Baramos Maniac
Group Blog
 
All Blogs
 

บทที่ 15 อวสานต้นชาเจ็ดสี

“คิดว่าไง เรื่องสองคนนั่น”







ใครบางคนเอ่ยขึ้นมาระหว่างที่กำลังเดินกลับขึ้นป้อม







“เรื่องความรักมันเข้าใครออกใครเสียที่ไหน...”







เงาวูบวาบจากตะเกียงริมผนังทอดยาวลงไป เสียงไส้ตะเกียงลุกฟู่แว่วมาเบาๆ







“แต่มันผิดศีลธรรมไม่ใช่เหรอ”







ฝีเท้าที่กระทบพื้นดังก้องไปตามโถงบันได สะท้อนออกไปยังทางเดินภายนอก







“บางทีคู่นั้นอาจไม่ใช่พี่น้องแท้ๆก็ได้ครับ”







คนมองโลกในแง่ดีพยายามหาเหตุผล







“แล้วถ้าเกิดมันใช่ล่ะจะทำยังไง”







ความเงียบงันปกคลุม ก่อนมีเสียงเอ่ยขึ้นเรียบๆ







“ความสัมพันธ์ต้องห้ามป็นบาปผิด”







“...แต่ความรักก็เป็นสิ่งที่พระองค์ประทานมาให้”







ใครคนหนึ่งแย้งอ่อนเบา...







ดาวดวงแรกเพิ่งขึ้นมาแตะปลายขอบฟ้าทางทิศตะวันออก แสงสนธยายังลอดพ้นหมู่เมฆอยู่เลือนราง







“เรื่องของหัวใจ บางทีคงต้องใช้หัวใจตัดสินเท่านั้นล่ะมั้ง”







แว่วประโยคสุดท้ายท่ามกลางเสียงทอดถอนของใครต่อใคร ก่อนประตูจะดังปิดตามหลัง

















..........................................................................................



















แสงแดดอ่อนๆยามสายส่องเข้ามายังระเบียงห้อง เสียงผิวปากเบาๆดังมาจากร่างสูงที่รดน้ำต้นไม้ง่วนอยู่ มือใหญ่ค่อยพลิกดูใบแต่ละใบ ก่อนจะพรวนดินให้อย่างทะนุถนอม







บนโต๊ะริมระเบียงมีตะแกรงลวดวางเรียงไว้ ด้านบนตะแกรงมีใบไม้วางอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งดูท่าว่าเจ้าของจะตั้งใจเอาออกมาวางตากแดดให้แห้ง ไม่ไกลกันนัก ขวดแก้วเล็กๆที่มีใบชาบรรจุตั้งอยู่เรียงราย ส่วนกาและถ้วยหลายใบถูกวางทิ้งไว้ข้างๆ







หลังจากดูแลต้นไม้และทิ้งไว้ให้รับแสงแดดเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มก็หันมายังโต๊ะที่มีอุปกรณ์วางอยู่เกลื่อนกลาด นิ้วเรียวยาวหยิบใบชาแห้งในขวดแก้วใบหนึ่งออกมาชงทิ้งไว้ในถ้วยสักครู่ ก่อนยกขึ้นจิบช้าๆ







“พรวดดดดด.........”







เสียงพ่นพรวดพลางสำลักกระอักกระไอดังมาจากร่างล่ำสัน ขณะที่เจ้าตัวเทน้ำชาที่เพิ่งชงทิ้งไปอย่างไม่เสียดมเสียดาย ก่อนจะเหวี่ยงขวดแก้วตามลงไปในถังขยะ









...ไม่สำเร็จอีกตามเคย....









ชายหนุ่มขมวดคิ้วพลางถอนหายใจ









...จริงอย่างที่เจ้าหนูเฟรี่บอกไว้ ใบชานี่ต้องดื่มสดๆถึงจะอร่อย ถ้าเอาไปตากแห้งเมื่อไหร่ รสชาติจะไม่เอาไหนขึ้นมาทันที....









ลูคัสคิดพลางเริ่มทดลองปรุงใบชาต่อ....การทดลองซึ่งกลายเป็นงานอดิเรกอย่างใหม่ของเขาในช่วงหนึ่งปีมานี้







ต้นชาเจ็ดสีที่ยึดมาจากเฟรินยังวางอาบแดดอยู่ที่ริมระเบียง ปกติเมื่อก่อนเขาจะเอาเก็บในเขตอาคมซึ่งแอบกางอยู่ด้านในสุดของตู้เสื้อผ้าเพื่อไม่ให้เพื่อนร่วมห้องรู้เข้า แต่เพิ่งเปลี่ยนมาเก็บไว้ที่ใหม่เมื่อย้ายเข้ามาอยู่ยังห้องพักอาจารย์ในป้อม เนื่องจากอุปกรณ์ทดลองใบชาที่มีเพิ่มขึ้นจนเขาต้องหาที่ซ่อนรวมกันให้พ้นจากสายตาของนักบวชคู่หู







ในบางวันที่มันมีชั่วโมงสอน แต่เขาว่าง เขาจะพยายามเจียดเวลามาดูแลเจ้าต้นชาวิเศษนี่ ทั้งรดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ย เอามันออกมารับแสงแดดบ้าง ระหว่างนั้นก็เก็บใบของมันไปพลางเพื่อนำมาลองตากแห้งเก็บไว้







กว่าเขาจะหาช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการตากใบชาให้แห้งดีจนสามารถเก็บไว้ได้ก็นานทีเดียว เพราะเจ้าใบไม้ประหลาดนี่มันช่างเอาใจยากเหลือเกิน แดดแรงนิดใบก็ไหม้ดำเกรียมจนใช้ชงชาไม่ได้ อากาศชื้นหน่อยก็ขึ้นราเอาง่ายๆ จนเขาเกือบล้มเลิกความตั้งใจไปหลายครั้ง แต่สิ่งที่เป็นแรงผลักดันให้เขาทำต่อคงเป็นเพราะแผนการระยะยาวที่วางไว้ แล้วก็...











....สักวัน...นายจะได้พบกับสิ่งที่นายฝัน...











เสียงของนักบวชแห่งแอเรียสในวันนั้นของเมื่อปีก่อน ในขณะที่พวกเขาอยู่ในวงกตมรณะด้วยกัน เหมือนจะเป็นกำลังใจให้เขาไม่ละความพยายาม ถึงแม้เจ้าตัวคนพูดจะไม่รู้หรอกว่า...สิ่งที่เขาฝัน...มีมันรวมอยู่ด้วย...







เหตุที่เขาต้องมานั่งคิดหาวิธีเก็บใบชาไว้ได้นานๆอยู่นี่ ก็เพราะความรู้เรื่องต้นชาเจ็ดสีที่เมื่อปีก่อนเขาไปถามมาจากโร เซวาเรส นอกจากเรื่องฤทธิ์ของใบชาแต่ละสีแล้ว ขอทานแห่งทริสทอร์ยังบอกเขาอีกว่าต้นชานี่มีอายุของมันเหมือนกัน ยิ่งนานไปจะเริ่มผลิใบใหม่ออกมาน้อยลง จนไม่มีใบผลิออกมาเลยและแห้งตายไปในที่สุด







แม้ว่าตอนนี้ต้นชาของเขาจะยังมีใบอยู่ แต่เขาก็เริ่มสังเกตว่ามันแตกใบใหม่ไม่มากเท่าเดิม สีอื่นอาจจะยังมีอยู่บ้าง แต่ใบสีเขียวที่เป็นยาแก้กลับเริ่มน้อยลงทุกที จากเดิมทีก็เป็นสีที่หายากกว่าสีอื่นอยู่แล้ว มาตอนนี้เลยแทบไม่เหลือให้เก็บ ยิ่งเวลาทดลองสรรพคุณใบชาที่ตากแห้งแล้วว่ามันจะออกฤทธิ์เหมือนเดิมไหม เขาจำเป็นต้องใช้ใบสีเขียวเป็นยาแก้ควบคู่กันไปทุกครั้งด้วย เลยทำให้รวบรวมมากพอจะเอามาตากแห้งเก็บไว้ไม่ได้สักที







จนเมื่อประมาณเดือนก่อน ในที่สุดเขาก็ค้นพบว่าใบชาชอบให้ตากแดดในยามสายของวันที่ท้องฟ้าโปร่ง ต้องเป็นวันที่มีลมแรงและอากาศไม่ชื้น และระยะเวลาในการตากแต่ละครั้งจะต้องไม่นานกว่าหนึ่งชั่วโมงต่อวัน ไม่อย่างนั้นใบชาจะแห้งแข็งจนเอาไปชงไม่ได้ แต่กว่าใบชาจะแห้งกรอบได้ที่ดีจนสามารถเก็บไว้ได้ก็ต้องเอาออกมาตากบ่อยๆ นานเกือบสองสัปดาห์







ถึงแม้ว่าเขาจะพบวิธีเก็บใบชาได้แล้ว แต่อุปสรรคสำคัญชิ้นต่อมาก็คือเรื่องรสชาติของมันนี่สิ ใบชาสดปกติก็รสจืดมากอยู่แล้ว แม้ว่ากลิ่นจะหอมดีก็ตาม แต่ใบชาแห้งนี่คงต้องบอกว่ารสมันไม่เอาไหนอย่างที่สุด ทั้งจืดทั้งชืด แถมยังปร่าเหมือนน้ำล้างจาน แล้วยังกลิ่นประหลาดๆนี่อีก จะเอาไปหลอกให้ใครชิมคงไม่มีทางสำเร็จ







เขาเลยต้องมานั่งหาวิธีใหม่สำหรับการปรุงใบชาให้มันมีกลิ่นและรสชาติพอจะดื่มได้ขึ้นมาบ้าง ทั้งใช้วิธีอบแห้ง วิธีแต่งสี แต่งกลิ่นรสสารพัดอย่าง บางวิธีถึงจะทำให้ชามีรสดีแต่ไปทำลายสรรพคุณของมันเสียหมด นอกจากนั้นใบชาแต่ละสียังไม่สามารถปรุงแต่งด้วยวิธีเดียวกันได้อีกเพราะคุณสมบัติที่แตกต่างกันนั้นละเอียดอ่อนต่อสิ่งปรุงแต่งเอามากๆ จนเขาต้องมานั่งกุมขมับอยู่นี่







โชคดีที่เขาหาวิธีปรุงแต่งกลิ่นรสของใบชาได้สองสีแล้ว ทำให้มันมีรสชาติและสีสันเหมือนใบชาทั่วไปที่เป็นที่นิยมกัน แต่สีที่เหลือยังไม่สำเร็จ คาดว่าคงต้องใช้เวลานานพอสมควรเพราะส่วนใหญ่เขาเกาะติดอยู่กับเพื่อนรักที่อยู่ห้องเดียวกันตลอด จะมีเวลามาทำการทดลองนี่ก็เฉพาะตอนมันไม่อยู่ห้องเท่านั้น







ซาตานประจำป้อมเหลือบดูนาฬิกา อีกสองชั่วโมงกว่านักบวชนั่นจะหมดคาบสอนช่วงเช้า ชายหนุ่มละมือจากการจดบันทึก หันมาตรวจดูต้นชาเจ็ดสีอีกรอบ ใบหลายใบแก่จัดเกินที่จะเอามาตากแห้ง เขาคงต้องปล่อยให้มันร่วงทิ้งโคนต้น น่าเสียดายเหมือนกัน คงเป็นเพราะช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมานี่มีเรื่องวุ่นวายจนเขาไม่ได้ใส่ใจมันเหมือนเดิม







ตาเหลือบไปเห็นใบอ่อนสีเขียวใบหนึ่งอยู่ใต้ใบสีอื่นซึ่งเขาไม่ทันสังเกตแต่แรก นิ้วยาวจึงยื่นไปเด็ดใบอ่อนนั้นมาเก็บอย่างระมัดระวังในตลับเล็กๆที่เขาพกติดตัวเสมอ









...ดีจริง...พักนี้ใช้ยาแก้ไปกับการทดลองหนที่แล้วจนหมดเกลี้ยง แถมยังไม่ค่อยมีใบใหม่ออกมาเลย...









ชายหนุ่มเก็บตลับใบชาใส่ในกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะหันกลับไปประคบประหงมต้นชาสุดรักนั้นต่อ เมื่อเสียงเคาะประตูดังขึ้นกระทันหัน พร้อมเสียงห้วนๆที่ทำให้เขาสะดุ้งสุดตัว











“ลูคัส! เปิดประตูหน่อย!”











ลอรี่...ทำไมมันกลับมาเร็วนัก...











ไวเท่าความคิด ซาตานรีบคว้าต้นชา ตะแกรงลวด พร้อมๆ กับขวดแก้วใบเล็กใบน้อยที่วางอยู่บนโต๊ะทั้งหมด รวมทั้งหนังสือบันทึกการทดลอง ก่อนจะหอบสมบัติทั้งหมดนั่นกระโจนเข้าห้องอย่างรวดเร็ว เป้าหมายคือตู้เก็บของชั้นล่างซึ่งเขาแน่ใจว่านักบวชผมทองไม่เคยมาสนใจ เพราะปกติเขาจะเป็นคนจัดการเรื่องต่างๆในครัวทั้งหมด แต่ด้วยความรอบคอบ เขาจึงกางเขตอาคมเอาไว้ในมุมหนึ่งเสมอเพื่อความปลอดภัย







มือใหญ่ยัดของในอ้อมแขนทั้งหมดเข้าไปอย่างรีบร้อนแล้วกางเขตอาคมเล็กๆ ครอบซ้ำอย่างรวดเร็ว ฝาตู้ถูกผลักปิดให้ถอนหายใจโล่งอกได้นิดหนึ่ง ถ้าตาไม่เหลือบไปเห็นของบนโต๊ะที่เขาลืมทิ้งไว้











....ตะแกรงใบชาที่ทำเสร็จแล้ว ลืมเก็บเข้าที่เสียสนิท...











“เฮ้ย...ลูคัส! มัวทำอะไรอยู่! เปิดประตูให้ที!”













เสียงนอกประตูบอกความหงุดหงิดขึ้นเรื่อยๆ ร่างสูงของซาตานประจำป้อมรีบเผ่นออกไปนอกระเบียงอีกรอบ เพื่อคว้าเจ้าที่ตะแกรงตัวปัญหาทั้งสองนั่นมาไว้ในมือ ดวงหน้าขาวจัดเริ่มมีเหงื่อซึม











....ทำไงดี กางเขตอาคมคงไม่ทันแน่ ต้องเอาเก็บไว้ที่ไหนก่อน....











คราวนี้เสียงเคาะประตูเริ่มรัวหนัก เสียงห้วนจัดจนไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใบหน้าหล่อเหลาของนักบวชจอมมีดบินจะบูดบึ้งสักแค่ไหนในตอนนี้











“ลูคัส! แกจะเปิดไม่เปิด หา!”











ร่างสูงรีบกระชากประตู้ตู้เก็บชาชั้นบนที่อยู่ใกล้มือที่สุด มือใหญ่เลือกกระป๋องชาออกมาสองกระป๋อง พลางเทชาในนั้นลงถังขยะ ก่อนจะโกยใบชาตากแห้งที่มีกลิ่นสีไม่ผิดเพี้ยนกับชาในกระป๋องที่เททิ้งนั่นลงไป แล้วเอาเก็บเข้าที่อย่างรวดเร็ว











“ไอ้...!!”











ร่างสูงเผ่นพรวดไปที่ประตูแล้วกระชากเปิดออก ทันทีกับนักบวชซึ่งกำลังฟิวส์ขาดจะหยิบมีดออกมาปาใส่ประตูอยู่รอมร่อ











“มาแล้ว...มาแล้ว...ลอรี่...”











คำทักจากคนเพิ่งโผล่หน้าออกมาทำให้มีดที่เตรียมไว้ร่อนออกไปโดยอัตโนมัติ ทำเอาคนเปิดต้องหลบวูบ







“โธ่...มาเปิดช้าแค่นี้จะฆ่ากันเชียว”







เสียงโอดครวญดังขึ้นพร้อมมีดที่ยื่นส่งมาทำให้ลอเรนซ์แยกเขี้ยว







“ไอ้ที่จะโดนฆ่ามันเพราะชื่อปัญญาอ่อนของแกต่างหาก! มัวทำอะไรอยู่ตั้งนาน”







“ฉันก็...ทำอะไรๆของฉันไปน่ะสิ แล้วนายทำไมถึงไม่เอากุญแจเปิดล่ะ”







ซาตานประจำป้อมพยายามเบี่ยงประเด็นคำถาม แต่นักบวชกลับหน้าบูดหนักขึ้นไปอีก







“ถ้าเปิดได้ฉันจะเรียกแกเรอะ ฉันลืมกุญแจไว้”







ร่างสูงโปร่งของนักบวชผมทองก้าวเข้ามาในห้อง ลูคัสจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีเด็กหนุ่มผมสีเงินยืนรออยู่ข้างนอกประตูเงียบๆ







“อ้าว...คาลี่ มาทำอะไรล่ะ”







เสียงอดีตซาตานแห่งป้อมเอ่ยทักเจ้าชายแห่งคาโนวาล อาจารย์นักบวชเจ้าของห้องอีกคนหนึ่งจึงตอบแทนให้เสียเอง







“ฉันให้คาโลมาช่วยสรุปงานในวิชากับหาข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ยุคเก่า วันนี้เลยเลิกชั้นเร็วเป็นพิเศษ เข้ามาได้เลย...”







ประโยคหลังนักบวชแห่งแอเรียสร้องบอกนักเรียนดีเด่นของชั้นปีที่เดินตามเข้ามาพร้อมตั้งหนังสือหอบใหญ่ในมือ พลางจัดที่บนโต๊ะรับประทานอาหารกลางห้องให้กลายเป็นโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ชั่วคราว







หนุ่มน้อยผมเงินทรุดลงนั่งบนเก้าอี้ ก่อนจะเริ่มทำงานส่วนของตนไปเงียบๆ นักบวชผมทองปรายตาไปมองซาตานคู่หูที่หอบถ้วยชาหลายใบในถาดกลับเข้ามาจากนอกระเบียง







“นั่นแกทำอะไร อย่าบอกนะว่านั่งดื่มชาทั้งหมดนั่นตลอดเช้านี้”







ดวงตาสีอมิธิสต์มองไปยังถ้วยที่มีน้ำชาทิ้งค้างอยู่เกือบสิบถ้วยก่อนจะตวัดมองซาตานที่จู่ๆ ก็ทำอะไรประหลาดขึ้นมา







“ก็ฉันว่าง...เลยลองดื่มพวกชาที่เพิ่งซื้อมาใหม่ดูบ้าง”







รอยยิ้มอารมณ์ดีประดับบนดวงหน้าเมื่อเสียงตอบเรื่อยๆดังขึ้น คนถามจึงทรุดตัวลงนั่งทำงานกับลูกศิษย์ต่อโดยไม่สนใจคนที่หอบถ้วยและกาน้ำชาไปล้างอีก ทำให้เจ้าตัวซึ่งมีชนักปักหลังลอบถอนใจอย่างโล่งอก







เสียงกุกกักดังขึ้นเบาๆ เมื่อกลิ่นหอมของชาโชยกรุ่น ขณะที่เสียงทุ้มของซาตานประจำป้อมร้องถามมาจากมุมครัว







“คาลี่ ชอบชาอะไร”







“อะไรก็ได้ครับ”







เจ้าชายหัวหน้าป้อมเงยหน้าขึ้นตอบ ดวงตาสีอมิธิสต์สบตาสีฟ้าสวยแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยลอยๆ







“ไม่ต้องเกรงใจหรอก ชอบอะไรก็บอกไปเถอะ ลูคัสมีชาทุกอย่างนั่นแหละ”







“งั้น...ขอเอิร์ลเกรย์ก็แล้วกันครับ”







ไม่นานนัก น้ำชาสองกาและถ้วยชาพร้อมจานขนมหวานก็ถูกยกมาวางบนโต๊ะ คำขอบคุณดังมาจากหนุ่มน้อยผมเงิน ซาตานแห่งทริสทอร์จึงยิ้มแย้มก่อนจะอธิบายว่า







“ฉันชงมาสองกาเลยเพราะเห็นว่าชอบดื่มไม่เหมือนกัน กานี้เอิร์ลเกรย์ของคาลี่ ส่วนกานี้ดาร์จีลิ่งของลอรี่”









เฟี้ยว....ฉึก!









“ลูคัส!”







“คร้าบ....ครับผม...ไม่เรียกแล้วครับ คุณลอ...เรนซ์”







เสียงกวนประสาทนั่นลากอย่างกวนโมโห ให้คิ้วเข้มของนักบวชขมวดบึ้งขึ้นมาอีกรอบเมื่อมันหยุดเว้นวรรคนานเกินจำเป็น แล้วจึงเดินลอยชายไปดึงมีดออกจากผนังมาส่งคืนให้







“ฉันไปสอนก่อนนะ เดี๋ยวเที่ยงๆ กลับมา”







เสียงทุ้มแว่วมาจากทางประตู ก่อนที่ร่างสูงจะหายลับ ทิ้งให้อาจารย์กับลูกศิษย์ทำงานง่วนอยู่ในห้องสองคน





















..................................................................................................





















“ จะเที่ยงแล้ว หิวหรือยังล่ะ”







เสียงห้วนของอาจารย์ลอเรนซ์เอ่ยถามลูกศิษย์ที่ตนเรียกมาช่วยงาน เจ้าชายหัวหน้าป้อมตั้งใจจะปฏิเสธแต่ไม่ทันนักบวชแห่งแอเรียสที่ลุกขึ้นก่อน







“ทานขนมของลูคัสรองท้องไปก่อนแล้วกัน เห็นหมอนั่นทำเก็บเอาไว้แยะ เดี๋ยวจะแบ่งมาให้”







ชายหนุ่มผมทองเดินตรงไปยังส่วนที่แบ่งเป็นครัวเล็กๆในห้องก่อนจะค้นหาของที่ต้องการอย่างเก้ๆ กังๆ







ห้องพักอาจารย์ในปราสาทเอดินเบิร์กมักจะเป็นห้องเดี่ยว มีห้องน้ำ ครัวและห้องนั่งเล่นขนาดกะทัดรัดรวมให้อยู่ในนั้น ตอนแรกที่เข้ามารับตำแหน่งอาจารย์ เขาก็นึกว่าจะได้อยู่ห้องเดี่ยวเหมือนคนอื่น แต่ไม่รู้ไอ้ซาตานงี่เง่ามันไปทำอีท่าไหน ปรากฏมันมาบอกว่าห้องที่ปราสาทเต็มหมด ทางโรงเรียนจึงจัดห้องพักอาจารย์ใหม่ปีนี้ไว้ให้ที่ป้อมอัศวินแล้วเรียบร้อย







จริงๆแล้วเขาก็ชอบอยู่หรอกที่ได้อยู่ในป้อม เห็นจะเป็นเพราะคุ้นเคยมากกว่าจะต้องไปอยู่ในตัวปราสาทโน่น แต่ห้องพักอาจารย์ที่ป้อมนี้มีไม่มากนัก ห้องเดี่ยวที่ว่างก็มีอาจารย์ประจำหอจับจองอยู่ก่อนไปแล้ว ที่เหลือก็เป็นห้องคู่ที่ทางโรงเรียนเตรียมไว้ให้ใหม่ อันที่จริงมันก็ไม่เลวหรอกเพราะห้องกว้าง ทั้งยังแยกเป็นมุมใครมุมมันให้เรียบร้อย แถมมีครัวและห้องนั่งเล่นกลางให้ด้วย เขาจึงค่อนข้างถูกใจอยู่มาก เพียงแต่ไม่คิดว่าจะต้องกระเตงมันมาเป็นรูมเมตอีกปีนี่แหละ









....เอ...ลูคัสมันเก็บพวกขนมไว้ไหน หรืออยู่ในตู้ด้านล่าง....









คนไม่ค่อยได้ใช้ครัวลองเปิดตู้ดู พอเห็นมีแต่พวกอุปกรณ์ทำขนมของเพื่อนร่วมห้องก็เตรียมจะปิด แต่สายตาไวเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างเข้าเสียก่อน







ใบไม้สีแปลกๆสามสี่ใบหล่นอยู่บนพื้นตู้ที่สะอาดเอี่ยม มือใหญ่เอื้อมไปหยิบขึ้นอย่างสงสัย แต่ทันทีที่สัมผัสก็ต้องชะงักกึก









เขตอาคม!









ดวงตาสีม่วงจ้องเขม็งไปยังมุมตู้ที่ดูเหมือนจะว่างเปล่า เมื่อจะเอื้อมมือไปจับใบไม้ประหลาดนั่น เขารู้สึกถึงเขตอาคมที่ใครบางคนกางไว้ด้านใน...จะเป็นใครไม่ได้นอกจากซาตานแห่งทริสทอร์นั่น









...มันกางเขตอาคมไว้ทำไม...ในตู้เก็บของ...









คิ้วเข้มขมวด ความสงสัยและลางสังหรณ์ถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่างแล่นปราด ทำให้นักบวชแห่งแอเรียสยื่นมือไปทำลายเขตอาคมเล็กๆที่กางไว้มุมตู้นั้นทันที









เปรี๊ยะ!









เสียงเขตอาคมถูกทำลาย พลันภาพเบื้องหน้าก็ปรากฏขึ้น...









ดวงตาสีม่วงเบิกโพลงเมื่อเห็นว่าที่มุมในสุดของตู้คือกระถางย่อมๆของต้นไม้ประหลาดที่มีใบสารพัดสี....ซึ่งจะเป็นอะไรไม่ได้เด็ดขาดนอกจากไอ้ต้นชาจากเดมอสต้นนั้น... ต้นชาที่ทำให้เขาต้องผจญเวรผจญกรรมกับไอ้ซาตานโรคจิตเมื่อปีก่อนเพราะมัน!









ทำไมมันถึงมาอยู่ที่นี่ได้!?









หัวสมองขบคิดไม่ถึงวินาที ภาพของซาตานจอมเจ้าเล่ห์ งี่เง่า โรคจิต วิปริต ปัญญาอ่อน...และอีกสารพัดที่เขาสรรหาคำมาบรรยายไม่ถูกก็โผล่ขึ้นมาในหัว...ยิ่งเห็นบันทึกการทดลองที่ทิ้งไว้รวมกับต้นชาและขวดแก้วหลายใบพวกนั้นและเมื่อเอามาเปิดอ่านผ่านๆได้หกเจ็ดหน้า...ก็ยิ่งยืนยันได้อย่างดีว่า...มันคิดจะทำอะไร....









ไอ้ลูคัส...แกตาย!!!









ริมฝีปากเม้มสนิทจนเป็นเส้นตรง คิ้วขมวดมุ่นจนแทบจะผูกติดกัน ขณะที่ดวงตาสีอมิธิสต์ลุกโชนด้วยอารมณ์อยากบีบคอใครสักคนให้หมดลมไปกับมือ...และใครที่ว่าต้องเป็นไอ้ซาตานวิปริตนั่นเท่านั้น....







นักบวชผมทองที่กำลังจะเส้นเลือดในสมองแตกสูดลมหายใจลึกๆเพื่อระงับสติอารมณ์ ทันทีที่ใจเย็นหัวสมองก็เริ่มแล่น รอยยิ้มยะเยือกจึงปรากฏบนมุมปากเคร่งเครียด







มือใหญ่คว้าต้นไม้ในกระถาง ขวดแก้วและของประดามีตรงมุมตู้รวมทั้งบันทึกนั่นโยนลงในถังขยะว่างๆใบหนึ่ง ก่อนที่จะเสกเวทเพลิงกรดให้ลุกพรึบขึ้น เปลวไฟร้อนจัดแลบเลียทุกสิ่งทุกอย่างทีละน้อยจนมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน...









ไม่เหลือแม้แต่เศษซากของต้นชาเจ็ดสี...ต้นไม้อาถรรพณ์แห่งแดนปีศาจ...









เจ้าชายคาโลที่นั่งทำงานอยู่บนโต๊ะหันมาทางต้นตอของกลิ่นไหม้ พบภาพนักบวชแห่งแอเรียสยืนมองเปลวไฟพลางแย้มรอยยิ้มที่แสนจะหาดูได้ยาก...









...จบกันเสียที...









ดวงตาสีอมิธิสต์ตวัดมายังลูกศิษย์ที่หันมามองอย่างงงงัน ริมฝีปากยังมีรอยยิ้มเย็นฉาบอยู่บางเบา









“ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่เผาขยะนิดหน่อย ทำงานต่อไปเถอะ”

















............................................................................................



















...คราวนี้รับรองจะไม่ใจอ่อนอีกแล้ว....











หากใครเผอิญมองเห็นความคิดที่อยู่ในหัวของนักบวชแห่งแอเรียสขณะนี้คงขนหัวลุกด้วยความสยดสยอง











...ใช้คัมภีร์มัดไว้ก่อน...แล้วค่อยเชือดทีละนิดดีไหม...











