udotingtong
Group Blog
 
All blogs
 

บทความสงสัยบทที่หนึ่ง

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปัจจุบันนั้นก้าวหน้าขึ้นจากเมื่อก่อนอย่างมาก หากผู้ศึกษาสนใจทางวิทยาศาสตร์ในแขนงหรือหัวข้อต่างๆ ต้องการวิจัยหรือสืบค้นข้อสงสัยบางอย่างก็มีเทคโนโลยีมากมายที่มารองรับการทดลอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสืบค้นเอกสารทางอินเตอร์เนทหรือที่เรียกกันอย่างคุ้นหูทางวิชาการว่า "Paper" แต่ถึงกระนั้น ด้วยความอยากรู้และสงสัยของผู้เขียน ประกอบกับความสนใจอยู่บ้างก็ได้เกิดความสับสนบางอย่างในใจที่ผู้เขียนขอเรียกว่า ความไม่เชื่อใจ เกิดขึ้นกับข้อมูลทางวิชาการเหล่านี้


โดยปกติ ก่อนข้อมูลเหล่านี้จะได้ออกสู่สายตาสาธารณชนทั่วโลกหรือภาษาทางการเรียกกันว่าการตีพิมพ์นั้น จะมีขั้นตอนมากมายในการคัดกรองข้อมูลทางวิชาการเป็นอย่างดี อันประกอบไปด้วยข้อมูลที่จะตีพิมพ์นั้น ต้องมีความถูกต้อง ชัดเจน มีหลักฐานทางวิชาการมารองรับอย่างสมเหตุสมผลและหนักแน่นซึ่งสามารถพิสูจน์เป็นข้อเท็จจริงได้ ผ่านการแก้ไขซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากคณะกรรมการกลางที่ถูกแต่งตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ข้อมูลออกมาดูสากลเป็นที่ยอมรับมากที่สุด รวมไปถึงสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ เงินตรา ซึ่งเป็นที่ประจักษ์กันอยู่ทั่วไปในวงการวิทยาศาสตร์ว่าการตีพิมพ์เอกสารแต่ละหน้านั้นราคาสูง สูงขนาดที่ "คนธรรมดา" ไม่อยากจะจ่าย


หลังจากเกริ่นนำมานานก็เข้าเรื่องข้อสงสัยของผู้เขียน โดยจะประกอบด้วยอะไรนั้นผู้เขียนจะแจกแจงเป็นหัวข้อย่อย เพื่อง่ายต่อผู้อ่านในการตอบคำถาม ซึ่งผู้อ่านไม่จำเป็นต้องตอบผู้เขียนโดยตรง เพียงตอบในใจก็เพียงพอถ้าอยากตอบ หรือนำไปคิด และเสนอข้อคิดเห็นต่อยอด โต้แย้ง ผู้เขียนเองก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง


  1. โดยปกติแล้ว ผู้เขียนเองก็เคยอยู่ในวงการวิทยาศาสตร์อยู่บ้าง ผ่านการทำการทดลองในห้องทดลองหรือที่เรียกกันคุ้นหูว่าทำ lab นั้นก็เคย และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าได้เคยเห็น "ด้านมืด" มาบ้าง ซึ่งโดยทั่วไปก็จะเป็นความผิดพลาดที่ไม่อยากให้เกิดของผู้ทดลองเอง ยกตัวอย่างเช่น การทดลองโดยทั่วไปนั้น ผู้ทดลองก็จะมีการศึกษาในเรื่องที่ตนเองจะทำการทดลองอยู่ก่อนแล้ว แต่กระนั้น เมื่อการทดลองออกมาไม่เป็นดังใจ ไม่ได้ผลดังหวัง ห่างจากมาตรฐานที่ได้ศึกษามา นักวิทยาศาสตร์บางคน อาจจะมีการบิดเบือน "ค่า" การทดลองที่ได้ เพื่อให้ผลการทดลองดูไม่ย่ำแย่จนน่าเกลียด และทำการทดลองในเรื่องอื่นๆ ต่อไป แล้วเอกสารทางวิชาการ ซึ่งจากนี้ผู้เขียนขอใช้คำว่า paper เหล่านั้น ก็มาจากนักวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นผู้ทดลองปกติมีจิตใจแบบเราๆ ท่านๆ นั้น จะไม่มีลูกเล่นในการนำเสนอผลการทดลองลงใน paper บ้างเลยหรือ หากมี แล้วผู้ทดลองรุ่นถัดมา จะเชื่อถืออะไรได้บ้าง

