Welcome to twojay's weblog...
Group Blog
 
All Blogs
 
ประวัติของมหาอำมาตย์นายกเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) : คำนำ คำไว้อาลัย











คำนำ

จำเดิมแต่ท่านเจ้าพระยายมราชถึงอสัญญกรรม ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับเป็นศพหลวง บำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทานเป็นงานหลวงโดยลำดับจนตลอด กระทั่งกาลที่สุดซึ่งจะได้พระราชทานเพลิงครั้งนี้ เป็นเหตุให้บุตรธิดาและบรรดาผู้อยู่ในครอบครัวท่านตลอดจนมิตรสหาย มีความปีติยินดีในพระมหากรุณาเป็นอย่างยิ่ง ในระวางเวลาที่ตั้งศพอยู่ก็ได้พากันหาโอกาสบำเพ็ญกุศลอุทิศให้ท่านแซกการพระราชกุศลตามกำลังและฐานานุรูป จนมิได้เว้นว่างแต่ละคืน บัดนี้ถึงวาระที่สุดแห่งงานศพ บรรดาบุตรธิดาและครอบครัวท่านปรารถนาจะได้โดยเสด็จฯ งานพระราชกุศลนอกจากด้วยการทำบุญถวายพระนั้นอีกด้วย จึงพร้อมใจกันพิมพ์สมุดนี้ขึ้นเป็นที่ระลึกถึงท่านเรื่องหนึ่ง


ในสมุดนี้เนื้อเรื่องเป็นสำเนาพระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ในรัชกาลที่ ๕ ซึ่งพระราชทานแด่ท่านเจ้าพระยายมราชระวางรัตนโกสินทรศก ๑๒๔ (พ.ศ. ๒๔๔๘) ถึงรัตนโกสินทรศก ๑๒๙ (พ.ศ. ๒๔๕๓) ซึ่งเป็นปีที่สวรรคต เห็นว่าพระราชหัตถเลขาเหล่านี้นอกจากที่จะสำแดงพระราชหฤทัยสนิธเสน่หาแด่ท่านเจ้าพระยายมราชเป็นอย่างน่าจับใจแล้ว ยังมีประโยชน์ในทางศึกษาประวัติแห่งราชการแผ่นดินส่วนหนึ่งด้วย ทั้งจะได้เป็นการฉลองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้นโดยที่เป็นการเผยแผ่พระราชาธิบายอันสุขุมในกิจราชการต่างๆ ให้เป็นที่เชิดชูพระเกียรติยศในพระองค์ แม้ท่านเจ้าพระยายมราชได้สามารถทราบดังนี้แล้ว เชื่อแน่ว่าท่านคงจะยินดีเห็นชอบด้วยเป็นอย่างยิ่ง


โดยปกติหนังสือแจกในโอกาสเช่นนี้มักมีประวัติท่านผู้ล่วงลับไปแล้วนั้นด้วย ได้ปรึกษากันเห็นว่าสำหรับประวัติท่านเจ้าพระยายมราชนั้น หากจะช่วยกันค้นคว้ารวบรวมขึ้นโดยอาศัยหลักฐานที่มีอยู่ทั้งในบ้านและในหนังสือราชการก็อาจทำเป็นเรื่องติดต่อกันได้จริง แต่ก็จะเป็นเพียงการเขียนโดยฝีมือคนรุ่นหลัง ย่อมจะขาดความคุ้นเจนแก่ตัวท่านในสมัยแต่ก่อนๆ จึงพร้อมใจกันกราบทูลขอพระกรุณาแด่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เพราะพระองค์ท่านเป็นผู้เคยทรงใฝ่พระทัยสังเกตเห็นค่าแห่งท่านเจ้าพระยายมราชมาแต่ยังอุปสมบท ได้ทรงปลูกฝังชุบเลี้ยงไว้ในราชการตั้งแต่เป็นครูสามัญ กระทั่งถึงเป็นข้าหลวงเทศาภิบาล และผู้แทนปลัดทูลฉลองภายใต้บังคับบัญชาของพระองค์ท่านมา นอกจากนั้นยังได้ทรงมีส่วนใหญ่ในการที่จะชักนำให้ท่านได้เข้าเฝ้าแหนคุ้นเคยในพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง จนเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยพอที่จะทรงเลือกขึ้นสนองพระเดชพระคุณในตำแหน่งเสนาบดีอันเป็นขีดสูงสุดแห่งอันดับราชการในสมัยนั้นอีก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์นั้นก็ทรงพระเมตตารับแต่งประวัติตั้งแต่ต้นมาจนตลอดรัชกาลที่ ๕ ด้วยอาการอันจักเห็นได้ชัดว่าทรงโดยเต็มพระทัย แม้ว่าการนี้จำต้องรีบเร่งเพราะงานกระชั้นเข้ามาแล้วก็ดี แต่ท่านก็มิได้ละลดพระอุตสาหะ ต้องทรงสละพระสำราญ และฝืนพระอิริยาบถเพื่อทรงอุปการะท่านผู้ล่วงลับไป ดังปรากฎจากลายพระหัตถที่ประทานมา เนื่องในการสอบสวนข้อความสำหรับประวัตินี้ตอนหนึ่งว่า "รู้สึกลำบากมากด้วยท่านเป็นอัจฉริยบุรุษ มีเรื่องซึ่งจะต้องเขียนลงในประวัติมากกว่าผู้อื่น ฯลฯ…………………….

ฉันแก่ชราความคิดก็ล้าไม่รวดเร็วเหมือนแต่ก่อน และร่างกายก็ทนงานหนักไม่ไหว เช่นเขียนเรื่องประวัตินี้ก็เขียนแต่ในตอนเช้าตอนเย็นปัญญาทึบเขียนก็ไม่ดี แม้ในตอนเช้าเขียนไปพักหนึ่งเจ็บหลังทนไม่ไหวก็ต้องลงนอนเสียครู่หนึ่ง พอหายเจ็บหลังจึงกลับนั่งเขียนใหม่ เพราะความรักเจ้าคุณยมราชอย่างเดียวที่จูงใจให้ฉันยอมทนความลำบาก"


