!!!!! Never be lied to again คู่มือจับโกหก !!!!!
Never be lied to again คู่มือจับโกหก


Never be lied to again เราสามารถไม่ให้ถูกหลอกได้โดยสังเกตอาการแสดงของบุคคลที่เราสนทนาว่า มีลักษณะท่าทางอาการผิดปกติไปหรือไม่ บทความนี้จะเสนอวิธีการค้นหาความจริงจากคนที่เราสนทนาด้วย โดยมีใจความสำคัญ ดังนี้

1. สัญญาณของการหลอกลวง ( Signs of deception ) ที่สำคัญ
• กริยาจะต่างไปจากเดิม ( Body language ) เช่น ท่าทางแข็งเกร็ง(stiff type) มือ แขน ขาเกร็ง ยืนกอดอก, หลบสายตา , ขาไขว่ห้าง , ยิ้มแห้ง ,บุคลิกเปลี่ยนไปจากปกติ แต่จะต้องพิจารณาว่าอาการแสดงที่ตรวจพบไม่ได้เกิดจากสภาวะจิตที่ว้าวุ่นของคนพูด
• เกิดระยะห่างมากขึ้นขณะสนทนา (Physical contact distance ) โดยปกติคนที่มีความสนิทสนมกันจะมีระยะห่างระหว่างกันไม่มาก แต่เมื่อเขาเกิดจิตที่ไม่ปกติขึ้นขณะสนทนา มักจะเกิดระยะห่างระหว่างสนทนาขึ้น
• บังคับให้เสียงราบเรียบ (Monotone ) โดยปกติน้ำเสียงของคนมักเป็นท่วงทำนอง แต่ถ้าเกิดน้ำเสียงเกิดเป็นลักษณะโทนเดียวกันระหว่างสนทนา ให้ระวังไว้ แต่ในกรณีนี้อาจเกิดจากเขาตั้งใจมากก็ได้
• อยากจะตอบคำถามอย่างเดียว (Answer only ) ไม่มีปฏิกิริยาอื่น นอกจากการตอบคำถาม เพราะกำลังตั้งใจหาคำตอบแก้ตัวอยู่
ในการพิจารณา "สัญญาณของการหลอกลวง" นั้น ให้คำนึงถึงด้วยว่าบุคคลผู้นั้นอาจจะมีนิสัยหลอกลวงจนชำนาญ สามารถฝึกท่าทาง อากัปกิริยา น้ำเสียง จนเป็นปกติได้ (ราคะจริต)


2. ทำอย่างไรถึงจะได้ความจริง ( How to get the truths )
• ทำให้เขาสะเทือนอารมณ์ หรือตั้งคำถามตรง ๆ เพื่อให้ตกใจซึ่งอาจจะได้ความจริงหรือมีพิรุธออกมา
• กล่าวหาหรือพูดเหมาว่า เขาเป็นเช่นนั้น เพื่อดูปฏิกิริยา หรือกล่าวหาเกินจริง เพื่อให้เขาแก้ตัว
• ให้ข้อแลกเปลี่ยนบอกประโยชน์ที่เขาจะได้จากการกล่าวความจริง และบอกถึงความเสียหายที่จะเกิดแก่เขา ถ้า ยังไม่พูดความจริง
• ถ้าเป็นผู้มีอำนาจมากกว่า ควรใช้เหตุผล เรียกร้องความเห็นใจ จึงจะได้ทราบความจริงมากกว่าการใช้คำถามที่มีอารมณ์


3.กลยุทธ์ที่จะทำให้ได้ความจริงมากขึ้น
• วิเคราะห์เป็นรายบุคคล (จริต) เช่น ให้ข้อมูลเกินจริง (วิตกจริต), ชอบให้แต่ข้อมูลในด้านดี ให้คนอื่นสบายใจ (โมหะจริต) ,ยึดแต่เหตุผลของตัวเอง (โทสะจริต) ,ต้องทำให้บุคคลนั้นอยู่ในสภาพจิตใจที่ไม่ปกติ จึงจะได้ความจริง (ราคะจริต)
• เป็นฝ่ายตั้งคำถามก่อน ลักษณะคำถามเป็นเชิงชื่นชม มักใช้กับผู้ชำนาญงานหรือบุคคลระดับสูง หรือคำถามที่ทำให้เกิดความสนใจ


4.การหลอกตัวเอง
• มีความเชื่อ เป็นตัวหลอกทำให้ไม่เห็นตรงตามความเป็นจริงในขณะนั้น วิธีแก้ คิดเสมือนว่าได้เห็นสิ่งนั้นเป็นครั้งแรก อยู่กับความจริงในปัจจุบัน ไม่ใช้ความรู้สึกเดิม
• อารมณ์และความรู้สึก ที่สำคัญคือ ความกลัว ความรู้สึกผิด ความอยากรู้อยากเห็น ความรัก


5.กฎเบ็ดเตล็ด
• คนแปลกหน้าให้ของ อาจจะมาขออะไรจากเราภายหลัง
• โดนหลอกจากการสิ่งที่เห็น เช่น การขายสินค้าลดราคาที่เพิ่มจากราคาจริงมากแล้วตั้งราคาให้ลดลง
• อย่าเชื่อตามคนหมู่มาก
• อย่าเชื่อเพราะว่าเขาเป็นผู้ชำนาญในสิ่งนั้น เช่น หมอใส่เสื้อกาวน์ขาว (white coat effect)
• อย่าคิดว่าสิ่งนั้นดีเพราะหายาก เพราะจริง ๆ ของสิ่งนั้นอาจจะไม่ดี หรือเหมาะสำหรับเรา
• อย่าเชื่อเพราะคิดว่าเขาอยู่เป็นฝ่ายเดียวกับเรา
• ให้ระวังคนที่มายกยอ




--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เครดิตเว็บ : //www.drboonchai.com



Create Date : 14 สิงหาคม 2554
Last Update : 14 สิงหาคม 2554 12:51:48 น.
Counter : 1001 Pageviews.

1 comment
@ @ @ วิธีการอ่านและวิเคราะห์จิตใจคน @ @ @
วิธีการอ่านและวิเคราะห์จิตใจคน


ในสังคมปัจจุบันไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะภาพใดหรือประกอบอาชีพใด ต่างต้องมีการติดต่อสื่อสารพบปะพูดคุย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือเพิ่มความสัมพันธ์กับผู้อื่นให้ดียิ่งขึ้น และหัวใจที่ทำให้เราประสบความสำเร็จทั้งในหน้าที่การงาน , ในด้านครอบครัวเพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ก็คือ " การรู้เท่าทันความคิดของผู้อื่น " การรู้เท่าทันผู้อื่น เพื่อเราจะได้ปรับพฤติกรรมของเราให้เข้ากับ พ่อ แม่ หรือสมาชิกในครอบครัว, เพื่อนร่วมงาน หรือหัวหน้างานได้อย่างถูกต้องเหมาะสมตามสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้ง

ตามที่เคยนำเสนอ ศาสตร์ในการอ่านใจคน ด้วยหลักจริต 6 ซึ่งถือเป็นพื้นฐานที่จะทำให้เรารู้แนวโน้มพฤติกรรมของผู้อื่นอย่างกว้าง ๆ และเพื่อให้เราเข้าใจผู้อื่นอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น Dr.Dimitrius ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทในการคัดเลือกคณะลูกขุนเข้าร่วมพิจารณาคดีดัง ๆ มากมาย ในสหรัฐอเมริกา ได้เสนอหลักในการอ่านความคิด,แรงจูงใจและพฤติกรรมของผู้อื่น ณ จุดเวลานั้น เช่น อ่านคนจากน้ำเสียง, จากวิธีการพูดจา เป็นต้น แต่การอ่านความคิดมนุษย์เป็นเรื่องที่ละเอียดสลับซับซ้อนเป็นอย่างมาก จึงจำเป็นต้องมีกรอบความคิดที่ชัดเจน เพื่อป้องกันความสับสน เพราะเบื้องหลังพฤติกรรมต่าง ๆ ที่มนุษย์แสดงออกมาย่อมเกิดจาก แรงกระตุ้น ที่ต่างกันไป

ดังนั้น เพื่อง่ายต่อการปรับประยุกต์ใช้ Dr. Dimitrius จึงให้หลักเกณฑ์พื้นฐาน 4 ประการ ดังต่อไปนี้

1. มองหารูปแบบของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ
พฤติกรรมซ้ำ ๆ หมายถึง รูปแบบการกระทำที่ใช้ตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกหรือสถานการณ์เกิดขึ้นเป็นประจำจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของนิสัย เช่น เป็นคนกระตือรือร้น หรือเฉื่อยชา, เป็นคนชอบท่องเที่ยวหรือชอบอยู่เฉย ๆ เป็นต้น
ดังนั้น เราไม่ควรสรุปผู้อื่นจาก
• พฤติกรรมในครั้งแรกที่รู้จักกัน ( First Impression )
• พฤติกรรมในทาง Negative ที่นาน ๆ เกิดครั้งหนึ่ง

