หัดทำเด้กกล้วยหอม..นุ้มนุ่ม



Dream Waltz -


วันนี้มาชวนหัดทำเค้กทานเล่นกันค่ะ


คือเรื่องของเรื่องอยู่บ้านเฉยๆ ไม่มีอะไรทำค่ะ


เลยหัดทำเค้กทาน พอดีคุณแม่ส่งหนังสือทำขนมเบเกอรี่จากไทยมาให้


อยากลองสักหน่อย มีหลายคนต่อหลายคนว่ากันว่า


"เค้กกล้วยหอม" นี่ล่ะ ง่ายสุดๆ


เอาเลยค่ะ ดิฉันไม่รอช้า เปิดตำรา อ่านๆๆ และเตรียมวัสดุอุปกรณ์


และลงมือทำ ดิฉันหัดทำมาได้สองครั้งแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ


แบบเศร้ามากๆเลย เค้กไม่ฟูนุ่ม อย่างสูตรว่าไว้เลย ส่วนรสชาดอร่อยนะคะ


แต่ดิฉันไม่ยอมแพ้ อย่างไรต้องหาเหตุที่ผิดพลาดให้ได้


โทรถามเพื่อน .. ก็ทำเหมือนกันนี่หน่า แล้วไปพลาดตรงไหนเนี่ย !!!!


คิดๆๆ เท่าไร ก็คิดไม่ออก เลยโทษพิมพ์ใส่เค้กไปเลยค่ะ 555


เลยตัดสินใจไปซื้อพิมพ์หลุมทำเค้กกล้วยหอมมาใหม่


ลองทำดูอีกสักครั้ง ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง นี่ก็หนุกดี


และแล้ววันนี้ก็ลงมือทำ "เค้กกล้วยหอม" อีกรอบ


ทำไปลุ้นไปค่ะ ว่าจะได้เรื่องไหม


วันนี้ดิฉันเอาทั้งสูตรเพื่อน ทั้งสูตรในหนังสือ และสูตรส่วนตัวอีกนิด


ผสมผสานกันอีกหน่อย เผื่อว่าเค้กจะออกมาใช้ได้ .. แอบฝันไว้นะคะ


และแล้ว .. ฝันก็เป็นจริง .. หลังจากที่ปรับไปปรับมา หัดไปหัดมา


วันนี้ทำเค้กกล้วยหอมได้นุ้มนุ่มค่ะ ( ลั่น ลัน ล้า ยิ้มได้อารมณ์ดี )



