ประสบการณ์ ๕ เดือนแห่งการทำงานที่นอร์เวย์



มาเข้าเรื่อง งาน งาน และ งาน กันดีกว่านะคะ ... เริ่มแรกของการทำงานที่นอร์เวย์ ก็คือ งานดูแลผู้ป่วยที่สูงอายุ
จากที่ได้กล่าวไว้ตอนที่แล้ว " ฝึกงาน ๕ วัน มีอะไรเกิดขึ้นมากมาย"

เวลาเดินไวมากเลย .. แป๊ป ๆ ก็จะสิ้นปีแล้ว ... ๕ เดือนแล้วสินะ ที่ได้ทำงานที่นี่ ดินแดนอันหนาวเหน๊บ
ประสบการณ์ที่ได้มีมากมายค่ะ

>ประสบการณ์แรก คือภาษาค่ะ การที่เราได้ออกไปทำงาน ทำให้เราได้เรียนรู้ศัพท์ใหม่ๆ
ทั้งที่ใช้ในการทำงานและชีวิตประจำวัน และทำให้เราเรียนภาษานอร์คได้เร็วขึ้น
ทั้งการพูด การฟัง และการเขียน ซึ่งสำคัญมากในการใช้ชีวิตในต่างแดน

ประสบการณ์ที่สอง คือการเรียนรู้ขั้นตอนการทำงาน วิธีการและรายละเอียด
ของการดูแลพยาบาลผู้สูงอายุ
ทั้งที่ช่วยเหลือตัวเองได้ และไม่ได้ และทั้งที่ป่วยและไม่ป่วย
ซึ่งในบางครั้งเราต้องใช้หลักจิตวิทยาในการเข้าใจกัน
เพื่อที่จะได้ดูแลเอาใจใส่ผู้สูงอายุได้อย่างถูกต้อง
เพราะผู้สูงอายุแต่ละคน ก็เหมือนคนทั่วๆไป
ไม่ว่าจะเป็นดิฉันหรือเพื่อนๆที่กำลังอ่านบล็อคอยู่นี้
ซึ่งมีอะไรที่แตกต่างหลากหลายกันมากมาย
เช่น ผู้สูงอายุบางคน เล่นไม่พูดเลย ทั้งๆที่พูดได้ แต่ไม่ชอบพูด
อันนี้ต้องใจเย็น และเข้าใจกันเลยล่ะค่ะ

บางคน ก็เอาแต่ใจ อันนี้ก็ต้องใจเย็นๆๆ และหาทางรับมือกันไป
ถ้าเราเข้าใจในตัวตนของเขา เราก็จะรู้ว่าต้องรับมืออย่างไร

บางคนก็จะทำร้ายเราก็มี แต่มีแค่ ๑ ใน ๑๐๐ ค่ะ เช่น จะเตะ หรือ จะตี
อันนี้ไม่ต้องตกใจนะคะ ไม่ทุกคน และไม่ตลอดเวลาหรอกค่ะ เป็นบางครั้งและบางเวลาเท่านั้น
และย้ำว่า น้อยมาก และก็ไม่ได้หนักหนาอะไร
เพราะแรงจะยกแขนหรือขา ก็แทบจะไม่มีแล้ว
อีกอย่างไม่ยากที่จะรับมือ ที่สำคัญคือ เราต้องใจเย็น และพูด ดี ดี กับเขา
ต้องเข้าใจว่าเขาเป็นคนป่วยนะคะ เพราะฉะนั้น อย่าถือสา แต่ระวังไว้
ถ้าเรารับมือไม่ไหว ก็ขอความร่วมมือจากเพื่อนร่วมงานเข้าไปดูแลด้วยกัน
อันนี้ ทุกคนยินดีค่ะ เพราะเราต้องสับเปลี่ยนเวรกันทำงาน

ส่วนตัวแล้ว ดิฉันเจอแค่ครั้งเดียว ที่จะยกขาเตะ ตอนแรกก็ตกใจ
แต่ดูๆไป อ้าว ยกได้แค่นี้นี่หน่า อิ อิ และบอกเขาน่ะค่ะ ว่าเราจะมาดูแลเขา มาช่วยเขา เขาก็ไม่ดื้อค่ะ
ต้องค่อยๆเรียนรู้กันไปค่ะ

