราวหิวโซ

ร่างกายเปลือยเปล่าของ S ชื้นไปด้วยเหงื่อ S หอบและเกร็งใบหน้าของเขาซีดเซียว ทศวรรษพยายามดันนิ้วที่สามเข้าไปตามที่Sขอร้องแต่ดูเหมือนมันจะไร้ผล ทศวรรษล้มเหลวที่สอดนิ้วที่สามเข้าไป S หอบจนตัวโยน
“ถ้าเป็นของนายล่ะ” S กลืนน้ำลายพูดเสียงพร่า ทศวรรษส่ายหน้า
“ร่างกายนายต้องคุ้นกับสิ่งที่ฉันหยิบยื่นเสียก่อนไม่งั้นนายตายแน่ แล้วนายก็จะขยาดไปเลย จะเอาแบบนั้นหรือ” ทศวรรษหลับกัดปาก ทศวรรษก้มลงแนบกลีบปากกับเขา ใช้ลิ้นบุกเบิกเข้าไปในปากของS เขาตอบสนองทศวรรษอย่างเร่าร้อน ทศผละออกแล้วส่งนิ้วของมืออีกข้างเข้าปากของ S Sโลมเลียดูดดื่มทศวรรษกระทุ้งปลายนิ้วเข้าไปในปากเขาอีก

“พวกนายทำกันแบบนี้หรือ” Sพูดทั้งที่มีนิ้วคาในปาก ร่างเปลือยหอบหนักราวกับจะขาดใจ ทศวรรษมุดเข้าผ้าห่ม สอดตัวกลางช่องว่างระหว่างขาของ S
“นายจะทำอะไรน่ะ” S รีบปิดเข่า ทศวรรษที่อยู่ใต้ผ้าห่มฝืนจับแยกออกแล้วก้มลงใช้ปากกับ S
“อืม” S พริ้มหลับตาบิดส่ายลำตัวอย่างเพลิดเพลิน ริมฝีปากเผยอร้องเพ้อว่าดีเหลือเกิน วิเศษจริงๆ

สพางค์กายเปล่าว่างของเมษากับรุจน์ตะแคงกอดก่ายเกี่ยวกวัดบนพื้นพรมขนสัตว์เทียม ผิวกายขาวนวลของทั้งสองแนบสนิทเคลื่อนไหวไปด้วยกัน ใบหน้าของรุจน์สะพรั่งเรื่อด้วยเลือดฝาด ดวงตาพริ้มหลับ ริมฝีปากเผยอครางเบาบาง เมื่อบั้นเอว สะโพกแข็งแรงของเมษาขยับเชื่องช้านุ่มนวล กล้ามเนื้อต้นขาและแนวสะโพกที่แนบประสานของทั้งสองงดงามราวภาพเขียน รุจน์หันไปยิ้มและจูบกับคู่แห่งตนที่อยู่ด้านหลัง ร่างแบบบางของเขาซุกอิงอยู่ในอ้อมแขนอันสวยงามด้วยมัดกล้ามที่ได้สัดส่วนกับร่างกายของเมษา

“รู้สึกเจ็บจนทนไม่ไหวก็รีบบอกนะครับ” เมษาไซร้จมูกโด่งของเขาที่ไหล่ขาวสะอาดด้านหลังของรุจน์
“อืม...” รุจน์พยักหน้า เรียวขนงคิ้วย่น ดวงตาปรือปรอย ริมฝีปากล่างถูกกัดไว้ แม้ดูคล้ายจะเป็นดั่งเจ็บปวดหากแต่ในความเป็นจริง เขากำลังเพริดพริ้วกับลีลาดั่งปลาใหญ่แหวกว่ายในคูแคบเล็กของเมษา รุจน์เหนื่อยทั้งที่ไม่ได้ออกวิ่งสักก้าว เขากลืนน้ำหนืดเหนียวคอนับครั้งไม่ถ้วน ถึงจะเจ็บแต่ในเวลารัญจวนใจเช่นนี้คำพูดที่นอกเหนือจากต้องการอีกคงไม่มีวันหลุดออกจากปากเขาเป็นแน่ เมษาตั้งเข่าฉากกับพื้น ส่วนรุจน์พลิกหันหลังยันกายขึ้นรับเมษาที่ค่อยๆดันแทรกเข้าร่างกายของเขาอย่างเบานุ่มทะนุถนอม

“อ๊า” รุจน์เผลอร้องเมื่อรู้สึกถึงรอยฉีกขาดกำลังถูกกระทบ เขารีบเอามือปิดปากปล่อยให้เมษาระเบิดพลังของเขาออกมาให้หมด เมษาทรุดตัวนั่งแล้วให้รุจน์นั่งบนตัวเขา รุจน์เงยหน้าพ่นหายใจแรงเป็นจังหวะเมื่อร่างกายโยกไหวตามแรงกระทบกระทั่งของเมษา เขาดึงมือเมษาที่อยู่ด้านหลังมาจับแนบไว้กับอก
“อย่าเลิกรักฉันนะเมษา อย่าเลิก”รุจน์ก้มลงจูบปลายนิ้วของเมษา
“ครับ” เมษาพารุจน์ค้อมตัวแนบกับพื้นด้วยกันก่อนจะกดจังหวะหนักเร่งเร้าแรงขึ้น รุจน์ปิดปากแน่น รู้สึกเจ็บจนเกรงว่าแผลจะฉีกขาดเสียหายอีกครั้ง ทว่าเมษาก็หมดแรงลงบนหลังเขาเสียก่อน
“คุณสวยงามเหลือเกินผู้จัดการ” เมษากลืนน้ำลายหอบฮั่ก เขาซบใบหน้ากับแผ่นของรุจน์

ทศวรรษเลื่อนตัวมานั่งที่พื้นปลายเตียง ดวงตาคู่สวยเข้มเหม่อมองออกนอกประตูกระจก สนธยาใกล้ค่ำแล้ว แสงแดดอ่อนสีส้มกำลังจะกลายเป็นเทาและดำมืดยามที่รัตติกาลมาเยือน ในอุ้งมือของเขามีถุงกำมะหยี่ เสียงผ้าเสียดสีกันจากการขยับกายทำให้รู้ว่า S ตื่นแล้ว เขายังไม่ได้ใส่เสื้อผ้ายังซ่อนกายาผุดผ่องใต้ผ้าห่ม ชายหนุ่มเลื่อนตัวมาตรงที่ทศวรรษนั่งอยู่โดยที่นั่งบนเตียงสองขาแยกขนาบทศวรรษไว้ สองแขนกอดคอของทศวรรษไว้
“คราวหน้าฉันต้องทำได้ดีกว่านี้แน่ๆ ให้โอกาสกันหน่อยนะ” S กระซิบจูบที่ใบหูของทศวรรษ

“ยังเจ็บอยู่เปล่าที่ฉันใช้นิ้วกับนาย” ทศวรรษลูบแขน S
“ก็นิดหน่อย รู้สึกแปลกมากๆเลย” S ทิ้งสายตาไว้ที่ขอบฟ้าสีล้มจาง จู่ๆเขาก็คิดถึงผู้ชายที่ร้านกาแฟ คิดถึงร่างกายเปล่าเปลือยของคนๆนั้นจะเป็นอย่างไรกันนะ ยามที่ถูกผู้ชายที่น่ามองคนนั้นบุกเข้าสู่ร่างกายความรู้สึกนั้นจะฉ่ำหวานหรือเจ็บปวดประการใดนะ

“S” เสียงของทศวรรษปลุก S จากภวังค์ที่ไหลไปกับชายหนุ่มที่ไม่อยู่ที่นี่
“หืม..” S วางคางบนไหล่ของทศวรรษ
“ฉันน่ะนะถูกเจ้านั่นตัดเยื่อใยแบบไม่เหลือแล้ว ถึงไม่อยากรู้สึกอะไรทั้งนั้น แต่สุดท้ายก็อดที่จะรู้สึกหมดเรี่ยวแรงไม่ได้”ทศวรรษกำถุงกำมะหยี่แน่น แม้เขาจะฝืนใจหลับนอนกับรุจน์สำเร็จ ทว่ามันกลับไม่เหลือความรู้สึกใดๆสักกระผีก ไม่มีเลยแม้ความรู้สึกว่างเปล่า ข้างในอัดแน่นไปด้วยความเศร้าระทม

ดูเอาเถอะแม้กายจะเจ็บจนหลั่งเลือดทั้งภายนอกภายใน แต่หมอนั่นก็เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ กริยาและแววตาหมอนั่นไม่เหมือนเดิม เขารู้สึกได้ถึงความเยือกเย็นของกริยาที่รุจน์แสดงออก มันไม่สำคัญอีกแล้วการร่วมรักครั้งนี้ รุจน์แข็งใจลุกขึ้นทันทีที่เขาร่ายบทรักใส่จนจบ แม้แต่ละก้าวทีขะผกขเผกจะเต็มไปด้วยเลือดที่ไหลรินอาบผิวด้านในขาอ่อนทั้งสองข้าง รุจน์ก็แข็งใจเดินไปถึงที่หมาย หมอนั่นหยิบสิ่งที่อยู่ในมือของเขาจากลิ้นชัก มองมันครู่หนึ่งก็คว้างมันใส่หน้าทศวรรษพร้อมประกาศด้วยสีหน้าที่กร้าวแกร่งและน้ำตา

....ผมคืนมันให้คุณ ถ้านี่คือฟางเส้นสุดท้ายระหว่างเรา ขอให้เราตัดขาดนับจากนี้ วันเวลาที่ผ่านมาของเราขอให้ถือซะว่ามันไม่เคยมี คุณก็คิดเสียว่าเคยเร่าร้อนกับโสเภณีคนหนึ่งแล้วมันก็ผ่านไป ผ่านเลย ไม่หวนกลับมาอีกแล้ว เวลาที่ชวนสะอิดสะเอียนแบบนั้นคุณลืมมันไปซะ เซ็กส์ครั้งนี้ผมให้คุณเป็นครั้งสุดท้าย ให้เพื่อกล่าวลา ให้เพื่อบอกว่าขอบคุณสิ่งพันละอันน้อยนิดที่คุณทำให้ประทับใจ เพื่อบอกว่าผมเจ็บปวดมากพอแล้ว ผมรักเมษา ผมรักเขาจริงๆผมจะไม่ยอมเป็นแบบนี้อีกแล้ว....

ทศวรรษพิงศีรษะกับ S
“แม้ไม่อยากยอมรับ แต่...รุจน์น่ะหลุดมือฉันไปแล้วจริงๆ ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะเจ็บเพราะคนๆนี้เลยนะ” ทศวรรษหลับตาลง แต่ยังเห็นเบื้องหลังเปลือกตาอมแสงสีส้มจากแดดอ่อนภายนอก เขาได้ยินเสียงของ S กระซิบแผ่วเบาภายใต้แสงแดดอ่อนนั่น
“วางมือจากเขาเสียซิ ทศ”

ในเวลาเดียวกัน ผืนฟ้าที่กว้างไกล ภายใต้อาทิตย์ที่กำลังอัสดงดวงเดียวกัน
รุจน์พิงหลังกับเตียงพร้อมยกขาข้างหนึ่งขึ้นพาดบนบ่าของเมษาที่นั่งตรงข้ามกับเขา
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าต่อไปจะทำได้ดีหรือเปล่า แต่ฉันก็ได้เริ่มพยายามบ้างแล้ว”รุจน์ยิ้ม ในแสงแดดอ่อนแรงใบหน้าของเขาเกิดเป็นแสงเงา ใบหน้าที่สวยชวนตายิ่งน่ามอง
“อย่างเช่น...” เมษาอดปรายมองช่องแคบที่ยังฉ่ำนองด้วยน้ำรักสีขาวข้นของเขาไม่ได้ เห็นแล้วก็ให้กลางลำตัวปวดหนึบหน่วง รุจน์วาดเท้าลงจากบ่าของเมษา ข้อเท้าของเขาสวยหาใครเสมอเหมือนเดิม
“มันว่างเปล่า” รุจน์พยักเพยิดให้เมษามองที่ข้อเท้า

“หายหรือครับ” เมษาพาซื่อถาม
“หึๆๆ” รุจน์หัวเราะจนไหล่สะเทือน
“ฉันถอดคืนคุณทศไปแล้ว” รุจน์วาดเรียวขาขึ้นพาดกับบ่าเมษาอีกครั้ง
“นายจะไม่หาอะไรมาใส่เพื่อจองจำฉันไว้กับนายหรือ ที่รัก”
เมษาอมยิ้มดีใจเขาดึงขารุจน์ลงจากบ่าเพื่อดูให้แน่ใจก่อนก้มลงจูบข้อเท้านั้นด้วยจุมพิตที่บอกว่าหมดใจ
รุจน์ถอนใจมองเมษาอย่างลึกซึ้งก่อนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนไหว
“ฉันจะบำบัด ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อนายบ้าง ไม่ใช่เพื่อตอบแทนแต่เพราะว่าฉันรักนาย รักจริงๆ”
ภายในห้องที่สลัวด้วยแสงของอาทิตย์ที่ใกล้ลับขอบฟ้า เงาที่ฉาบบนใบหน้าของรุจน์และเมษาสีหน้าอิ่มเอิบ ดวงตาที่สบตากันอย่างไม่รู้หลบเร้นแววประกายในนั้นส่องประกายวิบแวมส่งผ่านความรู้สึกแห่งรัก อากัปกริยาที่เป็นธรรมชาติของทั้งคู่งดงามราวภาพสีน้ำมันชั้นเลิศจากฝีมือของศิลปินที่ได้ชื่อว่าเป็นตำนานของโลก

รุจน์ทำหน้าเมื่อยขณะเดินตามเมษาออกมาจากลิฟท์
“ทำไมฉันต้องมาออกแรงอีกล่ะหลังจากเสียพลังงานไปตั้งเยอะ” รุจน์ทำหน้ามุ่ยปากยื่นบ่นใส่แผ่นหลังกว้างของเมษา
“น่าเห็นก่อนแล้วจะไม่ผิดหวัง” เมษายิ้มขณะกดรีโมทรถ
“รถสวยนี่” รุจน์โดดเข้าไปยืนพิงข้างรถพลางมองเมษายกฝากระโปรงขึ้น
“บีเอ็มคุณสวยกว่า” เสียงเมษาอื้ออึงอยู่ในท้ายรถ
“ฮอนด้าแอคคอร์ด สวยจะตาย ดูซิท้ายแจ่มมากๆเลย” รุจน์ว่าพลางตบลงบนก้นของเมษา เมษาสะดุ้งจนหัวชนขอบท้ายรถด้านในดังโป๊ก

“อ๊ะ! ขอโทษ” รุจน์พ่นหัวเราะลั่น เมษาถอยจากใต้ฝากระโปรงรถได้ก็โผเข้าหารุจน์ รุจน์โดดหลบหัวเราะชอบใจ
“ก็ขอโทษแล้วไง”รุจน์โวยวายพร้อยรอยยิ้มเมื่อถูกเมษารวบตัวไว้ได้
“ใครบอกให้จับในที่สาธารณะ ของเขามีเจ้าของนะ” เมษารวบเอวของรุจน์ที่พยายามดิ้นหนี
“อืมแล้วเจ้าของนายน่ะ เขาชอบนายทั้งตัวหรือเปล่าล่ะ” รุจน์ยกแขนทั้งสองวางบนไหล่ของเมษา เมษาหมุนตัวแล้วยกเขาขึ้นนั่งบนกระโปรงหน้ารถ
“ว่าไงครับ เจ้านาย มีคนถามน่ะ ว่าคุณชอบผมทั้งตัวหรือเปล่า?” เรียวตารีนั้นเจิดจ้าด้วยความเร่าร้อนจนรุจน์ต้องเมินไปทางอื่น ด้วยเกรงว่าจะหากไปสบสานด้วยหัวใจจะยวบยาบราวลูกโป่งถูกปล่อยลมจนหมดแรงตอบ

“ชอบเข้าไปถึงข้างตับไตไส้พุงเลย” รุจน์ยิ้มกับวิวนอกตึก เมฆบางกำลังเคลื่อนบังอาทิตย์จนแดดหลัวหม่นลง ใจจริงเขาก็อยากสานนัยตากับเมษาอยู่หรอกทว่า ดวงตาสดใสหรี่แคบจนเป็นประกายคู่นั้นอาจทำให้เขาละลายได้โดยไม่ทันตั้งตัว
“แล้วหัวใจ เซ่งจี๊ล่ะ” เมษาเอียงคอรอคำตอบ
“นั่นน่ะของสำคัญเลยนะ” รุจน์ทนไม่ไหวกับความรู้สึกท่วมท้นข้างในเลยหันขวับมาแข็งใจสบตา แต่เมษากลับฉกฉวยวินาทีนั้นจูบปากเขาแนบแน่น
“ผมรักผู้จัดการจนทนแทบไม่ไหวสักขณะจิต” เมษาผละริมฝีปากไปแนบกระซิบข้างใบหน้าของรุจน์ รุจน์หลับตาแน่นสองแขนที่วางบนไหล่รัดรึงกลายเป็นโอบกอด

“ฉันก็ทนนายไม่ไหวเหมือนกัน รักจนไม่สามารถจะอธิบายเป็นคำพูดให้ใครเข้าใจถึงความรู้สึกที่มันเต็มตื้นข้างในนี้ได้อีกแล้ว”
“ดีใจจัง” เมษาก้มศีรษะซบกับอกของอีกฝ่าย รุจน์โอบกอดรอบศีรษะเขาไว้อย่างรักใคร่
รุจน์ผวาเข้าไปจับขอบท้ายรถก่อนจะร้องออกมาอย่างตื่นเต้น
“กุหลาบ กุหลาบจริงๆด้วย สวยจังมีตั้งหลายสีแน่ะ”
“ผมเอามาจากที่บ้านน่ะครับ ผู้จัดการจะว่าอะไรไหมฮะ ถ้าผมจะเอามันมาเลี้ยงที่นี่”
“นอกว่าไม่ว่าแล้ว ยังขอบคุณด้วย สวยๆทั้งนั้นเลย สีขาว สีแดง สีเหลือง สีม่วง สีส้ม 1 2 3..” รุจน์ชี้นิ้วนับ
เมษากอดอกมองเขาจากด้านอย่างดีใจ
“ปลูกให้เต็มระเบียงเลยเนอะ เวลาออกดอกพร้อมกันแบบเยอะๆนะ ทั้งหอมทั้งสวยเลย” รุจน์หันมาบอกอย่างตื่นเต้น

“ช่วยกันนะ”เมษายกมือ รุจน์ตบมือกับเขา
“วันหยุดเราจะได้มีอย่างอื่นทำบ้างนอกจาก....” รุจน์เสยผมอย่างเขินอาย เมษามองรุจน์ที่กุลีกุจอยกกระถางพลาสติกสีดำขนาดไม่ใหญ่โตพลางคิดสารตะ บางทีถ้ารุจน์ได้เพลิดเพลินกับกิจกรรมอย่างอื่นบ้างนอกจากเซ็กส์ของผู้ชายสองคน บางทีแนวโน้มก็อาจจะกลายเป็นไม่ใช่ ไม่เกี่ยวข้องไปเลยก็ได้ เมษาคลี่ยิ้มอย่างมีหวังก่อนจะวิ่งเข้าไปช่วยรุจน์ยกที่เหลือ
“ฉันชอบมากๆเลย ขอบคุณนะ” รุจน์กอดกระถางกุหลาบอย่างไม่กลัวเสื้อเปื้อน
“แล้วเมื่อกี้ใครไม่รู้เนอะบ่น”
“ก็ไม่รู้นี่นาว่ามันจะดีแบบนี้”

รุจน์หันมาโน้มตัวมาหอมแก้มของเมษาแล้วเดินนำหน้าไปที่ลิฟท์ เมษาก้มลงดมดอกกุหลาบแล้วช้อนตามองท้องฟ้า เขาบอกกับแม่บนสวรรค์...แม่ครับ เป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ นี่คือต้นกุหลาบของผมครับ...
ตะวันที่แอบหลังเมฆเทาค่อยเคลื่อนจนแสงแทงทะลุออกมาเป็นลำมากมายก่อนจะปรากฏตัวเฉิดฉายเต็มแสงจ้าดั่งเดิม เมษาเงยหน้ามองพร้อมระบายยิ้มอย่างเต็มกลีบปากอันอวบอิ่มของเขา
“นะครับ คุณแม่” เขาพูดตามลำพังกับท้องฟ้า แสงแดดและดวงตะวันก่อนจะวิ่งตามรุจน์ไป

พิสราถอนใจแรงจน S ต้องหันกลับมา เขาพอจะเข้าใจจึงยื่นมือไปจับบ่าคู่หมั้นสาว
“ก็น้องอยากภาพของมิสเตอร์ซุรุงะ คอลเลคชั่นสปริงนี้ไม่ใช่หรือครับ พอมาถึงกลับทำหน้าเหมือนเพิ่งกลืนก้อนดินเข้าไป”
“พี่ชายยังพูดไร้เดียงสาอยู่ได้ ภาพน่ะน้องอยากได้ค่ะแต่ไม่อยากอยู่ที่นี่สักวินาทีเลยค่ะ เรื่องพวกนั้นทำกันเข้าไปได้ คุณรุจน์นี่ช่างเหนือจินตนาการของน้องเลย เขาเป็นสุภาพบุรุษที่น้องชื่นชม” พิสราเพ่งมองไปที่ประตูแกลลอลี่
“หรือจะให้น้ำฟ้าเขาถ่ายรูปแล้วส่งเมล์ให้ล่ะ”
“ขำอีกแล้วพี่ชาย ตัวเองน่ะแฟนผลงานตัวยงของอาจารย์ จะดูผลงานของอาจารย์ จะเลือกชิ้นที่ดีต้องดูด้วยตาไม่ใช่หรือคะ แนะนำอะไรออกมาน่ะ บ้าจัง” พิสราตีแขน S เบาๆ

“อ้าวคู่รักทำไมไม่เข้าไปล่ะคะ” เสียงน้ำฟ้าที่ดังด้านหลังทำให้ทั้งสองหันกลับมอง
“แกลลอรี่เปิดแล้วนี่คะ”น้ำฟ้าเดินมากับทศวรรษ ชายหญิงดูสมกันด้วยความสูง ความงาม และเครื่องแต่งกายอันปรานีตมียี่ห้อ ทศวรรษในสูทดำสนิท น้ำฟ้าในชุดติดกันสีครีม ลำคอละหงถูกทำให้เด่นน่ามองมากขึ้นด้วยสร้อยมุกเม็ดเล็กเส้นสั้น เรียวแขนของน้ำฟ้าคล้องกับแขนของชายหนุ่มข้างกาย พิสราด้วยความรู้สึกกึ่งชื่นชมกึ่งประหลาด หล่อนทักน้ำฟ้าทักทศวรรษแต่ไม่มองหน้าเขา S ยกมือทักทศวรรษ
“นึกแล้วว่าวันนี้คุณพิสราต้องมา ฟ้าน่ะพอคุณซุรุงะติดต่อมาก็รีบเมล์บอกคุณพิสราเลย”
“ตื่นเต้นมากๆค่ะ” พิสราเสียงสูงขึ้นจมูก ทศวรรษแอบส่ายหน้า S อมยิ้มขณะมองเขา

“เป็นการพักผ่อนหลังทำงานในคอลเลคชั่นนี้ล่ะค่ะ มาเป็นการส่วนตัวด้วยค่ะ ยังไม่ได้บอกรุจน์ให้จัดการเรื่องการต้อนรับเลยมัวแต่ยุ่งเลยลืมๆไป” น้ำฟ้าเปิดประตูแกลลอรี่เดินเข้าไปก่อน พิสราเหลือบมอง S ด้วยสีหน้าเฝื่อนเหมือนกลืนก้อนดินขนาดใหญ่กว่าเดิม S แทบอยากจะพ่นหัวเราะออกมา แต่ทศวรรษเดินมาตบหัวเสียก่อน
“กลืนเข้าไปเลย ขืนหัวเราะออกมาจะอัดให้หน้าหงายเลย” ทศวรรษพูดลอดไรฟันก่อนจะเดินตามน้ำฟ้าและพิสราเข้าไป
“หวัดดีตอนเช้าๆจ้าหนุ่มๆของฉัน” น้ำฟ้าทักทายเมษากับรุจน์ที่กำลังทำงานที่โต๊ะ เมษายกมือพุ่มไหว้หล่อน รุจน์ค้อมตัวให้

“อ้อ รุจน์เดี๋ยวเข้ามาคุยงานกันหน่อยนะคะ”
“ได้ครับ”
น้ำฟ้าเดินผ่านเขาขึ้นออฟฟิศพิสราที่ตามมามองเขาอย่างห่างเหินอย่างเห็นได้ชัด สายตาแบบนั้นรุจน์อดเจ็บแปลบไม่ได้ เขาเลยรีบเดินเลี่ยงหลบเข้าห้องทำงานตัวเองไป เมษามองตามอย่างงงๆกำลังจะก้าวเท้าตามไปแต่พนักงานส่งดอกไม้ก็เข้ามายื่นบิลและใบส่งของ เมษาจำต้องเดินตามพนักงานไปที่รถที่จอดหน้าแกลลอรี่ กำลังจะสวนกับทศวรรษและS ที่กำลังเดินเข้ามาด้วยกัน ต่างคนต่างไม่หลบไหล่กระแทกกันต่างผงะถอยตามแรงอีกฝ่าย เมษาเหลือบจ้องเต็มตา

“ไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี่อะไรวะ” S ย่นคิ้วเหลือบมองอย่างไม่สบอารมณ์ ทศวรรษถอนใจ สายตาไม่เว้นวายให้เมษาเหมือนกัน
“ไม่มีใครรู้หรอกว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร อย่าตีปีกไป” ทศวรรษยิ้มเย็นเยือกก่อนจะเดินจากไป เมษาหันตาม ทำอย่างไรเขาทำใจปลงตกกับคนๆนั้นไม่ลง
“พี่ครับ” เด็กจากร้านดอกไม้วิ่งกลับมาตามเมษา
“อ้อ ไปเดี๋ยวนี้ล่ะ ขอโทษที” เมษารีบก้าวตามออกจากแกลลอรี่
“ใครน่ะ ทำไมทำท่าทางแบบนั้นกับนาย” S มองตามเมษา
“คนรักของรุจน์” ทศวรรษพูดเร็วแบบปากแทบไม่ขยับ

“เหรอ ก็สมกันดี หวังว่าคงเข้ากันได้นะ คนพวกเดียวกันอยู่ด้วยกันน่ะดีที่สุดนะ เอ้อ...ทศ นายขึ้นไปก่อนนะฉันลืมของน่ะ” S บอกทศวรรษก่อนจะเดินกลับไปที่หน้าแกลลอรี่ ทศวรรษพยักหน้าก่อนจะเบนสายตาไปที่ห้องแพนทรี

รุจน์เข้ามาหยิบน้ำในตู้เย็นรินดื่มก่อนหายใจลึกแล้วค่อยๆผ่อนออกเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปลาบในทรวง เมื่อรู้สึกค่อยดีขึ้นจึงเปิดตู้บนผนังหยิบชุดกาแฟรับแขกออกมาวางตรงหน้า
“อรุณสวัสดิ์ครับ คุณผู้จัดการ นายนี่หากมองผ่านๆอย่างไม่คุ้นเคย ก็เหมือนอย่างที่น้องสาวว่านะ หล่อ หน้าสวย สุภาพบุรุษ ใครจะไปรู้ล่ะว่า ตัวตนอันแท้จริงที่ปลอกเปลือกล่อนจ้อนก็แค่โสเภณีที่ไม่รู้จักพอ” เสียงหน้าประตู ทำเอารุจน์หายใจไม่ถูกจังหวะ เขาหันขวับกลับไป S ยืนพิงกรอบประตู รุจน์ปริบตาด้วยคาดไม่ถึงว่าจะเป็น S
“คุณ S”
S ยักไหล่เบะปากเดินเข้ามาในแพนทรี

“แต่ก็นะ ที่ผ่านมาฉันขอบใจโสเภณีอย่างนายนะที่ตอบสนองอารมณ์กดดันของทศวรรษมานานนับปีๆ เขาบอกว่านายถึงใจทุกลีลา ทุกการเชิญชวน ไม่ว่าเขาจะเริ่มอย่างไรนายก็สนองอย่างถึงพริกถึงขิง ซึ่งดูจากท่าทางชอบยั่วคนจนหื่นกระหายของนายฉันก็เชื่อนะ แต่นั่นมันก็เป็นแค่อดีตไปแล้วจริงไหม? ตอนนี้นายก็มีใครที่ก็น่าจะเหมาะสมกับนายแล้วนี่ ดังนั้นขอล่ะ ขอเลย หากตัดสินเดินออกจากชีวิตของทศวรรษแล้วก็อย่าได้มาทำท่าสนิมสร้อยอ้อยอิ่งเรียกหาความหลังกับเขาอีก เพราะนั่นมันจะทำให้ฉันอดคิดไม่ได้ว่านายมันก็แค่โสเภณีโสโครกที่ใช้วิธีโสมมเรียกร้องความสนใจจากเขา” S ยื่นใบหน้าเข้ากระซิบ ริมฝีปากของเขาอยู่ห่างจากผิวหน้าของรุจน์ไม่กี่เซ็นต์ ลมหายใจกระชั้นทำให้รุจน์รู้สึกถึงความโกรธขึ้งของอีกฝ่าย S ประกบปากจูบปากรุจน์พร้อมทั้งกัดริมฝีปากของรุจน์โดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว

“คุณทำอะไรน่ะ” รุจน์ถอยมาติดขอบโต๊ะด้านหลัง S ตามเข้าประชิดอีก
“ถ้านายมันขนาดผู้ชายสองคนยังชิลล์ ฉันก็อยากลองเหมือนกันนะ ฉันไม่เคยกับผู้ชายเสียด้วย เปิดซิงกับนายก็ดีเหมือนกัน นายคงทำให้ติดใจได้ไม่อยาก จากสองเป็นสามตามตำราดีนะ” S ยกมือขึ้นลูบใบหน้าที่ซีดเซียวของรุจน์
“ทำท่าแบบนี้เสมอซินะเวลาอยู่ลำพังกับผู้ชายน่ะ ทำเป็นลูกไก่ตัวสั่นตัวซีดที่แท้ก็ร่านอยากแทบบ้าอยู่ล่ะซิ” S จะจูบอีก รุจน์ผลักเขาออกห่างอย่างแรง
“พอซะที หยุดดูถูกผมนะ” รุจน์ตะโกน

“ทำไมนายมาอยู่ที่นี่ล่ะ S” ทศโผล่พรวดเข้ามา รุจน์หอบหนัก เขาคว้าแก้วที่ยังมีน้ำเดินตรงไปที่ทศวรรษ ถึงตัวก็สาดน้ำใส่หน้าทศวรรษ
“คุณพูดแบบนั้นหรือครับ คุณพูดถึงผมกับเขาแบบนั้นหรือครับ” รุจน์กัดปากน้ำตาไหล
“พูดอะไรห๊า! ฉันไปพูดอะไรกับเขา นายกล้าดีอย่างไรทำแบบนี้นี่” ทศวรรษจะพูดต่อ รุจน์เงื้อมือตบหน้าเขาอีกแล้วกระแทกไหล่เขาเดินออกจากห้องไป ทศวรรษมอง S ฝ่ายนั้นเงยหน้าหัวเราะแล้วเดินออกจากห้องอีกคน
“นายไปพูดอะไรกับเขา” ทศวรรษเดินตามทันจนคว้าไหล่ของ S กระชากให้หันกลับมา
“ทำไมต้องบอกนายด้วย ดูนายซิจ้องหน้าฉันอย่างกับจะกินเลือดเนื้อ สายตาแบบนั้นน่ะหมายความว่าอย่างไร นายร้อนตัวเรื่องอะไร นายจะชกฉันด้วยซินะหากว่าฉันพูดกับไอ้บ้านั่นไม่ดีน่ะ นายกล้าเป็นแบบนี้กับฉันแล้วหรือ” S ปัดมือทศวรรษ

“อย่าให้มันมากนะ S นายไม่ใช่พ่อฉันนะโว๊ย ทำไม่ฉันต้องกล้าไม่กล้ากับนาย นี่มันเรื่องส่วนตัวของฉันกับรุจน์ เราเป็นอะไรกัน เราลึกซึ้งกันไหนถึงไหน แล้วนายเป็นอะไรกับฉัน ที่เล่าให้ฟังเพราะเห็นเป็นเพื่อนกัน แล้วนี่นายทำอะไรลงไป”
S จำต้องกลืนความบันดาลโทสะผ่านทรวงเต็มความพยายาม เขาถอนใจแล้วยิ้มอ่อยแบบสำนึกผิดเดินมาตบบ่าทศวรรษ
“ใช่ฉันไม่ใช่พ่อนาย เพราะถ้าเป็นพ่อนาย เขาคงโยนเงินให้มาเฟียที่ไหนก็ได้ยำไอ้นั่นเละโดยไม่จำกัดวิธีการ จำไม่ได้หรือพ่อนายเกลียดนักพวกไม่มีหัวนอนปลายตีน เขาไม่ชอบให้นายไปเกลือกกลั้วแม้แต่แค่เล่นด้วย น่าทศนี่ถ้านายโกรธจริงจังล่ะก็ขอโทษด้วย เราอดโกรธเคืองแทนนายไม่ได้นี่นา”
“อย่าทำอย่างนี้อีกนะ ให้ฉันจัดการเรื่องของฉันเอง”ทศวรรษพ่นหายใจแรงหันหลังเดินไปทางอื่น S ยักไหล่ ก็เหมือนธุรกิจล่ะ รู้จักผ่อนปรน ยอมอ่อน ยอมเสียหน้าบ้าง ในเวลาที่ไม่สะดวก จะเป็นไรไปในเมื่อผลประโยชน์ที่รอข้างหน้านั้นยิ่งใหญ่กว่ามากมายนัก

รุจน์พิงหลังกับประตูหลังร้านด้านนอก ความรู้สึกอึดอัดกดดันทำให้ต้องถอนใจออกมาก่อนจะทรุดตัวลงนั่งชันเข่าแนบใบหน้ากับท่อนแขน คำพูดของ S ท่าทางของพิสรา ท่าทีของคนระดับนั้นทำให้เขารู้สึกราวตัวเองเป็นของประหลาดที่ไม่น่ามีอยู่บนผิวโลก สิ่งมีชีวิตอย่างเขานั้นช่างเป็นที่น่าสงสัยนักว่าจะเป็นพิษภัยเมื่อหายใจร่วมอากาศกันหรือไม่ เรียวนิ้วมือที่สานเข้าด้วยกันบีบแน่นจนซีดขาว ปลายนิ้วจากด้านตรงข้ามเลื่อนเข้าแตะแผ่วเบาจากนั้นจึงเป็นเกาะกุมและบีบมือของรุจน์แน่น รุจน์เงยหน้า
“คุณทศ”
“ไม่ว่านายจะเชื่อหรือไม่ แต่ฉันไม่เคยพูดว่านายเป็นโสเภณีต่อหน้า S” ทศวรรษพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง หากแต่ใบหน้าอ่อนโยน

“เขาเกลียดผมหรือครับ ผมไปทำอะไรให้เขาหนักหนาครับ” รุจน์ออกแรงดึงมือกลับ แต่ทศวรรษกลับรั้งเขาเข้าไปกอด
“เขาไม่ได้เกลียดนายหรอก แค่ปฏิกริยาของคนที่กำลังจะสูญเสียเท่านั้นล่ะ” ทศวรรษซบกับลำคอของรุจน์
“สูญเสียหรือครับ?” รุจน์ย่นคิ้วขณะก้มมองทศวรรษ
“เขาสูญเสียฉันไปแล้วจริงๆ รุจน์ฉันรู้สึกกับนายมากเกินไป เกินกว่าจะทำใจลืมได้ ฉันอาจจะช้าไปแต่ฉันก็ยังคงอยากบอกนาย” ทศวรรษผละออก เขาดึงรุจน์ลุกขึ้นยืน

“แทนที่จะเที่ยวไปบอกคนอื่นให้กลายเป็นแบบนี้ ฉันควรจะบอกนายเอง ฉันอยากให้นายแค่ได้ยินไว้เท่านั้นจริงๆ ฉันจะยอมรับในสิ่งที่นายเลือกแล้วอย่างไม่มีคำใดจะประท้วง แต่อย่างไรก็โปรดฟังฉันสักวินาที คิดเสียว่ามันเป็นแค่สายลมอันไร้คุณค่าที่พัดผ่านเข้ามาแล้วจากไปเสียก็ได้”

“คุณทศ หยุดเถอะครับ ผมไม่อยากเกี่ยวข้องกับคุณอีกแล้ว โปรดไปเสียเถอะครับ” รุจน์ยกมือปิดหู ทศวรรษจับมือของเขาออก รุจน์ฝืน
“ฟังฉัน” ทศวรรษจับมือทั้งสองของรุจน์กดกับประตู
“ไม่” รุจน์บิดข้อมือให้เขาปล่อย
“ฉันรักนายนะรุจน์”
“ทำไมคุณไม่ไปตายซะล่ะครับ ผมไม่อยากเห็นหน้าคุณอีกแล้ว” ที่ทศวรรษตั้งใจพูดกับที่รุจน์พลั้งปากสวนกันในเสี้ยววินาที ดวงตาของทั้งสองเบิกโพลงด้วยคำพูดของอีกฝ่าย ทศวรรษปล่อยมือรุจน์ รุจน์ส่ายหน้าหมดแรงเขายันหลังพิงกับประตู ดวงตาคู่งามมองทศวรรษเนิ่นนาน ทศวรรษเองก็เช่นกัน

“เหรอ นายคิดว่าอย่างนี้ดีต่อนายซินะ” ทศวรรษเม้มปากพยักหน้า ท่าทางของเขาเก้กังยามก้าวถอยหลัง รุจน์กระพริบตาเรียกความรู้สึกตัวกลับมา มีน้ำอุ่นไหลอาบแก้ม ไหนใครว่านั่นเป็นแค่สายลมอันไร้คุณค่า แค่พัดผ่านมาแล้วจะพัดผ่านไป รุจน์ยกมือขึ้นป้ายน้ำตา แต่กลับสะอื้นไม่หยุด จนเขาต้องยกอีกมือมาปิดหน้า ในหัวอกรู้สึกถึงซากดวงใจที่มอดไหม้พังทลายคล้ายฟื้นคืนเพราะสายลมนั้น ที่จริงนั่นไม่ใช่สายลมไร้คุณค่า หากแต่เป็นสายน้ำทิพย์ที่ดวงใจนั้นรอจนดับสูญต่างหาก

“คุณน่ะตายไปเสียล่ะดีแล้ว คนอย่างคุณน่ะมันร้ายกาจ” รุจน์หันหลังไปซบกับประตู ทศวรรษถอนใจขอบตาปวดร้อนจนต้องรีบเงยหน้า
“เข้าใจแล้วล่ะ ขอบใจนะที่ไม่ปิดบังความรู้สึกกับฉัน” ทศวรรษหันหลังเดินจากไป รุจน์เลื่อนมือทั้งสองมาปิดปากไว้
“ทำไมมาบอกกันตอนนี้ครับ ผมไม่อยากรู้แล้ว ไม่อยากจริงๆ คนใจร้ายทำไมทำอย่างนี้” รุจน์พูดเบื้องหลังฝ่ามือของตัวเอง อีกด้านคำพูดของทศวรรษและปฏิกริยาของรุจน์ทำให้เมษาต้องหลับตาเงยศีรษะพิงกำแพง ริมฝีปากเรื่อสีธรรมชาติเผยอพ่นหายใจแรง

พิสรากอดอกมองน้ำฟ้าที่กำลังพูดสายกับลูกค้าสายแล้วสายเล่าก่อนจะก้าวคืบเข้าไปยืนหน้าโต๊ะทำงาน โน้มตัวไปกดตัดสาย น้ำฟ้าตะลึงกับการกระทำของหล่อน
“คุณพิสรา ทำไม..?” น้ำฟ้าพยายามปั้นยิ้ม บนใบหน้าที่ตึงไปแล้ว
“เอาไว้ค่อยโกรธพิสราหลังจากนี้เถอะค่ะ หรือไม่หลังจากนี้พิสราอาจตัวเล็กจิ๋วไปเลยสำหรับสิ่งที่คุณน้ำฟ้าจะได้รู้” พิสรายิ้มแต่สีหน้าเครียด น้ำฟ้าวางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องแล้วทิ้งตัวลงนั่ง พิสราเดินอ้อมมายืนพิงโต๊ะข้างน้ำฟ้า น้ำฟ้าเงยหน้ามองพิสราพลางคิดว่าขณะจิตตอนนี้ทำไมถึงคิดว่าพิสราสวยแบบพิสดารแปลกตา S ที่กำลังก้าวขึ้นบันไดไม่ทันได้ยินสิ่งที่อยุ่ในห้อง หากได้ยินเขาคงเห็นด้วยกับผู้ชายบางส่วนบนโลกนี้ที่บอกว่า ผู้หญิง อากาศและ งูพิษ อย่าได้ไว้ใจ...

ภายในห้องที่ไร้แสงไฟเมษากับรุจน์ร่วมรักกันอย่างรุนแรง พละกำลังของเมษาที่กำลังถั่งโถมใส่รุจน์ดูเหมือนไม่ลดน้อยถอยลงแม้จะกินเวลายาวนาน แผ่นหลังขาวนวลเรื่อในความสลัวของรุจน์วาวมันด้วยความชื้นจากเหงื่อ เมษาลูบไล้แนวกระดูกสันหลังของรุจน์อย่างเพลินมือ เขาชอบมันมาก มันอยู่ในสายตาของเขาเสมอร่วมรักในท่านี้ รุจน์ซบหน้ากับที่นอนครวญครางจนเริ่มคอแห้งด้วยเพราะเซ็กส์นี้ช่างยาวนาน จุดสัมผัสที่ต้องต่อกรกับขนาดของใหญ่โตของเมษาก็มีอาการแสบเจ็บบ้างแล้ว รุจน์ถูกจับพลิกให้นอนหงายโดยที่จุดสัมพันของเขาและเมษายังแนบสนิท รุจน์รัดเกี่ยวต้นขากับเอวของเมษาพลางทอดแขนไว้เหนือศีรษะ

ร่างกายเปลือยเปล่าของทั้งสองวาววามในความหลัวของแสงจากภายนอก กล้ามเนื้อสัดส่วนแห่งกายต่างไหวสะเทือนราวกำลังเกิดแผ่นไหว รุจน์ยกมือขึ้นลูบไล้บั้นท้ายของเมษาพลางสงสัยเพลิงรักของเมษาจะจบลงเมื่อไหร่ ทำไมคืนนี้เขาถึงแข็งแรงราวกับมีขุมพลังซ่อนอยู่ในที่ใดที่หนึ่งของร่างกายซึ่งคอยป้อนกำลังให้ไม่รู้จักจบสิ้น

“เก่งจังที่รัก นายยอดมาก อีกนะ อีกมากๆเลย” รุจน์พริ้มตาระบายยิ้ม ใช่เขาไม่ต้องการอะไรอีกแล้วนอกจากเซ็กส์ และรักจากคนที่อยู่ด้วยกันนี้ คำพูดที่คิดว่าเพราะรอคอยมานานจึงหวั่นไหวต้องลบเลือน ลบให้ออกเพราะมิฉะนั้นมันจะกลายเป็นรอยขีดข่วนความรักของเขากับเมษาได้
“เมษาฉันต้องการนาย อ๊าๆๆ” รุจน์ขยับบั้นเอวสอดประสานกับเมษา เมษายิ้มอย่างถูกใจ รุจน์ยันกายลุกขยับหนีจากเมษาลงจากเตียง เมษาได้แต่มองตามตาปริบงงว่าเขาจะไปไหนสวรรค์ยังไม่โน้มลงมาหาเลย รุจน์เดินไปที่ผนังกระจกใสที่อยู่ด้านที่หันออกสู่ท้องฟ้าและอาคารสูงภายนอก เขาคุกเข่าลงแล้วโน้มตัวลงต่ำสองมือดันกระจกไว้ ซอกแคบฉ่ำนองด้วยน้ำสีน้ำนมที่ไหลลงอาบง่ามขาด้านในตั้งรออย่างใจจดจ่อ

“เข้ามาสิ เข้ามาให้ถึงที่สุด ฉันต้องการนาย มาซิ” ใบหน้ายวนใจเบื้องหลังไหล่ของรุจน์อยู่ในเงามืด เมษาเดินลงไปคุกเข่าแล้วดันความแกร่งที่ยังแข็งราวท่อนไม้พรวดเดียวสุดปลาย รุจน์เงยหน้ากรีดร้องร่างกายเกร็งแล้วค่อยคลายลง เมษาจึงเริ่มขยับหนักหน่วงในทำนองรัก รุจน์แนบแก้มกับกระจกพลางร้องกระเส่าไม่เป็นภาษากระนั้นก็สามารถสื่อได้ว่าถูกใจเพียงใด เขาปรายตามองต้นกุหลาบที่ระเบียง กลีบดอกหลากสีกำลังพริ้วไหวรับสายลมและบรรยากาศแห่งคืนค่ำ รอยยิ้มผุดบนใบหน้า กุหลาบที่สวยที่สุดในโลก กุหลาบที่ปักกลางใจของเขาอย่างที่ไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้ นั่นไงกุหลาบของเมษาล่ะ รุจน์หลุบตาทั้งรอยยิ้ม

แล้วเวลาก็ทำให้ได้ใคร่ครวญอย่างตรงไปตรงมา ตอนนี้หัวใจของเขาคงไม่มีสิ่งใดยิ่งใหญ่กว่านี้อีกแล้ว อาจจะจริงที่เขาไหวหวั่นกับคำพูดของทศวรรษ ด้วยรอคอยที่จะได้ยินมานาน แต่หากเทียบกับวินาทีที่ผ่านไปกับการได้อยู่กับเมษา คำพูดนั้นก็กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปแล้วจริงๆ รุจน์พลิกกลับขึ้นนั่งพิงกับกระจก เมษาดันขาเขาขึ้นสูงก่อนจะผลักเนื้อหนังที่ยังคงเต็มไปด้วยความแข็งแรงกลับเข้าข้างในของรุจน์อีกครั้ง รุจน์กลืนน้ำลายกัดปากกับความเจ็บจี๊ดเมื่อริมเนื้อขยายรับจนตึงแต่ยังคงต้องขยายต่ออีกเพื่อให้เมษาซุกเข้าไปจนพอกับขนาด เมษาดึงรุจน์ขึ้นไปนั่งบนตัวเขา

รุจน์กอดคอเขา สองคนต่างหอบฮั่กเมื่อสานสายตาด้วยกัน รุจน์ระบายยิ้ม ใบหน้าที่งดงามอยู่แล้วยิ่งชวนหลงใหล เมษาจรดจูบแก้ม ริมฝีปาก ลำคอของเขาอย่างไม่รู้เบื่อ รุจน์ขยับสะโพกเริงร่ายอย่างร้อนแรง จนเมษาต้องถอนปากจากรุจน์หอบหายใจ รุจน์จับใบหน้าเขาไปประกบจูบอีกครั้ง เมษาเร่งเร้าพิศวาสกับภายในที่กำลังบีบรัดเป็นจังหวะ เสียงรุจน์ร้องอื้ออ้าแผ่วครางทุกครั้งเมื่อเขาทุ่มโถมร่างกายใส่เมษา เหงื่อเม็ดพราวเป็นประกายในความสลัว รุจน์ดูคล้ายเจ้าชายรูปงามผู้ง่วงงุนบนหลังม้าที่กำลังควบห้อตะบึง เมษาค่อยประคองรุจน์นอนลงกับพรมเขากำลังจะถึงปลายทางฉิมพลีแล้ว เอวและสะโพกของเขาเริ่มดุดันแบบไม่ยั้งจนรุจน์ต้องบิดกาย เกร็งปลายนิ้วเท้าจิกบนพรม ดวงตาปิดแน่น คิ้วย่นยับเล็กน้อย
“อ๊ะๆๆ” เมษาร้องออกมาอย่างไม่เก็บเสียง
“จะ เจ็บ..” รุจน์พึมพัมในคอ ก่อนเมษาจะฟุบลงบนตัวของเขา สองคนจูบอ้อยอิ่งกันก่อนที่เมษาจะพลิกลงไปนอนข้างรุจน์

“กี่โมงแล้วครับ”
“เกือบจะตีหนึ่งแล้วล่ะ”รุจน์ตอบด้วยเสียงแหบแห้ง เขายันตัวลุกขึ้นคลานไปเกาะที่นอนนุ่ม
“เพลียจัง”
เมษาตามมากอดจากด้านหลัง ผิวกายที่หนืดเหนียวด้วยเหงื่อของทั้งสองถูกลูบไล้ด้วยความเย็นจากเครื่องปรับอากาศจนเย็นเยียบ รุจน์หันมองเมษาที่ซบใบหน้ากับแผ่นของเขาด้านหลังขณะเอ่ยถาม
“มีอะไรหรือ? อย่าบอกนะว่านายจะต่ออีกรอบ”

“ได้เปล่าล่ะ”
“จะบ้าหรือไม่ได้หรอก ต้องนอนแล้ว พรุ่งนี้คุณน้ำฟ้าจะคุยงานแต่เช้า วันนี้เห็นว่าจะเรียกเข้าไปคุยก็ไม่เห็นเรียก พอโทรถามก็บอกเลื่อนเป็นพรุ่งนี้เช้า” รุจน์เท้าคางกับที่นอนเหลือบตามองเพดาน

ภายในแกลลอรี่น้ำฟ้าเดินดับไฟทีละห้อง จนมาถึงห้องทำงานของรุจน์ลองหมุนลูกบิดดูปรากฏว่าติดล็อค หล่อนยิ้มก็ธรรมดาล่ะนะห้องทำงานส่วนตัวนี่นา น้ำฟ้าถอยออกมากอดอกมอง เรื่องบางเรื่องเหนือจินตนาการอย่างที่พิสราพูด เรื่องที่ไม่คาดคิดว่าจะได้รับรู้มันทำให้ขยับไม่ได้พักใหญ่และเมื่อสติที่ขาดห้วงกลับมา หล่อนก็เริ่มคิดว่าตัวหล่อนเองก็แปลกประหลาด ความคิดนั้นจมดิ่งลงช้าๆกลางทรวงอันว่างเปล่ามืดมน




Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2555
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2555 18:30:51 น.
Counter : 273 Pageviews.