มือใหญ่จับปากกาเขียนตัวอักษรเป็นพรืดอย่างสงบ แม้ว่ารังสีการฆ่าฟันซึ่งแผ่ออกมาจะบอกอารมณ์ตรงกันข้าม ดวงหน้าหล่อเหลาที่มักขมวดบึ้งประดับด้วยรอยยิ้มประหลาด ขัดกันกับแววเลือดเย็นในดวงตาสีม่วงสวยที่กำลังจับจ้องหน้ากระดาษนั้นเป็นที่สุด







ลูกศิษย์ที่นั่งทำงานร่วมโต๊ะด้วยนั้นยังคงสวมหน้ากากน้ำแข็ง ดวงสีฟ้าสวยไม่บ่งบอกความรู้สึกใดๆ แม้ว่าในใจจะอดสงสัยกับท่าทีประหลาด รวมทั้งรังสีอาฆาตที่สัมผัสได้ชัดเจนจากคนเป็นอาจารย์และรุ่นพี่ไม่ได้







เสียงปากกาขนนกขูดกระดาษดังแกรกกราก สิ้นสุดตามมาด้วยเสียงปิดสมุด นักบวชผมทองจึงเอื้อมมือไปหยิบถ้วยน้ำชาที่ยกขึ้นจิบเป็นระยะๆ มาพักใหญ่แล้ว









...แย่จริง เวทเพลิงกรดนี่ถึงจะสามารถใช้ทำลายของที่เป็นอาคมดำได้ดี แต่ผลข้างเคียงของมันสำหรับผู้ใช้ โดยเฉพาะกับนักบวชอย่างเขาก็คือ มันจะทิ้งความร้อนไว้ในร่างกายอยู่ระยะหนึ่ง ทำให้รู้สึกคอแห้งจัด ถึงดื่มน้ำเข้าไปก็ใช่ว่าจะช่วยได้มากนัก...









นักบวชผมทองยกกาน้ำชาหมายจะรินลงเติม แต่น้ำหนักเบาโหวงทำให้รู้ว่าน้ำชาในกาหมดแล้ว ชายหนุ่มจึงฉวยกาน้ำชาทั้งของตนและของลูกศิษย์มาไว้ในมือพลางลุกขึ้น







“ไม่เป็นไรครับอาจารย์”







เจ้าชายแห่งคาโนวาลเอ่ยท้วง แต่คนเป็นอาจารย์ไม่ยอมฟัง







“ไหนๆ ฉันจะไปชงชาของตัวเองอยู่แล้ว เอาของเธอไปเปลี่ยนด้วย งานมันก็ไม่เพิ่มขึ้นมานักหรอก”







เสียงห้วนทิ้งท้ายก่อนจะเดินถือกาเข้าไปในครัว













........................................................................................

















ตู้เก็บชาชั้นบนเต็มไปด้วยกระป๋องชาสารพัดชนิดวางเรียงรายจนแน่นขนัด เนื่องจากเพื่อนร่วมห้องชอบดื่มน้ำชาเป็นพิเศษ หมอนั่นมันจึงไปเที่ยวสรรหาใบชามาเก็บไว้ มีทั้งที่เป็นชาธรรมดาทั่วไปและชาหายาก แต่สำหรับตัวเขาเองแล้วมักจะดื่มชาอยู่แค่ไม่กี่ชนิดเท่านั้น







นักบวชผมทองยืนจดๆจ้องๆอยู่หน้าตู้เก็บชาสักพัก จึงตัดสินใจหยิบกระป๋องชาที่อยู่นอกสุดออกมาสองกระป๋อง โชคดีที่กระป๋องหนึ่งเป็นชาที่เขาคุ้นเคย ส่วนอีกกระป๋อง...รู้สึกจะไม่ใช่เอิร์ลเกรย์... แต่จะให้หาชาชนิดเดียวในจำนวนชาทั้งหมดนี่... คิ้วเข้มขมวดขึ้นมาอีกหน







“เอาชาอะไรก็ได้ใช่ไหม”







เสียงห้วนแกมหงุดหงิดลอยมา ให้ลูกศิษย์รีบตอบรับโดยไม่อิดเอื้อนกับคำถามนั้น







ลอเรนซ์รินน้ำเดือดลงในกาทั้งสอง...ระหว่างที่รอใบชาคลายตัว...กลิ่นหอมของชาที่ชงพลุ่งขึ้นตามไอน้ำร้อนทำให้เขานึกถึงเพื่อนคู่หูที่มักรับหน้าที่คนชงเป็นประจำ จะเวลาไหนมันก็หาเรื่องดื่มชาได้ทุกที แถมยังเตรียมขนมหวานไว้เสิร์ฟกับน้ำชาเสร็จสรรพ











...ถ้ามันรู้ว่าเขาเผาไอ้ต้นชาปีศาจนั่นทิ้ง มันคงงอนน่าดู...











คิดแล้วก็หงุดหงิดขึ้นมาอีกรอบ...มันได้ต้นชานั่นมานานแค่ไหนแล้ว หรือจะตั้งแต่ปีก่อน ถ้าอย่างนั้นอาคมดำที่ทำให้มันเป็นเด็กและเขากลายเป็นผู้หญิงเมื่อคราวก่อนก็เห็นจะมาจากใบชานี่เอง...มันน่าฆ่านัก....











ไอ้ซาตานงี่เง่านั่นมันจะอะไรกับเขานักหนา....









เขาเห็นมันเป็นเพื่อน...เพื่อนสนิทที่สุด แต่ไม่เคยนึกพิศวาสมันทำนองนั้นเลย เขาไม่ใช่พวกวิปริตนี่...









มันเองก็บอกว่ามันไม่ได้วิปริต...









...แต่ถ้าไม่วิปริต...มันจะบ้าพอที่จะทำไอ้เรื่องพรรค์นั้นกับเขาได้ยังไงกัน...!













นักบวชผมทองตะโกนอยู่ในใจ แต่ในสมองกลับประมวลภาพเหตุการณ์เมื่อปีก่อนขึ้นมาทีละภาพ ก่อนจะฉุกคิดขึ้น













เอ...รู้สึกมันจะไม่เคยมีอาการในเวลาที่ทั้งเขาและมันอยู่ในร่างผู้ชายทั้งคู่เลยนี่...









จะนึกยังไง ก็มีแต่ภาพมันในร่างผู้หญิงมายั่วแหย่เขา...หรือไม่ก็ภาพเขาในร่างผู้หญิงโดนมันหากำไรเท่านั้น....









เวลาปกติ...มันมีแต่กวนประสาทเขาไปวันๆ แล้วก็ตัวติดกับเขาเป็นตังเมแค่นั้น...แค่นั้นจริงๆ









หรือมันจะพูดจริง...













แล้วทำไมมันต้องมานั่งทดลองใบชาบ้าๆนั่นด้วยเล่า ถ้ามันไม่วางแผนอะไรอยู่!













น้ำชาเริ่มเป็นสีเข้มแล้ว ลอเรนซ์หยิบฝากามาปิด พลางสะบัดหัวอย่างหงุดหงิดเหมือนจะไล่ความคิดยุ่งเหยิงที่เข้ามาวิ่งวนในสมอง













...เอาเถอะ...ตอนนี้เขาก็เผาทั้งต้นชา ใบชา รวมทั้งบันทึกนั่นไม่มีเหลือแล้ว...มันจะทำอะไรได้...











ให้ยังไง...มันก็เป็นได้แค่เพื่อนเหมือนเดิม...











ชายหนุ่มพยายามปัดภาพสุดท้ายที่ปรากฏขึ้นในสมอง....







ภาพรอยยิ้มยั่วแหย่บนเรียวปากแดงก่ำกับดวงตากลมโตของหญิงสาวผมดำที่ติดอยู่ในความทรงจำนั่น...















.........................................................................................















“เอ้า นี่ชาของเธอ...ฉันไม่รู้หรอกว่ามันชาอะไร แต่กลิ่นมันคล้ายๆกับไอ้ที่ลูคัสเอามาให้เมื่อกี้”







อาจารย์ที่ยกน้ำชากลับมาให้ลูกศิษย์เอ่ยห้วนๆ พลางรินชาจากกาลงในถ้วยให้







เจ้าชายหัวหน้าป้อมเอ่ยขอบคุณก่อนจะยกถ้วยชาขึ้น...กลิ่นที่ลอยกรุ่นเหนือปากถ้วยคล้ายชาที่เขาดื่มประจำ แต่ดูจะแรงกว่านิดหน่อย...เหมือนผสมพวกกลิ่นดอกไม้บางอย่างเข้าไปด้วย....ชายหนุ่มขมวดคิ้ว









...แปลก...ชาอะไร...









นักบวชผมทองที่เพิ่งรินชาของตัวเองลงในถ้วยกำลังจะยกขึ้นจิบ แต่ดวงตาสีอมิธิสต์สวยเหลือบเห็นท่าทีของลูกศิษย์เสียก่อน







“ดื่มได้ไหม ถ้าไม่ได้จะได้เปลี่ยนให้”







“ไม่เป็นไรครับ อาจารย์ ”







คาโลรีบปฏิเสธด้วยความเกรงใจแล้วยกถ้วยขึ้นจิบ ลอเรนซ์จึงเริ่มจิบชาในถ้วยของตนบ้างอย่างกระหาย









เพล้ง!









ทันทีที่ชาล่วงลงคอ ความเจ็บปวดทรมานแทบสิ้นสติก็แล่นพล่านไปทั่วร่าง ถ้วยชาร่วงหลุดจากมือลงกระทบพื้นแตกกระจาย!







ภาพอาจารย์รุ่นพี่ที่กำลังดิ้นพล่านเหมือนถูกไฟเผาอยู่กับพื้นทำให้คาโลรีบลงมาประคองไว้อย่างร้อนใจพลางร่ายเวทรักษาอย่างที่ถนัด...แต่คราวนี้มันกลับไม่ได้ผล...







คนเจ็บหมดสติไปแล้ว หนุ่มน้อยผมเงินรีบลุกไปเปิดประตูเพื่อจะเรียกคนมาช่วย แต่ทันใดนั้นภาพเบื้องหน้าก็มืดสนิท กล้ามเนื้อทั่วร่างปวดปลาบเหมือนถูกมือยักษ์ฉีกกระชาก...













ไม่ทันจะได้ร้องออกมา สติของเจ้าชายแห่งคาโนวาลก็ดับวูบเสียก่อน!

















...............................................................................................























...เกิดอะไรขึ้น...









ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นช้าๆ ร่างกายยังจำได้ถึงความรู้สึกเจ็บปวดที่เข้ามาเยือนก่อนจะไม่รู้สึกตัว









รุ่นพี่ลอเรนซ์!









ทันทีที่สติกลับมา สภาพของอาจารย์รุ่นพี่ก่อนหน้านั้นก็แวบเข้ามาในหัว ทำให้เขาเหลียวขวับไปมอง เห็นร่างของนักบวชแห่งแอเรียสยังนอนกองอยู่กับพื้นข้างโต๊ะ ดวงหน้าซีดเผือด นัยน์ตาปิดสนิท







เจ้าชายคาโลรีบลุกพรวดขึ้นผลักประตูห้องออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะวิ่งออกมาตามระเบียงทางเดิน...







ขากางเกงที่ยาวลากพื้นทำให้เกือบสะดุด แต่เจ้าตัวไม่สนใจ ในเมื่อสภาพของคนเจ็บทำให้ร้อนใจมากกว่า







ทางเดินหน้าห้องพักอาจารย์ว่างเปล่า ไม่มีใครผ่านมาสักคน เพราะเป็นเวลาเที่ยง คนส่วนใหญ่คงลงไปทานข้าวที่ห้องอาหารดรากอนกันหมด







ทันทีที่เลี้ยวมุมระเบียง ชายหนุ่มก็ชนโครมเข้ากับร่างล่ำสันของใครคนหนึ่งเข้าอย่างจังจนเจ้าตัวคนวิ่งมาเกือบกระเด็น ดีที่อีกฝ่ายคว้าต้นแขนเอาไว้เสียก่อน







ดวงตาสีฟ้าสวยสบดวงตาสีนิลหลังแว่นกรอบทอง ก่อนจะอุทานออกมา









“รุ่นพี่ลูคัส!”



















......................................................................................



















หลังจากหมดคาบสอนและปล่อยนักเรียนไปพักเที่ยงแล้ว ซาตานประจำป้อมก็เดินขึ้นบันไดกลับมายังห้องพักอย่างอารมณ์ดี









...วันนี้กลางวันจะทำอะไรทานดีนะ...หรือจะอุ่นสตูว์ที่เคี่ยวไว้ตั้งแต่เมื่อวาน...ลอรี่คงชอบ....









เมื่อโผล่พ้นมุมระเบียง ใครคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาชนจนฝ่ายนั้นเกือบปลิวเสียเอง ถ้าเขาไม่คว้าแขนเอาไว้ก่อน







ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นดูคุ้นตา ขณะที่เสียงหวานเรียกชื่อเขาอย่างร้อนใจ









ใคร?









ภาพวันงานเทศกาลเหมือนถูกฉายย้อนกลับ วันที่แสนโกลาหลวุ่นวายกับรุ่นน้องผู้ชายทั้งโขยงที่กลายมาเป็นหญิงสาวด้วยฤทธิ์กำยาน และภาพของสาวน้อยผมเงินกับหนุ่มน้อยหัวขโมยก็แวบขึ้นมา









“คาลี่...?”











“ครับ”









คาโลตอบ แต่ก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงตัวเอง







แววตาเหมือนไม่รู้จักตอนแรกของซาตานประจำป้อมทำให้นึกแปลกใจเล็กน้อย หากเมื่อได้ยินเสียงของตัวเองขึ้นมา คราวนี้ความสงสัยแล่นปราดก่อนจะก้มลงดู







ปอยผมสีเงินยาวที่ทิ้งตัวลงมาด้านหน้าตามแรงก้มกับทรวงอกอิ่มที่ดันเสื้อนักเรียนชายออกมานั้นยืนยันอย่างชัดเจนถึงสภาพร่างกายเขาในตอนนี้...สภาพที่เขาไม่คิดว่าตัวเองต้องมาเจออีกหลังเหตุการณ์งานน้ำชาซึ่งผ่านมาหยกๆ











แต่คราวนี้ไม่มีเวลามาช็อค ในเมื่อคนเจ็บอีกคนกำลังรออยู่...











“พี่ลอเรนซ์ไม่สบายมากครับ ตอนนี้สลบอยู่ที่ห้อง พี่รีบไปดูดีกว่า”







เจ้าชายหัวหน้าป้อมร้อนใจจนเผลอเรียกอาจารย์รุ่นพี่ตามที่เคยชิน แต่ลูคัสไม่สนใจ ร่างสูงรีบสาวเท้าวิ่งไปยังประตูห้องที่เปิดอ้าไว้นั้นทันทีที่ได้ยินคำบอกเล่าจากรุ่นน้อง ทิ้งให้สาวน้อยในเสื้อกางเกงนักเรียนยาวรุ่มร่ามวิ่งตามไปแทบไม่ทัน



















...................................................................................



















ทันทีที่ซาตานแห่งป้อมโผล่เข้าไปในห้อง หัวสมองเขาก็ว่างเปล่าทันทีที่เห็นภาพเบื้องหน้า







ร่างสูงโปร่งของเพื่อนคู่หูนอนกองอยู่กับพื้นข้างโต๊ะอาหารกลางห้อง ดวงตาปิดสนิท หน้ามันซีดเผือดจนเขาใจหายวาบ....







ใจหายจนต้องวิ่งเข้าไปประคองมันไว้ในอ้อมแขน....กลัวเหลือเกินว่าจะไม่รู้สึกถึงลมหายใจ...กลัวว่าดวงตาสีม่วงสวยคู่นั้นจะไม่มีวันลืมขึ้นอีก...







เสียงชีพจรที่จับได้ทำให้เขาใจชื้นขึ้นมา เมื่อรู้ว่ามันยังมีชีวิตอยู่ เหงื่อมันผุดพรายบนดวงหน้าบอกถึงความทรมานแสนสาหัสแม้ในยามไม่ได้สติ







ไอทมิฬเริ่มแผ่ออกจางๆ มันเกิดอะไรขึ้น ใครทำให้มันเป็นอย่างนี้...







ร่างสูงหันไปหาสาวน้อยผมเงินที่อยู่ข้างๆ เจ้าหล่อนพยายามร่ายเวทรักษา แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าคนเจ็บจะฟื้นขึ้น คิ้วเรียวจึงขมวดมุ่นก่อนที่ตาสีฟ้าจะเงยขึ้นสบดวงตาสีนิลเบื้องหลังกรอบแว่น









“หรือจะเป็นเพราะชา...”









“ชาอะไร คาลี่”









“ก่อนที่พี่ลอเรนซ์กับผมจะหมดสติ พี่ลอเรนซ์ไปชงชามาให้ใหม่ พอดื่มเข้าไปพี่เขาก็ล้มลงทุรนทุรายแล้วก็สลบ ส่วนผมพอฟื้นขึ้นก็...เอ่อ...เป็นอย่างนี้”









เสียงหวานลำดับเหตุการณ์ได้เนื้อถ้อยกระทงความ จนมาถึงประโยคท้ายๆ สาวน้อยจึงเริ่มตะกุกตะกักเมื่อต้องกล่าวถึงสภาพของตัวเอง









ซาตานแห่งป้อมเริ่มเอะใจจากคำบอกเล่าของรุ่นน้อง แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร ร่างสูงโปร่งของนักบวชผมทองก็เริ่มรู้สึกตัว แผงขนตาสีอ่อนกะพริบช้าๆ ก่อนจะลืมขึ้นให้เห็นดวงตาสีอมิธิสต์คู่สวย







สายตาของคนเพิ่งฟื้นดูงุนงง ก่อนจะเลื่อนมาจับที่ดวงหน้าคมคายของซาตานแห่งทริสทอร์ที่อยู่ใกล้ที่สุด ร่างล่ำสันโอบกอดนักบวชแน่นอย่างดีใจที่มันไม่เป็นอะไร









“นายไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ลอรี่...เอ๊ย...ลอเรนซ์”









ลูคัสรีบเปลี่ยนมาเรียกชื่อเต็มของเพื่อนคู่หู เพราะไม่อยากให้มันต้องอาละวาดทั้งที่ยังเจ็บอยู่ อ้อมแขนของอีกฝ่ายก็โอบหลังเขาไว้เช่นกัน แปลกที่ดวงหน้าหล่อเหลาของนักบวชแห่งแอเรียสดูจะไม่บูดบึ้งอย่างทุกที ดวงตาสีม่วงทอแววนุ่มนวลเสียด้วยซ้ำ...แล้วยัง....นี่เขาตาฝาดหรือเปล่านั่น!











...มันยิ้ม...!!











นักบวชหน้าบูดประจำป้อมกำลังแย้มรอยยิ้มอ่อนโยนที่ส่งให้ดวงหน้านั้นดูราวกับเทพบุตร ทำให้คนเป็นเพื่อนสนิทถึงกับอ้าปากค้าง แม้แต่เจ้าชายในร่างสาวน้อยข้างๆที่เพิ่งเห็นรอยยิ้มของรุ่นพี่ก็มีอันตกตะลึงไปเช่นกัน









เสียงห้าวทุ้มที่ไม่มีแววหงุดหงิดเหมือนทุกครั้งเอ่ยออกมา...คำพูดที่ทำให้ซาตานแห่งป้อมเกือบช็อคสนิท











“เรียกฉันว่าลอรี่สิ...ลูคัส”




 

Create Date : 19 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 19 กุมภาพันธ์ 2549 0:49:21 น.
Counter : 662 Pageviews.  

บทที่ 14 ของหมั้นจากน้องสาว




ดวงตาสีนิลที่ดูลึกลับ บัดนี้รอยขำขันฉายพราวอยู่ระริก


...นี่เอง...ปีศาจผู้มีหัวใจอีกตน....


ตาสีทองคมกริบที่มองสบมานั้นฉายชัดถึงอารมณ์หงุดหงิดที่เจ้าของพยายามข่มไว้ แต่ไม่วายมีเล็ดรอดกระเซ็นกระสาย ยามที่ทอดไปยังสาวน้อยซึ่งนอนหลับอยู่บนเตียงสลับกับคนที่นั่งอยู่ข้างๆ


“ผมมารับลูซีน”


เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นขณะที่คนพูดถือวิสาสะเดินเข้ามาในห้อง ก่อนชะงักเมื่อเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีนักบวชผมทองอยู่ด้วยอีกคน


“เด็กนี่เพิ่งหลับไป”


ลอเรนซ์เอ่ยขึ้นห้วนๆ พลางบอกอาการของคนเจ็บให้ผู้มาใหม่ทราบ ยมทูตหนุ่มพยักหน้ารับ แต่อำพันคู่สวยยังเหลือบแลไปยังร่างสูงของชายหนุ่มอีกคนในห้องที่ยังนั่งชิดคนนอนหลับ โดยทำไม่รู้ไม่ชี้กับสายตากรุ่นๆที่เวียนมารอบแล้วรอบเล่า


“ขอบคุณครับ อาจารย์ ถ้าอย่างนั้นผมไม่รบกวนแล้ว”


ชายหนุ่มเดินมาอุ้มร่างบางของสาวน้อยผมทองโดยไม่มองหน้าคนนั่งใกล้ ดวงตาสีนิลที่มองมาจึงมีแววประหลาด


“อัศวินมารับท่านหญิงแล้ว อย่างนั้นทาสก็คงหมดประโยชน์”


ซาตานเอ่ยขึ้นพลางหัวเราะในลำคอเบาๆ ตาสีทองจึงปรายมาสบ


“ไม่คิดหรือว่าหน้าที่ดูแลเจ้านายใกล้ชิดควรเป็นของทาสมากกว่าอัศวิน”


อำพันคู่คมฉายแววเกรี้ยวกราดขึ้นชั่วแวบ ก่อนที่ร่างสูงที่มีสาวน้อยในอ้อมแขนจะหันกลับแล้วเลือนหายวับไปกับความว่างเปล่า ทิ้งให้คนที่เหลือในห้องนิ่งงัน...






“ปีศาจยังไงก็เป็นปีศาจอยู่ดี”


เสียงทุ้มของซาตานเอ่ยขึ้นลอยๆ ดวงหน้าขาวจัดดูมีแววรื่นรมย์กับเหตุการณ์เมื่อครู่


“แล้วนึกบ้าอะไรขึ้นมาถึงไปแหย่ปีศาจเข้าล่ะ หรืออยากจะเป็นอัศวินกับเขาบ้าง”


นักบวชผมทองที่ยืนกอดอกมองอยู่ถามขึ้นอย่างหงุดหงิด ดวงตาสีม่วงดุแฝงแววรู้ทัน


“ฉันไม่เคยบอกสักคำว่าตัวเองเป็นอัศวิน นายก็รู้...ลอรี่”


ฉึก!


“ถ้านายเลิกเรียกชื่องี่เง่านั่นสักวัน มันจะตายไหม!”


ซาตานประจำป้อมหัวเราะเบาๆในลำคอ ก่อนจะเอื้อมมือไปดึงมีดที่ปักบนผนังด้านหลังคืนให้คนปา ริมฝีปากฉายรอยยิ้มลึกลับ


“ฉันก็แค่อยากรู้... ถ้าปีศาจมีหัวใจ...หัวใจของปีศาจจะเป็นยังไงเท่านั้นเอง”




..............................................................




ชายหนุ่มวางร่างบางในอ้อมแขนลงบนเตียงอย่างนุ่มนวล ดวงหน้างามน่ารักที่เขาเห็นซีดขาวกว่าปกติ แผงขนตาเป็นแพหนาที่ทาบทับแก้มเผือดไร้สีเลือดทำให้ความรู้สึกหวั่นไหวโดยไม่รู้ตัว


...ไม่หรอกน่า...นางไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย....


มือใหญ่แตะหน้าผากมนที่เย็นชืด เหงื่อซึมจนไรผมสีทองเปียกชื้น คงเป็นผลจากการสร้างผลึกอาคมตามที่พวกเฟรินและอาจารย์ลอเรนซ์บอกมา ปกติแล้วชาวปีศาจจะไม่สร้างผลึกอาคมกันพร่ำเพรื่อเพราะเปลืองพลังชีวิตและพลังเวทอย่างมาก ยิ่งผลึกออกมาดีเท่าไหร่ ผู้สร้างก็สูญเสียพลังไปมากเท่านั้น บางคนอาจถึงกับสลบไปหลายวันเลยก็มี


...ยังดีที่นางฟื้นแล้วรอบหนึ่ง แสดงว่าอาการไม่ถึงขนาดน่าวิตกนัก คงเป็นเพราะเลือดเผ่าหมาป่าในตัวนางที่ทำให้พลังชีวิตคืนมาเร็วกว่าปกติ....


ฮาร์นพยายามบอกตัวเอง แต่เมื่อมองหน้าอ่อนใสที่ปราศจากสีกุหลาบระเรื่อบนนวลแก้มเหมือนทุกทีก็อดใจหายไม่ได้ ถึงจะรู้ว่าเธอไม่ได้หลับใหล... ไม่ได้จมอยู่ในห้วงนิทราอันยาวนานจนไร้ที่สิ้นสุดเช่นที่เคยเป็น... แต่หัวอกเขาก็เหมือนจะหายวับด้วยความกลัว


...กลัวการสูญเสีย...กลัวของรักชิ้นสำคัญจะหลุดลอยไปอีกหน....


ยมทูตทรุดตัวลงนั่งบนเตียงที่สาวน้อยนอนอยู่ ความลังเลแล่นปราดเข้ามาในหัวสมองชั่วแวบ ก่อนจะปัดมันออกไปให้พ้น


มนต์แสงจันทร์...เวทรักษาของเผ่าพันธุ์แห่งดวงจันทร์ดังพึมพำขึ้นมาเบาๆ ก่อนที่ร่างสูงจะโอบประคองสาวน้อยที่หลับสนิทนั้นไว้ในวงแขนเหมือนเป็นของแตกหักง่าย ริมฝีปากอุ่นแตะทาบทับลงบนเรียวปากแดงจัดที่แห้งผากนั้นอย่างนิ่มนวล


แสงสีทองซึมผ่านจากริมฝีปากคนร่ายมนตร์ไปสู่คนในอ้อมแขนไม่ขาดสาย...แสงแรงกล้าของพลังชีวิตที่ถ่ายทอดไปค่อยๆ แล่นไปทั่วร่าง ทำให้สีกุหลาบจัดกลับมาระบายบนนวลแก้มของสาวน้อยอีกหน


เหงื่อผุดพรายขึ้นมาตามไรผมและหน้าผากของยมทูตหนุ่ม บางเม็ดไหลลงมาตามข้างแก้ม ร่างสูงหอบหายใจเล็กน้อยอย่างเหน็ดเหนื่อย แต่รอยยิ้มบางๆ กลับปรากฏขึ้นบนเรียวปากเมื่อเห็นดวงหน้าของสาวน้อยกลับมามีสีสันเหมือนปกติเช่นเดิม


ผิวสัมผัสจากร่างในอ้อมแขนเหมือนจะอุ่นขึ้นบ้าง ไม่เย็นชืดจนเขานึกหวั่นใจอย่างเมื่อครู่ หน้าผากนวลเนียนที่คลอเคลียอยู่กับปลายคางทำให้เขาเผลอกดริมฝีปากลงไปก่อนจะทันรู้ตัว แผงขนตางอนช้อยขยับช้าๆก่อนจะปรือขึ้นมา


“...ฮาร์น...”


ตาสีทองคู่โตยังกระพริบถี่เหมือนยังตื่นไม่เต็มตา ความอ่อนเพลียทำให้เปลือกตาปิดลงอีกรอบอย่างง่วงงุน ชายหนุ่มค่อยวางร่างน้อยในอ้อมแขนลงบนที่นอนอีกครั้งอย่างเบามือ


....แค่การรักษาเท่านั้น...ไม่มีอะไรมาก...ช่วยรักษาให้น้องมันก็เรื่องปกติอยู่แล้ว...


สมองพยายามย้ำกับตัวเอง แต่อีกเสียงหนึ่งเหมือนจะกระซิบแทรกขึ้นมาแผ่วเบา...


...เท่านั้นแน่หรือ...?


เสียงที่ย้ำไปพร้อมๆกับจังหวะหัวใจ เมื่อสัมผัสอบอุ่นจากร่างน้อยยังคงทิ้งอยู่ในอ้อมแขน และความหอมหวานนุ่มนวลก็เหมือนจะติดอยู่บนริมฝีปากไม่วาย


...จะมัวหลอกตัวเองไปถึงเมื่อไหร่...เวลาห้าร้อยปีที่ผ่านมาก็ใช่เจ้าจะไม่เคยมีความรักอีกเสียที่ไหน...เจ้ารู้ดีนี่ว่าความรู้สึกที่มีต่อนางในตอนนี้มันคืออะไร...


เสียงนั้นเหมือนจะหัวเราะหยันความตั้งใจที่มีมาเนิ่นนานของเขา เยาะเย้ยสิ่งที่เขาพยายามทำลงไปโดยไร้ผล


..เจ้ามันก็แค่คนขี้ขลาด...ตอบรับนางสิ...เจ้ารู้อยู่เต็มอกแล้วนี่ว่านางรักเจ้าขนาดไหน...


“มันเป็นไปไม่ได้!”