นี่ค่ะ หน้าตาเค้กกล้วยหอมของดิฉัน




ของที่เตรียมมีดังภาพนี้จ๊ะ




ขั้นตอนการทำ

1. นำแป้ง / 200 กรัม +ผงฟู ( Bakepulver)/ 1 ช้อนชาครึ่ง

+ เบกกิ้งโซดา(Baker'n Natron)/ 1 ช้อนชา + Vanilje - sukker /

1 ช้อนชา ร่อนในตะแกรงละเอียด แล้วพักไว้


2. นำไข่ไก่ / 3 ฟอง + น้ำตาลทราย / 1 ถ้วยตวง(ถ้าชอบหวานก็เพิ่ม

น้ำตาลอีกหน่อยนะคะ) + เกลือ / ครึ่งช้อนชา ผสมกันแล้วใช้เครื่องตีเนย

มือถือ ด้วยความเร็วสูง นานประมาณ 5 - 7 นาที หรือจนขั้นฟูเนื้อเนียน

ละเอียด


3. นำส่วนผสมในข้อ 1. ที่พักไว้ + นมสด หรือครีมข้น แล้วแต่ชอบ /

ครึ่งถ้วย รวมกับส่วนผสมในข้อ 2 แล้วใช้เครื่องตีเนยฯ ด้วยความเร็วต่ำ

นานประมาณ 1 นาที หรือ ดูว่าส่วนผสมเข้ากันดีก็ใช้ได้ค่ะ


4. นำกล้วยหอมสุก / 2 ผล + นมกล่อง / 1/4 ถ้วย ปั่น ( ปั่นแล้วทิ้งไว้

สักครู่ กล้วยที่ปั่นจะมีสีคล้ำขึ้นค่ะ จะทำให้ขนมมีสีเข้มขึ้น) แล้วเอามาผสม

ในส่วนผสมข้อ 3. แล้วใช้เครื่องตีเนยฯ ด้วยความเร็วต่ำ นานประมาณ 1

นาที หรือ ดูว่าส่วนผสมเข้ากันดีก็ใช้ได้ค่ะ


5. นำน้ำมันพืช / 1 ถ้วยตวง + น้ำมะนาว / 1 ช้อนชา หรือจะใช้โยเกิร์ต

รสธรรมชาติ / 1/4 ถ้วย ก็ได้ค่ะ ผสมให้เข้ากัน


6. อุ่นเตาอบด้วยความร้อน 200 องศา เมื่ออุ่นเตาเรียบร้อยแล้ว

ก็นำมาร์การีน ทาที่พิมพ์หลุมค่ะ แล้วนำพิมพ์กระดาษวาง จากนั้น

ก็นำเนื้อเค้กเทใส่พิมพ์ประมาณ 3/4 ของพิมพ์ค่ะ แล้วนำเข้าเตาอบ

นาน 20 นาที ดิฉันไม่ได้ปรับอุณหภูมินะคะใช้ 200 องศาฯ เท่าเดิมค่ะ

เมื่อครบ 20 นาทีแล้วใช้ไม้แหลม จิ้มเนื้อเค้ก ถ้าไม่มีเศษเนื้อเค้กติดไม้

ก็แสดงว่า ใช้ได้แล้วค่ะ :)





เอาเข้าเตาอบได้ประมาณ 10 นาที




เมื่อครบ 20 นาทีแล้ว หน้าตาจะเป็นแบบนี้ค่ะ




นำออกจากพิมพ์หลุม จัดใส่ถาด เตรียมรับแขกได้เลยค่ะ





หลังอาหารค่ำ นำ "เค้กกล้วยหอม" เสริฟกับกาแฟร้อนๆให้คุณสามีทาน


คุณสามีชมว่าอร่อยค่ะ นุ่มมากๆ กำลังยิ้มแก้มบานเลยค่ะ


แต่ต้องหุบแทบไม่ทัน เพราะคุณสามีมีการแหน๊บถึงสองครั้งแรกด้วยค่ะ


" สองครั้งแรกไม่ได้เรื่อง" โห .. มีงอนค่ะงานนี้


แต่คุณสามีแหย่เล่นค่ะ บอกว่า ยังพูดไม่จบ ...


" แต่ครั้งนี้ยอดไปเลย พรุ่งนี้ขอเอาไปฝากเพื่อนที่ทำงานด้วยนะ "


พอได้ยินแบบนี้ ดิฉันยิ้มแก้มบานกว่าเดิมอีก


อย่างนี้ค่อยให้อภัยกันได้หน่อย




ข้อผิดพลาดที่พบจากากรทำ 3 ครั้งที่ต่างกัน

2 ครั้งแรก หลังจากอบแล้วเนื้อเค้กไม่ขึ้นฟู เนื้อแน่นมาก

จากที่สังเกตุคิดว่าน่าจะเป็นเพราะ

1. วิธีทำในข้อ 2. ดิฉันตีส่วนผสม ไม่ขึ้นฟู เนื้อไม่เนียนค่ะ

แล้วใช้ความเร็วในการตีไม่สม่ำเสมอ

2. วิธีทำในข้อ 3 - 5 ดิฉันใช้เวลาในการตีนานไปค่ะทำให้เนื้อแป้งเหนียวแน่น

3. และอาจเป็นเพราะพิมพ์ที่ใช้ใน 2 ครั้งแรกใช้พิมพ์ที่ใหญ่เกินไปกับส่วนผสมของเค้กค่ะ (ถ้าพิมพ์ขนมมีขนาดใหญ่ต้องใช้เวลานานมากขึ้น)