  2. การทดลองบางอย่างที่นำ paper เก่ามาอ้างอิง แต่ความจริงบางอย่างนั้นได้ถูกพิสูจน์มาเป็นเวลานาน และหากการทดลองนั้นไม่สามารถทำได้อีกต่อไป ณ ปัจจุบัน แล้วผู้อ่านคิดว่า ท่านสามารถเชื่อการทดลองนั้นได้อย่างหมดใจเลยหรือไม่

  3. ก่อนจะผ่านคณะกรรมการแต่ละครั้งก็มีการตรวจสอบแก้ไขกันไม่ใช่น้อย แล้วใครกันล่ะ "กรรมการกลาง" ใครเป็นคนแต่งตั้ง ใครเป็นคนอนุญาตให้คนกลุ่มนั้นมีหน้าที่แต่งตั้ง ถามจริงๆ เถอะ ท่านทั้งหลายได้รู้จัก หรือมีเส้นสายในวงการรู้จัก รู้ชื่อ รู้ประวัติกันหรือไม่ หรือหากสงสัยใคร่รู้ ก็คงต้องใช้เวลาเพื่อหาข้อมูลกันเป็นการใหญ่ แต่ประเด็นสำคัญไม่ใช่คำถามที่ว่า "ใคร" แต่ต้องถามว่า โดยภูมิความรู้ของท่านกรรมการกลางเหล่านั้น ผู้อ่านคิดว่า พวกเขาจะมีความรู้ได้ครบทุกๆ ด้าน จนกระทั่งตรวจ paper ของคนทั่วโลกให้เป็นมาตรฐานได้จริงหรือ หากผู้อ่านคิดว่า กรรมการกลางก็มีหลายคนและความสามารถแตกต่างกันออกไป แล้วท่านผู้อ่านคิดว่า หากท่านเป็นคนทำการทดลองนั้นเอง จะมีใครหรือที่รู้จักการทดลองได้ดีไปมากกว่าตัวท่านผู้ทดลองและสรุปผลนั้น จริงไหม

  4. หากท่านไม่มีเงินทุน แต่ท่านมีความสงสัยและต้องการทำการทดลอง ผู้เขียนคิดว่า ผู้เขียนมิได้ใจร้ายเกินไป หากผู้เขียนจะกล่าวว่า "ฝันนั้นไม่มีวันเป็นจริง" จะพูดว่าทดลองไม่ได้ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว คงจะไม่มีเงินเรียนเลยตั้งแต่แรกจะตรงประเด็นมากกว่า เพราะการจะส่งเสียจนได้เรียนทางวิทยาศาสตร์โดยตรงนั้นต้องใช้เงินพอสมควร หากพอจะมีกำลังทรัพย์ร่ำเรียนมาแต่ไม่มีเงินวิจัย ก็คงต้องตั้งใจเพื่อชิงทุนทั่วไปที่หน่วยงานต่างๆ กำลังแจกหรือให้กู้ยืมอย่างยากลำบากอยู่สักหน่อย ผู้อ่านคิดว่าอย่างไร ผู้เขียนใจร้ายใจดำหรือใจแคบเกินไปบ้างหรือไม่

  5. กล่าวถึงการอ้างอิงทางวิชาการ ผู้อ่านมีความคิดเห็นอย่างไรหากการทดลองสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นมาเป็นชิ้นเป็นอัน ได้รางวัลโนเบล อิกโนเบล หรืออะไรก็แล้วแต่อย่างสวยงาม แล้วผู้ที่นักวิทยาศาสตร์ท่านนั้นกล่าวอ้างล่ะ พวกเขาได้อะไรบ้าง นอกจากรายชื่อยาวๆ หลังหนังสือของนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังไปแล้วท่านนั้น ผู้อ่านคิดว่า ควรตอบแทนนักวิทยาศาสตร์ที่ถูกอ้างอิงในการนำข้อมูลที่คิดค้นได้และถูกนำไปใช้ต่อยอดบ้างหรือไม่ อย่างไรถึงจะสมน้ำสมเนื้อกับความพยายามของพวกเขาเหล่านั้น ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า หากพวกเขาเหล่านั้นยังมีชีวิต