3 comment
Body Talk(BL)บทที่ 12.2
นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาจึงมองตรงนี้ของพี่ชายเสมอ รุจน์ไล่สายตาไปตามแขนเรียวได้สัดส่วนของพี่ มัดกล้ามไม่ล่ำสันนั้นส่งให้แผ่นอกกว้างผึ่งผายสง่างาม รุจน์อยากเล่าให้พี่ฟังถึงสิ่งที่เขาเผชิญ อยากได้ยินพี่ชายพูดว่าไม่เป็นไรนะรุจน์ ทุกอย่างจะดีขึ้น พี่จะอยู่ข้างๆนาย คอยเป็นกำลังใจให้ หากพี่ทำอะไรไม่ได้พี่ก็จะกอดนายไว้ พี่เชื่อว่าด้วยกายด้วยใจของพี่นายจะปลอดภัยจากสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง ถึงนายจะป่วยทางจิตไม่ใช่แค่แนวโน้มนายก็ยังเป็นน้องของพี่ เราเป็นพี่น้องกัน สายเลือดของพวกเราศักดิ์สิทธิ์นะมันสามารถป้องกันกันและกันได้ และถ้านายรักเขาพี่จะรักเมษาเหมือนที่นายรักแม้เขาจะเป็นผู้ชาย

พี่ไม่สนใจเรื่องรักเพศเดียวกันของนายหรอกสบายใจได้ พี่ชายจะพูดแบบนี้ แล้วกอดเขาแนบแน่นจะเขาแทบจะหายไม่ออกเลยทีเดียว เรื่องเช่นนั้น เรื่องที่เขาแต่ฝันเฟื่องไป รุจน์ก้มหน้ากัดปากจนเจ็บ สองมือข้างลำตัวกำแน่น ไม่มีวันหรอก ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ มันเป็นได้แค่จินตนาการที่ขาดวิ่นของเขาเพียงคนเดียว พี่ชายมีเขตแดนของตัวเอง พื้นที่ที่รุจน์ไม่อาจก้าวเข้าไปได้ พี่ชายอยู่ที่นั่นโดยไม่เคยจะเหลียวแลว่าเขาอยู่ตรงไหน อยู่อย่างไร จะถูกทำร้ายจนลากเลือดปานไหน พี่ชายไม่เคยจะสนเลย รุจน์ช้อนตามองโครงหน้าของพี่จากใต้คางสวยได้รูป พ่อกับแม่รักเขา แต่กระนั้นก็มีแม่เพียงคนเดียวที่กอดเขา สำหรับพ่อแม้จะรักแต่กฌไม่เคยว่างสักครั้งที่จะใกล้ชิดเขาสักครั้ง เมื่อแม่จากไปพร้อมพ่อ เขาก็เหลือเพียงพี่เท่านั้น พี่ชายจะเคยรู้ไหม ว่าเขาเป็นเพียงคนเดียวในโลกที่รุจน์อยากได้อ้อมกอด อยากได้ยินคำว่ารักจากปากที่ตรงกับความรู้สึก

“แย่ชะมัด” พี่ชายของรุจน์โอบไหล่รุจน์พาเดินฝ่าฝูงชนออกมาด้านนอก
“เลือกเอาระหว่างวิ่งฝ่าฝนไปให้ถึงร้านที่อยู่หัวมุมนั่น หรือกลับไปคอนโดฉัน” พี่ชายทำหน้าเซ็งสุดขีด รุจน์หัวหดตัวลีบ พี่ต้องกำลังคิดว่าเขาพามาซวยแน่ๆ
“ผมว่าถ้ากลับที่พักของพี่เราจะเปียกน้อยกว่านะครับ” รุจน์พูดเสียงอ่อย
“เออ คิดเหมือนกันเลย ไปเหอะ” พี่ชายเดินนำหน้าไปก่อนอย่างไม่รีรอ รุจน์หันไปมองร้านอาหารอย่างเสียดาย

พี่ชายบอกลารุจน์ง่ายๆที่หน้าคอนโด รุจน์ใจหาย
“แต่เรายังไม่ได้กินกลางวันกันเลย แล้วผมก็หิวด้วย นะครับพี่เรากินด้วยกันสักมื้อ ผมอยากกินไปคุยไปกับพี่ เรามีเวลาตามประสาพี่น้องกันสักครั้งได้ไหมครับ ได้โปรดนะครับ ผมขอร้องนะพี่ครับ” รุจน์ดึงมือพี่ชาย เขามองมือของรุจน์ มองรุจน์ที่เอาแต่ก้มหน้าอย่างเฉยชา ยื่นมือไปแกะมือออกจากรุจน์
“รุจน์แถวนี้ไม่มีอะไรให้นายกินหรอก ฝนมันตกขนาดนี้ฉันไม่คิดอยากไปที่ไหนให้ลำบาก นายกลับไปเถอะ” พี่ชายหันหลังจะก้าวเข้าไปในอาคาร
“พี่ครับตอนนี้มีพี่เพียงคนเดียวที่ผมอยากอยู่ด้วย อยากคุยด้วย” รุจน์คว้ามือพี่ชายมากำแน่นด้วยมือทั้งสอง แม้กระนั้นเขาก็ยังไม่กล้าที่จะสบตากับพี่ชาย เสียงพี่ชายถอนใจยาว

“ที่พี่มาพบนาย จะพาเลี้ยงข้าวนาย นั่นก็เป็นเพราะว่า พี่อยากพูดกับนายให้มันเด็ดขาด อยากให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเสียทีว่าพี่ไม่ต้องการ....”
“พี่ครับ ช่วยเข้าใจผมในเวลานี้ด้วยเถอะครับ ผมกำลังเจ็บปวดจนแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว และสิ่งนี้ก็ทำให้เหนื่อยเหลือเกิน ผมแค่อยากอยู่ใกล้ๆคนที่ทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจ คนที่แค่พิงกายแม้ไม่ต้องพูดหรือทำอะไรก็ทำให้ผมสงบ คนที่เยียวยาทุกบาดแผลของผมได้เพียงไออุ่นของเขา พี่ครับ มีพี่เท่านั้นที่ทำให้โลกบุบสลายของผม ความเจ็บช้ำที่ไม่เคยจางหายของผม กลายเป็นฝุ่นผงที่ปลิวหายไปในเสี้ยวนาที ผมไม่ได้ขออะไรที่มันมากไปไม่ใช่หรือครับ ถึงความเกลียดชังของพี่มีต่อผมจะสามารถกลายเป็นมีดปลิดชีวิตผมได้ เราก็ยังเป็นพี่น้องกัน ผมเป็นน้องของพี่ เรามีเลือดของพ่อคนละครึ่ง” แม้จะก้มหน้าก้มตาแต่รุจน์ก็รัวพูดแทรกก่อนที่พี่ชายจะพูดจบ

“ความเจ็บปวดอันนั้นนายทำตัวเองซินะ เพราะสิ่งที่นายเป็นมันคงกำลังทำให้เดือดร้อนอยู่ล่ะซิ”เสียงพี่เรียบราบในอากาศรอบกาย คางของรุจน์ถูกจับให้เงยหน้าขึ้นตอนนี้เองที่เขาได้สบตากับพี่ชายตรงๆ และมันทำให้เขายิ่งชัดเจนในความรู้สึกว่าทำไมเขาถึงไม่กล้าสบตากับพี่ ดวงตาพี่ชายไม่เคยมีแววสดใส แววตาของพี่ดำมืดมนและคล้ายดั่งมีม่านที่ปิดทับซ้อนไว้หลายชั้นจนไม่มีใครสามารถจ้องทะลุเข้าไปสู่ความรู้สึกอันแท้จริงของพี่ชายได้ เขาซ่อนสิ่งต่างๆภายในใจมากเกินไป มันทับซ้อนเสียจนแม้ตัวเองยังไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับหัวใจไปแล้วกระมัง รุจน์เม้มปากแน่นขณะสานสายตากับพี่ชาย

“แผลที่มุมปากน่ะได้อย่างไรล่ะ คงสำส่อนกับผู้หญิงไปทั่วจนเจอของแข็งของผัวใครสักคนล่ะซิ นายเป็น SEX ADDICT อย่างไรนายก็ต้องเจ็บปวดกับมันวันยังค่ำ อย่ามาโอดครวญน่าสงสารไปหน่อยเลย ไม่รู้จักยับยั้งก็แบบนี้จะโทษใคร นายควรไปหาจิตแพทย์ไม่ใช่พี่ คนที่อยากพิงไหล่คือคนๆนั้น”พี่ชายปล่อยมือจากคางของรุจน์ เขาหยุดคิดครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ

“ใครก็มีปัญหาชีวิตทั้งนั้นล่ะรุจน์ คนที่เดินอยู่ตรงนั้น คนที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ตรงนี้ พี่ก็มี หนักหนาสาหัสก็เคย แล้วไงพี่ต้องตายเพราะไม่มีใครไหม นายโตแล้วนะดูแลตัวเองให้เป็น ไม่มีใครอยู่กับนายชั่วชีวิตหรอก พี่ไม่เคยคิดแม้ขณะจิต ไม่มีภาพอยู่ในหัวสักเสี้ยวจิ๊กซอ ว่าเราจะอยู่ด้วยกันอย่างพี่น้อง อย่าทำเสแสร้งอีกเลยว่านายบริสุทธิ์ ไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น นายจะปัดความรับผิดชอบจากการกระทำของแม่ของนายไม่ได้ สิ่งที่เกิดกับพี่มันไม่ได้ตายตามแม่นายไป และนายมันก็ผลพวงของพ่อที่สัญญากับผู้หญิงคนหนึ่งว่าจะรักตลอดไปแม้กายเธอจะอยู่ด้วยหรือไม่ก็ตามกับผู้หญิงคนใหม่ พ่อรักแม่นาย รักนาย แล้วฉันล่ะ ตอนนั้นฉันก็เจ็บ ฉันก็แทบตายแล้วไง พวกนายรู้เรื่องตรงนี้ของฉันไหม แต่ฉันก็รอดมายืนตรงหน้านายนี่ไง” พี่ชายยิ้มทั้งที่พูดกรีดใจคนเป็นน้อง รุจน์พยายามห้ามน้ำตาที่เต็มหน่วยตา

“ฉันเกลียดพวกนายจริงๆ ต่อให้นายพูดสวยหรูอย่างไรฉันก็ฝืนความรู้สึกนี้ไม่ได้ ฉันจะไม่พบนายอีก ฉันจะตายของฉันเอง ส่วนนายก็ควรจะทำเหมือนกัน ที่ออกมาพบนาย จะพานายไปกินข้าวด้วยกันตามความต้องการของนายก็เพราะเหตุนี้ อยากบอกนายแค่นี้” พี่ชายกระชากมือกลับจากมือของรุจน์
“หากนายไม่มีเงินใช้ ไม่มีข้าวกิน ไม่มีที่ซุกหัวนอน พี่จะช่วยเหลือ แต่อย่ามาให้เห็นหน้าอีก ส่งข่าวมาก็พอ” พี่ชายพูดใส่รุจน์ที่ยืนบื้อไปแล้วก่อนจะหันหลังเดินเข้าอาคาร รุจน์ไม่รู้สึกตัวใดๆแม้น้ำตาจะไหล แม้เสียงฝนที่ตกซ่าดังเขาก็ไม่ได้ยิน แม้ตัวเองจะทรุดลงนั่งกับพื้นซบหน้ากับเข่า แม้คนที่เดินผ่านไปมาแถวนั้นจะหันมามอง รุจน์ก็ไม่รับรู้ใดๆอีกแล้ว

S เดินมานั่งข้างทศวรรษ เขามองในทิศทางเดียวกับที่ทศวรรษทอดสายตา ตรงนั้นเป็นแค่ต้นดอกไม้ที่ไม่มีดอกสีสันมีแต่ใบที่แห้งเหี่ยว มันคงใกล้ตายแล้ว
“ฉันมาคิดทบทวนแล้วก็รู้สึกสมเหตุสมผลว่าทำไมนายรุจน์นั่นถึงวิ่งตามพวกเราในวันนั้น” ทั้งทศวรรษและSต่างไม่ละสายตาจากต้นไม้ต้นเดียวกัน

“ตอนเล็กๆฉันไม่ค่อยมีเพื่อน พ่อแม่ก็ไม่ค่อยอยู่บ้าน แต่ก็ห้ามไม่ให้ฉันออกไปเล่นข้างนอกกับเด็กชาวบ้านแถวนั้น แม่บอกว่าพวกคนจนสกปรกและขี้ขโมย ฉันจึงมีแต่ของเล่นรายล้อมตัวเต็มไปหมด ฉันจะมีชิ้นโปรดที่ฉันเอาไว้ข้างกายเสมอ ส่วนชิ้นอื่นๆก็ทิ้งขว้างทุกชิ้นเมื่อเบื่อ พอลูกคนใช้ ลูกคนสวนจะเก็บไปเล่นฉันก็รู้สึกเจ็บใจที่มันเป็นของฉัน คนอื่นไม่มีสิทธิ์มาแตะต้อง หากมันจะต้องตกเป็นของคนอื่นฉันทำลายให้แหลกไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ นั่นคือฉันเมื่อก่อนและคือฉันบัดนี้ด้วย
ทั้งรู้ว่ามันเป็นนิสัยที่ใช้ไม่ได้ แต่ฉันก็เลิกไม่ได้” ทศวรรษเบนสายตามาที่ S

“ฉันไม่เคยคิดกับรุจน์มากกว่าของเล่นเลยนะ และอาจเป็นเพราะของเล่นที่ง่ายๆอย่างเขายิ่งเล่นก็เพลินมือกระมัง ฉันก็เลยติดใจไปโดยไม่รู้ตัว พอรู้ตัวว่าเขากำลังสอดเข้ามาความรู้สึกที่ฉันมีต่อนาย ฉันจึงพยายามสุดขีดที่จะทิ้งขว้างเขาออกไปให้ไกลเพราะฉันยอมปล่อยให้มันเกิดขึ้นมาไม่ได้ในระหว่างที่รอนาย ความรักนอกหัวใจ นายเข้าใจฉันไหม” ทศวรรษมองไปทางอื่น เข่าชันขึ้นกอด เอนหลังพิงกรอบประตูกระจก
“ฉันทำร้ายรุจน์ทุกทาง แต่เราก็ยังมีเซ็กส์ที่ฉันไม่มีวันได้จากนาย ฉันรู้เขาเจ็บปวด แต่ฉันก็ยินดีจะรับรู้อย่างเย็นชา ต่อให้เลือกระหว่างทำให้เขาเจ็บกับเลิกหวังกับนาย ฉันเลือกอย่างแรกอย่างไม่รู้สึกผิด ฉันเลวมากนายรู้ไหม เพราะอย่างนี้นี่ไงกรรมเวรถึงเล่นงานฉัน นายนอกจะไม่สนใจแล้วยังลืมด้วยซ้ำว่าฉันรอนายอยู่ที่เดิม นายออกก้าวเดินไปไกลเกินกว่าฉันจะเรียกไว้ได้อีกแล้ว แล้วดูซิพอจะมีใครมาเก็บของเล่นของฉันอย่างรุจน์ไปเป็นสิ่งสำคัญของชีวิต ฉันรู้สึกเสียหน้าและหวงแหนขึ้นมาเหมือนของเล่นของฉันทุกชิ้นแม้ฉันไม่ต้องการก็ไม่อยากให้ใครเอาไป ฉันอยากได้รุจน์คืนนะ” ทศวรรษหันมาสบตา S

“ถึงสายไปแต่ฉันก็คงต้องบอกนายว่า ฉันไม่เหมือนเดิมมานานแล้วเพียงแต่ฉันไม่อาจยอมรับได้เท่านั้นเอง ใจของฉันชอบรุจน์ตั้งแต่เห็นเขาครั้งแรกด้วยซ้ำ แต่เพราะไม่อยากรอจึงใช้กำลังเอาเขามาเป็นของฉัน ยิ่งนับวันฉันก็ยิ่งชอบเขามากขึ้นเรื่อยจนฉันหวาดกลัว ทว่าความรู้สึกนี้ก็รุนแรงขึ้นจนฉันชักสับสน ความไม่แน่ใจกลั่นตัวเป็นโกรธา แล้วฉันก็กระหน่ำใส่เขาตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน แต่คนน่าสงสารคนนั้นก็อดทนรับมันไว้ตลอดเพราะว่ารักคำเดียว สุดท้ายฉันก็เริ่มอ่อนใจ แต่ฉันกลับบอกเลิกกับเขา ไม่ให้เขาเห็นหน้า ไม่ติดต่อ ให้เขาแบกรับความเจ็บปวดอย่างไม่เข้าใจเพียงลำพัง แต่แล้วไม่ทันที่ฉันจะทันตั้งตัวทุกอย่างก็กลับกลายเปลี่ยนแปลง คนที่พูดว่าอย่าไว้ใจความเปลี่ยนแปลงในทุกวินาทีน่ะ น่าได้รางวัลเยี่ยมยอดที่สุดโลกไปครองเลยนะ” ทศวรรษยิ้มคนเดียว S มองเขาด้วยหัวใจที่หายห้วง นอกจากเรื่องของเขาแล้วทศวรรษไม่เคยอ่อนแอให้เรื่องของใครแม้แต่คนเดียว ตอนนี้เขากำลังจะทุกข์จนแทบหลั่งน้ำตาด้วยเรื่องคนอื่น

“แล้วกับฉันล่ะ นายบอกว่าไม่เหมือนเดิมแล้วหมายความว่าไง”
ทศวรรษหันมาหา S บัดนี้ดวงตาคมที่มองเขาด้วยความมั่นคงเสมอคู่นั้นกำลังรื้นด้วยน้ำใส
“ขอโทษนะ S ฉันไม่ได้รักนายอีกแล้ว หัวใจของฉันมันเปลี่ยนไปอย่างแท้จริง ฉันอาจเป็นห่วงนายอย่างเหลือเกิน อาจทำเพื่อนายได้ทุกอย่าง แต่.....S ฉันไม่อาจตายเพื่อนายได้เหมือนที่เคยยึดมั่น ฉันมีคนที่อยากตายหากไม่ได้เขาคืนมา”

“ไม่เอา อย่าพูดแบบนี้ อย่าหยุดรักฉัน อย่าเอาคนอื่นมาสำคัญกว่าฉัน ฉันรักใครๆก็จริงแต่ชีวิตของฉัน ฉันขาดนายไม่ได้ ได้โปรดเถอะน” S จับไหล่ทศวรรษหันมาทางเขา ทศวรรษส่ายหน้าน้ำตาหยด
“ฉันก็ไม่อยากเป็นแบบนี้หรอกนะ แต่เราเป็นเพื่อนกันอย่างที่นายต้องการ แบบนั้นดีกว่านะ” ทศวรรษแกะมือ S ออกแล้วลุกขึ้น

S ลุกขึ้นตามเขามองทศวรรษที่เดินห่างออกไปแล้วตัดสินถอดเสื้อผ้าจนหมด เขาเรียกทศวรรษ ทศวรรษหันกลับมา S ก้าวขึ้นเตียงแล้วดึงผ้าห่มขึ้นห่อร่างกายหลวมๆ ทศวรรษก้าวเข้าไปทรุดตัวนั่งข้าง S ยื่นหน้ามาจูบเขา ทศวรรษหลบเลี่ยงเขาขยับจะพูด แต่ S จูบหนักแน่นที่ริมฝีปาก
“ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว ฉันขอใช้ความรู้สึกพาไป ให้มันพาฉันกับนายไปให้ถึงที่สุด” S กระซิบพร้อมแกะกระดุมเสื้อของทศวรรษ

“นายไม่จินตนาการใดๆทั้งนั้น เข้าใจไหม นี่คือฉัน นี่คือเนื้อตัวของฉัน” S ถอดเสื้อทศวรรษ เรียวขาของเขาวาดขึ้นนั่งบนตัวของทศวรรษ ทศวรรษเริ่มกอดและตอบสนองจูบของ S เขาพา S นอนลง แต่เมื่อหลังของ S สัมผัสที่นอนใบหน้าเคลิบเคลิ้มก็กลับเป็นหวั่นวิตก คิ้วของเขาย่นยับ เปลือกตาที่พริ้มหลับเริ่มเกร็งสั่น แผงขนตาระริก วงขาที่เกี่ยวลำตัวของทศวรรษ คลายลง เข่าค่อยบีบเข้าหากัน ทศวรรษเลื่อนนิ้วเข้าปากตัวเองโลมเลียมันจนชุ่มฉ่ำ ก่อนจะเคลื่อนไปที่ปากคูหาที่ยังไม่เคยเปิดรับเขาแล้วลองดัน S สะดุ้ง ดวงตาเบิกโพลง เมื่อทศวรรษดันเบียดแทรกเข้าไปหนึ่งนิ้ว

“เจ็บ!!!!” S ร้องลั่น ทศวรรษผ่อนหายใจก่อนจะยิ้มออกมา
“ร่างกายนายไม่เคยพร้อมสำหรับฉันหรือใครอย่าฝืนเลย แม้จะรู้สึกอยากทำกับนายมากเหลือเกินแต่มันก็คงไม่เหมือนเมื่อก่อน ความรู้สึกนี้มันถูกแบ่งแยกไปแล้ว” ทศวรรษลุกขึ้นจับขาของ S ออกจากลำตัวของเขา
“ไม่ เรามาพยายามกันเถอะ ฉันไม่เคย ไม่รู้จักนี่นา ก็มีกลัว นายสอนซิ” S ไม่ละความพยายาม ทศวรรษหันกลับมา
“นายไม่สนว่ามันจะเลือดออกหรือ?”