4. อุณหภูมิที่ใช้ไม่สม่ำเสมอ คือลองปรับลดอุณหภูมิไปเรื่อยๆ
อีกทั้งเปิดตู้อบเช็คขนมหลายครั้ง





ขอบคุณป้ามดมากนะคะ สำหรับบล็อคสวยนี้ค่ะ



Create Date : 07 สิงหาคม 2551
Last Update : 8 สิงหาคม 2551 3:35:55 น.
Counter : 814 Pageviews.

21 comment
ครัวไทยสู่ครัวโลก สำรับที่ 2 เปาะเปี๊ยทอดแสนอร่อย :)






อยู่บ้านเหงาๆค่ะ อากาศก็เย็น หิมะก็ตก

คิดถึงอาหารไทยมาก แต่อุปกรณ์ไม่พร้อมเท่าไร

ได้ไปในเมืองดราเมนกับคุณแฟน

ไปตระเวนหาวัตถุดิบมาทำเปาะเปี๊ยทอดค่ะ

พอได้ครบ ก็มาตระเตรียมลงมือทำ

มาดูกันดีกว่าว่าเปาะเปี๊ยทอดแสนอร่อยของดิฉันมีหน้าตาอย่างไร

ที่ว่าแสนอร่อยเนี่ย ดิฉันชิมเองล่ะค่ะ

และนี่เป็นครั้งแรกที่ทำเปาะเปี๊ยทอด

แอบลุ้นอยู่ว่ารสชาดจะออกมาเป็นอย่างไร

แต่ได้คุณแฟน และลูกสะใภ้คุณแฟน การันตี

ค่อยโล่งอกหน่อยค่ะ ว่ารดชาดพอใช้ได้


ขั้นตอนการทำเปาะเปี๊ยทอด

วัตถุดิบก็มี

หมูสับ กุ้งสับ หรือจะเปลี่ยนเป็นเนื้อวัว เนื้อไก่ ก็ตามแต่ชอบ

วุ้นเส้นตัดเป็นท่อน แครรอทหั่นเป็นชิ้นๆ หรือจะใส่ผักอื่นเพิ่มก็ได้

กระเทียม พริกไทย รากผักชี โขลกละเอียด

น้ำมันพืชสำหรับผัด

แป้งสาลีผสมน้ำ สำหรับแต้มให้แป้งเปาะเปี๊ยติดกัน
แต่ดิฉันใช้แป้งทำขนมปังที่มีอยู่ในครัวแทนค่ะ
จะเป็นแป้งสีน้ำตาลนิดๆ เวลาทอดสีจะไม่สวย
คราวหน้าจะหาแป้งทำขนมปังสีขาวดีกว่า

น้ำปลา น้ำตาลทราย

ที่ขาดไม่ได้ แป้งเปาะเปี๊ย สำหรับห่อไส้


ส่วนน้ำจิ้ม ก็มี

พริกแดง กับ กระเทียม โขลกให้ละเอียดกหรือจะหยาบบ้างแล้วแต่ชอบจ้า

น้ำตาลทราย น้ำส้มสายชู






โขลกกระเทียม พริกไทย และรากผักชี และนำมาผัดให้หอม



จากนั้น ก็นำหมู กุ้ง และวุ้นเส้น และผักที่เตรียมไว้ลงผัดให้สุก
ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลทรายนิดหน่อย
เมื่อผัดไส้เสร็จแล้ว ก็นำมาห่อค่ะ
จะห่อแบบพอคำ หรือห่อแบบชิ้นใหญ่เลยก็ได้