สุดท้ายนี้ ผู้เขียนขอจบบทความสงสัยเอาไว้เพียงเท่านี้ก่อน โดยคาดหวังว่าบทความนี้จะไม่สั้นเกินไปจนทำให้ผู้อ่านผิดหวัง ถึงอย่างไรนั้น ผู้เขียนอยากจะตอกย้ำความคิดของผู้อ่านเผื่อจะไปถึงวงการนักวิทยาศาสตร์บ้างว่า ด้านมืด ของนักวิทยาศาสตร์ ไม่ได้มีเพียงแค่การบิดเบือนความจริงเท่านั้นหรอก หากเพียงแต่ยังมีด้านที่มืดมิด จนผู้เขียนก็ไม่อยากจะกล่าวอ้าง กลัวจะเป็นการป้ายสีต่อนักวิทยาศาสตร์ดีๆ ที่มีอยู่ อย่างที่ผู้เขียนไม่ได้ตั้งใจ ;)





 

Create Date : 20 มีนาคม 2555    
Last Update : 10 เมษายน 2555 19:47:12 น.
Counter : 231 Pageviews.  

เมล็ดพืชรูปหัวใจ...แปลก แต่จริง!

หลังจากไม่ได้อัพบล็อกมาน้านน นาน เพราะภาระกิจเยอะเหลือเกิน แถมจันทร์นี้ก็สอบอีก ^^'

ดองเรื่องไว้หลายเรื่องว่าจะอัพไม่ได้อัพซะที แต่ตอนนี้ ... ไม่ไหวแล้ว!!

เพราะมีเรื่องเด็ดจนเก็บไว้คนเดียวไม่ได้!


วันนี้ขอเสนอพืชชนิดหนึ่ง ชื่อบ้านๆ ว่า *โคกกระออม*

มันมีสรรพคุณยังไงอย่าเพิ่งไปสนเพราะว่ามันน่าเบื่อ (อ้าว เอ๊ะ แล้ววิทยาศาสตร์ยังไง 55)

เอาน่า สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือนี่..~

(รูปภาพจาก //www.flickr.com/photos/tik-th/4049516750/

เอ้ยยย! มันคืออะไร?? ลูกปัดสีดำวาดลายหัวใจหรอ .. ไม่ใช่!

มันคือเมล็ดของต้นโคกกระออม ตัวจริง เสียงจริง ของจริง .. ว้าว!!

แล้ว มันเป็นแบบนี้ได้ยังไง? เอาล่ะ เรามาเข้าเรื่องวิทยาศาสตร์กัน

เหตุที่เค้ามีหัวใจสีขาวบนเมล็ดแบบนี้ก็เพราะว่ารังไข่ของเค้าเป็นรูปหัวใจ

ชื่อวิทยาศาสตร์ของเจ้านี่ก็คือ Cardiospermum halicacabum L.

ก็สมกับหน้าตาล่ะ เพราะ cardio นั้น ก็แปลว่าหัวใจนั่นเอง :D

เมล็ดพวกนี้โดยปกติเราจะไม่เห็นหรอกเพราะเค้าจะซ่อนอยู่ในกระเปาะที่มีใบหุ้มแบบนี้

(รูปภาพจาก //science.sut.ac.th/gradbio/florae/pg117a.html)

โดยเราจะต้องหาต้นวัชพืชที่เลื้อยตามพุ่มไม้ต่างๆ ที่มีใบหน้าตาแบบนี้

(รูปภาพจาก //locals.in.th/index.php?topic=10588.0

จากนั้นเราก็ต้องฉีกกระเปาะออกเพื่อที่จะได้เห็นเมล็ดลายหัวใจน่ารักๆ ว้าววว

ส่วนเรื่องสรรพคุณก็ไม่เบา เพราะ โคกกระออม สามารถรักษาได้ทั้งรูมาตอย

ข้ออักเสบ ปวด บวม แก้ไข้ ขับประจำเดือน หรือจะเอามาตำพอกแผลไฟลวกก็ได้ 

แต่ไม่ค่อยเห็นคนนิยมปลูกกันซักเท่าไร ส่วนมากก็เป็นวัชพืชมากกว่า ลองหาดูนะ


ปล. เจอแล้วอย่าเด็ดกันเยอะล่ะ เพราะเด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาว .. จริงๆ นะ ;D


อ้างอิง

โคกกระออม. (8 มิถุนายน 2009). เข้าถึงวันที่ 5 มีนาคม 2011 จาก: //www.magnoliathailand.com/webboard/index.php?topic=2412.0





 

Create Date : 05 มีนาคม 2554    
Last Update : 6 มีนาคม 2554 10:59:58 น.
Counter : 1624 Pageviews.  

เส้นสีเหลืองบนถนน = โลหะหนัก!

