ชีวิต คือ การเดินทาง
Group Blog
 
All blogs
 

9 ชั่วโมง :: 2,484 เมตร @ Nantai-san

Nantai-san หรือภูเขา Nantai จะเปิดให้ขึ้นสู่ยอดเขาได้ในช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม แต่ว่าเทศกาลปีนเขาในช่วงกลางคืนนั้นมีเพียงแค่ 7 วันเท่านั้น โอกาสดีๆแบบนี้จะพลาดได้ไง งานนี้ไปกันสองสาว อิอิ เพื่อนชาวญี่ปุ่นก็พึ่งเคยปีนครั้งแรกเหมือนกัน



Nantai-san เป็นภูเขาที่มีความสูง 2,484 m อยู่ในเขตของ Nikko National Park



จุดสตาร์ทของการเดินขึ้นเขานี้จะเริ่มที่ Futarasan Shrine โดยก่อนเดินขึ้นจะมีนักบวชมาทำพิธีให้ จากนั้นก็จะเดินลอดผ่านโทริอิ เพื่อเดินขึ้นเขาต่อไป..เราเริ่มเดินขึ้นตอนเที่ยงคืนครึ่ง ซึ่งกะว่าน่าจะไปทันพระอาทิตย์ขึ้นบนยอดเขาพอดี แต่ว่าวันนี้เป็นวันแรกของเทศกาลนี้ทำให้มีคนมาเยอะมาก มีทุกเพศทุกวัย แล้วการเดินขึ้นเขากลางคืนก็ยากอยู่แล้ว มองทางลำบาก ทำให้เกิดการจราจรติดขัดบนเขาขึ้น พึ่งเคยเจอเหมือนกัน ฮ่าๆๆๆๆๆ บางช่วงหยุดนิ่งไปหลายนาทีกันเลยทีเดียว งานนี้ทำให้แผนการดูพระอาทิตย์ขึ้นผิดพลาดไปมาก



ช่วงตีสี่กว่าๆ ฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี เราเลยต้องรีบหาจุดชมพระอาทิตย์กลางทาง ที่ไม่ใช่บนยอดเขา

แม้จะไม่ใช่ยอดเขา แต่ความงามก็ไม่แพ้กันเลย ว๊าวววว..ได้ชมพระอาทิตย์ขึ้นบนยอดเขาที่ญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ประทับใจสุดๆ



เนื่องด้วยข้างล่างนั้นเป็นทะเลสาป ทำให้เห็นทะเลหมอกยามเช้าอย่างงามเลย อิอิ



หลังจากดื่มด่ำกับพระอาทิตย์ขึ้นกันแล้ว ก็เตรียมตัวเดินขึ้นสู่ยอดเขากันต่อ..ยิ่งใกล้ถึงยอดเขาทางยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งชัน ทั้งลื่น เหมือนด่านทดสอบกำลังใจเลยทีเดียว แม้บางช่วงจะมีทำเป็นคล้ายๆบันได แต่ก็เป็นเพียงแค่สั้นๆ ไม่กี่เมตรเท่านั้น



และแล้วก็มาถึงบนยอดเขาจนได้ บอกได้คำเดียวว่า "สุดยอดดดด"



นั่งกินข้าวปั้นบนยอดเขาเคล้าสายหมอกและลมเย็นๆ สุขใจอะไรเช่นนี้ อิอิ


บนยอดเขาอากาศเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เดี๋ยวครึ้ม เดี๋ยวแดด บ้างทีมีฝนตกปรอยๆด้วย

โทริอิในสายหมอกบนยอดเขา



นั่งพักจนหายเหนื่อยกันแล้วก็ถึงเวลาเดินลงสักที ตอนเดินลงเห็นทางแล้วแบบว่า เฮ้ยยย นี่เราปีนขึ้นมาได้ไงเนี่ย เพราะว่าตอนเดินขึ้นมานั้นเป็นตอนกลางคืนเลยไม่รู้ว่าทางที่ขึ้นมานั้นเป็นยังไง