หน้าตาที่ทอดเสร็จแล้ว




ส่วนน้ำจิ้ม ทำเองได้นะคะ ดิฉันไม่ชอบไปซื้อน้ำจิ้มที่ขายกันเพราะกลัวว่าจะมีสารกันบูด ทำทานเองก็อร่อยดี ง่ายๆค่ะ


นำน้ำส้มสายชู น้ำตาลทราย ใส่หม้อตั้งไฟค่ะ คนให้ละลายแล้ว
ตามด้วยพริกแดงกับกระเทียมที่โขลกไว้แล้ว เคี่ยวต่อจนเดือด
และให้ข้นอีกนิดนึงค่ะ



ทั้งน้ำจิ้มและเปาะเปี๊ยที่ห่อแล้วนะคะ สามารถเก็บในตู้เย็นได้ค่ะ

ทำไว้คราวเดียวละมากๆได้นะคะ

ส่วนตัวเปาะเปี๊ยต้องเก็บไว้ในช่องฟิต

พอนึกอยากทาน ก็นำออกจากช่องฟิต รอให้หายแข็ง

แล้วนำมาทอดทานได้เลย รับรองอร่อยค่ะ

ทำเลี้ยงแขกเวลามีงานปาร์ตี้ที่บ้านก็ได้นะคะ

ไม่ต้องเหนื่อยมาก ทำเตรียมไว้ก่อน

ถึงเวลาเราก็แค่นำมาทอด

ทานร้อนๆ เสริฟกับน้ำจิ้มรสเด็ด :)

แถมท้ายด้วยน้ำตะไคร้สักหน่อย

คล่องคอดีค่ะ




ขอบคุณป้ามดมากนะคะสำหรับวิธีแต่งบล็อค



Create Date : 27 มีนาคม 2551
Last Update : 27 มีนาคม 2551 4:57:12 น.
Counter : 675 Pageviews.

31 comment
ครัวไทยสู่ครัวโลก สำรับที่ 1








สวัสดีจ้าเพื่อนๆ

ชื่อบล็อค "ครัวไทยสู่ครัวโลก"

จุ .. จุ ....ไม่ได้ตั้งเองค่ะ แต่แอบขอยืมมาใช้ค่ะ

ยืมมาจากโรงเรียนที่ไปเรียนทำอาหารมา.... โรงเรียนสอนทำอาหารครัววันดี ...

เพิ่งไปเรียนได้ 7 วันเอง ยังเรียนไม่จบเลย แต่ตอนนี้กลับมาเคลียร์งานก่อนค่ะ

แล้วสัปดาห์หน้าจะไปเรียนต่อ พอเรียนจบ ก็มีทดสอบฝีมือ

จากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ด้วยนะคะ แบบว่า สอบทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ

แต่ประทับใจมากๆ อาจารย์ที่สอนน่ารัก เป็นกันเอง

และสอนได้เข้าใจทุกขั้นตอน .. เพื่อนๆร่วมห้องครัวก็น่ารักทุกคนค่ะ

ส่วนมากจะเรียนไปประกอบอาชีพเป็นเชฟ

และเปิดร้านอาหาร .. บ้างก็เรียนเพื่อทำให้คนที่รักทาน

ส่วนตัวแล้ว อันดับแรก .. เรียนเพื่อจะทำอาหารให้คุณสามีทานค่ะ

เพราะทำอาหารไม่เก่งเท่าไร

อันดับที่สอง ..เป็นโอกาสสำหรับการสร้างอาชีพในอนาคต ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีหรือไม่

แต่ที่สำคัญที่สุด .. คือมีความสุขมากที่ทุกครั้งเข้าครัวทำอาหารให้คนที่รักทาน

ที่โรงเรียน มีนักเรียนทุกเพศ .. ทุกวัยค่ะ ทุกคนตั้งใจเรียนกันมาก ..