2. หาพฤติกรรมที่เป็นนิสัยของเขาจริง ๆ ( เกิดขึ้นตามธรรมชาติ )
ตามหลักพื้นฐาน พฤติกรรมของมนุษย์สามารถ แยกได้ 2 ประเภท คือ
1. พฤติกรรมที่สร้างขึ้น อาจจะเพื่อบทบาทหน้าที่การงานในสังคม หรือ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเอง เป็นต้น
2. พฤติกรรมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ คือ พฤติกรรมที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็น " นิสัย " อาจมีสาเหตุจากการเลี้ยงดู หรือถูกหล่อหลอมจากสภาพสังคม เป็นต้น
คำถาม : เราจะรู้ได้อย่างไรว่าพฤติกรรมที่คน ๆ นั้นแสดงเป็นของจริงหรือสร้างขึ้น ?
สังเกตจาก " ระดับความเข้มข้นของพฤติกรรมที่เบี่ยงเบน " ปกติคนเราอาจมีพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปบ้าง แต่จะไม่ต่างจากลักษณะนิสัยเดิม ๆ มากนัก แต่ถ้าเบี่ยงเบนแบบสุดกู่ แสดงว่าเป็นพฤติกรรมซ้ำ ๆ ที่ถูกสร้างขึ้น
เมื่อแยกได้แล้ว ไม่ต้องสนใจพฤติกรรมที่สร้างขึ้น ให้คอยสังเกต " จุดเปลี่ยน " เพื่อที่เราจะได้เลือกพฤติกรรมที่จะแสดงออกได้อย่างเหมาะสม

3. ต้องสรุปให้ได้ว่าบุคคลผู้นั้น " คบได้ " หรือ " ไม่น่าคบ "
• ลักษณะของคนที่น่าคบ มีนิสัยที่จัดอยู่ในประเภท " คนเมตตาผู้อื่น " คือ ใจกว้าง, ยุติธรรม, ดูจริงใจ, พร้อมที่จะให้อภัยผู้อื่น เป็นต้น
• ลักษณะของคนที่ไม่น่าคบ หรือคบได้แต่ต้องระวัง คือ พวกที่ทำอะไรหวังผลประโยชน์เพื่อตัวเองฝ่ายเดียว, มีความอาฆาตต้องการลงโทษผู้อื่น เป็นต้น
ข้อสังเกต : คน ๆ หนึ่งจะเป็นได้เพียงหนึ่งลักษณะเท่านั้น คือ เมตตา หรือ ไม่เมตตา

4. มองหาจุดแตกต่าง
ต้องแยกให้ออกว่า การกระทำหรือบุคลิกลักษณะภายนอกอะไรบ้างที่ขัดแย้งกับภาพรวมทั้งหมดของคน ๆ นั้น เพราะภายใต้ความแตกต่างนั้น ย่อมมีเหตุสำคัญบางประการ และถ้าเราค้นพบที่มาของความแตกต่างนั้นได้ จะทำให้เรารู้จักคน ๆ นั้นได้อย่างลึกซึ้งและถูกต้องตามความจริง

สรุป : การที่เราจะอ่านความคิดผู้อื่นได้ถูกต้องตามสถานการณ์ หรือ ณ เวลานั้น ๆ เราจำเป็นต้องรู้ก่อนว่า อะไรคือพฤติกรรมซ้ำซากแท้จริงที่ถูกหล่อหลอมจน กลายเป็น " นิสัย " ของเขา เมื่อนั้นเราจึงจะสามารถอ่านความคิดของผู้อื่นได้จากรายละเอียดดังต่อไปนี้



การอ่านคนจากน้ำเสียง และการพูดจา

1. ระดับความดังของเสียง

1.1 คนเสียงดังผิดปกติ แต่มีรูปร่างเล็ก
• ชอบใช้อิทธิพล หรืออำนาจไปควบคุมผู้อื่น
• ขาดความอดทน หรือ
• เป็นผู้ที่มีความมั่นใจสูง

1.2 เสียงเบา และมีโทนเสียงต่ำ
• เป็นผู้ที่มีความสงบภายใน
• มั่นใจในตัวเอง

ข้อสังเกต : จุดที่เกิดการเปลี่ยนแปลง
1. จากปกติพูดเสียงเบา >>> พูดเสียงดังผิดปกติ
• มีแนวโน้มว่าช่วงนั้นอาจตื่นเต้น
2. จากปกติพูดเสียงดัง >>> พูดเสียงเบาผิดปกติ
• มีแนวโน้มว่าอาจมีปัญหาในชีวิต มีความทุกข์ทางกายหรือทางใจ

2. จังหวะของเสียง

1.1 พูดเร็วมาก ๆ แบ่งได้ 2 ขั้ว
• เป็นคนใจร้อน, มุ่งมั่น หรือ
• Self-esteem ต่ำ จะพูดเร็วแต่ไม่ชัดถ้อยชัดคำ หรือพูดติดอ่างเพราะตั้งใจให้คนฟังไม่ทัน

1.2 พูดช้ามาก ๆ แบ่งตามรูปร่าง
• ถ้าเป็นผู้ที่มีรูปร่างไม่เล็ก : อาจป่วย หรือ เป็นคนที่ Negative มากจนเกิดอาการอ่อนเพลีย
• ถ้าเป็นผู้ที่มีรูปร่างสูงใหญ่ : ชอบดูถูกผู้อื่น คิดว่าตัวเองเก่งกว่า และมักมีสายตาเหยียดผู้ฟัง

ข้อสังเกต : จุดที่เกิดการเปลี่ยนแปลง
• จากปกติพูดช้า >>> พูดเร็ว : กำลังโกรธ หรือกำลังโกหก
• จากปกติพูดเร็ว >>> พูดช้า : กำลังคิดหาคำพูดที่จะสื่อความให้เราเข้าใจเร็วขึ้น

3. พูดจาติด ๆ ขัด ๆ
แนวโน้มลักษณะนิสัย แบ่งได้ 2 ขั้ว
• ไม่จริงใจ พยายามหาเหตุผลต่าง ๆ เพื่อพูดเข้าข้างตัวเอง
• จริงใจ สรรหาคำพูดเพื่อให้คนฟังเข้าใจ

ข้อสังเกต : ให้สังเกตจากร่างกาย
• ท่าทาง ไม่นิ่ง ขาแกว่งไปมา ไม่สงบ ตัวสั่น >>> ไม่จริงใจ
• ท่าทางสงบ สายตานิ่งสงบ >>> จริงใจ

4. น้ำเสียงที่มีการดัด หรือไม่เป็นธรรมชาติ
แนวโน้มลักษณะนิสัย ต้องการแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ มีปัญญา ความสามารถสูงกว่าคนอื่น ๆ ซึ่งความจริงไม่ใช่

5. น้ำเสียงออดอ้อน แนวโน้มลักษณะนิสัย มี 2 ขั้ว
• เป็นผู้ที่น่าคบ ชอบเป็นผู้ตาม
• คนที่ชอบใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อให้ผู้อื่นทำตาม แต่ไม่อยากให้ผู้อื่นรู้ว่าถูกหลอกใช้



อ่านคนจากลักษณะการพูดจา

1. วิธีการตอบคำถาม
• นิ่ง : ผู้ที่ถูกกล่าวหาแล้วนิ่งให้สงสัยไว้ก่อนว่า มีส่วนในความผิดนั้นจริง
• พูดยืดยาว : แสดงว่าจริง ๆ แล้วเขาไม่รู้เรื่องนั้น

2. พูดจาหยาบคาย หรือชอบสาบานตลอดเวลา
• เป็นคนที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ หรือตื่นเต้นตกใจง่าย
• จิตใจโหดร้าย, ชอบข่มขู่ผู้อื่น

3. เปลี่ยนเรื่องพูด อาจมาจากสาเหตุ ดังนี้
• เบื่อเรื่องที่กำลังสนทนาอยู่
• ปกปิดความจริงเกี่ยวกับเรื่องนั้นจึงไม่อยากพูด
ข้อสังเกต : ความเกี่ยวโยงของเรื่องที่เปลี่ยน ถ้าไม่มีความเชื่อมโยงของเรื่องที่เปลี่ยนแสดงว่ากำลังปกปิดความจริง

4. คนที่เปิดเผยตัวมาก
• เขาสนในเราจึงยอมเปิดข้อมูลเยอะ หรือ
• อาจต้องการสร้างภาพ

5. คนที่ชอบพูดคำว่า " ลุย "
• เป็นคนค่อนข้างก้าวร้าว



---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เครดิตเว็บ : //www.drboonchai.com





Create Date : 06 สิงหาคม 2554
Last Update : 7 สิงหาคม 2554 19:03:14 น.
Counter : 425 Pageviews.

0 comment
+ + + วิถีขงจื๊อสู่ความเป็นเลิศเหนือคน + + +
สวัสดีค่ะเพื่อน ๆ ที่เข้ามาติดตามอ่านบล็อก

ช่วงนี้สุขภาพเจ้าของบล็อกไม่ค่อยดี เป็นหวัดปวดหัวนานเป็นอาทิตย์ทำให้บทความในบล็อกขาดช่วงไปบ้าง

บวกกับตลาดหุ้นผันผวนมากเป็นเดือนแล้ว ทำให้ต้องใช้สมาธิจดจ่อในการดูหุ้น ทำให้ไม่ค่อยได้มีการพูดคุยอะไรเลย แต่ก็พยายามลงบทความของอาจารย์บุญชัยอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนที่อยากพัฒนาตัวเอง ที่บล็อกนี้จึงเป็นแหล่งแบ่งปันบทความต่าง ๆ ของอ.บุญชัย โกศลธนากุลค่ะ....ลองเลือกอ่านดูตามความสนใจนะคะ

ลามูเต้


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


วิถีขงจื๊อสู่ความเป็นเลิศเหนือคน

ขงจื๊อเป็นนักคิดคนสำคัญยิ่งของโลก เป็นทั้งนักศึกษา นักรัฐศาสตร์ นักปรัชญา และที่สำคัญคือ เป็นผู้ที่ทรงอิทธิพลทางความคิดมากที่สุดในแผ่นดินจีน คำสั่งสอนของขงจื๊อเป็นรากฐานทางสังคม การเมืองและวัฒนธรรมของทั้งจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีมาจนถึงปัจจุบัน

แนวคิดของขงจื๊อไม่เพียงแต่เน้นให้คนมีคุณธรรม แต่ยังเป็นแนวทางนำไปสู่ความมีอัจฉริยภาพ คือทำให้รู้ว่าในเวลาหนึ่ง คนเราควรจะคิดอะไร วางตัวอย่างไร คบเพื่อนแบบไหน เพื่อทำให้เราใช้ศักยภาพและเวลาที่มีจำกัดให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองมากที่สุด แก่นคำสอนของขงจื๊อสรุปได้เป็น 5 หัวข้อดังนี้

1. บุคลิกภาพของมนุษย์ที่แท้

มนุษย์ที่สมบูรณ์แบบของขงจื๊อ คือคนมีบุคลิกโดดเด่นเหนือคนทั่วไป มีพลังดึงดูด โน้มน้าวใจคน และมีคุณธรรมเที่ยงตรง ทำให้มีอำนาจเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป คุณลักษณะ 7 ประการ ที่จะช่วยให้มนุษย์มีพลังอำนาจตามวิธีคิดของขงจื๊อ คือ

‘ นอบน้อม เพราะคนนอบน้อมจะไปทำอะไร ที่ไหน ย่อมไม่เป็นที่เกลียดชังของคนทั่วไป

‘ เมตตากรุณา เพราะคนมีเมตตากรุณา มักจะมี positive aura บนใบหน้าที่ทำให้สามารถเอาชนะใจคนได้โดยง่าย

‘ จริงใจ เพราะจะส่งผลให้มีบุคลิก ซึ่งเป็นที่ไว้วางใจของผู้อยู่เหนือกว่าผู้ใต้บังคับบัญชา และบุคคลทั่วไป

‘ จริงจัง เพราะย่อมทำทุกสิ่งทุกอย่างลุล่วงลงได้

‘ ใจคอกว้างขวาง เพราะย่อมใช้ให้คนทำงานแทนได้ และสามารถเป็นผู้นำที่ดี

‘ ไม่กินอิ่มเกินไป ไม่แสวงหาความสะดวกสบายจนเกินไป เพราะจะทำให้กลายเป็นคนเกียจคร้าน ไม่แสวงหาหนทางปรับปรุงชีวิต พัฒนาตนเองในขณะที่ยังมีกำลังวังชา และสติปัญญาสมบูรณ์

‘ มีอารมณ์มั่นคง ไม่หวั่นไหวง่าย ถ้ากล่าวแบบคนสมัยใหม่ ก็คือการมี EQ สูง

2. วิธีคิดของผู้มีปัญญา

คนเราเกิดมา มีปัญญาสูงต่ำไม่เท่ากัน มีโอกาสในการศึกษาไม่เท่ากัน แต่ขงจื๊อเห็นว่าในชีวิตประจำวันคนเราสามารถค่อย ๆ สร้างสมพัฒนาสติปัญญาให้ได้ด้วยตนเอง โดยการเปลี่ยนปรับวิธีคิดเสียใหม่ เลิกคิดปรุงแต่ง และคิดถึงเรื่องไร้สาระ และหันมาพิจารณาเฉพาะเรื่องที่เป็นประโยชน์แทน ดังนี้

‘ มนุษย์ที่แท้ จะต้องพิจารณาอยู่เสมอว่า ทำอย่างไร เราจึงจะมองอะไรแล้วสามารถจะเห็นและเข้าใจสิ่งนั้นทะลุปรุโปร่ง และเมื่อได้ยินอะไรแล้ว ทำอย่างไรเราจึงจะฟังให้เข้าใจได้หมด ซึ่งก็คือการใช้สมาธิตั้งใจดู ตั้งใจฟัง นั่นเอง ปัญหาของจำนวนมาก คือ ดู เห็น ฟัง แล้วเข้าใจไม่หมด ตีความผิด ตีความเข้าตนเอง เอาตนเองเป็นที่ตั้งอยู่ตลอด ถ้าแก้ไขจุดนี้ได้ เราก็จะมีฐานข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ ซึ่งต้องใช้ประกอบการคิด การตัดสินใจต่อไป

‘ อย่าคิดกังวลว่าใครจะยอมรับยกย่องเราหรือไม่ แต่ให้เป็นกังวลมาก ๆ ว่า ขณะนี้เรายังขาดคุณสมบัติข้อใดที่ทำให้ยังไม่เป็นที่ยกย่องของผู้คน และอย่าเป็นกังวลว่าคนอื่นจะไม่รู้จักนิสัยใจคอของเรา แต่ให้กังวลว่าตัวเราจะไม่รู้จักนิสัยใจคอของคนอื่นดีกว่า

จุดนี้คือ ขงจื๊อต้องการให้คนเราเน้นการพิจารณา เข้าใจ และปรับปรุงตนเอง ในขณะที่แนวโน้มของคนโดยทั่วไปจะชอบ 'ส่องนอก ไม่ส่องใน' และใช้เวลาไปกับการจับผิด วิพากษ์วิจารณ์คนอื่นเสียมาก

‘ เวลาเห็นช่องทางได้ผลประโยชน์ ต้องคิดถึงความยุติธรรมด้วยขงจื๊อเห็นว่ามนุษย์เรามีแนวโน้มจะคิดแบบเห็นแก่ได้ และตัดสินใจผิดพลาด เมื่อผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น เพื่อจะไม่ทำผิดคุณธรรม คนเราต้องพิจารณาเรื่องความยุติธรรมอยู่เสมอ ๆ ความยุติธรรมที่ให้พิจารณาก็คือ หลักการง่าย ๆ ถ้าเราไม่ชอบอะไร รังเกียจอะไร ก็จงอย่าทำกับคนอื่นแบบนั้น คิดได้แค่นี้

‘ นอกจากนี้ ขงจื๊อยังให้ข้อเตือนใจไว้ว่า เกิดมาเป็นมนุษย์ต้องหัดคิดการณ์ไกล เพื่อจะได้ไม่ต้องหลงทาง นอกจากนี้ เวลาร่ำเรียนศึกษาก็ต้องหัดคิดตาม เพราะคนที่ศึกษาหาข้อมูลต่าง ๆ โดยไม่คิด ย่อมไม่ฉลาดมากนัก ในทางตรงกันข้าม คนที่เอาแต่คิดวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ โดยไม่ชอบศึกษาหาข้อมูล ก็จะเป็นเพียงการคาดเดาหรือ speculation ย่อมจะคิดผิดพลาดได้ง่าย ๆ ดังนั้น คนเราต้องหัดฝึกฝนการคิดและการศึกษาหาข้อมูลไปพร้อม ๆ กัน

3. ระเบียบวินัย

ขงจื๊อกล่าวถึงระเบียบวินัย 3 ประการ ของคนวัยต่าง ๆ กัน

‘ วัยหนุ่มสาว พลังยังไม่มั่นคง ต้องมีวินัยเรื่องกามคุณ

‘ วัยกลางคน พลังกายใจเข้มแข็งมากที่สุด ต้องมีวินัยเรื่องความพึงพอใจ อย่าเพิ่งเฉยชาหรือพอใจกับอะไรง่ายๆ

‘ วัยชรา หมดเรี่ยวแรง พลังงานถดถอย ต้องมีวินัยกับความโลภ คืออย่ามีความต้องการมากมายไม่มีที่สิ้นสุด

4. การคบคน

ขงจื๊อเชื่อว่า ชีวิตคนเรา จะสุข ทุกข์ ประสบความสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคนที่เราจะเข้าไปเกี่ยวข้องคบหาด้วย ดังนั้น ขงจื๊อจึงมีกฎในการเลือกคบคน ดังนี้

‘ ข้อแรก ไม่คบหาคนที่มีคุณงามความดีไม่เท่าเรา

‘ ข้อสอง ไม่แสวงความเห็น หรือปรึกษาหารือคนที่มีเส้นทางชีวิตไม่เหมือนเรา

‘ ข้อสาม คนที่ควรคบหาคือ คนที่มีความซื่อตรง จริงใจ และมีความรู้

‘ ข้อสี่ พึงเลี่ยงคบหาบุคคลที่เสแสร้ง พูดจาไร้สาระ ฉวยโอกาส ฟุ้งเฟ้อ

‘ ข้อห้า เมื่อคบหาใครเป็นเพื่อนแล้ว จงมีความจริงใจต่อกัน แต่อย่าปล่อยให้เขาชักนำเราไปในทางที่ต่ำ

5. การพูด

คำพูดของเราต้องแสดงออกถึงความ ซื่อตรง สอดคล้องกับกิริยาทางกาย เพราะถ้าหากคำพูดเราเกิด พร้อมกับกิริยา มุ่งมั่นจริงใจ พูดสิ่งใดก็ย่อมประสบผลเป็นที่น่าเชื่อถือ

6. การวางตัว

คนเราจะมีคนรักทั่วทิศ หากวางตัวได้ดังนี้

‘ เวลาอยู่นอกบ้านแล้วพบผู้คน วางตัวเรากับคนผู้นั้นเป็นแขกสำคัญในบ้าน

‘ เมื่อต้องสั่งการ วางตัวราวกับเราเป็นแม่งานของพิธีการที่สำคัญยิ่งใหญ่ (คนที่เป็นแม่งานจะต้องเป็นภาพงานทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบอย่างรอบด้าน และมีจิตมุงมั่นต้องการทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ในระยะเวลาที่ตั้งใจเอาไว้ เพราะฉะนั้นเวลาคนเป็นแม่งานสั่งงาน จะไม่สักแต่ว่าขอให้ใครทำอะไร แต่จะคิด อย่างรอบคอบถึงผลที่ตามมา จะไม่สั่งการ แบบขอไปที แต่จะต้องมีการติดตามผล แนะนำเพื่อให้งานลุล่วงไปได้)