ส่วนบางคน ก็ใจดีมากๆๆ ร้องเพลงให้เราฟัง ชวนเราคุย เอาขนมที่ลูกหลานมาเยี่ยมแบ่งให้ด้วย
แต่ดิฉันก็ไม่เคยรับนะคะ ได้แต่กล่าวขอบคุณเท่านั้น
ไม่ทราบว่ามีข้อห้ามหรือเปล่า แต่ก็ไม่เคยเห็นเพื่อนร่วมงานคนไหนรับน่ะค่ะ

และที่สำคัญ เราต้องจดจำให้ได้ว่า ใครชอบอะไร ไม่ชอบอะไร
ทั้งเรื่องอาหารการกิน รวมไปถึงเรื่องอื่นๆอีกมากมาย
โดยเฉพาะเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ เพราะบางคนมีโรคประจำตัวค่ะ ต้องดูแลกันเป็นพิเศษ

พูดง่ายๆว่า ต้องดูแลเอาใจใส่ผู้สูงอายุเปรียบเสมือนคนในครอบครัวเราเลย

ตอนแรกที่เพื่อนร่วมงานบอก นึกแล้วก็เครียดนะ ...
" โห.. ยากเหมือนกันนะเนี่ย " แค่ดิฉันได้ยิน ก็เครียดค่ะ
จะไม่ให้เครียดได้งัยล่ะ ผู้สูงอายุที่แผนกดิฉันทำงานเนี่ย มีตั้ง ๓๒ คน
ต้องจำให้ได้ เพราะเราต้องสับเปลี่ยนเวรกันดูแล
.. เพื่อนร่วมงานบอกว่า " ไม่ต้องเครียด ทำทุกวันเด๋วจำได้เอง "
ไม่รู้เพื่อนร่วมงานปลอบใจหรือเปล่า .. แต่ก็ยังเครียดอยู่ดี
พอทำงานมาได้สักพัก .. จริงค่ะ เป็นอย่างที่เพื่อนบอก
เราทำงานไปเรื่อยๆ เราก็จะจำได้เอง อัตโนมัติ อันนี้หายห่วง ไม่ต้องเครียดแล้ว


และที่สำคัญนะคะ มีคนมาถามว่า ต้องทำความสะอาดให้ผู้สูงอายุหรือเปล่า อันนี้แน่นอนเลย ต้องทำ
แต่ก็ไม่ได้ทุกคนนะคะ ผู้สูงอายุบางคนช่วยเหลือตัวเองได้ อันนี้ก็สบายไป
ยืนยันว่าต้องทำความสะอาดผู้สูงอายุด้วย พอบอกไป ก็ร้อง " ยี้ "
อันนี้เข้าใจค่ะ บางคนก็รับได้ บางคนก็รับไม่ได้ นานาจิตตัง
แหม !! .. ใครอยากจะทำตรงนี้ล่ะ แต่คิดดูน๊า คนนอร์คเอง เขาก็ยังทำ
ผู้ช่วยพยาบาลหรือแม้แต่พยาบาลเอง ไม่ว่าที่นอร์เวย์ หรือ ที่ประเทศไทย
เขาก็ต้องทำทั้งนั้น เพราะเป็นหน้าที่และอาชีพของเขาที่ต้องดูแลพยาบาล
ไม่ว่าจะเป็นคนไข้ หรือผู้สูงอายุ เป็นอย่างดี นี่คือความจริงที่เราต้องนึกถึง
จะทำให้เรารับได้กับทุกสถานการณ์ที่เจอ

ส่วนเรื่องรายได้ ... ไม่ใช่ใช้ได้นะคะ แต่อยู่ขั้นดีค่ะ ตอนรับเงินเดือน หายเหนื่อยจริงๆๆ

ประสบการณ์ที่สาม เรื่องสังคมค่ะ ได้เรียนรู้สังคมในนอร์เวย์ ได้เพื่อนจากหลายชนชาติ ทั้งที่สนิท และแบบธรรมดา ได้เรียนรู้มากมายหลายวัฒนธรรม เป็นอะไรที่แปลกใหม่และสนุกดี