ระหว่างทางเจอคุณตาชาวญี่ปุ่นคนนึงกำลังเดินขึ้นมา อายุ 85 แล้ว..คุณตาบอกว่าการเดินขึ้นเขา Nantai ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 1,175 อ่านไม่ผิดแน่นอน ขึ้นมา 1,175 ครั้ง สุดยอดมากๆๆ ได้จับมือด้วย ปลื้มๆๆ อิอิ แต่น่าเสียดายลืมถ่ายรูปคู่ ฮ่าๆๆๆๆ

รวมระยะเวลาเดินขึ้น-ลง ทั้งหมด 9 ชม. กับระยะทาง 12 km ที่ ความสูง 2,484 m

ทริปนี้ประทับใจสุดๆ ได้ปีนเขาในญี่ปุ่น ได้ชมพระอาทิตย์ขึ้น ได้เจอกับคุณตาผู้พิชิต Nantai-san มาแล้ว 1,175 ครั้ง

ถ้ามีโอกาสจะกลับไปอีกครั้งแน่นอน I love Nantai-san




 

Create Date : 03 สิงหาคม 2553    
Last Update : 3 สิงหาคม 2553 13:34:53 น.
Counter : 275 Pageviews.  

เมือง Kasukabe บ้านเกิดชินจัง

หนึ่งในความฝันเวลาอ่านชินจังก็คือ จะต้องไปเที่ยวบ้านชินจังให้ได้ อิอิ
และแล้วฝันก็เป็นจริง

เมืองที่เราเห็นในการ์ตูนชินจังก็คือเมือง Kasukabe
ที่เมืองนี้มี Shinchan game center อยู่ที่ LaLa garden ด้วย

โชคดีมั่กๆ ช่วงที่เราไปเค้ามีงานฉลองครบรอบชินจังพอดี
ซึ่งเค้ามีภาพเปรียบเทียบระหว่างสถานที่จริงกับในการ์ตูนให้ดูด้วย

เสียดายจังที่อ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก

แต่ไม่เป็นไรแค่ได้มาก็มีความสุขแล้ววววว
































 

Create Date : 26 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 26 กรกฎาคม 2553 15:13:42 น.
Counter : 2827 Pageviews.  

Float Festival @ Sawara [Chiba]


































 

Create Date : 23 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 23 กรกฎาคม 2553 16:03:16 น.
Counter : 423 Pageviews.  

เย้ๆๆ ที่ห้องมีแอร์แล้ว

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วอาจารย์บอกว่าที่แลปมีแอร์ไม่ได้ใช้อยู่สองตัว เดี๋ยวจะเอาไปติดให้ที่ห้อง เพราะว่าหน้าร้อนแล้วกลัวว่าเราจะทนร้อนไม่ไหว นอนไม่หลับ อาจารย์น่ารักมากๆเลย แต่อยากจะบอกว่าที่เมืองไทยร้อนกว่าญี่ปุ่นเยอะค่า แค่นี้หนูทนได้ อิอิ..

คราวนี้อาจารย์เลยให้ไปเช็คว่าในห้องนอนมีช่องไว้สำหรับต่อท่อแอร์หรือเปล่า ถ้าไม่มีอาจต้องเสียค่าเจาะรูเพิ่ม โชคดีที่คนอยู่ก่อนหน้านี้เค้าทำไว้แล้วเราเลยสบายไป ฮ่าๆๆ ก็เลยเสียแค่ค่าติดตั้งอย่างเดียว อาจารย์ที่ญี่ปุ่นช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมดเลย ขอบคุณมากๆนะคะ

และแล้ววันติดตั้งก็มาถึง มีช่างมาสองคน เราพูดญี่ปุ่นไม่ได้เลย ฟังออกแค่บางคำเท่านั้น (ส่วนใหญ่เป็นคำที่เกี่ยวกับของกิน ฮา ) งานนี้เริ่มมึนกันแล้ว คุยกันโดยภาษามือนี่แหละ อิอิ..ระหว่างที่ติดตั้งนั้นบรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบสงบ มีเสียงคุยกันเองของช่างบ้างเป็นระยะๆ ส่วนเราก็ยืนเล่นเกมส์ในมือถือไป แอบดูบ้าง อะไรบ้าง ผ่านไปชั่วโมงนึงก็ยังไม่เสร็จ พอถึงช่วงทดลองเปิด เหมือนกับมีปัญหาอะไรสักอย่าง (ฟังไม่ออก) เลยต้องซ่อมกันอีกนิดหน่อย แบบว่าแอร์เก่าแล้วอ่ะค่า เบ็ดเสร็จใช้เวลาไปเกือบสองชั่วโมงได้..