ชายหนุ่มตวาดออกมา...ตวาดเจ้าเสียงที่ดังกระซิบซ้ำซากอยู่ในสมองของเขานั่น เสียงที่พยายามทำให้ความตั้งใจคลอนคลาย ก่อนจะรู้สึกตัวว่าเขาเผลอหลุดเสียงดังออกไป ฮาร์นถอนใจโล่งอกเมื่อเห็นสาวน้อยของเขายังหลับสนิท ลมหายใจสม่ำเสมอบอกว่าอาการของเธอน่าจะดีขึ้นในไม่ช้า...


...ใช่...ไม่มีทางเป็นไปได้....


ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากจนเป็นเส้นตรง ดวงตาสีอำพันหม่นวูบ มือใหญ่กำแน่นเหมือนสะกดใจ เขาตัดสินใจหันหลังกลับไปยังประตู


“คามิล ดูแลนางให้ข้าด้วย”


เสียงทุ้มสั่งกับความว่างเปล่า ก่อนร่างสูงจะลับหาย ทิ้งให้เงาร่างของสตรีในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่งเคลื่อนกายออกมาจากมุมห้องอย่างเงียบงัน






..........................................................






ร่างบางที่อยู่บนเตียงขยับตัวช้าๆ เปลือกตากะพริบสองสามครั้งก่อนจะลืมขึ้นแลกวาดไปรอบห้องที่เริ่มจะเคยคุ้นอย่างแปลกใจ ทันใดก็รู้สึกถึงเงาคนเคลื่อนไหวอยู่ปลายหางตา


“ฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ ท่านหญิงน้อย”


เสียงไพเราะกังวานเหมือนเครื่องดนตรีดังขึ้น ดวงตาดำขลับที่งดงามคู่นั้นดูจะมีน้ำใสหล่อรื้นอยู่จางๆ


“คามิล...”


เสียงใสเอ่ยขึ้นเมื่อร่างสูงโปร่งในชัดเดรีสีดำคลุมตั้งแต่หัวจรดเท้าทรุดตัวนั่งราบกับพื้นเพื่อทำความเคารพ ดวงหน้างดงามที่เปิดเผยเพียงนัยน์ตาคมก้มต่ำเหมือนจะซ่อนอารมณ์


“เจ้าค่ะ ข้าเอง ดีใจที่ได้พบท่านอีกครั้ง”


“ลุกขึ้นเถอะ คามิล”


ภูตรับใช้เงยหน้าขึ้นสบดวงตาสีทองที่มองตรงมา...ดวงตาคู่เดิมที่ยังคงบริสุทธิ์ไร้เดียงสา...ดวงตาของเด็กหญิงตัวน้อยน่ารักน่าเอ็นดูเมื่อนานแสนนานมาแล้ว


“นายท่านสั่งให้ข้าดูแลท่านหญิงน้อย ท่านนอนพักต่อดีกว่านะเจ้าคะ”


“ไม่ต้องหรอก ข้าดีขึ้นแล้ว นักบว...เอ่อ...ลอเรนซ์คงช่วยใช้เวทรักษาให้ตอนข้าหลับ”


ดวงตาดำคมของภูตรับใช้มองมาด้วยแววประหลาด ริมฝีปากภายใต้ผ้าคลุมหน้าขยับเหมือนจะเอ่ยอะไรออกไป แต่แล้วก็กลับหุบเงียบ


“นี่ข้ากลับมาห้องตั้งแต่เมื่อไหร่ แย่จริง ไม่รู้ตัวได้ขนาดนี้เชียว”


...ปกติเผ่าหมาป่าจะมีประสาทสัมผัสไว...ลงว่าเธอหลับได้ขนาดที่ไม่รู้สึกตัวว่ามีคนพากลับห้อง แสดงว่าร่างกายคงแย่เอาการ...ทีหลังคงต้องระวังเรื่องการใช้พลังเวทบ้างแล้ว....


เสียงปรารภลอยๆเหมือนรำพึงกับตนเองทำให้ภูตรับใช้ไม่ตอบ สายตาคมกริบที่มองมายังร่างบางลึกลงไปมีแววเห็นอกเห็นใจ แต่เจ้าตัวอำพรางไว้ด้วยความนิ่งสนิทของบ่อน้ำสีดำอันไร้ก้นบึ้ง


...ข้าคงต้องเคารพสิ่งที่นายท่านของข้าตัดสินใจ....ท่านหญิงน้อยแห่งจีโนวา....



เสียงกระพือปีกพึ่บพั่บดังขึ้นข้างหน้าต่าง เรียกสายตาสองคู่ของคนในห้องในหันไป ร่างดำมันปลาบของสัตว์ปีกตัวหนึ่งร่อนลงยังโต๊ะกลางห้อง ก่อนจะส่งเสียงทักภูตรับใช้ชุดดำ


“โอย...เหนื่อย...ท่านฮาร์นนะท่านฮาร์น ให้ภูตรับใช้ชั้นสูงอย่างข้าเดินทางไปถึงทะเลทรายที่เดมอสโน่น นึกว่าจะไม่รอดกลับมาซะแล้ว คามิลคนดีข้าขอน้ำหน่อยสิ”


เสียงเจื้อยแจ้วของเจ้านกประหลาดยังเจรจาต่อเหมือนท่อน้ำแตก โดยไม่ทันสังเกตคนที่นอนอยู่อีกคนในห้อง ภูตรับใช้หันกลับไปเตรียมอาหารและน้ำให้เงียบๆ


“ท่านฮาร์นเก็บอะไรไว้ให้ข้ามั่ง เห็นว่าถ้าข้ากลับมาแล้วท่านจะเตรียมลูกอินทผลัมอร่อยๆ เอาไว้ มีรึเปล่าน่ะคามิล...”


“ลูค...”


เสียงใสเอ่ยขึ้นเบาๆ นัยน์ตาสีฟ้าข้างหนึ่งและสีทองข้างหนึ่งของเจ้าอีกาปีศาจหันขวับมา ก่อนจะพบสาวน้อยแปลกหน้านอนอยู่ในห้องนั้น


“เฮ้...เจ้าเป็นใคร เข้ามาในห้องนี้ได้ยังไง แล้วใครให้เรียกชื่อข้าอย่างนั้น...ข้าอนุญาตให้ท่านฮาร์นเรียกได้คนเดียว...เอ๊ะ...”


เสียงโวยวายหยุดกึกเมื่อนัยน์ตาสีประหลาดของสัตว์ภูตสบตาสีทองสวยคู่โต รอยยิ้มกว้างบนริมฝีปากแดงก่ำทำให้เจ้าอีกาตัวสั่นระริก ก่อนที่น้ำตาจะรินออกมาเป็นทาง พลางบินโผผวาเข้ามาหาร่างบางตรงหน้า


“ท่านลูซีน! ท่านลูซีน! ท่านกลับมาแล้ว!”


อีกาแห่งเดมอสซุกตัวเข้าสู่อ้อมกอดของสาวน้อยที่ยิ้มรับสดใส น้ำตาร่วงเผาะเลอะเทอะขนสีดำสนิทพลางพร่ำรำพันอย่างปลื้มปีติ


“ฮือๆ ข้านึกว่าชาตินี้จะไม่มีโอกาสได้เจอท่านในช่วงที่ข้ายังมีชีวิตอยู่เสียแล้ว ท่านไม่รู้หรอกว่าหลังจากเรื่องวันนั้นท่านฮาร์นเป็นยังไงบ้าง...”


“ลูคา!”


เสียงเข้มงวดของภูตรับใช้สาวเรียกชื่อเต็มยศของอีกาประหลาดเป็นการปราม นัยน์ตาคมกริบที่จ้องมาทำให้ปากช่างเจรจาของลูคหุบฉับ แต่ดวงตาสีทองที่เงยขึ้นมองอย่างสงสัยทำให้สายตาคมนั้นเมินหลบไปอีกทาง


“หมายความว่ายังไง หลังจากนั้นฮาร์นเป็นยังไง”


ท่านหญิงแห่งเดมอสก้มลงถามเจ้ากาในอ้อมกอด ฝ่ายนั้นทำคอย่นพลางส่ายหน้าไปมา แต่ดวงตาต่างสีของเจ้าอีกากลับบุ้ยใบ้ไปยังร่างในชัดเดรีสีดำที่คลุมมิดชิดนั่น


“บอกข้ามา คามิล!”


ดวงตาดำงามของภูตรับใช้เบือนมาสบดวงตาสีทองวาวจ้าที่กำลังจ้องมาตรงๆ คามิลถอนหายใจก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังความว่างเปล่าภายนอกหน้าต่างห้อง...


“...ท่านอยากรู้อะไรหรือ...ท่านหญิงน้อย รู้กับไม่รู้จะมีค่าแตกต่างกันอย่างไร ในเมื่อสุดท้ายท่านก็ต้องกลับ กระแสเวลาของท่านต่างจากคนอื่นมากมาย ท่านจะหวังให้ใครรอท่านไปตลอดกาลอย่างนั้นหรือ...”


ริมฝีปากแดงก่ำเม้มสนิท นัยน์ตาสีทองงามประหลาดเกือบจะมีแววโศก เสียงไพเราะของภูตรับใช้ยังดังต่อเนื่อง เหมือนน้ำกรดรดรินลงบนเนื้ออ่อนของหัวใจ


“เวลาเปลี่ยน คนย่อมเปลี่ยน... นายท่านอาจยังคงมีท่านหญิงอยู่ในหัวใจ แต่กาลเวลาที่ผ่านไปย่อมนำสิ่งใหม่เข้ามา หากท่านฮาร์นจะนึกรักใครอีกครั้ง...นั่นย่อมดีกว่าฝังตัวอยู่กับภาพลวงตาในทะเลทรายไม่ใช่หรือ...”


ดวงตาสีนิลหันกลับมาสบดวงตาสีทองที่คลอคลองด้วยน้ำใส หากเจ้าตัวฝืนไว้ไม่ให้มันหยดลงมา


“ข้าพูดเพื่อตัวท่านเอง หน้าที่ของท่านข้ารู้ว่ามันหนักหนานักสำหรับเด็กสาวคนหนึ่ง แต่...”


“คามิล! เจ้ากำลังพูดอยู่กับใคร!”


เสียงใสแฝงแววแห่งอำนาจฉายชัด ศีรษะเล็กๆที่ปกคลุมด้วยผมสีทองตั้งตรงอย่างทะนงในศักดิ์ของตนยิ่ง ร่างในชุดคลุมสีดำจึงยอบกายลงก่อนจะเอ่ยอย่างนอบน้อม


“ท่านหญิงลูซินดาเลีย เดอแคลร์ ท่านหญิงแห่งจีโนวาแดนหมาป่า ผู้สืบสายเลือดแห่งราชวงศ์เกรเดเวล และผนึกจันทราแห่งเดมอสเจ้าค่ะ”


“หน้าที่ของข้าไม่จำเป็นต้องให้ใครมาเห็นใจ ในเมื่อเป็นสิ่งที่ข้ายอมรับมันด้วยตัวเอง ข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดมาล่วงล้ำเป็นอันขาด!”


สิ้นประโยคนั้น ภายในห้องเล็กๆเงียบกริบไปชั่วขณะ เสียงใสทอดถอนใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นแผ่วเบา


“ขอโทษ...คามิล ข้ารู้ว่าเจ้าไม่อยากให้ฮาร์นเป็นทุกข์เพราะข้า ...แต่ข้าตัดสินใจแล้ว”


ดวงตาสีทองสบดวงตาคมงามของภูตรับใช้ผู้จงรักภักดีอย่างตรงไปตรงมา


....ท่านหญิงน้อย...ท่านไม่ต่างไปจากสมัยก่อนเลยสักนิด...ยังตรงไปตรงมาอย่างไรก็อย่างนั้น...ไม่ใช่แค่นายท่านหรอกเจ้าค่ะที่ข้าห่วง...ตัวท่านเองก็ด้วย...หนทางนี้มันจะทำให้ท่านเป็นทุกข์ไม่แพ้กันเลย....


เสียงใสทอดลงแผ่วเบา หากประโยคนั้นเหมือนจะสะท้อนอยู่ในความรู้สึกของคนฟัง กระแสละอายอวลในทุกถ้อยคำบอกถึงหัวใจแห่งเผ่าหมาป่าที่หยิ่งทะนง...และมั่นคงยิ่งกว่าผู้ใด....


“ชีวิตของข้าเป็นของผนึกจันทรา มีแต่หัวใจของข้าที่เป็นของตัวข้าเอง ข้าจะเลือกเดินตามทางที่หัวใจข้าบอกเท่านั้น”


...และถึงท่านจะรู้ว่าหนทางที่เลือกเดินมันมีแต่ขวากหนาม...หากมันเป็นทางที่มีหัวใจ....ท่านก็จะยังเดินต่อไปใช่ไหมเจ้าคะ.....


สายตาของภูตรับใช้ทอดมองท่านหญิงตัวน้อยอย่างอ่อนโยน ดวงตาสีทองที่หันมาสบมีแววรับรู้ ก่อนที่รอยยิ้มเศร้าสร้อยจะปรากฏบนเรียวปาก


“ถึงฮาร์นจะรักใคร แต่เขาก็ไม่มีสิทธิ์ฆ่าความรักของข้าใช่ไหม...”


ลูคที่หุบปากอยู่นานโพล่งขึ้นทันทีเหมือนอดรนทนไม่ไหวเมื่อได้ยินประโยคนี้ของท่านหญิงแห่งเดมอส


“ไม่มี๊...ไม่มี...ท่านฮาร์นหรือจะเห็นคนอื่นสำคัญกว่าท่านหญิงไปได้ ยังไงท่านลูซีนก็สำคัญที่สุด ข้าสาบานได้ว่าถึงท่านฮาร์นจะมีเผลอใจไปบ้างก็เถอะ อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ก็กับธิดาแห่งความมืดจอมทโมน แต่นั่นก็เทียบท่านหญิง....”


“ลูคา...”


เสียงเย็นเยียบของภูตสาวดังขึ้นให้เจ้ากาที่เผลอปากมากขนหัวลุกชัน คามิลเดินตรงมาคว้าคอของอีกาปีศาจจากมือท่านหญิงน้อย แว่วเสียงที่ลอดจากผ้าคลุมหน้าถามขึ้นอย่างอ่อนหวาน


“ดูเหมือนเจ้าจะอยากพักผ่อนหลังการเดินทางไกลแล้วใช่ไหม...”


เจ้ากาตัวแข็งทื่ออยู่ในมือ ตาสีฟ้าและสีทองมีแววหนาวเยือกกับภูตสาวที่กำชะตาของมันไว้ หากร่างบางบนเตียงยังคงนั่งนิ่งงัน


...ธิดาแห่งความมืด...เฟรินน่ะหรือ...


ตกใจ...ไม่คาดคิด...ทั้งเรื่องที่ฮาร์นรักญาติสนิทของเธอเอง เพราะตั้งแต่รู้จักกัน เฟรินมักอยู่ในร่างชายจนเธอเกือบลืมเหตุการณ์วันแรก...วันที่เธอเห็นฮาร์นมองสาวน้อยผมสีน้ำตาลด้วยแววตาอ่อนโยนจนเกือบเป็นอ่อนหวาน...แววตาที่เขาไม่เคยให้ใครมาก่อนนอกจากเธอ....จนทำให้หัวใจเธอเจ็บอย่างประหลาด...ความรู้สึกที่ทำให้เธอแปลงร่างแล้วกระโจนออกไปนั่น...


ในอกปวดหนึบจนเธออยากร้องไห้ขึ้นมา...ไม่เข้าใจเลยว่าทำไม....



คามิลหันมามองท่านหญิงน้อยของนางอย่างเป็นห่วง เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งไป


“ท่านหญิงน้อย ท่านเป็นอะไรมากไหมเจ้าคะ เจ็บตรงไหน...”


“...ไม่รู้สิ คามิล มันแปลกๆ ในอก...เหมือนจะเจ็บ เหมือนจะชา เหมือนอยากร้องไห้.... ข้าบอกไม่ถูก...”


คำอธิบายนั้นทำให้ภูตสาวถอนใจ ก่อนเอ่ยเสียงเบา


“ถ้าท่านเลือกจะเดินตามหัวใจ ท่านคงเลี่ยงความเจ็บปวดแบบนี้ได้ยากเต็มที... นี่เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น... เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ท่านยังจะยืนยันทางเลือกของท่านอยู่หรือเจ้าคะ”


ดวงตาสีทองที่มองมาแน่วแน่เหมือนจะยืนยันแทนคำตอบ ให้ภูตรับใช้ต้องทอดถอนออกมาอีกคราอย่างอ่อนใจ





ร่างบางที่เปลี่ยนจากเสื้อนอนตัวหลวมที่ภูตรับใช้เปลี่ยนให้เมื่อครู่กลับเป็นชุดนักเรียนเหมือนเดิมหยิบผลึกอาคมจากกระเป๋ากระโปรง พลางเรียกสร้อยเงินเส้นยาวออกมา


“คามิล เจ้าช่วยร้อยสร้อยนี้กับผลึกอาคมของข้าให้ทีได้ไหม”


ภูตสาวรับมาทำให้โดยดี เมื่อส่งคืนนางจึงเอ่ยถาม


“ท่านจะเอาไปทำอะไรเจ้าคะ”


สาวน้อยตอบด้วยรอยยิ้มสดใส เมื่อหันมาสบตาคมของภูตสาว


“ไม่ต้องห่วงหรอก ข้ายินดีที่ฮาร์นจะคิดรักใครไม่ว่าในอดีตหรืออนาคตข้างหน้า ถ้ามันจะทำให้เขามีความสุข”


เสียงหวานเอ่ยออกมาอย่างจริงใจ ดวงตาสีทองงามประหลาดมีแววมั่นคงเด็ดเดี่ยว


“ข้าอาจโกรธ...แต่จะไม่แค้น อาจเคือง...แต่จะไม่อาฆาต สิ่งที่ข้าทำได้ มีแค่ยืนยันความรู้สึกของตัวเองตอนนี้เท่านั้น ก่อนที่มันจะไม่เหลือเวลาสำหรับข้าอีก”






....................................................





ร่างสูงของยมทูตแห่งเดมอสเดินลงมาถึงสวนกลางของโรงเรียนพระราชา ต้นไม้ดูร่มรื่นน่านั่งเล่น ดอกไม้ก็ดูสวยงามสดใส แต่ใจเขากลับหงุดหงิดอย่างประหลาด


ต้นเหตุแห่งความหงุดหงิด คงเป็นภาพของสาวน้อยผมทองกับทาสของเธอที่ยังติดตาไม่หาย



รู้ทั้งรู้ว่าเธอหลับสนิท หมอนั่นมันไปนั่งดูแลให้เท่านั้น

แต่แค่เห็นมีผู้ชายคนอื่นมาเข้าใกล้ ใจเขาก็เหมือนไฟเผา

ทั้งๆที่เขาคิดอยูเสมอว่า...จะทำให้คนที่ชอบมีความสุข แม้ว่าความสุขของเธอคือการอยู่เคียงข้างชายคนอื่น....

ทำไมกับเธอผู้เป็นเหมือนน้องสาว คนที่เขาตั้งใจไว้อย่างเด็ดขาดว่าจะไม่คิดมากไปกว่านั้น เขากลับทำไม่ได้

มีวิธีไหนที่จะทำให้เขาดับไฟในใจดวงนี้...


...เวลาห้าร้อยปีที่ผ่านมา เจ้าไม่โตขึ้นเลยหรือไง...


เวลาห้าร้อยปี...ใช่...มันยาวนานพอ...เขาแน่ใจว่าตัวเองเติบโตขึ้น

เขารู้จักความรักอีกหลายครั้ง ความรักที่ได้มาแล้วก็สูญเสียไป ความรักที่ไม่ผลิดอกออกผล ความรักที่ทิ้งรอยเจ็บปวดในหัวใจให้ได้นึกถึง

ความรักทุกครั้งเขาจริงจังกับมันเสมอ เขาแน่ใจที่จะพูดได้เต็มปากว่ามันเป็นความรัก


แต่ไม่มีใครทิ้งรอยไว้ลึกซึ้งเท่าลูซินยาห์...


แผลกลัดหนองที่เขาไม่เคยไปแตะต้อง ทำเหมือนไม่สนใจ หวังว่าสักวันเวลาคงลบเลือนมันได้

แต่ผิดถนัด...

แค่สบตาสีทองแวบแรก...หัวใจเขาก็เจ็บแปลบปลาบ

มันผสมปนเปไปกับความสุข ยามเมื่อมีเธอกลับมายิ้ม มาหัวเราะ มาร้องไห้ต่อหน้าเขาอีกหน....

น้องน้อยที่เขาเคยเย้าแหย่...เคยรักใคร่เอ็นดู... เติบโตเป็นสาวน้อยแสนสวย....


เจ็บปวดนัก....

เพราะเขาเอง....ที่ทำให้เธอตัดสินใจอย่างนั้น....

เพราะเขาเอง....ที่ทำให้เธอต้องอยู่ในหน้าที่นั้น....

เพราะเขาเอง...ที่ทำให้เธอเหมือนตายไปจากโลก....



เมื่อเธอกลับมาโดยไม่คาดฝัน...เขาดีใจเหมือนจะบ้า....

ดีใจที่เห็นใบหน้ายิ้มแย้มอีกครั้ง...ไม่ใช่ใบหน้านองน้ำตาแบบที่เขาฝันอยู่ทุกบ่อย....

เขาอยากปกป้องรอยยิ้มของเธอ...เสียงหัวเราะของเธอ...

แต่...เรื่องที่เธอตั้งใจ....

มันกลับเป็นสิ่งที่เขาทำให้ไม่ได้....

แม้ว่าในใจส่วนลึกของเขาจะร่ำร้องให้ตอบรับมันสักแค่ไหน

ใช่....เขาขี้ขลาด...ที่ไม่อยากเจอกับเรื่องพวกนั้นอีก

เพราะถ้าคราวนี้....จะเป็นเธอ....

เขาจะทำลงได้อย่างไร....

และถ้าทำไป....

หลังจากนั้นเขาคงอยู่อย่างตายทั้งเป็น...

..........................................

.........................................

เขาคงฆ่าความรักของเธอไม่ลง

ไม่ใช่เพราะเธอ แต่เพราะตัวเขา...

ตัวเขาที่อยากเห็นรอยยิ้มของเธออยู่

แต่มากกว่านั้น เขาทำให้ไม่ได้

เขาจะฆ่าความรักของเธอเพื่อตัวเธอเองได้อย่างไร...

เขาไม่อยากเห็นเธอเศร้าเสียใจถ้ารู้...

แต่ถ้าเขารับความรักของเธอเพื่อตัวเขาเอง...

เธอล่ะ...จะเจ็บปวดมากแค่ไหนเมื่อเขาต้องทำหน้าที่

เขาคงไม่อาจทำตามหัวใจได้มากไปกว่านี้

เพราะเขามีหน้าที่ของตนรอคอยให้กระทำ

หน้าที่ที่เขาไม่เคยอยากทำ....

แต่ต้องทำ...

หน้าที่ที่เขาภาวนาให้เขาตายไปเสียก่อน...

ก่อนที่จำเป็นต้องทำ...

.............................

............................






“เฮ้...ฮาร์น...ฮาร์น...”


เสียงห้าวของเจ้าหญิงหัวขโมยในร่างชายดังขึ้น ปลุกให้ยมทูตตื่นจากภวังค์ความคิดอันสับสน


“มัวมาทำอะไรอยู่แถวนี้ แล้วลูซีนล่ะเป็นไงบ้าง”


“ไม่เป็นไรแล้ว ข้าให้คามิลดูแลอยู่”


ฮาร์นตอบ เสียงนั้นฟังดูแปลกๆ หัวขโมยจึงหันไปมองหน้าองครักษ์


...เป็นอะไรของมันวะ ทำหน้าอย่างกับจะตาย หรือว่าห่วงลูซีน....


คิดอย่างนั้น หัวขโมยจึงตบไหล่ยมทูตดังป้าบใหญ่ ให้เจ้าของไหล่ยกมือคลำป้อยๆ หน้าเหยเก


“นายว่าไม่เป็นไรก็ต้องไม่เป็นไรสิน่า ฉันเชื่อมือนาย ไปๆ ไปหาพวกครี้ดทางโน้นเหอะ เผื่อจะสบายใจขึ้นบ้าง”


ว่าแล้วหัวขโมยก็หัวเราะร่า พลางลากข้อมือยมทูตออกไปทางลานตะวัน





.................................................................





ฮาร์นหันไปมองเสี้ยวหน้าของหนุ่มน้อยที่ดูดีจนติดจะสวย เขารู้ดีว่าร่างจริงของเจ้าหล่อนภายใต้นั้นเป็นหญิงสาวที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้ใครเลย....เจ้าหญิงเฟลิโอน่า เกรเดเวล...ธิดาแห่งความมืด...


หนึ่งในผู้หญิงที่เขาเคยรักจำนวนไม่กี่คน ตลอดช่วงชีวิตอันยาวนานของปีศาจ


ความร่าเริงสดใส ความใจสู้ และการมองโลกในแง่ดีทำให้เขารักเธอ


เป็นรักที่อยากให้เธอมีความสุข...อยากให้เธอสบายใจ....อยากให้เธอหัวเราะแจ่มใส


เป็นคนสำคัญที่เขาจะต้องปกป้องอีกคน



...แล้วทำไมไม่เอาเธอมาเป็นของตัวเองล่ะ...



เสียงในใจเหมือนจะถามขึ้น



...ก็เธอไม่เลือกเขา....


เธอมีเจ้าชายของเธออยู่แล้ว...


มันช่วยไม่ได้...



...แล้วถ้าลูซินยาห์มีเจ้าชายของนางบ้าง...เจ้าจะทำอย่างไร...



เสียงในใจเหมือนเยาะหยัน เพราะทันทีที่นึกภาพนั้น หัวสมองเขาก็ว่างเปล่า


ความทรมานเจียนคลั่งเพียงแค่คิดว่าเธอจะยืนเคียงข้างใคร...


ใครที่ไม่ใช่เขา...



...รู้ตัวหรือยังล่ะ...ว่าเจ้าคิดอย่างไร...


...พี่ชายคนไหนจะมองน้องสาวตัวเองอย่างนั้น…

.
...เจ้าอยากกอดนางแทบคลั่งอยู่แล้วไม่ใช่หรือ....




เสียงนั้นตอกย้ำเขาจนชาวาบ...ชาไปกับความจริงที่เพิ่งรู้ตัว!




...................................................................





“เฟริน แกไปลากฮาร์นมาจากไหน ทำไมมันหน้าซีดอย่างนั้น”


เสียงครี้ดทักขึ้น เมื่อทั้งสองเดินไปถึงโต๊ะหินในลานที่พวกเพื่อนๆนั่งอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ หัวขโมยเลยชักเอะใจพลางเหลียวไปมองยมทูตที่อยู่ข้างตัว


“อ้าว เฮ้ย... แกเป็นอะไรวะฮาร์น ทำหน้าเหมือนเห็นผี”


ผิวสีน้ำผึ้งเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด อำพันคู่คมเหมือนมีรอยตระหนกกับอะไรบางอย่าง แต่ทันทีที่มีคนทัก แววตานั้นก็กลับแปรเปลี่ยนเป็นปกติเหมือนเดิม


“เปล่า แค่เหนื่อยนิดหน่อยเท่านั้น”


ยมทูตตอบ แต่เฟรินที่รู้สึกผิดสังเกตมาตั้งแต่ต้นเอื้อมมือไปแตะหน้าผากของฮาร์นเสียก่อน เรียกไอเย็นให้แผ่มาจากเจ้าชายน้ำแข็งที่นั่งอยู่ไม่ไกลขึ้นมาทันที


“ไปให้คาโลมันดูให้หน่อยดีไหม”


เจ้าตัวคนลากชักรู้สึกว่าอาจเป็นความผิดของตัวเอง เลยยื้อยุดข้อมือยมทูตไปทางเจ้าชายที่มองอยู่ แต่ก่อนที่จะลากไปถึง ใครคนหนึ่งก็เข้ามาในลานเสียก่อน


สายตาส่วนใหญ่ของหนุ่มๆชาวป้อมและคนหออื่นที่เดินผ่านหันไปจับที่สาวน้อยแสนสวยซึ่งเพิ่งเดินเข้ามาในลานคนเดียว บางคนที่กล้าหน่อยก็ส่งยิ้มให้ แต่เจ้าตัวไม่ได้สนใจสักนิด ยังคงเดินตัดลานมายังโต๊ะที่เพื่อนๆนั่งอยู่


“อ้าว ลูซีนนี่ สงสัยจะหายดีแล้ว”


หัวขโมยพูดขึ้นลอยๆ แล้วเหลียวมามองยมทูตที่ตอนนี้ค่อยหน้ามีสีเลือดกลับมาอีกหน


....เอ...ตะกี้มันหน้าซีดเลยนึกว่าไม่สบาย ตอนนี้หรือจะเป็นไข้ขึ้นมาอีกหว่า...หน้าแดงเชียว...


สาวน้อยเดินตรงมาหาพี่ชายฝาแฝดท่ามกลางสายตาคนในลาน รอยยิ้มหวานแจ่มจ้าที่ส่งมาในระยะใกล้ทำเอายมทูตรู้สึกเหมือนเลือดจะตีกลับขึ้นหัวอีกรอบ


“ฮาร์น...ข้าให้”


สาวน้อยเขย่งคล้องบางสิ่งบางอย่างในมือลงบนคอของคนตัวสูง ก่อนที่เสียงฮือฮาจากเพื่อนๆรอบข้างจะทำให้เขาเอะใจจนก้มลงมองสายสร้อยที่คล้องคออยู่...ไข่มุกแสงจันทร์...


