Baramos Maniac
Group Blog
 
All Blogs
 

รังรักซ่อนเร้น

ย้ายรังสู่ สวนสวรรค์พันธุ์อมตะ

//immortal-eden.deathline.org

ขออภัยในความไม่สะดวก




***ประกาศเพิ่มเติม 23/3/49***


บอร์ดใหม่อาจจะเข้ายากสักหน่อย แต่ถ้าท่านสมัครได้ จะได้อ่านเรื่องอื่นๆอีกมากมาย เรื่องอื่นๆของเราก็จะย้ายมาที่นี่หมด รวมทั้งฟิคของนักเขียนท่านอื่นที่ย้ายมาจากเด็กดีด้วยค่ะ


วิธีการสมัครนั้น จริงๆแล้วก็แค่นี้ค่ะ


1. สมัคร + อ่านกฎ

เมื่อสมัครแล้วท่านยังไม่ต้องล็อกอินหรอกค่ะ มันเข้าไม่ได้อยู่แล้วจนกว่าจะมีเมลล์ activate ส่งตอบกลับมา เพราะฉะนั้นกรุณาใช้เมลล์ที่ใช้ประจำด้วยนะเจ้าคะ ระหว่างนั้นก็นั่งอ่านกฎการใช้ไปพลางๆ

2.รอข้อสอบ
เมื่อท่านแอคทิเวตแล้ว ท่านก็ยังไม่ต้องไปล็อกอินให้เมื่อย รอแบบทดสอบจากโมบอร์ดส่งมาถึงมือท่านเท่านั้น ระหว่างนั้น จงอ่านบอร์ดที่เปิดให้ท่านอ่าน ทำความเข้าใจการใช้เสียหน่อย


3.ส่งข้อสอบ+รออนุมัติ
เมื่อข้อสอบมาแล้ว ให้ท่านทำแล้วส่ง reply กลับ คำตอบล้วนแต่อยู่ในส่วนที่ท่านได้อ่านนั่นแหละค่ะ จากนั้นรอเมลล์ตอบรับ ถ้าท่านไม่ผ่าน จะมีเมลล์ส่งมาให้ ระหว่างนี้ถ้าท่านลองล็อกอินเข้าไป มันจะบอกว่าชื่อของท่านยังไม่ได้รับการ approve นะคะ


4.ได้เป็นสมาชิก
ถ้าได้เป็นสมาชิกแล้ว ก็เชิญนอนตีพุงบนเกาะได้ตามสบายค่ะ



เหตุผลที่ย้ายรังกันคราวนี้เป็นเพราะอยากเอาทุกฟิคไปรวมกันไว้ จะได้หาอ่านได้ง่าย อีกอย่างเราสามารถเช็คสมาชิกที่อ่านได้ค่ะ เนื่องจากเข็ดเต็มทีกับพวกหัวขโมยและพวกลอกเลียนที่เคยเจอในเด็กดี แถมฟิคที่นี่ก็ใส่ลิงค์ไว้ในเรื่องท่านฟ็อกซ์ที่ลงทางโน้นด้วย ก็เลยต้องเอาไปเก็บแบบนี้แหละ

ถ้าไม่สะดวกก็ขออภัย แต่คงไม่ลงที่นี่ต่อค่ะ ไปอ่านรวมๆทางโน้นดีกว่านะคะ เผื่อจะได้อ่านเรื่องอื่นด้วย

เรื่องบอร์ดภาษาอังกฤษ หรือวิธีใช้ ถ้าท่านสมัครเดี๋ยวก็จะคุ้นเคยค่ะ จริงๆมันใช้ไม่ยากนะคะ ^^"




(ป.ล. ถ้าเป็นรวมเล่มวังวนแห่งความบาปภาคหนึ่งของท่าน fox ดาร์คลูคัสภาคหนึ่งของบลู วังวนภาคสองแล้วก็ดาร์คลูคัสภาคสองที่เราจะเขียนต่อล่ะคะ สนใจไหม^^"

คุยกับท่านฟ็อกซ์ว่าอาจต้องให้ชื่อเรื่องว่า "บันทึกต้องห้าม" แฮะ = ="

ยังไม่รวมในเร็วๆนี้หรอกค่ะ คุยกันไว้ก่อน)





***ประกาศเตือน***


ใครที่คิดจะลอกข้อสอบ

ใครที่คิดจะให้คนอื่นก็อปมาให้คุณอ่าน

ใครที่คิดจะก็อปเรื่องที่อ่านต่อให้คนที่สอบไม่ผ่าน

คุณขาดคุณสมบัติการเข้าเป็นสมาชิกแล้วนะคะ

แค่กฎพื้นฐานของบอร์ด (รวมทั้งของสังคม) คุณยังทำไม่ได้

ควรคิดนะคะว่า คุณสมควรเข้าบอร์ดนี้ไหม?

หรือคุณจะเปลี่ยนใจ เราก็ไม่ว่าอะไรค่ะ




 

Create Date : 20 มีนาคม 2549    
Last Update : 29 มีนาคม 2549 12:50:25 น.
Counter : 2594 Pageviews.  

บทที่ 7 เหมันต์แห่งใจ



โหวต ถ้าเรื่องนี้รวมเล่มจะมีใครเอาไหม ลงชื่อที่นี่

.......................................................


7.เหมันต์แห่งใจ




ศักดิ์ศรีคืออะไร?



เขาลืมมันไปนานแล้ว...

ความรักคืออะไร?

หากเป็นเมื่อหลายปีก่อน มันคงเป็นความฝันอันสวยงามครั้งแรกที่เขาเคยได้สัมผัส การเป็นที่รักทำให้รู้สึกถึงตัวตนของตัวเองอย่างแรงกล้า รู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย ไม่ว่าสิ่งใดจะเข้ามาในชีวิตก็ล้วนไม่สำคัญเท่าความรักในหัวใจ

แต่หากให้ตอบตอนนี้ ความรักคือความเจ็บปวด ความรักคือความเหงา ความรักคือปีศาจร้ายที่ล่อลวงให้เขาสูญเสียความภาคภูมิทั้งหมดที่เคยมี

ความรักคืออะไร?


เขาไม่อาจตอบได้ รู้เพียงแต่ว่าเขาทำทุกอย่างไปตามการบงการของมัน



นักฆ่าแห่งซาเรสนั่งมองดูเพื่อนสาวเขี่ยอาหารในจานไปมาแล้วก็ถอนหายใจเฮือก

เป็นแบบนี้มาหลายวันแล้ว

ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็รู้สึกว่าต้องคอยดูมันไว้ ตอนนี้มันดูทั้งเปราะบางทั้งอ่อนแอ พึ่งตัวเองไม่ได้ ไม่เหมือนเฟรินที่เขาเคยรู้จักแม้แต่นิดเดียว

แต่มันก็ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก มากและรวดเร็วจนน่าแปลกใจ

ดวงตาสีม่วงเหลือบไปเห็นร่างสูงที่กำลังเดินเข้ามาในโรงอาหาร

อีกคนที่ไม่เคยเฉียดกรายเข้ามาใกล้เขาเลยตลอดอาทิตย์ หรือจะพูดให้ถูก มันพลอยเลี่ยงเขาไปด้วยเพราะเขาคอยดูแลเฟรินไม่ห่าง

แต่วันนี้ดูไม่เหมือนทุกวัน เมื่อร่างของเจ้าชายแห่งคาโนวาลกำลังมุ่งตรงมาทางเขา ร่างสูงหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ใบหน้าคมคายสงบเรียบเฉย

“เฟริน อาจารย์แม่มดวิงกี้เรียกนาย” น้ำเสียงเย็นๆราบเรียบเป็นปกติทำให้เจ้าหล่อนเงยหน้าขึ้นมาจากจานอาหารที่กำลังเขี่ยเล่น ดวงตาสีน้ำตาลมองดูคนพูดตาไม่กระพริบ

“เฟริน” เจ้าชายน้ำแข็งเรียกชื่อหล่อนซ้ำเมื่อหญิงสาวยังไม่ตอบรับ เสียงนั้นทำให้หล่อนรู้สึกตัว

“อืม ขอบใจ” เฟรินรับคำแล้วรีบลุกออกจากโต๊ะอาหารไป

ระหว่างทางเดินอันยาวเหยียด สมองของหล่อนก็ครุ่นคิด

หมายความว่ายังไง

หมอนั่น…ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

การกระทำของคาโลเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมาย

ตั้งแต่เมื่อวานที่มันเจอเธอหน้าห้อง หลังจากทำเป็นมองไม่เห็นเธอมาตลอดอาทิตย์ มันก็เข้ามาพูดกับเธอตามปกติ ไม่รู้ว่ามันแกล้งกลบเกลื่อนหรือว่ามันคิดตกแล้วจริงๆ

ลืมง่ายเหลือเกินนะ

ในใจอดตัดพ้อไม่ได้ ทั้งๆที่คิดว่านั่นคือสิ่งที่หวัง

อยากจะเป็นเพื่อนรักเหมือนสมัยก่อน สมัยที่ระหว่างเธอกับมันยังเป็นมิตรภาพของลูกผู้ชายอันแสนบริสุทธิ์ สมัยที่จิตใจยังไร้เดียงสา ไม่รู้จักความทรมานของความโหยหา

นั่นคงเป็นความหวังที่สูงเกินเอื้อม ในเมื่อเธอกับหมอนั่นเลิกรากันอย่างเจ็บปวด แต่อย่างน้อยที่สุด เธอก็อยากให้มันลืมเธอซะ ลบล้างต้นตอแห่งความทุกข์ให้หายไปจากใจ

แต่พอหมอนั่นทำเหมือนลืมจริงๆ ในใจก็ปนเปกันไปทั้งความโล่งอกและความเจ็บแปลบ

โล่ง ที่มันไม่เคืองแค้นอาฆาตเธอ

โล่ง ที่มันไม่จมอยู่กับความทุกข์

เจ็บ ที่มันลืมเธอได้ง่ายดายนัก

เจ็บ ที่มันไม่เจ็บเหมือนเธอ



สายลมอ่อนพัดเวียนวนอยู่ในห้องที่ปิดสนิท
จนไม่น่าจะมีลมได้ เจ้าของห้องที่กำลังอยู่ในห้วงนิทราจึงหลับลึกจนไม่รู้สึกถึงการปรากฏกายของผู้มาเยือน

ร่างนั้นก้าวเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างเตียง แล้วขยับนิ้วเรียกให้แสงสว่างเกิดขึ้นในห้อง

เมื่อวานฉันเห็นเลือดออกเยอะเหลือเกิน นายเจ็บมากไหม

ห่วงแสนห่วง แต่ไม่อาจแสดงออก อยากจะเข้าไปรักษา แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากถาม

จะมีเจ้าชายองค์ไหนในเอเดนที่น่าสมเพชเท่าเขาอีกไหม เพียงแค่อยากเห็นหน้าผู้หญิงคนหนึ่งถึงกับต้องใช้เวทนิทรา

เขาอยากจะลืมหล่อนไปให้หมดใจ ลบใบหน้านั้นออกจากห้วงความคิด เขานึกว่าตัวเองจะทำได้ นักรบแห่งคาโนวาลต้องเข้มแข็ง แต่พอได้เห็นหล่อนในวันนี้ เขาก็รู้ตัวว่า ห่างกันเพียงไม่กี่วัน เขาก็อยากพบหน้าใจแทบขาด เพียงไม่กี่วัน เขาก็ถูกความเศร้ากัดกินจนต้องร่ายเวทสะเดาะกลอนเข้ามาในห้องนี้

อาการสามัญของผู้ผิดหวังในรัก ต้องโทษที่เขามีความสามารถมากพอที่จะทำอะไรตามใจได้ทุกอย่าง

แต่ศักดิ์ศรีโง่ๆที่เขาเพียรรักษาก็ค้ำคอจนไม่อาจแสดงออกใดๆได้ ดั่งทะเลในฤดูหนาวที่ปกคลุมไปด้วยผิวน้ำแข็งเรียบกริบบางเบา แต่ซ่อนคลื่นใต้น้ำอันรุนแรงยากจะหยั่งเอาไว้ข้างใต้

ชายหนุ่มกำมือแน่นด้วยความรู้สึกอดสูใจพลางแย้มรอยยิ้มหยัน

‘...อย่าให้ฉันต้องเหยียบย่ำศักดิศรีเจ้าชายของนาย ซึ่งมันแทบจะไม่มีเหลือแล้วในสายตาฉัน...’

ทำไมเขาถึงไม่รู้สึกตัวว่ามันไม่เหลือแล้วจริงๆ ตั้งแต่เขาใช้กำลังบังคับหล่อน เขากักขังหล่อน ที่ผ่านมาเขาใช้ความได้เปรียบทั้งทางร่างกายและเวทมนตร์เอาเปรียบหล่อนไม่รู้กี่ครั้ง สมควรแล้วที่หล่อนจะดูถูกเขา

ร่างสูงนั่งลงบนเตียงข้างๆร่างสาวน้อยที่กำลังหลับสนิทอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ดวงหน้ารูปไข่สวยน่ารัก น่ารักที่สุดในสายตาเขา ผิวแก้มละเนียนละเอียดที่เขารู้อยู่แก่ใจว่านุ่มมือแค่ไหน ริมฝีปากเต็มอิ่มสีระเรื่อราวดอกกุหลาบที่รอคอยให้สัมผัส

มือใหญ่ขยับเข้าใกล้ด้วยยากจะอดใจไหว แต่ยังไม่ทันได้ทำอย่างที่ใจคิด หล่อนก็ขยับพลิกตัวมาทางเขาราวกลับจงใจแกล้ง ทำให้เขาต้องรีบชักมือกลับ

จะทำอะไร คาโล วาเนบลี

นายไม่มีสิทธิ์อีกแล้ว แม้แต่สิทธิ์ที่จะเข้ามาในห้องนี้ก็ไม่มีด้วยซ้ำ

ชายหนุ่มกวาดสายตาไปรอบๆ เขาไม่เคยสังเกตว่าห้องนี้แม้จะรกนิดหน่อย แต่ก็สะอาดดี ไม่เสียแรงที่เขาพร่ำบ่นกรอกหูแม่ตัวยุ่งมาหลายปี

รอยยิ้มบางผุดขึ้นมาบนดวงหน้าคมคาย ก่อนจะเลือนหายไปเมื่อความสนใจถูกดึงเข้าสู่ร่างตรงหน้าอีกครั้ง ภาพที่ตราตรึงอยู่ในใจ ฝังแน่นอยู่ในวิญญาณ อารมณ์อ่อนไหวที่ยากจะควบคุมทำให้มือใหญ่กำแน่นเข้าหากัน

มันเริ่มตั้งแต่เมื่อไรกัน รอยแตกร้าวของความรักระหว่างเขากับเธอ

เพราะโร เซวาเรส...