ช่วงเวลาแห่งความงงก็มาถึง คือพี่ช่างเรียกเราไปสอนวิธีเปิด-ปิด-ปรับ แอร์..รีโมทนั้นเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วน มาถึงปุ๊บพี่ช่างก็ this ชี้ไปที่ปุ่มปุ่มนึง แล้วก็พูดต่อว่า Start-Stop เราก็โอเคๆๆ ต่อไปก็ชี้ไปที่อีกปุ่ม บอก Up-Down อ๋อๆๆ เป็นตัวเลข อุณหภูมิแน่นอน..แล้วก็ทำท่าเหมือนว่าสอนสร็จแล้ว ฮ่าๆๆๆๆ คราวนี้เราถามมั่งว่าแล้วปุ่มนี้คืออะไร เพราะว่ากดแล้วตัวภาษาญี่ปุ่นบนจอเปลี่ยนไปเรื่อยๆ พี่ช่างแอบค้อนเล็กน้อย (กร๊ากกกก) แถมเงียบไปสักพักก็บอกว่า Hot พอเรากดไปอีกครั้ง ภาษาญี่ปุ่นก็เปลี่ยนเป็นอีกคำ พี่ช่างก็เงียบไปพักนึงบอก Fan พอจิ้มอีกภาษาญี่ปุ่นก็เปลี่ยนอีก เราก็ถามอีก (ก็หนูอยากรู้ง่ะส์) พี่เค้าก็มองแบบว่าจะถามให้ครบเลยใช่มั้ย เปิดคอร์สเรียนภาษาญี่ปุ่นกันเลยดีกว่า ฮ่าๆๆๆๆๆ คราวนี้เราเริ่มเกรงใจ เลยไม่เป็นไรเดี๋ยวแบกรีโมทมาถามเพื่อนที่แลปก็ได้ เอิ๊กกกกกก..แต่ขอถามอีกปุ่มละกัน พี่ช่างก็บอกว่า โอโต้ โอโต้ เราก็อะไรหว่า โอโต้ ยืนมึนคิดอยู่ พี่เค้าก็ยังพูดอยู่ โอโต้ โอโต้..สักพักเค้าทนไม่ไหวเค้าก็พูดมาว่าโอโต้มาติก เราก็อ๋อออ กว่าจะเข้าใจกัน ฮ่าๆๆๆ..แล้วพี่ช่างก็นึกขึ้นได้ว่า ตรงแอร์มีรอยหักอยู่นิดนึง พี่เค้าก็เลยเรียกเราไปดูแล้วก็จะบอกว่ามันหักนะ แต่นึกภาษาอังกฤาไม่ออก เค้าก็เลยพูดญี่ปุ่นมาเป็นชุดเลย เราก็มึนๆ เค้าก็เลยยังไม่เข้าใจใช่มั้ย เลยเรียกเราไปดู พร้อมยกโชว์ตรงที่หักออกมาให้ดู คราวนี้เลย อ๋อออออ กว่าจะเข้าใจ เห็นพี่ช่างเหงื่อเต็มเลยไม่รู้ว่าร้อน หรือเครียดที่อธิบายเรา ฮ่า ฮ่า ฮ่า..พอตอนลากลับยิ้มแย้ม แจ่มใส แบบว่าโล่งแล้ว..พร้อมโบกมือบ้าย บาย ด้วย อิอิ..ยังไงก็ขอบคุณนะค๊าที่มาติดตั้งแอร์พร้อมอธิบายการใช้ให้ค่า




 

Create Date : 07 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 7 กรกฎาคม 2553 14:12:36 น.
Counter : 678 Pageviews.  