ดวงตาสีทองกลมโตที่ฉายแววจริงจังเหมือนจะสะกดเขาจนพูดอะไรไม่ออกเมื่อริมฝีปากจิ้มลิ้มของเจ้าหล่อนเอ่ยออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ และชัดรูหูของคนรอบข้างที่เงี่ยฟังอยู่


“ไข่มุกที่ให้เจ้า...ไม่ใช่ของหมั้น ไม่ใช่เครื่องผูกมัด แต่แทนความรู้สึกของข้าเอง เจ้าก็รู้ใช่ไหมว่า...ข้ารักเจ้า...”


คำพูดที่เจ้าตัวเอ่ยออกมาช้าๆ ทำให้ทุกคนอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าจะได้เห็นฉากสารภาพรักสดๆต่อหน้า ฉากสารภาพรักระหว่างพี่ชายกับน้องสาวฝาแฝด!


เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อแขนเรียวของเจ้าหล่อนยกขึ้นคล้องคอของร่างสูงให้โน้มลงมา พร้อมๆกับที่ร่างบางเขย่งขึ้นไปประทับริมฝีปากแนบแน่นอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะถอนริมฝีปากออก แล้วกระซิบคำพูดแผ่วเบาจนเกือบจะเป็นอ้อนวอนให้ได้ยินแค่สองคนกับพี่ชายที่ยืนหน้าแดงจัดอยู่เบื้องหน้า


“ถ้าเจ้าไม่คิดจะฆ่าความรักของข้า ใส่มันไว้นะฮาร์น ข้าขอร้อง....”







 

Create Date : 19 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 19 กุมภาพันธ์ 2549 0:27:18 น.
Counter : 362 Pageviews.  

บทที่ 13 ผลึกพระจันทร์




แสงแดดอ่อนส่องลอดเข้ามาในห้องพัก ม่านสีลาเวนเดอร์ปลิวไสวตามสายลมยามเช้าที่พัดโชยเข้ามาทางหน้าต่างหัวเตียง ทำให้ดวงตาสีทองเริ่มกะพริบอย่างงัวเงีย


...หมอนวันนี้ทำไมแข็งจัง....หมอนข้างก็แข็ง......


ตาคู่สวยปรือลงอีกรอบ ก่อนจะซุกซบลงไปกับหมอนแข็งๆที่ว่า


...เอาเหอะ...ยังไงก็อุ่นสบาย....นอนต่อดีกว่า....


เสียงเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอเหมือนจะดังมาจากหมอนอุ่นๆนั่น คิ้วเรียวเริ่มขมวดอย่างรำคาญ


...เสียงอะไรน่ะ ฮื้อ...คนจะนอน.....เอ๋...?


ศีรษะที่ปกคลุมด้วยผมสีทองยาวสลวยเงยขึ้นมามองหาต้นเสียง ก่อนจะพบว่าที่หนุนอยู่คือแผงอกล่ำสันเปลือยเปล่าของยมทูตหนุ่มที่กำลังหลับสนิทอยู่บนเตียงเดียวกันนั่น และเสียงตึกตักที่ว่าก็คงเป็นเสียงหัวใจที่อยู่แนบหูเธอเมื่อครู่


ร่างบางในเสื้อตัวยาวสีขาวงัวเงียลุกขึ้นนั่งพลางบิดขี้เกียจ เมื่อคืนเธอมุดเข้ามานอนเตียงเดียวกันฮาร์นเหมือนที่เคยทำบ่อยๆ แต่แปลก...ทุกทีฮาร์นจะตื่นเร็ว....ทำไมเช้านี้ถึงยังไม่ยอมตื่นเสียที....


สาวน้อยก้มลงมองหน้าคนนอนข้างๆแล้วอดขำไม่ได้ แผงขนตายาวปิดสนิทในยามหลับทำให้ดวงหน้าคมคายนั้นดูอ่อนเยาว์ลงจนเกือบจะเท่ากับสมัยก่อน จมูกโด่งคมและผิวสีน้ำผึ้งสวยเหมือนที่คุ้นตา แต่รอยขมวดระหว่างคิ้วเข้มพาดตรงที่แทบจะผูกกันนั่นสิมาตั้งแต่เมื่อไหร่...เมื่อวานเธอยังไม่เห็นเลยนี่นะ...


นิ้วเรียวยื่นไปจะช่วยลูบรอยเคร่งเครียดนั้นให้คลายลง แต่ดวงหน้าเข้มกลับเบือนหนี เหงื่อชื้นๆที่ซึมตามไรผมสีดำสนิทแม้ว่าอากาศจะเย็นสบาย อีกทั้งร่างล่ำสันที่เริ่มกระสับกระส่าย บอกเธอว่าเขาคงกำลังฝันร้ายอยู่... สาวน้อยขมวดคิ้ว...


...สงสัยต้องปลุก...


ไวเท่าความคิด ท่านหญิงแห่งเดมอสเขย่าตัวชายหนุ่มเบาๆ


“ฮาร์น...ฮาร์น...”


...ไม่ตื่นแฮะ...หรือจะต้องใช้วิธีปลุกแบบคนที่นี่....


สาวน้อยเท้าศอกลงกับหมอนหนุน ก่อนจะแนบเรียวปากแดงจัดของตนลงกับริมฝีปากของคนฝันร้าย....








“ฮาร์น...เจ้าต้องทำ! ไม่มีทางเลือกแล้ว...”


“ไม่! ข้า...”


“มันเป็นหน้าที่ของเจ้า...หน้าที่ที่เจ้าคนเดียวเท่านั้นจะทำได้...”


เสียงร้อนรนปนกระแสความเจ็บปวดรุนแรง ร่างบางทรุดฮวบลงกับพื้นหิน ดวงหน้างดงามยิ่งบัดนี้ซีดขาว ชุดที่สวมอยู่ยิ่งแดงฉานด้วยโลหิตโชกชุ่ม...มือเรียวยกขึ้นอย่างวิงวอน....


“ถ้าเจ้าไม่ทำ ใครจะปกป้องลูซีน....”


เสียงสะอึกสะอื้นแว่วมาจากร่างเล็กซึ่งซบอยู่กับอกผู้เป็นบิดา พื้นหิมะขาวสะอ้านที่กลายเป็นวงสีเข้มอยู่ใต้ร่างแน่นิ่งนั้นทำให้เขาเม้มริมฝีปากแน่น


“ฮาร์น! เร็วเข้า...มันมา....”


เสียงกรีดร้องก้องดังขึ้น ร่างเล็กวิ่งผวาเข้ามาหา....


ในวินาทีแห่งความสับสน ภาพต่างๆเหมือนจะแตกกระจายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย


หยดน้ำตาจันทราหล่นเกลื่อนพื้นหิน....


กลิ่นคาวคละคลุ้งของเลือด....


ประกายอำมหิตที่ตวัดฉับลงมา...


เสียงร่ำไห้เหมือนหัวใจจะแตกสลาย....


มือบางที่ยกแตะใบหน้ามอมก่อนจะตกลงช้า...ช้า...


และภาพสุดท้ายที่ฝังแน่นอยู่ในหัวใจ....


ดวงตาสีทองคู่โตเต็มไปด้วยน้ำตาที่มองเขาอย่างตกตะลึงนั่น!







เฮือก!


ดวงตาสีทองคู่เดิมยังมองมาสบตาเขาในระยะใกล้...แต่คราวนี้ไม่มีรอยน้ำตา....


หรือเขาจะยังอยู่ในฝัน....


สัมผัสแผ่วเบาที่กำลังแตะบนเรียวปากกับร่างบางนุ่มละมุนบนอกเขายิ่งย้ำว่ามันต้องเป็นความฝันแน่นอน


ดีเหลือเกินที่ไม่ต้องเห็นเธอร้องไห้...เหมือนทุกครั้ง


หรือนี่จะเป็นตอนต่อของฝันดี.....



ดวงตาสีทองใสแจ๋วปรือลงทีละน้อย เมื่อริมฝีปากของอีกฝ่ายเริ่มเรียกร้องอย่างอ่อนหวาน....


อ้อมกอดกระชับทำให้สาวน้อยรู้สึกอึดอัดนิดหน่อย แต่เมื่อมือเล็กออกแรงผลักเบาๆ มือใหญ่ก็กลับรั้งบั้นเอวบางให้แนบชิดกับหน้าท้องเรียบแข็งแกร่งของชายหนุ่ม ผิวเปลือยอบอุ่นให้ความรู้สึกดี...ดีจนเธอยอมอยู่นิ่งๆในอ้อมแขนนั้น


สัมผัสอ่อนโยนทว่าหนักแน่นทำให้หัวใจเต้นรัว ขณะที่เรี่ยวแรงเหมือนจะหดหาย ยามเมื่อเรียวปากแดงจัดเผยอรับการรุกรานของอีกฝ่ายอย่างขัดเขิน สัญชาตญาณเริ่มสอนให้เธอเรียนรู้ที่จะตอบสนองทีละน้อย....


เสียงครางแผ่วเบาในลำคอสาวน้อยทำให้ชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัว


...ไม่ใช่ฝัน...


บ้าเอ๊ย!


เขาสบถ พลางรีบผละออกจากร่างบางตรงหน้าอย่างรวดเร็ว


สาวน้อยของเขากะพริบตาอย่างงงงวย แล้วยกมือเรียวขึ้นแตะริมฝีปากแดงก่ำนั่น


“...ขอโทษ”


เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างไม่รู้จะพูดอะไรดีกว่านี้


ฮาร์นสูดลมหายใจลึกๆเพื่อระงับอารมณ์ปั่นป่วน อยากจะด่าตัวเองนักที่เผลอให้ความรู้สึกส่วนลึกที่เก็บงำเอาไว้มาเนิ่นนานทำให้เขาสับสนระหว่างความจริงกับความฝัน จนกระทั่งล่วงเกินสาวน้อยตรงหน้า...สาวน้อยที่เขาไม่มีสิทธิ์จะรับรักของเธอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น....


...แล้วที่ทำมาทั้งหมดเพื่ออะไร...ใครใช้ให้แกไปจูบลูซีน...แกก็รู้ดีว่าจะรักเธอไม่ได้...ได้แค่มองเธอเป็นน้องสาว เท่านั้นก็มากพอสำหรับคนอย่างแกแล้ว.....


ดวงหน้าอ่อนใสเงยขึ้นมองเขาอย่างงงๆ


“ขอโทษข้าเรื่องอะไร”


เขานิ่งอั้น....ขอโทษเรื่องอะไร...ขอโทษเรื่องในอดีต...ขอโทษที่รับรักเธอไม่ได้ ...หรือขอโทษที่ลืมตัวลืมใจจนทำเรื่องเมื่อครู่


“ข้าแค่จูบปลุกเจ้าเท่านั้นเอง”


จูบปลุก!


“เจ้าไปเอาความคิดแบบนี้มาจากไหน!”


คราวนี้เสียงทุ้มชักห้วนขึ้นมา...ใครไปสั่งไปสอนแม่สาวน้อยของเขากันนี่...


“ก็ข้าเห็นเฟรินกับคาโลทำแบบนี้ เจ้าฝันร้าย ข้าเลยลองปลุกแบบคนที่นี่ดูบ้าง”


ท่านหญิงแห่งเดมอสตอบเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา จนเขาอยากจะบ้าขึ้นมากระทันหัน


“คราวหลังไม่ต้องใช้วิธีนี้”


สุ้มเสียงที่ห้วนจัดโดยไม่มีคำอธิบายเหมือนอย่างทุกทีของอีกฝ่ายทำให้สาวน้อยได้แต่พยักหน้ารับเงียบๆ ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่...


...เฮ้อ...ดีที่เจ้าหล่อนยอมเข้าใจ....หวังว่าคราวหน้าคงไม่มีแบบนี้อีก...ไม่งั้นเขาแย่แน่....




แม้เมื่ออีกฝ่ายหายลับเข้าห้องน้ำไปแล้ว หากร่างบางยังคงนั่งครุ่นคิดอยู่บนเตียงอย่างสงสัย


...หรือตอนแรกจะทำผิดวิธีกันนะ...ฮาร์นถึงได้โกรธ...


สาวน้อยพยักหน้ากับตัวเอง


...งั้นคราวหลังคงต้องลองทำแบบฮาร์นเมื่อกี้ดูบ้าง.....



................................................................




“...ผลึกอาคมคือผลึกที่กลั่นตัวจากพลังเวทของผู้ใช้ เมื่อร่ายคาถา พลังเวทในร่างกายของหลอมรวมกันเข้าและตกเป็นผลึกออกมา ผลึกอาคมที่ได้อาจมีลักษณะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับพลังเวท สมาธิ รวมไปถึงพลังชีวิตด้วย”


อาจารย์แม่มดวิงกี้ให้ความรู้เกี่ยวกับผลึกอาคมซึ่งเป็นบทเรียนในวิชาเวทมนตร์คาบนี้ เสียงเสื้อคลุมสีดำตัวยาวขยับสวบสาบยามยกไม้คทาประกอบคำอธิบาย


“พวกเธอคงแปลกใจ...ใช่...พลังชีวิตเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ยามที่สร้างผลึกอาคม เพราะพลังชีวิตเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการสร้างที่เก็บกักถาวรของพลังเวท ยิ่งพลังชีวิตแข็งแกร่ง ผลึกอาคมก็จะมีความสมบูรณ์และคงทนมากขึ้นเท่านั้น ส่วนอำนาจมนตราของผลึกอาคมจึงจะขึ้นอยู่กับพลังเวทของคนสร้าง”


นักเรียนส่วนใหญ่หยิบสมุดขึ้นมาจดยิก เสียงปลายปากกาขูดกระดาษดังแกรกกราก


“ผลึกอาคมสามารถเคลื่อนย้ายได้ พกพาได้ จึงจัดเป็นของสะดวกสำหรับการนำมาใช้งาน แต่จะให้ดีก็ควรมีนักเวทหรือผู้วิเศษควบคุมขณะใช้งานผลึกอาคมด้วย เพราะเราอาจไม่รู้ถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากตัวผู้สร้างหรือพลังเวท โดยเฉพาะผลึกอาคมแปลกๆที่มีคนส่งมาให้ เอาล่ะ...เดี๋ยวครูจะให้ทดลองสร้างผลึกอาคมของตัวเอง...ไม่ต้องห่วงว่าจะสร้างได้หรือไม่ได้ แค่ลองทำดูแล้วเขียนรายงานมาส่งครูในชั่วโมงหน้าด้วย”


เสียงพูดคุยแซดขณะที่นักเรียนในชั้นแยกย้ายกันไปจับกลุ่มเพื่อทดลองเวทมนตร์ใหม่จากในชั่วโมงเรียน หัวขโมยประจำป้อมทดลองโบกคทาราคาสองพันคราวน์ในมือก่อนจะออกเสียงร่ายคาถา


“...ศิลาพรายเอย...หินแห่งเลือดเนื้อ ผลึกแห่งเวลาอันล่วงพ้น จงสดับถ้อยสำเนียงแห่งข้า จงค้นหาดวงดารา...ให้ปรากฏ...โอนโด เอลดาโอ...โอนโด ฮราเว อาร์ ยาโร... กรรม...ฉันจำไม่ได้แล้วว่ะ คาถาอะไรวะ มีแต่คำประหลาดๆทั้งนั้น”


เจ้าตัวคนร่ายถอนใจ คทาที่ยกขึ้นโบกอย่างแข็งขันเมื่อครู่จึงเปลี่ยนไปทำหน้าที่ไม้เท้ายันพื้นเล่น เจ้าชายแห่งคาโนวาลที่ยืนอยู่ข้างๆหันมาส่งสมุดจดให้ ก่อนจะหันกลับไปทดลองร่ายเวทต่อ


“อ้าว...จดไว้แล้วก็ไม่บอกตั้งแต่แรก”


หัวขโมยบ่นเล็กน้อย แต่มือก็ยื่นไปรับสมุดแต่โดยดี นักฆ่าแห่งซาเรสซึ่งไม่ได้ฟังพอๆกับเพื่อนซี้จึงยื่นหน้าเข้าไปดูด้วย


“ที่มันมีแต่คำแปลกๆ เพราะเป็นภาษาเก่าแก่ที่ยังตกค้างตั้งแต่สมัยโลกก่อนน่ะ เป็นภาษาที่พวกพรายใช้กัน”


เสียงที่ดังขึ้นเบื้องหลังพร้อมคำอธิบายจะเป็นใครไม่ได้นอกจากขอทานแห่งทริสทอร์


“ผลึกอาคมเป็นเวทโบราณที่ยังหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน บางทีก็เรียกว่าผลึกภูต คาถาที่ใช้ถึงค่อนข้างยุ่งยากเอาการ ส่วนใหญ่ยิ่งจอมเวทที่เก่งกาจจะใช้คาถานี้น้อยครั้ง เพราะผลึกอาคมจะเข้มข้นตามพลังชีวิตและพลังเวทของผู้สร้าง พูดง่ายๆคือยิ่งเก่งเท่าไหร่ ผลึกอาคมก็จะกลั่นเอาพลังชีวิตและพลังเวทออกมามากเท่านั้น ถึงอาจเป็นอันตรายได้”


“อ้าว...แล้วอย่างนี้ที่พวกเราต้องมาลองสร้างไอ้ผลึกเนี่ย จะไม่แย่เอาเรอะ”


หัวขโมยชักหน้าตื่น ให้ขอทานต้องอมยิ้มน้อยๆก่อนจะเฉลย


“สำหรับพวกนักเรียนที่พลังเวทไม่มาก ไม่มีปัญหาอะไรหรอก ส่วนใหญ่คงสร้างกันไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ถ้าเกิดสร้างได้ก็อาจจะแค่รู้สึกเวียนหัวนิดหน่อยเหรือมีอาการไม่สบายบ้างเท่านั้น ว่าแต่นายเถอะ วันนี้เสนาธิการฝ่ายซ้ายมีประชุมเรื่องงบประมาณกับปราสาทขุนนางตอนหมดคาบนี่ ทำไมถึงยังอยู่ล่ะ ไม่ต้องไปเตรียมเอกสารก่อนหรือ”


“เสนาธิการอย่างฉันมันต้องรู้จักแจกงานโว้ย...อย่างไอ้เรื่องยุ่งยากอย่างพวกชี้แจงงบดุลหรือเอกสารการเงินนี่ฉันโยนไปให้ฮาร์นมันโน่น มีผู้คุมกฎตั้งสี่คนอยู่ในมือก็ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์หน่อย จะเอามาเดินยามอย่างเดียวได้ไง เสียของหมด”


หัวขโมยโอ่อย่างภาคภูมิใจที่สามารถหลบงานยุ่งยากได้อย่างมีเหตุผล ทำเอาตาสีฟ้าเหลือบมามองอย่างดุๆแวบหนึ่ง ส่วนนักฆ่าที่มีหน้าที่ผู้คุมกฎใต้บังคับบัญชาของเสนาธิการฝ่ายซ้ายเหมือนกันก็ชักหนาวๆร้อนๆขึ้นมากระทันหัน...ไม่รู้วันไหนไอ้เพื่อนตัวแสบมันจะใช้เขาไปทำอะไรแล้วอ้างว่าเป็นคำสั่งบ้าง....


“มิน่าล่ะ ข้าไม่เห็นฮาร์นมาตั้งแต่เข้าเรียนแล้ว”


เสียงใสของสาวน้อยผมทองที่ยืนอยู่ด้วยดังขึ้น ในมือเจ้าหล่อนมีคทาใหม่เอี่ยมที่เป็นผลิตภัณฑ์จากฝีมือเพื่อนในกลุ่ม


“..คทานี่...”


ดวงตาสีเขียวมรกตจับที่ไม้คทาสีดำอย่างแปลกใจ เฟรินหัวเราะหึหึก่อนจะให้คำอธิบาย


“คทานี่ของแฮนด์เมดว่ะ โร เมื่อวานฉัน คาโล กะคิลเพิ่งทำเสร็จสดๆร้อนๆ เพราะลูซีนเขาไม่มีคทาใช้ แกว่าเป็นไง”


“ฉันรู้สึกว่ามันมีกลิ่นไอเวทแปลกๆ จะว่าคล้ายคทาของฮาร์นก็ได้”


หัวขโมยหัวเราะก้ากพลางเอื้อมมือไปตบไหล่นักฆ่า


“เฮ้ย...คิล แกได้ยินมั้ย โรมันว่าคทาที่พวกเราช่วยกันบรรเลงน่ะเทียบชั้นได้กับคทาของฮาร์นที่พ่อปีศาจกับญาติๆฉันเขาทำขึ้นเลยเชียวนา วัตถุดิบดีก็งี้แหละ”


“หมายถึงเฉพาะเลือดลูซีนล่ะมั้ง คงไม่ใช่เลือดนายแหงๆ”


นักฆ่าย้อนให้หัวขโมยแยกเขี้ยวใส่


“ก็ด้วยกันน่ะแหละ เออ...รวมถึงฝีมือเหลาไม้ของแกกับฝีมือลงมนตร์ของคาโลมันด้วยก็ได้ แต่ฉันว่าไอ้ที่ทำให้คทาดูดีเห็นจะเป็นไข่มุกแสงจันทร์ของลูซีนล่ะมั้ง ดูมันขลังขึ้นมาโขเลยตั้งแต่ติดเข้าไปน่ะ”


สายตาทุกคนไปรวมอยู่ที่ลูกแก้วสีมุกเรืองแสงปลายไม้คทาของสาวน้อย เหมือนเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าไข่มุกแสงจันทร์เม็ดนั้นดูมีอะไรที่แปลกไปกว่าไข่มุกแสงจันทร์ที่เคยเห็นกัน เพียงแต่ไม่รู้ว่าแปลกตรงไหน...


แสงวาบจากปลายไม้คทาของคาโลเรียกให้เพื่อนๆในกลุ่มหันไปมอง ผลึกอาคมสีขาวสะอาดลอยอยู่เบื้องหน้าผู้สร้าง เหงื่อผุดพรายขึ้นบนใบหน้าขาวจัดทั้งๆที่อากาศเย็น ก่อนที่ผลึกอาคมจะหล่นลงมาบนมือใหญ่ที่แบรับ


“เฮ้ย..แกสร้างได้แล้วนี่ เร็วชะมัด คนอื่นยังไม่มีใครสร้างได้เลย”


หัวขโมยโวยวายให้เพื่อนคนอื่นหันมามอง ก่อนจะกรูกันเข้ามาขอดูผลึกอาคมอันแรกที่มีคนสร้างเสร็จ คาโลจึงต้องนำผลึกนั้นไปส่งให้อาจารย์แม่มดวิงกี้ที่ยิ้มเป็นปลื้มกับศิษย์คนโปรด


ลูซีนเห็นอย่างนั้นก็ชักนึกสนุก เจ้าตัวจึงชะโงกหน้าไปดูสมุดจดในมือหัวขโมยบ้าง ตาสวยเหลือบมองคาถานั้นก่อนจะจดจำอย่างรวดเร็ว


“เอาล่ะ...เดี๋ยวข้าจะลองดูบ้างนะ”


สาวน้อยปักไม้คทาลงกับพื้น ตั้งสมาธิ ก่อนที่เสียงใสจะเอื้อนเอ่ยบทมนตรา...ถ้อยคำเก่าแก่เมื่อครั้งโลกยังอ่อนเยาว์กว่านี้มากนัก...


“ ศิลาพรายเอย...


หินแห่งเลือดเนื้อ...


ผลึกแห่ห้วงงเวลาอันล่วงพ้น...


จงสดับถ้อยสำเนียงแห่งข้า...


จงค้นหาดวงดาราแห่งอรุณรุ่ง...


ให้ส่องประกายปรากฏแก่สายตา...


โอนโด เอลดาโอ...


โอนโด ฮราเว อาร์ ยาโร...


โอนโด ยาลูเมโอ...


ลาสตา เควตตาร์นยา โอมาอิเนน...


ฮีร์ เอเลน อาริน ซิลลา,


เออา!”



แสงเรืองนวลจากปลายไม้คทาค่อยๆ ห่อหุ้มร่างของสาวน้อย ผิวใสเหมือนจะซับแสงให้งดงามจับตา ราวกับจะสะกดใจผู้ได้เห็นให้หลงใหลไปกับภาพนั้น


แสงทั้งหมดกลั่นตัวเป็นกลุ่มก้อนสีทองที่เข้มข้นจนแทบหยดหยาด ใจกลางคือลูกกลมเรืองแสงเหมือนดวงจันทร์กระจ่าง ก่อนที่แสงทั้งหมดจะดับวูบเหมือนถูกดูดเข้าไปรวมอยู่ในลูกกลมตรงกลาง แล้วหล่นลงมาบนมือน้อย ให้คนในกลุ่มเห็นชัดว่ามันคือไข่มุกแสงจันทร์...ของล้ำค่า....


เฟริน คิล และโรที่เห็นอึ้งไปถนัดใจ....ไม่คิดว่าจะได้เห็นการสร้างไข่มุกแสงจันทร์ต่อหน้าต่อตาอย่างนี้ ทั้งหมดเหลียวไปดูรอบข้าง เมื่อเห็นว่าคนส่วนใหญ่มัวแต่ทดลองสร้างผลึกอาคมของตัวจนไม่ทันได้สนใจจึงค่อยโล่งอก ก่อนจะหันกลับมาเห็นดวงหน้าซีดเผือดของสาวน้อย


“ลูซีน เป็นอะไรหรือเปล่า”


หัวขโมยถามญาติสาวอย่างเป็นห่วง เมื่อเห็นเปลือกตาที่ยังปิดสนิทของอีกฝ่าย และท่าทางเหมือนจะเกาะคทาไว้เป็นเครื่องพยุงตัวเสียด้วยซ้ำ


“ไม่...ไม่เป็นอะไร...ข้าแค่เหนื่อย...”


ดวงตาสีทองค่อยลืมขึ้นมองอย่างอิดโรย ก่อนจะสูดหายใจลึกๆ สาวน้อยแบมือขึ้นมาดู


“นี่ผลึกอาคมของข้าหรือ ทำไมเหมือนไข่มุกของท่านแม่เลย”


“ตกลงไข่มุกแสงจันทร์เขาสร้างกันอย่างนี้หรือวะ โร”


หัวขโมยถามขอทานอย่างสงสัย อีกฝ่ายส่ายหน้า ก่อนจะอธิบายให้คนทั้งสามฟัง


“ปกติแล้วไข่มุกแสงจันทร์จะสร้างขึ้นจากเวทมนตร์ของราชินีแห่งสโนว์แลนด์ ร้อยปีผลิตได้ไม่ถึงห้าสิบเม็ด แต่ละเม็ดราคาแพงจับใจ มีเพียงพระราชาเท่านั้นที่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของ เป็นธรรมเนียมของเอเดนที่มักให้ไว้เป็นของคู่บารมีเจ้าชาย”


“เอ๊ะ...แล้วไข่มุกนี่...”


“ฉันไม่รู้ แค่คิดว่าบางทีผลึกอาคมของผนึกจันทราอาจมีสภาพภายนอกคล้ายไข่มุกแสงจันทร์ แต่เป็นที่เก็บกักพลังเวทที่มากกว่า แต่จะเรียกว่าอะไรฉันก็จนปัญญาจะบอกนายได้ เพราะมันน่าจะเป็นของหายากยิ่งกว่าไข่มุกแสงจันทร์ด้วยซ้ำ ท่านหญิงควรจะเก็บรักษาให้ดีเพราะวันหน้าอาจมีประโยชน์”


ท่านหหญิงหมาป่าพยักหน้ารับคำขอทานจากทริสทอร์ ก่อนจะเก็บไข่มุกนั้นใส่กระเป๋า


เสียงอาจารย์แม่มดวิงกี้บอกว่าหมดคาบแล้ว ให้ทุกคนแยกย้ายกันไปพักเที่ยงได้ เจ้าชายคาโลที่กลับมาสมทบกับเพื่อนๆจึงได้รับฟังเรื่องราวที่เกิดเมื่อครู่จากปากคำของหัวขโมยตลอดทางเดินไปยังห้องอาหาร


สาวน้อยผมทองที่ยืนต่อแถวซื้ออาหารอยู่นั้นดูจะตกเป็นเป้าสายตาของชาวป้อมอัศวินและคนจากหออื่นที่เดินผ่านไปผ่านมาอยู่มากพอดู แต่เจ้าตัวกลับเหมือนไม่รู้สึกถึงสายตาที่มองมานั้น ลูซีนคว้าถาดแล้วเดินลัดเลาะฝ่าผู้คนกลับมายังโต๊ะ


จู่ๆ ภาพตรงหน้าก็ดับวูบ ดวงตาพร่าพราย ถาดในมือตกกระจายเกลื่อน


แต่ไม่ทันที่สาวน้อยจะทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ใครคนหนึ่งก็คว้าร่างบางเอาไว้ ก่อนจะอุ้มขึ้นในวงแขน!





................................................................




“ยัยเด็กโง่!”