เพราะเขาไม่มีเวลาให้เธอ...

หรือเพราะความรักอันยาวนานทำให้เธอรู้สึกว่าเขาชืดชาน่าเบื่อ

มันทำให้เกิดความผิดพลาด ทำให้ความรักที่เคยสวยงามบิดเบี้ยวผิดรูปร่างไป

ร่างสูงขยับนั่งลงข้างๆ มือของหล่อนวางอยู่ใกล้ๆ แต่เขาก็ไม่อาจจับ มือเล็กขาวเรียวดูบอบบางราวกับจะแตกสลายได้ง่ายๆ

แม้ว่าหล่อนจะทำตัวเหมือนกับยังเป็นผู้ชาย แต่ในความเป็นจริงก็เป็นเพียงหญิงสาวบอบบาง ในเมื่อหล่อนคือหญิงอันเป็นที่รัก เขาควรจะทะนุถนอมเธอดั่งของล้ำค่าไม่ใช่หรือ

แต่ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ทำให้เขาครอบครองเธอครั้งแรกในห้องนี้ บนเตียงนี้ หล่อนดิ้นรนขัดขืน กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด โลหิตแดงฉานหยาดหยดสังเวยแด่ความบริสุทธิ์ที่ถูกเขาพราก

ทั้งๆที่หล่อนร้องไห้ ทั้งๆที่รู้ว่าหล่อนจะต้องโกรธเกลียดเขา ทั้งๆที่รู้ว่าอาจจะไม่มีวันได้รับการให้อภัย แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงหยุดตัวเองไม่ได้ อย่างน้อย เขาก็น่าจะอ่อนโยนกับหล่อนมากกว่านี้

ตอนนั้นเขาคิดอะไร…

ไม่มีอะไรอยู่ในหัวนอกจากร่างเปลือยเปล่าที่งดงามราวภาพวาด ร่างที่ทำให้เขาลืมผิดชอบชั่วดี ร่างที่จะต้องเป็นไปตามที่เขาต้องการ

คำตอบที่ได้ทำให้เขาต้องเจ็บปวดกับธรรมชาติอันโหดร้ายของตัวเอง ธรรมชาติแห่งบุรุษที่อารมณ์มาเหนือสติ

เฟริน...แต่นายก็ผิดรู้ไหม ทำไมนายถึงยอมให้ฉันเข้าไปในห้อง ทำไมถึงทะเลาะกับฉันในสภาพแบบนั้น ทำให้ทุกๆอย่างมันผิดพลาดไปหมด

ถ้าเขาไม่เคยได้ลิ้มลองเธอ ไม่รู้ว่าเธอนั้นช่างหอมหวาน เขาก็คงไม่ปรารถนาเธอถึงเพียงนี้

ดวงตาสีฟ้าทอดมองร่างที่นอนอยู่บนเตียง แม้ผ้าห่มจะคลุมทั้งร่างมิดชิด แต่เขาก็จดจำได้ว่าร่างที่อยู่ข้างใต้นั้นเป็นเช่นไร ผิวขาวนวลเนียนนั้นเปล่งปลั่งไปด้วยเลือดฝาด แค่เขาจูบแรงๆก็เกิดรอยแดงเป็นจ้ำ ทรวงอกได้รูปเย้ายวนตานุ่มนิ่มพอดีมือ แขนเรียวราวสลักที่เขาจับรวบไว้ได้ทั้งสองข้างด้วยมือข้างเดียว องค์เอวบอบบางอ้อนแอ้นอรชรที่อ่อนพลิ้วไหวไปตามความปรารถนาของเขา ร่างกายชอกช้ำได้ง่ายๆถ้าเขาเผลอรุนแรงกับหล่อนมากเกินไป แม้ตอนนี้หล่อนจะปิดปากเงียบ แต่เขาก็จดจำเสียงหวานที่ร้องเรียกชื่อเขาได้ขึ้นใจ

หญิงสาวที่เขาเคยกอดไว้ในอ้อมแขน

ยามอยู่ร่วมห้องนั้นเคยเห็นหล่อนนอนดิ้นนักหนา แต่พอเขากอดไว้ กลับนอนหลับนิ่งให้เขาซุกไซร้หาไออุ่นแต่โดยดี ร่างกายหล่อนเล็กกว่าเขามาก แต่กลับให้ความอบอุ่นอย่างที่เขาไม่เคยได้…ไออุ่นที่ไม่เคยพอ

ความทรงจำที่ผุดขึ้นมาทำให้ความร้อนเริ่มวิ่งพล่านไปตามร่างกาย ลำคอแห้งผาก มือใหญ่กำแน่น ดวงตาคู่สวยฉายประกายประหลาดวาววับ

เขากอดเธอมาไม่รู้กี่ครั้ง หลายครั้งที่กอดไว้ทั้งคืน แต่ทำไมถึงไม่เคยพอ ทำไมเขาถึงกระหายอยากจะดึงร่างตรงหน้าเข้ามาในอ้อมแขนแล้วซบหน้าลงกับผิวเนื้อนุ่มของทรวงอก อยากจะดูดกลืนรสหวานของริมฝีปากแดงที่ดูชุ่มชื้นดั่งผลไม้สุก อยากจะฉีกกระชากเสื้อผ้าของเธอออกแล้วสัมผัสผิวขาวนวลหอมหวานให้สาแก่ใจ

ชายหนุ่มถอนหายใจแรง เงาร่างของเจ้าชายแห่งคาโนวาลทอดทับร่างเล็ก เขาขยับกายเข้าไปจนชิด สองแขนวางคร่อมลงบนหมอน ดวงหน้าคมคายค่อยๆโน้มลงจนเกือบจะได้สัมผัส

“ฉันรักนาย ได้ยินไหม” น้ำเสียงกระซิบแผ่วเบา

แต่เฟรินก็ยังนอนนิ่งไม่ขยับ ลมหายใจสม่ำเสมอแสดงถึงอาการหลับลึก

เพียงสิบกว่าวัน เขายังคลั่งถึงเพียงนี้ หากต้องใช้ชีวิตที่เหลือโดยไม่มีหล่อน เขาจะกลายเป็นอะไร

ดวงตาสีฟ้าปิดลงอย่างขมขื่น

เขาต้องห้ามตัวเองให้ได้ เขาต้องตัดใจให้ขาด เขาต้องอยู่ให้ได้โดยไม่มีเธอ


“คาโล…”

ชื่อที่เผลอเอื้อนเอ่ย ทำให้หล่อนลืมตาขึ้นพร้อมกับหยาดน้ำใสที่ปริ่มขอบตา

ดวงตาสีน้ำตาลค่อยๆกระพริบ ก่อนจะเบิกกว้างแล้วเหลียวซ้ายแลขวามองหาบุรุษในความฝัน เมื่อหล่อนรวบรวมสติได้ จึงพบว่าภาพร่างสูงที่เห็นว่านั่งอยู่ข้างๆนั้นเป็นเพียงสายลมแผ่วเบา แต่รอยอุ่นบนริมฝีปากที่รู้สึกราวกับเกิดขึ้นจริง

ร่างบางก้มหน้าลงซบกับผ้าห่ม ปล่อยให้หยาดน้ำตาไหลรินโดยไม่สะกดกลั้น

“เจ็บชะมัด” หญิงสาวบ่นกับตัวเอง

เจ็บแผลที่ไหล่ แต่ปวดที่หัวใจ

หากอิสรภาพคือความเหงา ความชอกช้ำและน้ำตา หล่อนจะไขว่คว้าหามันมาเพื่ออะไร นี่หรือคือสิ่งที่เธอต้องการ

ความฝันนั้นช่างสมจริงจนอดร้องไห้ไม่ได้ ร่างสูงที่คุ้นเคยยืนอยู่เคียงข้าง ดวงตาสีฟ้าคู่สวยทอดมองเธอด้วยแววตาห่วงหาอาทร

ความยินดีนั้นทำให้เธออดคิดไม่ได้ว่า หล่อนจะยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อแลกเอาอ้อมกอดอบอุ่นนั้นคืนมา

มัดฉัน ขังฉันไว้ตามที่นายชอบ ทำทุกอย่างที่นายต้องการ จูบฉัน กอดฉันให้แน่นๆ รักฉันให้ฉันขาดใจตาย อย่าให้ฉันหลุดมือนายไปอีก

ถ้าคาโลมาง้ออีกสักครั้ง...

เมื่อได้ร้องไห้ฟูมฟาย ปล่อยอารมณ์ไปกับความคิดชั่ววูบอย่างเต็มที่ ในที่สุดหล่อนก็ยิ้มออกมาได้

ขโมยโง่ เจ้าหญิงโง่ คนโง่

ไม่ว่าจะถูกหรือผิด ความรักที่ผิดปกติแบบนี้ก็ต้องยุติ

เธอคิดแล้วไม่รู้กี่ครั้งว่าต้องทำแบบนี้ไม่ใช่หรือ

ไม่งั้นหมอนั่นคงบ้าไปจริงๆ แล้วเธอก็จะเกลียดเขาเข้าจริงๆ

ฆ่าทิ้งเสียก่อน หัวใจรักที่บิดเบี้ยวนั่น...

แล้วนี่เธอจะต้องตื่นมาร้องไห้อีกกี่คืน ความทรมานถึงจะกลบความรู้สึกผิดในใจได้

ในค่ำคืนที่หนาวเหน็บแต่แสงดาวระยิบระยับกระจ่างฟ้า บนชั้นแปดของป้อมอัศวิน มีหนึ่งชายและหนึ่งหญิงที่กำลังทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสกับห้วงแห่งรัก


“ซึมเป็นลิงอดกล้วยไปได้ เอานี่ไปกินซะ”

“แกเคยเห็นเรอะ ลิงอดกล้วยน่ะ เปรียบเทียบบ้านไหนของแกวะ”

แม้ดวงตาสีน้ำตาลคู่โตจะแดงช้ำ หล่อนก็ยังมีรอยยิ้มจางๆให้เพื่อนซี้ มือก็รับขวดแก้วสีเขียวใสจากมือคนที่นั่งลงข้างๆ

“ไอ้เจคมันฝากมาให้ บอกว่าชีวิตยังอีกยาวไกล ให้นายร่าเริงเข้าไว้” ว่าพลางกระดกขวดของตัวเองเข้าปาก “อย่ามองฉันแบบนั้น ฉันไม่ได้พูดอะไรนะโว้ย แค่ดูหน้านายกับหมอนั่น เค้าก็รู้กันทั้งป้อมแล้วว่ามันมีเรื่อง”

“ถึงว่า ฉันยังงงอยู่ว่าอย่างนายน่ะหรือจะมีปัญญาหาไอ้นี่มาได้” พูดแล้วก็สอดส่ายสายตาสำรวจสิ่งที่เพื่อนถือมา “นี่นายเอามาเพียบเลยนี่หว่า”

นักฆ่าแห่งซาเรสพยักหน้าน้อยๆแล้ววางขวดแก้วสี่ขวดลงบนพื้น

“นายมานั่งอยู่ตรงนี้ทุกวันเลยเรอะ หนาวจะตายชัก” คิลว่าพลางห่อไหล่ด้วยความหนาว แล้วพ่นไอสีขาวออกมาทางปาก

“ช่วยไม่ได้นี่ ก็ฉันกำลังหลบหน้าหมอนั่นอยู่”

“หลบหน้า? ไม่สมกับเป็นนายเลย แน่ใจนะที่ทำแบบนี้”

เฟรินถอนหายใจเฮือก เหยียดขาออกทั้งสองข้าง ก่อนจะเหม่อมองไปยังท้องฟ้ากว้าง

นกทั้งฝูงบินลงใต้ ใกล้ถึงหน้าหนาวแล้ว พวกนกจึงพากันอพยพไปหาดินแดนที่อบอุ่นกว่า

ความอบอุ่น...ที่นี่ไม่มีความอบอุ่น ไม่ว่าสำหรับเหล่านกหรือสำหรับเธอ

“ไม่อยากจะยอมรับเลยว่าฉันจนมุมว่ะ อะไรๆมันก็แย่ไปหมด” ว่าแล้วก็กลืนของเหลวที่อยู่ในขวดไปอึกใหญ่

“ถึงไอ้คาโลมันจะดูเหมือนปกติ แต่ฉันว่ามันถ้าสังเกตดีมันก็แปลกๆไปนะ”

“อย่าพูดถึงมันเลยคิล ฉันกำลังทำใจอยู่แกก็น่าจะรู้”

เมื่อได้ยินเพื่อนสาวพูดดังนั้น นักฆ่าก็นิ่งเงียบไป ทั้งสองนั่งดื่มกันอยู่เงียบๆ เมื่ออาทิตย์ลับขอบฟ้า ขวดเปล่ากลิ้งอยู่ตามพื้นหลายขวด คิลซึ่งไม่รู้ว่าหน้าแดงด้วยฤทธิ์แอลกอฮอลหรือเพราะแสงแห่งอาทิตย์อัสดงก็ทิ้งตัวลงนอนราบไปกับพื้น

“เห็นหมอนั่นพยายามปั้นสีหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นายก็มานั่งซึมแบบนี้ทุกวัน บอกตรงๆฉันปวดใจว่ะเฟริน”

“นายก็ไปให้เรนอนคนสวยปลอบสิ ฉันอนุญาตให้นายเอาเรื่องนี้ไปเรียกคะแนนสงสารได้ตามสบาย”

ดวงตาสีม่วงกวาดมองคนที่นั่งข้าง คิ้วเข้มขมวดอย่างหงุดหงิด ก่อนจะส่ายหน้าอย่างหน่ายๆ