ซีซ่าเดินมาส่งเมษาที่รถ หล่อนและเขาต่างสบตาส่งยิ้มให้กันอย่างอบอุ่น ในใจล้วนเป็นความรู้สึกที่งดงามเหมือนที่เคยมีต่อกันหลังเลิกลา ความรู้สึกที่ไร้ซึ่งเสน่หาลึกซึ้ง เป็นความรู้สึกแค่ห่วงใยจากคนหนึ่ง และอีกคนหนึ่งก็ยินดีรับไว้ซึ่งความอาทรนั้น ทั้งหมดทั้งมวลล้วนแล้วแต่ไร้เสน่หาลึกซึ้งใดๆเพราะความรู้สึกนี้คือมิตรภาพอย่างแท้จริง
“ไม่ต้องกังวลอะไรนะ ฉันจะดูแลตัวเองดูแลลูกให้ดีที่สุด นายวางใจได้ขอบใจสำหรับสิ่งที่ให้ไว้ป้องกันตัว ฉันใช้มันเป็น” ซีซ่าจับแขนเมษา เขาพยักหน้ากระนั้นแววกังวลยังคงไม่สิ้นไปจากสายตา

“เรื่องเจ้านายต่างชาติที่มาชอบก็เหมือนกันไม่ต้องกังวลหรอก ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนฉันได้เยอะกับการดูคน ฉันจะดูเขาไปจนกว่าจะแน่ใจว่าเขารักฉันรักลูกและเป็นคนดีจริงๆ ถ้ามีอะไรไม่น่าไว้ใจเกี่ยวกับสถานการณ์ช่วงนี้ หรืออาจสับสนกับความรักฉันจะโทรหานาย จะบอกนายทุกอย่างไม่ปิดบัง โอเค ไหม?” ซีซ่าพูดอย่างจริงจัง เมษาค่อยยิ้มพร้อมพยักหน้าก่อนจะหันไปเปิดประตูรถ

ซีซ่ากอดอกนิ่งไปครู่ใหญ่แต่สุดท้ายหล่อนก็ตัดสินใจพูด
“นายเองก็เหมือนกันนะเมษา ไม่รู้ซินะ บางทีฉันอาจเดาผิดไป แต่ถ้ามันเป็นอย่างที่ฉันคิด กับคนๆนั้นน่ะมีอะไรนายควรบอกกับเขานะ ไม่มีอะไรชัดเจนเท่าพูดออกมา กระทำออกไปหรอก ฉันเชื่อในความกล้าหาญของนาย นายจะแสดงออกเหมือนทุกครั้งที่นายอยากสื่อ” หล่อนเห็นเมษาชะงักนิดหน่อย เขาถอนใจก่อนก้าวขึ้นรถแล้วขับออกไป
“เฮ้อ ให้มันได้อย่างนี้ซิ ถ้าเป็นคนอื่นล่ะก็ช่วยจัดการได้ทุกเรื่อง แต่เรื่องของตัวเองนายกับอึ้งเอาง่ายๆนายเมเอ๊ย” ซีซ่าบ่นยิ้มๆแล้วหันกลับเข้าบ้านพัก

เมษาเหลือบมองกระจกหลังเมื่อเห็นซีซ่าเดินหายเข้าไปในรั้วบ้านแล้วก็ถอนใจ อาวุธที่พ่อกับแม่ตีทะเบียนไว้อย่างถูกต้องตามกฏหมายเขาได้มอบให้กับคนที่เขาห่วงใยแล้วทั้งสองคน เขาไม่รู้ทศวรรษเอาจริงกับเรื่องนี้แค่ไหน นี่อาจจะเป็นการป้องกันที่แสนจะเล็กน้อยเมื่อเทียบกับอำนาจและบารมีเงินของทศวรรษ แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ส่วนเรื่องเจ้านายชาวต่างชาติที่มาชอบนั่นมันก็แล้วแต่หล่อน แม้หล่อนย้ำแล้วว่าจะดูแลตัวเองไม่ให้ผิดซ้ำอีก กระนั้นเขาเฝ้ามองห่างๆในแบบพร้อมที่จะยื่นมือเข้าช่วยตลอดอย่างเคยนั่นแหละ คงไม่สามารถปล่อยวางมืออย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ได้หรอกก็เป็นคนที่เคยห่วงใยกันมาตลอดนี่นา

เมษาวางกุญแจรถและมือถือบนโต๊ะ แต่ก็นึกได้ว่าลืมของไว้ท้ายรถ จึงหยิบกุญแจรถมาอีกครั้ง ก่อนจะก้าวออกจากห้อง ปลายหางตาของเขารู้สึกถึงสิ่งที่ผิดแผก เมษาเดินกลับมาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา ทิ้งสายตาออกไปนอกระเบียง ผ้าปูเตียงกำลังโบกสะบัดอวดความขาวสะอาดสุดปลายผ้า เขาเอนตัวพิงพนักอย่างผ่อนคลาย ขณะจิตตอนนี้คืออยากกดมือถือหารุจน์ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนก็อยากกลับมาที่นี่ แต่มือที่ตกข้างตัวกลับไม่ขยับ ไม่แม้แต่นิ้วก็ไม่กระดิก จักวาล โลก และทุกสิ่งทุกอย่าง ณ ที่นี้รวมถึงตัวเขาดูเหมือนจะหยุดนิ่ง.....ผ้าปูเตียงสีขาวสะอาดยังคงพริ้วไหวตามแรงลม

เมษากระพริบตาเมื่อได้ยินเสียงประตู เขาหันไปตามเสียง รุจน์หยุดยืนอยู่ที่ประตู เมษาอยากยิ้มอยากพูดอะไรสักอย่าง คิดว่าตัวเองจะทักทายพร้อมลุกไปกอดรุจน์ จูบใบหน้าอันเย้ายวนใจนั้นเสียให้ชื่นฉ่ำ ทว่าที่เป็นไประหว่างทั้งสองคนคือใบหน้าที่ซีดเซียวยามสบตากัน
“ที่จอดที่ใกล้กับที่จอดของฉันรถของนายหรือ?” รุจน์เดินมาทรุดตัวนั่งข้างเมษา คำพูดปกติน้ำเสียงอ่อนหวานชวนฟังเหมือนเดิม หากแต่สีหน้ายังหม่นหมอง เมษามองพลางคิดถึงปืนทั้งสองกระบอก เขาคิดว่าบางทีอาจไม่จำเป็นอีกแล้ว ซีซ่าคงจะปลอดภัยดีนับจากนี้

“ฮะ ผมแวะไปที่บ้านนอกเมือง” เมษาพยักหน้ายิ้ม มันคงจืดชืดน่าดูเขาคิด
“คิดว่าใช้รถของคุณทำงานตลอดคงไม่เหมาะ ผมเกรงใจน่ะ คนอื่นจะมองไม่ดีว่าผมเอาเปรียบเจ้านาย ทั้งที่เป็นลูกน้อง”
“บ้าน่า ไม่มีใครคิดแบบนั้นหรอก”
“มีซิ ก็ใครๆก็เห็นว่าเราสองคนแค่เจ้านายกับลูกน้อง” เมษาสานมือรองคาง เขาเหม่อออกไปที่ระเบียง รุจน์เอนตัวไปพิงกับเขา
“มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างที่ผมไม่อยู่หรือฮะ” เมษาไม่วางตาจากผ้าขาวสะอาด ภายใต้แสงแดดแรงดูราวกับมันจะสะท้อนแสงได้ หากนี่เป็นโฆษณาผงซักฟอกคงจะหวังผลการตลาดเต็มที่ เพราะเขาคนหนึ่งล่ะจะซื้อไว้ กำจัดคราบสกปกอันไม่พึงประสงค์อย่างที่สุดออกให้หมด

“เราไม่โกหกกันใช่ไหมครับ” เมษากลืนท้ายเสียงของคำพูดลงคออย่างยากเย็น รุจน์บีบมือตัวเองแน่น เขาดึงตัวขึ้นนั่งตรง โครงหน้าด้านข้างได้สัดส่วนกลมกลืนทั้งหมดทั้งหน้าผาก ตา จมูก ปาก แม้หันมาตรงๆโครงหน้าก็ยิ่งงดงามยวนเย้าสายตาหากแต่คงมีตาแววตาเท่านั้นที่มืดมนราวมีหยาดน้ำตาซ้อนทับมากมายจนกลายบ่อน้ำลึกอันหาที่สุดมิได้
“คุณทศมาที่นี่ ฉันลืมเรื่องกุญแจที่เคยให้เขาไว้ เขาพูดบางเรื่องที่ทำให้ฉันหวาดกลัว ด่าทอ แล้วเขา....” คำพูดของรุจน์หายลงคอไปกระทันหันและดูเหมือนไม่ว่าจะพยายามเท่าใดเขาก็ไม่สามารถที่จะพูดออกมาได้

“พวกคุณมักจะรุนแรงแต่ลงท้ายก็หลับนอนด้วยกันอย่างนี้เสมอหรือครับ” เมษาพูดพร้อมถอนใจ รุจน์ก้มหน้า ไหล่สั่นสะท้าน
“ปืนของผม เกิดอะไรขึ้นกับมัน ทศวรรษถึงทำตามใจได้”
“.....”รุจน์ก้มหน้าเงียบ
“อืมเขาจัดการมันได้ใช่ไหมครับ แหมถ้าเป็นผมขู่ไม่สำเร็จก็เอาด้ามปืนตบหน้าให้ได้เลือดเลย แต่นั่นมันผม สไตล์ผมน่ะ” เมษาเหลือบมองผ้าปูเตียง เขาไม่อยากจะทำแบบนี้แต่ก็ไม่สามารถบังคับอากัปกริยาตัวเองได้ รุจน์ยกเข่าขึ้นชันบนโซฟาซบหน้าร้องไห้สะอื้นจนตัวโยน
“ขอโทษๆๆๆ”
“ไม่เอา อย่าร้องไห้เหมือนทำอะไรผิดพลาดไปซิครับ เป็นผมก็ไม่กล้ายิงหรอก หากจะมีใครผิดพลาดคงเป็นผมเองที่ดันคิดง่ายๆว่าแค่ขู่ทศวรรษก็คงถอยไปเอง นี่แสดงว่าเขามันบ้าดีเดือดเกินกว่าที่ผมจะเข้าใจ” เมษาพยักหน้ากับตัวเองขณะพ่นหัวเราะออกมา รุจน์เงยหน้าจ้องเขาพร้อมกัดปากล่าง

“นายคงผิดหวังจนเริ่มรำคาญที่ฉันไม่ได้อย่างใจ ให้เขาข่มเหงร่ำไป ลงท้ายนายก็คงจะเกลียดฉัน” รุจน์ยกมือปิดหน้า พระเจ้าอย่าให้เมษาเกลียดเขาเลย หากสิ้นไร้เด็กแสนดีคนนี้แล้ว ชีวิตของเขาคงไม่ต่างอะไรจากธุลีที่ไม่มีใครต้องการนอกจากเขี่ยออกจากปลายเท้า
“ฉันรักนายนะ รักเหลือเกิน ทั้งที่ฉันพยายามแล้ว อันที่จริงมันน่าอับอายเกินกว่าจะพูด แต่หากไม่พูดนายก็คงไม่เข้าใจ แล้วนายก็จะทิ้งฉันไป แต่ร่างกายของฉัน ร่างกายอันแสนจะต่ำทรามนี้น่ะ” รุจน์เบนตาไปทางอื่น เขากลืนความอ่อนล้า เหนื่อยหน่าย และขายหน้าลงคอจนเงียบไปนาน เมษากลั้นใจ เม้มปากแน่นจนซีด

“ไม่เคยหยุดต้องการคุณทศเลย นั่นทำให้ฉันเกลียดตัวเองจนแทบคลั่งเวลาที่เรามีอะไรกันแล้ว ที่ไม่น่าให้อภัยเลยก็คือ กายของฉันต้องการเขามากเท่าๆกับนาย สารเลว สกปรกที่สุดเลยว่ามั้ย?” รุจน์ยิ้มเยาะตัวเอง หลังสารภาพ “ฉันไม่ปิดบังนายเมื่อนายอยากรู้ แต่เมื่อรู้นายจะทำอย่างไรกับฉันล่ะเมษา” เสียงของรุจน์กลายเป็นเสียงกระซิบ หน่วยตาของเขาค่อยๆไร้แววแห่งชีวิตชีวา เขาเปิดเผยอย่างที่ตั้งใจหากแต่ยิ่งพูดออกยิ่งรู้สึกทรมานจนแทบจะอาเจียน

“เข้ารับการแนะนำเพื่อบำบัดกันเถอะนะ” เมษายื่นมือไปจับรุจน์ รุจน์เงยหน้ามองเมษา ดวงตาที่เบิ่งกว้างนั้นแห้งแล้งและว่างเปล่า นัยตาดำขลับราวเม็ดลำไยสั่นไหว เขาขยับถอยพร้อมปัดมือเมษาออก แต่กลับเสียหลักตกจากโซฟาลงไปนั่งกับพื้น เมษาตามลงไปจับแขน รุจน์ปัดแรงแล้วขยับหนี
“นายพูดว่าอะไรนะ” รุจน์หอบหนัก เขาตวาดใส่เมษา
“ แนวโน้มของ SEX ADDICT ผมรู้มานานแล้ว ผู้จัดการอาจไม่ต้องไปพบหมอด้วยตัวเองก็ได้ ผมจะไปเอง ไปรับคำปรึกษาเอง เถอะนะครับ”เมษาคว้ารุจน์ที่กำลังกระเถิบถอยหนี

“ไม่เอา!!! ไม่!!! นายก็คิดว่าฉันบ้าหรือ” รุจน์ดิ้นทุรนทุราย
“ไม่ใช่นะครับ คุณไม่ได้บ้า แต่เป็นการค้นหาตัวเองให้แน่ใจ ผู้จัดการจะได้เข้าใจเสียทีว่า แท้จริงคุณต้องการทศวรรษด้วยหัวใจ หรือแค่เพราะความต้องการทางกายที่ไม่ปกติ” เมษาดึงรุจน์มากอด รุจน์ทุบเขาไม่ยั้ง
“นาย ทำไม ทำไม ฉันไม่ได้เป็นอะไร ฉันก็แค่เหงา กอดฉันซิ กอดฉันแค่นั้น ทำไมต้องหาหมอด้วย” รุจน์กรีดร้อง
“ผมไม่ต้องการให้ผู้จัดการอยู่ระหว่างผู้ชายสองคนอย่างคลุมเคลือนะครับ ผมยินดีจะจากไปทันทีหากคุณยังรักทศวรรษ และผมก็ยินดีล้นเหลือจะอยู่กับคุณนิรันดร์หากเรารักกันจริง ดังนั้น ดังนั้นได้โปรดเถอะครับ ถือว่าทำให้มันกระจ่างระหว่างเราสองคนเถอะนะครับ ผมยิ้มให้คุณทุกวันทั้งที่รู้ว่าเรามีอีกคนไม่ได้หรอกครับ รอยยิ้มนั้นน่ะใช่ว่าเจ็บไม่เป็นนะครับ” เมษาบีบไหล่ของรุจน์แน่น รุจน์หยุดดิ้นเริ่มหันกลับมามองเมษาที่ก้มศีรษะอย่างยอมแพ้

“นายรู้มาจากที่ไหน” รุจน์ถามด้วยเสียงแหบพร่า เขาไม่กลัวสิ่งใดเท่ากับที่เมษาจะรังเกียจและหวาดระแวงว่าเขาเอารักเข้าแลกเซ็กส์ กลัวเมษาจะสับสนว่าที่แท้ก็หลงดีใจเก้อกับคนบ้าเซ็กส์นี่เอง ประโยคของทศวรรษดังก้องในทรวง บอกรักเพราะอยากได้แค่เซ็กส์มาบำบัดร่างกายที่ร้อนเร่าด้วยเพลิงราคะที่ผิดมนุษย์มนา อย่าให้เรื่องแบบนี้มาทำให้เขาไม่เป็นที่ต้องการอีกเลย
“อย่าโกรธคุณหมอของผู้จัดการนะครับ เขาเข้าใจว่าผมเป็นทำผู้จัดการเจ็บตัวตั้งแต่ต้น เขาอยากให้ผมระวังกับเซ็กส์และพาคุณไปปรึกษาคุณหมอที่เขารู้จัก เขาพูดเพราะหวังดีนะครับ” เมษาเลี่ยงคำว่าจิตแพทย์ด้วยเกรงจะกระทบใจของรุจน์ จากสถานการณ์ก็ทำให้รู้ว่ารุจน์ไม่อาจทำใจรับคำว่า โรคจิต ได้



Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2555
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2555 17:23:58 น.
Counter : 241 Pageviews.

0 comment
Body Talk(BL)บทที่ 12.1
“อะไรเข้าข่าย แล้วแนวโน้มอะไร” ทศวรรษกลับมาที่สิ่งที่สงสัย
“สายเมื่อครู่ที่ฉันคุยด้วยเขาเป็นแพทย์ประจำตัวของคุณรุจน์ เขากับฉันเราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กบ้านเราอยู่ใกล้กัน ตอนนี้เขาเป็นแพทย์ประจำตัวของคุณรุจน์ บางครั้งคุณรุจน์ก็ไปพบด้วยบาดแผลภายใน อืม...จะให้พูดอย่างไรดีคือคุณรุจน์น่ะบาดเจ็บข้างในตรงนั้นน่ะเป็นระยะจากการมีเซ็กส์ที่ค่อนข้างรุนแรง” เมอร์ลินเหลือบตามองทศวรรษพลางส่ายหน้าเหมือนจะบอกว่า...ไอ้กระทิงคึกบ้าพลัง แกนี่มันไม่ไหวเลยให้ตายซิ...
“พอได้คุยกันบ้างมันทำให้เพื่อนฉันก็เกิดสงสัย เขาจึงแนะนำคุณรุจน์มาหาฉัน ก็นานแล้วนะ แต่คุณรุจน์ก็ยังลังเลไม่ยอมมา เพื่อนฉันก็เลยโทรมาถามรายละเอียดของโรคอีกครั้งเผื่อจะได้เอาไปโน้มน้าวคนไข้น่ะ”

“โรค? นายพูดว่าโรค รุจน์เป็นโรคหรือ? โรคอะไรน่ะ” ทศวรรษพูดแทบไม่หายใจ
“ใจเย็นๆ ทศ นายน่ะมัวแต่เสพสุขจากเขาจนไม่ได้สังเกตซินะ ส่วนเขาเองก็คงไม่กล้าบอกนายถึงเรื่องที่หมอบอก กลัวนายจะรังเกียจ คุณรุจน์นี่น่าสงสารนะ นายต้องปรานีเขาให้มากๆ พูดคุยกันให้เข้าใจแล้วพาเขามาหาฉัน”
เมอร์ลินถอนใจแล้วดันแว่นอีกครั้งก่อนจะพูดในสิ่งที่ทศวรรษต้องการฟัง

“คุณรุจน์น่ะมีแนวโน้มจะเป็น SEX ADDICT” พอได้ยินทศวรรษก็ทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้ หูอื้อตาลาย จนไม่ได้ยินสิ่งที่เมอร์พูดต่อ
“นายเข้าใจใช่ไหมโรคนี้น่ะ คนไข้อาจถูกมองว่าเป็นพวกหมกมุ่นแต่เรื่องอย่างว่าได้ทั้งที่จริงๆเขาแค่ไม่สามารถหลุดพ้นความต้องการทางจิตใจได้ พวกเขาต้องการกำลังใจจากคนใกล้ชิด ในกรณีคุณรุจน์น่ะยังแก้ไขทันนะ เขาแค่มีแนวโน้มหากได้รับการบำบัดเขาเสียก่อนจะดีไม่น้อย”
“เมอร์ลิน ฉันขอตัวกลับก่อนนะ” ทศวรรษลุกขึ้นพูดเลื่อนลอย
“เดี๋ยวทศ เฮ้ย!! อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะโว้ยแนวโน้มกับมีอาการแล้วไม่เหมือนกันนะ เฮ้ย!! ฟังก่อน” เมอร์ลินเรียกอย่างไรทศวรรษก็ไม่หันกลับมา เขาเดินตรงไปที่ประตูทางออก S ที่กำลังคุยกับเพื่อนผู้หญิงรีบขอตัววิ่งตามทศวรรษ

“ทศ นายเป็นอะไรน่ะ จะไปไหน เราเพิ่งมานะ” S ตามจนทันเขาดึงมือทศวรรษไว้ ทศวรรษหันกลับมาเขามอง S ครู่เดียวก็ยกมือปิดปาก ก่อนจะเลื่อนเป็นปิดหน้า
“ S ฉันมันไม่ใช่คน นายรู้ไหม ฉันเต็มกลืนกับตัวเองเหลือจะทนแล้ว ฉันเกลียดนายด้วย พวกเรามันสารเลว”
S ตะลึงปล่อยมือจากทศวรรษ
“นายพูดอะไร จู่ๆมาด่ากันเล่นซะงั้น เป็นบ้าหรือ”
“นายทำกับฉัน ฉันไปทำกับคนอื่น คนอื่นอีกคนรับเคราะห์เป็นทอด ห่วงโซ่อัปรีย์ที่มันเริ่มต้นจากพวกเรา” ทศวรรษกลืนก้อนแข็งไร้รูปร่างลงคอ
“ฉันจะกลับ นายอยากอยู่ต่อก็เชิญอยู่ไป ฉันอยากพักผ่อน” ทศวรรษถอนใจแรง
“นายโทษฉันไม่ได้ นายทำเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเรื่องอะไรอย่ามาดึงฉันลงเหว ลงนรกไปด้วย” S พูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งราวน้ำในทะเลสาบ ทศวรรษเหลือบตามองผู้คนในงานแล้วยักไหล่ยกมือยอมแพ้
“ก็ดี งั้นรู้ไว้ซะผีห่าอย่างฉันเกลียดนายโครตเลยว่ะไอ้เทวดา”

ราตรีแผ่ความดำมืดคลุมเมืองใหญ่เมืองนี้ไว้ทั้งเมืองราวผ้าผืนใหญ่
ดวงดาวโรยตัวปักเลื่อมประดับให้ความมืดมีแสงวิบแวมน่ามองเมษากระชับอ้อมแขนเมื่อรุจน์ขยับตัว ร่างกายเปล่าว่างของทั้งสองกอดก่ายใต้ผ้าแพรผืนใหญ่ เมษาก้มลงจูบหน้าผากของรุจน์ก่อนจะเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ความคิดของเขาเรื่อยรินราวกับน้ำที่เทออกจากภาชนะสู่ลำธาร คืนนี้พวกเขาไม่ได้ร่วมรักทางกายสัมพันธ์ ต่างฝ่ายต่างทำรักด้วยปากให้กันและกัน รุจน์ยังเจ็บแผลที่เขาเองมีส่วนเต็มๆ เรื่องนี้ต้องทำใจกับเซ็กส์ที่ได้เพียงครึ่งเดียวในคืนนี้ หากแต่รุจน์ล่ะ?

เมษาก้มมองร่างบางที่ขดซุกหลับไหลอยู่ในอ้อมแขน รุจน์จะเต็มอิ่มหรือเปล่า ยังไม่ทันหาคำตอบให้กับความข้องใจนี้ ความคิดก็เลื่อนไปที่ซีซ่าและลูกน้อยอีก เขาก็อวดเก่งป้องกันตัวเองไปอย่างนั้นหากทศวรรษเอาจริง เขาคงป้องกันจริงลำบากเช่นกัน เมษาเหลือบมองกระเป๋าใบย่อมที่ข้างประตูวันนี้นอกจากกลับอพาตเม้นไปเก็บของใช้จำเป็นบางส่วนแล้วเขายังนำ “มัน” มาด้วย เมษาเลยเรื่องนั้นมาที่โกวิท วันนี้เมื่อเขาเข้ากะทำงานพิเศษก็พบว่าโกวิทกลับมาทำงานตามปกติแล้ว แต่จิตใจนั้นยังไม่เต็มร้อย ขณะนั่งสูบบุหรี่ด้วยกันทั้งคู่ได้คุยถึงเรื่องทั่วไป เมษาถามโกวิทถึงคนรักที่หนีไปกับคนเก่า โกวิทหัวเราะเงยหน้ามองฟ้าสีเทาใกล้จะดำมืด

....จำไว้นะไอ้เมหากเป็นไปได้ หากเลือกได้รักคนที่ไม่เคยมีวันวานดีกว่า รักคนมีวันเก่าครั้งหลังแล้วดันไม่ยอมลืมง่ายๆเนี่ยะแม่งโครตเจ็บตัวเลย มึงรู้มะ ความอึดอัดของทั้งสองฝ่ายไม่ว่าจะเป็นไปในทางดีว่ายังไม่ลืมกันหรือร้ายแบบยังเกลียดกันอยู่ล้วนไม่มีผลดีกับเราสักนิดจำใส่กระบาลไว้เลย...