‘ อะไรที่เราไม่ชอบ ก็อย่าปฏิบัติต่อคนอื่น

‘ เข้มงวดต่อตนเอง แต่ให้อภัยคนอื่น

7. การวางจิต

ขงจื๊อเน้นการมีจิตใจที่ซื่อตรง เขาเห็นว่าประเทศชาติจะสงบสุขได้ครอบครัวต้องดีก่อน แต่ครอบครัวจะดีได้ มนุษย์แต่ละคนต้องมีคุณธรรม มนุษย์แต่ละคนจะมีคุณธรรม ก็ต้องมีจิตใจที่ซื่อตรงและจิตใจที่ซื่อตรง จะมีได้ก็ต้องมีเจตนาที่ซื่อตรงก่อน

ขงจื๊อเน้นจิตที่สามารถมองอะไรชัดเจน ทะลุปรุโปร่ง จิตเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็จากการมองเห็นและรู้จักตนเองอย่างรอบด้านก่อน




------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เครดิตเว็บ : ดร.บุญชัย โกศลธนากุล



Create Date : 26 มิถุนายน 2554
Last Update : 26 มิถุนายน 2554 12:21:53 น.
Counter : 348 Pageviews.

0 comment
( ( ( ( The Law of Success ศาสตร์แห่งความสำเร็จ ) ) ) )
The Law of Success ศาสตร์แห่งความสำเร็จ

The Law of Success เป็นหนังสือที่ได้รับการยอมรับสูงสุดจนเรียกได้ว่าเป็นหนังสือต้นแบบของหนังสือ Self-improvement ในปัจจุบัน ผู้แต่งคือ Dr. Napoleon Hills ท่านผู้นี้มีความสามารถและโด่งดังจนได้รับความไว้วางใจให้เป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดีอเมริกาถึงสามสมัย ผู้แต่งใช้เวลารวบรวมข้อมูลนานกว่า 20 ปีในการสัมภาษณ์บุคคลที่ประสบความสำเร็จทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาเพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์ว่า บุคคลเหล่านี้มีมุมมองและแนวคิดอย่างไรที่นำพาไปสู่ความสำเร็จ ตัวอย่างบุคคลดังกล่าวคือ Henry Ford, Firestone, Thomas Edison เป็นต้น ใจความสำคัญของหนังสือประกอบด้วยกฎทองคำ 16 ประการเกี่ยวกับหลักปฏิบัติของผู้ที่ประสบความสำเร็จได้แก่

1. อภิจิต คือ กลุ่มคนตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่มีแนวความคิดไปในทางเดียวกัน และมีความปรารถนาดีซึ่งกันและกัน คนที่จะประสบความสำเร็จได้จะต้องมีบุคคลเหล่านี้มาร่วมชีวิตหรือร่วมงานเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกันจนเป้าหมายที่ตั้งไว้ประสบความสำเร็จ แต่มีข้อควรระวังประการหนึ่งคือคนที่คิดไม่เหมือนกับเราก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นศัตรูกับเราเสมอไป เพราะในการทำงานความคิดที่แตกต่างในเชิงสร้างสรรค์ย่อมเป็นสิ่งดีที่จะช่วยสร้างนวัตกรรมใหม่ได้ ดังนั้น คนที่จะเราจะเลือกมาอยู่ในทีมควรมีคนที่คิดแตกต่างแต่ไม่แปลกแยกรวมอยู่ด้วย การสร้างอภิจิตคือการเลือกคบคนที่จะเข้ามาในชีวิตของเราอันได้แก่ สามีภรรยา เพื่อนสนิท เป็นต้น คนเหล่านั้นจะต้องมีจิตใจที่ดี มีความเข้มแข็ง มีความเอื้ออาทร จริงใจ เต็มใจที่จะร่วมหัวจมท้ายกับเรา และมีความสามารถ ส่วนผู้ร่วมงานควรเลือกคนดีมีความสามารถมีความขยันขันแข็ง หนักงาน ไม่คิดเล็กคิดน้อย ใจกว้าง และรู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม

2. มีเป้าหมายที่สำคัญและแน่นอน
การมีเป้าหมายที่สำคัญและแน่นอนจะทำให้ทุก ๆ พฤติกรรมของเราทั้งการพูด ความคิด และการกระทำไม่เสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ คนที่จะมีเป้าหมายที่สำคัญและแน่นอนได้จะต้องรู้ว่าตนเองมีความชอบ มีความถนัดในงานประเภทใดบ้าง และอยากจะเป็นอะไรในอนาคต การจะรู้ว่าตนเองชอบสิ่งใดนั้นจะต้องรู้จักสังเกตอารมณ์ของตัวเองว่า เมื่อไรเราทำสิ่งใดแล้วมีความสุขหรือเมื่อเจอคนในอาชีพใดแล้วเรารู้สึกประทับใจ ส่วนความถนัดสามารถรู้ได้จากคำชมจากคนรอบข้างว่าเราเก่งในเรื่องใดบ้าง เป็นต้น เมื่อมีเป้าหมายแล้วให้สร้างเป็นมโนภาพภายในจิตใจและเขียนติดไว้ในห้องนอนอ่านทบทวนทุกวันเพื่อสื่อกับจิตใต้สำนึกของเราเอง นอกจากนั้น เป้าหมายของเราควรเก็บไว้เป็นความลับจะบอกกล่าวได้ก็แต่คนที่เข้าใจเราจริง ๆ เช่น สามีภรรยา หรือเพื่อนสนิทเท่านั้น เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนมีความลังเลสงสัย ดูถูกดูแคลน และอิจฉาริษยาอยู่ตลอดเวลาน้อยคนนักที่จะเชื่อและช่วยเสนอแนวทางให้ไปถึงซึ่งเป้าหมายนั้น และสิ่งสำคัญที่สุดคือเราจะต้องไม่ยอมแพ้กับความยากลำบากทั้งปวงถึงแม้ว่าจะต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจสักเพียงไหนและจะต้องใช้เวลานานสักเพียงใด เราต้องทำได้เพราะ “ท่านทำได้ถ้าท่านคิดว่าท่านทำได้”

3. มีความมั่นใจในตัวเอง
ความมั่นใจเกิดจากการรู้จักตนเองอย่างถ่องแท้ทุกแง่ทุกมุม ทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน ความชอบและไม่ชอบอะไรบ้าง สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราไม่เห่อเหิมไปตามคำเยินยอของผู้อื่น เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าเรามีจุดแข็งในด้านนี้ และเมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์เราก็จะไม่ห่อเหี่ยวเศร้าใจ หรือโมโหโกรธามากจนเกินไปนักเพราะเรารู้อยู่แล้วว่าเป็นจุดอ่อนซึ่งเรากำลังพยายามปรับปรุงแก้ไขอยู่และขอน้อมรับคำติชมด้วยความเต็มใจ ผู้แต่งได้เสนอวิธีการสร้างความมั่นใจคือ

1. ขจัดความกลัว มนุษย์ทุกคนมีความกลัวอยู่ 6 ประการ ได้แก่
1) กลัวความยากจน ความยากจนป้องกันได้ด้วยการมีนิสัยประหยัดอดออมและรู้จักใช้จ่ายอย่างพอดี
2) กลัวความชราภาพ สังขารย่อมร่วงโรยไปตามสภาวะธรรมชาติแต่จิตใจของเราต่างหากจะต้องไม่ร่วงโรยไปตามร่างกาย ป่วยกายแต่อย่าป่วยจิต
3) กลัวถูกวิพากษ์วิจารณ์ มนุษย์ส่วนใหญ่รวมทั้งตัวเราเองมักจะมองเห็นส่วนที่ไม่ดีของผู้อื่นได้อย่างรวดเร็วและชัดเจนมากกว่าส่วนดีซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ฉะนั้น เมื่อโดนวิพากษ์วิจารณ์เราต้องเลือกใส่ใจกับคำวิจารณ์ที่มาพร้อมกับทางแก้เท่านั้น คนที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างเดียวเราก็รับฟังแต่จะไม่ใส่ใจแม้ว่าจะเป็นเรื่องจริงก็ตามที
4) กลัวสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักยามรักกันอะไรก็ดูดีไปเสียทุกอย่างมนุษย์จึ่งไม่อยากสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไป แต่ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน การพลัดพรากเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไปเสียไม่ได้
5) กลัวสุขภาพเสื่อมโทรม หากเราดูแลสุขภาพให้ดีเสียตั้งแต่ต้น เริ่มตั้งแต่การเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ เมื่อดูแลสุขภาพดีก็ไม่จำเป็นต้องกลัวว่ามันจะเสื่อมโทรมไปก่อนวัยอันควร
6) กลัวความตายความตายเป็นเรื่องธรรมชาติ หากตอนยังมีชีวิตอยู่เราได้ให้ความเอาใจใส่ดูแลคนที่เรารักเป็นอย่างดีแล้ว การอยู่หรือการตายย่อมไม่ต่างกันเพราะคน ๆ นั้น จะอยู่ในใจของเราตลอดไป

2. มองโลกในแง่ดี คิดแต่ด้านบวก
1) ปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางแก้เพียงแต่เราหาทางแก้แล้วหรือยัง
2) มองสถานการณ์ปัญหาต่าง ๆ ให้ทะลุปรุโปร่ง เลวร้ายที่สุดของเรื่องนี้คืออะไร มีอะไรที่จะช่วยบรรเทาปัญหาเหล่านั้นได้บ้าง เมื่อเราสามารถคลี่คลายปัญหาต่าง ๆ ได้ เราจะเกิดความมั่นใจในตัวเองทันที