ส่วนประวัติต่อมานั้น ตอนรัชกาลที่ ๖ ที่ ๗ ก็ได้อาศัยความเมตตากรุณาของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัติซึ่งในสมัยรัชกาลที่ ๖ ทรงดำรงตำแหน่งเลขานุการเสนาบดีสภาได้ทรงทราบเรื่องของท่านเจ้าพระยายมราชอยู่เป็นอันมาก และในสมัยรัชกาลที่ ๗ ต่อมา ก็ได้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงธรรมการ ทั้งนี้มีพระยาศรีธรรมาธิราช และพระยาวิชิตสรไกรซึ่งเคยร่วมงานกับท่านเจ้าพระยายมราช ในกระทรวงนครบาลและกระทรวงมหาดไทยตลอดมาในสมัยนั้น ช่วยเหลือค้นคว้าหลักฐานเท่าที่จะทำได้ จะหาใครที่เหมาะกว่าไม่ได้เป็นแน่ ตอนสุดท้ายสำหรับระยะเวลาที่ท่านกลับเข้าสนองพระเดชพระคุณอีกในรัชกาลปัจจุบัน ก็เผอิญเป็นเคราะห์ดีที่ได้รับพระอนุเคราะห์จากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตยทิพอาภา ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพราะพระองค์ท่านได้ร่วมราชการในคณะเดียวกันกับท่านผู้ล่วงลับไป จะหาผู้ใดรู้ลักษณะงานที่ท่านต้องทำในยุคนี้ดีไปกว่าท่านก็เห็นจะยากยิ่ง ทั้งนี้บุตรธิดาทุกคน ย่อมรู้สึกทราบซึ้งในพระกรุณาธิคุณของท่านผู้เคยร่วมราชการกับท่านเจ้าพระยายมราชเป็นที่สุด จนยากที่จะกล่าวพรรณนาให้สมรู้สึกนั้นได้

อนึ่ง ท่านผู้หลักผู้ใหญ่บางพระองค์บางท่านได้ทรงพระเมตตาและกรุณารจนาคำไว้อาลัยในท่านเจ้าพระยายมราชมาสำหรับพิมพ์ในหนังสือนี้อีกด้วย ขอถือโอกาสนี้บันทึกความรู้สึกพระเดชพระคุณของท่านไว้ในที่นี้ และได้จัดพิมพ์คำไว้อาลัยเหล่านั้นลงในสมุดนี้แล้ว

บ้านศาลาแดง
วันที่ ๒๖ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๘๑


*************************************

คำไว้อาลัย


พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา

ไว้อาลัย
แด่ท่านเจ้าพระยายมราช ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

ในการพระราชทานเพลิงศพท่านเจ้าพระยายมราช ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นี้ บรรดาบุตร์และธิดาของท่านผู้ถึงอสัญญกัมม์ ได้ขอให้ข้าพเจ้าช่วยเรียบเรียงประวัติของท่านเจ้าพระยายมราช สมัยในรัชชกาลที่ ๘ ฉะเพาะตอนที่ท่านได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์(๑) กับขอให้ข้าพเจ้าเขียนคำไว้อาลัยแด่ท่านเจ้าพระยายมราชด้วย


โดยคำขอร้องของบุตร์ธิดา แห่งท่านผู้วายชนม์ดังกล่าวนี้ ข้าพเจ้ายินดีรับจะเขียนส่งมาให้ทั้งสองประการตามปรารถนา แต่โดยที่เวลาต้องการของผู้ขอ จำเพาะมาประจวบกับเวลาที่ข้าพเจ้ามีราชการอื่นชุกอยู่มาก โอกาศไม่อำนวยให้ข้าพเจ้าได้มีเวลารำลึกนึกคิดได้เท่าที่ควร จึ่งจำต้องขออภัยไว้ในที่นี้ด้วย


ก่อนอื่น ข้าพเจ้าใคร่จะขอกล่าวไว้เสียก่อนว่า ข้าพเจ้าไม่สู้จะสันทัดในการเขียนประวัติของผู้วายชนม์ และยิ่งโดยฉะเพาะมาถูกขอร้องให้เรียบเรียงประวัติของท่านเจ้าพระยายมราช ซึ่งท่านเป็นผู้ที่เพียบพร้อมกอร์ปไปด้วยคุณงามความดีอันยอดเยี่ยมที่จะพรรณนาได้ ก็ยิ่งหนักใจไม่น้อย แต่เพื่อให้สมศรัทธาของบุตร์ธิดา ข้าพเจ้าจึ่งได้เรียบเรียงขึ้นเพียงเท่าที่โอกาศจะอำนวยได้ปรุงฉะเพาะแต่ตอนที่ท่านผู้วายชนม์ได้รับราชการในตำแหน่งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ร่วมกับข้าพเจ้าจนถึงวาระสุดท้ายที่ท่านได้ถึงอสัญญกัมม์ ทั้งนี้ย่อมต้องมีการขาดตกบกพร่องอยู่บ้าง เพราะเหตุดั่งกล่าวแล้วข้างต้น