ประสบการณ์ที่แบ่งปัน หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์บ้าง
สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังจะมองหางานทำที่นอร์เวย์
ถ้ายังไม่รู้ว่าจะทำงานอะไรดี ลองมองงานดูแลผู้สูงอายุสักหน่อยก็ดีนะคะ
อย่างน้อยก็เป็นทางเลือกหนึ่งของการเริ่มต้นทำงานในดินแดนที่ไม่ใช่บ้านเกิดของเรา
ซึ่งเราต้องเริ่มต้นจากศูนย์ เหมือนกันทุกคน นั่นคือ การเรียนภาษานอร์ค
และการทำงานก็ทำให้เราเรียนภาษานอร์คได้เร็วขึ้นอีกทางหนึ่ง
และอีกอย่าง งานทุกงาน มีปัญหาให้เราต้องแก้ไขหมดค่ะ ไม่ว่างานอะไรก็ตาม
คนที่ทำงานแล้วบอกว่าไม่มีปัญหา นั่นคือคนที่ไม่ทำงานจริง

และสำหรับคนไทยแล้ว งานดูแลผู้สูงอายุ เป็นงานที่สบายมาก ไม่หนักหนาอะไรเลย
เพราะโดยพื้นฐานอุปนิสัยใจคอของคนไทย เป็นคนโอบอ้อมอารี มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น อยู่แล้ว

สำหรับคนที่ชอบงานด้านพยาบาล งานนี้เป็นงานที่เหมาะอย่างหนึ่งค่ะ

คราวหน้าจะมาแบ่งปันประสบการณ์ทำงานที่สถานรับเลี้ยงเด็กเล็ก
หรือที่เรียกวา Barnehage ( บาร์เนฮาเก) นะคะ

ดิฉันได้ทำงานที่บ้านพักคนชรา (sykehjem/ซิกาเย็ม) เสาร์และอาทิตย์ ทำช่วงเย็นค่ะ วันละ ๔ ชั่วโมง
ส่วนที่ Barnehage ทำอาทิตย์ละ ๓ วัน เต็มเวลา ๗ ชั่วโมงครึ่ง แต่เป็นงานชั่วคราวนะคะทำถึงสิ้นธันวาคมนี้
เพราะทำงานแทนคนเดิมที่เขาป่วยหรือลาหยุด
ถ้าเขามีตำแหน่งว่าง ได้จ้างต่อก็ดี แต่ถ้าไม่มี ก็ต้องเล็งเป้าหมายใหม่ต่อไป ไม่มีคำว่า " ท้อ " ค่ะ
ได้ฤกษ์ดี กลับมาอีกครั้ง หลังจากเงียบหายไปนานเหมือนเดิม

ธุระเยอะแยะเหมือนเดิมค่ะ



Create Date : 28 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 6 พฤษภาคม 2556 6:12:38 น.
Counter : 4557 Pageviews.

19 comment
ฝึกงาน ๕ วัน มีอะไรเกิดขึ้นมากมาย




ฮัลโล ... ฮัลโล ... ฮัลโล ...มาแล้วจ้า ... ได้ไปทำงานมาร่วม ๒ สัปดาห์ ได้อะไรมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นความอึ้ง ความซึ้ง .. ความกุลาหล หรือแม้แต่ท้อรันทด แต่สุดท้ายก็ได้ความภูมิใจกลับมา


เริ่มจาการฝึกงาน เรียนรู้งาน ๕ วัน ก่อนฉายเดี่ยวจริง .. มาค่ะ มาล้อมวงฟังเรื่องราวที่มีหลายรสชาดในเวลาไม่กี่วันของการทำงานกันดีกว่า ๓ วันแรกของการฝึกงานเป็นอะไรที่ดิฉันท้อรันทดจนไม่อยากไปทำงานเลย เป็นอะไรที่รู้สึกแย่มาก


เริ่มจากวันแรกนะคะ เนื่องจากว่าคนที่สอนงานดิฉันเนี่ย เป็นคนเก่าที่ทำงานอยู่แล้ว คุณเธอเป็นคนนอร์คค่ะ พอทราบว่าดิฉันทำครัวเท่านั้นล่ะ เธอโวยกับทุกคน เดินไปเจอใคร คุณเธอฟ้องหมด บ่นหมด .. ว่าทำไมดิฉันได้งาน ทั้งที่ภาษายังไม่รู้เรื่อง ทำไมได้งานเลย แต่ตัวเขาเองน่ะ ต้องไปเรียนเข้าคอร์สอบรมดูแลผู้ป่วย ก่อน ถึงจะได้งาน แล้วดิฉันยังได้งานแค่งานครัวอีก "ทำไมไม่ไปถามบอสฟะ " @@@@@


แล้วถึงการสอนงาน เธอพูดกับดิฉันเร็วมากๆ จนเพื่อนร่วมงานบอกว่าให้พูดกับดิฉันช้าหน่อยเพราะดิฉันยังใหม่ น่ะ แต่เธอก็มิได้ลดน้อยแต่อย่างใด