Itako Ayame Matsuri @ Maekawa Ayame-en (Itako)




วันอาทิตย์นี้แดดดีฝนไม่ตก จะนั่งอยู่ห้องเฉยๆได้ไง งานนี้ต้องหาที่เที่ยว อิอิ เปิดเน็ทเสิร์จดูพบว่าที่เมือง Itako จังหวัด Ibaraki มีงานเทศกาลดอกไม้ งานนี้รู้แค่ว่า Ibaraki อยู่ติดกับจังหวัดที่เราอยู่ แต่ไม่รู้ว่า Itako อยู่ส่วนไหนของเมืองนี้ แล้วก็ไม่รู้อีกว่าจากที่พักเราไปใช้เวลากี่ชั่วโมง เอาน่าจะไปทั้งที เลยต้องหาข้อมูลกันหน่อย แต่ด้วยความที่ไม่ค่อยว่าง เลยหาได้มาแค่คร่าวๆว่าต้องไปขึ้นรถไฟสาย Kashima line ที่ Mito station รู้แค่นี้เท่านั้น ทำให้ทริปนี้เดินทางไปลุ้นกันไปตลอด ฮ่า ฮ่า ฮ่า..ได้ประสบการณ์อีกแบบ

ออกจากห้องตั้งแต่ 6.00 เดินไปสถานีรถไฟเพื่อเดินทางไป Mito บรรยากาศข้างทางเริ่มไม่ค่อยมีตึกเท่าไหร่ รางรถไฟจากที่ในเมืองมีหลายๆราง ก็เริ่มลดน้อยลง จนเหลือแค่สองรางวิ่งสวนไปมาได้..พอไปถึงที่ Mito station (Ibaraki) ก็เดินไปชานชลาที่ 8 เห็นรถไฟขบวนนึงจอดอยู่ แต่พอไปถามเค้าบอกว่าไปไม่ถึง Kashima jingu station ต้องรออีกขบวนนึง..นั่งรอประมาณครึ่งชั่วโมงได้รถไฟที่จะไปก็มาจอดเทียบชานชลา เป็นรถไฟสีแดง คลาสิคมากมาย ชอบๆๆๆ มีทั้งหมด 3 โบกี้ บรรยากาศในรถไฟคล้ายๆกับบ้านเราเลย ไม่เหมือนกับ JR ที่เรานั่งในเมือง..แถมยังมีพนักงานเดินเก็บเงินบนรถไฟด้วย ทำให้เราเริ่มมึนงง อ้าวแล้วไม่ต้องซื้อบัตรจากตู้เหรอ เก็บความสงสัยไว้เรื่อยๆ พอไปถึงที่สถานี Oarai รถไฟได้ถอดโบกี้ออกเหลือแค่โบกี้เดียวเท่านั้นที่วิ่งไป Kashima..งานนี้เริ่มอึ้ง แถมพอรถไฟวิ่งไปเรื่อยๆ บรรยากาศสองข้างทางมีแต่ทุ่งนา หรือไม่ก็ป่า แถมมีอุโมงค์ด้วย ยาวกว่าอุโมงค์ขุนตานบ้านเราอีก และที่สำคัญรางรถไฟที่วิ่งไปนั้นมีแค่รางเดียวคือสวนมาไม่ได้ มิน่าหล่ะ แต่ละขบวนถึงห่างกันนาน เพราะว่าต้องรอให้อีกขบวนมาถึงสถานีที่มีสองรางก่อน ถึงสวนกันได้ และแต่ละสถานีนั้นคือมีแต่สถานีจริงๆ ไม่มีเครื่องขายตั๋ว ห้องน้ำ หรือร้านขายของเลย ทำให้จึงต้องมีพนักงานคอยเดินเก็บเงินเวลามีคนขึ้นนั่นเอง