“แกนี่มันบ้าได้ตลอด เวลาแบบนี้ยังมีแก่ใจมาล้อเล่น”

“แกนั่นแหละ เพื่อนอุตส่าห์ชี้ทางสว่างให้ แทนที่จะรีบๆไปสวรรค์ดันมาหาว่าฉันบ้า”

“นักฆ่าน่ะหรือจะไปสวรรค์ได้ แกนี่โง่”

“ใครโง่ ไอ้คิลลุกขึ้นมา อย่านอน เดี๋ยวเก็บไม่ทัน ดึกๆพี่ลอเรนซ์ขึ้นมาเจอฉันกับนายนั่งอยู่กับไอ้ขวดพวกนี้มีหวังตายแน่”

“พี่แกไม่ใช่ผู้คุมกฎแล้วไม่ใช่เรอะ” ว่าพลางมือใหญ่ก็หมุนขวดเล่นไปมา สติเริ่มมีน้อย น้ำเสียงอ้อแอ้ หนังตาเริ่มถ่วงหนัก แม้จะลุกขึ้นนั่งตามที่เพื่อนบอกแต่ก็พิงร่างไหลไปตามกำแพง

“แย่กว่านั้นอีก เค้าเป็นผู้ช่วยเลโมธี หรือแกไม่สนถ้าจะโดนไล่ออกตอนกำลังจะเรียนจบ”

คิลยักไหล่เป็นเชิงไม่สนใจก่อนเอ่ย

“ใหญ่โตเชียวนะ หรือว่าตาแก่นั่นใกล้จะตายแล้วเลยคิดเอานักบวชหน้าบูดมาเป็นตัวตายตัวแทน”

เฟรินนิ่งไปนิด ก่อนจะพยักหน้าแล้วทำท่าครุ่นคิด

“ตีซี้ไว้ตั้งแต่ตอนนี้ท่าจะมีประโยชน์แฮะ”

คำตอบทำให้นักฆ่าส่ายหน้าอย่างระอา ก่อนเอ่ยต่อ

“นายเลิกกลัวพี่เค้าแล้วเรอะ”

“อืม” หญิงสาวเท้าคางวางไว้บนเข่า แล้วนึกถึงใบหน้าบึ้งตึงของนักบวชหนุ่ม “เห็นอย่างนั้นก็ใจดีสมเป็นนักบวชเหมือนกันนะ เคยช่วยรักษาแผลให้ฉันด้วย”

“ไม่อยากจะเชื่อว่าหลักสูตรนักบวชจะทำให้คนอย่างนั้นใจดีขึ้นมาได้”

“นายจะลองไปเข้ามั่งหรือไง” หญิงสาวกระเซ้ากลั้วหัวเราะ

“ตลกน่า ขืนนักฆ่าใจดีเหมือนนักบวชมีหวังตระกูลฉันสิ้นชื่อ ต้องไปเป็นขโมยแบบนาย”

“ตามสบายเลยเพื่อน อยากเป็นเมื่อไหร่บอก รับลองสอนเคล็ดลับให้ไม่คิดตังค์”

“ขโมยห่วยๆอย่างแกน่ะรึ ไม่เคยเห็นแกจะขโมยอะไรสำเร็จโดยไม่ซวยทีหลังซะที”

“แกนี่ดูถูกฉันซะจริง ก็อาชีพจริงๆของฉันมันเจ้าหญิงนี่หว่า คนมันไฮโซในสายเลือด เลยทำไอ้เรื่องพรรค์นั้นไม่ค่อยขึ้น”

“เจ้าหญิงงี่เง่าน่ะสิ”

ท้องฟ้าค่อยๆมืดลงจนกลายเป็นสีดำสนิท พระจันทร์ดวงโตครึ่งเสี้ยวลอยเด่นอยู่กลางฟ้าที่ไร้เมฆ อากาศยิ่งเย็นลงกว่าเมื่อยามมีแสงอาทิตย์ สายลมที่เจือกลิ่นของความอ้างว้างพาความเศร้าหมองให้กลับมาสู่ห้วงความคิด

“เฟริน” น้ำเสียงง่วงงุนเต็มที่

“อะไร”

“ทำใจดีๆไว้นะ นายยังมีฉัน”

คลื่นน้ำใจที่หลั่งไหลมาในยามสิ้นหวัง กระแทกเข้ากลางส่วนอ่อนไหวแห่งอารมณ์ รุนแรงจนจิตใจที่แตกร้าวไม่สามารถต้านทานได้ ไหล่บางสั่นอย่าเงียบๆ ดวงหน้าหวานหันไปมองเพื่อนซี้ซึ่งบัดนี้หลับตาสนิทแล้วโน้มศีรษะลงอิงแอบกับไหล่กว้างที่ยามนี้กลายเป็นที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียว

“คิล” น้ำเสียงเจือสะอื้น “ฉันก็แค่อยากจะมีความสุข หรือฉันผิดที่ไม่ได้หนีไปเกาะทะเลใต้ซะตั้งแต่ตอนนั้น”

คำที่เอื้อนเอ่ยทำให้ชายหนุ่มใจหาย มือใหญ่วางลงบนศีรษะของเพื่อนแล้วลูบเบาๆ เอ่ยคำซ้ำๆอย่างจนใจเพราะไม่รู้จะพูดอะไรที่ดีกว่านี้


“นายยังมีฉัน”










 

Create Date : 12 มีนาคม 2549    
Last Update : 12 มีนาคม 2549 23:24:35 น.
Counter : 1858 Pageviews.  

บทที่ 6 สารภาพ

6.สารภาพ



พระเจ้าสอนไว้ว่า สิ่งที่คนควรทำคือความดี


แต่มนุษย์ก็คือมนุษย์

มนุษย์คือสัตว์โลก ย่อมมีผิด มีพลาดพลั้ง

หากผิดแต่รู้จักแก้ไขย่อมประเสริฐกว่าไม่รู้จักผิด

ผู้ไม่รู้จักผิดก็ย่อมไม่เห็นค่าของความดี


และเขาคนนั้นก็คงไม่รู้จักการให้อภัย




ดวงตาสีม่วงอเมธิสต์ จับจ้องไปยังร่างสูงของหัวหน้าป้อมอัศวินที่ มาเข้าร่วมประชุมในสภาสูง โดยปกติเขาจะไม่เข้าร่วมในกิจกรรมของโรงเรียนพระราชาแห่งเอดินเบิร์ก เนื่องจากเขามีหน้าที่สังเกตตำแหน่งดวงดาว ตอนกลางวันจึงมักเป็นเวลานอน แต่วันนี้เขามาร่วมประชุมด้วยในฐานะผู้ช่วยของมหาปราชญ์เลโมธี

ชายผู้กุมอำนาจสูงสุดแห่งป้อมนักรบกำลังกล่าวรายงานด้วยน้ำเสียงสงบ ก้องกังวานน่าฟัง

คาโล วาเนบลี เดอะ ปริ้นซ์ ออฟ คาโนวาล

ใบหน้าขาวคมคายดูสงบเคร่งขรึม ดวงตาสีฟ้ากระจ่างดุจท้องฟ้าที่เจิดจ้าไร้เมฆหมอก ชายหนุ่มยืนหลังตรงผึ่งผายสง่างาม เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและรัศมีแห่งอำนาจ ดูสูงศักดิ์สมกับสายเลือดอันสูงส่งของเชื้อพระวงศ์แห่งคาโนวาล

ดินแดนแห่งนักรบป่าเถื่อน

ดวงตาของนักบวชหรี่ลงอย่างประเมินค่า ก่อนที่คิ้วเข้มจะเลิกขึ้นอย่างดูแคลน

ป่าเถื่อนสมชื่อ

แม้แต่เจ้าชายที่วางตัวเป็นผู้ดีดั่งสุภาพชนทุกกระเบียดนิ้ว ยังกร่างพอที่จะทำตามใจชอบกับเจ้าหญิงแห่งเดมอสและบารามอส

เจ้าหนูนั่นคงทำอะไรไม่ถูกใจมัน

รอยตามตัวอาจเกิดจากการสู้กัน

เขาคลายเวทที่ประตูบานนั้นอย่างยากลำบากพอดู เขตอาคมถูกลงไว้อย่างเข้มแข็งราวกับขังนักโทษคนสำคัญ

มือเลื่อนไปสัมผัสสร้อยในกระเป๋าเสื้อ

ควรจะฝากเจ้าชายนี่ไปคืนเด็กนั่นหรือเปล่า

หลังการประชุมจบลง ทุกคนก็แยกย้ายกันไปตามอัธยาศัย คาโลก็ลุกขึ้นเตรียมจะกลับป้อม แต่สายตาก็เหลือบไปเห็นร่างสูงในชุดนักบวชกำลังมองมาที่เขา

ลอเรนซ์ ดอร์น เดอะ พรีสต์ ออฟ แอเรียส

เขาจ้องตอบโดยไม่หลบ ส่งสายตาถามเป็นเชิงว่า “มีอะไร”

นักบวชหนุ่มยังคงมองหน้าเขาอยู่สักพัก ก่อนจะหันกายเดินออกไปจากห้อง


ไม่ต้องรอให้คาโลเป็นฝ่ายหลบหน้า เฟรินแทบจะหายตัวไปจากป้อม นอกจากเวลาเข้าเรียนและกินข้าวที่เจ้าตัวกินน้อยและรีบเร่งแล้ว หล่อนก็หายตัวไปโดยไม่มีใครพบเห็น

หัวหน้าป้อมยังทำตัวตามปกติ ไม่มีร่องรอยใดๆที่บ่งบอกว่าเขามีเรื่องราวกับเจ้าหญิงคนรัก แต่เมื่อคิลเอ่ยปากถาม คาโลก็ดูเครียดขึ้นมาอย่างฉับพลันจนคิลไม่กล้าซักต่อ ครั้นจะตามหาเฟรินก็ยากแสนยาก หล่อนกลับมาที่ห้องก็ต่อเมื่อดึกมากและล็อกประตูเงียบ

บรรยากาศสงบแต่เลวร้าย ดั่งลาวาที่อัดแน่นอยู่ใต้ผิวโลกรอการปะทุ ความอึดอัดชวนกระอักกระอ่วนแผ่ออกจากสองร่างที่นั่งเรียนขนาบข้างจนนักฆ่ารู้สึกไม่เป็นสุข

เสียงสัญญาณการเลิกเรียนดังปลุกเจ้าของดวงตาสีม่วงให้ตื่นจากนิทรา พอเขามองซ้ายมองขวาก็ไม่พบร่างของเพื่อนทั้งสองแล้ว

“เฟริน” คิลวิ่งตามร่างบางของหญิงสาวเพื่อนซี้ที่กำลังก้าวออกไปจากห้องเรียนอย่างรวดเร็ว เฟรินหยุดเดินนิดหนึ่งแล้วพูดโดยไม่หันกลับมามอง

“เราเลิกกันแล้ว” เฟรินพูดโดยไม่รอฟังคำถาม

“เอาจริงหรือ” คิลเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อหู

หญิงสาวพยักหน้าช้าๆแทนคำตอบ

“ทำไม พวกนายกำลังจะแต่งงานกันไม่ใช่เรอะ”

“บอกไปนายก็ไม่เข้าใจคิล”

ฉันเองก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเลย

“นายน่าจะใจเย็นๆหน่อย”

“แค่นี้ฉันก็ปล่อยให้อะไรๆมันมากเกินไปแล้ว”

คำตอบนั้นทำให้ดวงตาสีม่วงของเพื่อนซี้ทอประกายแห่งความฉงน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าจริงจัง

“คาโลมันทำอะไรนาย”

แวบหนึ่งที่ดวงตาที่ฉายความเป็นห่วงเป็นใยทำให้เธออยากจะพูดออกไปให้หมด บอกทุกอย่างกับคิลซะ ให้หมอนี่ช่วยคิด ช่วยแก้ปัญหา เธอจะได้สบายสักที

แต่ไม่ได้ เรื่องแบบนี้ จะให้ใครรู้ไม่ได้ เพื่อตัวเอง เพื่อหมอนั่น

คิดแล้วก็ตัดใจบอกปัดคนตรงหน้า

“เรื่องนี้นายอย่ายุ่งดีกว่าคิล”

อีกอย่าง คาโลก็เพื่อนนาย บอกไปนายก็ไม่เชื่อ

“อย่ารีบร้อนตัดสินใจอะไรแบบนั้น” นักฆ่าเอ่ยเสียงจริงจัง ด้วยรู้สึกว่าปัญหานั้นอาจจะใหญ่และซับซ้อนกว่าที่เขาคาด

หญิงสาวส่ายหน้าช้าๆก่อนเอ่ย

“บางที ถ้าฉันตัดสินใจได้เร็วกว่านี้ เรื่องของฉันกับมันอาจจะไม่แย่เท่านี้ก็ได้”

“เฟริน...”