ยังค่ะ ยังไม่จบการโวย ของคุณเธอ ..หลังจากเสร็จงานครัวแล้ว มีเวลาเหลือ 1 ชั่วโมง คุณเธอก็โวยอีก ว่าดิฉันต้องอยู่เฉยๆ ถึง 1 ชั่วโมงหรือ
ดิฉันก็ตัดความรำคาญอีกแล้วค่ะ เอ้า ง้านก็สอนงานอื่นด้วยก็ได้ แต่ปัญหาก็คือ พอให้สอนงานอื่น ซึ่งก็คืองานดูแลผู้ป่วย แต่ดันไม่สอน ดูสิ .. ดูสิ จะเอายังงัยกัน ที่ไม่กล้าสอน เพราะ บอสใหญ่ไม่ได้สั่งมา น่านๆๆ เอากับเขาสิ


ด้วยความรำคาญเช่นเคย .. สอนมาเถอะแม่คู้น .. ไม่ง้านคุณเธอโวยไม่เลิก ในที่สุดก็ได้เรียนงานดูแลผู้ป่วยต่อค่ะ


ได้คุยกับน้องๆ พี่ๆ คนไทยที่ทำงานนี้อยู่ บางคนต้องไปเข้ารับการอบรมจากที่โรงเรียนส่งไป แต่ไม่ได้เงินใดๆทั้งสิ้น หรือ จาก Nav (เทียบกับบ้านเราก็คือหน่อยราชการของ กระทรวงแรงงานน่ะค่ะ มีทั้งกรมการจัดหางาน , กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ไว้ด้วยกัน) จะได้ค่ารถและค่าอาหารนิดหน่อย


แต่นี่ได้เรียนรู้งานใหม่แล้วได้ค่าจ้างด้วย .. เอาไว้ก่อนล่ะค่ะ


วันแรกผ่านไป ปวดหัวทึบ ฟังไม่รู้เรื่อง กำๆๆ


พอวันที่สอง ดิฉันเรียนงานกับคนนอร์คอีกคน เธอน่ารักมาก พูดก็ไม่เร็วมากนัก ทำให้ดิฉันเข้าใจได้ดี และให้ดิฉันลองทำงานเองอีกต่างหาก ที่สำคัญยังสอนคำศัพท์ที่ใช้ ในการทำงานให้ดิฉันได้รู้และเข้าใจมากขึ้นซึ่งต่างจากคนแรกมากมาย วันนี้ดิฉันรู้สึกดีมาก สนุก และมีความสุขมากค่ะ


พอวันที่สาม ก็มาเจอคนเดิมแม่จอมโวยอีกแล้ว วันนี้รู้สึกแย่กว่าวันแรกค่ะ เพระคุณเธอยังโวยไม่เลิก แถมเหตุน่าเบื่อน่ารันทดใจ ก็มาถึง เมื่อมีสาวชาวโปร์แลนมาเป็นคู่หู ต่อว่าเรื่องดิฉันทำงานไม่ดี ซึ่งดิฉันก็ งง และ งง นะคะ เพราะก็ทำตามที่พวกเขาสอน และพวกเขาก็ทำ และไม่ได้เกิดความเสียหายอะไรด้วย แต่คุณเธอสองคนนี่สิคะ โวยวายต่อว่าดิฉันดังลั่น งง งง สิคะ ตรูทำรัยผิดอะเนี่ย !!!! อันนี้เป็นอะไรที่รู้สึกแย่มาก ตอนนั้นดิฉันโกรธ ... โกรธมาก รู้เลยว่าพวกเขาหาเรื่อง และแกล้งเรา ดิฉันคิดจะพูดกลับไปบ้าง แต่พอเห็นหน้าผู้ป่วย ที่นั่งทานอาหารอยู่ ก็ทำให้คิดได้ว่าหน้าที่เราดูแลครัว และบริการอาหาร เพราะฉะนั้นพวกเขาต้องทานอาหารอย่างมีความสุข และอร่อย ไม่ใช่มาเสียอารมณ์หรือมาได้ยินคนทะเลาะกัน


ดิฉันจึงนิ่งเสียค่ะ ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดดีกว่า เพราะถ้าเกิดเรื่องขึ้น ดิฉันคงเสียเปรียบ เพราะเราเพิ่งฝึกงาน ภาษาก็แค่ฟังพอรู้เรื่อง แต่พูดสื่อสารยังไม่ดีพอ ถ้าจะยากที่จะชี้แจงให้เคลียร์ และนึกถึงคำสอนบ้านเราค่ะ "พูดไปก็จะสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง" น่าจะดีกว่า


การเงียบจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในวันนั้น และดิฉันก็ตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด


แต่คุณเธอไม่ยอมสิคะ ไปฟ้องหัวหน้าพยาบาลที่ดูแลทุกแผนกเลย
(ซึ่งขอเรียกว่าหัวหน้าพยาบาลใหญ่นะคะ) ว่าดิฉันทำงานไม่ดี อันนี้เรียกว่า "กัดไม่ปล่อย" จริงๆ


แต่โทษทีกรรมตามทันค่ะ .. พอวันสุดท้าย ของการฝึกงานก็มาถึง และมีสิ่งแปลกๆเกิดขึ้นคือสาวคู่หูสองคน ดูเงียบไปถนัดตาเลย .. ไม่กล้าสบตาดิฉันอีก เท่าที่ทราบจากเพื่อน เขาถูกหัวหน้าเรียกไปพบ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา แต่บรรยากาศมันอึดอัด ดิฉันจึงส่งยิ้มและทักทายตามปกติ เพราะเราก็ต้องทำงานด้วยกัน หลังจากดิฉันยิ้มให้ เขาก็ยิ้มตอบนะคะ และพูดดีกับดิฉันมาก มาบอกว่า เข้าใจที่ภาษาเรายังไม่เก่งนักเพราะเพิ่งมาอยู่ ( ฮา ฮา .. เพิ่งจะมาเข้าใจเน๊อะ .. สงสัยจะเป็นคนคิดช้านะเนี่ย )และพวกเขาก็ไม่มาต่อว่าอะไรดิฉันอีกเลย แถมยังพูดช้าลงอีกด้วย และสอนงานดิฉันดีขึ้น ไม่มายุ่งวุ่นวายหาเรื่องอะไรอีก .. อันนี้สบายใจมาก ..


และสักพักหัวหน้าพยาบาลใหญ่ที่ดูแลทุกแผนก มาสอบถามดิฉันเป็นภาษานอร์คว่าอยู่ที่นี่มานานยัง เรียนภาษานอร์คมานานแค่ไหน เหมือนจะทดสอบการสื่อสารของดิฉัน แต่ดิฉันก็ไม่ได้เล่าเรื่องที่คนสอนงานแสดงท่าทีหรือคำพูดไม่ดีกับดิฉันหรอกค่ะ เพราะเชื่อว่า กว่าเขาคงสอบถามมาจากหลายๆคนแล้ว และสิ่งที่เขาบอกดิฉันก็คือ เขาเข้าใจดิฉัน


จากนั้นดิฉันได้ทดลองทำงานคนเดียวเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งวัน ซึ่งดิฉันสามารถทำได้อย่างไม่มีปัญหา และดิฉันขอผู้ช่วยพยาบาลคนนึงเข้าไปดูงาน เพื่อทดสอบตัวเองว่าสามารถดูแลผู้ป่วยที่สูงอายุได้ไหม ซึ่งดิฉันเข้าใจและยอมรับสภาพผู้ป่วยได้ค่ะ ไม่มีอาการอาเจียน หรือรังเกียจแต่อย่างใด ซึ่งดิฉันก็ไม่ได้รื่นรมย์กับกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์หรอกนะคะ


พอได้พบ ได้สัมผัส ก็รู้สึกเห็นใจและเข้าใจ เพราะสักวันเมื่อเราแก่ตัวลงหรือเราป่วยบ้างจนช่วยตัวเองไม่ได้ ..เราคงไม่ต่างกัน..



ปกติงานของดิฉัน vikar จะทำช่วงเย็น ๔ ชั่วโมง ที่ sykehjem จะต้องทำครัวเล็ก และ ดูแลคนผู้ป่วยด้วย แต่จากการสมัครงานครั้งแรก ดิฉันได้แค่งานครัว บอสไม่ได้แจ้งให้ดูแลผู้ป่วย อาจเป็นเพราะดิฉันสมัครงานแค่ทำครัว และภาษายังไม่ดีนัก ยากที่จะสื่อสารกับคนอื่นได้ดี จึงได้แค่งานครัวแค่หนึ่งเดือน ช่วงที่เขาขาดคน แต่หัวหน้าคงเห็นว่าดิฉันใจเย็น ไม่มีปัญหากับใคร ตั้งใจที่จะเรียนรู้งาน และสามารถที่จะทำงานนี้ทั้งงานครัวและดูแลผู้ป่วย ถึงแม้ต้องเรียนรู้งานอีกมากก็ตาม ดิฉันจึงได้จ้างงานต่อค่ะ ไม่ใช่แค่เดือนเดียวตามที่ตกลงทีแรก แต่ได้เซ็นสัญญาจ้าง vikar ต่อไปจนถึงสิ้นปี อันนี้ดีใจอย่างยิ่ง ..