จาก Mito station ถึง Kashima jingu station ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที ซึ่งสถานีนี้เป็นสถานีปลายทางเราต้องลง อ้าว แล้ว Itako เราอ่ะ ต้องไปไงต่อ เลยเดินลงไปถามเจ้าหน้าที่ที่ Kashima jingu station เค้าบอกว่ารถไฟที่จะไป Itako นั้นขบวนต่อไปเวลา 11.39 ป๊าดดดด อีกตั้งชั่วโมงนึงทำไงดีเนี่ย จะกลับก็ไม่ได้ ไปไหนก็ไม่ได้ ยังไงก็ต้องรออย่างเดียว สถานนีนี้เงียบมากกกก เหมือนจะร้างเลยก็ว่าได้ ไม่มีเครื่องให้สอดตั๋วอัตโนมัติ ต้องเอาตั๋วไปยื่นให้เจ้าหน้าที่ หุหุ งานนี้เลยเดินไปดูแผนที่ เห็นมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เลยลองเดินเข้า พี่เจ้าหน้าที่ข้างในน่ารักมาก แนะนำ+ให้เอกสารมาพรึ่บเลย แต่ส่วนใหญ่เป็นภาษาญี่ปุ่น อ่านไม่ออก ฮ่าๆๆๆๆๆๆ .. จากนั้นก็ไปยืนดูแผนที่เที่ยวที่สถานีรถไฟต่อเพราะไม่รู้จะไปไหนดี

ระหว่างที่ยื่นดูรูปไปเรื่อยๆนั้น ก็มีผู้ชายคนนึงอายุน่าจะประมาณ 40 มายืนดูโบรชัวร์ ห่างกันพอสมควร แต่ไม่ได้ดูเฉยๆอ่ะดิ ลุงแกดูไปตดไปเสียงดังสนั่นมาก ขนาดยืนอยู่ห่างกันเยอะนะ เสียงยังได้ยินชัดเลย ถ้าเกิดมายืนใกล้ๆนี่สงสัยหูระเบิดแน่ เลยเซ็งเลยงานนี้ ก็เลยเดินไปนั่งโต้ลมบนชานชลาดีกว่า ลมพัดแรงมาก อากาศเย็นสุดๆ พอรถไฟมาเลยไปนั่งรอในนั้น อากาศอุ่นกว่ากันเยอะ อิอิ

11.39 ได้เวลาเดินทางต่อสักที จาก Kashima jingu station ไป Itako station นั้นแค่ 3 สถานีเอง ใช้เวลาประมาณ 10 นาที แต่นั่งรอรถไฟชั่วโมงนึง แง่ววววว และแล้วก็ถึง Itako สักที คนมาเที่ยวที่นี่เยอะมาก ดูแล้วชื่นใจ ผิดกับตอนนั่งรถไฟมามั่กๆ อันนั้นแทบไม่มีคนเลย หุหุ..จากสถานีเดินไปสวนทีจัดงานใช้เวลาประมาณ 3 นาที ก็เดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆ มีให้นั่งเรือล่องแม่น้ำด้วย มีทั้งเรือยนต์แล้วก็เรือแจวแบบญี่ปุ่น คนรอต่อคิวเยอะมากๆ หลังจากชมดอกไม้เสร็จก็เดินไปวัด Choshouji ระหว่างทางเดินไปนั้นต้องผ่านบ้านคนญี่ปุ่น อารมณ์ประมาณแถวบ้านโนบิตะเลย ฮ่าๆๆๆ (ว่าแต่รู้ได้ไงว่าบ้านโนบิตะเป็นไง อิอิ) แต่เดินแล้วชอบอ่ะ บรรยากาศประมาณนี้ เจ๋งดี อิอิ..วัด Choshouji ก็คล้ายๆวัดญี่ปุ่นทั่วไป เดินถ่ายรูปภายในวัด บรรยากาศร่มรื่นมากมาย หลังจากถ่ายรูปเสร็จก็เดินกลับมาที่สวนอีกครั้ง เห็นคนมายืนมุงกันเต็มสองฝั่งแม่น้ำเลย แสดงว่าต้องมีโชว์อะไรแน่ๆ เลยไปยืนกะเค้าบ้าง อิอิ..สักพักคุณป้าข้างก็ชวนคุยเป็นภาษาญี่ปุ่น พอเราทำหน้างง เค้าเลย อ้าวว ไม่ใช่คนญี่ปุ่นเหรอ เค้าก็เลยอธิบายเป็นภาษาอังกฤษให้ฟัง บอกว่าเป็นเรือเจ้าสาวญี่ปุ่นจำลอง บนเรือก็จะมีพอกะแม่เจ้าสาวนั่งมาด้วย เค้าอธิบายมาเท่านี้แล้วคุณป้าก็นึกคำต่อไม่ออก ไม่เป็นไรค่า ขอบคุณมั่กๆนะค๊า..พอเสร็จกำลังจะเดินกลับ ก็มีเด็กญี่ปุ่นเดินมาคุยด้วย เด็กผู้หญิงประมาณ 7 ขวบ ถามอะไรก็ไม่รู้ พอทำหน้างง น้องก็ไม่ละความพยายามถามใหม่ แบบว่าจะเอาคำตอบให้ได้ สุดท้ายก็เลยพูดภาษาอังกฤษไป น้องเค้าก็มองหน้า อึ้ง แล้วก็เดินไปเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า..แต่เดาว่าน่าจะถามว่าเมื่อกี้ได้ถ่ายรูปหรือป่าว เพราะฟังออกแค่คำว่าถ่ายรูปคำเดียว เอิ๊กกกก..