ดวงตาสีอมิธิสต์จ้องไปยังร่างเล็กบางที่นอนตาปริบๆบนเตียง แววหงุดหงิดฉายชัด


“ทีหลังหัดรู้จักประมาณการใช้พลังซะบ้าง ในชั่วโมงเรียนอาจารย์ก็สอนแล้วไม่ใช่เรอะ เรื่องพลังชีวิตกับการสร้างผลึกอาคม ท่าจะไม่ได้ฟังเลยล่ะสิ”


เสียงห้วนดุไม่ยั้งจนคนไม่สบายหน้าเจื่อนจ๋อยลงไปทุกที


“เอาน่า ลอรี่ก็... ลูซี่เขาไม่รู้”


ฉึก!


“หยุดเรียกไอ้ชื่อปัญญาอ่อนนั่นเสียที ลูคัส!”


ซาตานหลบวืด...ก่อนที่มีดซึ่งปามาข้างหลังโดยไม่มองจะเลยไปปักผนังห้องเหมือนเช่นเคย ลูคัสยิ้มน้อยๆ เมื่อมองไปยังนักบวชผมทองที่ปากก็ดุไป มือก็พยาบาลคนเจ็บไป


เมื่อกลางวัน เจ้าความมืดในตัวเขาตื่นขึ้นมาเองอีกแล้ว ทำให้เขาต้องรีบลงไปที่ห้องอาหารชั้นล่างเมื่อมันพยายามบังคับกลายๆ ลางสังหรณ์ประหลาดเหมือนว่ามีอะไรสักอย่างไม่ค่อยดีเกิดขึ้นทำให้เขายอมทำตามที่มันชักจูง ทันทีที่เขาเข้าไปในห้อง ร่างบอบบางของผู้เป็นผนึกจันทราก็ล้มลงไปต่อหน้า นี่เอง...ที่มาของความรู้สึกสังหรณ์แปลกๆนั่น


ซาตานหนุ่มคว้าร่างท่านหญิงแห่งเดมอสไว้ได้ทันก่อนที่จะร่วงลงไปกองกับพื้นท่ามกลางสายตาของคนในห้องอาหาร พวกเฟรินรีบวิ่งเข้ามาหาทันที คาโลช่วยร่ายเวทรักษาเบื้องต้นก่อนจะแนะให้พาไปพักที่ห้องพยาบาล เพราะคนหมดสติร่างกายอ่อนเพลียมาก แต่เจ้าหญิงหัวขโมยกลับแย้งว่าไม่เหมาะ เนื่องจากสภาพร่างกายสาวน้อยเป็นปีศาจเต็มตัว หากขืนพาไปอาจความแตกได้ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ข้อสรุปของทั้งหมดจึงเป็นอันว่ามอบหมายให้ยมทูตหนุ่มซึ่งรู้จักอาการต่างๆของชาวปีศาจมากกว่าคนอื่นๆเป็นผู้ดูแลน่าจะเหมาะสมที่สุด


เพราะสาวน้อยยังไม่ฟื้นสติ ช่วงระหว่างที่รอเฟรินไปตามยมทูตมารับ ลูคัสจึงตัดสินใจพาเจ้าหล่อนมาพักในห้องของเขาและเพื่อนคู่หูเพราะช่วงบ่ายทั้งเขาและลอเรนซ์ไม่มีชั่วโมงสอน ญาติของสาวน้อยก็เห็นดีด้วยเพราะจะได้มีคนที่ไว้ใจได้ดูแลให้ในขณะคนอื่นที่เหลือต้องไปเรียนคาบบ่าย


เมื่อพาคนป่วยกลับมาที่ห้อง นักบวชแห่งแอเรียสซึ่งนั่งทำงานอยู่จึงผละมาช่วยดูให้ ด้วยเหตุที่ว่ามันถนัดเวทเกี่ยวกับการรักษาและอาคมฟื้นฟูพลังชีวิตมากกว่าเขา พอเจ้าหล่อนเริ่มรู้สึกตัวและอาการดีขึ้นจนมีแรงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดในชั่วโมงเรียนเวทมนตร์ให้ฟัง เลยเจอนักบวชผมทองนั่งเทศนากัณฑ์ใหญ่ไปโดยปริยาย


“คทาป็นตัวรวบรวมพลังเวทของมนุษย์ ปกติพวกปีศาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ พอลูซี่มาใช้เข้าครั้งแรกเลยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงควรจะหยุดเท่านั้นเอง จริงไหม”


ดวงตาหลังแว่นกรอบทองบนใบหน้าคมคายมองมาอย่างใจดีพลางช่วยแก้ต่างให้ สาวน้อยจึงรีบพยักหน้ารับ


“ข้าขอโทษที่ทำให้เป็นห่วง...ขอบคุณนะ นักบวช ขอบคุณเจ้าด้วย...ซาโดเรียแห่งทริสทอร์”


เสียงหวานใสดังขึ้นเบาๆ ให้คิ้วเข้มของนักบวชเริ่มขมวดอีกรอบ ก่อนจะถอนหายใจแล้วเอ่ยห้วนๆ


“ลอเรนซ์”


สาวน้อยมองหน้าคนพูดงงๆ


“ชื่อฉัน...ลอเรนซ์ ดอร์น จะเรียกชื่อหรือเรียกอาจารย์ก็ตามใจ ส่วนหมอนั่นน่ะ ลูคัส เรียกชื่อมันน่าจะดีกว่าเรียกด้วยสมญาประหลาดๆของเธอ”


...เมื่อตอนปีหนึ่งที่เพิ่งเข้ามา เขาจำได้แม่นว่าการอาละวาดครั้งแรกของไอ้ซาตานบ้าเลือดในเอดินเบิร์ก มันเริ่มมาจากประโยคเดียวกันกับสมญาที่แม่สาวน้อยเรียกนั่น พวกงี่เง่าสี่ห้าคนที่มาพูดจาดดูถูกหาว่ามันเป็นปีศาจ เป็นซาตานแห่งทริสทอร์ เป็นสุนัขรับใช้เดมอส จนเกือบต้องถูกไอ้หมอนั่นจัดการอย่างเลือดเย็นตามสมญา แต่แววตาขมขื่นของมันที่เขาบังเอิญได้เห็นชั่วแวบทำให้อดที่จะเข้าไปขวางไว้เสียก่อนไม่ได้...


...นั่นเองที่เป็นการพบกันครั้งแรกระหว่างเขากับมัน...


...ถึงมันจะทำเหมือนไม่คิดมาก แต่เขาขี้เกียจรำคาญใจเมื่อคิดว่ามันต้องมานั่งนึกถึงเรื่องแย่ๆพวกนั้นทุกครั้งที่แม่สาวน้อยนี่เรียก ถึงเจ้าหล่อนจะไม่รู้เรื่องก็เถอะ....



ดวงตาสีนิลที่ทอดมองนักบวชจากเบื้องหลังนั้นมีรอยอ่อนโยนยิ่งกว่าเดิม ทำไมเขาจะไม่รู้ว่ามันอยากให้ท่านหญิงน้อยเลิกเรียกสมญานั่นเพราะอะไร....


....ลอรี่...ใจดีไม่เปลี่ยนเลย...


“งั้นก็...ขอบคุณนะลอเรนซ์ ลูคัส”


เสียงใสเอ่ยขึ้นอย่างว่าง่าย รอยยิ้มกว้างแจ่มใสปรากฏขึ้นมาบนดวงหน้าน่ารักให้เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตอบ หัวคิ้วเข้มของนักบวชผมทองก็ดูจะคลายรอยขมวดลงเล็กน้อย


มือของสาวน้อยล้วงเข้าไปในกระเป๋ากระโปรงก่อนจะหยิบของในนั้นออกมา


“นี่ไง ผลึกอาคมของข้า...เห็นพวกเฟรินว่ามันเหมือนไข่มุกแสงจันทร์ที่เอเดนเรียกกัน แต่ไม่ใช่”


ทาสแห่งทริสทอร์รับไข่มุกมาจากมือ ก่อนจะยกให้นักบวชผมทองดูด้วย


“อืม...ฉันมันก็ไม่เคยมีไข่มุกแสงจันทร์กับเขาเสียด้วยนะ นายว่าไงลอรี่....ตกลงเหมือนไหม”


มีดในมือนักบวชปลิวมาอีกเล่มแต่ห่างจากเป้าหมายมากกว่าปกติ จนลูคัสแอบนึกในใจ....สงสัยมันกลัวคนป่วยโดนลูกหลง...


“ไม่รู้!”


เสียงห้วนตอบกลับมา พลางก้มลงดูไข่มุกใกล้ๆ


“ฉันบอกได้แต่ว่าผลึกอาคมนี่มีพลังเวทอยู่มากพอดู ส่วนความสมบูรณ์ของภาชนะบรรจุพลังฉันให้เต็มร้อย ไม่แปลกเลยที่เธอจะหมดสติเอาดื้อๆ แบบนั้น”


ซาตานส่งไข่มุกในมือคืนให้สาวน้อย ก่อนเอ่ยยิ้มๆ


“เก็บเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน นี่ถ้าเธอเป็นเจ้าชาย คงเอาไว้เป็นของหมั้นได้”


“ถ้าไม่ใช่เจ้าชาย ใช้ไม่ได้เหรอ”


เสียงของของสาวน้อยฟังดูจริงจัง ทำให้ซาตานและนักบวชที่ไม่ใช่เจ้าชายทั้งคู่แต่ดันถูกถามหันมามองหน้ากัน


“ก็...คงได้มั้ง”


ซาตานช่วยตอบให้ นักบวชจึงพูดตัดบทว่า


“เลิกพูดมาก! นอนพักได้แล้ว”


สาวน้อยทำท่าจะอ้าปากค้าน แต่ตาสีม่วงที่เริ่มจะดุขึ้นมาอีกรอบทำให้เจ้าตัวยอมแพ้ หันกลับไปนอนต่อ ก่อนจะผล็อยหลับไปในเวลาไม่นานนัก





“นายว่าปีศาจคืออะไร...”


ลูคัสเอ่ยขึ้นมาลอยๆขณะที่ทอดสายตาไปยังร่างบางที่หลับอยู่บนเตียง ดวงตาสีนิลนั้นมีรอยสับสน


...เขาถูกมองด้วยสายตารังเกียจ คำว่าปีศาจเหมือนตราบาปที่ฝังแน่นอยู่ในใจ ทำให้ความขมขื่นทะลักล้นขึ้นมาทุกครั้งที่ถูกเรียกด้วยคำคำนี้...แต่สำหรับสาวน้อยเบื้องหน้า เธอเติบโตมาในฐานะปีศาจเต็มตัว...และภาคภูมิในศักดิ์ศรีของความเป็นปีศาจยิ่งนัก....


...คำว่าซาตานที่ถูกเรียกทำให้ความมืดเกาะกินใจ ยิ่งใจทมิฬเท่าใด....ความมืดก็ยิ่งแข็งแกร่ง....


แล้วทำไม...กับปีศาจแท้ๆอย่างเธอ...จึงเหมือนอยู่ภายใต้แสงสว่างอันแจ่มใส...ไร้เงามืดมาบดบัง....



นักบวชแห่งแอเรียสมองหน้าเพื่อนคู่หู แววตาสับสนของมันทำให้เขานึกถึงคำพูดของพ่อผู้เป็นนักบวชที่เขาเคารพยิ่งกว่าใคร


....หน้าที่นักบวชคือกำจัดปีศาจที่ชั่วร้าย ...อำนาจปีศาจนั้นน่ากลัว แต่ปีศาจที่น่ากลัวที่สุดและรับมือได้ยากยิ่งกว่าคือปีศาจในใจมนุษย์ ...ใจสองทาง คือใจที่ยังเหลือความดีงาม กับใจที่จมดิ่งลงไปแล้วในความมืดนั้น เหมือนตราชั่งที่สามารถทำให้เจ้าของใจดวงนั้นกลายเป็นสิ่งใดก็ได้ระหว่างมนุษย์และปีศาจ...


“ปีศาจขึ้นอยู่กับใจ...ลูคัส...ถ้ามนุษย์ปล่อยให้หัวใจจมอยู่ในความมืด นั่นคือปีศาจ แต่ถ้าใจยังมองหาแสงสว่างแห่งความดีงาม ปีศาจย่อมกลับมาเป็นมนุษย์ได้เสมอ...”


เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเรียบๆ เรียกดวงตาสีนิลคู่นั้นเหลียวมามอง ก่อนจะเหลือบไปทางสาวน้อยที่นอนอยู่อีกครั้ง ดวงตาสีม่วงจึงแลเลยตามไปยังร่างบาง


“อำนาจปีศาจเป็นของน่ากลัวสำหรับมนุษย์ เพราะเป็นสิ่งที่เราไม่รู้ ไม่เข้าใจ ทั้งยังต่อต้านไม่ได้ และยากจะรับมือไหว พวกเราก็รู้ซึ้งดีตั้งแต่ตอนสงครามครั้งที่ผ่านมา แต่ถ้าถามว่านั่นเป็นสิ่งชั่วร้ายที่สุดใช่ไหม ฉันคิดว่ายังแพ้ปีศาจในหัวใจคน”


“ถ้าอย่างนั้น ฉันคงเป็นปีศาจยิ่งกว่าเจ้านายของตัวเองสินะ”


แววตาสีนิลหม่นวูบ เสียงทุ้มนั้นแฝงแววขมขื่นเหมือนจะเยาะตัวเอง


“ปีศาจกับมนุษย์ต่างกันตรงไหน นายคงไม่บอกฉันนะว่ามนุษย์ทุกคนดีงาม ปีศาจทุกตนชั่วร้าย ทุกอย่างอยู่ที่ใจ ไม่ใช่ที่คำว่ามนุษย์กับปีศาจ”


ประกายแห่งชีวิตฉาบฉายขึ้นมาในดวงตาสีนิลคู่นั้นใหม่ กับคำพูดที่ทำให้ซาตานเกือบจะขำขันแต่ก็แสนอบอุ่นในหัวใจ ก่อนชายหนุ่มจะเอ่ยกลั้วหัวเราะ


“ใครมาได้ยินว่านักบวชพูดแบบนั้นคงเรียกหาพระเจ้าแทบไม่ทันแน่ๆ ลอรี่”


มีดในมือปาขวับให้ซาตานเบี่ยงหลบอย่างว่องไวแล้วหันมายิ้มร่า ดวงหน้าหล่อเหลาของนักบวชแห่งแอเรียสเริ่มจะบูดบึ้งอีกรอบ...ไอ้ซาตานปัญญาอ่อนนี่...พูดดีๆกันมันนานหน่อยเป็นไม่ได้...


ร่างสูงของซาตานแห่งทริสทอร์ทรุดลงนั่งข้างๆเจ้านายของตน พลางปัดปอยผมสีทองยาวออกจากดวงหน้าให้อย่างเบามือ...


“เห็นแม่หนูนี่ทำให้ฉันอยากเชื่อคำพูดที่นายบอกแล้วสิ...ว่าปีศาจก็มีหัวใจ....”


ดวงตาสีอมิธิสต์ที่มองมาอ่อนโยนลง แต่ก่อนที่จะได้พูดอะไร เสียงเคาะประตูอย่างร้อนใจก็ดังขึ้น แรงเคาะทำให้บานประตูที่งับไว้ไม่สนิทนักเปิดออกกระทันหัน


ร่างสูงสง่าของยมทูตยืนอยู่ระหว่างกรอบประตู อำพันคู่สวยจ้องเขม็งมายังชายหนุ่มผมดำซึ่งนั่งอยู่บนเตียงเดียวกับสาวน้อยที่หลับสนิทนั่น!







 

Create Date : 12 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 12 กุมภาพันธ์ 2549 23:31:50 น.
Counter : 340 Pageviews.  

บทที่ 12 คทารัตติกาล




ครืด...


เสียงลากของหนักๆดังขึ้น หัวขโมยที่มุดหัวเข้าไปใต้เตียงกำลังคลานถอยหลังกลับออกมาอย่างทุลักทุเลพร้อมๆกับหิ่บไม้สีดำใบใหญ่ที่ปิดกุญแจไว้ ตัวหิ่บคงโดนทิ้งไว้นานเหมือนไม่ได้ทำความสะอาดมาเป็นปีเพราะมีฝุ่นและหยากไย่จับอยู่ทั่ว


“ฮัดชิ้ว! โอย...ไม่น่ายัดไปไว้ซะในสุดเลย เอาออกมาลำบากชะมัด”


เฟรินบ่นพึมพำ พลางหยิบลวดมาไขแม่กุญแจดอกโต เสียงกริ๊กดังขึ้น ก่อนที่ฝาหิ่บหนาหนักจะถูกเปิดออก


ภายในหิ่บมีเสื้อผ้าหรูหราปักประดับประดาด้วยอัญมณีและริบบิ้นอยู่ประมาณครึ่งหิ่บ เครื่องประดับล้ำค่าจำนวนหนึ่งวางกองสุมๆกันอย่างไม่มีระเบียบบนชุดเหล่านั้น รองเท้าหลายคู่ซุกอยู่ด้านข้าง ปนกับแถบผ้าไหมที่กระจัดกระจายพันกันยุ่งเหยิง


“อยู่ไหนหว่า จำได้ว่าเอาทิ้งไว้ในนี้นี่นา”


“นายหาอะไรน่ะ ”


เสียงคิลที่นั่งอยู่บนโต๊ะถามขึ้นหลังจากนั่งมองหัวขโมยมุดเข้าไปใต้เตียงอยู่สักพักแล้ว ส่วนเตียงของเจ้าตัวตอนนี้มีร่างบางของสาวน้อยผมทองนอนเท้าคางมองคนหาของอยู่อย่างสนอกสนใจ


“หาชุดนักเรียนให้ลูซีนอยู่น่ะสิ มันน่าจะอยู่ในกองข้าวของที่พ่อส่งมาให้เมื่อต้นปีนี่หว่า”


“อย่าบอกนะว่าหมายถึงหิ่บเป็นสิบๆใบที่พ่อปีศาจของนายให้ฮาร์นกับเจ้าคนแคระเอามาส่งให้ ไหงมันเหลืออยู่หิ่บเดียวนี่ล่ะ”


“วะ...ฉันก็เอาไปขายกินหมดแล้วสิ ของดีๆทั้งนั้น ขายเข้าตลาดมืด กำไรงี้อื้อซ่า เหลืออีกไม่กี่อย่างในหิ่บนี่แหละ ฉันเม้มเอาไว้เกิดเวลาเงินขาดมือขึ้นมา”


หัวขโมยตอบโดยไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีเจ้าหญิงสองดินแดนของตัวเลยสักนิด มือใหญ่ยังคุ้ยหาข้าวของในกองอยู่ ก่อนจะคว้าเอาชุดสีน้ำเงินอมม่วงเข้มขลิบด้วยสีทองขึ้นมา


“เจอจนได้ ซุกอยู่ก้นหิ่บนี่เอง”


ชุดกระโปรงนักเรียนที่พับอย่างเรียบร้อยไม่มีร่องรอยว่าเจ้าของจะยอมแตะต้องนั้นถูกคลี่ออกสะบัด สาวน้อยที่นอนมองอยู่จึงยันตัวลุกขึ้นแล้วรับมาถือไว้ในมือ ก่อนจะทำหน้าแหย


“ทำไมมันสั้นนักล่ะ”


“สงสัยต้องถามฮาร์นมัน หมอนั่นเป็นคนจัดหามาตามรายการนี่”


เฟรินยักไหล่ พลางรุนหลังสาวน้อยไปทางห้องน้ำ


“ลูซีนไปลองดูก่อน ผมว่าน่าจะใส่ได้นะ”


เจ้าตัวปิดประตูให้แล้วเดินกลับมานอนรอบนเตียง ไม่นานนัก ประตูก็เปิดออก


สาวน้อยผมทองที่อยู่ในชุดนักเรียนดูแปลกตาไปไม่น้อยเลย ผ้าเนื้อหนักที่ตัดเข้ารูปทำให้สาวน้อยดูบอบบางกว่าชุดหลวมๆที่ใส่มาตั้งแต่แรก แต่ขณะเดียวกันก็เน้นเส้นสายอ่อนโค้งงดงามเหมือนดอกไม้แรกผลิของเจ้าตัวให้เห็นเด่นชัดยิ่งกว่าเดิม


ชายกระโปรงสั้นที่พลิ้วแนบต้นขาคงเป็นสิ่งที่สาวน้อยไม่คุ้นเคยนัก ดวงหน้าน่ารักจึงดูไม่ค่อยสบายใจอย่างไรชอบกล เจ้าตัวเหลียวมองชายกระโปรงด้านหลังที่มือเล็กๆพยายามดึงลงมากกว่านี้ ก่อนจะหันกลับมาร้องอุทธรณ์


“ข้าใส่ชุดเดิมแทนไม่ได้เหรอ มันแปลกๆยังไงไม่รู้ ”


“ไม่แปลก...ไม่แปลก.... น่ารักดีออก กระโปรงนั่นก็ไม่สั้นเท่าไหร่ คงเพราะลูซีนตัวเล็กด้วยมั้ง”


หัวขโมยชมญาติสาว ก่อนจะฉุกคิดขึ้น...ลูซีนใส่แล้วไม่สั้นมากเท่าไหร่ แต่ถ้าร่างผู้หญิงของเขาใส่คงสั้นมากอย่างแน่นอน...


...ไอ้ฮาร์น...แก๊......!!!


หัวขโมยตาลุกวาบที่เพิ่งรู้ว่ายมทูตพิลึกมันจัดหาชุดตามรสนิยมมันมาเตรียมไว้ให้อีกจนได้


เฟรินแยกเขี้ยวพลางนึกสาปส่งองครักษ์ประจำตัวอยู่ในใจ ก่อนจะหันมามองญาติสาวอย่างครุ่นคิด


...เจ้าหล่อนที่ดูภายนอกไม่ต่างจากสาวสวยอายุสิบห้าสิบหก แม้ว่าภายในจะอายุแค่สิบสาม ถึงยังงั้นแม่สาวน้อยก็แสนจะจริงจังและจริงใจกับความรักที่มีให้เจ้ายมทูตนั่น จะสงสัยก็แต่ว่า...เป็นเพราะอายุหรือว่าเพราะอะไรกันแน่ที่ทำให้ฮาร์นมันพยายามบังคับตัวเองให้คิดว่าลูซีนเป็นน้องสาว ทั้งๆที่สายตาหมอนั่น...มองยังไงก็ไม่ใช่แค่นั้นแน่...


...ยมทูตเนื้อหอมที่ผ่านโลกมามากพอดู...แต่ดันมาตกม้าตายกับสาวน้อยแสนสวยอายุสิบสาม....



หัวขโมยนึกขำอยู่ในใจ ตามองร่างบางในชุดนักเรียนที่เริ่มเดินเตร่ไปทางโต๊ะของเพื่อนร่วมห้องอีกสองคนอย่างเอ็นดู


เจ้าชายแห่งคาโนวาลที่กำลังทดลองร่ายเวทตามหนังสือเวทมนตร์เล่มหนาเงยหน้าขึ้นเมื่อมีเงาคนวอบแวบอยู่แถวปลายหางตา


“เจ้าต้องใช้คทาด้วยเหรอ”


“เป็นมนุษย์ก็ต้องใช้คทาร่ายเวท ต่างจากปีศาจที่ไม่จำเป็นต้องใช้”


เสียงทุ้มตอบคำถามท่านหญิงแห่งเดมอสเรียบๆ ก่อนจะเก็บคทาแล้วก้มลงอ่านหนังสือต่อ


...มันยังไม่มีมนุษย์สัมพันธ์ตามเคย...



ว่าที่พระคู่หมั้นนึกกลุ้มใจ


...แต่เอาเหอะ...ก็ยังดีกว่าสมัยก่อนแยะล่ะนะ....


นักฆ่าที่เหลียวมาฟังนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหันมาถามหัวขโมยที่นอนมองอยู่บนเตียง


“แล้วคาบเรียนวิชาเวทมนตร์ของอาจารย์แม่มดวิงกี้พรุ่งนี้ ลูซีนมีคทาแล้วเหรอ เฟริน”


“เออ นั่นสิ”


หัวขโมยลุกพรวดขึ้นมา สายตาทั้งสามคู่ในห้องจ้องไปยังสาวน้อยที่ตอบกลับมาชัดถ้อยชัดคำ


“ไม่มีหรอก”


คนเป็นญาติชักกุมขมับ


“ยุ่งล่ะสิ ป่านนี้แล้วจะมีร้านไหนเปิดขาย มีเรียนพรุ่งนี้ชั่วโมงแรกด้วย”


“ไม่ใช้ไม่ได้เหรอ ปกติข้าก็ไม่เห็นต้องใช้”


เสียงใสถามขึ้น ก่อนที่คนตาสีฟ้าจะตอบขรึมๆ


“คงไม่ได้ ถ้าไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าเป็นปีศาจ ก็ควรจะใช้คทา”


“งั้นจะทำยังไงดีล่ะ คาโล คิล ช่วยกันคิดหน่อยสิ จะบอกว่าไม่มีคทาเพราะใช้เวทมนตร์ไม่เอาไหนคงฟังไม่ขึ้น วันนี้เจ้าพวกนั้นก็ดันเห็นพลังเวทสร้างอาวุธอาคมของลูซีนแล้ว”


“คงต้องทำเอง”


เสียงเย็นตอบกลับ ให้หัวขโมยต้องกลืนน้ำลายฝืดๆ


...ทำเองเนี่ยนะ....ไอ้คุณเจ้าชายนักเรียนดีเด่นมันเอาสมองส่วนไหนคิดวะ...


“แล้วนายจะไปหาวัตถุดิบที่ไหน...อย่างประเภทไม้เรดฟอกซ์ ไม้โกลเด้นเกท พู่ขนหางยูนิคอร์น เลือดคนแคระดำ หรืออะไรหรูๆ ที่ชาวบ้านเขาใช้สร้างคทากันน่ะ”


“มีอยู่แล้วนี่”


นัยน์ตาสีฟ้าปรายไปยังสาวน้อยผมทองที่นั่งเล่นอยู่บนหิ่บไม้ดำที่ส่งมาจากเดมอส หัวขโมยจึงเบิกตากว้าง


...เออ จริงแฮะ หิ่บนี่ไอ้กวางที่หอบหิ้วมาส่งมันเคยบอกว่าเป็นไม้หอมชั้นเลิศอายุพันปีจากป่าหลงลืม แถมยังมีท่านหญิงหมาป่าที่เป็นถึงผนึกจันทราอยู่ทั้งคน ผมยาวๆนั่นก็น่าจะแบ่งมาทำเป็นพู่ได้...


“ถ้าวัตถุดิบที่สร้างมีความสัมพันธ์กับพลังเวทของเจ้าของ คทาที่ออกมาน่าจะไม่เลวนัก”


คาโลเสริม นักฆ่าที่นั่งมองอยู่อย่างสนใจจึงเอ่ยขึ้น


“น่าสนุกแฮะ ไอ้คทาแบตเตอรี่ของนายสมัยปีหนึ่งที่ช่วยกันทำมันก็พอใช้การได้นี่หว่า ถึงจะออกมาแต่สายฟ้าก็เหอะ คราวนี้ถ้าวัตถุดิบเจ๋งก็อาจได้คทาดีๆก็ได้”


...จริงด้วย...ถ้าสร้างคทาเยี่ยมๆออกมาได้ เผื่อจะขยายเป็นธุรกิจทำคทาส่งออก ให้พ่อปีศาจส่งไม้จากเดมอสมาให้นักฆ่าแห่งซาเรสเหลา ใช้เส้นผมของธิดาแห่งความมืดกับผนึกจันทราเป็นพู่ ลงมนตร์โดยพ่อมดปีศาจแห่งคาโนวาลกับยมทูตแห่งเดมอส รับรองขายดีเป็นเทน้ำเทท่า...ทีนี้เรียกลมได้ลม...เรียกฝนได้ฝน...เงินทองไหลมาเทมา....



หัวขโมยเริ่มฝันหวานไปไกล...ก่อนที่เสียงของนักฆ่าจะมาทำลายภาพนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่และมหาเศรษฐีพันล้านในอนาคตที่กำลังล่องลอยอยู่ในหัวสมอง


“เฮ้ย...เฟริน มัวทำอะไรอยู่วะ ช่วยกันงัดฝาหิ่บนี่หน่อย เดี๋ยวจะได้เอามาเหลาเป็นตัวคทาให้เสร็จๆซะที มัวอู้อยู่นั่นแหละ”





.............................................................