ในฐานะที่ข้าพเจ้าได้ร่วมราชการในหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ด้วยกับท่านเจ้าพระยายมราช ตั้งแต่เริ่มแรกที่รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ ๗ มีนาคม ๒๔๗๗ พอรุ่งขึ้นจากวันประกาศตั้ง ข้าพเจ้าก็มีโอกาศได้ร่วมปรึกษาหารือข้อราชการแผ่นดิน และราชการส่วนพระองค์พระมหากษัตริย์กับท่านแต่นั้นมา ข้าพเจ้ากล่าวได้ด้วยความจริงใจว่า ในระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการ ท่านเจ้าพระยายมราชได้แสดงความคิดความเห็นในข้อราชการล้วนแต่เป็นคุณเป็นประโยชน์อันสำคัญยิ่ง เป็นแนวทางบริหารราชการทั้งในส่วนราชการแผ่นดินและราชการส่วนพระองค์ให้ต้องตามวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อจรรโลงสยามรัฐให้เจริญยิ่งขึ้นอยู่เสมอ ท่านเจ้าพระยายมราชเป็นอัจฉริยอำมาตย์ ผู้ถึงพร้อมแห่งรัฐประศาสโนบายในการปกครองที่เหมาะสมทันสมัยทุกยุคทุกกาละอันจะหาผู้เสมอเหมือนได้ยาก ประกอบทั้งเป็นผู้ที่มีน้ำใจโอบอ้อมอารีสุขุมคัมภีรภาพเป็นที่เคารพยำเกรงของผู้ที่คุ้นเคยวิสาสะทุกรูปทุกนาม ความอุตสาหะพิริยะอันแรงกล้าของท่านก็ได้สำแดงให้ปรากฎแก่ข้าพเจ้าและผู้ที่ร่วมหน้าที่ราชการด้วยกันมา อย่างเข้มแข็งและมานะอดทนเป็นอย่างยิ่ง ในบางโอกาศเมื่อมีราชการในหน้าที่ชุกหรือฉุกเฉินแม้ข้าพเจ้าจะได้ขอร้องให้ท่านได้พักผ่อนหย่อนอารมณ์เพื่อบำรุงกำลังและสังขารร่างกายให้มีอนามัยดีขึ้น เนื่องด้วยท่านมีอายุมากเข้าในเขตต์ชะรา เกรงว่าถ้าฝืนสังขารเกินไปอาจจะเจ็บป่วยลงได้แต่ด้วยความเข้มแข็งแห่งกำลังน้ำใจของท่าน ท่านมิได้ท้อถอยหรืองดเว้น ความมานะและอดทนเร้าให้ท่านพยายามและสามารถมาปฏิบัติราชการในหน้าที่ด้วยความแช่มชื่นตามปรารถนาของท่านจนได้ ต่อเมื่อไม่สามารถจะมาปฏิบัติราชการได้จริงๆ จึ่งจะขอทุเลาถึงแม้กระนั้น ถ้าเป็นราชการเร่งร้อนฉุกเฉินก็ยังยอมให้ไปปรึกษาหารือที่บ้านท่านได้ทุกเมื่อ อันเป็นความจริงบางคราวถึงต้องนำเสนอข้อราชการในขณะที่ท่านกำลังนอนเจ็บไข้อยู่ก็มี ทั้งนี้แสดงให้เห็นประจักษ์ในน้ำใจของท่าน เพื่อบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์โดยแท้ สู้ยอมสละความสุขส่วนตัวอุทิศเวลาให้แก่ราชการทุกเมื่อ ซึ่งเป็นที่ตระหนักในความอุตสาหะวิริยะอันแรงกล้า ประกอบด้วยความมานะอดทนของท่านอย่างเหลือที่จะพรรณนาได้


ในส่วนตัวสำหรับท่านเจ้าพระยายมราชกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากล่าวด้วยน้ำใสใจจริงได้ว่า ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่ข้าพเจ้ายกย่องเคารพนับถืออย่างบริสุทธิใจ ท่านได้มีความเมตตาอารีแก่ข้าพเจ้าเป็นอันมาก ทั้งได้เคยแนะนำสั่งสอนให้โอวาทต่างๆ อันล้วนแต่เป็นประโยชน์แก่ราชการเป็นเอนกประการ ซึ่งข้าพเจ้าเคยนำไปใช้ในแนวทางบริหารราชการอยู่เสมอ อันความคุ้นเคยสนิทสนมนั้น ถ้าจะนับเนื่องมาก็ตั้งแต่ข้าพเจ้ายังเด็กอยู่ได้เคยเคารพนับถือยำเกรงท่านเป็นอันมาก ตลอดกระทั่งข้าพเจ้ามีหน้าที่ราชการก็ยังได้ติดต่อเรื่อยมาจนในที่สุดถึงมาได้ร่วมราชการแห่งเดียวกัน ความสัมพันธและความเคารพนับถือได้ทวีแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ท่านเจ้าพระยายมราชเป็นผู้ที่เพียบพร้อมในการรักชาติ, สาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริงประจำอยู่เป็นเนืองนิจตั้งตนอยู่ในฐานะอันควรคาระวะน่าเลื่อมใสแก่บุคคลทั่วไปเป็นอันดี มีน้ำใจโอบอ้อมอารี มีเมตตาจิตต์ต่อบุคคลทุกชั้นทุกวัย จึ่งเป็นปัจจัยให้บังเกิดความเลื่อมใสเคารพนับถือ บรรดาข้าราชการตลอดจนคหบดี พ่อค้า ประชาชน ต่างพากันสรรเสริญในคุณงามความดีของท่านโดยทั่วไป


การที่ท่านมาถึงอสัญญกัมม์ลงนี้ จึ่งกระทำให้ข้าพเจ้าเศร้าสลดใจอย่างสุดซึ้ง และอาลัยในความเมตตาอารีที่ท่านเคยมีแก่ข้าพเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ในส่วนหน้าที่ราชการก็ต้องมาขาดผู้ที่เคยร่วมกันปรึกษาหารือข้อราชการที่มีคุณมีประโยชน์อันเหลือหลายไปเสียท่านหนึ่ง ไม่แต่ข้าพเจ้าเท่านั้นที่ได้รับความเศร้าสลดใจที่ท่านได้มาจากไปโดยไม่มีเวลาจะได้เห็นหน้ากันอีก ถึงแม้ท่านทั้งหลายที่คุ้นเคยเคารพนับถือท่านคงพากันเต็มตื้น และเศร้าสลดใจโดยทั่วหน้า ปรากฎว่าทั้งในและนอกพระราชอาณาเขตต์ต่างแสดงความเสียใจอาลัยมามากมาย ด้วยคุณงามความดีของท่านที่ได้มีอยู่แก่บุคคลโดยทั่วไปดั่งกล่าวแล้ว ข้าพเจ้าหวังว่า ในโอกาศพระราชทานเพลิงศพนี้ ท่านทั้งหลายคงจะยินดีมาไว้อาลัยในงานนี้เพื่อเป็นเกียรติยศแก่ท่านผู้ล่วงลับโดยพร้อมเพียง

อาทิตย์ทิพอาภา
พระที่นั่งอุดร
พระราชวังดุสิต
วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๑


(๑) ๗ มีนาคม ๒๔๗๗ - ๓๐ ธันวาคม ๒๔๘๐



เจ้าพระยาพิชเย็นทร์โยธิน

ไว้อาลัย

ท่านเจ้าพระยายมราช ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

พระยาสุขุมนัยวินิต บุตรชายคนใหญ่ของท่านเจ้าพระยายมราชมีหนังสือมาขอให้ข้าพเจ้าเขียนคำไว้อาลัยแด่ท่านเจ้าพระยายมราชเพื่อจะเข้าเล่มพิมพ์เป็นหนังสือแจกในงานพระราชทานเพลิงศพ ข้าพเจ้ายินดีรับเขียนให้ตามความประสงค์ ด้วยท่านผู้ถึงอสัญญกัมม์ได้เป็นผู้ที่ข้าพเจ้าเคยเคารพนับถือรักใคร่กับท่านมาเป็นเวลาช้านานประการหนึ่ง กับทั้งได้ร่วมราชการในคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ด้วยกันจนถึงวาระสุดท้ายที่ท่านได้ถึงอสัญญกัมม์