และอาจารย์จะสอนอย่างละเอียด มีเรียนหลายอย่างทั้งอาหารคาว

หวาน น้ำผลไม้ อาหารว่าง แกะสลัก งานใบตอง จัดดอกไม้ การพับผ้าเช็ดปาก

เรียนทั้งหมด 19 วัน 150 ชั่วโมง แต่เสียดายที่มีโอกาสเรียนแค่ขั้นพื้นฐานเท่านั้น

เพราะลางานได้ไม่เยอะ .. และใกล้จะเดินทางแล้วด้วย

แต่อย่างไร ปีหน้าจะมาเรียนหลักสูตรขั้นสูงอีกอย่างแน่นอน

ค่าเล่าเรียน ... ถามว่าแพงไหม โดยส่วนตัวแล้วค่อนข้างแพงค่ะ

แต่พอมาเรียนแล้ว ถึงจะแพง แต่ก็คุ้ม นะคะ

ไม่รู้สึกเสียดายเงินและเสียดายเวลาเลย


วันนี้ มีรูปมาให้ชมกันเล็กน้อย พอดียุ่งๆ กับการเรียนเลยไม่ได้ถ่ายรูปเท่าไร

คราวหน้าจะนำมาให้ชมอีกนะ



รูปแรกนี้หลังจากทำอาหารเสร็จในช่วงเช้า กะลังจะหม่ำแล้วค่ะ
แต่ขอแอ๊คสักรูป :)




รูปที่สองนี้ แกะสลักน้ำเต้าค่ะ อันนี้ชอบมาก
แต่อาจารย์บอกว่า ต้องกลับไปฝึกอีกเยอะ .. อะจ้า
น้อมรับค่ะอาจารย์ :)



รูปที่สาม กำลังตั้งใจค่ะ เรียนงานใบตอง
วันนี้มามาดเจ้าคุณป้าค่ะ ... อิอิ



คิดถึงเพื่อนๆและห้องเรียนจังเลย




หลังจากเรียนได้บ้างแล้ว ก็ร้อนวิชาสิคะ

เพราะอาหารพวกแกงกะทิ ไม่เคยทำมาก่อนค่ะ

ส่วนมากจะทำอาหารง่ายๆ สะดวกรวดเร็ว

และแล้วก็ได้เรียนทำแกงเขียวหวาน เป็นสิ่งที่อยากเรียนมาก

คุณสามีไม่ชอบทานแกงกะทิค่ะ กลัวอ้วนนั่นเอง ดังนั้น คิดถึงคุณสามีเป็นที่สุด

เพราะไม่มีใครกล้าหาญชาญชัยเท่าคุณสามีอีกแล้ว .. ผู้ชิมนัมเบอร์ 1



และแล้วดิฉันก็เริ่มจัดแจงเตรียมวัตถุดิบต่างๆ ตามตำรา

ตั้งใจจะโขลกพริกแกงเอง เพราะอยากดูฝีมือตัวเอง

เพราะถ้าปั่นอย่างไรก็ต้องละเอียดอยู่แล้ว

แต่เจ้ากรรมอุปกรณ์โขลกพริกแกงที่บ้าน ขนาดกระทัดรัดมาก

พริกแกงที่ได้ จึงลอยเด่นให้ชมดังภาพ .. :)

(จะแก้ตัวใหม่คราวหน้านะจ๊ะ .. และตั้งใจเลยค่ะว่า

ต่อไปจะซื้อครกที่สำหรับโขลกพริกแกงโดยเฉพาะเลยล่ะ)



ทำไป เปิดตำราไป ชิมไป ร้องเพลงไป และแล้วก็ยกลงจากเตา

จากนั้นก็เตรียมผัดไก่กับมะม่วงหิมพานต์ .. อันนี้ผ่านด้วยดี ..