“นายกลับไปกินต่อเถอะ ฉันอยากอยู่คนเดียว”

แล้วหล่อนก็วิ่งหนีหายไปจากสายตา


สองขาพาร่างมายังที่หลบภัยที่ดูเหมือนจะใช้เป็นประจำ

ดาดฟ้าป้อม

ดวงตาคู่สีน้ำตาลเหม่อลอยไปอย่างไร้จุดหมาย แต่ห้วงความคิดกลับดิ่งลึกลงภายในใจ

รู้สึกผิด

แย่ที่สุด ทั้งๆที่หมอนั่นทำเรื่องโหดร้ายกับเธอขนาดนั้น ทำไมเธอถึงต้องมารู้สึกผิดด้วย เธอควรจะโกรธ

แล้วทำไมถึงหายโกรธได้ง่ายดายนัก

เหงา...อย่างที่คาด

เหมือนหัวใจมันหายไปครึ่งนึง

น้ำตาใสๆไหลปริ่มออกมาเงียบๆ หล่อนไม่ปาดมันออก แต่ปล่อยให้ไหลลงมาตามเรียวแก้มจนหยาดหยดลงสู่พื้น

หยดแล้วหยดเล่า

หากความทุกข์มันร่วงหล่นลงไปพร้อมกับน้ำตาได้ จะดีสักแค่ไหน

เรื่องคาโลทำให้เธอนอนแทบไม่หลับมาหลายวัน เธอหนีจากอ้อมแขนนั้นมาได้อย่างยากลำบาก แต่ยามนี้กลับรู้สึกโหยหา

อีกเรื่องที่ยังน่ากังวล

ลอเรนซ์ ดอร์น เดอะ พรีสต์ ออฟ แอเรียส

เขาจะเอาเรื่องเธอไปบอกอาจารย์คนอื่นไหม อดีตผู้คุมกฎผู้เคร่งครัดจะถือว่าเรื่องเธอเป็นสิ่งที่ต้องจัดการหรือเปล่า

ถ้าพ่อรู้เรื่องนี้ ไม่แน่ว่าสงครามเอเดน-เดมอสอาจปะทุขึ้นอีกรอบ โดยมีเธอเป็นชนวนสงคราม...อีกครั้ง

พ่อปีศาจที่ยอมแพ้เพราะทนกฎข้อบังคับไม่ได้ จะสนใจอะไรกับสัญญาสงบศึก และพ่อคนนั้นก็รักเอ็นดูเธอดั่งดวงใจ โทษฐานที่ทำร้ายเธอทั้งร่างกายและจิตใจคงไม่อาจชดใช้ได้ง่ายๆ

เธอคงเสียใจยิ่งกว่านี้ ถ้าคาโลต้องเป็นอะไรไป

พี่ลอเรนซ์มาเฝ้าที่นี่ทั้งคืน กลางวันพี่คงจะไม่มา ถ้าเขาถามเรื่องวันนั้น เธอคงพูดไม่ออก กลัวจะเผลอร้องไห้ต่อหน้าคนอื่น น่าเจ็บใจจริงๆ เธอทำตัวเป็นสาวน้อยมากขึ้นทุกวันแล้ว

แต่เสียงฝีเท้าที่ดังมาจากข้างหลังทำให้หล่อนรู้ว่าคาดการณ์ผิด หล่อนอาจจะหลบลอเรนซ์ ดอร์นมาได้หลายวัน แต่ตอนนี้มันจบลงแล้ว หล่อนอยากจะถอยหนี แต่ดาดฟ้าก็ไม่มีที่ให้หนี ไม่มีแม้แต่ที่หลบซ่อน

กระโดดลงไปซะดีไหม ทุกอย่างจะได้จบ

“เฟริน เดอเบอโรว์”

เสียงเรียกนั้นทำให้เธอถอนหายใจเบาๆรีบปาดน้ำตาทิ้งก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้า

“วันนี้ตื่นเช้าจังนะฮะ เพิ่งจะเที่ยงเอง”

ชายหนุ่มไม่ตอบแต่กลับสาวเท้ามายืนตรงหน้า

“จะพูดเองหรือจะให้ฉันถาม”

ดวงตาสีม่วงดั่งอัญมณีคู่นั้นมองมาที่เธออย่างแน่วแน่ เฟรินก็จ้องตอบก่อนจะยักไหล่แล้วพูดกลั้วหัวเราะ

“พี่นี่ ยิงตรงไม่มีอ้อมค้อมเลยนะฮะ”

“เธอมีเรื่องอะไรกับคาโล วาเนบลี”

“เรื่องส่วนตัวฮะ พี่จะรู้ไปทำไม”

“เธอจะบอกว่าไม่เอาเรื่องที่คาโลขังเธอ”

“ถ้าผมว่างั้น”

“การกักขังผู้หญิงไว้ในห้องผิดกฎของโรงเรียนอย่างรุนแรง หมอนั่นเป็นหัวหน้าป้อมกลับมาทำผิดกฎซะเอง ย่อมต้องถูกลงโทษสถานหนัก”

“เด็กทะเลาะกันน่าพี่”

“คาโลทำอะไรเธอ”

“ฮะ”

“ทำไมเขาต้องลงอาคมขังเธอไว้ในห้อง แล้วไอ้รอยพวกนั้นมาจากไหน”

“ไม่เอาน่า พี่ซักอย่างกับเป็นแม่ผม”

“เลิกเล่นลิ้นได้แล้ว”

สายตาคมกริบที่ส่งมาทำให้เฟรินหุบปากสนิท สีหน้าทะเล้นหายไป แทนที่ด้วยความเงียบ

“ทำไมไม่พูด หรือมันมีเรื่องน่าละอายที่พูดไม่ได้”

เธอถูกกักไว้ในห้อง แล้วหมอนั่นก็...

เรื่องแบบนั้น ให้เธอหน้าหนาขนาดไหนก็พูดไม่ออก

“พี่ฮะ ถือว่าผมขอร้องสักครั้ง” เฟรินเดินไปยืนตรงหน้าพลางเอื้อมมือไปสัมผัสที่แขนของชายหนุ่ม “พี่อย่ายุ่งเรื่องนี้เลยนะฮะ”

“เห็นจะไม่ได้” คำปฏิเสธไร้เยื่อใย คิ้วเข้มยิ่งขมวดอย่างไม่พอใจ

“เรื่องแบบนั้นจะไม่เกิดขึ้นอีก ผมรับรอง”

“กฎก็ย่อมเป็นกฎ”

“แต่พี่ไม่ใช่ผู้คุมกฎแล้ว เป็นอาจารย์หรือก็เปล่า” หล่อนยังคงไม่ละความพยายาม จงใจส่งสายตาละห้อยไปทำลายเกราะโหดๆของนักบวชหน้าบูด

“ฉันทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้”

นักบวชหัวดื้อ ตอแยอะไรเธอนักหนา

เฟรินคิดหาทางหนีทีไล่สารพัด ก่อนจะจบลงด้วยการตัดสินใจกระตุ้นสัญชาตญาณของอดีตนักรบป้อมอัศวิน หญิงสาวสูดลมหายใจรวบรวมความกล้าก่อนเอ่ย

“งั้นผมขอท้าพี่”

“ท้าฉัน?” ดวงตาสีม่วงเป็นประกายขึ้นมาทันใด คิ้วเข้มเลิกขึ้นสูงพร้อมกับรอยยิ้มที่หาได้ยาก “เธอกล้า?”

คนตรงหน้ายังจำได้ว่าเธอเคยกลัวเขาจนหัวหด สะดุ้งทุกครั้งที่เขาเข้ามาใกล้

“ใช่ฮะ ถ้าผมชนะพี่ พี่ต้องลืมเรื่องนี้ซะ แต่ถ้าพี่ชนะ ผมจะบอกพี่ทุกอย่าง”

“ฉันไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทำอะไรไร้สาระแบบนั้น ในเมื่อเธอต้องบอกฉันมาเดี๋ยวนี้” ชายหนุ่มกอดอกและทำสีหน้ากึ่งพอใจกึ่งรำคาญกับข้อเสนอที่ได้ยิน

“พี่จะไม่ให้ทางถอยผมหน่อยหรือ อย่างน้อยก็ในฐานะนักรบแห่งป้อมอัศวินคนนึง ผมขอโอกาสสู้เพื่อปกป้องความลับของตัวเอง”

“ฉันไม่อยากสู้กับผู้หญิง”

“ตอนสงครามเอเดนเดมอส พี่ก็เคยสู้กับผม”

“นั่นคือการกำจัดธิดาแห่งความมืด ไม่ใช่การประลองกับรุ่นน้องผู้หญิง”

“ก็แค่คำแก้ตัวให้ฟังดูดี ผมไม่เห็นมันจะต่างกันตรงไหน”

คำท้าทายเริ่มทำให้อารมณ์นักบวชแห่งแอเรียสกรุ่น น้ำเสียงจึงห้วนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“หาเรื่องเจ็บตัวทำไม หรือเธอลืมไปแล้วว่ารสชาติของคัมภีร์มนตร์สวรรค์ไปแล้ว”

เมื่อเฟรินรู้ว่าเริ่มยั่วขึ้น หล่อนก็ยักไหล่แล้วพูดกระตุ้นเข้าไปอีก

“ผมมันความจำไม่ค่อยดี เรื่องไม่น่าจำนี่ลืมง่าย แต่พี่คงยังไม่ลืมรสชาติของผ่าปฐพี”

“ฉันจำได้” เสียงแข็งดังราวตวาด แต่ไม่สามารถทำให้หญิงสาวเปลี่ยนความตั้งใจ แม้จะเริ่มรู้สึกอยากวิ่งหนีตามวิสัยขโมย

“พี่ไม่อยากประลองให้รู้แพ้รู้ชนะหรือ” หล่อนแกล้งเลิกคิ้วพลางขึ้นเสียงสูง

“อย่ายั่วฉัน”

“นั่นสินะ ผมลืมไปว่าพี่เป็นนักบวช แต่ไม่รู้สิฮะว่านักบวชนี่รักสงบหรือขี้ขลาดกันแน่”

“ลงไปที่สวน เฟริน เดอเบอโรว์”


“ผมขออธิบายกติกาหน่อย”

ดวงตาสีม่วงหรี่ลงอย่างไม่เป็นมิตร ให้คนมองต้องลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

“คิดจะเล่นลูกไม้อะไร บอกไว้ก่อน ถ้าเธอเล่นตุกติก รับประกันว่าเรื่องนี้จะถึงมหาปราชญ์เลโมธีโดยไม่ผ่านคนกลาง”

สายลมหนาวพัดหวีดหวิวในสวนหลังป้อมที่เงียบสงบ ทุกคนคงกำลังรับประทานอาหาร และสวนแห่งนี้กว้างใหญ่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงบดบังสายตา การประลองครั้งนี้จึงไม่มีผู้ชมแม้แต่คนเดียว

“ผมคงต้องขอยืมมีดพี่”

“เรื่องมาก สู้ๆกันธรรมดาซะก็หมดเรื่อง”

ปากบ่นแต่ก็ยอมส่งมีดให้หญิงสาวแต่โดยดี เฟรินยิ้มน้อยๆก่อนจะปามีดสั้นสีเงินวาววับไปปักลงบนกิ่งไม้ที่อยู่เหนือสระน้ำกว้าง

“การประลองครั้งนี้ไม่ใช่การต่อสู้ แต่เป็นการแย่งชิงมีด”

ว่าพลางหยิบใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้นขึ้นมาแล้วโดนลงริมสระน้ำ

“ใบไม้ใบนี้จมเมื่อไหร่ มีดของพี่อยู่ในมือใครคนนั้นชนะ”

“น่าสนุก” รอยยิ้มที่หาได้ยากปรากฏขึ้นที่ใบหน้าหล่อเหลาของนักบวชหนุ่ม และยิ่งกว้างมากขึ้นเมื่อหญิงสาวตรงหน้าเรียกดาบแห่งจ้าวปีศาจมากระชับมั่นไว้ในมือ “อีกยี่สิบนาทีจะบ่ายโมง ฉันจะพยายามไม่ให้เธอต้องเข้าเรียนสาย”

“ผมก็จะไม่ให้พี่ต้องเสียเวลานอน”

ใบไม้แห้งนั้นลอยตัวอยู่เหนือน้ำได้อย่างมั่นคงราวเรือน้อย หากลมไม่พัด ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ใบไม้ใบนั้นจะจมลง

ทั้งคู่ยืนจ้องตากันนิ่งไม่ขยับ ใบไม่ก็ยังนิ่ง แต่พอมีเสียงนกร้องดังขึ้น เฟรินก็สะดุ้งสุดตัวแล้วพุ่งเข้าหาร่างสูงทันที

ลอเรนซ์ ดอร์นไม่นึกว่าสาวน้อยตรงหน้าจะพุ่งเข้ามาโจมตีเขา หล่อนน่าจะพุ่งเป้าไปที่มีดเล่มนั้นมากกว่า แต่ก็ไม่มีเวลาให้สงสัยเมื่อความเร็วของเจ้าหล่อนนั้นไม่ใช่ธรรมดา

เฟรินลงดาบอย่างเหี้ยมโหดไร้ความปรานี ด้วยรู้อยู่แก่ใจว่าไม่อาจออมมือให้คนตรงหน้าได้แม้แต่นิด คลื่นพลังจากผ่าปฐพีทำให้ต้นไม้รอบๆเกิดริ้วรอย ผิวน้ำเริ่มกระเพื่อม นักบวชขยับกายหลบไปมา พลางสอดส่ายสายตาหาหนทางไปเอามีดเล่มนั้น

ในที่สุดนักบวชก็พลาด กระแสพลังจากดาบใหญ่กระแทกเฉียดๆหัวไหล่เขาไปอย่างหวุดหวิด แต่ก็เรียกเลือดให้ซึมออกมาจากชุดนักบวชสีดำสนิท

“พี่เลิกออมมือได้แล้ว”

รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างพอใจ ก่อนที่มือของนักบวชแห่งแอเรียสจะวาดขึ้นมาตรงหน้า

“คัมภีร์มนตร์สวรรค์”

การปะทะเป็นไปอย่างดุเดือดโดยแทบจะไม่มีใครสนใจจะชิงมีดที่เป็นตัวกำชัยชนะ เมื่อเวลาผ่านไปชั่วครู่ เฟรินก็เริ่มหอบ เหงื่อไหลชื้น ตามแขนขาเริ่มมีรอยแผลถากๆหลายแห่ง แต่คู่ต่อสู้ยังไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อย

อาจจะสู้ไม่ได้...