เมษากลับมา ณ ปัจจุบันเมื่อรุจน์ขยับตัวลุกขึ้น
“มีอะไรครับ?”
“ต้องทายาน่ะ ฉันลืม” รุจน์เหลียวมองหา เมษาเอี้ยวตัวไปหยิบบนโต๊ะหัวเตียง รุจน์คนผมที่ยุ่งเหยิงแล้วยิ้มเขิน เขายื่นมือจะมาหยิบหลอดครีมจากมือเมษา เมษาเบี่ยงมือหนี
“อย่าเล่นซิ” รุจน์ยื่นมือคว้าอีก เมษาก็หนีอีก

“ดีนะพรุ่งนี้เป็นวันหยุด ไม่งั้นจะฆ่าให้ตายเลย” รุจน์ไล่คว้า เมษาจับมือรุจน์แล้วดึงมากอด
“จะทาให้ต่างหาก” เมษาพารุจน์นอนลง
“เมษาจะทำอะไร ไม่เอานะอดใจหน่อยซิอีกสองสามวันเอง” รุจน์ค้านหากแต่ก็นอนลงอย่างว่าง่าย
“ไม่ได้ทำอะไรซักหน่อย ก็แค่จะทายาให้” เมษาเปิดหว่างขาของรุจน์กว้าง รุจน์งอเข่าตั้งขึ้น เมษาบีบครีมในหลอดออกมาใส่นิ้วสองนิ้วแล้วสอดชำแรกเอาตัวยาเข้าภายใน หน้าท้องราบของรุจน์เกร็งพร้อมกับลมหายใจที่รัวกระเส่า

“อา เมษา” รุจน์หลับตา เมษาก้มลงจูบบดเบียดกลีบปากกับเขา ลิ้นของรุจน์ตื่นตัวเข้าโรมรันกับเมษาอย่างลนลาน เมษาสอดอีกนิ้วตามเข้าไปอย่างเบามือ การเคลื่อนคืบ การรักษาจังหวะ เป็นไปอย่างนุ่มนวล รุจน์เงยหน้าร้องครางราวจะขาดใจ ร่างกายบิดส่ายเริงร่าย อีกมือที่ว่างเมษาเคลื่อนไปเกาะกุมกลางลำตัวด้านหน้าของรุจน์ เขาขยับจังหวะให้สอดคล้องกับนิ้วมือที่อยู่ด้านหลัง รุจน์หายใจต่ำและกระเส่าแรงมากขึ้น เมื่อเมษาเร่งเร้ามือที่อยู่ด้านหน้า แต่นิ้วทั้งสามยังคงอ้อยอิ่งเบานุ่มกับการขยับอันแสนลึกล้ำ เมษางับปากของรุจน์อีกครั้งแล้วเปิดศึกดุนดันลิ้นกันจนรุจน์หอบหนัก เมษารู้สึกถึงชีวิตที่เต้นตุบเต็มเรียวนิ้วที่ซุกสอดอยู่ภายในช่องแคบอันลึกลับ ความอบอุ่นอันนุ่มนวลบีบรัดและคลายอย่างรื่นระริกหรรษา นี่หุบผาสวรรค์แห่งชายที่ไม่มีใครสามารถล่วงรู้หากไม่พบพานด้วยตัวเอง

“เมษาที่รัก เมษาที่รัก” รุจน์พึมพัมแทบไม่เป็นคำพูด สองมือประคองใบหน้าเมษา ขณะสู้ศึกชิวหาที่ทวีความดุเดือดขึ้นเรื่อย จากเกาะกุมตอนนี้เมษากำความร้อนแรงของรุจน์ไว้เมื่อมันพร้อมจะโจนขึ้นสู่จุดสุดยอด เมษาเร่งจังหวะ เคลื่อนไหวหนักมือ
“อ๊า!ๆๆ” รุจน์เกร็งแอ่นตัวจนสุด แล้วปล่อยตัวลงนอนราบหมดแรง เรือนร่างของเขาผุดผายแวววาวด้วยเหงื่อที่ชะโลมอณูทั่วผิว เมษาจูบปากรุจน์หนักแน่น ก่อนชูมือที่เต็มไปด้วยน้ำสีขาวข้น
“มันสวยงามมากเลย ผมรักมัน” เมษาส่งปลายนิ้วเข้าปากอิ่มเอิบของเขา รุจน์ดึงมือเขามาเลียที่ปลายนิ้วด้วย

“ทายาก็เรียบร้อยเหมือนกัน” เมษาดึงนิ้วออกมาจากร่องเนื้อ รุจน์หายใจขัด
“คุณชอบไหมครับ” เมษาจับรุจน์มานั่งคร่อมบนตัว
“ฉันรักมันเลยล่ะ” รุจน์หัวเราะกระซิกแผ่วเบาหากแต่เสียงนั้นช่างเย้ายวนน่าฟัง
“อ๊ะ!” ผมเพิ่งนึกได้” เมษาดีดนิ้ว
“อะไรหรือ?”
“บ้าจริงลืมไปได้ไง กี่โมงแล้วนี่” เมษาพารุจน์ลงนั่งบนเตียงแล้วโดดลงไปหยิบกางเกงที่ถอดกองไว้ข้างเตียง รุจน์กอดเข่ามองอย่างเอ็นดู

“ลูกค้าให้บัตรบอร์ดี้สแลมมาสองใบ คอนเสริ์ทเริ่มตอนสี่ทุ่มน่ะที่ผับX”เมษาแหงนมองนาฬิกาบนผนัง เวลาตอนนี้ก็เกือบสามทุ่มแล้ว จากที่นี่ไปผับX ใช้เวลาอีกครึ่งชั่วโมงรุจน์ช่วยคิดให้เมษาเสร็จสรรพขณะโดดลงจากเตียง
“ไปโดดกันเถอะ” รุจน์วิ่งไปที่ตู้เสื้อผ้าเปิดแล้วคว้ายีนส์กับเสื้อเชิ้ทมาใส่ เมษาหันไปเปิดกระเป๋าตัวเองหยิบเสื้อยืดและกางเกงยีนส์ออกมาใส่ทั้งคู่ใช้เวลาไม่นานก็แต่งตัวเรียบร้อย รุจน์โยนกุญแจรถ เมษารับไว้อย่างแม่นมือ

การจลาจรในกรุงเทพฯเป็นอะไรที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างน่าเบื่อพอๆกับฝน นึกอยากจะโล่งว่างก็เป็นได้ นึกอยากจะติดเป็นแพปลาก็เป็นไป รุจน์กับเมษาเสียเวลากับรถติดบนถนนเกือบชั่วโมงกว่าจะมาถึงที่ผับ นายตูนกับพรรคพวกของเขาก็ลุยกระแทกทำนองร็อคไปเป็นเพลงที่สองสามแล้ว ในความมืดที่มีเพียงแสงสว่างที่มีจากเวที ดนตรีเขย่าจังหวะให้ร่างกายผู้ฟังอดรนไม่อยู่ต้องดีดตัวกระโดดออกแรง เวลานั้นไม่มีใครมีเวลาสนใจกับใคร ทุกคนกำลังให้ใจที่มันสุดขั้วกับเพลงของบอร์ดี้สแลม เมษากับรุจน์ก็เหมือนกับคนอื่น พวกเขาตะโกนแข่งกับดนตรีอันดังก้องร้องเพลงเท่าที่เสียงจะสามารถเปล่งออกไปได้ มันเป็นเวลาที่ได้ปลุกให้ร่างกายและหัวใจออกวิ่งไปกับความสนุกสนาน รุจน์อาจร้องไม่ได้หมดทุกเพลง แต่เมษาร้องได้แทบทุกเพลงที่นายตูนขึ้น เวลารุจน์เหนื่อยเขาก็จะดื่มเหล้าแบบผสมสำเร็จในขวดแล้วเฝ้ามองเมษาที่โยกคลอนร่างกายพร้อมศีรษะไปดื่มไป บางครั้งก็โดดอย่างคึกคักราวกับไม่รู้จักคำว่าเหนื่อยอย่างทึ่งในพลังงาน อย่างไรเสียเด็กคนนี้ก็ยังเป็นเด็ก เขายังต้องมีขณะเวลาที่สนุกสนานตามวัย แม้ความคิดความอ่านจะนำพาให้เขากลายเป็นผู้ใหญ่เกินตัวแค่ไหน เด็กหนุ่มอย่างเมษาก็ยังต้องการพักผ่อนจากภาระชีวิตทั้งหมดเพื่อกลับไปสู่กระแสชีวิตตามวัยสักขณะจิต
“ขอบคุณโลกนี้ที่มีบอร์ดีสแลม” เมษาตะโกนไปที่เวที คนรอบข้างเขาตบมือชอบใจ แต่บอร์ดีสแลมบนเวทีไม่รู้เรื่องหรอก กลุ่มคนตรงนี้อยู่ไกลออกมาตั้งเยอะ รุจน์ถอนใจระบายยิ้มออกมาอย่างขบขำ เขายื่นมือไปตบศีรษะของเมษาเบาๆ
“ไอ้บ้านี่”

เมื่อดนตรีขึ้นเพลงคนที่ถูกรัก ทุกคนในผับก็เฮลั่น รุจน์แทบไม่ได้ยินเนื้อเพลงที่เป็นเสียงของนายตูนแล้ว ทุกคนดูเหมือนจะแม่นในเนื้อมากเสียงร้องแบบไม่อาศัยไมค์จึงกลบนายตูนแทบสมบูรณ์ ...นั่นอาจเป็นเพราะโลกนี้มีแต่คนที่อยากถูกรักมากกว่ารักเสียเองกระมัง รุจน์เงยหน้ากระดกดื่มเหล้าจากปากขวดในมือ ริมฝีปากสวยของรุจน์ค่อยขยับร้องตามเบาบาง ....อยากเป็นคนที่ถูกรัก... มือของรุจน์รู้สึกถึงมือของอีกคนจับไว้แน่นกระชับ พอเขาลืมตาหันไปก็เห็นเมษากำลังมองมา นายตูนตะโกนท่อนฮุก เมษาก็เช่นกัน

“อยากเป็นคนที่ถูกรัก” เขาขยับกายเข้ามาใกล้ชิดกับรุจน์ รุจน์สบตากับเขา
“อยากเป็นคนที่ถูกรัก~~” นายตูนยังพร่ำบอกแบบนั้น แฟนเพลงก็ตะโกนตอบรับ ทุกคนโดด เต้น กับเพลง แต่เมษากับรุจน์กลับนิ่งราวกับโลกรอบกายได้หายไปในอวกาศ ที่นั่นเหลือแค่พวกเขากับความรู้สึกที่อยากพูดอยากได้ยินในขณะจิตนี้ และในเพลงต่อไปของบอร์ดีสแลมก็ไม่ปรากฏร่างของทั้งคู่แล้ว

ลานจอดรถด้านหลังผับ ทั้งมืดและเงียบสนิทราวป่าช้า แขกของร้านยังอยู่กับบอร์ดีสแลมในผับกันแบบไม่ยอมถอยหนีสักก้าว ที่นี่เลยกลายแค่ที่ร้างอันเงียบสงัด
ที่ด้านข้างรถของรุจน์ เมษาพิงหลังกับประตูรถ รุจน์โอบรอบคอของเขาพร้อมโถมตัวใส่
“นายเป็นคนที่ฉันรัก นายถูกฉันรัก โอเคมั้ย?” รุจน์รู้สึกเลือดในกายไหลพล่านจนแทบระเบิดขณะกระซิบกับเมษา กลิ่นหวิวในแบบของกลางคืน กลิ่นบุหรี่ กลิ่นอับชื้น กลิ่นแอร์ที่ไม่สะอาด ยังติดแน่นบนเสื้อผ้าและผิวกายของทั้งสอง
“ผมอยากเมคเลิฟกับผู้จัดการเหลือเกินครับ” เมษาพูดเสียงสั่นจนน่าสงสาร เแอลกอฮอล์ที่ดื่มในผับกำลังทำให้ผิวกายใต้เสื้อผ้าที่เบียดบดกันของคู่รักระริกเร่า
“ฉันต้องการนายนะ อยากได้เดี๋ยวนี้เลย” รุจน์เบียดสะโพกตัวเองกับสะโพกของเมษา

เมษากดรีโมทเปิดประตูรถ รุจน์เดินอ้อมไปขึ้นด้านข้างคนขับ เมษาก้าวขึ้นนั่งหลังพวงมาลัยสตาร์ทแล้วออกรถอย่างรวดเร็ว แต่ทั้งคู่ก็ไปไม่ถึงห้องนอน รุจน์ก้าวข้ามไปที่เบาะหลังทันทีที่เมษาจอดรถในที่รกร้างไร้สิ่งมีชีวิตและยวดยานใดๆที่ห่างออกมาจากถนนใหญ่เกือบห้าร้อยเมตร เขาถอดกางเกงออกกองกับพื้นรถ ยกขาขึ้นชันเข่าซึ่งแยกถ่างออกจากกันบนเบาะ เมษากดกระจกไฟฟ้าเปิดเล็กน้อยพอให้อากาศเข้า อะไรก็ตามที่จะทำต่อจากนี้ต้องการอากาศในการหายใจอาจมากกว่าปกติสักหน่อย เขาก้าวตามรุจน์ไปคุกเข่าตรงกลางหว่างขาที่แยกรอเร่าร้อนของรุจน์

“แล้วแผลล่ะครับ”
“ช่างมันเหอะ ฉันทนไม่ไหวแล้ว ฉันต้องการให้นายทำกับฉันเดี๋ยวนี้ ตอนนี้” พูดจบรุจน์ก็ยกมือปิดปาก ดวงตาของเขาเบิ่งกว้างเมื่อจ้องมองมาที่เมษา เข่าที่แยกรอคอยอย่างตื่นตัวกลับค่อยๆหุบปิด หากเป็นคนอื่นคงจะสับสนและอ้างว้างที่ประตูฉิมพลีไม่ยอมเปิดต้อนรับเอาเสียดื้อๆ แต่เพราะเข้าใจดีถึงเหตุผล เมษาจึงยอมระงับตัวเองด้วยการหยิบกางเกงคืนให้รุจน์ และเมื่อเพ่งมองเขาในความมืดก็เห็นประกายวิบวามจากน้ำที่คลอล้นเปลือกตาที่ปิดแน่น ขนตาเปียกชื้น เมษาถอนใจจนไหล่ตกเขายืดตัวลุกขึ้นนั่งข้างรุจน์ดึงรุจน์เข้ามาซบกับไหล่กว้าง

“ขอโทษนะ ช่วยพาฉันกลับเถอะ ฉันอยากนอนแล้ว” รุจน์หยิบกางเกงติดมือพร้อมก้าวไปนั่งที่เบาะข้างคนขับตามเดิม เมษาทิ้งตัวพิงพนักพิงถอนใจยาวทิ้งสายตาออกไปนอกหน้าต่าง ส่วนรุจน์ก็หันมองออกไปนอกหน้าต่างอีกด้าน สำหรับทั้งคู่ข้างนอกนั้นช่างมืดดำจนไม่เห็นสิ่งใด นอกจากรู้สึกถึงความวังเวงอันน่าหวาดกลัว

เช้าวันหยุดที่มาถึงหลังจากคืนนั้น เมษาแต่งตัวเสร็จก็เดินมาหารุจน์ในห้องครัว เขากอดเอวรุจน์จากด้านหลัง
“อาหารเช้าเสร็จกินก่อนซิ” รุจน์พูดโดยไม่ได้หันมา เมษาส่ายหน้าปล่อยมือจากเอวของเขา
“ไม่หรอกครับต้องรีบไป สมุทรปราการไม่ใช่ใกล้ๆ ผมคงกลับค่ำๆเลย หรือไม่ก็กลับไปนอนที่บ้านพ่อกับแม่”
“ไม่ค้างหรือคืนนี้?” รุจน์หันกลับมา เมษาส่ายหน้าดิก
“ผมจะมาแต่เช้าพรุ่งนี้นะ”
“อืม เดินทางปลอดภัยนะ แน่ใจว่าไม่เอารถไปใช้”
“ไม่เอาดีกว่าครับ” เมษายกมือโบกแล้วหันหลังเดินตรงไปที่ประตูหน้า รุจน์รีบหันกลับมาที่จานอาหารที่เขาเตรียมไว้สองที่ น้ำตาที่คลอหน่วยตาทำให้ภาพเบลอเลือน เขาต้องบอกเมษาสักวันถึงสิ่งที่เขาเป็น แต่ ณ วันนี้เขายังไม่พร้อมสำหรับปฏิกริยาตอบกลับเมษา เขากลัวเหลือเกิน กลัวจับขั้วหัวใจ แม้จะเป็นแค่แนวโน้มแต่ใครฤาจะเข้าใจ คนติดเซ็กส์น่าขยะแขยงทุกคนจริงไหม เมษานายคิดแบบนั้นหรือเปล่า

รุจน์อยากจะตะโกนถามออกไปดัง แต่... รุจน์กัดปากแน่นแล้วเริ่มสะอื้น เมษาก้มมองเนิ่นนานราวกับตกหลุมรักสิ่งตรงหน้าแม้เป็นแค่ลูกบิดประตู ใจของเขากำลังจดจ่ออยู่กับภวังค์ของตัวเอง แม้จะรู้ว่ารุจน์เป็นอะไร แต่เขาก็อยากได้ยินคำสารภาพในสิ่งที่รุจน์เป็นจากริมฝีปากคู่นั้น ริมฝีปากที่ไม่เคยเก็บกักยามจรดจูบกัน เพราะนั่นมันยิ่งทำให้ความเชื่อใจของคนสองคนลึกซึ้งมั่นคง นั่นล่ะสิ่งที่เขาต้องการ เขาไม่สน SEX ADDICT เขาไม่สนที่ต้องคอยปรนเปรอเซ็กส์ให้รุจน์จนกว่ารุจน์จะพอใจ ไม่สนทั้งนั้น ขอเพียงแค่การเปิดเผยซึ่งกันและกันเท่านั้น เมษาถอนใจยาว กระชับสายกระเป๋าแล้วเขาก็นึกถึงบางสิ่งที่อยู่ในกระเป๋า

รุจน์เทสำรับสองที่ลงถังขยะทั้งหมด ความรู้สึกอยากอาหารหายไปพร้อมกับเมษาที่ออกนอกประตูไปครู่ก่อน ล้างจานชามเสร็จก็เดินมานั่งที่ห้องนั่งเล่น เหม่อมองแสงแดดยามเช้าพลางหายใจช้าลง รู้สึกเหมือนกำลังกลมกลืนกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งคอนโดนี้ เสียงกุกกักที่ประตูหน้าเรียกความตื่นตัวของรุจน์กลับมา เขาผุดลุกขึ้นรีบวิ่งไปที่หน้าห้องนั่งเล่น
“นายลืมของล่ะซิ เมษา” รุจน์ลิงโลด ยิ้มหัวขณะเกาะมือกับกรอบประตู ชั่วขณะเดียวกันนั้นรอยยิ้มของรุจน์หายวับราวกับไม่เคยเกิดขึ้น ใบหน้ากลายเป็นซีดเผือด มือที่เกาะขอบประตูสั่นด้วยไม่อาจระงับ
“คุณทศ” รุจน์เข่าอ่อน ตรงหน้าประตูทศวรรษชูกุญแจสำรองที่รุจน์ลืมเรียกคืนจากเขา...
“ฉันมีเรื่องคาใจมาเคลียร์กับนายว่ะ”

“ผมขอกุญแจคืน” รุจน์ยื่นมือออกไป คิดแล้วมันน่าเศร้าสิ้นดี นี่เขารอคอยจนลืมไปจริงๆด้วย ที่ไม่ได้เรียกคืนกุญแจจากทศวรรษ ด้วยต้องการรอคอยสักวันเขาจะกลับมาไข กลับเข้ามาที่คอนโดแห่งนี้ กลับมาบอกว่ารัก ช่างน่าสมเพชไม่จักจบสิ้นนายรุจน์ รุจน์นึกตำหนิตัวเองที่พลาดอีกจนได้

“อะไรกัน มันอยู่กับฉันมาตั้งหลายปี จนกลายเป็นของฉันไปแล้วเห็นมั้ยฉันแขวนมันเป็นส่วนหนึ่งพวงกุญแจของฉัน” ทศวรรษชูให้ดู รุจน์ยังไม่ยอมหดมือกลับ
“ผมขอคืน” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเข้มข้น แทนที่การวางกุญแจคืนให้ทศวรรษกลับกระชากแขนของรุจน์ให้ตามไปที่ห้องนั่งเล่น
“ไม่เอา ไม่นะครับ อย่า” รุจน์ฝืน แต่เขาไม่อาจสู้แรงของทศวรรษได้ ทศวรรษเหวี่ยงเขาไปที่โซฟา
“เมื่อวานเรื่องบางเรื่องที่รู้มา ทำให้ฉันอยากร้องไห้มากๆ ฉันอยากมาหานายเสียตอนที่รู้ อยากกอดนายให้สาแก่ใจ อยากบอกว่าฉันขอโทษสำหรับที่ผ่านมา แต่เมื่อกลับถึงบ้านฉันก็เฝ้าแต่สงสัยขบคิดตลอดคืน” ทศวรรษกอดอกทอดน่องเดินกลับไปกลับมา รุจน์ได้แต่มองอย่างหวาดระวัง

“คุณพูดเรื่องอะไรกัน”
“ฟังให้จบ!”
“สุดท้ายฉันก็ถึงแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ที่แท้นายมันก็ไอ้ฉลามร้ายที่ซ่อนฟันแหลมไว้นี่เอง ที่ผ่านมาเป็น ฉัน กับ ไอ้เด็กเมษาต่างหากที่เป็นเหยื่อ ไหนจะสามปีที่ฉันเลิกกับนายไปแล้ว ฉันคิดอยู่นานว่านายอยู่ได้อย่างไรหากไม่มีเซ็กส์ คำตอบที่ได้ทำเอาฉันเย็นเฉียบตั้งแต่หัวจรดเท้าเลย ช่วงนั้นนายทำงานกับน้ำฟ้าเพียงลำพัง นายงาบหล่อนไปแล้วใช่ไหม ห๊า!” ทศวรรษก้าวเข้ามาขยุ้มคอเสื้อรุจน์

“คุณพูดเรื่องอะไรกันครับ” รุจน์ผวาสองมือปัดป่ายมือของทศวรรษให้หลุดจากคอเสื้อ
“ยังจะมาทำตาใสอีก ฉันรู้จักนะไอ้ SEX ADDICT น่ะ” ทศวรรษตะคอกใส่หน้า รุจน์ตาค้าง สองมือที่กำลังปัดมือของทศวรรษตกลงบนโซฟา
“ที่เห็นใจ ที่อยากขอโทษ มันหายวับไปเลย”ทศวรรษกระชากรุจน์เข้าใกล้ รุจน์หมดสภาพฝืนเขาปล่อยให้ตัวเองถูกทศวรรษเขย่าไปมา
“ที่นายเที่ยวได้บอกรักใครต่อใครก็เพราะเซ็กส์ซินะ นายต้องได้มัน คำๆนั้นเป็นเสมือนใบเบิกทางให้นายบำบัดกำหนัดตัวเอง นายบอกฉัน บอกเมษา ทั้งที่รู้จักไอ้หมอนั่นไม่ถึงอาทิตย์ด้วยซ้ำ พอบอกรักนายก็ตามด้วยเซ็กส์กับฉันกับมัน”

รุจน์กระตุก เขาหันกลับผลักอกทศวรรษ อีกฝ่ายไม่ทันระวังตัวจึงเซถอยไป
“คุณข่มขืนผมครั้งแรกถ้าจำไม่ผิด ผมไม่ได้เสนอตัวไม่ได้แสดงออกว่าชอบคุณเลย อย่าเอาตัวเองไปเทียบกับเมษานะ นี่คิดทั้งคืน คุณคิดได้แค่นี้เองหรือครับ คุณมันไม่เคยเปลี่ยนเลย ดูถูกผมซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่เคยเข้าใจผมเลย” รุจน์ตะโกนสุดเสียงจนตัวงอ
“ใช่ฉันทำแบบนั้นกับนาย แต่นายแทนที่จะขยาดกลับบอกรักฉัน และไม่เคยปฏิเสธฉันสักครั้ง จะให้ฉันเข้าใจว่าอะไร สิ่งที่นายเป็นมันทำมันให้ความเชื่อของคนทั่วไปอยู่ฉงนสงสัยระหว่างเซ็กส์กับรัก ลองให้ไอ้เด็กนั่นมันรู้ซิ มันจะคิดแบบฉันไหม”ทศวรรษยิ้มแฝงความนัย

“คุณคิดจะทำอะไร” รุจน์ตัวเย็นวาบราวมีน้ำแข็งก้อนมหึมาอยู่กลางทรวง
“ฉันไม่สามารถให้อภัยคนที่เอาทุกคนเป็นเหยื่อสนองจิตบกพร่องของตัวเอง ตัวฉันยังไม่เท่าไหร่ แต่น้ำฟ้าซินายทำได้อย่างไร นายเอาคำว่ารักป้อนให้หล่อนกินเป็นยาพิษใช่ไหม?”
“ผมเปล่านะ กับคุณน้ำฟ้าเราสมัครใจกันทั้งคู่ เราพูดคุยกันเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องของความเหงาที่เราช่วยเติมเต็มให้กัน” รุจน์ไม่ยอมจำนน เขาไม่ได้ทำผิดเรื่องน้ำฟ้า ทศวรรษกำลังป้ายร้ายเขาอย่างไร้ความเป็นธรรม
“ตอแหล!” ตวาดออกมาไม่ทันขาดคำทศวรรษก็โดนรุจน์ตบแรงจนหน้าหัน

“ดีแล้วที่ผมกับคุณไม่มีวันเข้าใจกันได้ และดีที่สุดที่เรารักกันไม่ได้ คุณมันถ่อยสามานย์ ตลอดเวลาที่คุณกัดกินความบริสุทธิ์ของผมคุณไม่เคยให้น้ำใจกับสิ่งที่ผมจริงใจมอบให้ ผมไม่เคยรู้ว่าผมเป็นอะไร ผมรู้แต่ว่าขอแค่เป็นคุณหนักแค่ไหน เจ็บให้ตายผมก็จะทน นั่นคือความรักของผม ผมรักคุณจริงๆ แต่พอคุณรู้เรื่องของผม คุณก็รังเกียจสิ่งที่ผมเป็นอย่างร้ายกาจด้วยการตีค่าสิ่งที่ผมมอบให้หมดใจว่านั่นเป็นเพราะผมอยาก ผมร่าน ทำทุกอย่างเพราะเสพติดเซ็กส์” รุจน์ส่ายหน้า
“ออกไปซะ คืนกุญแจบ้านผมมาด้วยที่นี่ไม่ต้อนรับคนไร้หัวใจอย่างคุณ”

สีหน้าเย็นชาของรุจน์ทำเอาทศวรรษอึ้งแต่เขาไม่ยอมจำนน ความรู้สึกที่ถูกกระทบใจกลับกลายเป็นความโกรธที่พุ่งเป็นลาวาระเบิดจากปล่องภูเขาไฟ
“งั้นเหรอ ฉันคนปกติกลับกลายเป็นถ่อย สามานย์ นายไอ้โรคจิตเป็นเทวดางั้นซิ งั้นมาพิสูจน์กันว่านายไม่ได้ชอบเซ็กส์” ทศวรรษจับรุจน์กดลงนอนบนโซฟา
“คุณทศ คุณมันเลวที่สุดเลย” รุจน์ดิ้นสุดแรง เขางอเข่าแล้วยันทศวรรษออกไป ทศวรรษเสียหลักล้มลง รุจน์รีบลุกวิ่งไปที่ประตู