4. นิสัยประหยัดอดออม
คนที่ปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จจะต้องรู้จักประหยัดอดออมเพราะจะทำให้รู้คุณค่าของเงิน และเมื่อจะต้องลงทุนทำสิ่งใดจึงไม่ผลีผลามและลงทุนตามความเหมาะสม โอกาสที่จะผิดพลาดย่อมมีน้อย จึงทำให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

5. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และมีความเป็นผู้นำ
คนที่จะเป็นผู้นำได้จะต้องมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อใช้ในการปรับปรุงผลงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คนที่จะมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้จะต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
1) มองสถานการณ์เหนือกว่าผู้อื่น
2) มีสิ่งที่คนอื่นไม่มี
3) ลงมือทำ เลิกผัดวันประกันพรุ่ง
4) มีพลังชีวิต มีความกระตือรือร้นมีนิสัยทำงานเกินเงินเดือน ผู้นำจะต้องมีลักษณะ ดังต่อไปนี้
• 1) มีความรู้ความสามารถ
• 2) เชื่อว่าตนเองมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ เหนือกว่าผู้อื่น
• 3) รู้จักตนเองอย่างถ่องแท้
• 4) กล้ารับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองกระทำโดยไม่โทษผู้อื่น
• 5) ปฏิบัติกับคนอื่นเสมือนหนึ่งเป็นคนในครอบครัว
• 6) มีความเมตตา รู้จักให้ และเสียสละ
• 7) สามารถสร้างแรงจูงใจให้คนรอบข้างได้ และมีเป้าหมายที่สำคัญและแน่นอน
• 8) มองภาพรวมเน้นผล รู้ว่าตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่และอยู่ตรงจุดไหนของทางเดินชีวิต และอีกไกลแค่ไหนกว่าจะถึงเป้าหมาย
• 9) ตัดสินใจอย่างรวดเร็วและถูกต้อง
• 10) มอบหมายงานได้อย่างถูกต้องตามจริตและความสามารถของลูกน้อง

6. มีจินตนาการ
ผู้ที่ประสบความสำเร็จทั้งหลายล้วนใช้จินตนาการในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น จินตนาการเป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นมา และจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนและแน่นอนกอปรกับความเชื่อมั่นว่าเราต้องสามารถฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านี้ไปได้ เมื่อจิตมีความนิ่งสงบในระดับหนึ่งจึงค่อยสร้างมโนภาพและน้อมจิตถามตัวเองว่าเราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ทางแก้จะมีมากมายหลายวิธีแต่จะมีเพียงวิธีเดียวที่ใช้ได้ ซึ่งจะรู้ได้โดยการใช้ความรู้สึกเข้าไปทาบว่าอันไหนใช่หรือไม่ใช่ ส่วนใหญ่แล้วจินตนาการมักเกิดขึ้นตอนสภาวะวิกฤตแต่ในสภาวะปกติหากจำเป็นต้องใช้จินตนาการก็ต้องสร้างภาวะความกดดันขึ้นมาเช่น ให้คิดว่าถ้าอีกเจ็ดวันเราจะต้องตายจากโลกนี้ไป เราอยากจะทำอะไรบ้าง และเราได้ลงมือกระทำแล้วหรือยัง เป็นต้น

7. มีความกระตือรือร้น
คนที่มีความกระตือรือร้นจะสามารถดึงดูดคนที่พลัง มีความสามารถเข้ามาร่วมทีมได้โดยง่ายเพราะบุคลิกที่ดูมีชีวิตชีวา หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ใคร ๆ ก็อยากเข้าใกล้คบหาสมาคมด้วย ผู้แต่งกล่าวเพิ่มเติมว่าความกระตือรือร้นอยากจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้อย่างเดียวยังไม่พอต้องลงมือกระทำให้เกิดเป็นผลงานด้วย และที่สำคัญจะต้องรู้จักแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานออกจากกันอย่างชัดเจน เวลาทำงานก็ทำอย่างเต็มที่เวลาพักผ่อนก็ไม่เอาเรื่องงานมาเป็นกังวล

8. สามารถควบคุมตนเองได้
การควบคุมตนเองให้ทำในสิ่งที่ตรงตามเป้าหมายทำได้โดยการหมั่นถามตนเองอยู่เสมอว่าตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่(ทั้งในความคิด คำพูด และการกระทำ) ทำไปทำไม ทำแล้วจะเกิดผลอะไร สอดคล้องกับเป้าหมายของเราหรือไม่ เป้าหมายของเราตอนนี้เป็นรูปเป็นร่างแค่ไหนแล้ว นอกจากนั้น สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือการควบคุมอารมณ์โกรธ ต้องบอกตัวเองว่าห้ามระเบิดอารมณ์ใส่ผู้อื่นโดยเด็ดขาดเพราะจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ถึงแม้ว่าเราจะเป็นฝ่ายถูกก็ตามเพราะเวลาคนเราทะเลาะกันไม่มีใครยอมฟังเหตุผลแน่นอน จึงเป็นการเปล่าประโยชน์ที่จะมาเอาชนะในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หัดปิดหูปิดตากับเรื่องไร้สาระแล้วเอาเวลามาสานความฝันของเราให้เป็นจริงจะดีกว่า วิธีการควบคุมอารมณ์และคำพูดคือพูดทีละคำฟังทีละเสียง เพราะเมื่อเราได้ยินเสียงที่ตัวเองพูดทุกคำเราจะมีความละอายที่จะใช้คำพูดรุนแรงและหยาบคาย

9. มีนิสัยทำงานเกินเงินเดือน
คนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องมีความรักในงานที่ทำอยู่ อยากให้งานออกมามีคุณภาพ และรู้สึก ภูมิใจที่ได้ทำงานนั้น ๆ รู้สึกว่าตนเองมีค่าต่อองค์กร และอยากให้องค์กรมีความเจริญขึ้นไปเรื่อย ๆ การมีนิสัยทำงานเกินเงินเดือนจะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ไม่ยากเพราะเมื่อเราตั้งใจทำงานชิ้นหนึ่งจนประสบความสำเร็จจะเกิดความมั่นใจและมุ่งมั่นที่จะทำงานให้ดีต่อไปความสำเร็จก็ย่อมตามมาอย่างไม่ขาดสาย ถึงแม้ว่าจะเจออุปสรรคบ้างก็ไม่ย่อท้อเพราะเป็นงานที่เรารัก และมองปัญหาว่าเป็นส่วนที่จะทำให้งานออกมาสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

10. มีบุคลิกภาพที่ดี
บุคลิกภาพที่ดีคือการมีความมั่นใจในตัวเอง มีความกระตือรือร้น มีความเป็นผู้นำ ยิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่น และสามารถควบคุมคำพูด อารมณ์ สีหน้า และการแสดงออกได้เป็นอย่างดี มีกาลเทศะ วิธีการสร้างบุคลิกภาพที่เร็วที่สุดคือการสร้างภาพคนที่มีบุคลิกภาพที่น่าประทับใจไว้ในจิตใต้สำนึก แล้วทุก ๆ อิริยาบถเราจะลอกเลียนแบบไปตามนั้น

11. มีความคิดที่ถูกต้องและเที่ยงตรง ได้แก่
1) มองความจริงตรงตามความเป็นจริง สามารถแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากข้อมูลทั้งหลายได้
2) ไม่สนใจคำนินทาหรือข่าวโคมลอย ใส่ใจแต่สิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นจริง
3) ไม่มองโลกเป็นสีขาวหรือดำให้มองเป็นกลาง ๆ เช่น เมื่อประสบความสำเร็จก็ไม่ดีใจจนออกนอกหน้าเพราะถ้าประมาทชะล่าใจก็ล้มเหลวได้เช่นเดียวกัน หรือเมื่อผิดหวังก็ไม่เศร้าสร้อยจนกินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางแก้ เพียงแต่ว่าเราหาทางแก้แล้วหรือยัง เป็นต้น
4) รับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับตัวเรา แม้ว่ามันจะเป็นความเป็นจริงที่เจ็บปวดก็ตามเพื่อนำมาแก้ไขข้อบกพร่องเหล่านั้นต่อไป
5) ไม่วิตกกังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึงเพราะความกังวลไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น รังแต่จะทำให้สิ่งที่กังวลเป็นจริงขึ้นมา เพราะการย้ำคิดย้ำทำเสมือนเป็นการสะกดจิตตัวเอง
6) รับฟังข้อมูลแล้วนำมาพิจารณาทุกครั้งโดยยึดหลักกาลามสูตรได้แก่อย่าเชื่อเพราะเขาทำตาม ๆ กันมา อย่าเชื่อเพราะเป็นครูบาอาจารย์หรือคนที่เราเคารพเพราะเขาอาจจะพูดผิดก็ได้ อย่าเชื่อเพราะฟังดูแล้วมีเหตุมีผลเพราะเขาอาจจะหลอกเราก็ได้ อย่าเชื่อเพราะว่ามันเหมือนกับที่เราคิดไว้เลยเพราะเราก็อาจจะคิดผิดได้เช่นเดียวกัน
7) อย่าปักใจเชื่อว่าข้อมูลที่ได้รับมา ณ ปัจจุบันนี้จะต้องเป็นจริงไปตลอดกาลเพราะเมื่อมีเหตุและปัจจัยใหม่ ๆ ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงได้เช่น มีข้อมูลใหม่มาหักล้างข้อมูลเดิมหรือข้อมูลเดิมอาจจะล้าสมัยไปแล้วใช้ไม่ได้ เป็นต้น