ตอนสงครามเอเดนเดมอส เธอยังมีหวังชนะ

พี่เก่งขึ้นมาก พลังเวทในตัวก็เหมือนไม่มีที่สิ้นสุด แถมยังสุขุมขึ้น ไม่มุทะลุเหมือนเดิม

นี่ขนาดพี่ยังไม่ได้หยิบมีดออกมาเลยสักเล่ม

เฟรินปราดเข้าไปประชิดโดยไม่สนใจบาดแผลที่เกิดจากพลังของคัมภีร์มนตร์สวรรค์ คนถูกบุกจึงผงะเล็กน้อยก่อนจะทิ้งคัมภีร์ลงกับพื้นแล้วคว้ามีดสั้นสีเงินขึ้นมาแทน

มีดเล่มนับสิบเล็กปะทะกับผ่าปฐพี เสียงเปรื่องปร่างดังขึ้นพร้อมกับประกายไฟแลบออกมาจากรอยปะทะ ดาบใหญ่เหวี่ยงขึ้นโดยมีเป้าหมายที่คอของนักบวช แต่ยังไม่ทันใกล้ มีดสั้นก็ปักลงบนไหล่บางให้ดาบใหญ่ตกลงบนพื้น แขนเล็กห้อยตกลงข้างตัว

เฟรินรีบกระโดดถอยออกมา เลือดสีแดงสดไหลลงมาตามแขนแล้วหยาดหยดลงบนพื้น

“รู้ผลแพ้ชนะแล้วมั้ง เฟริน เดอเบอโรว์”

“ผมก็ว่างั้น” หล่อนตอบพร้อมกับแย้มรอยยิ้ม

ว่าแล้วหล่อนก็กัดฟันดึงมีดออกมาต่อหน้านักบวชหนุ่มที่เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ โลหิตพุ่งกระเซ็นออกมาเปรอะเปื้อนใบหน้าขาว แล้วเจ้าหล่อนก็ก้มลงบนพื้นแล้วเก็บก้อนขึ้นมาก้อนหนึ่ง

แล้วดวงตาสีม่วงก็ยิ่งเบิกกว้างหนักเมื่อเจ้าหล่อนขว้างก้อนหินก้อนนั้นไปโดนใบไม้แห้งจมลง

“หมดเวลา ผมชนะ มีดของพี่อยู่ในมือผม”

“เฟริน เดอเบอโรว์”

ดวงตาของนักบวชทอประกายวาววับพร้อมกับขยับเข้ามาใกล้ สีหน้าหงุดหงิดของคนตรงหน้าทำให้เจ้าหล่อนที่อยากจะเผ่นหนีเต็มทนถอยกรูด

“ผมไปได้แล้วใช่ไหมฮะ”

“เธอโกง”

เลือดสดๆยังหยดลงพื้นไม่หยุด ทำให้เจ้าตัวเริ่มหน้าซีดลงๆ เมื่อร่างสูงยื่นมือเข้ามาใกล้เจ้าหล่อนก็สะดุ้งเตรียมจะหันหลังหนี

“เอาแขนมา”

“ฮะ”

“ไม่ได้ยินหรือไง ฉันบอกให้เอาแขนมา”

ยังไม่ทันได้ทำตามคำสั่ง หญิงสาวนั่งแปะลงกับพื้นอย่างหมดแรง นักบวชจึงนั่งลงข้างๆแล้วชะโงกหน้าเข้ามาดูแผลใกล้ๆ

“ฉันมองไม่เห็น”

เจ้าหล่อนถอนหายใจเฮือกแล้วถอดเครื่องแบบชั้นนอกออก เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวในมีรอยขาดยาวตรงไหล่ซ้ายและโชกไปด้วยเลือดแดงฉานเกือบครึ่งตัว

มือใหญ่ฉีกแขนเสื้อออกโดยไม่ขออนุญาต แรงสะเทือนทำให้หล่อนต้องนิ่วหน้าอย่างเจ็บปวด ชายหนุ่มจับข้อมือเล็กยกแขนเรียวขึ้นนิดหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างสว่างวาบด้วยเวทรักษา

ความเงียบเข้าปกคลุม สายลมหนาวพัดผ่าน ใบไม้ร่วงหล่น เวลาผ่านไปหลายนาทีแต่ก็ยังไม่มีใครพูดอะไร

ดวงตาสีม่วงจับจ้องอยู่ที่บาดแผล แต่ดวงตาสีน้ำตาลจับจ้องไปที่ใบหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตรที่ขยับเข้ามาจนชิด

ดวงหน้าของลอเรนซ์ ดอร์นนั้นงดงามไร้ที่ติ ดวงตาสีอเมธิสต์ใสเป็นประกาย จมูกโด่งเป็นสัน เส้นผมสีทองสว่างไสวแม้อยู่ภายใต้ความมืดสลัวในเงาไม้ ผิวหน้าขาวเกลี้ยงเกลา แต่คิ้วเข้มและประกายกร้าวในดวงตากลับทำให้ใบหน้านี้ดูคมเข้มสมชายชาตรี

ราวกับรู้ว่าถูกจ้อง ใบหน้านั้นเงยขึ้นมาสบตาเธอแล้วจ้องกลับ ความร้อนแล่นวูบวาบขึ้นมาบนใบหน้าจนเกิดความกระดาก รีบหาคำพูดมาแก้เขิน

“บอกไว้ก่อนว่าผมจะไม่เล่าอะไรทั้งนั้น”

คิ้วเข้มขมวดอย่างหงุดหงิด ชายหนุ่มหันทางอื่นก่อนเอ่ย

“เห็นความบ้าของเธอ ฉันก็ไม่อยากรู้แล้ว”

ในเมื่อมันสำคัญขนาดนั้น เขาจะคาดคั้นไปทำไมนักหนา แถมยังรู้สึกแย่เหมือนกำลังรังแกผู้หญิง

เมื่อหันกลับมาก็พบดวงตาสีน้ำตาลใสเป็นประกายจ้องมองเขาพร้อมกับรอยยิ้มน้อยๆ

“ยิ้มอะไร ไม่เจ็บแล้วหรือไง”

“ขอบคุณฮะ” เสียงเอ่ยแผ่วเบา

เขาจ้องดวงตาสีน้ำตาลคู่โตนั้นอย่างค้นหา ก่อนจะหันไปทางอื่นแล้วปล่อยมือหล่อน เฟรินทดลองขยับแขนเบาๆแล้วยิ้มกว้าง

“ขอบคุณอีกครั้งฮะ”

“ขอบคุณทำไม แผลนั่นฉันเป็นคนทำ”

“ขอบคุณที่พี่ช่วยผมออกจากห้องวันนั้น”

ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนพลางเดินไปเก็บมีดสั้นของตน โดยมีหญิงสาวนั่งมองตาม สักพักเขาก็เดินกลับมาก้มลงเก็บเสื้อของหล่อนแล้วคลุมลงบนไหล่บาง

“ไปทำแผลที่ห้องพยาบาลซะ”

เฟรินยิ้มรับ พลางเอื้อมมือไปจับชายเสื้อของนักบวช

“พี่ก็เหมือนกัน ผมรู้ว่าพี่ก็โดนไปไม่น้อย”

นักบวชเดินจากไปพร้อมกับเสียงสบถอย่างหงุดหงิด เฟรินยังคงนั่งอยู่กับที่ เหม่อมองไปยังสระน้ำ

ฉันจะปกป้องเรื่องนี้ไว้ เป็นสิ่งสุดท้ายที่จะทำเพื่อเรา

หล่อนนิ่งมองใบไม้ร่วงหล่นอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะสะดุ้งเมื่อเอวถูกรวบให้ลุกขึ้นยืน

“เดินไม่ไหวก็บอกสิ”

“เดินไหวสิฮะ ผมนั่งเล่นเฉยๆ”

มือใหญ่ปล่อยออกในทันที ซึ่งหล่อนก็ทรุดลงไปทันทีเหมือนกัน เมื่อเห็นแววตาสมเพชที่ขายหนุ่มส่งมา ก็ต้องก้มหน้างุดด้วยความเขิน

“ง่า...ผมแค่ไม่ทันตั้งตัว”

“อยู่เฉยๆแล้วอย่าพูดมาก”

ชายหนุ่มช้อนร่างหล่อนขึ้นจากพื้นแล้วเดินไปวางไว้ที่ห้องพยาบาลโดยที่หล่อนไม่กล้าประท้วง เมื่อทำแผลเสร็จ เฟรินก็ไม่เห็นร่างของนักบวชอีก หญิงสาวจึงเดินกลับห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้า

เลยเวลาเข้าเรียนไปนานแล้ว โดดซะดีไหม

ระหว่างที่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย หล่อนก็เดินผ่านห้องหัวหน้าป้อม แล้วก็เผลอมองประตูบานนั้นไปโดยไม่รู้ตัว

ป่านนี้ นายคงนั่งขยันเป็นนักเรียนดีเด่นเหมือนเคย ไม่มีเวลาจะมานั่งสับสนเหมือนเธอ

ประตูเปิดออกให้สะดุ้ง คนที่ไม่คิดว่าจะอยู่กลับเปิดประตูออกมา ดวงตาสีฟ้ากวาดมองร่างเธอแวบหนึ่ง เฟรินสังเกตเห็นแววไหววูบเมื่อเขาเห็นรอยเลือดบนเสื้อของเธอ

“นายโดนอะไรมา”

“ฉันประลองกับพี่ลอเรนซ์”

“เป็นอะไรมากหรือเปล่า”

“ไปห้องพยาบาลมาแล้ว อีกสองสามวันก็หาย”

“งั้นหรือ”

แล้วเจ้าชายแห่งคาโนวาลก็เดินกลับไปเข้าห้องเรียน ทิ้งอดีตคนรักไว้เบื้องหลังกับความรู้สึกที่หลากหลาย








 

Create Date : 08 มีนาคม 2549    
Last Update : 8 มีนาคม 2549 0:18:21 น.
Counter : 1245 Pageviews.  

บทที่ 5 การฆ่า





เมื่อชีวิตเริ่มต้น สมองก็ค่อยๆซึมซับเรียนรู้


ว่าสิ่งมีชีวิตแตกต่างจากสิ่งของ

สิ่งมีชีวิตมีการตอบสนอง มีการเติบโต มีวิญญาณ

มนุษย์แตกต่างจากสัตว์

เพราะมีเหตุผล มีหัวใจ

เคยมีคนว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว

ร่างกายย่อมเป็นทาสของหัวใจ


หากเป็นเช่นนั้น


ถ้าเธอฆ่าหัวใจเขาทิ้ง... กายเขาก็คงตายตาม





“แกไปหิวโซมาจากไหนนี่”


“ถามไอ้คาโลมันสิ”

“มันบอกว่าแกไปทำอะไรผิดมาเลยโดนขัง”

“ก็อย่างนั้นแหละ”

คิลขมวดคิ้วอย่างงงงวยแต่ก็ไม่คิดจะซักต่อ ทันใดนั้นหูก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเสียงนั้นกระแทกถี่ๆเหมือนเจ้าของกำลังวิ่ง ก่อนจะชะลอลงแล้วมาหยุดอยู่ที่หน้าประตู

บานประตูเปิดออกอย่างแรง แล้วร่างสูงในความคาดหมายของเฟรินก็ปราดเข้ามา ดวงตาสีฟ้าคู่สวยเหมือนมีเปลวเพลิงไหวระริกอยู่ แต่พอมองเห็นนักฆ่าแห่งซาเรสนั่งอยู่ ดวงหน้าคมคายก็แปรเปลี่ยนเป็นราบเรียบไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ร่างนั้นเดินมายืนข้างเตียงก่อนเอ่ย

“นายออกมาได้ยังไง”

เฟรินยังคงก้มหน้าก้มตากินอาหารต่อไปเงียบๆเหมือนไม่ได้ยิน

“ใครปล่อยนายออกมา” เจ้าชายแห่งคาโนวาลพูดเป็นครั้งที่สอง

“คิล น้ำ” เฟรินพูดโดยไม่หยุดกิน

เพื่อนซี้กระตุกมุมปากเมื่อได้ยินคำสั่ง ก่อนจะลุกไปรินน้ำให้คนป่วยแต่โดยดี สายตาก็เหลือบมองท่าทีแปลกๆของเจ้าชายหนุ่มอย่างสงสัย ก่อนเข้าไปกระซิบถาม

“พวกนายทะเลาะกันอีกแล้วเรอะ”

คาโลไม่ตอบ คิลเลิกคิ้วนิดๆแล้วเปลี่ยนไปถามคนที่พูดง่ายกว่า

“นายงอนอะไรมันอีกล่ะ”

“น้ำ” น้ำเสียงกระแทกอย่างหงุดหงิด

“เออๆ สั่งจริง” ชายหนุ่มรีบส่งแก้วน้ำให้

“เฟริน ฉันถามว่าใครปล่อยนายออกมา อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำ” คาโลเอ่ยเสียงเย็นเยียบ

“ยังไม่อิ่มเลยว่ะคิล”

“นายจะเอาอีกเรอะ” นักฆ่าส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย “ไปเอาให้ก็ได้วะ รอแป๊บ”

พอคิลทำท่าจะลุก เฟรินก็เงยหน้าขึ้นเหมือนนึกอะไรได้ มือเล็กดึงเสื้อไว้พลางฉุดให้นั่งลงที่เดิม

“ฉันไม่เอาแล้ว นายอยู่นี่แหละ”

คิลหันไปมองเพื่อนเจ้าชายของเขา ชายหนุ่มพยักหน้าก่อนเอ่ย

“นายออกไปก่อน”

“ไม่ต้องออก!” เฟรินตะโกนลั่น

เจ้าของดวงตาสีม่วงขมวดคิ้วอย่างยุ่งยากใจ หันไปมองเพื่อนซี้ซ้ายทีขวาที ก่อนจะก้มลงขยี้หัวเพื่อนสาวแล้วกระซิบเบาๆ

“เจ้าชายอย่างมันอุตส่าห์มาง้อนาย นายก็ยอมๆให้มันง้อหน่อยเถอะน่า คบกันมาจนจะแต่งอยู่แล้ว จะงอนอะไรนักหนา”

“คิล นายไม่รู้อะไร มันนั่นแหละที่ขังฉัน”

ดวงหน้าของนักฆ่าหนุ่มฉายแววแปลกใจเล็กน้อย เขาหันไปมองคาโลซึ่งยืนนิ่งไม่ปฏิเสธ ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ

“นายไปทำเรื่องยุ่งอีกล่ะสิ”

“ไอ้บ้า!”

“เรื่องของพวกนาย จัดการกันเองเถอะ ฉันไม่ยุ่งดีกว่า”

ว่าแล้วคิลก็เดินออกจากห้อง คาโลเหลือบมองบานประตูแวบหนึ่งแล้วเสียงล็อกก็ดังขึ้น

“นายโกรธ?” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ

ริมฝีปากบางเผยอออกเล็กน้อยราวกับเจ้าตัวจะเอ่ยคำพูด แต่ก็ไม่มีเสียงใดๆเล็ดลอดออกมาจากเรียวปากงามคู่นั้น เมื่อหล่อนเงียบ ร่างสูงก็เดินเข้ามาใกล้ทำท่าจะนั่งลงบนเตียง เฟรินรีบขยับกายหนีลงไปอีกฝั่ง ชายหนุ่มก็ก้าวตามจนหล่อนถอยไปจนมุมที่กำแพง

“อย่าเข้ามาใกล้ฉันนะไอ้วิปริต”

“วิปริต?”