ไม้เนื้อหอมพันปีจากป่าหลงลืมถูกเหลาเป็นตัวคทา ระหว่างที่นักฆ่ากำลังเกลาไม้ให้หมดเสี้ยนอยู่นั้น เจ้าชายแห่งคาโนวาลก็เปิดหนังสือเวทมนตร์เล่มโตหาบทว่าด้วยการตรามนตร์สร้างไม้คทาเพื่อทบทวนอีกรอบ ส่วนหัวขโมยคุ้ยหาเชือกไหมในหิ่บมามัดปอยผมสีทองระยับของท่านหญิงหมาป่าก่อนจะตัดออกมาทำเป็นพู่ประดับ


“แล้วลูกแก้วตรงหัวคทานี่จะเอาไง”


นักฆ่าที่ทำตัวคทาเสร็จแล้วหันมาถาม หัวขโมยเลยเริ่มคุ้ยหิ่บต่อเผื่อจะเจออะไรคล้ายๆลูกแก้วมาแทนได้บ้าง แต่สาวน้อยที่นั่งอยู่บนเตียงเอ่ยขึ้นเสียก่อน


“ใช้นี่ได้ไหม”


บนฝ่ามือเรียวบาง ที่กลิ้งอยู่นั้นคือไข่มุกแสงจันทร์ ของล้ำค่าคู่บารมีเจ้าชายสำหรับการหมั้นหมายพระคู่หมั้น ทุกคนที่เห็นอึ้งไปตามๆกัน หัวขโมยเอ่ยถามคนเป็นเจ้าของอย่างตะกุกตะกัก


“ง่า...ลูซีนมีคะ...เอ่อ...ใครให้มาเหรอ...”


...หรือว่าเพราะเจ้าหล่อนมีคู่หมั้นแล้ว ฮาร์นมันถึงได้ปฏิเสธขนาดนั้น....


“หือ...นี่ไข่มุกของท่านแม่ข้าน่ะ ได้มาตั้งนานแล้ว”


คนฟังถอนใจยาวอย่างโล่งอกแทนเพื่อน ก่อนจะหยิบไข่มุกเม็ดนั้นส่งให้เจ้าชายแห่งคาโนวาล


“ใช้ได้ไหม คาโล”


คนตัวสูงพยักหน้ารับ ก่อนจะร่ายเวทเสกไข่มุกในมือให้กลายเป็นลูกแก้วสีขาวนวลเรืองแสง แล้วเอาติดลงไปที่ปลายคทา พร้อมๆ กับพู่สีทองระยับที่เจ้าของเส้นผมส่งตามมาให้


สาวน้อยกรีดเลือดของตนใส่ลงในถ้วยเล็กๆ แล้วยกมาวาง แต่ก่อนที่พ่อมดปีศาจจะเริ่มร่ายเวท มือของหัวขโมยตัวแสบก็ฉกไปกรีดเลือดตัวเองใส่เพิ่มเข้าไปด้วยจากนั้นจึงหันมายิ้มเผล่ ตาสีฟ้าน้ำแข็งมองเจ้าตัวยุ่งอย่างดุๆ ขณะที่คิลหัวเราะออกมาก้ากใหญ่


“ฮ่าๆๆ เดี๋ยวก็ได้ออกมาแต่สายฟ้าเหมือนคราวที่แล้วหรอก ใช้แต่เลือดของลูซีนไม่ดีกว่าเรอะ ดูจะมีคุณภาพกว่าของนายเยอะนา”


หัวขโมยยักคิ้วให้เพื่อนซี้


“โห...เลือดฉันนี่นะไม่ดียังไง เลือดธิดาแห่งความมืดเชียวนะโว้ย ฉันอยากทดลองว่าถ้าเลือดผสมกันมันจะมีแต่สายฟ้าออกมาอีกรึเปล่า เผื่อยังไงจะได้เก็บเป็นข้อมูลถ้าจะทำขาย”


คาโลที่ฟังอยู่ส่ายหัวอย่างอ่อนใจ ก่อนจะเริ่มต้นร่ายเวท


คราวนี้ไม่มีสายฟ้าผ่าเปรี้ยงปร้าง...ไม่มีฝนเทลงมา...


...หากในแสงตะเกียง ม่านตาข่ายสีทองค่อยก่อตัวล้อมรอบทุกคนไว้อย่างอ่อนโยน ความมืดมิดโรยตัวลงมาปกคลุมช้าๆ บดบังทุกอย่างในห้องนั้น มีเพียงแสงสีทองที่เรืองรองส่องประกายในความมืดยิ่งมืด คล้ายจะหลอมรวมเข้าด้วยกัน แต่ขณะเดียวกันก็คล้ายจะฉุดรั้งให้แยกเป็นกรอบเส้นแสงคมชัดที่ตัดกันอยู่ในที


ภายใต้แสงที่ครอบคลุม ถ้วยใส่เลือดเปล่งประกายสีทองสว่างก่อนจะแปรเป็นสีดำทมิฬ...แล้วกลับเป็นสีเลือดตามเดิมเมื่อแสงตะเกียงสว่างขึ้นอีกครั้ง



ทุกคนหันมามองหน้ากันอย่างงุนงง แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้น คาโลจึงหยิบปากกาปลายคมมาจุ่มเลือดในถ้วย ก่อนจะจารอักขระมนตราลงไปบนตัวด้าม


“เอาล่ะ น่าจะใช้ได้แล้ว”


คนตรามนตร์เสร็จเรียบร้อยยื่นคทาส่งให้เจ้าของที่รับมาอย่างตื่นเต้น หัวขโมยเลยยุส่งว่า


“ลูซีน ไหนทดลองใช้ดูซิ เสกอะไรขึ้นมาก็ได้”


สาวน้อยจึงพยักหน้ารับก่อนจะเริ่มร่ายมนตรา....


...ทะเลทรายสีเงินอาบแสงจันทราปรากฏ ณ เบื้องหน้า อาณาเขตที่แผ่ไกลสุดลูกหูลูกตาเหมือนจะครอบด้วยโค้งฟ้าพร่างดาว เป็นมนต์เสน่ห์ลวงตาที่งดงามจับใจ ให้ผู้ตกอยู่ใต้เขตอาคมเงียบงันกับภาพที่เห็นนั้น....


เมื่อกะพริบตา ทิวทัศน์แสนงามก็เลือนหายเหมือนไม่เคยปรากฏมาก่อน ทุกคนหันมามองหน้ากัน แล้วเสียงใสก็อุทานออกมา


“ใช้ได้จริงๆแหละ”


เสียงหัวเราะร่าประสานกันระหว่างสาวน้อย หัวขโมย และนักฆ่าดังลั่นอยู่ในห้องเล็กๆนั้น โดยมีเจ้าชายที่ลืมวางมาดเย็นชายิ้มน้อยๆร่วมวงไปด้วยกันกับเขาอีกคน





.............................................................




ก๊อก...ก๊อก...


“เข้ามาเลย”


หัวขโมยร้องบอกคนข้างนอก ดวงหน้าของยมทูตที่โผล่เข้ามายังคงประดับด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดีเหมือนเคย ก่อนจะหุบฉับทันทีที่เห็นร่างบางของ “น้องสาวฝาแฝด”


...ชุดนั่นมัน...


“ฮาร์น ดูคทาข้าสิ พวกเฟรินช่วยกันทำให้”


ริมฝีปากแดงจัดขยับเจรจาเจื้อยแจ้ว มือยกคทาสีดำที่มีปลายเป็นลูกแก้วสีมุกเรืองแสงอย่างจะอวดของเล่นใหม่


ฮาร์นเหลือบมองคทาในมือบาง ก่อนสายตาหงุดหงิดหน่อยๆ จะตวัดกลับไปที่ร่างของสาวน้อยในชุดนักเรียนเอดินเบิร์กตรงหน้าอีกรอบ


“ไปเอาชุดนี่มาจากไหน”


เสียงทุ้มถามขึ้นเบาๆ หัวขโมยที่นอนเล่นอยู่บนเตียงพลางสังเกตการณ์อยู่อย่างสนุกสนานนั้นจึงตอบให้เสียเอง


“มันอยู่ในกองข้าวของที่นายกับไอ้กวางเอามาให้เมื่อต้นเทอมนั่นไง นายนี่ขี้ลืมกว่าที่ฉันคิดอีกนะ”


ปลายเสียงเหมือนมีแววสะใจ ก่อนเจ้าตัวจะลุกขึ้นนั่ง ดวงตาสีน้ำตาลคู่โตมองไปยังญาติสาว แล้วหันกลับมายักคิ้วให้องครักษ์เพื่อนสนิท


“ฉันว่าลูซีนใส่แล้วน่ารักดี นายคิดว่าไงล่ะ”


สาวน้อยเหลียวมาทันที ดวงตาสีทองคู่โตมองมาเหมือนจะรอคอยคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ


...น่ารัก...ก็จริงหรอก...แม่น้องน้อยของเขาน่ารักเสมอ... ถึงจะอยู่ในชุดผู้ชายหรือมอมแมมแค่ไหน...เขาก็ยังคิดว่าน่ารักอยู่ดี... แต่กับไอ้ชุดนี้...ชุดที่เจ้าหล่อนกำลังใส่อยู่นี่สิ...


ฮาร์นเหลือบมองช่วงขาเพรียวผ่องที่โผล่พ้นชายกระโปรงสั้นพลิ้วแนบตัวชั่วแวบ ก่อนเลื่อนสายตาไปยังเสื้อที่ตัดเข้ารูปเข้าทรง แม้จะดูมิดชิด แต่ผ้าเนื้อหนักที่ทิ้งแนบตัวจนมองเห็นชัดถึงเส้นสายของลาดไหล่มน ทรวงอกอิ่ม ไปจนช่วงเอวบอบบางของร่างน้อยนั้น ทำเอาเขาต้องบังคับตัวเองให้ถอนสายตาอย่างยากลำบาก...เพื่อจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่น...ทางที่ไม่มีดวงหน้าใสหวานกับตาแป๋วๆ ที่กำลังมองเขาอย่างไม่เดียงสานั่น....


...โชคร้ายที่ทางสายตาเขาหลบไปดันมีตาคู่โตสีน้ำตาลบอกแววรู้ทันรออยู่ เจ้านายตัวแสบตีหน้าซื่อพลางถามด้วยน้ำเสียงเป็นเดือดเป็นร้อนที่ฟังดูก็รู้ว่าแกล้ง


“ไม่เห็นตอบ หรือว่านายว่าไม่เหมาะกับลูซีน เอ...แต่นายเป็นคนเลือกซื้อชุดนี้มาเองนี่นา ฉันเลยคิดว่านายคงชอบ”


ฮาร์นกัดฟันกรอด...มันเล่นพูดอย่างนี้ แล้วเขาจะตอบอะไรได้อีกล่ะ...หน้าใสที่เริ่มเจื่อนจ๋อยก้มลงดูชายกระโปรง แล้วเริ่มดึงชายสั้นๆด้านหลังอย่างไม่ค่อยมั่นใจขึ้นมานั่น ทำให้เขาต้องรีบพูดออกไป


“ก็น่ารักดี...แต่ไปเปลี่ยนชุดก่อนดีกว่ามั้ง พรุ่งนี้ยังต้องใส่อีก”


สาวน้อยหน้าบานขึ้นทันใด ก่อนจะหันกลับอย่างรวดเร็วตรงเข้าไปเปลี่ยนชุดในห้องน้ำ...ภาพที่ทำเอาเขาขมวดคิ้วขึ้นมาอีกรอบเมื่อเห็นชายกระโปรงสั้นนั่นพัดพลิ้วขึ้นชั่วแวบตามแรงหมุนของเจ้าตัว อวดต้นขาเนียนสวยให้คนมองต้องหงุดหงิดขึ้นมา เมื่อคิดว่าเจ้าหล่อนอาจเผลอทำอย่างนี้ต่อหน้าคนอื่นที่ไม่ใช่เขา...


“...หวง...”


เสียงหัวขโมยดังขึ้นลอยๆ เมื่อร่างของสาวน้อยลับประตูห้องน้ำไปแล้ว ทำให้ตาสีอำพันที่ชักเครียดหันขวับมามอง


“นางเหมือนน้องข้า เห็นนางใส่ชุดแบบนั้นก็ต้องห่วงเป็นธรรมดา”


เสียงทุ้มที่พยายามกดอารมณ์ให้ราบเรียบดังขึ้น เล่นเอาเฟรินเบิกตาโตเท่าไข่ห่าน ก่อนจะโวยออกมา


“โห...ดีนี่แก ทีกับคนอื่นเที่ยวสรรหาชุดแบบนั้นมาให้ พอตาคนของตัวบ้างดันไม่อยากให้ใส่ขึ้นมา”


หัวขโมยที่เริ่มอารมณ์เย็นลงหลังจากโวยวายออกไปเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์


“จะว่าไปมันก็ไม่สั้นมากเท่าไหร่หรอกน้า... ไม่เป็นไรน่า แบ่งชาวบ้านเขาดูมั่ง ยังไงเจ้าหล่อนก็จะให้แกเป็นพ่อของลูกในอนาคตอยู่แล้วนี่”


เลือดฉีดขึ้นบนผิวสีน้ำผึ้งสวยของยมทูตจนแดงก่ำ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นซีดเผือดในทันใด ดวงตาสีอำพันกลับปรากฏแววเจ็บปวด...เหมือนคนมองหาแสงสว่างปลายทางออกไม่พบ....ไม่ว่าจะพยายามมองหาเท่าไรก็ตาม....

ความเงียบที่เกิดขึ้นในห้องทำให้เจ้าชายและนักฆ่าเงยขึ้นมามองการสนทนานั้นอย่างแปลกใจ ทันได้เห็นแววตาแปลกประหลาดของยมทูตที่มักจะรื่นรมย์เสมอนั้นอยู่ชั่วแวบ ก่อนจะกลับมาเป็นสีอำพันที่ฉายแววอบอุ่นเหมือนเดิมเมื่อร่างบางเปิดประตูออกมา


“ฮาร์น เจ้าจะกลับห้องหรือยัง ข้าจะได้ไปด้วย”


สาวน้อยที่เปลี่ยนกลับมาเป็นชุดขาวเดินออกมาจากห้องน้ำ พลางถามคนตัวสูงที่ยืนอยู่


“ข้าจะมาแลกห้องกับเฟริน”


สายตาทุกคู่หันขวับมามองคนพูดเป็นตาเดียว นัยน์ตาสีม่วงมีแววสนุกสนานกับสถานการณ์ตรงหน้า ขณะที่ตาสีฟ้าเย็นชาบอกถึงความไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด ดวงตาสีน้ำตาลหรี่ลงเล็กน้อยเหมือนจะรู้ทัน แต่ที่ชัดที่สุดเห็นจะเป็นความงุนงงที่สะท้อนออกมาจากดวงตาสีทองคู่โตที่มองสบเขาตรงๆนั่น


“ทำไม...”


ไม่ทันที่สาวน้อยจะเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ เสียงห้าวของหัวขโมยก็ดังขึ้นก่อน


“จะให้ฉันไปนอนห้องเดียวกับลูซีน นายแน่ใจเหรอฮาร์น...”


รอยยิ้มแปลกๆปรากฏบนมุมปาก น้ำเสียงของไอ้ตัวแสบเหมือนจะบอกความชอบใจ ก่อนจะลุกขึ้นโอบเอวบางของคนตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างหน้า


“ก็ดีเหมือนกัน งั้นคืนนี้ฉันไม่ถอดแหวนดีกว่า แต่อะไรจะเกิดขึ้น ฉันไม่กล้ารับประกันหรอกนะ...”


ร่างเพรียวล่ำสันของหัวขโมยหนุ่มน้อยรั้งตัวสาวเจ้าให้เดินออกไปด้วย มือเอื้อมไปเปิดประตูห้อง ก่อนจะเหลียวกลับมาทิ้งท้ายให้คนฟังอึ้งสนิท


“สาวน้อยไร้เดียงสา...น่าสอนอะไรๆให้ออกจะตาย จริงมั้ย...”


เสียงที่เน้นคำว่า “อะไรๆ” ของหัวขโมยจอมเจ้าเล่ห์เหมือนฟางเส้นสุดท้าย เมื่อร่างสูงของยมทูตหนุ่มเดินเข้ามาคว้าตัวน้องสาวจากอ้อมแขนของไอ้ตัวแสบแล้วลากให้เดินตามกลับไปยังห้องข้างๆอย่างรวดเร็ว ทิ้งเสียงหัวเราะชอบใจของเจ้าหญิงสองดินแดนให้ดังลั่นห้องอยู่ข้างหลัง





............................................................






“ฮ่าๆๆ”


เจ้าชายแห่งคาโนวาลปรายตาไปมองหัวขโมยที่ยังหัวเราะไม่หยุด นักฆ่าที่นั่งดูเหตุการณ์อย่างสนุกสนานก็พลอยหัวเราะผสมโรงไปด้วย แต่สำหรับเขา...มันขำไม่ออกเอาเสียเลยนี่สิ...


ภาพไอ้ตัวยุ่งที่ทำท่าจะโอบเอวแม่สาวน้อยไปห้องข้างๆ ทำเอาเขาชักหายใจไม่ทั่วท้องขึ้นมาพอๆกับเจ้ายมทูตนั่น ใครจะรู้ว่ามันคิดจะทำอะไร... ยิ่งไอ้ท่าทางทีเล่นทีจริงกับรอยยิ้มประหลาดบนหน้ามัน เขาไม่แปลกใจเลยที่ฮาร์นจะรีบคว้าตัวลูซีนกลับห้องกะทันหันแบบนั้น


“โอ๊ย...คิล... นายเห็นหน้าฮาร์นมันไหม นี่ล่ะน้า...ชอบเขาแล้วดันไม่ยอมรับ ใครเชื่อว่ามันเห็นลูซีนเป็นน้องสาวก็บ้าแล้ว”


“นายไม่ควรทำอย่างนั้น เฟริน”


เสียงขรึมๆ ของคาโลดังขึ้น หัวขโมยที่ลงไปนอนกลิ้งกับพื้นเงยหน้าขึ้นสบตาสีฟ้าที่มีแววเคร่งเครียดนั่น ก่อนจะลุกขึ้นมานั่งลงบนเตียง พลางมองคนตรงหน้าอย่างขบขัน


“อย่าบอกนะว่านายคิดว่าฉันจะเอาจริง”


เสียงหัวเราะหึหึมีรอยยั่วเย้า ชายหนุ่มนิ่งอึ้งก่อนจะเมินหลบไปทางอื่น ดวงตาสีน้ำตาลคู่โตจึงเริ่มฉายแววเจ้าเล่ห์ระริก


“เออ...แต่จะว่าไปก็ไม่เลวเหมือนกันนะ เจ้าหล่อนออกจะน่ารักน่าเอ็นดูขนาดนั้น นายก็รู้ว่าเสป็คฉันมันต้องสาวไร้เดียงสา...”


เจ้าตัวหยุดไปก่อนสบตาสีฟ้าน้ำแข็งที่ตอนนี้เริ่มเดือดปุดๆ กับวาจาของว่าที่พระคู่หมั้น


“...อย่างร่างผู้หญิงของนายน่ะ ใช่เลย...”


จบประโยคที่ทำให้หน้าขาวๆนั่นแทบจะกลายเป็นสีเขียว เพื่อนซี้ที่นั่งมองอยู่ชักอยากเสกให้ตัวเองกลายเป็นจิ้งจกขึ้นมาอย่างกระทันหัน เพื่อว่าจะได้หลบออกไปนอกห้องได้โดยไม่มีใครเห็น ทิ้งให้คู่รักคู่เพี้ยนคู่นี้มันสะสางกันเอาเอง


เท้าไวเท่าความคิด คิลซึ่งประเมินสถานการณ์เรียบร้อยเผ่นแผล็วไปยังประตูอย่างเงียบกริบ ก่อนเสียงประตูจะปิดลงพร้อมๆกับประโยคที่ลอยเข้ามา


“พวกนายเถียงกันจบเมื่อไหร่ ไปเรียกฉันที่ห้องโรข้างๆนี่ก็แล้วกัน”


“อ้าว...เฮ้ย! ไอ้คิล...”


...ไอ้เพื่อนเวร....จู่ๆมันก็ทิ้งกันเฉยเลยนี่นะ...


เจ้าหญิงหัวขโมยบ่นพึมพำในใจท่ามกลางความเงียบสงัดในห้อง...ชนิดที่ว่าถ้าเข็มตกคงได้ยิน...


“นายรู้ตัวไหมว่าตัวเองเป็นผู้หญิง”


เสียงทุ้มของเจ้าชายน้ำแข็งดังขึ้นในความเงียบอย่างนุ่มนวล....นุ่มนวลจนทำให้คนฟังรู้สึกหนาวเยือกขึ้นมาจับใจ....


นี่มันจะมาไม้ไหนกันแน่....


“หรือถ้านายรู้แต่ไม่จำ ฉันจะได้ช่วยเตือนให้บ่อยๆ”


เสียงนั้นดังใกล้จนหัวขโมยที่พยายามคิดหาทางหนีทีไล่ต้องเงยหน้าขึ้นทันใด แต่แล้วก็แทบผงะเมื่อดวงหน้ารูปสลักนั่นแทบจะชนหน้า


ตาสีฟ้าที่จ้องอยู่ในระยะใกล้เหมือนจะสะกดไม่ให้หลบไปไหน มือใหญ่เลื่อนมาถอดแหวนในมือของหัวขโมยออกโดยไม่รู้ตัว กว่าจะนึกขึ้นมาได้ แหวนของเธอก็ไปอยู่ในมือมันเสียแล้ว


เจ้าหญิงหัวขโมยเริ่มขยับตัวอย่างอึดอัด แต่ก่อนจะได้ทำอะไร สองแขนของเจ้าชายก็เท้าลงบนกำแพงคร่อมตัวเธอไว้เสียก่อน จะหลบไปทางไหนก็ไม่ได้ ทำได้เพียงจ้องลึกลงไปในดวงตาสีฟ้าสวยที่ทอประกายอ่อนหวาน...แววหวานที่ทำให้หัวใจเธอเริ่มเต้นแรง...จนกลัวว่าคนตรงหน้าจะได้ยินเข้า...


“คงรู้ว่าฉันจะเตือนด้วยวิธีไหนนะ เฟริน”


เสียงทุ้มที่คลอเคลียอยู่ริมหูกระซิบแผ่วเบา แขนแกร่งรวบร่างบางเข้ามาไว้ในอ้อมกอดกระชับ...แนบแน่น...แน่นจนเธอรู้สึกถึงเสียงหัวใจอีกดวงที่เต้นแข่งกันอยู่ใกล้ๆ


ไออุ่นจัดของชายหนุ่มกับแผงอกกว้างที่เหมือนจะกลืนเธอหายเข้าไปในนั้นให้ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย จนอยากจะซุกซบอยู่กับความรู้สึกสบายใจนี้นานๆ เรือนร่างแข็งแกร่งล่ำสันของบุรุษเพศที่แนบชิดอยู่กับร่างบางไปทุกส่วนยิ่งย้ำให้เธอรู้สึกถึงความเป็นผู้หญิงของตัวเองยิ่งกว่าที่เคยเป็น


ความอบอุ่นแสนหวานเริ่มจะกลายเป็นความร้อนระอุทีละน้อย...เมื่อริมฝีปากและลมหายใจอุ่นๆ คลอเคลียใบหน้า...ก่อนจะเลื่อนลงไปยังเปลือกตา...นวลแก้ม...และเรียวปากอิ่มสีชมพูจัดที่เผยอรับอย่างเผลอไผล...เหมือนจะให้ชิดใกล้มากกว่าเก่า จนแนบสนิทไปทั้งเนื้อทั้งตัว...ทั้งหัวใจ...


หัวสมองว่างเปล่า ตัวเธออีกคนที่หลับใหลอยู่ในก้นบึ้งเหมือนจะตื่นขึ้นมา....มาตอบสนองให้คนตรงหน้าอย่างอ่อนหวานยั่วเย้าอยู่ในที...ขณะเดียวกันก็เรียกร้องอ้อมกอดแข็งแกร่งและสัมผัสรุกเร้านั้นด้วยความปรารถนาอย่างรุนแรง....อย่างที่เธอไม่เคยรู้สึกกับใครนอกจากคนคนนี้


ชายหนุ่มถอนริมฝีปากอย่างอ้อยอิ่ง ตาสีฟ้าสวยจ้องลงไปในดวงตาสีน้ำตาลที่หรี่ปรืออย่างนุ่มนวล ก่อนจะยิ้มน้อยๆ


“ทีนี้จำได้หรือยังว่านายเป็นผู้หญิง”


เสียงทุ้มที่เอ่ยขึ้นทำให้ดวงหน้าแดงจัดก้มงุดกับอกกว้าง


“จำได้แล้วน่า...ไม่เห็นต้องใช้วิธีนี้...”


เสียงพูดงึมงำเหมือนจะบ่นกับตัวเอง ทำให้คนได้ยินหัวเราะเบาๆ


“ถ้านายลืมบ่อย.....มันก็ช่วยไม่ได้...”


คนตัวสูงก้มลงชิดหน้า ดวงตาสีฟ้าที่จ้องลงมามีแววกังวลฉาบอยู่บางเบา ก่อนจะตัดสินใจพูดออกมา


“เวลานายทำตัวเป็นผู้ชาย...แบบที่ทำกับลูซีน ฉันกลัวว่านายจะลืมไป...ว่านาย...”


เสียงนั้นแผ่วหายไปโดยไม่ทันจบประโยค แต่ตาสีฟ้าของคนตรงหน้าบอกชัดแจ้ง...เธอรู้ดีว่ามันกลัวอะไร....


...มันกลัวเวลาเธอกลับไปเป็นผู้ชาย กลัวว่าช่วงเวลาสิบห้าปีและวิถีชีวิตที่เธอเติบโตมาจะเรียกความเคยชินเก่าๆ ให้เธอลืมไปว่าร่างจริงของเธอเป็นผู้หญิง ให้ลืมไปแม้กระทั่งมัน...อย่างที่เธอทำเป็นไม่สนใจบ่อยๆเวลาอยู่ในร่างชายหนุ่มนั่น


มือบางประคองดวงหน้ารูปสลักนั้น ดวงตาสีน้ำตาลคู่โตมีแววจริงจังสบตาสีฟ้าสวย เสียงหวานเอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่นมั่นคง...เหมือนจะให้เข้าไปถึงหัวใจคนตรงหน้า...


“คาโล วาเนบลี ฉันเคยบอกนายแล้วใช่มั้ยว่าฉันจะไม่มีวันทำให้นายเสียใจ วันนี้ฉันจะบอกเพิ่มอีกอย่างให้นายสบายใจได้ คนอย่างเฟริน เดอเบอโรว์ไม่เคยรู้สึกอย่างนี้กับใครนอกจากนายคนเดียว...ไม่ว่าจะอยู่ในร่างไหนก็ตาม...”


ริมฝีปากสีกุหลาบจัดแย้มอ่อนหวานก่อนจะประทับลงไปยังริมฝีปากของเจ้าชายแห่งคาโนวาล



แม้จะมิใช่จุมพิตสาบานรัก....


หากสำหรับชายหนุ่มเบื้องหน้า....


จุมพิตนี้บอกให้รู้ว่าเขาเป็นคนพิเศษของเธอเพียงคนเดียวตลอดมา......


และสัญญา...ว่าจะเป็นตลอดไป....






..............................................................





“ทำไมถึงต้องแลกห้องล่ะฮาร์น”


ดวงตาสีทองฉายแววไม่เข้าใจแกมสับสน


“เจ้าไม่อยากอยู่กับข้าเหรอ... เกลียดข้าเหรอ....”


เสียงใสเริ่มเจือสะอื้น...ก่อนที่หยาดน้ำจะเอ่อคลอนัยน์ตาคู่สวย...


สีหน้าลำบากใจที่จะตอบของชายหนุ่ม ทำให้น้ำตาร่วงพรูจนสาวน้อยต้องใช้มือป้ายแบบเด็กๆ แต่ยิ่งเช็ดก็ยิ่งไหลมากขึ้นทุกที สุดท้ายเจ้าตัวจึงได้แต่ปล่อยให้มันรินลงมาโดยไม่สนใจอีก


บนพื้นห้อง ลูกแก้วเรืองแสงไม่ต่างอะไรจากไข่มุกแสงจันทร์หล่นกลิ้งอยู่เกลื่อนกลาด...ไข่มุกที่เพียงกระทบก็จะแตกสลายกลายเป็นหยดน้ำใส.....หยาดน้ำตาจันทรา....


ฮาร์นมองภาพตรงหน้าอย่างปวดใจ...


...เขาไม่ได้อยากทำให้เธอร้องไห้....แต่จะให้บอกอย่างไร...ว่าเขากลัวใจตัวเองขึ้นทุกวัน....


...กลัวทุกครั้งเมื่อได้เห็นรอยยิ้ม...เห็นดวงหน้าอ่อนใส...เห็นดวงตางามประหลาดที่มองเขาอย่างตรงไปตรงมา...แม้ว่ายามนี้ดวงตาคู่นั้นจะเปียกชุ่ม...และรอยยิ้มจะเลือนหายเพราะคำพูดของเขาเองก็ตามที.....


...กลัวเหลือเกิน...กลัวว่าเขาจะเผลอทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง....แม้กระทั่งความตั้งใจของตัวเองลงกับมือ....



มือใหญ่เช็ดน้ำตาให้ก่อนจะดึงร่างบางเข้ามาในอ้อมแขน ให้อกเสื้อเขาซับน้ำตาของเธอแทนที่จะปล่อยให้มันร่วงลงเกลื่อนพื้น...ให้เขาเจ็บปวดยิ่งไปอีกเมื่อต้องเห็นไข่มุกวาวใสที่แสนเปราะบางนั่น...


“ลูซินยาห์...อย่าร้องไห้... ข้าไม่ได้เกลียดเจ้าเสียหน่อย เจ้าก็รู้ใช่ไหม เงียบซะนะ เด็กดี....”


เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเบาๆ อ้อมกอดอบอุ่นโยกไกวเหมือนจะปลอบน้องน้อย ทำให้เสียงใสที่ติดสะอื้นพูดอู้อี้อยู่ในอกว่า


“ข้าไม่ใช่เด็กนะ”


“มีแต่เด็กที่ขี้แย ผู้ใหญ่แล้วเขาไม่ร้องไห้กันหรอก”


สาวน้อยพยายามกลั้นสะอื้น แล้วใช้เสื้อเขาเช็ดน้ำตาเอาดื้อๆ ก่อนจะสั่งน้ำมูกพรืดแถมซ้ำเข้าไปอีก


เสียงใสแจ๋วหัวเราะลั่นเมื่อเห็นเขาทำหน้าเบ้ ก่อนจะต้องถอดเสื้อที่เปียกทั้งน้ำมูกน้ำตาเจ้าหล่อนออกมา รอยยิ้มกว้างกับดวงตาพราวระยับด้วยรอยขำขันนั้นทำให้เขาอดมันเขี้ยวจนต้องแกล้งดึงปลายจมูกเล็กๆที่โด่งรั้นให้เจ้าตัวร้องโวยวายไม่ได้


...เด็กหนอเด็ก....หัวเราะได้ทั้งที่คราบน้ำตายังเปียกแก้มอยู่เลย.....


“แล้วทำไมเจ้าถึงอยากย้ายห้องล่ะ”


สาวน้อยของเขาถามขึ้นมาดื้อๆ ตาสวยที่แดงช้ำมองเขาอย่างใจจดใจจ่อ ให้เขาต้องถอนหายใจออกมาเมื่อต้องตอบคำถามที่เหมือนจะง่ายนั้น


“ข้าเห็นว่าเจ้ากับเฟรินเป็นผู้หญิงเหมือนกัน ก็น่าจะมาอยู่ห้องนี้ด้วยกันซะ ให้พวกผู้ชายอยู่ห้องโน้น


“แล้วทำไมถึงต้องแยกห้องด้วยล่ะ ตอนอยู่ที่ทะเลทราย ทั้งข้าทั้งเจ้า ทั้งเด็กผู้หญิงเด็กผู้ชายคนอื่นก็อยู่รวมในกระโจมเดียวกันหมดนี่นา”


สาวน้อยแย้งขึ้น ให้เขาชักอยากกุมขมับ ก่อนจะพยายามอธิบายต่อ


“ผู้หญิงผู้ชายที่โตแล้วเขาจะแยกห้อง ไม่นอนรวมกันอีก”


“ทีเฟรินยังนอนห้องเดียวกับคิลกับคาโลได้เลย”


ฮาร์นกัดฟันกรอดเมื่อนึกไปถึงเจ้าหญิงตัวแสบนั่น....มีตัวอย่างให้เห็นเสียอย่างนี้ แล้วเขาจะพูดอะไรได้อีกล่ะ.....


“นั่นเขาอยู่กันตั้งสามคน ไม่มีผู้หญิงผู้ชายที่ไหนอยู่ห้องเดียวกันแค่สองคนหรอก ถ้าไม่ใช่สามีภรรยากัน”


ยมทูตอ้างเหตุผลที่ดูน่าจะเข้าท่าในความคิดเขา แต่พอได้ยินคำตอบของสาวน้อยก็เล่นเอาเขาอยากฆ่าตัวตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด


“งั้นก็ไม่มีปัญหา ในเมื่อข้าจะขอเจ้าแต่งงานอยู่แล้วนี่”


เสียงใสตัดบท ปากแดงจัดยิ้มระรื่นเมื่อเห็นว่าเขาไม่สามารถหาเหตุผลอะไรมาแย้งเจ้าหล่อนได้อีก


หัวสมองที่เริ่มมึนทำให้เขาอยากล้มตัวลงนอนให้สิ้นเรื่องสิ้นราว เผื่อพรุ่งนี้ตื่นมาอะไรๆมันจะดีขึ้นบ้าง ชายหนุ่มก้าวขึ้นเตียงก่อนจะหันหลังให้ร่างบางที่ยึดเตียงตรงข้ามนั่นเสีย เมื่อใกล้จะเคลิ้มหลับ หูก็แว่วเสียงเรียกชื่อเขา


“ฮาร์น”


“หืม”


เสียงห้าวงัวเงียเอ่ยตอบโดยไม่ลืมตา


“คืนนี้ข้านอนด้วยคนนะ”


ยมทูตลืมตาโพลงขึ้นทันทีที่รู้สึกถึงร่างนุ่มนิ่มซึ่งมุดผ้าห่มมาซุกใกล้ๆ


ดวงหน้าน่ารักของท่านหญิงหมาป่าโผล่ขึ้นมาพร้อมหมอนใบโต พลางยิ้มใส


“เอาล่ะ หลับต่อได้แล้ว ราตรีสวัสดิ์”


พูดจบสาวน้อยก็หลับปุ๋ยไปในไม่ช้า เขาจะลุกไปก็ไม่ได้ในเมื่อเจ้าหล่อนเล่นยึดเอาเขาเป็นหมอนข้างส่วนตัวเสียดื้อๆ ยมทูตหนุ่มผู้โชคร้ายจึงได้แต่นอนตัวแข็งพลางข่มใจ กว่าจะหลับลงได้ก็เล่นเอาเกือบรุ่งสาง






 

Create Date : 11 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 11 กุมภาพันธ์ 2549 20:50:46 น.
Counter : 285 Pageviews.  

บทที่ 11 สาวน้อยจากบารามอส




“ตื่นได้แล้วโว้ย...ไอ้เฟริน!”


นักฆ่าผู้หมดความอดทนกับการปลุกเจ้าหญิงหัวขโมยที่หลับอุตุอยู่บนเตียงนั่นตะโกนกรอกหูมันเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะทรุดตัวลงอย่างหมดแรงลงกับพื้นห้อง


...เรียกดีๆก็แล้ว เขย่าตัวปลุกก็แล้ว ตะโกนกรอกหูมันมาเกือบยี่สิบนาทีก็แล้ว มันก็ยังไม่ตื่น...


คิลถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนที่จะตัดสินใจใช้มาตรการสุดท้ายของเขา...ถีบมันตกเตียง....


...ตอนแรกว่าจะเอาถังน้ำเย็นมาราดหรอก แต่คาโลมันยังอยู่ในห้องน้ำเลยจนใจ เห็นจะต้องใช้วิธีนี้แทน...โหสินะเพื่อน....


ก่อนที่นักฆ่าจะทันยื่นบาทาไปสะกิดพระวรกายของเจ้าหญิงสองดินแดน...เจ้าชายแห่งคาโนวาลก็เปิดประตูห้องน้ำออกมาพอดี ทำให้นักฆ่าถอนหายใจอย่างโล่งอกพลางยกฝ่าเท้าของตนกลับมาที่เดิม


“แกปลุกมันต่อแล้วกัน ฉันจะได้อาบน้ำบ้าง”


คนพูดคว้าผ้าเช็ดตัวเดินหายเข้าห้องน้ำไป ทิ้งให้คาโลยืนมองภาพว่าที่พระคู่หมั้นที่นอนตีแปลงจนหมอนไปทาง ผ้าห่มไปทางอย่างปลงอนิจจัง...จะมีวันที่มันนอนเรียบร้อยให้สมเป็นผู้หญิงกับเขาบ้างไหมนี่....


“เฟริน...ตื่น!”


เสียงทุ้มนุ่มที่คุ้นหูยิ่งทำให้คนตื่นยากซุกตัวลงกับผ้าห่มมากขึ้น ผมสีน้ำตาลไหม้แผ่กระจายยุ่งเหยิงคลุมหน้าตา ชายหนุ่มจึงค่อยเสยขึ้นทัดหูให้อย่างเบามือ เผยซีกแก้มนวลและแพขนตาสีเดียวกับเส้นผมที่หลับพริ้มนั่น


“แน่ใจนะว่าจะไม่ตื่น”


นิ้วเย็นๆ ที่ไล้ซอกคอทำให้คนหลับรู้สึกจั๊กจี้ คิ้วเรียวเริ่มขมวด แต่ก็ยังไม่ยอมลืมตาอยู่ดี


“หรืออยากให้ฉันทบทวนบทเรียนของเมื่อวานนี้ก่อน”


ชายหนุ่มกระซิบริมหู ก่อนจะไถลไปฉกความนุ่มนวลจากริมฝีปากสีกุหลาบจัดแผ่วเบา...แต่เป็นสัมผัสบางเบาที่ทำให้คนถูกปลุกลืมตาขึ้นแทบจะทันที





“เฟริน!”


ยังไม่ทันที่คนตื่นจะอาละวาดใส่เจ้าชายที่ถือโอกาสแต่เช้า ร่างบางของท่านหญิงแห่งเดมอสก็เปิดประตูผางเข้ามาเสียก่อน ตากลมโตคู่นั้นมองเป๋งมายังดวงหน้าของบุคคลสองคนในห้องที่อยู่ห่างกันแค่คืบ


สาวน้อยมองปฏิกิริยาของสองคนในห้องอย่างแปลกใจ ญาติของเธอหน้าขึ้นสีระเรื่อ ก่อนจะลุกพรวดจากเตียง ส่วนเจ้าชายตาสีฟ้านั่นผละออกไปนั่งอ่านหนังสือบนโต๊ะเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


“ทำไมล่ะ เจ้าอยากจูบกันต่อ ข้าก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่”


เสียงใสเอ่ยขึ้นเหมือนเป็นเรื่องปกติ ทำเอาคนที่กำลังเดินเข้ามาหาหน้าแดงก่ำไปถึงลำคอ ส่วนเจ้าชายที่นั่งอยู่ไกลออกไปแอบลอบยิ้มอยู่หลังหนังสือในมือ


“นั่นมันแค่ปลุกเฉยๆ ไม่มีอะไรสักหน่อย”


หัวขโมยสาวแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ก่อนจะทิ้งสายตาอาฆาตไปยังตัวต้นเหตุที่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้นั่น


สาวน้อยผมทองพยักหน้ารับ ก่อนจะบันทึกข้อมูลที่เพิ่งได้มาใหม่เพิ่มลงในสมอง


...ชาวเอเดนใช้การจูบเป็นวิธีปลุก อืม...สงสัยเป็นธรรมเนียมของดินแดนฝั่งนี้...







“หือ...ว่าไงนะ”


เจ้าหญิงแห่งเดมอสที่เพิ่งออกจากห้องน้ำหันหน้ามาถามญาติสาวที่นั่งรออยู่บนเตียง


“พ่อปีศาจ...เอ๊ย...ท่านพ่อฝากจดหมายมาให้อาจารย์ใหญ่เลโมธีเหรอ”


ลูซีนผงกศีรษะ ตาสีทองสวยมีแววประหลาด...เหมือนเจ้าหล่อนจะคิดอะไรอยู่...อะไรที่เป็นที่มาของแววกังวลแกมตื่นเต้นที่กลบไม่มิดในดวงตาคู่นั้น


หัวขโมยลอบสังเกตท่าทีของแขกผู้มาเยือนตั้งแต่ตื่นนอน พลางสวมแหวนเข้าที่นิ้วก้อย ร่างของสาวน้อยผมสีน้ำตาลไหม้ก็กลับกลายเป็นชายหนุ่มหน้าสวยผู้มีรอยแผลเป็นใต้ตา


สาวน้อยผมทองที่นั่งมองอยู่ทำตาโต ก่อนรอยยิ้มกว้างจะปรากฏขึ้นบนริมฝีปากแดงจัด


“อาคมของท่านลุงเอวิเดส...”


หัวขโมยยิ้มรับแล้วโค้งให้ มือใหญ่จับมือสาวน้อยยกขึ้นแตะริมฝีปากอย่างฉาบฉวยด้วยมาดหนุ่มเจ้าเสน่ห์


“ถูกแล้วขอรับ ท่านหญิงลูซีน เฟริน เดอเบอโรว์ เดอะ ทีฟ ออฟ บารามอส....เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบกับท่านหญิงคนงามแห่งเดมอส”


ท่านหญิงคนงามที่ถูกเรียกหัวเราะคิก แววซุกซนฉายวิบวับอยู่ในดวงตาสีทองนั่น


“แหวนนี่น่าสนุกจัง วันหลังข้าขอยืมไปเล่นบ้างสิ”


“เอ่อ...ง่า...ไว้วันหลังละกันนะ ลูซีน”


หัวขโมยชักยิ้มแหยที่สาวน้อยสนใจแหวนมากกว่าร่างหนุ่มหล่อกับบทจีบที่แสนภาคภูมิใจนั่น


“ว่าแต่ทำไมต้องอยู่ในร่างนี้ด้วยล่ะ”


คิ้วเรียวขมวดน้อยๆ กับตาสวยใสที่แฝงแววอยากรู้อยากเห็นทำให้หัวขโมยในร่างหนุ่มอดนึกเอ็นดูไม่ได้ เจ้าตัวจึงอธิบายให้ฟังอย่างใจดี


“คืออยู่ในร่างนี้แล้วมันยุ่งยากน้อยกว่าไง ทั้งเรื่องคนลอบฆ่า เรื่องเสน่ห์ปีศาจ เรื่องอะไรต่อมิอะไร... อีกอย่างมันเคยชินด้วยแหละ ผมเป็นผู้ชายมาตั้งแต่เกิดจนอายุสิบห้าเลยนะ กว่าจะมารู้ว่าร่างจริงของตัวเองเป็นผู้หญิงเมื่อสามปีก่อนน่ะ เพราะงั้นผมเลยใช้ร่างนี้เป็นหลักเพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะในเวลาที่เรียนอยู่ที่นี่”


สาวน้อยตั้งอกตั้งใจฟัง พลางมองญาติสาวที่อยู่ในร่างชายอย่างทึ่งๆ หัวขโมยจึงถามกลับไปต่อ


“แล้วที่มาแต่เช้าอย่างนี้ นอกจากเรื่องจดหมายของพ่อแล้ว ยังมีเรื่องอะไรอีกหรือเปล่า บอกมาได้เลยนะเผื่อผมจะช่วยได้”


ดวงหน้าสวยน่ารักนั้นเบิกบานขึ้นมาทันใด แววกังวลในดวงตาเริ่มเลือนหาย สาวน้อยรีบดึงตัวหัวขโมยลงมานั่งใกล้ แล้วพูดเบาๆให้ได้ยินกันสองคน


“เจ้าจะช่วยข้าจริงๆนะ สัญญาได้มั้ย”


“ด้วยศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายเลยขอรับ ท่านหญิง”


เสียงห้าวตอบคำ ก่อนที่สายเลือดแห่งราชวงศ์เกรเดเวลทั้งสองจะนั่งสุมพระเศียรปรึกษากันอย่างเอาเป็นเอาตายด้วยเสียงกระซิบกระซาบ


คาโลซึ่งเห็นว่าคนทั้งสองมีเรื่องต้องคุยกันต่ออีกยาวจึงขอตัวเพราะมีงานรออยู่ ชายหนุ่มหันกลับมาดึงบานประตูให้ปิดตามหลังก่อนจะออกจากห้อง


ภาพสุดท้ายที่เจ้าชายแห่งคาโนวาลได้เห็นคือภาพเจ้าหญิงหัวขโมยที่อยู่ในร่างชายกำลังเอียงหูฟังญาติสาวคนสวยกระซิบอะไรบางอย่างด้วยท่าทางจริงจัง ดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่โตปรากฏแววสนุกสนานแกมเจ้าเล่ห์...อย่างที่เขานึกหวั่นใจชอบกล


...เขาควรจะดีใจไหมนี่ กับลางสังหรณ์ที่มักรู้ล่วงหน้าว่าจะมีเรื่องวุ่นๆเกิดขึ้น...ความสามารถพิเศษที่เพิ่งมีมาตั้งแต่รู้จักกับไอ้ตัวยุ่งนั่น...


รอยยิ้มเย็นปรากฏเมื่อชายหนุ่มฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ฉับพลัน


...แต่คราวนี้เรื่องวุ่นวายนั่น เป้าหมายของมันคงไม่ใช่เขาแน่นอน....


เช้าวันนี้ นักเรียนป้อมอัศวินที่เดินสวนมาตามทางต่างรู้สึกประหลาดใจว่าเหตุใดหน้ากากน้ำแข็งของเจ้าชายหัวหน้าป้อมถึงมีรอยละไมปรากฏ


...รอยที่คล้ายจะสมใจกับการชำระหนี้แค้น...ที่คาโนวาลไม่เคยปล่อยให้ใครหนีพ้น....





.................................................................





“...สงครามระหว่างเอเดนเดมอสที่มีมานานหลายพันปีก่อนหน้าได้เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดในสงครามเมื่อสองปีที่แล้วอย่างที่ทุกคนรู้กันดี ผลสรุปของสงครามครั้งสุดท้ายทำให้เกิดสัญญาสงบศึกระหว่างสองดินแดนเป็นเวลาถึงหกพันเก้าร้อยเจ็ดสิบสองปีนับแต่นั้น เราอาจกล่าวได้ว่านี่เป็นยุคทองของความสงบสุขที่อาจยาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีมาก็ว่าได้...”


เสียงทุ้มของอาจารย์นักบวชที่ยืนอยู่หน้าห้องดังเรียบเรื่อยเหมือนสายน้ำไหล สร้างบรรยากาศแห่งความสงบให้แก่คาบเรียนแรกของวัน


“...แต่สำหรับวันนี้ เราจะมาพูดถึงสงครามครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อห้าร้อยปีก่อนอันเป็นสงครามครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เอเดนซึ่งอยู่ในสมัยของคิงวิลเลี่ยม โบแด็ง เดอะเกรท ออฟเวนอล ศึกครั้งนั้นทำให้เกิดมงกุฎแห่งใจ คทาแห่งพลัง แหวนแห่งปราชญ์ และดาบแห่งกษัตริย์ขึ้น ซึ่งว่ากันว่ามาจากการที่มหาปราชญ์เลโมธีใช้อำนาจเวทชิงหัวใจ พลัง อำนาจ ปัญญาครึ่งหนึ่งมาจากจ้าวปีศาจเอวิเดส แม้ว่าสมบัติอาถรรพณ์ทั้งสี่เหมือนจะถูกทำลายไปหมดสิ้นเมื่อสงครามครั้งล่าสุดด้วยมือของกษัตริย์บาโรแห่งคาโนวาล แต่...”


แกรก!


“ขออนุญาตครับอาจารย์”


“เหตุผลที่เข้าเรียนสายล่ะ เฟริน เดอเบอโรว์”


ตาสีม่วงดุปรายไปยังหัวขโมยหนุ่มที่ยืนยิ้มเผล่อยู่หน้าประตู เพื่อนทั้งห้องเงยหน้าขึ้นมองคนมาสายอย่างสงสัย เช้านี้หัวขโมยตัวแสบไม่ได้ปรากฏตัวในห้องอาหารดรากอน จนกระทั่งคาบเรียนแรกผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงถึงโผล่หน้าเข้ามา


“ผมมีธุระต้องไปพบมหาปราชญ์เลโมธี อาจารย์ใหญ่เลยให้ผมพานักเรียนใหม่มาเข้าชั้นเรียนด้วยครับ”


เสียงฮือฮาดังขึ้นเมื่อได้ยินคำตอบของหัวขโมย สายตาทุกคู่มองไปยังคนพูด เฟรินค่อยๆเบี่ยงหลบให้คนตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างหลังออกมาด้านหน้า มือก็ถือโอกาสโอบไหล่บางของนักเรียนใหม่พาเดินเข้าประตูมาท่ามกลางสายตาตะลึงงันแกมอิจฉาของชายหนุ่มเกือบทุกคนในห้อง


สาวน้อยหน้าใหม่...ที่ถ้าจะบอกว่าสวยน่ารัก...ก็คงจะน้อยเกินไป... ในเมื่อดวงหน้าอ่อนใสงดงามจับตานั้นประกอบด้วยดวงตากลมโตสีทองกระจ่างที่มีเสน่ห์ดึงดูดอย่างน่าประหลาด แพขนตาหนาสีเข้มส่งเงาให้นัยน์ตาคู่นั้นดูคมซึ้ง เส้นผมสีทองระยับยาวหยักเป็นลอนสลวยดูนุ่มนิ่มน่าสัมผัส ขณะที่ริมฝีปากจิ้มลิ้มแดงจัดเจรจาแนะนำตัวด้วยเสียงหวานใส


“ลูซีน อีวิล โอดิน เดอะ เลดี้ ออฟบารามอส น้องสาวฝาแฝดของฮาร์นค่ะ”


สายตาของทุกคนในห้องมองสลับกับไปมาระหว่างสาวน้อยแสนสวยกับยมทูตสุดหล่อที่ลุกพรวดขึ้นทันทีที่เจ้าหล่อนเดินเข้ามา ดวงหน้าคมคายนั่นยิ่งเหวอหนักเข้าไปอีกเมื่อได้ยินคำแนะนำตัวของน้องสาวฝาแฝด...ที่ไม่รู้ว่ามีกับเขาตั้งเมื่อไหร่....


รอยยิ้มหวานแกมประจบที่ส่งมาให้ยมทูตหนุ่มแล้วเลยแจกจ่ายไปยังเพื่อนร่วมห้องที่นั่งหน้าสลอนเล่นเอาหัวใจหลายคนหล่นหายไปโดยไม่ทันรู้ตัว


“ลูซีนเป็นญาติฉันด้วย เพิ่งมาจากบารามอสเมื่อคืน อาจารย์ใหญ่เห็นว่าไหนๆฉันก็แวะไปหาที่ห้องแล้วเลยให้พามาด้วยเลย เอ่อ...อาจารย์ครับ เดี๋ยวผมพาลูซีนไปหาที่นั่งเลยนะครับ”


หัวขโมยอธิบายอย่างคล่องแคล่วกับเพื่อนๆ ก่อนจะหันไปพูดกับนักบวชผมทองที่ยืนอยู่หน้าชั้นพลางยิ้มแหยๆเมื่อสบตาสีม่วงดุมีแววรู้ทัน ลอเรนซ์ขมวดคิ้วก่อนจะพยักหน้า ทำให้เจ้าตัวแสบรีบรุนหลังสาวน้อยเข้าไปนั่งยังโต๊ะว่างในแถว


องครักษ์จากเดมอสพยายามสบตาเจ้านายที่กำลังจะเดินลอยชายผ่านไปหาที่นั่งด้านหลังพร้อมๆกับ "น้องสาวฝาแฝด" ของเขา หัวขโมยหนุ่มทำเป็นมองไม่เห็นสายตาเต็มไปด้วยคำถามที่ส่งมาให้ แล้วแกล้งก้มไปกระซิบข้างหูสาวน้อยซึ่งเดินอยู่ข้างหน้าเบาๆ แต่จงใจให้คนยืนหัวโด่นั่นได้ยินชัดแจ๋ว


“ลูซีนได้ไปเยี่ยมท่านอาลูน่าที่นครจริงใจมาหรือยัง”


สาวน้อยหันกลับมามองคนถามงงๆพลางส่ายหน้า


“อืม...ถ้ายังก็ดี เดี๋ยวเผื่อจะได้ให้ใครแถวนี้พาไปพร้อมกันเลย”


หัวขโมยตอบพลางร้องเพลงหงุงหงิงในลำคอเบาๆ เป็นเหตุให้องครักษ์นึกอยากฆ่าเจ้านายขึ้นมากระทันหันเมื่อได้ยินเนื้อเพลงที่เหมือนจงใจยั่วกิเลสนั่นลอยมาเข้าหู


....ลามะลิลา..ขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อน พอแตกใบอ่อนเป็นมะลิลา...อยากให้น้องมาเรียนด้วย...อยากให้น้องมาเรียนด้วย..จะได้คอยช่วยดูแลแก้วตา....เอ้า..ลามะลิลา....





ปึ้ก!


นักรบแห่งไนล์เอาแขนล่ำๆของตนพาดไหล่ของยมทูตที่เพิ่งทรุดตัวลงนั่งฟังอาจารย์สอนต่ออย่างมึนๆ ทิ้งให้หัวขโมยทำตัวเป็นบอดี้การ์ดสาวน้อยที่ตกเป็นเป้าลอบมองจากหนุ่มๆชาวป้อมและชาวหออื่นที่เรียนร่วมกันอยู่ไม่ขาด


“เฮ้...คุณพี่ชาย น้องสาวนายสวยเด็ดขาดไปเลยว่ะ ถ้ายังไงเผื่อฉันจะยื่นใบสมัครไว้ก่อนคนอื่น นายคงไม่ว่า...”


คนกำลังคิดยื่นใบสมัครตำแหน่งว่าที่น้องเขยค่อยๆ หุบปากเงียบลง เมื่อเห็นสายตาเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อของ "พี่ชาย" ที่จ้องกลับมาเขม็ง


....สงสัยมันจะหวงน้องสาว...


ครี้ดส่ายหัวพลางหันหน้าไปพึมพำกับเพื่อนซี้โจรสลัดที่นั่งอยู่อีกข้าง


“ฉันว่าใครไปจีบน้องมันเข้า มีหวังโดนฆ่าก่อนแหงๆ ขนาดกับเพื่อนมันยังหวง แล้วนับประสาอะไรกับไอ้หนุ่มหออื่นที่จ้องเจ้าหล่อนตาเป็นมันอยู่โน่น...”






...................................................................





ห้องอาหารดรากอนวันนี้ยังคงคึกคักเหมือนเคย แม้ว่ารสชาติอาหารจะไม่เป็นที่น่าประทับใจของสมาชิกชาวป้อมเท่าไหร่นัก


แต่ดูเหมือนว่าโต๊ะที่เรียกสายตาหนุ่มๆที่นั่งอยู่ให้แวะเวียนมาแทบจะทุกนาทีจะเป็นโต๊ะที่มีสาวน้อยแปลกหน้าในชุดเดินทางสีขาวแบบชาวทะเลทรายซึ่งโดดเด่นขึ้นมาจากชุดนักเรียนสีม่วงขลิบทองของคนรอบข้างอย่างเห็นได้ชัด


นักฆ่าที่นั่งฟังไปหัวเราะไปกับแผนการปั่นหัวยมทูตที่หัวขโมยกำลังเล่าถามขึ้นมาว่า


“แล้วนายไปกล่อมอีท่าไหน อาจารย์ใหญ่เลโมธีถึงยอมให้ลูซีนเข้าเรียนที่นี่กลางคันน่ะ”


หัวขโมยยักคิ้ว เสียงห้าวๆ ให้คำเฉลยปริศนาคาใจคนในโต๊ะที่มีเพียงสมาชิกซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่เมื่อกลางดึกคืนวาน


“โธ่...จะอยากอาไร้...ก็จริงๆแล้วพ่อปีศาจของฉันน่ะเขาฝากจดหมายกับลูซีน เห็นว่ายังไงหลานสาวที่น่ารักคงไม่ยอมกลับเดมอสง่ายๆ เลยถือโอกาสฝากฝังให้เข้าเรียนที่นี่ด้วยกันเลย เส้นระดับจ้าวปีศาจเอวิเดส เสียอย่าง... เลโมธีไม่ยอมก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว”


ลูกของคนระดับเส้นก๋วยจั๊บหัวเราะกั้กๆ อย่างไม่เกรงใจ แม้เจ้าตัวจะแอบปิดบังเรื่องข้อแลกเปลี่ยนที่พ่อปีศาจตกลงจะส่งผลึกอาคมสำหรับการทดลองเวทในที่ดินเพาะปลูกของเอดินเบิร์กมาให้ตามที่ขอไปเมื่อไม่นานนี้แลกกับการรับฝากหลานสาวเข้าเรียนกลางคัน


...ใครจะบอกว่าระดับจ้าวปีศาจเองยังต้องจ่ายค่าแป๊ะเจี๊ยะกันล่ะ...ตาแก่เลโมธีนี่เขี้ยวชะมัด...

“แล้วทำไมนายต้องให้ลูซีนไปบอกว่าเป็นน้องสาวฝาแฝดของฮาร์นมันด้วย”


นักฆ่าอ่อนโลกยังคงสงสัยไม่เลิก คำถามนี้เรียกให้นัยน์ตาสีฟ้าสวยเหลือบมามองคนวางแผนด้วยอีกคู่ หัวขโมยจอมกระล่อนจึงแกล้งถอนหายใจอย่างหน่ายๆ ที่ต้องมาตอบคำถามง่ายแสนง่ายให้คนฟัง


“เฮ้อ...พวกนายนี่น้า...ไม่รู้อะไรเล้ย... ก็ถ้าไม่บอกว่าเป็นน้องสาว ฉันก็ต้องย้ายไปนอนห้องข้างๆ กับลูซีน ส่วนฮาร์นมันก็ต้องอพยพมานอนห้องพวกนายแทนฉันน่ะสิ ไม่ใช่พี่น้องใครเขาจะยอมให้ชายหญิงอยู่ห้องเดียวกันโดยไม่มีสาเหตุวะ ยิ่งไอ้ห้องนั่นมันต้องอยู่กันแค่สองต่อสองด้วย...อุ๊บ!!”