อันเกียรติคุณความดีของท่านเจ้าพระยายมราชมีเพียงใด เห็นจะเป็นการยากที่จะพรรณนาให้ละเอียดได้ ณ ที่นี้ เข้าใจว่าจะปรากฎอยู่ในประวัติของท่านแล้ว ข้าพเจ้าขอกล่าวแต่บางส่วนเท่าที่ข้าพเจ้าได้เคยร่วมเคยเห็นและด้วยความรู้สึกที่ข้าพเจ้าพอจะรำลึกได้ไว้พอเป็นสังเขป


ท่านเจ้าพระยายมราช ท่านเป็นผู้ที่ตั้งอยู่ในความซื่อสัตย์สุจจริต พร้อมด้วยความจงรักภักดีต่อชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์เป็นอย่างยอดเยี่ยมผู้หนึ่ง ในสมัยที่การปกครองแผ่นดินเปลี่ยนเป็นระบอบประชาธิปไตย ท่านก็มั่นอยู่ในรัฐธรรมนูญเป็นอย่างดี ราชการแผ่นดินและราชการส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์นับว่าท่านได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณมาในตำแหน่งสูงและสำคัญๆ ล้วนเป็นคุณประโยชน์แก่แผ่นดินมาเป็นเอนกประการ เป็นที่พอพระราชหฤทัยแก่พระมหากษัตริย์ในรัชกาลก่อนๆ เป็นอันมาก ดังจะเห็นได้จากที่ท่านได้รับพระราชทานยศบรรดาศักดิ์ และเครื่องราชอิสสริยาภรณ์ล้วนแต่ชั้นสูงสุดกว่าอำมาตย์ทั้งหลาย


ในสมัยรัชชกาลที่ ๖ ข้าพเจ้าเคยได้รับราชการร่วมกับท่านหลายคราว เช่นในคราวมีการประลองยุทธกองเสือป่าแทบจะทุกปีเพราะท่านมีตำแหน่งเป็นนายกองใหญ่เสือป่า บังคับบัญชากองเสือป่ากรุงเทพฯ และลูกเสือ ฯลฯ เข้าทำการประลองยุทธกับกองเสือป่าเสนาหลวงรักษาพระองค์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นผู้นำ ข้าพเจ้าสังเกตว่าท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุขุมรอบคอบ ประกอบด้วยความโอบอ้อมอารีมีเมตตาจิตต์ คอยช่วยเหลือเกื้อหนุนเอาใจใส่ดูแลในสุขภาพและอนามัยของบรรดาผู้ที่อยู่ในใต้บังคับบัญชาประดุจบิดากับบุตร จนเป็นที่นิยมรักใคร่นับถือ ต่างพากันสรรเสริญโดยทั่วไป ทั้งนี้เป็นที่ตระหนักในคุณงามความดีของท่านอันมีอยู่แก่บุคคลทั่วไปทุกรูปทุกนามทุกชั้นทุกวัย จึงเป็นที่น่าเลื่อมใสยิ่งนัก


ครั้นมาในรัชชสมัยแห่งรัชชกาลที่ ๘ เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นทรงราชย์ ท่านเจ้าพระยายมราชก็ได้รับตั้งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ด้วยผู้หนึ่ง ตลอดมาจนถึงวาระสุดท้ายที่ท่านถึงอสัญญกัมม์ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้าร่วมราชการในหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์กับท่านด้วย ตามความสังเกตของข้าพเจ้ากล่าวได้ว่า ถึงแม้ว่าท่านจะเป็นผู้มีอายุย่างเข้าในเขตต์ปัจฉิมวัยแล้วก็ดี ท่านก็ได้ปฏิบัติราชการในหน้าที่ด้วยความเข้มแข็งมานะอดทนสำเร็จประโยชน์เป็นอย่างดียิ่งเสมอ ความทรงจำในกิจการหรือขนบธรรมเนียมประเพณีใดๆ ที่ท่านเคยผ่านมาแล้ว ท่านยังจำได้และชี้แจงแสดงเหตุผลได้อย่างแม่นยำ ท่านให้ความคิดความเห็นเป็นคุณประโยชน์แก่การบริหารราชการในหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นอันมาก อันราชการทางส่วนพระองค์ท่านก็ปฏิบัติมาด้วยความซื่อสัตย์สุจริตจงรักภักดีอยู่เป็นเนืองนิจเป็นที่โปรดปรานพอพระราชหฤทัยยิ่ง จนได้รับพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ชั้นที่ ๑ แลด้วยเหตุว่าท่านเจ้าพระยายมราชได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสสริยาภรณ์และเครื่องอิสสริยยศอื่นๆ สูงกว่าข้าราชการทั้งหลายจะพึงได้รับพระราชทานมาแล้วแต่ในรัชชกาลก่อนๆ จึงเนื่องในงานพระราชพิธีสมโภชในการเสด็จพระราชดำเนินกลับมาเยี่ยมราชอาณาจักรครั้งนี้ ท่านเจ้าพระยายมราชได้รับพระราชทานถาดชาทองคำ อันเป็นเครื่องอิสสริยยศสูงศักดิ์เทียบเท่าที่พระราชทานแก่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เป็นเกียรติยศ นับว่าท่านเป็นข้าราชการที่ประกอบด้วยเกียรติคุณเกียรติยศ อันสูงสุดยากที่จะหาผู้เสมอเหมือนได้ยาก เมื่อท่านได้มาถึงอสัญญกัมม์ลงดังนี้ จึงกระทำให้บังเกิดความเศร้าสลดใจอันสุดซึ้งของข้าพเจ้าและผู้ที่คุ้นเคยเคารพนับถือท่านโดยทั่วกัน

พิชเยนทรโยธิน
บ้านถนอมพระอาทิตย์
พระนคร
กุมภาพันธ์ ๒๔๘๑



สมเด็จพระสังฆราช

ยมราชานุสสร
การถึงอสัญญกรรมของเจ้าพระยายมราช นำมาซึ่งความสลดใจแลอาลัยถึง เพราะต่างได้นับถือแลคุ้นเคยสนิทสนมกันมานานตั้งแต่ครั้งเป็นสามเณร ทั้งมีเจ้าพระคุณสมเด็จพระวันรัต (แดง) เป็นพระอุปัชฌายะร่วมกันด้วย นำให้รู้สึกว่าขาดคนสำคัญดีไปคนหนึ่ง ซึ่งจะหาอย่างนี้ได้เป็นยากอย่างยิ่ง ฯ