เพราะเป็นของโปรดคุณสามี .. แต่คราวนี้แบบกรอบนอกนุ่มใน .. สูตรใหม่

พอทุกอย่างเรียบร้อยจัดใส่จาน และเสริฟร้อนๆ กับข้าวกล้องเหนี่ยวนุ่มค่ะ



ตอนแรกกังวลกับแกงเขียวหวานมาก เพราะทุนเดิมคุณสามีไม่ชอบอยู่แล้ว

พวกหวานและเพิ่มความอ้วนเนี่ย .. ทราบไหมคะคุณสามีว่างัย ..

พอคุณสามีชิมนะคะ .. แล้วมองหน้าดิฉัน ..

แล้วบอกว่า อาหารไทยเนี่ยทำนานกว่าอาหารฝรั่งนะ แป่วจิ.. ไม่ชอบป่าวว้า ..

และแล้ว ก็บอกว่า อร่อยมากๆ ทานหมดเกลี้ยงเลยค่ะไม่เหลือแม้น้ำแกง :)

อันนี้ .. ยิ้มแก้มปริเลยค่ะ .. อิอิ

แต่พอมาคิดอีกที อร่อยเพราะหิวที่เราทำนานป่าวหว่า .. คริๆ

ส่วนการโขลกพริกแกงนี่ ต้องปรับปรุง อันนี้รู้เองเลยค่ะ แบบชัดเจนมาก ..



รสชาดจะกลมกล่อม ไม่จัดมาก ไม่แซบหลาย

ถ้าจะเป็นรสคนไทยต้องจัดและเข้มข้นกว่านี้อีกนิด

แต่สำหรับคนที่ทานไม่เผ็ด และชาวต่างชาติ ..

ใช่เลยนะคะ ต้องรสชาดกลมกล่อมแบบนี้


อันนี้เป็นความเห็นของเพื่อนๆที่เรียนร่วมกันและมีสามีเป็นชาวต่างชาติค่ะ

และนี่ล่ะค่ะ ที่ตัดสินใจถูกที่เลือกมาเรียนที่นี่ เพราะ ...

โรงเรียนครัววันดี เปิดสอนทำอาหาร " ครัวไทยสู่ครัวโลก" ค่ะ


ไม่ใช่แค่รสชาดถูกปากคุณสามีแล้วจะดีใจ แต่ยังมีความเข้มข้นของอาหารไทย

และความเป็นไทยแฝงอยู่ในรสชาดกลมกล่อมนั้น .. นี่ล่ะค่ะที่ดีใจและมีความสุข

ตอนนี้เพิ่งเริ่มต้นยังไม่ค่อยเก่งเท่าไร

จะฝึกและพัฒนาต่อไปค่ะ :)



นี่ล่ะค่ะแกงเขียวหวานถ้วยแรกที่คุณสามีชิม





ครกน้อยใบนี้กระทัดรัดจริงๆ




และนี่ค่ะไก่ผัดเม็ดมะม่วง แต่สีเข้มไปนิด ซึ่งเป็นสูตรกรอบนอกนุ่มใน แต่คุณสามีบอกว่าเก็บไว้ทานตอนค่ำนะ เพราะว่าอิ่มมากๆ .. อ้าว .. คุณพี่ .. แล้วจะกรอบนอกนุ่มในไหมล่ะเนี่ย .. เฮ้อ..





ตบท้ายด้วยสเต็กหมูพริกไทยดำ อาหารมื้อค่ำ




แต่ตอนนี้ชักหิวอีกรอบแล้วสิคะ ..
ว่าแล้วไปทำแพนเค้กทานกะกาแฟร้อนๆก่อนน๊า:)




ขอบคุณป้ามดค่ะ



Create Date : 06 กุมภาพันธ์ 2551
Last Update : 7 กรกฎาคม 2551 22:28:14 น.
Counter : 2390 Pageviews.

8 comment

valika
Location :
Thailand,  Norway

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



ชีวิตคือการเดินทาง