เฟรินเหลือบมองรอยมัดที่ข้อมือของตนแล้วเบือนหน้าไปทางอื่น แต่ชายหนุ่มก็ทันสังเกตเห็นท่าทางของหล่อน เขาเคลื่อนกายเข้าไปใกล้พลางยกสองแขนวางบนผนังคร่อมร่างหล่อนไว้ไม่ให้หนี เฟรินพยายามออกแรงผลักร่างนั้นออก แต่คาโลกลับเบียดกายเข้าไปจนชิด

หญิงสาวรีบกำหมัดเตรียมจะสู้ แต่ชายหนุ่มก็รู้ทัน เขาจับข้อมือหล่อนกดไว้เหนือศีรษะทั้งสองข้าง เมื่อหล่อนยกขาขึ้นเตรียมจะถีบ คาโลก็ดันตัวเข้าไปแนบชิดจนหล่อนขยับไม่ได้ ดวงหน้าคมคายโน้มลงจนริมฝีปากอุ่นแนบลงที่ใบหูแล้วงับเบาๆให้หญิงสาวสะดุ้ง

“ฉันไม่เห็นว่านายจะไม่ชอบ” เสียงนั้นเบาราวกระซิบ

คำพูดนั้นทำให้แก้มใสร้อนผ่าว ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงก่ำราวจับไข้

การถูกมัดจนขยับไม่ได้และถูกปิดตาทำให้หล่อนกลัว แต่นอกจากความกลัวแล้ว สิ่งที่แฝงอยู่ก็คือความตื่นเต้นที่ทำให้หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ความรู้สึกนั้นรุนแรงเสียจนไม่รู้ว่าหล่อนตัวสั่นด้วยความกลัวหรือเพราะตื่นเต้นกันแน่

เสื้อผ้าถูกถอดออกทีละชิ้นๆ จนในที่สุดทั้งเนื้อทั้งตัวก็เหลือเพียงสร้อยเส้นบางประดับจี้สีแดงสด ตัดกับผิวขาวละเอียดที่แสงในยามเช้าจนมองเห็นได้ทุกซอกทุกมุม

ยิ่งมองไม่เห็นก็ยิ่งรู้สึก

เธอรู้ว่าร่างทั้งร่างกำลังถูกจ้อง พลังของสายตานั้นทรงอานุภาพยิ่งนัก ยิ่งเขาลูบไล้ร่างหล่อนอย่างช้าๆ ความรู้สึกทั้งหมดก็ดูจะไปจดจ่ออยู่กับสัมผัสร้อนผ่าวนั้น ทุกครั้งที่ถูกประทับรอยจูบ หล่อนก็แทบจะสะกดกลั้นเสียงครางไว้ไม่ได้

หล่อนหายใจหอบราวกับเหน็ดเหนื่อยอย่างเหลือแสน ร่างทั้งร่างอ่อนระทวยราวกับไร้กระดูก เขาทำให้ร่างกายของหล่อนตกเป็นทาส

ไม่มีความเจ็บปวดใดๆ สิ่งที่ทำร้ายหล่อนมีเพียงความตื่นเต้นและความสุขจนแทบขาดใจ

ม่านหมอกแห่งความเงียบเข้าปกคลุมสองร่างอยู่ครู่ใหญ่ อากาศภายในห้องหนาวเย็นเพราะกำลังย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ความเย็นเริ่มส่งผ่านจากกำแพงแข็งกระด้างผ่านเสื้อผ้าเข้าสู่แผ่นหลังของหญิงสาว แต่ด้านหน้า แผ่นอกกว้างของเจ้าชายหนุ่มที่เบียดแนบชิดเริ่มทำให้รู้สึกร้อน

“คาโล นายเสียสติไปแล้วรู้ตัวไหม” เฟรินเงยหน้าขึ้นเผชิญหน้า ดวงตาสีน้ำตาลจ้องลึกลงไปในดวงตาสีฟ้าคู่สวยอย่างแน่วแน่ก่อนเอ่ยต่อ “นายขังฉันเชียวนะ”

“เสียสติ?” คิ้วเข้มเลิกขึ้น “ก็อาจใช่ นายทำให้ฉันเป็นแบบนี้”

“ฉันหรือทำ? นายก็เห็น ฉันไม่ได้ตั้งใจให้หมอนั่นจูบ”

ดวงตาสีฟ้าเปล่งประกายวาววับ มือใหญ่ออกแรงกดจนนิ้วจมลึกลงในข้อมือเล็ก

โร เซวาเรส มันจงใจเย้ยเขา

“แต่ฉันทนไม่ได้ อย่าให้ใครมาแตะต้องตัวนายอีก”

“มันจะมากไปแล้วนะ ฉันไม่ใช่ของของนาย”

“แม้แต่คิล” เสียงสั่งหนักแน่น

เฟรินนิ่งอึ้ง หล่อนส่ายหน้าพลางถอนหายใจแรง ดวงตาหลับแน่นกัดฟันกรอด

เธอควรจะดีใจไหมที่มันรักเธอมากถึงขนาดนี้

“ปล่อยฉันได้แล้ว นายจะคุยห่างๆไม่ได้หรือไง”

หญิงสาวเลิกดิ้น น้ำเสียงอ่อนลงมาก คาโลก้มหน้าลงพลางถอนหายใจเบาๆก่อนเอ่ย

“เวลาสัมผัสนายฉันจะสงบใจตัวเองได้” เขาปล่อยมือออกแล้วรวบร่างเล็กเข้ามากอดเบาๆ พลางก้มลงสูดดมกลิ่นหอมหวานจากผิวสาว

ยามนี้หล่อนสวมเสื้อผ้าของเขา ใช้สบู่ของเขา แต่กลิ่นกายของหล่อนก็ยังมอมเมาสติของเขาได้

“ถ้าไม่จับนายไว้ ฉันก็ไม่รู้จะเป็นบ้าไปเมื่อไหร่”

“นายเป็นไปแล้ว”

“งั้นนายก็ต้องช่วยฉัน ไม่ให้ฉันบ้าไปกว่านี้”

แม้ร่างหล่อนจะยังอยู่ในอ้อมแขน แต่หัวใจกลับเหมือนอยู่ไกลแสนไกล จับไม่ติด สัมผัสไม่ได้ ความอ้างว้างนั้นมันทำให้เขาเจียนคลั่ง

ไข่มุกแสงจันทร์ สิ่งแทนความรักสีขาวนวลแลดูอ่อนโยนถูกกลืนหายลงไปในกายหล่อน แทนที่ด้วยพลอยโลหิตสีแดงสด สีแห่งรักอันเร่าร้อน เต็มไปด้วยอารมณ์อันรุนแรง ทั้งอิจฉาริษยา ทั้งหวงแหน บดบังดวงตาและสติจนมองข้ามสามัญสำนึกและเหตุผล ลืมเลือนศักดิศรีและศีลธรรม

อ้อมกอดกระชับแน่น ร่างเล็กนั้นเลิกขัดขืน เธอยอมให้เขากอดจนพอแล้วจึงดึงแขนให้นั่งลงบนเตียง ดวงตาสีน้ำตาลใสเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่าง ริมฝีปากสีกุหลาบขยับเอ่ยเบาๆ

“เราคบกันมานานจริงๆ”

“เฟริน”

“เมื่อก่อนนายน่าเบื่อ แต่ก็น่ารักดี”

พูดแล้วหล่อนก็ก้มลงยิ้มกับตัวเอง ดวงตาสีฟ้าคู่สวยมองหล่อนอย่างฉงน

“ต่อมานายก็น่าเบื่อ แล้วก็น่าเบื่อ แต่นั่นไม่สำคัญหรอก เพราะฉันยังรักนาย”

“นายพูดอะไร”

หล่อนยังคงมองออกไปนอกหน้าต่าง ริมฝีปากยังเอื้อนเอ่ย

“แต่ตอนนี้นายเป็นบ้า แล้วก็ใจร้าย ฉันไม่รู้แล้วว่าต่อไปนายจะทำอะไรแปลกๆกับฉันอีก” หล่อนหันกลับมามองใบหน้างดงามไร้ที่ติราวรูปสลักอย่างเรียบเฉย ไร้ความโกรธเกรี้ยว ก่อนเอ่ยช้า ชัด

“ฉันเกลียดนาย”

เหมือนสมองหยุดทำงาน หัวใจหยุดเต้น หายใจไม่ออก ตามองไม่เห็น โลกทั้งโลกดับมืด

เหมือนหล่อนฆ่าเขาให้ตาย

หล่อนเคยพูดคำนี้หลายครั้ง แต่ก็เหมือนพูดพล่อยด้วยอารมณ์ ไม่มีครั้งไหนที่จะจริงจังและมากน้ำหนักเท่าครั้งนี้

ร่างสูงเกร็งชะงัก ก่อนจะผ่อนลงแล้วซบหน้าลงกับบ่าของหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างกาย

“แต่ฉันรักนาย”

เฟรินอยากจะร้องไห้ แต่ไม่ใช่เพราะหล่อนเศร้า

หมอนี่ต่างหากที่หล่อนจะร้องไห้แทน

“เลิกกันเถอะคาโล”

“ไม่”

“ฉันไม่อยากอยู่ใกล้นายอีกแล้ว”

“ฉันจะอยู่ห่างๆ ถ้านายต้องการ”

“นายไม่เคยทำได้อย่างที่พูด นายทำตามใจตัวเองทุกอย่าง นายไม่เคยสนใจว่าฉันรู้สึกยังไง”

ใช่ คาโลไม่เคยสน ไม่เคยเอาอกเอาใจ ตลอดห้าปีที่ผ่านมามันปล่อยให้เธอเหงาอยู่เสมอ

หลายครั้งที่เธอเป็นฝ่ายเข้าหา แต่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูจะรบกวนความสงบของมันไปซะหมด

บางครั้งเธอก็นึกสงสัยว่าตัวเองเรียกร้องมากเกินไปหรือ รู้ทั้งรู้ว่ามันงานยุ่งชอบทำตัวเย็นชาจนเป็นนิสัย แต่เธอก็แค่อยากให้มันสนใจเธอมากกว่าที่เป็นอยู่

ถ้าเป็นเมื่อก่อน ยามคิดถึงเรื่องนี้เธอคงนึกน้อยใจจนน้ำตาไหล แต่ตอนนี้จิตใจมันด้านชาราวกับผนังหินเย็นๆ ไม่รู้สึกรู้สา

เรื่องพวกนั้นแทบกลายเป็นเรื่องเล็กเท่าเศษธุลี เมื่อเทียบกับสิ่งที่หมอนี่กระทำต่อเธอในยามนี้

“ฉันอยากให้นายมีความสุขเสมอเฟริน และฉันจะพยายามทำให้ได้”

“นี่นายลืมไปแล้วหรือว่านายเพิ่งจะขังฉัน หรือนายคิดว่าแบบนั้นฉันจะมีความสุข”

“ขอพียงนายรักฉัน นายจะมีความสุข ฉันสาบาน”

“ฉันไม่เชื่อคำสาบานของนายอีกแล้ว อย่าให้มันยืดเยื้ออีกต่อไปเลยคาโล อย่าให้ฉันต้องเหยียบย่ำศักดิศรีเจ้าชายของนาย ซึ่งมันแทบจะไม่มีเหลือแล้วในสายตาฉัน”

คำพูดนั้นเฆี่ยนลงที่หัวใจจนรวดร้าว คาโลยืดตัวตรง ดวงตาสีฟ้าที่แฝงรอยเจ็บช้ำอย่างแสนสาหัสจ้องมองใบหน้าเฉยชาของหญิงสาวที่เขารัก มือใหญ่กำแน่นจนข้อขึ้นขาว

เฟรินกำลังฆ่าเขา

“คำพูดของฉันมันไร้ความหมาย ความรักของฉันมันไร้ค่าขนาดนั้นเชียวหรือเฟริน”

หญิงสาวซ่อนมือที่กำลังสั่นไว้ด้านหลัง

คำพูดของหล่อนกำลังเฉือนหัวใจเขา และหัวใจตัวเอง

หล่อนเจ็บ เท่าๆกับที่เขาเจ็บ

คนที่กำลังฆ่าความรักของคนอื่นจะเจ็บปวดเหมือนเธอไหม

แต่โอกาสนี้หาได้ยากนัก และเจ็บปวดเกินกว่าที่จะพูดซ้ำได้

หล่อนจะต้องเข้มแข็ง

มือเล็กยกขึ้นคลำที่คอหวังจะถอดสร้อยแห่งเจ้าหญิงคาโนวาลออกคืนให้ชายหนุ่มเบื้องหน้าเป็นการเพิ่มความหนักแน่นให้ตัวเอง แต่ลำคอของหล่อนกลับว่างเปล่า

“สร้อยนายไม่อยู่แล้ว เรื่องของเราก็ให้มันเหมือนสร้อยเส้นนั้นเถอะ”


ใบหน้าขาวนั้นก้มต่ำจนมองไม่เห็นสีหน้า ร่างสูงของคาโลขยับออกห่าง เขาลุกเดินออกจากห้องไปเงียบๆ


หายไปดั่งสายลม ไร้วี่แวว ไร้ความรู้สึก แผ่วเบาดุจไร้วิญญาณ

ความรักกำลังตาย...


และหัวใจสองดวงก็กำลังตาย






 

Create Date : 20 มกราคม 2549    
Last Update : 20 มกราคม 2549 23:05:58 น.
Counter : 1342 Pageviews.  