12. มีความใจจดใจจ่อ
การจดจ่ออยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนเรื่องนั้นสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีจะเป็นการฝึกจิตให้เป็นสมาธิและมีพลัง เมื่อจิตมีพลังจึงจะสามารถสานความฝันให้เป็นจริงได้ นอกจากนั้น การทำงานทีละอย่างยังเป็นการฝึกนิสัยอดทนอดกลั้น ไม่ทำตามใจตัวเอง สิ่งเหล่านี้ต้องฝึกจนเป็นนิสัยต้องบอกตัวเองอยู่เสมอว่าอย่าวอกแวกทำงานทีละอย่าง และต้องรู้จักเลือกทำแต่สิ่งที่มีประโยชน์และสำคัญในชีวิต การจะสร้างนิสัยใหม่ได้จะต้องตระหนักถึงข้อเสียของนิสัยเดิมและเห็นข้อดีของนิสัยใหม่เสียก่อนเช่น การทำงานหลายอย่างจะจับจด ไม่สำเร็จสักอย่าง จิตก็เป็นกังวล เครียด ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำแต่มีผลงานนิดเดียวสุขภาพก็เสื่อมโทรม แต่ถ้าทำทีละอย่างงานจะมีคุณภาพเมื่อได้รับคำชมก็จะมีกำลังใจที่จะผลิตผลงานดี ๆ ออกมาเรื่อย ๆ เป็นต้น คนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องมีกรอบความคิดที่ถูกต้องและหมั่นปฏิบัติตามแนวคิดนั้นอย่างสม่ำเสมอจนเป็นนิสัย

13. มีความสามัคคี
ความสามัคคีในกลุ่มอภิจิตเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งเพราะคนที่มีความมุ่งมั่น มีความใจจดใจจ่อ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และมีเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกันเมื่อร่วมพลังกายพลังใจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจะเกิดพลังที่จะสร้างสิ่งที่หวังไว้ให้เป็นจริงได้อย่างแน่นอน แต่คนส่วนใหญ่ที่มาร่วมทีมกันแล้วไม่ประสบความสำเร็จเพราะมีนิวรณ์ 5 เป็นตัวขัดขวางอันได้แก่ ความอิจฉาริษยา ความโกรธเกลียดอาฆาตพยาบาท ความเบื่อหน่ายไม่กระตือรือร้น ความลังเลสงสัยโลภมาก และความอยากมีอยากเป็นชิงดีชิงเด่นซึ่งกันและกัน ดังนั้น การจะดึงคนมาร่วมทีมจะต้องเลือกคนที่มีคุณภาพจิตดีเพื่อจะได้ไม่เป็นตัวบั่นทอนกำลังกายและกำลังใจของคนภายในกลุ่ม

14. ไม่กลัวความล้มเหลว
ปัญหาและอุปสรรคเป็นสิ่งที่จะต้องเผชิญและเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันหมด จงมองสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาและคิดเสียว่ามันเป็นเหมือนบททดสอบความเข้มแข็งและความกล้าหาญหากเราผ่านพ้นไปได้เราจึงจะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง เปรียบได้กับว่าวจะลอยสูงได้ก็ต้องปะทะกับลมพายุที่รุนแรง ถ้าว่าวนั้นสามารถประคับประคองจนผ่านวิกฤตไปได้ว่าวนั้นจะลอยสูงเทียมฟ้า ปัญหา อุปสรรค และความล้มเหลวในชีวิตจะเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราดีขึ้น เก่งขึ้น และฉลาดขึ้นทุกวัน ๆ และยังเป็นการฝึกจิตให้อยู่ได้ในทุกสภาวะ คนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องมีความเชื่อมั่นว่า สิ่งที่เราทำนั้นมันถูกต้องและจะพยายามทำต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งจนกว่าความฝันที่วาดไว้จะเป็นจริง

15. มีใจกว้าง ได้แก่
1) รู้จักให้วัตถุและน้ำใจไมตรีตามสมควรโดยที่เราไม่เดือดร้อนและไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ
2) รู้จักให้อภัยต่อคนที่ทำให้เราโกรธเกลียดหรือคนที่เอาเปรียบเราเพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพจิตใจให้สูงขึ้น นอกจากนั้น จะต้องรู้จักให้อภัยตนเองด้วยเมื่อทำผิดพลาดไปแล้วมันย้อนเวลากลับไปไม่ได้ก็ไม่ควรจมอยู่กับอดีต ในโลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบทำผิดก็แก้ไขและศึกษาข้อผิดพลาดไว้เป็นบทเรียนจะได้ไม่ทำผิดซ้ำ
3) เปิดรับความคิดใหม่ ๆ จะเป็นการสร้างพลังชีวิตทำให้เราสามารถอยู่ได้กับทุกคนในทุกสภาวะ แต่เราจะรู้และเลือกว่าใครคือบุคคลที่เราควรจะเลือกคบ

16. ท่านทำได้ถ้าท่านคิดว่าท่านทำได้



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เครดิตเว็บ : ดร.บุญชัย โกศลธนากุล




Create Date : 12 มิถุนายน 2554
Last Update : 12 มิถุนายน 2554 13:03:49 น.
Counter : 927 Pageviews.

0 comment
> > > > Genious Ways กลไกสมองของอัจฉริยะบุรุษ < < < <
Genious Ways กลไกสมองของอัจฉริยะบุรุษ


ในอดีต เราเชื่อว่าความฉลาดเฉลียวแบบอัจฉริยะหรือคนที่เป็น Genious นั้น เป็นเรื่องที่ถูกกำหนดโดยgene หรือพันธุกรรม หรือไม่ ก็โครงสร้างที่ไม่เหมือนมนุษย์ธรรมดา แต่ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ผลงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องสมองและความเป็นอัจฉริยะจำนวนมากทำให้บรรดานักวิทยาศาสตร์ ผู้รู้ และนักจิตวิทยาชั้นนำของโลกสรุปว่าสติปัญญาระดับอัจฉริยะถูกกำหนดด้วย meme มากกว่า gene หรือพันธุกรรม

meme ที่ว่านี้ก็คือ ระบบและนิสัยการคิดที่เราใช้เป็นประจำนั่นเอง งานวิจัยเกี่ยวกับ meme ของบรรดาอัจฉริยะของโลกนับร้อยคน ไม่ว่าจะเป็นโสเครติส เซอร์ไอแซค นิวตัน โทมัส เจฟเฟอร์สัน โทมัส เอดิสัน ไล่มาจนถึงไอน์สไตน์ แสดงให้เห็นว่าคนเหล่านี้มีระบบการทำงานของสมองและมีวิธีคิดร่วมที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งระบบวิธีคิดเหล่านี้ คนธรรมดา ๆ สามัญสามารถลอกเลียนแบบได้


ระบบวิธีคิดร่วมของบรรดา Genious


1. การคิดเป็นภาพคนเราเวลาคิด จะมีพฤติกรรมอย่างน้อย 2 แบบ คือ
คิดแบบเป็นเสียงดังอยู่ภายใน และ การคิดแบบเห็นภาพ คนธรรมดา ๆ จะมีพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งแต่คนที่มี IQ สูงทั้งหลายมักจะเป็นคนประเภทคิดแล้วสามารถเห็นภาพตามไปด้วยพร้อมกัน ทำให้สามารถสร้างภาพต่าง ๆ ขึ้นในใจได้ตามที่ตนต้องการ มีรายละเอียด สีสัน มิติชัดเจนแทบจะเหมือนของจริง การคิดเป็นภาพ เป็นการทำงานของสมองซีกขวา ท่านที่คุ้นเคยกับเรื่องการทำงานของสมองคงจะพอทราบมาบ้างแล้วว่า มนุษย์แต่ละคน เน้นหนักการใช้สมองแต่ละส่วนไม่เหมือนกัน บางคนเน้นใช้สมองซีกซ้าย บางคนเน้นสมองซีกขวา สมองซีกซ้าย ทำหน้าที่คิดตามข้อมูล หลักตรรกะเหตุผลที่เราได้เรียนรู้มาส่วนสมองซีกขวาทำหน้าที่สร้างภาพ รับรู้อารมณ์ และความรู้สึกจากประสาทสัมผัสทั้งห้า เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับจินตนาการ การหยั่งรู้เองตามธรรมชาติ (intuition) คนที่เป็น genious ทั้งหลายคือนอกจากจะมีสมองข้างซ้ายใช้การได้ดีอยู่แล้ว ก็มักมีสมองข้างขวาที่ได้รับการพัฒนาสูงมากกว่าคนธรรมดา ๆ ด้วย กลับมาที่เรื่องการคิดเป็นภาพ ประโยชน์อนันต์ของการสามารถคิดเป็นภาพก็คือ ความสามารถที่จะรับรู้ข้อมูลที่ sub-conscious mind ส่งมาให้เราได้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า sub-conscious mind หรือจิตใต้สำนึกของเราคือ genious ตัวจริงภายในตัวมนุษย์ทุกคน sub-conscious mind ของเรา ที่จริงก็คือคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงยอดเยี่ยมซึ่งเก็บข้อมูลทุกเรื่องที่ผ่านตา หู จมูก ลิ้น กาย ของเราเอาไว้ทั้งหมดไม่ว่าจะผ่านมานานเท่าไรแล้วก็ตาม sub-conscious mind ยังรู้ข้อมูลทุกอย่างกับตัวเราไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ ระบบการทำงานภายในร่างกายและระบบวิธีคิดของเรา แต่โดยปรกติเราจะไม่รู้วิธีสื่อสารเพื่อดึงข้อมูลจากจิตใต้สำนึกมาใช้