“นายเป็นอย่างนี้ตลอด เล่นตัว รุนแรง เพื่อปลุกอารมณ์ฉัน อย่างนี้นี่นะไม่ใช่” ทศวรรษตามไปคว้าคอเสื้อรุจน์แล้วลากกลับมาเหวี่ยงเข้าไปในห้องนอน รุจน์ถลันไปชนกับขอบโต๊ะจนทรุดตัวงอนั่งกับพื้น ทศวรรษเข้ามาช้อนร่างอุ้มโยนขึ้นเตียง รุจน์จุกจนร้องไม่ออก พอรู้สึกหลังที่สัมผัสกับที่นอนก็รีบลุก แต่ทศวรรษใช้หลังมือตบจนคว่ำก่อนจะก้าวขึ้นคร่อมสองมือพยายามกระชากกระดุมเสื้อของรุจน์ รุจน์พยายามปัดป้องสุดชีวิต ทศวรรษตบหน้าอีก รุจน์เลือดออกที่มุมปาก
“คุณทศผมเจ็บ” รุจน์จับแขนของทศวรรษไว้

“ถ้าคำว่ารักของนายไม่ใช่เซ็กส์ก็พิสูจน์ซิ” ทศวรรษปัดทิ้ง แขนทั้งสองของรุจน์ฟาดลงบนที่นอน รุจน์มองหมอนของเมษาที่อยู่ข้างกับเขา แล้วค่อยเลื่อนมือออกไป เมื่อเช้าก่อนออกจากคอนโดเมษากลับมาอีกครั้งเขาเปิดกระเป๋าเสื้อผ้าพร้อมหยิบบางสิ่งมอบให้กับรุจน์ ให้มันข้างกายคุณแทนตัวผมนะครับ เมษาพูดเช่นนั้นด้วยสายตาอันแสนห่วงใย
“คลิ๊ก” เสียงแผ่วเบาตรงหน้าแม้ไม่หนักแน่นจนชัดเจนนักแต่ทำให้ทศวรรษหยุดการกระทำทั้งปวง ความเย็นจากปลายลำกล้องที่จ่อแล่นแทรกเข้าเส้นเลือดทำให้ทศวรรษตัวแข็ง ดวงตาเบิ่งจ้องใบหน้าเหนื่อยล้าของรุจน์ที่อยู่หลังวัตถุสังหารสีดำเมื่อม สองมือของรุจน์กำด้ามปืนแน่น นิ้วโป้งของเขาง้างไกพร้อมลั่นกระสุนแล้ว ทศวรรษหน้าซีด ยกมือทั้งสองขึ้นอย่างจำยอม แต่ก่อนที่รุจน์จะทันได้ขยับทศวรรษตวัดมือคว้ากำปลายกระบอกปืนไว้ รุจน์ตาค้างเมื่อทศวรรษจ่อปลายกระบอกที่หน้าอกด้านซ้าย
“ฉันถ่อย ฉันสามานย์ไง หาตำแหน่งที่ดีอยู่นี่แล้วลั่นไกซิ” ทศวรรษเสียงกร้าวดวงตาแน่วแน่เร่งเร้าให้ทำตามที่พูด
“เอาเลย!!!” ทศวรรษตะโกน รุจน์ตกตะลึงตัวแข็ง ดวงตาที่จ้องมองทศวรรษสั่นระริก ฝ่ายตรงข้ามได้ทีจึงกระชากปืนออกจากมือ ปลดไกแล้วแล้วโยนทิ้ง
“อ๊ะ!” รุจน์ร้องออกมาอย่างเสียดายที่ตัวเองพลาดไป คิดโจนตามไปเก็บปืนแต่ก็โดนทศวรรษดึงกลับมา เขาจับมือทั้งสองข้างของรุจน์กดแนบที่นอน พอจะก้มลงประกบปาก รุจน์ก็หันหน้าหนี ทศวรรษพ่นหายใจแรงแล้วเลื่อนมือกระชากเสื้อของรุจน์

“ร่างกายนี้ไม่ใช่ของคุณอีกแล้ว ผมให้เมษาคนเดียว เข้าใจไว้ซะด้วยคุณไม่มีสิทธิ์ ” รุจน์พูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่งและเด็ดขาด ทศวรรษจ้องหน้าเขาด้วยอาการที่เรียกว่าเหลืออด
“จะเอาแบบนี้ใช่ไหม?” ทศวรรษพยักหน้าแล้วผละไป แต่เขาไม่ได้ผละลุกจากรุจน์หากแต่เลื่อนตัวลงไปจัดการกับกางเกงยีนส์ของรุจน์ เขาปลดกระดุม รูปซิป ออกอย่างรวดเร็ว รุจน์ร้องเสียงหลง
“อย่า!!!” รุจน์มองกางเกงหลุดจากปลายเท้า สองเข่าถูกจับแยกออกแม้เขาจะพยายามฝืนไว้สุดแรง
“ปากก็ห้ามที่ร่างกายของนายกำลังเร่าร้อนขึ้นเรื่อยๆซินะ”ทศวรรษไม่ได้ถอดเสื้อผ้าของเขาสักชิ้น แค่ปลดกระดุม รูปซิปยีนส์แล้วเบียดตัวเข้ากลางหว่างขาของรุจน์
“คุณเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องผมลิบลับ ผมไม่ได้เป็นแบบนั้นผมแค่มีแนวโน้มที่จะเท่านั้น คุณทศ ตอนนี้ผมเจ็บอยู่ ขอร้องนะครับ อย่าเลย” รุจนอ้อนวอน ทศวรรษชะงัก

“นะครับ พอแค่นี้เถอะ คุณกลับไปซะ ผมจะถือว่าเรื่องวันนี้ไม่เคยเกิดขึ้น” รุจน์พยายามจะยันตัวลุกขึ้น เมื่อเห็นทศวรรษนิ่งไป
“แล้วก็บอกฉันเข้าใจผิดลิบลับ แต่เมษาเอานายจนเลือดเนื้อกันเลยนี่นะ?” ทศวรรษเลื่อนมือสอดเข้าหลังซิปกางเกงตัวเอง รุจน์แทบหยุดหายใจ
“มันแค่อุบัติเหตุน่ะครับ” รุจน์ถดตัวถอยห่างจากทศวรรษ แต่ไม่ทันถึงคืบก็ถูกทศวรรษจับเอวเลื่อนกลับไป
“ทีกับมันนายร่านจนไม่สนว่าตัวเองจะเป็นยังไง ทีฉันนายกลับจะเก็บกักอาการอย่างนั้นหรือ นายจำไม่ได้หรือไงว่าฉันมาก่อน” ทศวรรษเสือกดันความโกรธาแข็งกร้าวของเขาเข้าในกายของรุจน์อย่างไม่สนความฝืดฝืนของช่องกล้ามเนื้ออ่อนที่ยังไม่พร้อมขยาย รุจน์กรีดร้องอย่างโหยหวนร่างกายเกร็งก่อนจะยวบลงเมื่อรับทศวรรษเข้าไปจนสุดปลาย

“เจ็บ เจ็บจนทนไม่ไหวแล้วคุณทศพอเถอะครับ” รุจน์คราง สองขาเปล่าเปลือยปัดป่ายทรมาน
“ฉันกำลังช่วยนายอยู่นะ เรามาบำบัดกันเถอะ แค่นายทนให้ได้เหมือนที่ทนกับไอ้บ้านั่นซิ” ทศวรรษกระชากเสื้อของรุจน์จนขาด แล้วก้มลงจูบแผ่นอก เล้าโล้มปุ่มชมพูบนยอดอกของรุจน์ มันตั้งชันรับลิ้นของเขาอย่างไม่สนใจที่ผู้เป็นเจ้าของไม่ได้ยินยอม รุจน์หรี่ตามองเพดาน ร่างกายกับจิตใจช่างแยกกันได้อย่างเด็ดขาดแม้ยามที่เขาอยากให้สามัคคีกันสักครั้ง เพื่อศักดิ์ศรีของตัวตน ทศวรรษเริ่มขยับดุดัน
“โอ๊ย!!! ไม่ๆๆ” รุจน์ผลักไหล่ทศวรรษเมื่อเขาโน้มตัวลงเท้าศอกข้างตัวรุจน์ ความฝืดยิ่งทำให้เนื้อหนังแห่งตัณหาของทศวรรษในตัวของรุจน์เดือดพล่าน มันดุนดันอย่างบ้าคลั่ง แผลที่เพิ่งสมานของรุจน์ยอมจำนนโดยการเริ่มปริฉีกขาดอีกครั้ง

“ผมไม่ไหวแล้ว” รุจน์น้ำตาร่วง เขารู้ตัวอีกไม่นานเลือดก็จะไหลออกมา
“ก็ร่างกายนายมันจำฉันไม่ได้นี่นา ฉันกำลังทบทวนให้มันจำฉันแบบไม่รู้ลืมอีกต่อไป นับจากนี้ฉันจะทำให้นายต้องอยู่ระหว่างเซ็กส์ของผู้ชายสองคน ดีไหมล่ะถึงใจนายแน่ๆ” ทศวรรษยันตัวขึ้นกดกระหน่ำสะโพกเร็วและหนัก รุจน์ร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาย บาดแผลขาดวิ่นไม่อาจทนทานต่อไปได้อีกมันค่อยๆกระอักลิ่มเลือดมาหยดแรกตกลงสู่ที่นอน ไม่นานก็หลั่งไหลตามมาอีกจนชุมโชกร่องเนื้อกลายเป็นตัวช่วยให้ทศวรรษพาตัวเองสู่จุดสุดยอด เขากระแทกสะโพกใส่รุจน์สุดแรงไม่ยั้งจนกว่าไฟราคะจะมอดดับไป และแรงเฮือกสุดท้ายคลายตัวจึงถอนตัวออกจากรุจน์ไปนอนข้างๆ รุจน์ดันเรือนร่างที่เปลือยเปล่าท่อนร่างพลิกตัวตะแคงไปอีกด้านอย่างอ่อนแรง ทศวรรษตามมากอดจากด้านหลัง เชิ้ทของรุจน์ที่ขาดวิ่นยังคาที่แขนทั้งสอง

“พอใจแล้วใช่ไหม” รุจน์พูดเสียงแหบพร่า
“ต้องถามนายต่างหากว่า อิ่มหรือยัง หลาบจำกับคำว่ารักพร่ำเพื่อแลกกับเซ็กส์หรือยัง”
“ผมเจ็บเกินจะทนไหวแล้ว คุณเป็นคนเดียวที่ทำให้ผมอยากตาย” รุจน์ขดตัวแน่นขึ้นลิ่มเลือดเหนอะหนะง่ามขา
“ไม่คิดบ้างหรือว่าฉันก็อาจเป็นเหมือนนายเราชอบเซ็กส์เหมือนกัน หากรักของนายคือเซ็กส์ ฉันงั้นก็รักนายนะ” ทศวรรษลูบผมที่เปียกเหงื่อของรุจน์แล้วพรมจูบทั่วทั้งด้านข้างใบหน้า แก้มและใบหู ก่อนแนบศีรษะกับรุจน์ที่หายใจหอบเหนื่อยอ่อน เขาพริ้มหลับตาลงและรัดกอดรุจน์แน่นแนบ
.... “กามารมณ์ที่ขาดความรักเป็นสิ่งไร้ความหมาย แต่นับวันยิ่งปรารถนา” หนังสือเล่มหนึ่งของ Robert Fulghum มีประโยคที่กล่าวไว้เช่นนั้น

รุจน์ในชุดสบายด้วยเชิ้ทขาวกางเกงขาสั้นสีเขียวขี้ม้าค้อมก้มตัวลงนั่งกอดเข่าข้างประตูกระจกที่เปิดออกสู่ระเบียง ผ้าปูเตียงที่ผ่านการซักจากเครื่องจนขาวสะอาดกำลังโบกสะบัดชายพริ้วตามแรงลม ตัวเขาเองก็ผ่านการอาบน้ำจนสะอาดแล้วเช่นกันหากแต่คงไม่มีทางหมดจดจากคราบคาวของผู้ชายสองคนหรอก เมื่อใดที่ร่วมรักพริ้วพรายร้อนแรงกับเมษากลิ่นอายของทศวรรษก็วนว่ายเริงร่ายอยู่ด้วย หรือแม้แต่เมื่อใดที่ร่วมรักอย่างป่าเถื่อนกับทศวรรษกลิ่นอายของเมษาก็คล้ายจะถูกย่ำยีให้โศกตรมไปกับความรุนแรงนั้นด้วยเช่นกัน ไม่ได้อยากเป็นแบบนี้เลย รุจน์พิงศีรษะกับกรอบประตูอะลูมิเนียม ทว่ากายาของเขาเป็นอย่างที่ทศวรรษกล่าวหาไปแล้วจริงๆ อยู่ระหว่างกับกามตัณหาของชายทั้งสองคน แม้รุจน์จะยินยอมหรือไม่มันก็เป็นไปแล้ว

เขายินดี ปรีดา และหรรษากับการสัมพันธ์กับเมษา เซ็กส์ของเมษาคือความเร่าร้อน ความกระหายอยาก คือความปรารถนาที่การร่วมรักอย่างแท้จริงของเขา และไม่ว่าจะนุ่มนวล อ่อนโยน หรือรุนแรงราวจะคุ้มคลั่ง สิ่งนั้นคือกำหนัดแห่งเซ็กส์ที่เขากลั่นกล้าที่จะเปิดเผยกับเมษาอย่างไม่ซ่อนเร้น ทว่าสำหรับทศวรรษไม่ว่าน้ำคำ ไม่ว่าเซ็กส์ ล้วนแต่ทำลายความปีดีที่เขาควรมีต่อเซ็กส์จนหมดสิ้น ในครรลองที่เขาถูกบังคับให้โยกคลอนไปกับผู้ชายคนนั้น มันมากกว่าคำว่าเจ็บ เหนือกว่าคำว่ายอกแสลงหัวใจ สำหรับผู้ชายคนแรกที่รักแทบตายคนนั้น คนๆนั้นไม่เคยเห็นรุจน์ดีพอสำหรับอะไรทั้งนั้นแม้แต่รองเท้าของเขา คิดแล้วก็ให้น้ำตาของรุจน์หยดแรกหลั่งริน

ทศวรรษคงเกิดมาเพื่อทำลายเขาให้ย่อยยับในทุกทาง ทั้งที่หนีออกมาจากชีวิตของคนๆนั้นแล้ว แต่เขาก็ยังตามมาทำให้โลกสดสวยพังพิณ แล้วเขาจะอยู่อย่างนี้ได้อย่างไร ไม่เป็นธรรมกับเขาและเมษาเลย รุจน์ย่นคิ้วขณะเงยหน้ามองฟ้าใสกระจ่าง แต่ที่ไม่เคยไม่เข้าใจความลึกลับแห่งกายนี้เลยสักครั้งคือความเป็นไปหลังการหลับนอนกับทศวรรษ แม้ว่าจะเจ็บจนใจสลาย หากแต่อณูกายทุกส่วนกลับสดชื่นราวผักสด ข้างในเขาร้องไห้เจียนจะสลายแต่กายกลับยังอาวรณ์ลึกซึ้งกับลีลาอันคุ้นเคยของทศวรรษ รุจน์หยิบปืนของเมษาขึ้นส่อง จากนั้นก็ลดลงและปลดกระสุนทั้งหมดออกมากองข้างตัว เด็กหนุ่มคนดีของเขาคงสังหรณ์แปลกประหลาดจึงทิ้งไว้ให้ป้องกันตัว แต่การณ์กลับเป็นไม่มีประโยชน์ เขากับทศวรรษยังคงลงเอยตามที่ทศวรรษต้องการ เมษาคงส่ายหน้าผิดหวังกับความไม่ได้ความของเขาเหมือนพี่ชายอีกคน รุจน์หยิบกระสุนขึ้นบรรจุหนึ่งนัด หมุนลูกโม่ก่อนดันมันกลับเข้าที่ จดจ้องมันนิ่งนานก่อนหันปลายกระบอกเข้าหาตัวเองพลางคิดอย่างเบาลอย...มันจะดีแค่ไหนถ้าคนอ่อนแอ ไร้สามารถที่จัดการกับตัวเองและคนอื่น หายไปชั่วนิรันดร์จากโลกนี้อีกคน...

“ให้มันข้างกายคุณแทนผมนะ” เสียงของเมษาที่กังวาลในอกทำให้รุจน์สะดุ้งตื่นจากภวังค์ เขารีบเก็บปืนใส่กระเป๋าผ้าแล้วผลักเข้าใต้เตียงพลางตำหนิตัวเองอย่างกริ้วโกรธ ทำไมเขาถึงจะทำแบบนั้นกับเมษานะ เมษาทิ้งปืนไว้ให้เขาจัดการกับคนอื่น ไม่ใช่หันมาจัดการตัวเอง ความคิดที่ทั้งโง่บัดซบ และบ้าบอคอแตกแบบนั้นคิดได้อย่างไร นายรุจน์ รุจน์หายใจเร็วเมื่อคิดถึงสิ่งที่เหม่อจะลงมือทำเมื่อครู่ เขาซบหน้ากับท่อนแขนตัวเอง


อยากมีใครสักคนจริงๆ ใครสักคนที่เป็นดั่งอีกครึ่งของชีวิตเพื่อแบ่งปันในทุกเรื่อง แบ่งปันกันอย่างไม่คิดหวาดเกรง พูดคุยเปิดใจกันไม่คิดระแวงความในใจออกอีกฝ่าย รุจน์ลุกขึ้นหันหลังกลับเข้าห้อง ความเจ็บที่ต่ำกว่าแนวสันหลังทำให้เดินไม่คล่อง แต่ก็ฝืนเดินออกจากห้องนั่งเล่น ด้วยมีที่แห่งหนึ่งที่เขาอยากไป ชายหนุ่มหยิบกุญแจรถกับมือถือแล้วสวมรองเท้าผ้าใบง่ายๆเปิดประตูออกจากคอนโด

“อืม นายไปรอพี่ที่ร้านกาแฟตรงข้ามกับคอนโดพี่นะ เดี๋ยวพี่ลงไปหา” เสียงของพี่ชายเหมือนกำลังเหนื่อย รุจน์มองโทรศัพท์ที่เพิ่งเลิกสายแล้วพลิกนาฬิกาดูตอนนี้เที่ยงนิดหน่อย หวังว่าพี่คงยังไม่กินกลางวัน สองคนพี่น้องจะได้ร่วมโต๊ะกินอาหารกลางวันด้วยกันสักครั้ง รุจน์อมยิ้มแอบวาดฝันอย่างเพลินใจ เวลาเดินไปนานเท่าไหร่ไม่ทันรู้ตัว ตอนได้ยินเสียงท้องว่างโกรกกรากนั่นเองถึงพบว่าตอนนี้เกือบจะบ่ายครึ่งแล้ว รุจน์เริ่มกังวล พนักงานแวะเวียนมาถามจนเขาเริ่มอายที่จะนั่งต่อโดยไม่สั่งอะไร จึงสั่งกาแฟมาอีกถ้วย ละเลียดกินจนบ่ายสองโมงกว่า พี่ชายของเขาจึงปรากฏตัวที่ตรงหน้า

“นึกว่าพี่จะไม่มาแล้ว” รุจน์พูดกับถ้วยกาแฟแทนที่จะเป็นคนตรงหน้า พี่ชายมักทำให้เขาตกประหม่าเสมอ ตั้งแต่จำความได้ว่าเป็นพี่น้องกัน นอกจากนับครั้งที่พูดคุยกันได้แล้ว ที่น้อยกว่านั้นคือความกล้าหาญที่จะสบตาพี่ชายคนนี้อย่างตรงไปตรงมาขณะพูดคุย เขาเหลือบมองลำคอและอกขาวสะอาดภายใต้เชิ้ทสีอ่อนของพี่ชาย เขาทำได้ดีที่สุดเท่านี้ เขากล้าที่จะมองพี่แค่นี้จริงๆ เขารู้จักโครงหน้าของพี่ รู้จักดวงตา คิ้ว คาง จมูก ปาก ของพี่ว่าเป็นอย่างไรแต่มันก็ล่องลอยอยู่เป็นมโนภาพจากการมองผ่านเป็นแวบหนึ่งๆเท่านั้น ภาพผิวเผินในแต่ละครั้งก็จะทิ้งประทับอยู่ในความคิดยามพบกันอีกในครั้งต่อไป

“อืม ไม่มาได้ไงนายรออยู่นี่ โทษทีนะปล่อยให้รอตั้งสองชั่วโมง”
“ไม่เป็นไรครับ ผมรอได้”
“ฉันนอนอยู่กับสาวออฟฟิศเดียวกันตอนนายโทรมา สวรรค์ล่มเลย หล่อนรีบกลับ ฉันต้องไปส่ง บ้าฉิบหาย รอไปสองชั่วโมงก็สมควรแล้ว” พี่ชายรุจน์จุดบุหรี่สูบ
“ขอโทษครับ ผมคิดว่าพี่อยู่บ้านอาจจะกำลังว่างอยู่ วันนี้เป็นวันหยุด” รุจน์นึกถึงเสียงเหนื่อยหอบของพี่แล้วรู้สึกผิวสะท้าน

“เออ ไม่เป็นไรหรอก นายมีอะไรก็ว่ามา”
“ผมอยากชวนพี่กินข้าวกลางวันด้วย” รุจน์พูดออกไปก็ไม่วายกลั้นใจ เขาได้ยินพี่ชายถอนหายใจ
“เอางั้นก็ได้ ไหนฉันก็ว่างจริงๆแล้วนี่” พี่ชายพ่นควันแล้วลุกขึ้นเดินนำหน้า เขาเอาบิลไปจ่ายค่ากาแฟให้รุจน์ รุจน์คิดว่าฝันไปเขาตบหน้าตัวเองหลายหนก่อนจะลุกเดินตามพี่ชายไป

“ฉันเลี้ยงเอง มีร้านที่กินประจำจะพาไปนะ” พี่ชายหันมาพูด รุจน์แอบเหลือบมองสีหน้าของพี่ชาย ใบหน้าขาวสะอาดของเขาเรียบนิ่งเป็นปกติ พี่ชายไม่ใช่คนหล่อ แต่มีบุคลิกชวนมอง นี่กระมังที่สาวๆไม่สนว่าเขาจะหล่อหรือไม่หากจะตามมาถึงบ้าน
“ผมดีใจนะ” รุจน์ยิ้มไม่หุบ เขารีบเดินเคียงข้างกับพี่ชาย ความรู้สึกตอนนั้นหากใครจะดูถูกก็ได้เขาไม่สนหรอก เขาในตอนนี้ช่างเหมือนหมาที่กำลังกระดิกหาง วิ่งตามเจ้านายเลย

“เดินไปไม่นานเดี๋ยวก็ถึง หิวหรือยังล่ะ” พี่ชายพยักเพยิดไปข้างหน้า
“ผมไม่หิวครับ” รุจน์พูดจบ เสียงโกรกกรากในท้องก็ดังสวนออกมา พี่ชายมองเขา รุจน์ค่อยเหลือบตาขึ้นมอง ใบหน้าของพี่ชายสว่างไสว หากแต่เฉยเมย ไร้รอยยิ้มใดๆ เขายื่นมือไปขยี้บุหรี่บนถังขยะ
“งั้นรีบเถอะ”เขาว่า ทว่าไม่ทันทั้งสองจะก้าวต่อ ฝนก็ตกลงมาทั้งที่แดดยังแสงแรง พี่ชายของรุจน์ผลักไหล่รุจน์หลบเข้าชายคาร้านค้าแถวนั้น คนที่เดินแถวนั้นส่วนใหญ่ไม่มีร่มติดมือมา แดดแรงทำให้ทุกคนพากันวางใจ แต่สภาวะอากาศก็คืออะไรที่ไว้ใจไม่ได้พอๆกับน้ำใสในทะเลสาบที่ยากจะคาดเดาว่ามีสิ่งใดซ่อนตัวอยู่ ผู้คนล้วนพากันเบียดเสียดยัดเยียดเข้ามาหลบใต้ชายคาเดียวกับรุจน์ ด้วยว่าบริเวณนั้นไม่มีคูหาใดที่มีชายคายื่นออกมาแบบร้านนี้ บางคนที่อยู่ด้านนอกสุดที่ไม่อาจหลบพ้นก็ตัดสินใจที่จะวิ่งฝ่าออกไป

แต่รุจน์กับพี่ติดอยู่ด้านในแม้อยากจะออกไปก็ทำได้ลำบากยิ่ง ขณะที่รุจน์กำลังมองหาหนทางที่จะก้าวออกไปด้านนอก ยอมเปียกดีกว่าทนโดนอัดจนติดกำแพงแบบนี้ กลิ่นน้ำหอม กลิ่นเหงื่อ กลิ่นอาหารที่บางคนถือติดมือ ผสมปนเปในความอบอ้าวทำให้แทบจะอาเจียน ตอนนั้นเองที่รุจน์เพิ่งเห็นว่าพี่ชายของเขาซึ่งสูงกว่าได้เอาตัวบังเขาจากคนอื่น แขนข้างหนึ่งของพี่ดันผนังไว้ส่วนบ่ากว้างและร่างกายอยู่ขนาบกับรุจน์กันผู้คนจากภายนอก อกและลำคอของพี่ชายอยู่ใกล้จมูกของรุจน์ โคโลญจ์ที่พี่ใช้มีกลิ่นอ่อนสะอาดแบบที่ผู้ชายมีระดับใช้กัน รุจน์มองแผ่นอกและบ่ากว้างของพี่ด้วยความรู้สึกท่วมท้น แผ่นอกนี้ บ่านี้ เขาฝันถึงมาตลอดที่จะโผเข้าหาอุ่นไอยามท้อแท้ ยามเหน็ดเหนื่อยจากบทเรียนที่ชีวิตสอนสั่ง



Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2555
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2555 17:22:16 น.
Counter : 299 Pageviews.