บทที่ 4 ต้นอ่อนแห่งความบาดหมาง



“ฉันรักนายจนไม่รู้จะทำอย่างไรแล้วเฟริน”


เพื่อนายแล้ว ฉันยอมเป็นคนบาปที่ทิ้งแม้แต่ประเทศชาติ

เพื่อนายแล้ว ฉันทิ้งได้แม้แต่ศักดิ์ศรีแห่งแดนนักรบ

เพื่อนายแล้ว แม้ชีวิตฉันก็ให้ได้


ขอเพียงนายยังอยู่เคียงข้างฉัน





ร่างเล็กนอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ บนตักมีสมุดเล่มเล็ก ในมือมีดินสอ ตำราหลายเล่มกระจายอยู่รอบตัว หล่อนคงมานั่งทำการบ้านที่นี่แล้วผล็อยหลับไป


ชายหนุ่มนั่งลงใกล้ๆ ดวงตาสีฟ้าคู่สวยทอดมองใบหน้าหวานของหญิงสาวตรงหน้าอย่างถือสิทธิ์ ดวงหน้าขาวนวลเนียนน่ารัก ดวงตากลมโตถูกซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตาหนา เรือนผมสีน้ำตาลยาวสลวยดูนุ่มนวลราวกับกลุ่มไหม


ความงามที่เขาเป็นเจ้าของ


ชายหนุ่มค่อยๆเอื้อมมือไปปัดปอยผมที่ปรกใบหน้าออกให้ แล้วนั่งมองเจ้าหญิงของเขาถูกอาบไล้ด้วยแสงอาทิตย์อัสดง รัศมีสีแดงที่ระบายลงบนร่างทำให้หล่อนดูสวยราวกับภาพวาด เขานั่งมองภาพที่เห็นอย่างหลงใหล แทบไม่อยากกระพริบตา ราวกับว่ามันจะซึมซับลงไปในร่างเขาได้


เมื่อฟ้ามืด คาโลก็ช้อนร่างนั้นขึ้นมาแล้วเดินกลับเข้าป้อม เฟรินผอมลงนิดหน่อย อ้อมแขนของเขารู้สึกได้ยามเมื่อโอบกอด น้ำหนักก็รู้สึกเบาลง


แพขนตาหนากระพริบขยุกขยิก เฟรินตื่นแล้ว แต่เขาก็ยังคงอุ้มหล่อนไว้


“ฉันเดินเองได้น่า” เมื่อเขาไม่ยอมปล่อย เจ้าหล่อนก็ดิ้นกุกกัก


“นายอยู่เฉยๆเถอะ” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ


เมื่อเขาไม่มีทีท่าว่าจะปล่อย เจ้าหล่อนก็หยุดดิ้นแล้วเมินหน้าไปทางอื่น ดวงตาสีน้ำตาลคู่โตเหม่อมองไปอย่างไร้จุดหมาย


ภาพของหญิงคนรักที่ดูไร้ความสุขทำให้เจ้าชายหนุ่มปวดใจนัก


เพราะเขา งั้นหรือ...


“ฉันรักนาย” เขากระซิบเบาๆข้างหูของหญิงสาวในอ้อมแขน


เฟรินเบือนหน้ามาทางเขา ใบหน้าหวานนั้นไม่มีแม้แต่รอยยิ้ม หล่อนมองหน้าเขาด้วยสายตาว่างเปล่าก่อนจะเมินไปทางอื่น


อาการเฉยชานั้นทำให้หัวใจกระตุก ตามด้วยความไม่พอใจที่พุ่งขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้


“นายเกลียดฉัน?”


“เปล่า”


“งั้นก็พูดสิว่ารักฉัน”


ไม่มีคำตอบจากเรียวปากบางคู่นั้น ทั้งคู่ยังคงก้าวต่อไปในความเงียบ เมื่อถึงห้อง เขาก็ค่อยๆวางร่างหล่อนลงบนพื้น


“ราตรีสวัสดิ์” เฟรินเอ่ยเสียงแผ่ว


หล่อนเอื้อมมือไปเปิดประตูห้อง แต่มือใหญ่กลับรั้งไหล่บางไว้เบาๆ


เบาแสนเบา แต่หล่อนก็ดิ้นไม่หลุด


“เฟริน” เสียงทุ้มกระซิบข้างหู


“มีอะไร” หล่อนไม่ได้ถอยหนี แต่ก็ไม่ได้หันกลับไปมอง


“พูดสิว่ารักฉัน”


“ไม่ล่ะ ไม่มีอารมณ์” หล่อนปัดมือเขาออกไป


“พอกันที” น้ำเสียงนั้นเย็นเยียบ “นายเป็นแบบนี้มันหมายความว่ายังไง ถ้านายไม่เต็มใจจะอยู่กับฉันก็เลิกกันดีกว่า” มือที่แข็งราวกับคีมเหล็กนั้นกระชากต้นแขนให้หล่อนหันกลับมาเผชิญหน้า ดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไป แต่กลับมีประกายประหลาดวูบไหวขึ้นมา


“นาย...”


ไม่ทันที่ริมฝีปากบางจะเอื้อนเอ่ย มือใหญ่ก็เลื่อนมาปิดมันไว้ คาโลสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างระงับอารมณ์ก่อนจะเอามือออกแล้วรวบเอามือหล่อนทั้งสองข้างขึ้นมาจูบ


“ขอโทษ”


“คาโล”


“ฉันนิสัยแย่แบบนี้ตลอด เอะอะก็บังคับนาย ฉันขอโทษ”


มันแปลกเหลือเกินที่คนอย่างเจ้าชายผู้แสนหยิ่งคนนี้จะพูดคำนี้ออกมาอย่างง่ายดาย ดวงตาสีน้ำตาลคู่โตมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างมีความหมาย


ความรู้สึกที่ไม่มั่นคงในใจคงถ่ายทอดไปสู่เขา นอกจากหล่อนจะไม่มีความสุขแล้ว บรรยากาศแย่ๆที่หล่อนสร้างขึ้นยังทำให้คนอย่างหมอนี่ไม่เป็นตัวของตัวเอง


มือเล็กเอื้อมไปสัมผัสแก้มขาวของเจ้าชายหนุ่มแล้วลูบเบาๆ คาโลหลับตาลงให้สัมผัสอ่อนโยนส่งผ่านความอบอุ่นเข้าไปในร่าง เขาจับมือนั้นให้แนบกับดวงหน้าอยู่เนิ่นนาน


“อย่ากังวลไปเลย” หญิงสาวกระซิบเบาๆแล้วซบหน้าลงกับอกกว้าง เสียงหัวใจของคาโลเต้นแรงจนได้ยินชัด หล่อนรู้สึกถึงความอุ่นของอ้อมแขนที่ค่อยๆโอบกระชับร่าง แนบชิดจนหล่อนรู้สึกถึงความบอบบางของตัวเองและความแข็งแกร่งของบุรุษเบื้องหน้า


“คืนนี้นอนกับฉันนะ”


“ไม่เอา” เจ้าหล่อนรีบขืนตัวออกแต่ชายหนุ่มยังรั้งไว้


“ฉันไม่ทำอะไรก็ได้ แค่อยู่ใกล้ๆฉันก็พอ”


“จริงนะ”


“ฉันไม่ชอบโกหก”





เสียงขีดเขียนกับแสงไฟเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าหัวหน้าป้อมยังคงมีงานต้องทำ หล่อนนอนเงียบๆอยู่บนเตียงแกล้งทำเป็นหลับ แต่สมองยังคงครุ่นคิดไม่หยุด


‘อย่ากังวลไปเลย’ งั้นหรือ


หลอกให้หมอนี่ตายใจ หลอกให้คิดว่าเรายังมีอนาคต


เสแสร้งได้ยอดเยี่ยม ไม่เสียชื่อยอดนักต้ม แต่ตอนนี้คงต้องพ่วงฉายายอดมารยาเข้าไปด้วย


จนบัดนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองรู้สึกยังไง


ฉันไม่อยากอยู่ใกล้นาย ไม่อยากให้นายกอด ไม่อยากให้นายล่วงเกิน


แต่ฉันก็อาจจะยังรักนาย...


พอเห็นนายทำสีหน้าเจ็บปวด พอเห็นแววตาที่หวั่นไหวของนาย ฉันก็สงสารจนทนไม่ได้


รัก...เราคบกันมาห้าปี มีหรือจะไม่รักไม่ผูกพัน ไม่มีทางหรอกที่พอเห็นนายเศร้าแล้วฉันจะไม่รู้สึกอะไร


แต่มันมีสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือ... ความเกลียด


นายเพาะมันขึ้นมาในใจฉัน


ต้นอ่อนอันน่ารังเกียจที่เติบโตขึ้นมาจากเมล็ดพันธุ์แห่งความเฉยชา





เสียงปิดสมุดและเสียงเก้าอี้เลื่อนทำให้หล่อนหลุดจากภวังค์ ไฟในห้องถูกทำให้มืดสนิท ผ้าห่มถูกเลิกขึ้นและร่างอุ่นๆขยับเข้ามาแนบชิด ร่างของหล่อนถูกดึงเข้าไปในอ้อมอก มือใหญ่ลูบไล้ใบหน้าและเรือนผม แล้วริมฝีปากอุ่นก็ทาบลงมาที่หน้าผากแผ่วเบา


หล่อนยังคงแกล้งหลับ หูของหล่อนจับเสียงถอนหายใจของคนข้างๆได้ถนัด ก่อนที่เขาจะคลายอ้อมแขนออกเล็กน้อยแล้วขยับผ้าห่มให้คลุมทั้งสองร่างไว้


ยามเช้ามาถึงอย่าเงียบงัน ช่วงเวลาแห่งความหนาวเย็นทำให้ไร้เสียงนกแมลงใดๆมารบกวน


เฟรินกลับห้องตัวเองตั้งแต่ยังไม่สว่าง คาโลยังคงหลับอยู่ หล่อนจงใจใช้ฝีเท้าแผ่วเบาเพื่อไม่ให้เขาตื่น ทางเดินมืดและเงียบ แต่หล่อนก็ก้าวต่อไปได้ด้วยความคุ้นเคย


“นาย...ออกมาจากห้องคาโล”


เสียงที่ดังจากข้างหลังทำให้หล่อนสะดุ้งเฮือก ดวงตาสีเขียวแฝงประกายเฉลียวฉลาดส่องสว่างเป็นประกายในความมืด


“โร”


ชายหนุ่มส่งยิ้มบางๆให้หล่อน แล้วเดินเข้ามาใกล้


“ไม่ต้องมองระแวงแบบนั้นก็ได้ ฉันไม่เอาไปบอกใครให้ตัวเองปวดใจหรอก อีกอย่าง ทาสไม่มีวันทรยศผู้เป็นนายได้หรอก”


“ฉัน...”


“แต่ฉันนึกไม่ถึงเลย ว่าการบอกรักของฉันจะทำให้คู่รักที่กำลังจะจบกันกลับมาสวีทกว่าเดิม”


“มันไม่ใช่อย่างที่นายคิด”


“แล้วมันเป็นยังไงล่ะ”


ดวงตาสองคู่จ้องกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ชายหนุ่มจะเป็นฝ่ายหลบ


“ช่างเถอะ จะเป็นยังไงฉันก็คงผิดหวัง ยังไงขอทานก็คงจะสู้เจ้าชายไม่ได้”


“โร”


“ยังไงขอทานก็คงหาทางบังคับเจ้าหญิงได้ไม่เท่าเจ้าชาย”


“โร” คราวนี้เสียงเรียกแหลมสูงอย่างพิศวง


หมอนี่รู้อะไร


ดวงตาสีน้ำตาลคู่โตซ่อนรอยหวั่นไหวไว้ไม่มิด โรมองหน้าหล่อนก่อนจะยิ้มให้


“ไม่ต้องห่วงหรอก รู้ไว้เถอะว่าฉันจะทำแต่สิ่งที่จะทำให้นายมีความสุข”


“พูดอะไรของนาย” ดวงหน้าหวานเริ่มขึ้นสี คำพูดตรงๆของคนชอบอมพะนำทำให้แก้มทั้งสองข้างร้อนผ่าว


“ฉันก็กำลังตัดใจไง ว่าแต่...” ชายหนุ่มว่าพลางขยับเข้ามาใกล้


“อะไร”


“นายจะไม่สงสารฉันหน่อยรึ”


“แล้วจะให้ฉันทำไง อย่าบอกนะว่า...”


“จูบได้ไหม”


“ไม่ได้” เฟรินตอบทันควัน


“ครั้งสุดท้าย” โรต่อรอง


“คราวที่แล้วที่นายจูบฉัน รู้ไหมว่ามันทำให้ฉันลำบากแค่
ไหน”


“ฉันรู้แต่ว่าขอทานโดนพระอาญาจากเจ้าชายเข้าไปหลายหมัด ไม่รู้หรอกว่าเจ้าหญิงโดนอะไรบ้าง”


น้ำเสียงทีเล่นทีจริงแต่แฝงด้วยความเศร้านั้นสะเทือนเข้าไปในใจของหญิงสาว เฟรินเลือกที่จะเงียบ หล่อนสงสารโรและอยากจะตามใจเขาเป็นครั้งสุดท้าย แต่ก็กลัวผลลัพธ์ที่จะตามมา


“โร ฉัน...”


ไม่มีคำอนุญาต แต่ริมฝีปากก็ถูกขโมยไปอย่างแผ่วเบาราวกับสายลมพัดผ่าน โรยิ้มบางๆให้หล่อนแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว


ขอทานที่ริจะเป็นขโมยสร้างความว้าวุ่นใจให้เจ้าหญิงผู้ไม่ถนัดการถูกจีบยิ่งนัก หล่อนยังคงยืนนิ่งมองร่างของโรเดินหายเข้าไปในความมืดจนลับตาก่อนจะหันหลังกลับมาชนกับร่างสูงที่ไม่รู้ว่ามายืนอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่


“คาโล”


ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นเย็นชาราวกับน้ำแข็ง ตรึงร่างหล่อนไว้จนขยับไม่ได้ เขากวาดสายตามองหล่อนตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากสีกุหลาบ


สายตานั่นทำให้หล่อนกลัวนัก เหมือนสายตาของเขาในคืนแรกที่เขาบังคับเธอ


“ใจง่าย”


คำพูดสั้นๆแต่กระแทกหัวใจให้เจ็บปวดเหมือนถูกกระชาก
คาโลยังคงยืนอยู่กับที่ไม่ขยับไปไหน


น้ำตาใสๆไหลออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่ หล่อนเดินเลี่ยงเขาไปก่อนจะชะงักเท้าเมื่อได้ยินเสียงพูดไล่หลัง


“ถ้าเสียใจแล้วทำทำไม


ไหล่บางสั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้น หล่อนเริ่มออกวิ่ง แต่ไปได้ไม่ไกลร่างทั้งร่างก็ไม่ฟังคำสั่ง หยุดนิ่งราวกับกลายเป็นน้ำแข็ง


คาโลใช้เวทกับเธอ


มันโกรธมาก โกรธจนเลือดแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง


“นายใจร้ายขึ้นทุกวัน เฟริน” เสียงนั้นดังไล่หลังใกล้เข้ามาพร้อมๆกับเสียงฝีเท้า “นายปั่นหัวฉัน นายทรมานฉันครั้งแล้วครั้งเล่า แต่นายรู้อะไรไหม...”