สิ่งใดในโลก เมื่อเกิดและเจริญขึ้น ถ้าดีก็น่าชมน่านิยมยินดีแต่ที่สุดก็เดินเข้าหามฤตยูทั้งหมด เพราะมฤตยูมีอำนาจเหนือกว่า แม้โลกคือมวลมนุษย์ก็มีคติเช่นนั้น เจ้าพระยายมราชก็เป็นผู้หนึ่งซึ่งถูกมฤตยูเด็ดชีวิตให้ศูนย์ไปจากโลก ต่างพากันเศร้าโศกและเสียดายเป็นอันมาก ฯ


แต่มีพระพุทธภาษิตเป็นเครื่องปลุกใจอยู่ข้อหนึ่งว่า "ธรรมเป็นสภาวะไม่ตาย" เพราะธรรมมีอำนาจเหนือมฤตยู ท่านเรียกว่า "อมฤตธรรม" เจ้าพระยายมราชแม้ศูนย์จากโลก ก็ชื่อว่าศูนย์ไปฉะเพาะร่างกาย แต่ธรรมคือความดีชอบของท่านไม่ศูนย์ยังมีเกียรติขจรอยู่ทั่วทิศ เป็นเหมือนคันธชาติชนิดอุกฤษฐ์หอมหวนทวนลมไปได้ไม่ขัดขวาง เป็นทางให้เกิดนิยมยินดีในสัมนาปฏิบัติ นี่เป็นความจริงที่ได้ประจักและน่าอัศจรรย์ ฯ


อันความดีความชอบของเจ้าพระยายมราชนั้น มีอาทิคือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิปรีชาสามารถเฉียบแหลม มีความประพฤติสม่ำเสมอเป็นลำดับ รับราชการสนองคุณประเทศชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ ด้วยความจงรักภักดีไม่มีเสียหายตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลปัตยุบัน มีความเจริญรุ่งเรืองด้วยเกียรติยศไม่มีเวลาตกต่ำ จนถึงได้ดำรงตำแหน่งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นที่สุด ซึ่งนับว่ามีอิสสริยยศอันสูงยิ่งเป็นศรีแก่ประเทศชาติแลสกุลวงศ์ แม้ทางพระพุทธศาสนาท่านก็เป็นผู้หนึ่งซึ่งมีศรัทธาปสาทะมั่นคง ดำรงอยู่ในสุจริตธรรมมีขันติและเมตตาเยือกเย็นแก่ชนทุกชั้น ตลอดสมณชีพราหมณ์ชาวต่างประเทศ แลมีเจตนาอันแรงกล้าที่จะเชิดชูพระพุทธศาสนาให้เจริญแพร่หลายเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ประชาชาติตามกาลสมัยฯ


ชีวิตของท่านสดชื่น เพราะประกอบไปด้วยเกียรติคุณดังนี้จึงเป็นสง่าราศรีแก่สกุล "สุขุม" ทั้งเป็นการเตรียมตัวเพื่อโลกใหม่ของท่านด้วย ส่วนชีวิตใหม่ของท่านน่าจะเป็นชีวิตที่ประเสริฐกว่านี้ เพราะแสงแห่งความดีคอยอภิบาลให้ร่าเริงบรรเทิงใจในโลกหน้า ฯ


กุศลใดที่คณะกุลทายาทได้จัดทำเพื่ออุทิศสนองคุณ ขอกุศลนั้นจงสำเร็จเพื่อประโยชน์สุขแก่ท่าน ตามฐานนิยม เทอญ ฯ


สมเด็จ พระสังฆราช



นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา

ไว้อาลัย

ท่านเจ้าพระยายมราช ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

ข้าพเจ้ามีความเคารพนับถือท่านเจ้าพระยายมราชมาเป็นเวลาช้านานแล้ว ทั้งก่อนที่ท่านได้ดำรงตำแหน่งในคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และภายหลังที่ท่านได้ดำรงตำแหน่งนั้นมาแล้ว


ในการที่ข้าพเจ้าได้มีส่วนเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกตั้งท่านเจ้าพระยายมราชให้ดำรงตำแหน่งในคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ผู้หนึ่งนั้น ก็เพราะปรากฎว่าท่านเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ซึ่งเคยได้รับราชการฉลองพระเดชพระคุณและสนองคุณชาติมาหลายรัชชกาลแล้ว ท่านเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและความสามารถอันเหมาะสมแก่ตำแหน่งราชการสำคัญๆ ที่ท่านได้เคยดำรงมาแล้วแต่ก่อน ท่านเป็นผู้ที่มีกิริยามารยาทสุภาพอ่อนโยน มีความเมตตากรุณาต่อผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาโดยไม่ถือตัว ท่านมีความรู้แจ้งชัดจัดเจนในทางพระศาสนา มีความเลื่อมใสในคติธรรมเป็นที่ตั้งท่านได้ทำคุณงามความดีสนองคุณประเทศชาติตลอดจนฉลองพระเดชพระคุณพระมหากษัตริย์ในส่วนพระองค์มานานัปปการ จึงเป็นที่เคารพรักใคร่โดยทั่วไป