1 comment
Body Talk(BL)บทที่ 12
บทที่ 12

รุจน์พบว่าที่เขาคาดการณ์ไว้นั้นผิดถนัด ทศวรรษนั้นไม่ได้กลับเข้ามาในแกลลอรี่อีกครั้ง เมื่อสังเกตจากน้ำฟ้าก็พบว่าหล่อนไม่ได้มีทีท่าจะเอ่ยถึงทศวรรษแต่ประการใดแสดงว่าหล่อนมาทำงานเพียงลำพัง ทศวรรษไม่ได้นัดที่จะมาหาหรือมาส่งหล่อนเหมือนทุกครั้ง รุจน์ทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้หลังโต๊ะทำงาน เสยผมแล้วหยิบเอกสารส่งของมาเปิด หยิบปากกามาจรด เสียงเคาะประตูชายหนุ่มเงยหน้าแล้วอนุญาตให้ผู้ที่อยู่หลังประตูก้าวเข้ามา เมษาก้าวเข้ามาแล้วปิดประตู รุจน์มองเขาด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง เด็กหนุ่มเดินมาที่หน้าโต๊ะทำงานของผู้เป็นนาย รอยช้ำที่ระหว่างปากกับจมูกยังมีปรากฏให้เห็น รุจน์เดินลุกเดินอ้อมจากด้านในโต๊ะมาหยุดตรงหน้าเมษา ยื่นมือออกไปแตะรอยนั้นอย่างเบามือ แต่เมษายกมือขึ้นกันไว้

“ผมไม่เป็นไร นิดหน่อยเอง ว่าแต่คุณโอเคนะ”
“อืม” รุจน์หดมือกลับพร้อมพยักหน้าแรง
“ดีฮะ วันนี้ตารางงานมีว่าไงเจ้านายว่ามาเลยครับ” เมษาค้อมกายอย่างนอบน้อม รุจน์ยิ้มแล้วหันไปหยิบเอกสารส่งของ ยื่นให้
“นายเอารถฉันไปใช้นะ ช่วงเช้านายรับไป 5 รายนะ ในช่วงบ่ายฉันต่ออีก 3 ราย”
เมษาเงยหน้าทำตาโต
“ หูย ถือว่าเป็นเจ้านายเอาเปรียบนี่นา”
รุจน์กอดอกเชิดคางเรียวได้รูปของเขา หลุบตามอง
“ก็เมื่อคืนใครทำให้ฉันต้องเลือดตกยางออกกันล่ะ แล้วยังไม่สำนึกมากล่าวหาว่าเอาเปรียบอีก ก็ได้ๆๆ ช่วงเช้าฉันรับเอง ทำงานหนักๆให้กระเทือนแผลเยอะๆเลย คราวนี้จะได้พักยาวไม่รู้ใครกันจะอดอยาก” รุจน์หรี่ตามองแล้วจะหันเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะ เมษารั้งเอวเขาเข้ามากอด

“บ่นนิดเดียวพูดซะยาว แก่แล้วเหรอ?” เมษายื่นหน้าเข้ามาชิด “ผมขอโทษนะครับที่ปากเสีย” เมษาทำหน้าซื่อใส ปริบตา ปากยื่น ราวเด็กน้อย รุจน์อมยิ้มที่สุดก็ปล่อยก๊ากออกมา
“ดูทำหน้าเข้า ประสาท” รุจน์บีบจมูกโด่งเป็นสันของเมษา
“วันนี้ทำให้หมดทุกรายการเลย ไถ่โทษที่โหดไปหน่อย โอเค๊” เมษาทำนิ้วมือ โอเค

“ไม่ต้องหรอกตามนี้ล่ะ ถ้าฉันไม่ทำอะไรเลยคุณน้ำฟ้าจะสงสัยว่าฉันเอาเปรียบลูกน้องจริงๆ” รุจน์ยิ้ม เมษาพยักหน้าพร้อมพูดเบาๆว่าก็ได้ รุจน์มองใบหน้าของเขานิ่งขึงไปพักหนึ่ง ดูเอาเถอะมีเหตุร้าย คนใจดำมาทำเรื่องให้หน้าตาหวุดหวิดจะแตกเยินปานฉะนั้น เด็กคนนี้ยังยิ้มให้เรื่องราวที่ดำเนินต่อจากนั้นได้ หากให้เขาพูดออกมาเขาก็คงหัวเราะแล้วบอกว่า ....ก็แล้วไงโลกได้มันหมุนไปแล้ว สิ่งใดที่เกิดขึ้นย่อมผ่านเลย ที่เหลือก็ดำรงชีวิตในนาทีต่อจากนี้ให้ดีที่สุด... รุจน์วางท่อนแขนทั้งสองบนบ่าของเมษาก่อนจะรั้งดึงเขาเข้ากอด

“ฉันว่าฉันตกหลุมรักนายจริงจังเลยล่ะเมษา” รุจน์ซบใบหน้ากับต้นคอล่ำสันของเมษา เขาได้ยินเสียงถอนใจ แอบคาดเดาเอาว่าดวงตารีเรียวคู่นั้นคงหรี่แคบลงจนเป็นเส้นหมึกดำที่ตวัดด้วยพู่กัน ริมฝีปากกระจับนั้นคงคลี่ยิ้มเบิกบานดั่งแดดอุ่นที่ทอดแสงจากตะวันดวงโตด้วยเช่น ไม่นานร่างกายของรุจน์ก็รู้สึกถึงอ้อมแขนที่แข็งแรงรัดรึงแนบแน่นเช่นกัน
“อยู่กับฉันนะ” รุจน์กระซิบแผ่วออกไป ครู่เดียวก็รับรู้ถึงการตอบรับจากความสั่นไหวของร่างกายของเมษาจากการพยักหน้าแรง รุจน์ผละออกมามองหน้าเมษาเขาเองก็จ้องกลับมาราวกับจะรับคำขอของรุจน์อย่างเต็ม รุจน์ยื่นหน้าไปจูบกับเมษา เขาตอบรับอย่างอ่อนโยน เสียงเคาะประตูอีกครั้งทำให้ทั้งคู่รีบผละออกจากกัน ทั้งรุจน์และเมษาต่างเลียริมฝีปากพร้อมกัน

“ครับ” รุจน์จัดเสื้อผ้า เมษารีบถอยไปยืนอีกด้าน มือยื่นไปหยิบเอกสารส่งของ ประตูเปิดออกพร้อมร่างเพรียวบางในชุดติดกันผ้าไหมจีนสีเบจของน้ำฟ้า
“ฟ้า มาดูเมษาน่ะค่ะ เป็นไงบ้างล่ะเรา” น้ำฟ้าก้าวเข้าประชิด หล่อนยื่นมือไปแตะที่ริมฝีปากของเมษามากกว่าจะเป็นร่องรอยช้ำ เมษายิ้มและบอกว่าไม่เป็นไร มีรอยนิดหน่อยลูกค้าคงไม่ทันสังเกต เขาจะพยายามหลบๆแบบดาราอาศัยมุมกล้องช่วยอะไรแบบนั้น น้ำฟ้าเงยหน้าหัวเราะชอบใจ หล่อนจับแก้มของเมษาแล้วว่า เออ เข้าใจพูดเล่นแน่ะ รุจน์หายใจลำบากเขามองตาไม่กระพริบ แม้จะรู้ว่าน้ำฟ้าเป็นสาวตะวันตกสุดขั้ว ความเป็นกันเองทำให้ไม่ถือสาหญิงชาย ทุกคนเท่าเทียมกันไม่เว้นการถึงเนื้อถึงตัว และแม้จะเป็นคู่นอนกันมาระยะหนึ่งแต่มันก็ไม่เกี่ยวกับที่เขารู้สึกเหมือนมีฟองอากาศปุดๆในอกกับความไม่ชอบมาพากลกับที่หล่อนมาแตะต้องใกล้ชิดเมษาที่เขาเพิ่งบอกรักไป

“ออกไปทำงานได้แล้ว ปากเจ่อยังอยากจะจ้ออยู่ได้”รุจน์พูดห้วนๆ น้ำฟ้าหันมามองเขานิดหน่อยก่อนจะโบกมือให้เมษาออกไป พอประตูปิดลงพร้อมการหายออกจากห้องของเมษา น้ำฟ้าก็หัวเราะออกมาอีก หล่อนเบิกบานอะไรกันนักนะ รุจน์ยังไม่หายเคือง
“รุจน์หึงหรือคะ” น้ำฟ้านั่งบนโซฟาพร้อมตบเบาที่ข้างตัว รุจน์เลยเดินเข้าไปนั่ง หล่อนวาดเรียวขาขึ้นพาดบนตักของรุจน์ ผิวเนียน กับ ขาที่ผอมพอดี ชายกระโปรงที่หดขึ้นอีกเผยให้เห็น ต้นขาขาวกระจ่างราวหิมะ รุจน์ปรายตามองน้ำฟ้า หล่อนกำลังจ้องเขาอย่างนิ่งสงบรอยยิ้มที่ให้กับเมษาเมื่อครู่หายไป เรียวนิ้วของหล่อนยื่นมาสอดเส้นผมนิ่มของรุจน์ เขาเอนศีรษะคลอเคลีย

“บางคืนฟ้าก็คิดถึงคุณมากๆเลยนะคะ คิดถึงที่เราอยู่ด้วยกัน” น้ำฟ้าเอื้อมแขนมากอดคอของรุจน์ หล่อนซบหน้าอันอุดมด้วยความงดงามผ่องพรรณแม้จะมีเครื่องสำอางค์ปิดทับบางเบาของหล่อนกับปกเสื้อของรุจน์
“คุณโกรธฟ้าหรือเปล่าที่ขอร้องคุณแบบนั้น” น้ำเสียงอ่อนเบา รุจน์เงยหน้ามองเพดาน เขากำลังนึกรูปภาพอันอัปลักษณ์ที่เกิดจากต่อจิ๊กซอว์ผิดชิ้นต่อไม่สนิท รูปที่ออกมาเลยออกมาบิดเบี้ยวเสียรูปทรงอันเป็นธรรมชาติ ไม่รู้ตัวเมื่อไรที่มือของเขาได้ยกขึ้นลูบไล้ต้นขาของหล่อนเบามือก่อนปล่อยให้ปลายนิ้วเคลื่อนเลื่อนสอดเข้าใต้ชายกระโปรงผ้าเนื้อนุ่ม

“บางครั้งผมก็เหมือนกัน บางครั้งจริงๆ ทั้งที่คิดว่าผมคิดแบบนั้นไม่ได้แล้ว และผมไม่คิดโกรธเลยที่คุณบอกให้เราต้องกลายเป็นแบบนี้ ผมรู้ดีว่าใครเหมาะสมกับคุณในทุกด้าน” รุจน์หยุดมือที่เคลื่อนไหวเมื่อมันเข้าใกล้ศูนย์กลางลำตัวของน้ำฟ้า ด้วยรู้ดีเขาไม่มีสิทธิ์อีกต่อไปไม่ว่าจะทางกายภาพหรือจิตใจ แต่น้ำฟ้ากลับจับมือของเขากลับไป หล่อนพาปลายนิ้วของเขาสอดเข้าในแพนตี้ตัวเล็กจ้อยของหล่อน รุจน์พยายามฝืนมือกลับ เขามองหน้าหล่อนเหมือนจะหาความแน่ใจ ใบหน้าฝาดด้วยสีเรื่อและดวงตาปรอยปรือมีแววเว้าวอน ปลายนิ้วของรุจน์สัมผัสความเป็นหญิงที่ลื่นและอุ่นชื้นของน้ำฟ้า ที่ซึ่งเขาคุ้นเคยและกระหายที่จะหลบเร้นเข้าดูดดื่มความหอมหวานนับครั้งไม่ถ้วนเมื่อครั้งกระนั้น น้ำฟ้าขยับขึ้นนั่งบนตัวรุจน์

“พี่ทศ ใจดี เป็นสุภาพบุรุษ แต่เขาไม่เคยรู้หรอกว่าที่เขาไม่แตะต้องฟ้าเลยมันทำให้ฟ้าเหงา รุจน์คะเข้าใจฟ้าไหมคะ” น้ำฟ้าจูบใบหน้าของรุจน์ก่อนจะมาที่ปาก รุจน์ย่นคิ้วเขาผละจูบของเพื่อจะถาม
“เขาไม่นอนกับคุณเลยจริงๆหรือ”
“เขาบอกว่าจนกว่าจะคบให้แน่ใจว่าเราไม่อาจมีใครอื่นได้อีกค่ะ ไม่ยักรู้ว่าพี่ทศเชยบรมแบบนี้”น้ำฟ้าถอดสูทของรุจน์แล้วผลักรุจน์นอนลง หล่อนทัดผมยาวดำขลับราวไหมคุณภาพดีที่ใบหูขณะจูบนัวเนียกับรุจน์ ทั้งใบหน้า ลำคอ ใบหู รุจน์คำนึงถึงแนวโน้มของตัวเองและไม่ต้องการจะกลายเป็นสิ่งที่เขากลัว แม้กระนั้นก็ไม่สามารถหยุดได้เมื่อถูกเชิญชวนจากร่างกายผอมบางหากแต่ได้สัดส่วนของน้ำฟ้า กลิ่นน้ำหอม กลิ่นแชมพูในเส้นผมของหล่อน อุ่นกายของอิสตรีอันแท้จริง สัมผัสที่มีแต่ความคุ้นชินผุดวาบหวิวราวแมลงไต่ยุบยิบบนผิวกาย

รุจน์ขยับตัวเพื่อให้หล่อนได้แนบกับร่างกายเขาได้อย่างสนิทแน่น ตอนนั้นเองที่ล่างสุดของแนวสันหลังก็เกิดเจ็บร้าวจนรุจน์ไม่อาจขยับเขยื้อนใดๆได้อีก รอยปริที่ยังคงสดใหม่นั้นเสมือนฝ่ามือที่ตบเข้าใบหน้าเขาอย่างแรงจนชาดิก ชายหนุ่มรีบยันตัวลุกขึ้น จนน้ำฟ้าประหลาดใจกึ่งเสียอารมณ์
“อะไรคะ” หล่อนถามอย่างไม่เม้มความไม่พอใจ
“เปล่า แต่ว่าผมคิดว่ามันผิดแล้วล่ะ เราไม่ได้อยากทำแบบนี้จริงๆใช่ไหมครับ คุณก็แค่เหงาที่ไม่ได้มีเซ็กส์กับคนที่รัก” รุจน์หอบหนักเขารีบลุกขึ้นยืน จัดไทด์ใหม่แล้วเดินไปที่โต๊ะ น้ำฟ้าลุกขึ้นจัดกระโปรงเข้าที่แล้วเดินตามกอดจากด้านหลัง

“คุณเคยคิดอยากแต่งงานกับผมไหมครับ”
“ตอบตามตรงคือ ไม่ค่ะ แม้ว่าจะชอบคุณมากขนาดนี้ แต่ฟ้านึกภาพการใช้ชีวิตร่วมกันของเราไม่ออกเลยค่ะ”
“แล้วกับคุณทศ”
“ไม่แค่ภาพนะคะฟ้าวางแผนที่จะแต่งงานกับเขาแน่นอนหากเราพร้อมทั้งคู่”
“แล้วเราสองคนล่ะคุณคิดลักลอบกับผมตลอดไปไหม”

“ก็แค่ Body Talk”
รุจน์หันขวับกลับมา
“คุณมาขอร้องให้เราเลิกพฤติกรรมแบบนี้ แล้วคุณก็มากลับคำเสียเอง คุณฟ้า ขอร้องล่ะครับ ในเมื่อคุณทศให้เกียรติคุณขนาดนี้แล้ว ก็อย่าทำให้เขาเสียใจเลยนะครับ” รุจน์รู้สึกแปลกใหม่เมื่อรู้ว่าทศวรรษไม่ได้โกหกเขาจริงๆ เขาได้ยินเสียงน้ำฟ้าถอนใจแรงด้านหลัง หล่อนเกยคางกับบ่าของเขา แขนยังไม่ยอมปล่อยจากการรัดเอวของเขา
“พูดแบบนี้ตบหน้ากันตรงๆเลยดีกว่าไหมคะ” น้ำฟ้าหัวเราะ รุจน์หันข้างยิ้มข้ามไหล่ตัวเองไปด้านหลัง เขาชอบหล่อนก็ด้วยเพราะหล่อนเป็นแบบนี้เปิดเผยและกล้าจะยอมรับในสิ่งที่ถูกต้อง

“ฟ้าชอบพี่ทศมากนะ ชอบในแบบที่ว่าใกล้เคียงกับคำว่ารักเข้าไปทุกวัน คนๆนั้นน่ะดูเหมือนจะไร้ใจเย็นชาและน่าค้นหาในเวลาเดียวกัน บางเวลาเขาก็เหมือนคนบ้าทำอะไรดีเดือด บางเวลาก็ใจดีเหมือนพี่ชาย นี่รู้ไหมคะ” น้ำฟ้าปล่อยมือจากรุจน์เดินมาหยิบก๊อปปี้ใบส่งของบนโต๊ะที่รุจน์เพิ่งตัวจริงกับเมษาไป
“รู้ไหมตลอดสามปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยย่างกายมาที่แกลลอรี่ ไม่เคยสั่งภาพจากเราเลย จนฟ้าน่ะใจหายมากเลยคิดมากทุกวัน รุจน์เองก็เหมือนกันล่ะซิลูกค้าขาประจำหายตัวไปเลยใช่ไหมล่ะ” น้ำฟ้ายื่นใบก๊อปปี้ทั้งหมดมาตรงหน้ารุจน์ เขามองรายชื่อลูกค้าหญิงเหล่านั้นก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี

เมษาเดินตามสาวสำนักงานรุ่นพี่ที่ส่ายเอวในชุดรัดรึงจนแทบปริไปตามโถงทางเดิน ในบรรดาลูกค้าสาวทั้งหมดที่ต้องมาส่งภาพเขียนให้ถึงมือ คนสุดท้ายนี่ทำให้เขาลำบากใจในการทำงานมากที่สุด แต่จะให้ทำอย่างไรเมื่อเช้ารุจน์ยื่นรายชื่อมาให้เขาพอเห็นชื่อหล่อน แม้จะรู้สึกคล้ายดั่งลาวาข้นร้อนอย่างไรก็ต้องมาเอง จะปล่อยให้รุจน์มาเองไม่ได้เด็ดขาด หญิงสาวผลักประตูไม้สักบานใหญ่เปิดออกแล้วหันมาผายมือเชิญเมษา เขาค้อมกายให้นิดหน่อยแล้วเดินเข้าไป
“ผมมาส่งภาพเขียนครับ” เมษาพูดกับเบื้องหลังของคนที่ยืนหลังกระจกใส

“ชื่อคนสุดท้ายรุจน์ยังจำเค้าได้ใช่ไหมคะ”
“อ้อ เป็นลูกค้าใหม่ในตอนนั้นนี่ แล้วเมื่อเร็วๆนี้เขามาติดต่อกับคุณน้ำฟ้า เพราะภาพที่เขาอยากได้เลยต้องไปพบกับซุรุงะซัง เป็นผู้หญิงเรียบๆแต่รสนิยมดีนะ”
“นี่ล่ะ พี่ทศของพวกเราล่ะ หล่อนเป็นเลขาที่พี่ทศเพิ่งจ้างมาทำงานโครงการเมื่อสามปีก่อน พี่ทศให้หล่อนมาซื้อภาพที่นี่แทนเขา ฟ้าก็ไม่รู้เหตุผลของเขาหรอกนะ แต่คิดว่าเขาคงไม่อยากออกหน้าเพราะจะทำให้ฟ้าคิดว่าเป็นการซื้อขายกันเองในหมู่คนรู้จัก ธุรกิจแบบนั้นอย่างไรก็ไม่รอด อาจไม่คิดอยากทำต่อ พี่วุฒิก็คงเสียใจ การมีลูกค้าแปลกหน้าเข้ามาบ้างคงช่วยเรื่องกำลังใจให้เราทำต่อไปได้ และเราก็ทำได้จริงๆใช่ไหมรุจน์แกลลอรี่ขยายได้ขนาดนี้ก็เพราะกำลังใจจริงๆ ฟ้าให้ผู้หญิงคนนั้นเป็นลูกค้าของรุจน์เพราะหล่อนแสดงเจตจำนงค์ว่าต้องการรุจน์ ที่แท้ก็เพราะพี่ทศสั่งมา พี่ทศน่ะไม่เคยทิ้งคนที่เคยโอบอุ้มกันเลยเนอะ” น้ำฟ้าหยิบกอปปี้ใบหนึ่งส่งให้รุจน์ เขารู้สึกเหมือนถูกกรีดเป็นริ้วกับคำว่า “เคยโอบอุ้ม” ใช่เลย อุ้มและโอบเขาขึ้นเตียงอย่างไม่เคยปราณี

คนที่หลังกระจกใสหันกลับมาที่เมษา เขาเดินเข้ามาใกล้แล้วยิ้ม
“วิทยายุทธของฉันนี่ดีชะมัด รอยหมัดแทบไม่มีรอย แต่ระวังจะช้ำใน”
“ผมอาจจะถูกหมัดคุณจริงแต่ก็แปลกที่อาการช้ำในกลับย้อนกลับไปหาคุณเอง สงสัยคุณคงเรียนวิทยายุทธ ผิดหลักสูตรมา”
“หมายความว่าไง” ทศวรรษยื่นหน้าเข้ามาชิดเมษา
“วันนี้ได้ยินชัดหรือยัง ผู้จัดการพูดใส่หน้าว่าไง ผมบอกแล้วใช่ไหมว่าผมจะทำให้เขาพูดกับคุณเอง” เมษายิ้มมุมปาก เขาดึงปกเสื้อสูทของทศวรรษแล้วปล่อยก่อนจะตบให้เรียบร้อยเหมือนเดิม

น้ำฟ้ามองต้นไม้แห้งๆกับลานจอดรถว่าง นอกหน้าต่าง
“อย่างไรพี่ทศก็ยังต้องการให้ค่าคอมเป็นของรุจน์อยู่ดี ฟ้าว่าเขารักรุจน์เหมือนน้องนะ พี่วุฒิเล่าให้ฟังว่าตอนที่รุจน์มาสมัครงานน่ะ แท้จริงแล้วพี่ชายฟ้าตั้งใจจะปฏิเสธโดยที่ไม่คิดอ่านใบสมัครด้วยซ้ำ แต่พี่ทศน่ะเป็นคนบอกพี่วุฒิเองให้รับไว้ พี่วุฒิอย่างไรก็ไม่เห็นด้วยเพราะรุจน์ไม่มีประสบการณ์เลย พี่ทศบอกว่าการให้โอกาสคนไม่เห็นเสียหายนี่ และหากรุจน์เกิดทำเสียหายขึ้นมาจริงๆเขาจะรับผิดชอบเอง” น้ำเสียงของน้ำฟ้าเรื่อยเอื่อยราวลมอ่อนในท้องทุ่งที่ชวนเคลิบเคลิ้ม หากรุจน์กลับรู้สึกเหมือนตัวเองถูกบางสิ่งดึงให้จมลงบ่อโคลนเหนียวข้นลงเรื่อยๆ สิ่งที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน รุจน์ทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้

นี่เขาหลงซาบซึ้งน้ำใจวุฒิมาตลอดนี่มันกลายเป็นเรื่องผิดด้านผิดคนราวกับไม่เคยมีอยู่จริงไปเลยหรือ? รุจน์กัดปากล่างแน่น เหตุผลที่น้ำฟ้าไม่มีวันได้รู้ว่าทำไมทศวรรษถึงหายหน้าจากแกลลอรี่ถึง 3 ปี เหตุผลนั้นคือคำอำลาที่เขาให้กับรุจน์ ....จะไม่มาให้เห็นหน้าอีก... แต่ด้วยเหตุใดก็ตามทศวรรษยังอาวรณ์ว่ารุจน์อาจจะไม่มีเงินใช้จ่ายเพื่อชีวิตสุขสบายเหมือนเดิมเขาจึงกลับมาในรูปของลูกค้าสาว