มือใหญ่สัมผัสลำคอแผ่วเบา ตามด้วยริมฝีปากอุ่นที่กดแนบลงมาพลางกัดเบาๆ นิ้วเรียวพันปลายผมยาวสลวยเล่นแล้วสูดดมกลิ่นหอมหวาน มืออีกข้างสอดเข้าไปในเสื้อลูบไล้ทรวงอกนุ่ม เขาแตะต้องหล่อนที่ขยับไม่ได้ราวกับเป็นตุ๊กตาตัวสวย


“นายเป็นของฉัน รู้ตัวไหม ฉันไม่มีวันปล่อยนายไป แต่ถ้านายดื้อนัก ฉันก็คงปล่อยให้นายทำตามใจไม่ได้”


ร่างหล่อนถูกชายหนุ่มช้อนอุ้มกลับเข้าไปในห้อง ดวงตาสีน้ำตาลคู่สวยที่หล่อรื้นไปด้วยน้ำตาค่อยๆปิดลงอย่างสิ้นหวัง ก่อนจะเบิกกว้างเมื่อเห็นร่างสูงในชุดนักบวชยืนมองมาจากโถงบันได


“พี่ลอเรนซ์...”


เสียงหล่อนถูกกลบด้วยเสียงประตูห้องหัวหน้าป้อมที่ถูกปิดลง





ร่องรอยตามร่างกายยังไม่หายไปง่ายๆ เช้าวันนั้นหล่อนถูกคาโลมัดทั้งมือและเท้า ดวงตาสองข้างถูกปิด หล่อนกลัวจนตัวสั่น น้ำตาไหลออกมาไม่ขาดสาย


เขาไม่ได้รุนแรงอย่างที่หล่อนคิด บทรักในเช้าวันนั้นเนิบช้าและยาวนาน ราวกับเวลาไม่มีวันหมด ตอนเที่ยงๆหล่อนก็ถูกปล่อยให้เป็นอิสระ แต่ร่องรอยที่ถูกทำไว้ทั่วร่างมันมากจนแทบจะออกจากห้องไม่ได้ แต่แม้จะหาเสื้อแขนยาวมาปกปิด หล่อนก็ยังออกมาไม่ได้อยู่ดีเพราะถูกร่ายเวทขังเอาไว้


กลางคืนมาถึงอีกครั้ง คาโลเพิ่งจะออกจากห้องไปไม่นาน เสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาทำให้รู้สึกหวาดระแวง เมื่อได้ยินเสียงประตูเปิดออก ร่างทั้งร่างก็สะดุ้ง


“หิวไหม”


คาโลกลับมาพร้อมๆกับถาดอาหาร ชายหนุ่มก็ยังไม่ได้กินเหมือนหล่อน เขาเดินมานั่งข้างๆแล้วยกจานผลไม้มาใกล้ๆ


“กินสิ ฉันเอาที่นายชอบมาเยอะเลย”


“ไม่กิน”


“นายไม่หิวหรือ ไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เมื่อคืน” คาโลพูดอย่างใจเย็น


ไม่ว่าเฟรินจะพยศอย่างไร ก็ไม่สามารถจะยั่วโทสะเขาได้ มีแต่หล่อนที่ต้องทุรนทุรายด้วยความขัดใจ


“ไม่เอา ปล่อยฉัน ฉันจะออกไปกินเอง”


“ประชดไปฉันก็ไม่ปล่อยนายหรอก”


“นายมันบ้าไปแล้ว”


“นายทำตัวเองนะ นายทรยศความไว้ใจของฉัน”


“ใครเค้าไว้ใจหัวขโมยกันเล่า นายมันงี่เง่า”


“ในเมื่อยอมรับว่าเป็นขโมย ก็ต้องถูกขัง”


“ป่าเถื่อน”


“ทำผิดต้องถูกลงโทษ”


“ผ่าปฐพี!” หล่อนตะโกนเรียกอาวุธคู่กาย ทั้งๆที่รู้ว่ามันไม่สามารถจะฝ่าเขตอาคมเข้ามาได้


“นายอยากถูกมัดอีกหรือ” คาโลจับข้อมือหล่อนไว้แล้วบีบหนักๆ เฟรินถลึงตาจ้องตอบก่อนจะเป็นฝ่ายสะบัดหน้าไปทางอื่น


“ฉันเกลียดนาย”


“แต่ฉันรักนาย”





หล่อนไม่ยอมกินอะไรเหมือนที่ขู่ไว้ แต่คาโลก็ไม่ใจอ่อน เขาเอาอาหารเข้ามาให้ทุกมื้อ แต่ไม่ยอมคลายเวท แม้ว่าหล่อนจะทั้งขู่ทั้งอ้อนอย่างไรก็ตาม


หล่อนนอนทอดกายอยู่บนเตียงอย่างเบื่อๆ หนังสือในห้องนี้มีมากมายแต่ก็ไม่มีเล่มไหนน่าสนใจ คาโลออกไปประชุมอย่างเคย พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันจันทร์แล้ว ถึงอย่างไรหมอนั่นก็ต้องปล่อยเธอ


ทำไมไอ้คิลมันไม่รู้ตัวบ้าง เพื่อนหายไปทั้งคน


หล่อนพลิกตัวอย่างหงุดหงิด ก่อนจะถอนหายใจเฮือก


คาโลคงบอกอะไรมันสักอย่าง หมอนั่นทำอะไรไม่เคยมีช่องโหว่ คนน่าเชื่อถืออย่างมัน บอกอะไรคิลก็คงเชื่อ


ท้องฟ้าค่อยๆมืดลงทุกที พร้อมๆกับอารมณ์ของคนที่โดนขังที่เพิ่มระดับความพุ่งพล่านจนใกล้จะคุ้มคลั่ง หล่อนทุบประตูอย่างหงุดหงิด ร้องตะโกนครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ราวกับห้องนี้ถูกตัดขาดจากโลก ไม่มีเสียงจากภายนอก ไม่มีแรงสะเทือนเมื่อทุบประตู เหมือนมีกระจกที่มองไม่เห็นครอบไว้ทุกด้าน


เฟรินทรุดตัวลงกับพื้นอย่างสิ้นหวัง หล่อนนึกเกลียดคาโลอย่างที่สุด แต่ก็เกลียดตัวเองด้วยที่ยอมให้อะไรๆกลายเป็นแบบนี้


เสียงลูกบิดประตูขยับ หล่อนรีบลูกขึ้นแล้วกำหมัดแน่น ที่หล่อนยอมอยู่เฉยๆก็เพราะคิดว่าตัวเองผิด แต่คราวนี้หล่อนจะไม่ใจอ่อนอีก ในเมื่อย่างไรก็ไม่ยอมปล่อยคงจะต้องขอซัดสักหมัด


ทันทีที่ร่างสูงโผล่เข้ามาหมัดหนักๆก็สวนกลับไปแบบไม่ยั้งมือ ประตูเปิดออกสมใจ แต่คนที่ลงไปนอนกองอยู่ที่พื้นกลับไม่ใช่คนที่นึกไว้


ดวงตาสีน้ำตาลเบิกกว้างอย่างแปลกใจ ก่อนจะรีบลงไปประคองร่างนั้นให้ลุกขึ้น


“ขอโทษฮะ ผมนึกว่าเป็นไอ้คาโลมัน”


“เธอ...”


นักบวชแห่งแอเรียสลุกขึ้นยืนพลางปัดฝุ่นออกจากชุด มือใหญ่ลูบไปที่ใบหน้าคมคายพลางปาดเลือดออกจากริมฝีปาก


“พี่เลือดออก” เฟรินพูดอย่างตระหนก เมื่อเห็นสีหน้าไม่สบอารมณ์อย่างรุนแรงของชายหนุ่มก็ลอบกลืนน้ำลายเอื้อก


“ก็น่าจะเลือดออกอยู่ ซัดมาซะเต็มแรงเลยนี่ เล่นไม่ดูตาม้าตาเรือแบบนี้มันน่าจะจับเชือดซะให้เข็ด”


“ขอโทษฮะ” หญิงสาวถอยกรูด


ดวงตาสีม่วงอเมธิสต์เหลือบมองร่างบางของหญิงสาว สายตาของเขาจับอะไรบางอย่างได้แล้วก็หันไปทางอื่น


“ช่างเถอะ โทษเธอไปก็ใช่ว่าจะหายเจ็บ”


คำพูดนั้นทำให้เฟรินเงยหน้าขึ้นมามองแล้วยิ้มแห้งๆอย่างสำนึกผิดให้คนพูด


“พี่มานี่ได้ไง หรือมีธุระกับหมอนั่น”


ดวงตาสีม่วงคู่สวยจ้องมองมาที่หล่อนเต็มๆตา เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่เฟรินเริ่มนึกกระดาก


พี่ลอเรนซ์...พี่เห็นใช่ไหม


ต้องเห็นอยู่แล้ว เพราะเธอก็เห็นเหมือนกัน ดวงตาสีสวยคู่นั้นที่ทอดมองมาแบบไม่หลบ


“เธออยู่ในห้องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”


เฟรินไม่ตอบ หล่อนก้มหน้าแล้วพยายามเดินเลี่ยงไปทางอื่น


“หรือว่า ตั้งแต่ตอนนั้น”


“พี่...” เสียงที่ลอดออกมาแทบจะเป็นเสียงร้องไห้


“คาโลขังเธอหรือ”


“เลิกพูดเรื่องนี้เถอะฮะ”


“แล้วรอยที่คอ…”


“พอแล้ว!”


ร่างบางทรุดฮวบลง สองขาไร้เรี่ยวแรง หล่อนคงจะลงไป
กองอยู่กับพื้นเป็นแน่ถ้าอ้อมแขนแข็งแกร่งของนักบวชไม่รับไว้


“เธอเป็นอะไร หรือว่าเจ้าชายคาโล...”


“เปล่าฮะ ผมแค่หิวจนหน้ามืด”


คิ้วเข้มเลิกขึ้นบ่งอาการไม่เชื่อชัด แต่ดวงตาสีน้ำตาลคู่โตมองสบอย่างวิงวอน


“อย่าถามอะไรเลยฮะ ผมขอร้อง” หล่อนพยายามใช้ดวงตาคู่สวยสะกดเขา อย่างหวังว่ามันจะได้ผลเหมือนผู้ชายคนอื่น แม้แต่คาโล


“ไม่ได้” ลอเรนซ์ตอบเสียงแข็ง


ไม่ได้ผลแฮะ


แต่ก็ไม่เกินความคาดหมาย อย่างพี่ลอเรนซ์คงจะไม่ตกหลุมลูกไม้แบบผู้หญิง


“งั้นถามทีหลังได้ไหมฮะ ตอนนี้ผมหิวมากเลย”


ลอเรนซ์ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ใบหน้าคมเข้มบึ้งตึงก่อนจะช้อนร่างบางขึ้น เฟรินดิ้นกุกกักด้วยความตกใจ


“ไม่ต้องฮะพี่ ผมเดินเองได้”


“จะอยู่นิ่งๆ หรือจะให้ลากไป”


“ง่า...ห้องที่สามขวามือฮะ”


หล่อนถูกวางลงบนเตียงอย่างเบามือ ไม่สมกับอารมณ์ที่แสดงออกมาทางหน้าตาของคนอุ้ม


“อยู่นี่แหละ แล้วฉันจะหาอะไรมาให้กิน”


“ขอบคุณฮะ พี่นี่ใจดีชะมัด” เฟรินทิ้งกายลงบนเตียงแล้วหัวเราะเบาๆ


นักบวชหนุ่มเดินออกจากห้อง สวนกับนักฆ่าที่เพิ่งกลับมาพอดี


“คิลมัส ฟีลมัส”


ดวงตาสีม่วงหันมาสบพลางเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม


“เพื่อนเธอ เฟริน เดอเบอโรว์ไม่ค่อยสบาย หาอะไรให้กินซะ”


นักฆ่าพยักหน้าอย่างงงๆ ก่อนจะรีบเปิดประตูไปดูอาการเพื่อนสาว





ระหว่างที่เดินกลับห้องอยู่เพียงลำพัง นักบวชหนุ่มก็รู้สึกแปลกๆตรงข้อมือ


สร้อยเส้นบางที่มีจี้สีแดงห้อยอยู่เกี่ยวอยู่กับกระดุมเสื้อบริเวณข้อมือของเขา คงขาดติดมาตอนเขาอุ้มหล่อน


รุ่นน้องจอมแสบ หล่อนเบากว่าที่คิด บอบบางกว่าที่เห็น


ผู้หญิง...


กลิ่นหอมจางๆยังติดจมูก ความนุ่มนิ่มยังติดอยู่ที่มือ ดวงหน้าหวานยังติดอยู่ในดวงตา และที่สำคัญ…



แววตาเว้าวอนคู่นั้นยังติดอยู่ในใจ










รูปประกอบฝีมือท่านฟ็อกซ์ค่ะ

หุหุหุ ใครที่เพิ่งอ่านตอนนี้จบคงรู้สินะว่าเป็นภาพประกอบฉากไหน....








 

Create Date : 17 มกราคม 2549    
Last Update : 20 มกราคม 2549 23:42:40 น.
Counter : 2026 Pageviews.  

1  2  

vana-chan
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




Friends' blogs
[Add vana-chan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.