หัวขโมยที่ชักพล่ามอย่างมันปากรีบหยุดกระทันหัน เมื่อนึกขึ้นได้ว่าสาวน้อยที่พูดถึงนั้นนั่งอยู่ข้างๆ เหลียวไปสบตาแป๋วๆนั่นแล้วเขาก็ชักแปลกใจที่เจ้าหล่อนไม่ยักหน้าแดงอายม้วนต้วนแบบสาวน้อยคนอื่นถ้าได้ฟังเรื่องแฝงนัยเกี่ยวกับตัวเองทำนองนี้ ก่อนจะอ้าปากถาม ท่านหญิงแห่งเดมอสก็เอ่ยขึ้นมาเองเสียก่อน


“อยู่สองคนก็ไม่เป็นไรนี่ ยังไงข้าก็จะให้ฮาร์นเป็นพ่อของลูกข้าในอนาคตอยู่แล้ว”


เอื๊อก!


หนุ่มๆ ที่อยู่ในโต๊ะกลืนน้ำลาย เลือดฉีดปรู๊ดขึ้นโหนกแก้มกันเป็นแถว ขณะที่สาวน้อยคนพูดกลับทำหน้าเฉยสนิทกับประโยคห้าวหาญที่เจ้าตัวพูดออกมานั่น หัวขโมยที่ชักสงสัยอะไรขึ้นมารางๆจึงค่อยตะล่อมถาม


“เอ่อ...แล้วลูซีนรู้ไหมว่าทำยังไงถึงจะมี...ง่า...ลูกน่ะ”


คำถามขวานผ่าซากที่เรียกสีเลือดขึ้นมาบนใบหน้าคนฟังในโต๊ะหนักกว่าเดิม ยกเว้นสาวน้อยแสนสวยที่ยิ้มกว้างก่อนจะตอบคำถามที่ชวนติดเรทนั้นอย่างมั่นอกมั่นใจ


“ทำไมข้าจะไม่รู้ ถ้าจะมีลูกก็ต้องแต่งงานไงล่ะ”


คนถามชักเริ่มแน่ใจอะไรบางอย่าง ก่อนจะพิสูจน์ด้วยคำถามเด็ดที่ทำให้คนตาสีฟ้าหันขวับมามองตาเขียว ส่วนนักฆ่ากับขอทานที่นั่งอยู่ต่างเมินมองไปทางอื่นเกือบจะพร้อมกัน


“แล้วคืนที่แต่งงาน เขาต้องทำอะไร บอกได้มั้ย”


“ก็นอนห้องเดียวกัน”


“แค่นั้น?”


“ฮื่อ...แค่นั้นสิ ไม่ถูกเหรอ”


สาวน้อยทำหน้าแปลกใจเหมือนว่าเรื่องง่ายๆแค่นี้ทำไมต้องถามด้วย ทำเอาคนฟังทั้งโต๊ะถอนใจเฮือกออกมาพร้อมกัน


หัวขโมยจึงถามคำถามที่คาใจตัวเองมาตลอดตั้งแต่นั่งฟังคำตอบของสาวน้อยขึ้น


“ผมขอเสียมารยาทถามหน่อยได้มั้ยว่าลูซีนอายุเท่าไหร่กันแน่”


“ประมาณห้าร้อยปีได้ล่ะมั้ง”


หา!!


ทั้งโต๊ะแทบตาเหลือกเมื่อได้ฟังคำเฉลย แต่ละคนหันขวับมามองหน้าอ่อนใสสะสวยของสาวน้อยที่นั่งอยู่ข้างหน้าอย่างลืมตัว...หน้าตาเด็กๆอย่างนี้นี่นะ...เจ้าหล่อนอยู่มาห้าร้อยปีแล้ว...ปีศาจชัดๆ


“...แต่ท่านหญิงเพิ่งตื่นขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ฉันพูดถูกไหม ถ้าอย่างนั้นก่อนที่ท่านหญิงจะเข้ารับหน้าที่ตราผนึก ท่านอายุเท่าไหร่”


เงียบกันไปสักพัก คำถามดักคอของขอทานแห่งทริสทอร์ซึ่งเมื่อคืนเป็นคนที่นั่งฟังเรื่องราวอย่างตั้งใจมากกว่าคนอื่นๆ ก็ดังขึ้น ทำให้ท่านหญิงที่ถูกซักชักจะหน้ามุ่ยลง ก่อนตอบเสียงเบา


“สิบสาม”


...อ้อ...สิบสามนี่เอง...หือ...ว่าไงนะ!


สิบสาม!


สายตาทุกคู่หันมามองหน้ากัน...มิน่า...เจ้าหล่อนถึงได้ไร้เดียงสาขนาดนั้น...ที่แท้ก็เพิ่งอายุสิบสาม...


หัวขโมยเริ่มกุมขมับอย่างปลงๆ


...ชักเข้าใจความรู้สึกของฮาร์นมันแล้วสิ มีสาวน้อยที่ดูยังไงรูปร่างภายนอกก็เป็นสาวสิบหกที่อรชรอ้อนแอ้นแสนหวานไปทั้งเนื้อทั้งตัวมาหลงรักปักใจมั่น แต่ตัวจริงเจ้าหล่อนกลับอายุแค่สิบสาม มันคงต้องหักห้ามใจน่าดูเลยแฮะ....เฮ้อ......


คนที่เพิ่งถูกนินทาในใจเดินเข้าห้องอาหารมาพอดี ร่างสูงของยมทูตหนุ่มเดินเข้ามาร่วมโต๊ะพร้อมกับอาหารกล่องในมือเหมือนเดิม แต่วันนี้ดวงหน้าเข้มคมแบบหนุ่มชาวทะเลทรายกลับบูดกว่าปกติ ซึ่งเพื่อนฝูงคาดเดาได้ว่ามันคงงอนอีกตามเคยกับเรื่องเมื่อเช้าที่เพิ่งโดนจับมัดมือชกไปหยกๆ


“ดีจัง ข้าคิดถึงอาหารฝีมือเจ้าจะแย่”


เสียงใสของสาวน้อยที่เริ่มบทสนทนาทำให้หน้าหล่อๆที่มุ่ยสนิทนั้นเริ่มคลายออก ดวงตาสีทองฉายแววภูมิใจอยู่หน่อยๆ กับคำบอกเล่านั้น


โร คิลและคาโลช่วยกันหยิบกล่องข้าวที่วางซ้อนสูงออกมาเรียงราย ก่อนจะพากันจัดการอย่างไม่อิดเอื้อนเหมือนวันอื่นๆ ให้พ่อครัวได้เป็นปลื้มกับฝีมืออาหารของตนจนยิ้มออกมาได้ ไม่นับหัวขโมยที่คว้ากล่องข้าวมาสวาปามโดยไม่พูดพล่ามทำเพลงเช่นเดียวกับทุกวันอยู่แล้ว


...ช่วยกันกินให้เจ้ายมทูตมันสบายใจขึ้นหน่อย เผื่ออานิสงส์จะช่วยส่งให้ไม่ต้องมานั่งเลี้ยงต้อยแบบมัน....


เพื่อนฝูงพากันก้มหน้าก้มตากินไป ในใจก็นึกเวทนายมทูตอายุเหยียบพันปีที่ดันมาหลงรักน้องสาวร่วมโลกอายุสิบสามตรงหน้าไปตลอดมื้ออาหารแสนอร่อยนั้น






................................................................






เงาของตัวป้อมทอดลงบนลานฝึกดาบทางทิศตะวันออก ทำให้คาบเรียนวิชาดาบขั้นสูงเบื้องต้นของชั้นปีสี่อยู่ในบริเวณที่ไม่ต้องผจญกับแสงแดดยามบ่ายที่สาดเปรี้ยงลงบนพื้นหินมากนัก


ลอร์ดลาเวน ชมัคเกอร์ เดอะ เกรท วอริเออร์ ออฟบารามอส อาจารย์สอนฟันดาบคนเดิมกับเมื่อชั้นปีหนึ่งและปีที่ผ่านมากำลังซักถามนักเรียนใหม่สาวสวยที่เพิ่งมาเข้าชั้นเรียนด้วยท่าทางกรุ้มกริ่มน้อยๆ


...ตอนแรกก็อุตส่าห์นึกว่ามันทำตัวบ้าผู้หญิงเพื่อค้นหาตัวเจ้าหญิงตามที่ได้รับคำสั่งมาเมื่อตอนปีหนึ่ง ที่ไหนได้...สรุปไอ้หมอนี่มันเป็นพวกขี้หลีจริงๆนี่หว่า....


หัวขโมยนึกเสียวไส้แทนองครักษ์จากบารามอส ที่กำลังถูกเพื่อนร่วมหน้าที่จากเดมอสส่งสายตาอบอุ่น...ซึ่งตอนนี้ดูจะอุ่นจัดจนแทบกลายเป็นเดือดอยู่รอมร่อไปทางร่างสูงของอาจารย์นักดาบ ที่เรียกตัวสาวน้อยหน้าใหม่มาคุยเรื่องประสบการณ์เรียนดาบแบบตัวต่อตัวนั่นมาได้สักพักแล้ว


“ถวายพระพรองค์หญิงเฟลิโอน่าพะยะค่ะ”


นักดาบอันดับหนึ่งแห่งบารามอสละสายตาจากสาวน้อยหันมาถวายคำนับเต็มยศ เมื่อเจ้าหญิงของเขาในร่างชายหนุ่มเดินเข้าไปหา ขโมยตัวแสบนึกขนลุกกับสรรพนามที่มันดันใช้เรียกเธอในร่างผู้ชายนั่น...บอกกี่หนแล้วว่าให้เรียกชื่อเฉยๆ ไอ้องครักษ์ขี้หลีนี่...หนุ่มน้อยแยกเขี้ยวก่อนจะกัดฟันพูด


“ไอ้ชื่อนั่นเก็บไว้เรียกตอนเป็นผู้หญิงเถอะ เวลาผมอยู่ในร่างนี้บอกให้เรียกเฟรินเหมือนเดิมไง”


“ถ้าเป็นพระประสงค์ขององค์หญิงกระหม่อม”


องครักษ์ร่างใหญ่รับคำแม้สายตาจะบอกว่าไม่เห็นด้วยเท่าไหร่นัก


“เดี๋ยวผมพาลูซีนกลับไปได้หรือยัง อาจารย์จะได้สอนต่อเสียที นี่ก็บ่ายมาตั้งนานแล้วยังไม่ได้เริ่มเรียนเลย”


ไม่ทันที่ลอร์ดลาเวนจะตอบอะไร เจ้าหญิงในร่างหัวขโมยก็โอบไหล่สาวน้อยเดินกลับไปหาเพื่อนๆ ทิ้งยอดนักดาบจากบารามอสให้เดินตามมาเรียกนักเรียนที่ยืนรออยู่ในที่ร่มให้มารวมกลุ่มกันกลางลาน


“เดี๋ยวให้ออกมาตามชื่อที่เรียกทีละคู่ ส่วนที่เหลือระหว่างนั่งรอให้ฝึกสังเกตจุดอ่อนจุดแข็งของเพื่อนที่สู้กันอยู่ เอาล่ะ คู่แรกโคลว์กับเอ็ดเวิร์ด เริ่มได้...”


สองคนที่ถูกเรียกเดินออกไปกลางลานฝึกแล้วเริ่มประดาบกัน โดยมีอาจารย์ลาเวนคอยให้คำแนะนำอยู่ข้างๆ


ท่านหญิงแห่งเดมอสถือโอกาสทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนไปพลางๆขณะที่ถอยออกมายืนดูการต่อสู้อยู่ริมลาน โดยเฉพาะกับกลุ่มสามสาวนางฟ้าซึ่งดีอกดีใจที่มีเพื่อนผู้หญิงมาเพิ่ม เพราะตอนนี้เจ้าหญิงหัวขโมยก็กลับไปใช้ร่างชายหนุ่มเพื่อความปลอดภัยเสียแล้ว จำนวนสมาชิกสาวๆของชั้นปีจึงไม่มีการกระเตื้องเอาเสียเลย


“ลูซีนเป็นญาติทางแม่ของนายเหรอ เฟริน เห็นว่ามาจากบารามอสนี่ อย่างนั้นฮาร์นก็เป็นญาตินายด้วยสิ”


เสียงถามขึ้นจากกลุ่มหนุ่มหัวใจเหงาแห่งชั้นปีสี่ที่มานั่งล้อมหัวขโมยผู้เป็นทั้งญาติและบอดี้การ์ดของสาวน้อยคนสวย หวังจะเปิดทางไมตรีผ่านไอ้ตัวแสบที่ดูท่าทางจะสนิทสนมกับแม่สาวน้อยยิ่งกว่าพี่ชายฝาแฝดของเจ้าหล่อนเสียอีก


“ฮื่อ..ทำนองนั้นแหละ”


หัวขโมยยักคิ้วแผลบ...ใครจะบอกฟะว่าเจ้าหล่อนเป็นญาติทางพ่อ...ไม่ใช่ทางแม่....


“ว่าแต่สองคนนี้เป็นแฝดกันอีท่าไหนเนี่ย ทำไมไม่เห็นเหมือนกันสักนิด”


ครี้ดพูดขึ้นลอยๆ เพื่อนฝูงที่ได้ยินก็พยักเพยิดตาม เพราะไม่ว่าใครก็เห็นความแตกต่างของฝาแฝดที่ว่าอย่างชัดเจน จนไม่น่าจะเป็นแม้แต่พี่น้องกันด้วยซ้ำ


...ฝาแฝดโลกไหนวะ คนนึงคล้ำคมแบบหนุ่มทะเลทราย ผมดำสนิท ตัวสูงสง่าบึกบึน อีกคนดันผิวขาวใสเหมือนกระเบื้องเนื้อดี ผมสีทองสวย แถมยังตัวเล็กบอบบางอย่างกับตุ๊กตา...


สายตาสงสัยของเพื่อนๆ ที่รอคำตอบจากคนเป็นญาติของสองพี่น้อง ทำเอาคิลที่นั่งอยู่ข้างๆ แอบกลืนน้ำลายฝืดๆ พลางนึกไปถึงบทสนทนาบนโต๊ะอาหารเมื่อกลางวัน






“แกคิดไงน่ะให้ลูซีนไปบอกว่าเป็นฝาแฝด ดูยังไงสองคนนั่นก็ไม่คล้ายกันเลยสักนิด บอกว่าเป็นพี่น้องกันยังจะพอหลับหูหลับตาเชื่อได้บ้าง”


นักฆ่าเอ่ยขึ้นระหว่างที่นั่งฟังแผนการของไอ้ตัวดี หัวขโมยยิ้มแหยๆกับข้อสังเกตของเพื่อนซี้ก่อนจะแถลงให้ฟังว่า


“ฉันรู้แล้วล่ะน่าว่ามันดูพิลึก...ก็ตอนแรกจะให้บอกว่าเป็นน้องสาวอยู่หรอก แต่ถ้าอย่างนั้นลูซีนก็ต้องไปอยู่ชั้นปีต่ำกว่า ทีนี้เจ้าตัวน่ะเขาอยากอยู่กับฮาร์นมัน ฉันก็เลยต้องให้บอกว่าเป็นฝาแฝดถึงจะอยู่ชั้นเดียวกันได้ไง ดีนะที่อาจารย์ใหญ่แกไม่สงสัยขึ้นมา ท่าทางจะเพราะไอ้ข้อแลกเปลี่ยนที่ตกลงไว้นั่น แกเลยยอมปิดหูปิดตาให้แหงๆ ฉันเลยรอดตัวไป...ค่อยสบายหายห่วงหน่อย...”




...สายตาคำถามของเหล่าทโมนแห่งป้อมตอนนี้ทำให้นักฆ่าชักสงสัยว่าตัวเองจะคิดผิดที่ไปหลงเชื่อคำว่าหายห่วงของไอ้เพื่อนตัวแสบ ส่วนยมทูตที่นั่งอยู่ไม่ไกลนักทำเป็นไม่ได้ยินบทสนทนาที่ว่า


...ถ้าความแตกก็ดี เขาจะได้ย้ายห้อง...ถ้าต้องเจอแบบเมื่อคืนบ่อยๆ จะอดทนได้แค่ไหนก็ไม่รู้...


ขณะที่หัวขโมยกำลังอ้ำอึ้งอยู่นั้น เจ้าชายน้ำแข็งที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็เปรยขึ้นมาว่า


“ฝาแฝดไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกคู่”


ฝ่ายขอทานผู้รอบรู้ก็พยักหน้ารับ พลางให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับเพื่อนๆที่นั่งหน้าสลอนอยู่นั้น


“ถ้าเป็นแฝดไข่คนละใบ ส่วนใหญ่จะหน้าตาไม่ค่อยเหมือนกันอยู่แล้ว ถ้าเป็นฝาแฝดชายหญิงก็ยิ่งแล้วใหญ่ ยิ่งโตขึ้นความแตกต่างจะเห็นได้ชัดเจน”


หัวขโมยจอมกะล่อนจึงรีบแต่งเรื่องโม้ขึ้นมาสดๆร้อนๆ เพื่อสนับสนุนเสียงสวรรค์ทั้งสองที่เอ่ยกู้สถานการณ์ขึ้นมาอย่างคาดไม่ถึงนั้น


“ใช่ๆ อย่างคู่นี้ ฮาร์นน่ะมันเหมือนพ่อ ลูซีนเขาสวยเหมือนแม่ เลยหน้าตาไม่เหมือนกัน จะมีที่เหมือนกันเปี๊ยบก็ตรงลูกกะตา พวกแกลองสังเกตดูสิ ฮาร์น! ลูซีน! ”


หัวขโมยหันไปส่งเสียงเรียก เพื่อนฝูงที่นั่งฟังอยู่จึงหันไปเพ่งพิศคู่แฝดที่เงยหน้าขึ้นมามองสลับกันไปมา แล้วก็เห็นจริงอย่างเจ้าตัวแสบมันว่า....


...ดวงตาสีทองของฮาร์นกับลูซีนแทบจะออกมาจากพิมพ์เดียวกัน แม้ว่าของชายหนุ่มจะเป็นสีอำพันอบอุ่นที่ดูคมกริบสมชาย ส่วนของสาวน้อยจะเป็นสีทองกระจ่างที่กลมโตหวานซึ้งด้วยแพขนตางอนช้อยที่ล้อมรอบ แต่ประกายแปลกประหลาดที่มีเสน่ห์ดึงดูดสายตาคนมองนั้นกลับเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน....


ผองสหายจึงพยักหน้าหงึกๆ อย่างเห็นด้วย ทำให้หัวขโมยโล่งอกที่ความไม่แตก ฝ่ายยมทูตเหลือบมองเจ้าชายและขอทานที่พูดช่วยเอาไว้นั้นอย่างชักจะไม่วางใจขึ้นมารำไร







“แล้วนี่ลูซีนมีชุดนักเรียนหรือยังคะ”


เจ้าหญิงเรนอนคนงามถามขึ้น ทำให้สาวน้อยหันกลับมามองเพื่อนใหม่ ก่อนจะยิ้มแหย


“ยังหรอก เฟรินบอกว่าจะจัดการให้น่ะ”


“หือ...หมอนั่นน่ะเหรอรับปากจะช่วย เอ...หรือจะเกิดอาเพศซะแล้วก็ไม่รู้”


แม่มดสาวแห่งวิชท์ส่ายหน้าน้อยๆ เมื่อได้ยินชื่อของคู่ปรับเก่า เจ้าหญิงแห่งอเมซอนจึงหันมาค้านยิ้มๆ พร้อมถามคำถามไปด้วย


“ไม่เป็นไรหรอกมั้ง เฟรินชอบเทคแคร์ผู้หญิง ยิ่งกับลูซีนเป็นญาติด้วย คงไม่ต้องห่วง ว่าแต่เธอพักห้องไหนล่ะ เพราะห้องพวกเราสามคนก็เต็มแล้ว หรือเฟรินจะย้ายมาอยู่ด้วย ”


“ข้าจะอยู่ห้องเดียวกับฮาร์น”


สามสาวพยักหน้ารับ... พักกับพี่ชายฝาแฝดคงไม่เป็นไรหรอก ก็ดีเหมือนกันเพราะตอนนี้ห้องอื่นก็เต็มหมดแล้ว เหลือแค่ห้องของฮาร์นยังว่างอยู่แค่ห้องเดียวเท่านั้นนี่นะ







“ฮาร์น อีวิล โอดิน กับ...อืม...ลูซีนก็แล้วกัน เห็นลูซีนบอกว่าเธอเป็นคนหัดดาบให้นี่นะ”


อาจารย์ลาเวนส่งเสียงเรียกคู่ถัดไป ทำให้คนดูเริ่มคึกคักเพราะจะได้เห็นฝีมือของแม่สาวน้อยเพื่อนใหม่ ที่ดูยังไงก็ตัวบางนิดเดียว ไม่น่าจะมีเรี่ยวมีแรงจับดาบประมือกับใครเขา แต่ก็ว่าไม่ได้ เพราะผู้หญิงป้อมอัศวินทั้งเก่งทั้งแกร่งกันเสียเป็นส่วนใหญ่ แม่สาวน้อยที่สอบผ่านมาเข้ากลางคันได้ก็คงไม่ใช่เล่น ยิ่งมีพี่ชายเป็นคนหัดดาบให้แบบนั้น...เพื่อนฝูงที่รู้ฝีมือของยมทูตหนุ่มดีพากันนึกในใจ...


ร่างสูงของยมทูตหนุ่มในชุดนักเรียนเอดินเบิร์กเดินออกไปกลางลาน พร้อมๆกับสาวน้อยชุดขาวแบบนักเดินทางชาวทะเลทรายที่ตัวเล็กกว่ามาก ทำเอาคนดูอดเอาใจช่วยแม่สาวน้อยไม่ได้


“ครั้งสุดท้ายที่ได้ฝึกดาบกับเจ้ามันเมื่อไหร่กันนะ”


ชายหนุ่มถามยิ้มๆ ตาคู่โตของสาวน้อยมีแววสนุกสนานฉายระริกก่อนจะตอบคำ


“ก่อนเจ้าจะเข้ารับหน้าที่ยมทูตไงล่ะ รับมือ


บนฝ่ามือเรียวบางของสาวน้อยปรากฏเงาเลือนลางของดาบโค้งแบบเสี้ยววงพระจันทร์สองเล่ม ดาบที่จู่ๆก็ปรากฏเหมือนจะก่อตัวขึ้นมาจากแสงสว่าง ยามร่างบางกวัดแกว่ง ใบดาบแบนบางที่ค่อนข้างอ่อนดูพลิ้วไหว แต่ขณะเดียวกันก็คมกริบเป็นประกายสะท้อนแสงแดดอยู่วับวับ


ฮาร์นตวัดมือคว้าดาบขึ้นมาจากพื้นทรายอย่างรวดเร็ว เม็ดทรายที่จับกลุ่มแปรเป็นดาบใหญ่แบบนักรบทะเลทรายใช้กันหากมีความยาวมากกว่าเกือบถึงช่วงเอวผู้ถือ ดาบเพรียวโค้งดูเรียบง่ายแต่แฝงไอมนตร์ประหลาดห้อมล้อมเช่นเดียวกับดาบสองเล่มในมือบางนั่น


การต่อสู้ของผู้ใช้อาวุธอาคมทั้งสองทำให้บรรยากาศรอบข้างบนลานฝึกนั้นเข้มข้นขึ้นแทบจะในทันที!


“เวทย์แปรธาตุสายธรณีสู้กับอาวุธอาคมแห่งแสงงั้นหรือ”


เสียงเอ่ยลอยๆ ของขอทานที่ตายังจ้องจับการประลองทำให้เพื่อนฝูงที่ยืนรอบๆหันมามอง เวทย์แปรธาตุสายธรณีของฮาร์นมันก็พอคุ้นอยู่หรอกนะ เพราะเคยเห็นฮาร์นมันใช้บ่อยๆ รู้ว่าอาวุธอาคมพวกนี้มักจะมีลูกเล่นแปลกๆที่แปรไปได้ตามความต้องการของคนใช้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับสมาธิและพลังเวทของคนคนนั้น ไม่น่าเชื่อว่าแม่สาวน้อยหน้าใหม่นี่จะใช้อาคมได้ดีถึงขนาดสร้างอาวุธเวทแห่งแสงได้...สมกับเป็นคู่แฝดกันจริงๆ


ร่างบางพุ่งเข้าใส่ ก่อนที่ดาบโปร่งแสงในมือเรียวจะตวัดฉับ ฮาร์นขยับหลบวูบอย่างว่องไว แต่ใบดาบสองมือที่พลิกพลิ้วไหวยังตามติดพัวพันไม่เลิก ความเร็วของร่างเล็กนั้นทำให้การรับมือกับคมดาบบางที่มีถึงสองเล่มค่อนข้างลำบาก คนตัวสูงจึงใช้ความแกร่งที่ได้เปรียบกว่าของอาวุธตนปัดออกด้านข้าง แล้วจู่โจมกลับทีเดียว


แรงกดจากดาบยาวนั้นทำให้ร่างเล็กกว่าต้องยกใบดาบทั้งสองเล่มขึ้นกันไว้เหนือศีรษะ ระยะห่างของสองร่างลดลงไปทุกขณะเพราะคนตัวเล็กแรงน้อยกว่ามาก ตาสีทองทั้งคู่สบกัน ตาสีอำพันยังมีแววเอ็นดูแกมขบขันก่อนจะผ่อนแรงลงให้


สาวน้อยกัดริมฝีปากแดงจัดอย่างไม่ยอมแพ้ คิ้วเรียวขมวดเพราะรู้ว่าคนตัวใหญ่ออมมือ ตาสีทองเปล่งประกายวาบก่อนที่ใบดาบบางสองเล่มจะสลายวับ ให้คนตัวสูงที่ออกแรงกดเสียหลักถลำมาเล็กน้อย คนตัวเล็กกว่าหลบวูบแล้วพุ่งกลับเข้าใส่ ใบดาบเพรียวบางที่ก่อตัวขึ้นใหม่กระทันหันจึงเฉี่ยวโหนกแก้มข้างหนึ่งของชายหนุ่มให้เลือดซึมออกมา


มือใหญ่ตวัดดาบกลับมารับดาบบางอีกเล่มที่ตามมาได้ทัน ร่างเล็กจึงหมุนตัวออกห่าง ก่อนจะวกกลับมาใช้ดาบทั้งสองโจมตีพร้อมกันอย่างรวดเร็ว คราวนี้คนตรงหน้ารอทีอยู่แล้ว ดาบใหญ่จึงฟันสวนขึ้นใส่ใบดาบคมบางเต็มแรง วงพระจันทร์เสี้ยวทั้งสองเล่มกระเด็นหลุดมือแล้วสลายไปในอากาศธาตุเกือบจะทันที


ร่างบางที่เสียหลักเพราะแรงกระแทกเกือบจะหงายหลัง แต่อ้อมแขนของคนตัวสูงตวัดรั้งเอาไว้แนบอกเสียก่อน สาวน้อยหอบฮั่ก เหงื่อซึมเต็มหน้าผากมน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาคนที่ช่วยไว้ เสียงใสปนหอบกล่าวโทษ


“เจ้าออมมือนี่!”


"ช่วยไม่ได้... เจ้าเพิ่งตื่น ร่างกายยังไม่คืนสภาพดีด้วยซ้ำ ถือว่าข้าทำเพื่อความยุติธรรมในการประลองก็แล้วกัน”


ยมทูตยิ้มน้อยๆ ตาสีอำพันทอแววอบอุ่น ก่อนจะปล่อยร่างบางนุ่มนิ่มออกจากวงแขน


เพื่อนร่วมชั้นยังทึ่งไม่หายกับความไวของเพลงดาบสาวน้อยหน้าใหม่ รวมทั้งความสามารถในการสร้างอาวุธอาคมที่ไม่แพ้กัน แม้จะไม่ชนะ แต่การรับมือฮาร์นที่เก่งกาจได้ขนาดนั้นถือเป็นหลักฐานบ่งบอกถึงฝีมือดาบของเจ้าหล่อนเป็นอย่างดี





“เก่งมากเลยนะ ลูซีน”


หัวขโมยหนุ่มเอ่ยชมญาติสาวที่เดินกลับมา เสื้อชุดขาวของร่างบางที่ทรุดลงนั่งข้างๆเปียกเหงื่อจนชุ่ม


“ฮาร์นออมมือต่างหาก ถ้าใช้ดาบแล้วข้าสู้ไม่เคยได้สักที ร่างนี้มันไม่มีแรงเอาซะเลย”


คำพูดประหลาดของสาวน้อยทำให้หัวขโมยชักสงสัย เหลียวดูรอบข้างไม่มีใคร เฟรินจึงถามขึ้นเบาๆ


“แล้วต้องใช้อะไรถึงจะสู้ไหวล่ะ”


สาวน้อยเลิกคิ้วเรียวก่อนจะตอบง่ายๆ ให้หัวขโมยแทบต้องเขกกะโหลกตัวเองที่ดันถามอะไรโง่ๆออกไป


“ก็ใช้เขี้ยวกับเล็บน่ะสิ ข้ามันหมาป่านี่ จะให้ใช้อะไรได้ล่ะ!”






 

Create Date : 11 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 11 กุมภาพันธ์ 2549 19:17:27 น.
Counter : 905 Pageviews.  

1  2  3  4  

vana-chan
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




Friends' blogs
[Add vana-chan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.