หากคุณเคยเดินทางไปไหนมาไหนบนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นโดยรถประจำทางหรือรถส่วนตัวแล้วล่ะก็ คงไม่มีใครปฏิเสษว่า ไม่เคยเห็นเส้นสีเหลืองที่ตีอยู่ระหว่างริมทางบนถนนทั้งสองข้าง

โดยปกติแล้วหากไม่ได้เอ่ยถึง คาดว่าหลายคนอาจจะคิดว่าสีเหลืองที่นำมาทานั้นเป็นสีปกติทั่วๆ ไป เช่นเดียวกับคนเขียนบล็อกที่คิดเช่นนั้น แต่ครั้งหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ขณะค้นข้อมูลบางอย่าง บังเอิญเจอเอกสารเกี่ยวกับการวิจัยที่น่าสนใจมากฉบับหนึ่ง

จะมีสักกี่คนที่ทราบว่า แท้จริงแล้ว เส้นสีเหลืองที่ใช้ทาลงไปบนถนนที่เราเห็นนั้นผลิตมาจากโลหะหนัก ไม่ใช่แค่เพียงชนิดเดียว แต่มาจากโลหะหนักอันตรายสองชนิด คือ โครเมียมและตะกั่วที่อยู่รวมกันในรูปสารประกอบเลตโครเมต (Lead Chromate) อีกทั้ง ยังมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 200 บาท เนื่องจากต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

แต่การวิจัยนี้ ได้ทดลองนำกากตะกอนของเสียอันตรายจากโรงงานชุบโครเมียมมาผลิตเป็นเม็ดสี ซึ่งโดยปกติแล้ว ทางโรงงานจะมีกากของเสียออกมาจากกระบวนการต่างๆ ของทางโรงงาน และโรงงานจำเป็นจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการบำบัดและกำจัดกากของเสียอันตรายเหล่านี้ถึงตันละไม่ต่ำกว่า 1,500 บาท ซึ่งการวิจัยนี้ทำให้สามารถนำกากของเสียที่มีไปผลิตเป็นเม็ดสีที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยไม่ต่างจากเม็ดสีนำเข้าเดิม ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อและนำเข้าเม็ดสีจากต่างประเทศ อีกทั้ง ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายของทางโรงงานในการบำบัดกากของเสียอันตรายอีกด้วย

นับว่าเป็นการได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย หรือที่เรียกกันว่า win-win นั่นเอง ;D


อ้างอิง

แสวง เกิดประทุม.จากสารพิษในน้ำเสียสู่สีทาถนน.//www.tistr.or.th/ed/images/stories/engineer/article/chromepigment.doc.2 เมษายน 2553.




 

Create Date : 02 เมษายน 2553    
Last Update : 12 เมษายน 2553 0:16:58 น.
Counter : 478 Pageviews.  

ปักเป้าลวกจิ้ม!?

วันนี้ก็เข้า้เรื่องอาหารอีก แต่สั้นๆ นิดเดียวนะ ^^' ตอนนี้อยู่หอที่ฉะเชิงเทรา เมื่อเย็นออกไปทานข้าวต้มข้างนอก เป็นร้านข้าวต้มกุ๊ยแบบกับข้าวตามสั่ง ก็สั่งกับข้าวมากมาย หนึ่งในเมนูนั้นก็คือ ปลาลวกจิ้ม พอทานเ้ข้าไปรู้สึกมันเหนียวแปลกๆ ทำให้นึกสงสัยว่า ปลาที่เค้าเอามาลวกให้เราทานนั้นมันเป็นปลาอะไรกันแน่นะ พาลคิดไปในใจว่า ปักเป้ารึเปล่า!? เอาอีกแล้ว เป็นเรื่องอีกแล้ว xD


โดยทั่วไป ปักเป้า หรือ อาจเรียกได้ว่า ปลาเนื้อไก่เนื่องจากรสชาติคล้ายไก่นั้น มีราคาถูก เนื้อน่าทาน จึงยังมีูผู้ประกอบการบางรายลักลอบนำมาปรุงอาหาร ที่ต้องใช้คำว่าลักลอบนั้นเนื่องจากปัจจุบันนี้มีการออกกฏหมายการห้ามนำเข้าปลาชนิดนี้แล้ว รวมไปถึงการผลิต ปรุงอาหาร และจำหน่ายด้วย โดยหากกรรมวิธีที่ผู้ผลิตนั้นทำไม่ดี จะทำให้ผู้บริโภคได้รับพิษ tetrodotoxin จากปลา มีผลทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ชา จนถึงขั้นอัมพาต และัหัวใจหยุดเต้นได้


แต่หลังจากนั้นก็คิดไปว่า คงไม่น่าจะใช่ละมั้้ง (เข้าข้างตัวเอง) แล้วก็ทานจนหมด และสุดท้าย ก็มีชีวิตรอดมาเขียนบล็อก :D




อ้างอิง

มุกดา ตฤษณานนท์.ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล.พิษปลาปักเป้า. //www.si.mahidol.ac.th/department/Preventive/home/article/pufferfish.htm.19 มีนาคม 2553.