ข้าพเจ้าจึงขอแสดงความไว้อาลัยโดยทราบซึ้งในจิตต์ใจไว้ ณ ที่นี้ด้วย


พ.อ. พหลพลพยุหเสนา



นายนาวาอากาศเอก หลวงพิบูลสงคราม

ไว้อาลัย

นายนาวาอากาศเอก เจ้าพระยายมราช

เจ้าคุณสุขุมนัยวินิต ได้มีหนังสือขอร้องข้าพเจ้าให้เขียนคำไว้อาลัยในท่านเจ้าพระยายมราช เพื่อนำลงพิมพ์เป็นหนังสือแจกในงานพระราชทานเพลิงศพท่าน ข้าพเจ้ารับสนองด้วยเต็มใจเหตุเพราะท่านผู้ล่วงลับได้เคยมีเมตตากรุณาข้าพเจ้ามาแต่หนหลังอย่างจับใจยิ่ง ทั้งข้าพเจ้าก็รักและเคารพท่านโดยลำดับกาลตลอดมา
ที่ข้าพเจ้ากล่าวว่า ข้าพเจ้ารักและเคารพท่านนั้นเป็นความจริงในใจของข้าพเจ้า ทั้งนี้เพราะข้าพเจ้าได้สังเกตเห็นท่านเจ้าพระยายมราชปฏิบัติราชการเป็นคุณเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติมาโดยเอนกนับจำเดิมตั้งแต่ท่านได้เริ่มรับภาระของชาติในหน้าที่สำคัญตลอดมาจนถึงวันอนิจจกรรม ท่านได้สร้างความดีความเจริญไว้แก่แผ่นดินเป็นหลักฐานสืบมาจนมากมายหลายประการ สมกับเป็นมุขอำมาตย์ผู้ถึงพร้อมด้วยอัจฉริยะของชาติไทยมาตลอดทุกกาลสมัย โดยฉะเพาะอย่างยิ่งในกิจการของทหารก็ได้สนับสนุนแทบทุกวิถีทาง มีข้อสำคัญที่ควรกล่าวอาทิเช่น ดำเนินการใช้พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหารในมณฑลกรุงเทพฯ ให้เรียบร้อยสมบูรณ์เหมือนกับมณฑลภายนอก ในคราวมหายุทธสงครามก็ได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารให้การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ยิ่งกว่านั้น ยังได้ดำเนินการจัดหาเงินบำรุงกองทัพอากาศสมัยเมื่อกำลังยังอ่อนแอ และร่วมการดำริและร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารในการเปิดสนามบินเกือบแทบทุกจังหวัด เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ท่านเจ้าพระยายมราชได้มีคุณแก่ชาติ และเป็นเกียรติเป็นประวัติอันงามในทางการทหาร และการป้องกันประเทศไว้ให้ยืนยงคงคู่กับสยามรัฐสีมาอาณาจักร์ นอกจากนี้ยังมีคุณงามความดีอีกมากมายหลายประการ ซึ่งท่านได้สร้างสมไว้ และจะได้สถิตเป็นอนุสสรณีย์เชิดชูประวัติของท่านไปอีกหลายชั่วอายุคน
ท่านเจ้าพระยายมราชเป็นผู้กอร์ปด้วย คุณธรรมอันงามทุกลักษณะ เป็นผู้มีนิสสัยสัตย์ซื่อ ถือกตัญญูเป็นที่ตั้ง มีอัธยาศัยอ่อนโยนโอบอ้อมอารี มีมรรยาทสุภาพละมุนละไม มีวาจาอ่อนหวานน่ารักน่านับถือ เป็นที่ควรเคารพแก่ผู้ที่ได้พบปะทุกคน คุณธรรมสำคัญๆ เหล่านี้ยังผลให้มหาชนเกิดความนิยมชมชอบในตัวท่านเป็นอันมาก การจากไปของท่านโดยไม่มีเวลาคืนกลับครั้งนี้นับเป็นการจากที่เต็มไปด้วยความเสียดายอาลัยรักของชาติไทยและคนไทยส่วนมากรวมทั้งข้าพเจ้าด้วยผู้หนึ่งยังระลึกถึงคุณงามความดีของท่านอยู่มิได้ขาด ท่านเจ้าพระยายมราชสมควรได้รับความยกย่องเป็นคนไทยตัวอย่างที่ควรเคารพทุกสถานะ และสมควรเป็นแบบอย่างอันดีสำหรับบรรดาชาวไทยทุกรุ่นจะพึงยึดถือสืบไป
ข้าพเจ้าขอน้อมคารวะแก่ท่าน แม้ว่าท่านจะได้ล่วงลับไปสู่ปรโลกภพใดๆ ก็ตาม ขอจงเป็นผู้สัมฤทธิในอิฎฐวิบากวิบูลผลเป็นสุขสำราญตามควรแก่ภพนั้นๆ ทุกประการ
ถึงว่าดวงวิญญาณของท่านได้ดับไป เหลือแต่รูปกายที่จะมอดไหม้ลง ณ บัดนี้ แต่ชื่อเสียงคุณงามความดีของท่านก็ยังยืนยงคงคู่กับชาติไทยจนตราบเท่าแทบฟ้าดินสลาย.

นายนาวาอากาศเอก พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี

วังสวนกุหลาบ
วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๘๑




ท่านเซอร์ ยอแซร์ ครอสบี อัครราชทูตอังกฤษ



All my recollections of Siam are bound up with the late Chao Phya Yomaraj, whose acquaintance I made soon after I first came to this country as a young man some thirty-five years ago. He was then known as Phya Sukhum and occupied the position of High Commissioner of the Provincial Circle of Nagara Sridharmaraj. His exceptional talents were the cause of his Sovereign summoning him soon afterwards to Bangkok, where he held in succession, over a long period of twenty years, the ministerial portfolios of Public Works, Local Government and the Interior. His Excellency was most assuredly a man whom the King delighted to honour, for his brilliant achievements were rewarded by the bestowal upon him by his Royal Masters of distinctions too numerous to mention here. He had already been a most loyal and faithful servant of the State during three Reigns when, in the evening of his days and after he had already retired from the cares and the strenuous labour of official life. he responded once more to the call of duty and assumed the functions of a member of the Council of Regency in the Reign of His present Majesty. Such a record of service must be rare in any land and it justly earned for Chao Phya Yomaraj the affectionate and admiring title of the Grand Old Man of Siam. Among the foreign community of Bangkok he had many devoted friends, for he was essentially tolerant and broad-minded and his patriotism, though ardent, was never exclusive.


Now that His Excellency has gone from our midst, I feel that Siam without him can never be for myself quite what it was before. I had known him for so long, he was in my experience so intimately associated with the Government and he was always so courteous and so friendly in his relations with me, that his death has affected me as a great personal loss. We shall not easily see his like again. But let us realise that in a sense he is not dead, for his memory lives on after him as an example and an inspiration to the younger generation of Siamese who have come into the heritage which he helped to prepare for them, and whose mission it is to lead their country and his on to the high destiny which awaits her.
J. Crosby

BRITISH LEGATION,
BANGKOK



Create Date : 25 มิถุนายน 2550
Last Update : 25 มิถุนายน 2550 3:12:42 น. 13 comments
Counter : 3646 Pageviews.

 
หนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพเจ้าพระยายมราช มีกี่เล่มครับ

เคยเห็นเพียงเล่มเดียว


โดย: NickyNick วันที่: 5 กันยายน 2550 เวลา:13:35:52 น.  

 
สัญลักษณ์ข้างล่างนี้
เป็นรูปกำลังปั้นหม้อ



น่าจะมาจากนามของท่านคือ ปั้น

อยากทราบว่า
- คนปั้นหม้อ หรือ เทวดาปั้นหม้อ กันครับ
- ได้รับพระราชทานมาตั้งแต่เมื่อไร
- ผู้ที่จะได้รับพระราชทานตราสัญลักษณ์แบบนี้ควรจะมียศตำแหน่งสูงระดับไหน


โดย: NickyNick วันที่: 6 กันยายน 2550 เวลา:11:46:19 น.  