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า จิตใต้สำนึกของเรามักจะสื่อสารกับเรา ตลอดทั้งวัน แต่สื่อสารเป็นภาพ (image) จะเป็นภาพที่ปรากฏในความฝัน หรือภาพที่แวบเข้ามาในใจชั่วครู่เดียว แต่จะมีเฉพาะคนที่คุ้นเคยกับคิดเป็นภาพ และการเห็นภาพแสงสีเสียงในใจชัดเจนเท่านั้น ที่จะสามารถจับภาพข้อมูลที่จิตใต้สำนึกส่งมาให้เราอยู่ตลอดเวลาได้ จะเห็นได้ว่านักวิทยาศาสตร์ และนักประดิษฐ์คิดค้น มักจะเล่าว่าตนเองจะเห็นภาพสิ่งที่ตนเองต้องการคิด หรือจะประดิษฐ์ล่วงหน้าแล้วในใจด้วยตาใน แล้วค่อยย้อนไปทดสอบว่าการค้นคว้าหรือสิ่งประดิษฐ์เหล่านั้นจะใช้การได้หรือไม่


2. การคิดแบบ synesthetic
นอกจากการสร้างภาพแล้ว คน genious ทั้งหลายในโลก มักจะมีคุณสมบัติที่เรียกว่า synesthetic หรือการที่เวลาคิดเห็นภาพอะไรในใจใดแม้จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต จะสามารถ activate ให้ประสาทส่งข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ พร้อมกันทั้งหมด

ตัวอย่างเช่น หากคน ๆ นั้นนึกถึงภาพชายทะเลอยู่ในใจ จมูกก็จะได้กลิ่นคาวเกลือพร้อมกลิ่นดอกไม้หลายชนิดที่ปลูกอยู่ริมทะเลพร้อมกัน ผิวก็จะรู้สึกทันทีว่าลมทะเลตอนนั้นพัดอย่างนุ่มนวล หรือพัดกระหน่ำ ส่วนหูจะได้ยินเสียงคลื่นลมความรู้สึกภายในใจก็จะบอกเราว่าด้วยว่า เป็นบรรยากาศที่นุ่มนวล หรืออากาศขณะนั้นหนัก ๆ เพราะมีความชื้นมากเกินไป นอกจากนี้ ตาในก็จะเห็นรายละเอียดที่อยู่ในภาพทะเลนั้นมีสีสรรอย่างชัดเจนพร้อมกันไป

การมีประสาทสัมผัสที่เฉียบคมเช่นนี้ ผนวกกับการสร้างภาพทำให้นักประดิษฐ์ นักคิด นักเขียน และนักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างสรรค์งานขึ้นมาจากจินตนาการได้อย่างแม่นยำ ชัดเจน สามารถทำการทดลองต่าง ๆ ทำการปรับปรุงเปลี่ยนแก้ไขสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ในใจแก้ไขสมการยาก ๆ ในใจได้หมด............................ การมีประสาทสัมผัสที่เฉียบคม ยังทำให้คนเรามีวิจารณญาณที่ดี ไม่ต้องลองผิดลองถูกมากนักในชีวิต เพราะทำให้เรารู้ในทันทีว่าเราชอบหรือไม่ชอบอะไร โดยความรู้สึกเป็นตัวบอก...................... สมมุติมีคน 2 คน ต้องการจะเลือกแบบบ้านที่จะสร้าง คนที่มีประสาทสัมผัสเฉียบคมมองแบบบ้าน 10 แบบ จะตัดสินใจได้ว่าบ้านหลังอาจจะเลือกได้เลยและขอไปดูบ้านตัวอย่างแค่หลังเดียวก็พอ แต่อีกคนอาจจะต้องขอลองไปดูบ้านตัวอย่างให้ครบทั้ง 10 หลัง เพราะไม่สามารถสร้างจินตนาการจากรูปบ้านที่เห็นได้ ว่าของจริงน่าจะเป็นอย่างไร เราจะชอบหรือไม่

การฝึกสร้างภาพ ท่านที่ต้องการฝึกฝนความสามารถในการสร้าง image ต่าง ๆ ในใจ สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยการหัดเขียนบรรยายภาพที่เราเคยเห็นพร้อม ความรู้สึก และอารมณ์ในขณะนั้นบ่อย ๆ แต่ trick ก็คือ จะต้องอธิบายให้ละเอียดเหมือนเรากลับไปอยู่ในสถานการณ์ตรงนั้นจริง ๆ
นอกจากนี้ การอธิบายต้องครอบคลุมถึงข้อมูลที่ได้จากประสาทสัมผัสทั้งห้าด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้านึกถึงภาพวันรับปริญญา ก็ต้องเห็นตนเองว่าอยู่ในชุดอะไร ทรงผมแบบไหน รู้สึกถึงอุณหภูมิของอากาศในวันนั้น รู้สึกว่าแสงแดดในวันนั้นตอนออกไปถ่ายรูปกับเพื่อน ๆ ร้อนแรงเพียงใด นอกจากนี้ก็ต้องเห็นแววตา และสีหน้าของญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง แต่บางคนอาจพยายามนึกต่อไปด้วยว่าแต่ละคนแต่งตัวอย่างไร และในวันนั้นเราเองมีความรู้สึกภายในใจอย่างไร ปลาบปลื้มปีติ หรือเป็นกังวลเพราะตื่นเต้นว่าจะทำอะไรพลาดตอนรับพระราชทานปริญญา ต้องอธิบายให้ละเอียดราวกับเขียนนิยาย ประโยชน์ของการเขียน คือทุกครั้งที่เราบันทึกสิ่งที่เราเห็นและรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า เราจะต้องปลุกประสาทสัมผัสทั้งห้าให้ขึ้นมาทำงาน ทำบ่อย ๆ ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเราก็จะละเอียดมากขึ้น ไวมากขึ้นทุกที


3. การบันทึกความคิดที่แวบเข้ามาในสมอง
บรรดา genious ทั้งหลาย จะมีเรื่องเล่าคล้าย ๆ กันว่า จะได้ยินเสียง หรือมีความคิดดี ๆ แวบเข้ามาในใจ ในขณะที่กำลังทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับความคิดที่แวบเข้ามา และพวกเขาก็จะรีบบันทึกเรื่องราวหรือความคิดเหล่านั้นลงเป็นตัวอักษรทันทีเพราะความคิดที่ sub-conscious สื่อสารมาให้เหล่านี้ ก็เหมือนความฝัน ซึ่งถ้าไม่รีบตื่นมาจดเอาไว้ ไม่ช้าก็จะเลือนหายไป และไม่สามารถเรียกคืนมาได้ เพราะความคิด ความฝันเหล่านี้ ไม่ได้ถูกเก็บไว้ในสมองส่วนที่เราใช้งานอยู่ทุกวัน นอกจากการบันทึกความคิดที่ผ่านเข้ามาโดยบังเอิญแล้วบรรดาอัจฉริยะทั้งหลายยังชอบบันทึก feed back หรือความรู้สึกของตนที่มีต่อสิ่งที่เพิ่งได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็น เช่น เวลาอ่านหนังสือแล้วมีข้อสงสัยความคิดขัดแย้ง ข้อวิพากษ์วิจารณ์ ก็จะรีบเขียนบันทึกไว้เดี๋ยวนั้น ตอนนั้น อย่างที่ฝรั่งเรียกว่า บันทึกสิ่งที่เป็น first impression หรือความรู้สึกแรกของเราเกี่ยวกับเรื่องนั้นโดยไม่ผ่านกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ ประโยชน์ของการทำเช่นนี้ คือ เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลจาก sub-conscious mind ของเรา ซึ่งมักจะเป็นความรู้หรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์ยิ่ง


4. คำถาม หรือการมี Inquisitive mind
Genious ส่วนใหญ่ จะเป็นมนุษย์เจ้าปัญญา ขี้สงสัย ไม่ค่อยยอมรับความเชื่อ ความคิดของคนอื่นได้ง่าย ๆ และเมื่อสงสัยอะไรแล้ว ก็มีความปรารถนาแรงกล้าที่จะค้นคว้า หาคำตอบ หรือแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง ไอน์สไตน์นั้น เคยให้สัมภาษณ์ว่า ชีวิตของเขาใน 1 ชั่วโมงจะใช้เวลาตั้งคำถามที่ดี 55 นาที อีก 5 นาที เอาไว้ใช้หาคำตอบ ซึ่งตรงกับหลักของวิชาปรัชญาที่เชื่อว่า คำถามที่ดี มีค่ามากกว่าการแสวงหาคำตอบ หลักง่าย ๆ ในการตั้งคำถามที่ดีก็คือ การคิดถึงเรื่องต่าง ๆ ผ่านคำถาม What? Why? How? และพิจารณาอยู่เสมอว่า "ความจริง" มักจะมีความสลับซับซ้อนมากกว่าที่เราเห็นหรือได้ยินเสมอ นึกถึงเราเป็นมนุษย์ตัวเล็ก ๆ ที่ยืนอยู่ห่างจากภูเขาใหญ่สูงตระหง่านเพียง 1 เมตร ในสถานการณ์เช่นนั้น เราไม่มีทางเห็นหน้าตาของภูเขาได้ทั้งหมด โดยเฉพาะไม่เห็นด้านข้าง และด้านหลังของภูเขา สิ่งต่าง ๆ ที่เราเห็นส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ต่างกับภูเขาลูกนี้ ดังนั้น คนเราจึงควรมี inquisitive mind และปฏิบัติตามแนวทางของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่า อย่าเชื่ออะไรง่าย ๆ เพราะคนพูดน่าเชื่อถือ อย่าเชื่อเพราะเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ยอมรับตามกันมา แต่ให้หัดคิดพิจารณา ใคร่ครวญสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองด้วย