ประพันธ์ เชิดชูงาม, วทบ, DAP&E, MPH, ศุภชัย รัตนมณีฉัตร, พบ, สม, MSc.ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล.ปลาปักเป้ามีพิษ.//www.angelfire.com/journal2/c_prapan/puffer_fish.html.19 มีนาคม 2553.




 

Create Date : 20 มีนาคม 2553    
Last Update : 12 เมษายน 2553 0:16:34 น.
Counter : 183 Pageviews.  

กะหล่ำกัญชา!?

วันนี้อยากทานกะหล่ำปลียัดไส้มาก จำได้ว่าเคยซื้อแถวบ้านมีร้านหนึ่งอร่อยใช้ได้เลย แต่ตอนซื้อก็สังเกตเห็นว่ามีห่อผ้าใส่อะไรบางอย่างลงไปต้มในหม้อกะหล่ำปลีด้วย ... เอ๊ะ! ใส่กัญชารึเปล่า แล้วทำไมต้องกัญชา?


ปีนี้มีวิชาหนึ่งที่เรียนคือ toxicology เป็นวิชาที่เกี่ยวกับสารพิษทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพิษจากธรรมชาติ หรือจากที่มนุษย์สร้างขึ้น วิชานี้สามารถทำให้การใช้ชีวิตประจำวันเปลี่ยนไปได้เลย โดยเฉพาะการรับประทานอาหาร ไม่ว่าจะทานอะไรก็นึกไปถึงเรื่องพิษซะหมด ล่าสุดทำการบ้านเรื่องสารพิษในอาหาร ทำให้ได้ทราบข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับกัญชาและข่าวต่างๆ มากมายเกี่ยวกับกัญชา ไม่ว่าจะเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวที่มีคนทานเยอะมาก ก็ใส่กัญชาลงไปด้วยเพื่อทำให้มีรสชาติกลมกล่อมเป็นพิเศษ หรืออีกข่าว ร้านส้มตำต้มใบกัญชาลงไปกับน้ำปลาร้าเพื่อเพิ่มรสชาติชวนรับประทาน!?


สาเหตุข้างต้น มาจากสารประกอบออกฤทธิ์ในใบกัญชาชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Endocannabinoids ออกฤทธิ์ต่อประสาทรับรสหวานที่ลิ้น โดยจากการทดลองในหนูทดลอง พบว่า สารประกอบ Endocannabinoids ออกฤทธิ์ต่อประสาทรับรสหวานของหนูทดลองในทุกกรณี แต่ไม่ส่งผลต่อประสาทรับรสเปรี้ยว เค็ม ขม และรสอูมามิ (อันนี้ไม่ใช่โฆษณาผงชูรสนะ แต่มันมีศัพท์คำนี้จริงๆ แทรกหน่อยแล้วกัน :P รสอูมามิ ออกเสียงอย่างถูกต้องคือ อู มา หมิ แปลว่ารสกลมกล่อม ซึ่งรสอูมามินั้นเกิดจากรสชาติของกลูตาเมทอิสระ)


ยังไงก็แล้วแต่ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปว่ากะหล่ำปลีที่มีห่อผ้าที่มัดๆ นั้น ใส่อะไรลงไปด้วย ก็ได้แต่คิดว่า คงเป็นแค่เครื่องเทศละมั้ง ^^'




อ้างอิง

Robert Margolskee, M.D., Ph.D.Enhanced Sweet Taste: Endocannabinoids Act Directly on Tongue Taste Receptors.//www.sciencedaily.com/releases/2009/12/091222104920.htm.19 มีนาคม 2553.

อดิศักดิ์ อินทพิเชฎฐ์.UMAMI: รสที่ห้า.//www.charpa.co.th/articles/umami.asp.19 มีนาคม 2553.




 

Create Date : 20 มีนาคม 2553    
Last Update : 11 ธันวาคม 2554 12:17:11 น.
Counter : 298 Pageviews.  


udotingtong
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add udotingtong's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.