 
เรื่องในบล็อกนี้ อาจปะปนกับในบล็อก ตอนสุดท้าย บ้าง คงไม่ว่ากันนะ เพราะบางทีไม่รู้จะเอาไปใส่ไว้ตรงไหนให้เป็นระเบียบดี

แต่เรื่องที่เกี่ยวกับหนังสือที่ระลึก จะเก็บไว้ในบล็อกนี้

สาส์สมเด็จ กรมดำรง ลว. ๒ กุมภาพัน ๒๔๘๑ (ล.๑๔, ๒๕๒๖ น.๒๓๙)
.... สัปดาหะนี้ พระยาสุขุมนัยวินิจออกมาหาหม่อมฉันเมื่อคราวเมล์วันอาทิตย์ที่ ๒๙ มาวิงวอนขอให้แต่งเรื่องประวัติเจ้าพระยายมราช หม่อมฉันไม่สามารถจะขัดได้ด้วยรักเจ้าพระยายมราช แต่รู้สึกเป็นความลำบากยากยิ่ง ด้วยเจ้าพระยายมราชเป็นอัจฉริยบุคคล ได้ดีมาหลายรัชกาล หม่อมฉันรู้เรื่องตระหนักเพียงในตอนรัชกาลที่ ๕ แต่ตอนท่านได้ดีในรัชกาลที่ ๖ ออกจากราชการในรัชกาลที่ ๗ แล้วกลับมาได้ดีในรัชกาลที่ ๘ หม่อมฉันอยู่ห่างกับท่านเสียแล้ว ยังคงรักใคร่กันแต่ในส่วนตัว ไม่รู้ว่าจะแต่งประวัติให้ดีได้ จึงแนะให้แบ่งเรื่องประวัติเป็นภาค หม่อมแนรับจะแต่งภาครัชกาลที่ ๕ ส่วนภาคอื่นให้เขาไปหาคนอื่นที่รอบรู้กิจการในสมัยนั้น ๆ แต่ง แต่หม่อมฉันก็แย่อยู่แล้วด้วยต้องแต่งประวัติเจ้าจอมมารดาทับทิมอีกเรื่อง ๑ เกือบไม่มีเวลาจะเขียนเรื่องอื่นได้แล้ว จึงถึงทูลขอเขียนจดหมายเวรหมู่นี้ให้สั้นสักหน่อย แต่มันเป็นของเคยสนุกก็มักกลั้นไม่อยู่ ....

นี้ทำให้เรารู้เหตุผลของการแต่งประวัติเป็นภาค และโดยท่านใดบ้าง


โดย: NickyNick วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:9:36:58 น.  

 
สาส์นสมเด็จ กรมนริศ ลว.๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๑ (ล.๑๔,๒๕๒๖ น.๒๕๑)
.... ในการที่ทรงแต่งประวัติเจ้าพระยายมราชนั้นควรแล้ว เพราะเจ้าพระยายมราชเป็นผู้ที่ได้รับพระกรุณา แล้วท่านก็มิได้ลืมพระคุณ และตามที่ทรงรับแต่งแต่จำเพาะตอนรัชกาลที่ ๕ นั้นก็ควรแล้ว เพราะในตอนนั้นใครจะรู้ดีไปกว่าฝ่าพระบาทย่อมไม่มีแล้ว พูดถึงการแต่งประวัติก็เกิดดูหมิ่นขึ้นในใจ ตามที่แต่งกันก็เห็นมีทางไปอยู่แต่เพียงว่า เข้ารับราชการเมื่อไรได้เลื่อนที่เป็นอะไรบ้าง ได้เงินเดือนเบี้ยหวัดเมื่อไรเท่าไร ได้ตราอะไรบ้าง เท่านั้นเอง ซึ่งอ่านไม่สนุกอย่างเอก ฝ่าพระบาทมิได้ทรงแต่งอย่างนั้น นึกได้จากประวัติตาทองอยู่ (พิเภก) ซึ่งทรงแต่ง แกมืดเต็มที ทุนเช่นกล่าวมาแล้วก็ไม่มี ยังทรงสามารถแต่งไปไหนต่อไหน เอาอ่านสนุกสนานไปได้ ที่สุดก็หักหลังเอามาเปรียบให้เป็นความดีของตาทองอยู่ ดีเหลือเกินต้องขอถวายบังคมฝ่าพระบาท .....


โดย: NickyNick วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:9:42:13 น.  

 
สาส์นสมเด็จ กรมดำรง ลว.๖ เมษายน ๒๔๘๒(ล.๑๕, ๒๕๐๕, น.๓๖)
... หม่อมฉันแต่งเรื่องประวัติเจ้าพระยายมราชอยู่กว่าเดือน เพิ่งแล้ว ได้ส่งไปให้พระยาสุขุมเมื่อวันเสาร์ที่ ๑ อยู่ข้างเหนื่อยถึงต้องพัก ด้วยเรื่องเพียงในรัชกาลที่ ๕ เท่านั้น กว่า ๗๐ หน้า ได้ยินว่าพระองค์ธานีรับแต่งภาครัชกาลท่ ๖ รัชกาลที่ ๗ และพระองค์อาทิตย์รับแต่งรัชกาลที่ ๘ เจ้าภาพเขาได้ไปว่ากับโรงพิมพ์รับว่าจะพิมพ์ให้แล้วทันแจกในวันพระราชทานเพลิงศพ ....


โดย: NickyNick วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:9:46:37 น.  

 
สาส์นสมเด็จ กรมนริศ ลว.๑๕ เมษายน พ.ศ.๒๔๘๒ (ล.๑๕, ๒๕๐๕ น.๘๘)
... ประวัติเจ้าพระยายมราชที่ทรงเรียบเรียง เกล้ากระหม่อมยังไม่ได้อ่าน แต่หญิงอามกับแม่โตอ่านแล้ว มาออกปากชมว่าที่ทรงแต่งนั้นดี งานเผาศพมากเต็มที ทั้งงานในราชการและงานเชลยศักดิ์ แจกหนังสือกันงานละเป็นมัด ๆ แต่อ่านชื่อเรื่องของหนังสือก็ไม่เห็นว่าเรื่องใด ควรจะจับพระทัยถึงอยากทรง จึงไม่ได้เลือกส่งมาถวาย .....


โดย: NickyNick วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:10:13:29 น.  