รันทด กับคนสองคน ที่มาหาเรื่อง คอยจับผิด คอยแกล้ง


อึ้ง กับคน ไม่ว่าชาติไหนๆ หรือที่ไหนๆ มีทั้งคนดี และไม่ดีปะปนทั้งนั้น
และไม่ว่าอยู่ที่ไหน ก็มีทั้งคนรัก และคนเกลียดได้ทั้งนั้น ถึงแม้ไม่ได้ไปทำอะไรให้ก็ตาม
ความอิจฉา ริษยา เกิดได้ทุกที่จริงๆ อยู่ที่ว่าเราจะยอมเป็นทาสมันหรือเปล่าก็เท่านั้น
นี่คือสัจธรรม


ซึ้ง กับเพื่อนร่วมงาน เพราะจะมีเพื่อนร่วมงานมาพูดคุย และบอกว่า
"ฉันเข้าใจเธอนะ เธอเพิ่งมาใหม่ ยังจำอะไรไม่ค่อยได้ พอฝึกไป ทำไปเรื่อย ทุกอย่างจะจดจำได้เอง กลับบ้านปล่อยสมองให้พักผ่อน แล้วพรุ่งนี้เรียนรู้ใหม่ "
กับหัวหน้า ที่ให้โอกาสดิฉันได้พิสูจน์ตัวเอง ไม่ว่าจะก่อนเข้างาน หรือ หลังจากฝึกงานก็ตาม


กุลาหล กับผู้ป่วย เพราะผู้ป่วยที่สูงอายุ ก็ไม่ต่างจากเด็กน้อยในบางครั้ง บางคนอยากได้โน่นอยากได้นี่ บางคนหลง พูดไม่รู้เรื่อง บางคนเดินไปเดินมาตลอดวัน บางคนจำอะไรไม่ได้เลย นั่งกินข้าวอยู่ดีๆ ลุกเดินอีกแระ ต้องคอยพากลับมานั่งทานข้าวตามเดิม อันนี้ต้องเข้าใจเลยนะคะ เป็นธรรมชาติจริงๆ
เป็นความกุลาหลที่ดิฉันไม่เหนื่อยใจเลยค่ะ เพราะเราต้องเข้าใจกัน


ความภูมิใจ กับใจตัวเอง ที่นิ่งได้เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ดีขึ้น ใช้สติในการแก้ปัญหาได้ถูกทาง แถมยังได้เปลี่ยนอริ มาเป็นมิตรได้อีกด้วย
กับตัวเอง ที่สามารถพิสูจน์ให้ใครๆเห็นได้ว่า เราทำงานให้เขาได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่แย่อย่างที่คนอื่นใส่ร้ายเรา
และภูมิใจที่ได้จ้างงานต่อโดยที่ไม่ต้องไปเอ่ยปากขอร้องเลย




ภาษา คือ กุญแจ สำหรับทุกสิ่งทุกอย่างในการใช้ชีวิตในต่างแดน








ขอบคุณป้ามดมากค่ะสำหรับการแต่งบล็อค



Create Date : 06 กรกฎาคม 2552
Last Update : 6 พฤษภาคม 2556 6:22:37 น.
Counter : 438 Pageviews.

51 comment
แรกเริ่มย่ำต๊อกหางานในนอร์เวย์



Dream Waltz -




วันนี้ฤกษ์ดีค่ะ หลังจากห่างหาย

ไปนานมากกกกกกก พอดีสอบเสร็จแล้ว เลยได้โอกาสพักผ่อน

ขอแวะมาอัพบล็อคสักหน่อย

เก็บเกี่ยวประสบการณ์ การสมัครงาน ในนอร์เวย์มาฝากค่ะ เรื่องเกิดเมื่อ

เดือนที่แล้ว แต่เพิ่งได้โอกาสมาอัพบล็อคก็วันนี้ล่ะน๊า



ดิฉันนั่งคิด นอนคิด มานานแล้วล่ะค่ะ ว่าอยากทำงาน ... อยากทำงาน แต่

ภาษายังไม่ดีเลย เอางัยดีหว่า คิด คิด คิด .. และในที่สุดก็คิดได้

"เอา เป็นงัย เป็นกัน ลองสมัครงานทำช่วงซัมเมอร์ ถ้าไม่ได้งาน อย่าง

น้อย ก็ได้ประสบการณ์การสมัครงานที่นี่ ได้ฝึกภาษา ฝึกพูดล่ะ"

.. ก็ได้แต่พูดปลอบใจตัวเองล่วงหน้า ..