//images.asianfanatics.net/gallery/albums/Japanese-Male/NEWS---Takahisa-Masuda/

ทศวรรษเอียงคอมองเมษาที่มองเขากลับอย่างไม่คิดหลบสายตาแล้วรอยยิ้มมุมปากก็ผุดขึ้นพร้อมแววตาที่ฉายประกายที่ไม่อาจมีใครเข้าใจ กระนั้นเมษาก็ไม่สนจะหาคำตอบใดๆในแววตา ไม่ว่าจะเป็นอะไร จะเลวร้ายแค่ไหนขอเพียงให้รุจน์ปลอดภัยจากไอ้เจ้าบ้านี่เขาพร้อมจะลงเล่นด้วยทั้งนั้น ทศวรรษยื่นมือมาตบแก้มเมษาเบาๆ
“มึงนึกว่าชนะแล้วหรือกะอีแค่นั้นน่ะ” แรงตบหนักมือขึ้นเรื่อย เมษายกมือขึ้นปัดด้วยความแรงไม่แพ้กัน

“ก็ไม่รู้สินะ เพราะคำนั้นไม่ใช่กูที่ฟังแล้วจี๊ดนี่หว่า สำหรับกูฟังแล้วมันชื่นอกชื่นใจมากกก” เมษาลากเสียง ก่อนจะดันปลายลิ้นที่กระพุ้งแก้มข้างที่ถูกตบจนเป็นก้อนนูน เขายักไหล่แล้วหันหลังก้าวตรงไปที่ประตู ทศวรรษเชิดคาง หลุบตามองตึกรูปทรงแข็งทื่อสูงต่ำไร้ระเบียบนอกหน้าต่าง ความไม่เป็นระเบียบทำให้ทัศนียภาพในอุดมคติของเขาเสียหายหมด เขาเป็นชอบอะไรที่อยู่ในกรอบที่เขาอยากให้อยู่ สิ่งใดก็ตามที่ไม่ค่อยอยู่ในกรอบที่เขาคิดว่าสวยงามก็คงต้องจัดการให้เป็นที่พอใจให้ได้

“เฮ้.....” ทศวรรษหันกลับไปก่อนที่เมษาจะดึงประตูเปิด
“มึงน่ะ มีลูกชายกับเมียเก่าอยู่ที่สมุทรปราการใช่ไหม?” ทศวรรษเดินไปนั่งที่เก้าอี้หลังโต๊ะทำงานไม้มะฮอกกานีเนื้อดี เมษามือค้างอยู่ที่ลูกบิด เลือดในกายทั้งหมดไหลลงไปกองที่ปลายเท้า ทั่วทั้งกายเย็บเฉียบ ความรู้สึกหายวับในวินาทีราววิญญาณหลุดหาย

“มึงคิดว่าคนระดับกูจะทำอะไรได้บ้างล่ะ?” ทศวรรษเท้าคาง อีกมือเลื่อนไปหยิบซิกกาจากกล่องหรูบนโต๊ะมาเคาะกับโต๊ะเป็นจังหวะ เมษาค่อยๆหันกลับมา ก้าวพรวดๆยืนตรงหน้าโต๊ะของทศวรรษ
“ไอ้สารเลว มึงแตะพวกเขาเมื่อไหร่กูจะตายกับมึง แล้วตอนจบก็ไม่มีใครได้ผู้จัดการไป สมการลงตัวแบบนี้ดีไหม?” เมษาโน้มตัวข้ามโต๊ะไปกระซิบด้วยเสียงคำรามต่ำ
“เป็นคำขู่เหรอ? กระจอกอย่างมึงทำอะไรกูได้” ทศวรรษโต้กลับด้วยน้ำเสียงแบบเดียวกัน
“ไม่ทันที่มึงจะขยับใกล้กู มึงก็บรรลัยแล้ว เอาสิ ถ้ามึงอยากแลกมึงนั่นล่ะจะฉิบหายยกครัว ไม่ง่ายกว่าหรือ ปล่อยรุจน์ซะ” ยิ่งพูดสายตาของเขาทศวรรษก็ยิ่งเยือกเย็นลง เมษาก้มหน้า ไม่สานสบตา ร่างสูงกลับไปยืนนิ่งที่เดิม ทศวรรษเบะปากยิ้มมุมปากอย่างที่เขาชอบทำยามที่สามารถหยามคนได้

เมษาเคลื่อนมือไปดึงซิกกาจากมือทศวรรษมาแกะพลาสติกหุ้ม เขาส่งมันเข้าปากของทศวรรษแล้วหยิบไฟแช็กของตัวเองมาจุดให้ ทศวรรษดูดควันก่อนพ่นใส่หน้าเด็กหนุ่ม เมษาพยักหน้ายิ้มแล้วดึงตัวขึ้นยืนตรง เขามองวิวนอกหน้าต่างหลังทศวรรษครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาที่รูปของทศวรรษบนโต๊ะ เขาโน้มตัวข้ามโต๊ะไปกระซิบใกล้ใบหน้าของทศวรรษ
“แต่กูว่ามึงไปลงนรกน่าจะง่ายกว่าให้กูปล่อยมือจากผู้จัดการนะ” เมษาดึงซิกกาจากปากทศวรรษไปขยี้บนกระจกรูปตรงหน้าของทศวรรษ

“มันเหลือจะเชื่อว่ะ ว่าคนยิ่งใหญ่อย่างมึงจะหมดปัญญาจัดการกูที่มึงดูถูกว่ากระจอกหนักหนาแบบตัวต่อตัวถึงกับต้องหันไปรังแกผู้หญิงกับเด็กแทน มึงนี่มันไร้ศักดิ์ศรี แถมสิ้นคิดน่าดูชมจริงๆว่ะ อยากทำอะไรก็เชิญ แต่กูขอบอกไว้เลยไม่ว่าผู้หญิงหรือเด็กมึงจะไม่มีวันได้แตะต้อง และกูก็จะไม่ปล่อยมือจากผู้จัดการเด็ดขาด” เมษาตบโต๊ะปัง ทศวรรษนิ่งเขาสานมือบนโต๊ะ เมษาหันหลังเดินตรงไปที่ประตู นึกอะไรได้หันกลับมาอีกครั้ง พบว่าทศวรรษยังอยู่ในอริยาบทเดิม ดวงตาเข้มคมยังจับจ้องเขาไม่กระพริบ

“เวลาสมองว่างคิดดูซะหน่อยก็ดีนะ โอกาสของมึงมันน่ะมันหมดนานแล้ว ยิ่งดิ้นรนยิ่งน่าสมเพช สงสารตัวเองบ้างไหมเวลาต้องพล่านกับจินตนาการในคืนที่ต้องนอนหิวโหย ความปรารถนาในเรือนร่างของผู้จัดการฟุ้งกระจายทั่วทิศทาง ตอนนั้นนอนคงได้แต่นอนคลั่งเพียงเดียวดายเพราะรู้เต็มอกว่าทุกคืนกูกับเขา เรานอนด้วยกัน เมคเลิฟแบบโลกถล่มไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง” คราวนี้เป็นฝ่ายเมษาที่คลี่ยิ้มมุมปากอิ่มเอิบ ทศวรรษยิ้มรับคำพูดของเมษาราวกับนั่นเป็นคำชมเชย

“ก็คงเป็นอย่างนั้นกระมัง ว่าแต่จะไม่เอาวิธีที่แนะนำกูไปใช้กับตัวเองสักครั้งหรือ เผื่อบางทีความรักความหลงใหลอาจทำให้มึงมองข้ามบางสิ่งไป”
เมษาหายใจเข้าพร้อมเท้าเอว ตั้งใจว่าหากมีคำที่ไม่ถูกหูหลุดจากปากสวยแต่ห่วยเรื่องคำพูดนั้นเมื่อไหร่จะอัดไม่ยั้งเลย ทว่าประโยคท้ายสุดในการพบกันของทั้งคู่ในวันนั้น ไม่ได้ทำให้เมษาได้อัดคู่ปรับอย่างตั้งใจหากในทางตรงกันข้ามขณะนั้นเขากลับรู้สึกตัวหดเหลือเล็กนิดเดียวในห้องกว้างนั้น เขาได้แต่มองใบหน้าคมของทศวรรษแล้วหันหลังเดินออกจากห้องอย่างเงียบสนิท ในลำคอไร้คำพูด ในสมองไร้ภาพใดๆ ว่างเปล่าคงจะเป็นความรู้สึกที่ตรงกับใจเขามากที่สุด

รุจน์ยืนพิงกรอบหน้าต่างมองต้นไม้แห้งโกร๋นกลางแดดร้อนนอกหน้าต่าง ในวันนั้นที่เขาคิดตัดขาดจากทศวรรษ ที่โถงทางเดินเขามองอาทิตย์ยามเช้าในตอนนั้นเขาได้เอ่ยคำขอต่อโชคชะตา แม้อยากจะตัดขาด แม้จะเจ็บจนแทบจะขาดใจ แต่คำขอที่หัวใจพร่ำขอออกไปอย่างที่สุดของความรู้สึกคือ....ขอให้ทศวรรษรักเขาสักวัน... รุจน์หันหลังให้วิวนอกหน้าต่างศีรษะที่พิงกับกระจกด้านหลังเริ่มขยับกระแทกเบาๆอย่างไม่รู้สึกรู้สม รุจน์หลับตาแน่น

ไม่รู้เลยพรุ่งนี้ หรือแม้แต่นาทีต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร เขากลัวจับใจ กลัวตัวเองในตอนนี้เหลือเกิน กลัวจะทำพลาดในแบบที่เรียกได้ว่าไม่สามารถกู้คืนได้อีกครั้ง รุจน์เคลื่อนมือขึ้นมาจับริมฝีปากตัวเอง แล้วเลื่อนลูบไล้ร่างกาย ทุกอย่างของเขาเป็นของเมษาทั้งหมด ร่างบางทรุดตัวลงนั่งบนพื้น สองมือทิ้งลงข้างตัว เขารักเมษาเขาแน่ใจในน้ำคำและเซ็กส์ที่ให้กับเด็กคนนั้น แต่เขา...ในส่วนลึกล้ำนั้นก็....ไม่เคยลืมทศวรรษได้เลย

เสียงประตูไล่ความเหม่อลอยของรุจน์หลุดหายในอากาศ เขายันตัวลุกขึ้น เมษาเดินยิ้มเข้ามา รุจน์ยิ้มตอบ เมษาวางกุญแจบนโต๊ะแล้วเดินอ้อมมาด้านหลังโต๊ะมาที่รุจน์
“ทุกอย่างเรียบร้อยนะ” รุจน์ยื่นแขนออกไปเมื่อเมษาเข้ามาใกล้
“ครับ คุณน้ำฟ้าไม่อยู่หรือเห็นบนห้องเงียบๆ” เมษากอดเอวรุจน์ รุจน์โอบคอของเมษาไว้เช่นกัน
“ออกไปกับคุณวุฒิ เขามาชวนไปดูที่ที่จะสร้างโรงงานให้ภรรยาเขาน่ะ”
เมษาไม่ได้ฟังที่รุจน์พูด เขากดริมฝีปากที่ลำคอของรุจน์ รุจน์เอียงคอวาบหวิว เมษาเลื่อนขึ้นจูบใบหน้า จูบหนักที่ไฝบนแก้มและใต้คางและมาจบที่กลีบปากเย้ายวนของรุจน์ ร่างกายของรุจน์เริ่มไหวสะท้าน เขาเลยต้องรีบเลิกโดยการผละออกไปพิงที่หน้าต่าง

“น่ากลัวมาก นายทำให้ฉันมีอารมณ์แล้ว” รุจน์เลียริมฝีปาก เมษาแทบอยากจะผลักเขานอนลงแล้วทำให้สุดโต่ง แต่ความว่างเปล่าที่มีมาตลอดก็ค่อยๆก่อตัวเป็นเรื่องราวขึ้น
“เวลาที่เราเมคเลิฟกัน คุณรู้จักเซ็กส์ของผมหรือเปล่า”
รุจน์พ่นหัวเราะออกมาเบาบาง เสียงหัวเราะค่อยจางหายแต่ยังคงทิ้งไว้ซึ่งรอยยิ้มชวนตา
“ถามอะไรน่ะ จะให้ตอบจริงๆหรือ”

“ช่วยบอกผมหน่อย” เมษาพูดรัวแทบไม่หายใจ บางสิ่งกำลังไล่ตามเขาราวเงาปีศาจ คำตอบของรุจน์เท่านั้นที่จะป้องกันเหตุร้ายได้
“อืม อายมากนะ แต่ก็เอาเถอะนายอยากรู้นี่ บอกให้ก็ได้” รุจน์เดินมายื่นหน้ากระซิบ ริมฝีปากเซ็กซี่ของเขาอยู่ใกล้กับเมษาไม่กี่เซ็นต์

“ร้อนแรง หนักแน่น แล้วก็..เจ็บ แต่ฉันก็หลงใหลความเจ็บอันรัญจวนนั้นมาก มันบ่งบอกว่านายน่ะเซ็กซี่ที่สุดเลย” พูดจบรุจน์ก็จูบปากเมษาก่อนถอยกลับไปยืนที่เดิม เมษาสูดหายใจเข้าหนักหน่วง พอผ่อนหายใจออก อกผายยวบลงราวกับปล่อยลมจากลูกโป่ง
“แล้วเซ็กส์ของคุณทศวรรษล่ะ”
คำถามของเมษาทำเอารุจน์บื้อเป็นท่อนไม้ไปพักใหญ่ แล้วปล่อยยิ้มกึ่งขำออกมาก่อนจะพูดออกมาอย่างหนักแน่น
“ฉันลืมไปแล้ว ทุกวันนี้ร่างกายของฉันมีเต็มไปด้วยเซ็กส์ในแบบของนายเท่านั้น มีอะไรหรือเมษา” พอถามออกไปใบหน้ายิ้มแย้มของรุจน์เผือดลง เขากำลังคิดถึงรายชื่อสุดท้ายในส่งของที่เมษารับไป

“นายพบกับคุณทศมาเขาพูดอะไรกับนาย ที่จริงผู้หญิงคนนั้นแท้จริงแล้วน่ะคือ...” รุจน์แล่นเข้ามาจับแขนของเมษา
“ผมรู้มาก่อนหน้านั้นแล้วว่าหล่อนทำงานให้คุณทศวรรษ หล่อนเป็นนอมินีให้เขา” เมษาพูดแทรกก่อนที่รุจน์จะพูดจบ รุจน์กอดเมษาแน่น
“ไม่ว่าคนๆนั้นจะพูดอะไรเกี่ยวกับฉัน นั่นมันก็แค่อดีต ฉันอยู่ตรงนี้ ในขณะนี้ ฉันคือฉัน คือคนไม่มีตัวตนในโลกของเขาอีกต่อไปแล้ว” รุจน์ซบหน้ากับอกเมษา
“ฉัน ฉัน ฉันมีตัวตนอยู่แต่ในโลกของเรา จักรวาลที่มีแค่เราสองคนเท่านั้น” รุจน์เงยหน้าขึ้นมองอย่างเว้าวอน เมษาพยักหน้ายิ้มพร้อมกอดตอบ

“อย่าให้ราคากับคำพูดของคนๆนั้นเลยนะ ได้โปรดนะ” รุจน์ไม่รู้ตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเขาถึงอยากร้องไห้ออกมาเหลือเกิน
“ครับ ผมเชื่อ”เมษากอดรุจน์แน่นขึ้น หัวใจเขาบอกเหมือนกับที่เปล่งคำพูดออกไป ก็ช่างมันเถอะ ช่างมันประไร คำถามที่ทศวรรษไม่อยากได้คำตอบ
...มึงรู้หรือเปล่าว่าตอนที่รุจน์นอนกับมึงน่ะเขาคิดถึงใคร?....

งานเลี้ยงรุ่นนักศึกษาไทยของมหาวิทยาลัย Yale ในหมู่เพื่อนฝูงกันเองของทศวรรษและSมักจัดขึ้นแบบไม่เป็นทางการ กล่าวคือโทรเรียกรวมพลเมื่อว่างพร้อมกัน เจ้าภาพจัดงานจะเวียนกันตามตัวอักษรภาษาอังกฤษ ไม่มีการ์ดหรูหรา ไม่ต้องพูดถึงสื่อ เซเลบเกลียดแสงแฟลตระดับตัวพ่อตัวแม่อย่างคนพวกนี้ไม่ยอมให้ข่าวเล็ดลอดไปถึงหูนักข่าวเด็ดขาด พวกทศวรรษเป็นพวกรักความเป็นส่วนตัวอย่างที่สุด กระนั้นก็น่าแปลกที่พวกเขาก็เป็นที่ต้องการของเหล่านักข่าวและปาปารัซซี่เช่นกัน ดั่งคำที่ว่า ยิ่งเก็บ ยิ่งลึกลับ ยิ่งอยากรู้ ทศวรรษเข้ามาในงานพร้อม S ไม่ทันจะขยับตัวไปไหน ทั้งคู่ก็โดนล้อมกรอบโดยเพื่อนทั้งงาน ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่เพราะเขาหากเป็นเพราะเสน่ห์ดึงดูดสายตาอันลี้ลับของ S สมัยเรียนเขาเคยได้สมญานามจากความงามชวนให้หันมองซ้ำสองนี้ ทั้งไทย ฝรั่ง เอเชีย ต่างเรียกเขาเล่นๆว่า “พริ้นเซส”

ส่วนทศวรรษที่อยู่เคียงกายเสมอมักถูกตั้งสมญานามไปด้วย ทุกคนเรียกเขาว่า “ไนท์(ที่แปลว่าอัศวิน)” โดยมีเพื่อนที่เรียนด้านจิตเวชอีกคนได้รับสมญานามว่า “เมอร์ลิน” จากบุคลิกเงียบขรึมและอ่านหนังสือทั้งวันราวกับพวกจอมขมังเวศย์กำลังศึกษาวิชาโบราณ เป็นพวกหนอนหนังสือตามแบบฉบับ เพียงแต่เขาไม่เหมือนหนอนตัวอื่นตรงที่เขารูปหล่อและเป็นขวัญใจของสาวๆคณะแพทย์ พอจบจากมหาวิทยาลัยด้วยคะแนนเกียรตินิยมเขาก็ทำงานที่อเมริกาอยู่ 5 ปีก่อนจะกลับมารับใช้เหล่าคนรวยจนเครียด เหล่าดาราดังช่างวิตก และเซเลบร่ำรวยอีกหลายคนจนเป็นโด่งดังคับวงการ....จิตบำบัด ทศวรรษถอนใจพลางส่ายหน้า

สงสัยอีกไม่นานเขาคงต้องไปพึ่งบริการบ้างเหมือนกัน คิดถึงตรงนี้ทศวรรษเลยกวาดตามองหา และยิ้มเมื่อเห็นเมอร์ลินที่กำลังนั่งคุยโทรศัพท์อยู่มุมในสุดของงาน ตั้งแต่สมัยเรียนมาจนบัดนี้ทศวรรษไม่เคยเปลี่ยนเชื่อของตัวเองเลยว่าการได้นั่งอยู่เมอร์ลินทำให้เขาสงบทั้งใจและกาย
“อืม ผมขอชื่อเขาไว้ก่อนก็แล้วกันนะ เผื่อว่าวันไหนเขาเอาชนะความอายได้มาพบตามคำแนะนำของคุณ ผมจะได้จำได้และดูแลเขาอย่างดีที่สุด” เมอร์ลินเงยหน้าเมื่อเห็นทศวรรษเข้ามาทรุดตัวนั่งฝั่งตรงข้าม เขายกมือทักแล้วคุยโทรศัพท์ต่อ ทศวรรษเรียกบริกรมาสั่งบรั่นดีออนเดอะร็อค พอบริกรผละออกไปก็เอื้อมมือไปหยิบมันฝรั่งทอดแผ่นโยนเข้าปาก พอเห็น S ขอตัวออกมาจากกลุ่มเพื่อนได้ก็เตรียมจะยกมือเรียก

“ช้าๆนะ ชื่อรุจน์ นามสกุล วริศรา หรือ”
ชื่อและนามสกุลที่เมอร์ลินพูดออกมาทำให้มือของทศวรรษค้าง S เดินเลยไปหาเพื่อนอีกกลุ่มแล้ว เขาหันมามองเมอร์ลินเต็มตา กลั้นใจรอจนเมอร์ลินเลิกสาย
“รุจน์ วริศรา เป็นอะไร” ทศวรรษโพล่งออกไปอย่างเร็ว เขาไม่มีเวลาแม้จะสังเกตสีหน้าของเมอร์ลินที่งงงันสุดขีด

“นายรู้จักหรือ?” เมอร์ลินดันแว่น ดวงตาหลังแว่นยังไม่หายงง
“บอกมาเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องถามอะไรทั้งนั้น ได้ยินไหม ฉันถามว่า รุจน์ วริศรา นายพูดถึงเขาทำไม?”
“มีอะไรทศ ค่อยๆซินายทำฉันทั้งงงทั้งตกใจนะ ไอ้ท่าทางแบบนี้มันอะไรวะ” เมอร์ลินวางโทรศัพท์ข้างตัว ทศวรรษมองเมอร์ลินแล้วค่อยสงบลง เขายกมือขึ้นทั้งสองข้าง
“ฟังนะเพื่อน ฉันรู้จักและสนิทกับคนชื่อรุจน์ เราเป็นคนที่สนิทกัน ฉันเลยอยากรู้ว่าชื่อของเขามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไรกัน”
“ในเมื่อเขาไม่ได้บอกนายแสดงว่านี่ยังเป็นความลับของเขา” เมอร์ลินหยิบมันฝรั่งใส่ปาก

“ขอร้องล่ะ เมอร์ลินอย่ามากวนประสาทกัน”
“นายเปลี่ยนคนสำคัญในชีวิตไปตั้งแต่เมื่อไหร่” เมอร์ลินโน้มตัวมาข้างหน้า แววตารู้ทันฉายแวววับหลังแว่นใส ทศวรรษถอนใจมองไปอื่น สมกับเป็นเมอร์ลิน สมกับเป็นหมอจิตเวช เขามองทศวรรษทะลุตั้งแต่สมัยเรียน ดูออกในรสนิยมและจิตใจ ดูออกจนทศวรรษรู้สึกเป็นแค่แก้วใสใบหนึ่งจนบัดนี้
“ถ้างั้นพูดได้ยัง” ทศวรรษส่งเสียงแบบหน่ายเซ็ง

“ก็ได้เห็นแก่ความเป็นเพื่อนนะเฟ้ย และก็เห็นแก่....คนสำคัญของนายด้วย เผื่อนายจะช่วยเขาทัน” เมอร์ลินกระซิบ
“เออ ขอบใจ” ทศวรรษกระแทกเสียง
“นายกับหมอที่ชื่อรุจน์เคยนอนกันไหม” เมอร์ลินดึงตัวกลับไปนั่งตัวตรงด้วยสีหน้าปกติ แต่ทศวรรษหน้าม้านและเริ่มเรื่อแดง
“ก็มีบ้างนะ” ไม่รู้เหตุผลในการจะปฏิเสธคนที่รู้ไปทำไม ทศวรรษจึงตอบตามตรงด้วยเสียงค่อยอ้อมแอ้ม
“นายสังเกตเขาบ้างหรือเปล่าล่ะ”

“โอ้ย อะไรเนี่ยะ นายจะให้ฉันแบบ...โอ้ว ธรรมดามาก ตอบเหมือนกับนายถามกินข้าว กินน้ำ ปกติดีหรือเปล่ากับเรื่องแบบนี้นะ”
“มันสำคัญกับคู่ของนาย ทศ” เมอร์ลินจริงจังกับคำพูดของเขาจนทศวรรษอึ้ง
“สังเกตว่าเขาทำไมล่ะ”
“เขาชอบมีเซ็กส์กับนาย แบบขอมีบ่อยๆ หรือขาดไม่ได้ อะไรประมาณนั้น”

“ไม่รู้สิ ส่วนใหญ่จะเป็นฉันที่ลุยดะเมื่ออยาก กี่ครั้งไม่ได้นับ แต่เขาก็รับได้ตลอด”
“อ้อๆๆ” เมอร์ลินเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ใบหน้าอมยิ้มมีเลศนัย
“นายมันไอ้ม้าป่าคึกนี่เองถึงไม่ทันสังเกต มันเข้าลอคเป๊ะกับสิ่งที่รุจน์เข้าข่ายหรือมีแนวโน้ม”
ทศวรรษอยากบอกต่อว่ามันเป็นอดีตไปแล้วด้วยซ้ำเพื่อนเอ๋ย แม้ฉันจะคิดถึงอยากโบกสะบัดสะโพกใส่เรือนร่างอันน่าลุ่มหลงนั้นขนาดไหนก็ไม่มีสิทธิ์อีกแล้ว ....ฉันรู้ดีแบบเจ็บกลางใจเลย



Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2555
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2555 20:22:24 น.
Counter : 271 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  

vannessia
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]