จากนั้นท้องก็เริ่มหิว เลยไปเดินหาอะไรกิน ในที่สุดก็ลองกินมันทอด โดยเค้าเอามันฝรั่งทั้งลูกมาทำเป็นเกลียว เสียบไม้ ทอด โรยผงบาร์บิคิว อร่อยดีเหมือนกัน..แถมตอนขอถ่ายรูป คนขาย acting โชว์ให้ถ่ายอย่างดี อิอิ ขอบคุณค่า พออิ่มแล้วก็เดินกลับไปที่สถานีรถไฟ นั่งรออยู่นานมากกว่ารถไฟจะมา แล้วคราวนี้รถไฟดันมาสองขบวนพร้อมกัน (มาทั้งฝั่งขาไป-ขากลับ) ผู้หญิงที่นั่งข้างๆ ถามว่าขบวนไหนไปนาริตะ คือฟังออกแค่คำว่านาริตะ เลยเดาว่าน่าจะใช่ แต่ไม่กล้าบอกกลัวผิด เลยทำหน้างงเหมือนเดิม ฮ่าๆๆๆๆๆ วันนี้มีคนญี่ปุ่นมาคุยด้วยเยอะมาก ทำหน้างงอย่างเดียวเลย เอิ๊กกกกก ขากลับก็นั่งไปชิวๆ ถ่ายรูปข้างทางไปเรื่อยๆ บรรยากาศแบบนี้ไม่คิดว่าอยู่ที่ญี่ปุ่นเลย นั่งแล้วเหมือนนั่งรถไฟที่บ้านเราจริงๆ แต่โอเคนะ เจ๋งดี ชอบๆๆๆๆ ขากลับนี้กะเวลาได้แม่นมาก ไม่ต้องรอเปลี่ยนขบวนนาน งานนี้ต้องขอบคุณพี่เจ้าหน้าที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวด้วย ที่ให้ตารางเวลามา ขอบคุณมากๆค่า อิอิ

ทริปนี้เวลาที่อยู่บนรถไฟมากกว่าเวลาที่เดินเที่ยวอีก แต่เราว่าก็สนุกดีนะ ได้ประสบการณ์มากมาย ได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น ดูวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นในอีกแง่มุมนึงที่ไม่ใช่ชีวิตในเมือง ได้เห็นวิธีการทำนา ปลูกพืชต่างๆของเค้า ได้เห็นดอกไม้แปลกๆ และอีกมากมาย..การเที่ยวไปในที่ใหม่ๆ หรือที่ที่ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวดังๆนั้น ก็ได้อีกประสบการณ์นึงที่ดีมากๆเลย




 

Create Date : 07 มิถุนายน 2553    
Last Update : 24 มิถุนายน 2553 13:00:38 น.
Counter : 421 Pageviews.  

1  2  3  4  

ก่าแป๊ง
Location :
Tochigi Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




<< หาที่ท่องเที่ยว >>
<< หาที่ถ่ายภาพ >>
<<หาคนไปด้วย >>
Friends' blogs
[Add ก่าแป๊ง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.