แต่จะทำงานอะไรนี่สิคะ ... ยากที่จะตัดสินใจเหมือนกัน เพราะภาษาเราที่

ไม่แข็งแรงนี่ล่ะน๊าเป็นอุปสรรคอันยิ่งใหญ่

ในที่สุดดิฉันก็ตัดสินใจ เลือกทำในสิ่งที่ตัวเองรักและมีความสุข ..

งานที่เกี่ยวกับ อาหารการกิน นี่ล่ะ ไม่ว่าอาหารคาว หวาน เบอร์เกอรี่ ชา

กาแฟ ขอให้ขึ้นชื่อว่า ของกินเถอะ .. สเป็กตรงใจทีเดียว

ดังนั้นงานในครัวจึงเป็นงานด่านแรกที่เลือกทำในนอร์เวย์

นอกเหนือจากใจรักแล้ว ก็คงจะอุ่นดี เวลาหน้าหนาวมาเยือน

*-*



และแล้ว ดิฉันก็จัดแจง เขียน CV ( คือรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวตัวเรา)

พร้อมใบสมัครงาน .. เมื่อเอกสารทุกอย่างเรียบร้อย

ทีนี้ก็เริ่มมองหาฤกษ์ดีดี ก็คือวันที่สะดวกที่สุด ..

ในการสมัครงานครั้งนี้ ดิฉันไม่ได้ใช้วิธีส่งจดหมาย ส่งอีเมล์ นะคะ !!!

ใช้วิธีจู่โจมคือเดินเข้าไปหาเป้าหมายโดยตรง แจ้งความประสงค์

และขอคุยกับผู้มีอำนาจตัดสินใจในการรับคนเข้าทำงานเลยค่ะ ...



วิธีนี้ใช้ไม่ได้กับทุกงานที่เราสมัครนะคะ คงต้องพิจารณาเป็นรายๆ และกรณี

ไป และโดยมารยาท เราควรโทรนัดเขาก่อน ว่าจะสะดวกให้เข้าไปพูดคุย

ได้วันไหน แต่ในกรณีของดิฉัน พิเศษค่ะ คือ ถ้าพูดทางโทรศัพท์นี่ ดิฉันจะ

ฟังไม่เข้าใจ ต้องพูดกันต่อหน้าค่ะ ถึงจะพอรู้เรื่องบ้าง



ก็เลยเดินย่ำต๊อก ต๊อก ต๊อก ขอเข้าพบและขอคุยเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับ

ดิฉัน และวันนั้นก็เป็นจังหวะดี ... ได้พูดคุยและได้สัมภาษณ์งานในวันนั้น

เลยค่ะ โอยยยย ... คำถามหรือคะ ???? .. เยอะเหมือนกัน



คำถามแรกที่เจอ ก็คือ จะให้สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ หรือ ภาษานอร์ค

555 เข้าทางค่ะ ... ตอบอย่างมั่นใจ ภาษานอร์ค ค่ะ ไม่ใช่เก่งหรอกค่ะ

แต่ไหน ๆ จะลองสนามฝึกภาษานอกสถานที่แล้ว ก็ขอลองกันสักตั้ง ...

เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ว่ากันไปค่ะ



คำถามที่สอง ก็ถามเรื่องส่วนตัวนิดหน่อย



คำถามที่สาม ก็ถามประสบการณ์ต่างๆ จากบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการ

เรียน หรือ ทำงาน ก็เล่าไป


คำถามที่สี่ ก็เป็นคำถามสำคัญมากๆ คือ ถามว่า ... ตำแหน่งที่เราสมัคร

เนี่ย เรามีประสบการณ์มามากน้อยแค่ไหน และเพราะอะไร เราถึงเลือกจะ

สมัครงานตำแหน่งนี้



สำหรับดิฉันแล้ว งานครัวในนอร์เวย์เนี่ย ไม่มีประสบการณ์เลยค่ะ

ส่วนครัวไทย ก็ได้แต่ไปเรียนเท่านั้น ไม่เคยผ่านงานครัวไทยด้วย

ก็ตอบไปตามตรง



ซึ่งทางหัวหน้าเขาก็บอกเราตามตรงนะคะ ว่านอกจากเรียนภาษานอร์คแล้ว

ควรจะผ่าน หลักสูตรฝึกพูดในที่ทำงานด้วย ซึ่งเรียกว่า arbeidsnorsk

เพราะจะทำให้หางานได้ง่ายขึ้น ซึ่งหลักสูตร arbeidsnorsk เนี่ย ดิฉันจะได้

เรียนในเทอมหน้าค่ะ อันนี้ก็แจ้งเขาไป


และแล้วก็ได้รับแจ้งว่า .. .. .. จะติดต่อกลับไปภายหลัง แป่ว!!!



ซึ่งก็ไม่ได้หวังอะไรมากนะคะ เพราะประสบการณ์ครัวไม่ว่าจะทำงานหรือ

ฝึกงานที่นี่ก็ไม่มี ภาษาก็แค่พูดได้นิด หน๊อย ..

ต้องเรียนและฝึกอีกเยอะเลย



แต่ก็ดีใจนะคะ ที่ได้ลองทำ และหาประสบการณ์ใหม่ให้กับตัวเอง

อย่างน้อย ดิฉันก็มีกำลังใจขึ้น เพราะว่าฟังที่เขาพูดได้เข้าใจ ถึงบางครั้งจะ

ยากที่จะสื่อสารโต้ตอบ เพราะรู้คำศัพท์ไม่มากนัก

....
....
....


และเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ได้รับแจ้งค่ะว่าได้งานช่วงซัมเมอร์ ดิฉัน

สนใจไหม เป็นงานครัวเล็กๆ ไม่ใช่ครัวใหญ่นะ ...



ดิฉันโอเคหมดล่ะค่ะ ... ไม่ว่าครัวเล็ก ครัวใหญ่ ขอให้ได้ทำงานครัว

ได้ลองในสิ่งที่ชอบเนี่ย แค่นี้ก็แฮปปี้แล้ว

แล้วค่อยๆๆ หาทางก้าวหน้าต่อไป *-*



ดิฉันได้ไปคุยรายละเอียดเกี่ยวกับงานอีกครั้ง ซึ่งเขาจะสอนงานให้ดิฉัน

๕ วัน และจากนั้นก็ลุยเลย ดิฉันขอทำช่วงเย็นค่ะ เพราะค่าแรงก็โอเคดี

ทำงานช่วงซัมเมอร์หนึ่งเดือน หลังจากนั้นขอกลับไปพักผ่อนที่ไทยค่ะ ..

ยิ้มร่า เลยทีนี้ :) :) :) ก่อนกลับมาเรียนต่ออีกเทอม ..



ยังงัยดิฉันต้องขอขอบคุณหัวหน้าที่ทำงานมากๆ ที่ให้โอกาสที่ดี

อย่างน้อย การได้ทำงาน นอกจากได้เงินแล้วเนี่ย ยังได้ฝึกภาษาไปในตัว

ที่สำคัญเป็นงานที่ชอบและอยากทำอีกงานหนึ่ง



เป็นกำลังใจดีนะคะ ที่ลองสมัครงานครั้งแรก ก็ได้ทำงานเลย ถึงแม้จะเป็น

ช่วงสั้นๆๆ แต่ก็ดีใจค่ะ ตอนนี้มีกำลังใจเรียนภาษาที่นี่ต่อแระ

อ้อ .. ได้รับแจ้งว่า ถ้าเราทำงานช่วงซัมเมอร์ได้ดี ถ้าเขาขาดคน ก็จะโทร

ตามนะ เผื่อฟลุ๊ค ได้งาน วีคา(vikar) ค่ะ .. มีแอบหวังเล็กๆๆ

และจะมาแชร์ประสบการณ์การทำงานให้ฟังอีกนะคะ





ขอขอบคุณป้ามดมากๆค่ะ




Create Date : 04 มิถุนายน 2552
Last Update : 6 พฤษภาคม 2556 6:16:59 น.
Counter : 1901 Pageviews.

17 comment

valika
Location :
Thailand,  Norway

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



ชีวิตคือการเดินทาง