5. การทำงานที่ท้าทายอยู่เสมอเพื่อให้จิตเข้าสู่ Flow State
คนที่เป็นอัจฉริยะมักจะมีประสบการณ์กลับเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า "the flow state" ในระหว่างการทำงานMihalyi Csikszentmihalyi นักจิตวิทยาผู้เขียนหนังสือชื่อดังเรื่อง Flow: The Psychology of Optimal Experience อธิบายว่า the flow state ก็คือสภาวะที่จิตใจของเราไปจดจ่อกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่จนกระทั่งไม่มีความคิดอื่น ๆ หรือเสียงรบกวนภายในอื่น ๆ ผ่านเข้ามาในใจ หรือที่ในภาษาพุทธเรียกว่าอยู่ในสมาธินั่นเอง

Csikszentmihalyi ทำการสัมภาษณ์คนจำนวนมากจากหลากหลายอาชีพทั่วโลกและพบว่า จิตของคนเราจะทำงานได้มีพลังมากที่สุด เมื่อถูกบังคับให้ทำงานที่มีความท้าทายกำลังพอเหมาะ ไม่ยากเกินไป และไม่ง่ายเกินไป โดยงานที่ยากเกินไป จะทำให้เกิดความกังวล ตั้งใจมากไป หรือมีความกลัวว่าจะทำไม่ได้ ทำไม่ทัน ส่วนงานที่ง่ายเกินไปจะทำให้เกิดความเบื่อหน่าย สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทำงานผิดพลาดได้ง่าย

จากการศึกษาชีวิตคนที่เป็นอัจฉริยะ พวกเขามักจะทำงานประดิษฐ์ คิดค้นใหม่ ๆ ซึ่งยังไม่เคยมีใครคิดมาก่อน ทำมาก่อน หรือทำเรื่องที่ท้าทายตนเองอยู่ตลอดเวลา ทำให้ใจไปจดจ่อกับการคิดเรื่องนั้น ๆ ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ เป็นสาเหตุให้การคิด การกระทำของคนเหล่านี้มีพลัง และคิดได้ต่อเนื่อง ยาวนาน ความต่อเนื่องของพลังความคิดทำให้คน ๆ เดียวอย่างโทมัส เอดิสัน สามารถสร้างและจดทะเบียนสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ขึ้นมาได้กว่า 1 พันชนิด และบันทึกความรู้ และข้อคิดต่าง ๆ ลงในรูปหนังสือและโน้ตต่าง ๆ ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังรวมแล้วกว่า 3 ล้านแผ่น Gerontologist หรือผู้เชี่ยวชาญด้านคนชราในสหรัฐฯ ท่านหนึ่ง คือ David Snowdon ได้ไปทำการศึกษาชีวิตของแม่ชีสำนัก Notre Dame ในรัฐมินิโซต้าของสหรัฐฯ ซึ่งทั้งกลุ่มจะมีอายุยืนระหว่าง 90 - 100 กว่าปี และยังมีความจำตลอดจนสุขภาพดี ไม่มีอาการหลงลืมเหมือนคนชราโดยทั่วไป Snowdon พบว่า แม่ชีสำนักนี้จะมีความเชื่อว่าคนเราจะต้องไม่อยู่นิ่งเฉยจะต้องมีกิจกรรมทางความคิด ต้องเรียนรู้ เล่นเกมส์ มีการโต้วาที พูดคุย สัมมนาอยู่ตลอดเวลา ไม่ปล่อยให้สมองและเวลาผ่านไปอย่างว่างเปล่า นอกจากนี้ แม่ชีทุกคนในสำนักนี้ก็จะเขียนบันทึก diary แบบละเอียดเกี่ยวกับความคิด ความรู้สึก และการแสวงหาจิตวิญญาณของตนเองทุกวัน ทำให้เขาได้ข้อสรุปว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ในวัยใด สมองของเราจะทำงานได้อย่างดีหากเราฝึกฝนให้สมองมีสิ่งท้าทายอยู่เรื่อย ๆ

ข้อสรุปข้างต้นตรงกันกับวิธีคิดของ Csikszentmihalyi ที่ว่าคนที่ต้องการฝึกฝนให้จิตและสมองของตนมีพลังก้าวเข้าสู่ the flow state จะต้องใช้ชีวิตแบบที่มีความสลับซับซ้อน ต้องคิด เขียน แก้ปัญหาบ่อย ๆ แทนที่จะใช้ชีวิตง่าย ๆ เรียบ ๆ จนเกินไปจนสมองไม่ได้รับการกระตุ้นหรือท้าทายสติปัญญา และในขณะเดียวกันเราก็ต้องไม่บีบบังคับตนเองให้ทำในสิ่งที่เกินความสามารถของตนจนเกินไป จนกระทั่งทำให้เกิดความกังวล ความเครียด ซึ่งจะมาทำลายสมาธิและพลังความคิดของเราในที่สุด


6. ความสามารถในการอ่านหนังสือได้เร็ว
คนที่เป็นอัจฉริยะมักจะเป็นคนที่อ่านและรับรู้ข้อมูลจำนวนมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว และหลายคนจะมีสิ่งที่เรียกว่า photographic memory คือเวลาอ่านอะไรสมองก็จะบันทึกข้อมูลเป็นภาพเอาไว้ทั้งหน้า เวลาเรียกข้อมูลมาใช้ก็กลับมาในรูปของรูปภาพ ทำให้คนพวกนี้จำรายละเอียดข้อมูลต่าง ๆ ได้ทั้งหมด และเรียกใช้ได้ทันทีตามความต้องการ คนที่อ่านหนังสือได้เร็ว มักจะมีหลักการอ่านที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งเราสามารถเลียนแบบได้ดังนี้
6.1 เริ่มต้นการอ่านด้วยการหา key concept ก่อน เมื่อทราบ key concept แล้ว ก็เริ่มตัดสินใจว่าทำไมเราต้องการอ่านหนังสือเล่มนี้ เราต้องการรู้อะไรบ้าง ต้องการอ่านส่วนไหนบ้าง แล้วจึงเริ่มอ่านอย่างเจาะประเด็น เวลาของเรามีค่า และมีจำกัด เราไม่จำเป็นต้องเสียเวลาอ่านทุกอย่างทุกเรื่องที่อยู่ในหนังสือเล่มนั้น ๆ
6.2 อ่านแบบ photo reading หรือการทำให้ตาของเราเป็นเหมือน scanner ซึ่งจับภาพตัวหนังสือที่ละหลาย ๆ บรรทัดพร้อมกัน จะทำให้เราอ่านหนังสือได้เร็วกว่าการให้ตาไล่มองไปทีละตัว และถ้าต้องการอ่านแบบ photo reading เราจะต้องหลีกเลี่ยงนิสัยการอ่านออกเสียงในใจไปทีละคำ (sub-vocalization) เพราะสมองของเราเข้าใจคำเป็นภาพและอ่านเป็นภาพได้รวดเร็วกว่าการอ่านออกเสียงตามตัวอักษรหลายร้อยเท่าตัว การอ่านออกเสียงทีละคำ จะทำให้การอ่านแบบ photo reading ของเราช้าลงกว่าที่ควรจะเป็นมาก


7. K-check
คนที่เป็นอัจฉริยะทั้งหลาย หลังจากที่ได้ใช้ตรรกะเหตุผล และทฤษฎีต่าง ๆ ในการขบคิดปัญหาแล้ว ท้ายสุดจะถามความรู้สึกลึก ๆ ของตนเอง ว่าสิ่งที่ได้คิดและรับรู้มาโดยกระบวนการของสมองข้างซ้าย เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือเปล่า (kinesthetic check) การถามความรู้สึกลึก ๆ ของเราเป็นการสื่อสารตรงไปยังสมองข้างขวา ซึ่งคือ genious ตัวจริงภายในตัวของเรา สมองข้างขวามักจะให้ข้อมูลที่ถูกต้องในรูปของความรู้สึก ถ้าความรู้สึกลึก ๆ บอกว่า "ใช่" แนวโน้มก็คือเราเดินทางอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องแล้ว ถ้าความรู้สึกบอกว่า "ยังไม่ใช่" ก็อาจจะต้องปรับวิธีคิดของเราต่อไป ข้อควรระวังคือ คนที่ยังไม่เห็นความคิด และไม่เคยดูความรู้สึกของตนเอง จะยังสับสนระหว่างความคิดและความรู้สึก และไม่สามารถใช้ k-check ได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงควรเริ่มต้นฝึกฝนแยกแยะความคิดออกจากความรู้สึกให้ได้ก่อน (ท่านที่สนใจเรื่องการดูความคิดและความรู้สึก โปรดศึกษาเรื่องนี้จากเทปรายการ New Dimensions ในหัวข้อที่เกี่ยวกับการฝึกสมาธิและสติ)



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เครดิตเว็บ ดร.บุญชัย โกศลธนากุล




Create Date : 06 มิถุนายน 2554
Last Update : 6 มิถุนายน 2554 12:45:34 น.
Counter : 640 Pageviews.

1 comment
1  2  3  4  5  6  

ลามูเต้
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]



ไทป์ 5....การง่วนอยู่กับรูปแบบที่คุ้นเคยจนสามารถมองเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เคยเห็นมาก่อนได้
All Blog