 
สาส์นสมเด็จ กรมดำรง ลว.๒๐ เมษายน ๒๔๘๒ (ล.๑๕, ๒๕๐๕, น.๙๒)
... หนังสือแจกงานเมรุคราวนี้หม่อมฉันก็ได้รับมากเป็นพะเนินเทินทึก ดูเหมือนจะได้หมดทุกงาน เพราะเป็นศพผู้ที่คุ้นกันมาแต่ก่อนทั้งนั้น ให้ลูกไปขมาศพแทนจึงได้รับหนังสือแจกส่งมาให้ แต่หนังสือแจกงานศพเจ้าพระยายมราชนั้น พวกเจ้าภาพเขาส่งตรงมาให้ ๔ ชุด ให้ทั้งตัวหม่อมฉันและลูกหญิง ๓ คน

เล่มใหญ่ ที่มีเรื่องประวัติ เจ้าภาพพิมพ์เอง เป็นประชุมหนังสือหลายสำนวนน่าอ่านอยู่ คำนำพระองค์ธานีฯ แต่งดี ในพวกคำไว้อาลัยนั้น หม่อมฉันชอบของพระองค์อาทิตย์กับของสมเด็จพระสังฆราช ประวัติภาค ๒ พระองค์ธานีแต่งก็ดีนักหนา ส่วนประวัติภาค ๑ ที่หม่อมฉันแต่งนั้นจะดีหรือมิดีอย่างไรก็ตาม แต่พอแต่งเสร็จส่งฉบับไปแล้ว หม่อมฉันก็หมดแรงต้องนอนพักไม่ทำอะไร ๒ วัน เพราะฝืนกำลังทั้งคิดและเขียนหลายวัน เมื่อหายเหนื่อยรู้สึกว่าอยู่เปล่าออกรำคาญ จึงเขียนวินิจฉัยเรือ่งค้าสำเภาส่งไปถวาย เวลานี้เริ่มเขียนวินิจฉัยพิธีตรุษตามที่ทูลสัญญาไว้ .....

.....

แต่หนังสือแจกงานศพเจ้าพระยายมราชนั้น พวกเจ้าภาพเขาส่งตรงมาให้ ๔ ชุด
ตอนนั้นที่ผมเคยถามว่า หนังสือที่ระลึกงานศพมีกี่เล่ม แสดงว่าหลายเล่ม เพราะกรมดำรงตรัสไว้ว่าเป็นชุด และบอกว่ามี เล่มใหญ่ แต่ไม่ได้แจงรายละเอียดว่าชุดละกี่เล่มแน่ ซึ่งอาจมีผู้อื่นมาพิมพ์แจกเป็นที่ระลึกร่วมด้วย


โดย: NickyNick วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:10:21:20 น.  

 
ภาพตราสัญลักษณ์คนปั้นหม้อนั้นมีชื่อว่า นายกุมภาร คือ คนปั้นหม้อ มาจากนาม "ปั้น" นั้นเอง

ภาพนายกุมภการนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงคิด และโปรดพระราชทานเป็นลายในผืนธงประจำตัวนายกองเสือป่าที่พระราชทานเป็นธงประจำตัวเจ้าพระยายมราช


โดย: V_Mee IP: 58.8.150.22 วันที่: 15 กรกฎาคม 2554 เวลา:16:06:56 น.  

 
หนังสือแจกงานศพ เจ้าพระยายมราชเล่มใหญ่ แจกให้กับทายาท ได้มอบให้กับทางโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช ไว้ 1 เล่ม เพื่อนำเข้าเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์เจ้าพระยายมราช(ตึกเหลือง) ได้มีการถ่ายสำเนาลงไฟลต์ไว้แล้ว ใครสนใจติดต่อขอได้ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช


โดย: ธนิตศักดิ์ แป้ง บ้านพลูหลวง IP: 125.26.62.179 วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:8:35:14 น.  

 
คำนำ

หนังสือเรื่อง เหตุเกิดที่บ้านกวย เป็นหนังสือที่รวบรวมคำบอกเล่าของคนในชุมชนเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในอดีต และหากไม่มีบุคคลดังต่อไปนี้ที่ช่วยให้ข้อมูลและคอยช่วยเหลือให้คำชี้แนะงานคงไม่อาจจะสำเร็จลงได้ ซึ่งสมควรจะกล่าวถึง คือ
คุณลุงวิเชียร สุวรรณศรและคุณลุงวงษ์ ธูสรานนท์ ผู้ล่วงลับ โดยเฉพาะคุณลุงวิเชียร สุวรรณศรที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตำบลบ้านน้ำตกและบ้านยะมะรัชโช ขอขอบคุณคุณหมอประวิทย์ บุญยงค์ อาจารย์ปลองพล อินทพันธุ์ กำนันสมจิตต์ พงษ์วดี(สังข์พิชัย) คุณป้าอำไพ รักพันธุ์(สังข์พิชัย) และคุณป้าอี้ด(นางประจวบ แก้วใหญ่) ที่บอกเล่าเรื่องราวของบรรพบุรุษฯในอดีต ขอขอบคุณคุณพี่ค้าว(อาจารย์สาโรจน์ ตั้งธงชัย) คุณป้าแต๋ว(นางประทุม อ่อนดำ) คุณลุงวีระ โพธะ ที่บอกเล่าเรื่องราวสายสัมพันธ์เครือญาติกับชาวลาวเวียงในแขวงเมืองสุพรรณบุรี และผู้มีเกียรติอีกหลายท่านที่ผมไม่ได้เอ่ยถึงได้ช่วยกันบอกเล่าเรื่องราวของคนในชุมชนและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตเมื่อร้อยกว่าปี จนผมสามารถนำเรื่องราวต่างๆ มาปะติดปะต่อกันได้อย่างครอบคลุม ผมขอขอบคุณศาสตราจารย์ ดร.ประกอบ บุญยงค์ คุณพี่ปุ๋ง(นายเมธี สุวรรณศร) ที่ได้มอบหนังสืองานพระราชทานเพลิงศพของคนในตระกูลเพื่อใช้เป็นแนวทางในการศึกษาถึงก๊กรากเหง้าเดิม ขอขอบคุณอาจารย์บุญครอง คันธฐากูร ที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของเมืองสุพรรณฯ และสุดท้ายนี้ผมต้องขอกราบขอบพระคุณพระศรีธวัชเมธี(ปธ ๙) (เจ้าคุณชนะ ภมรพล) เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านทางเฟสบุ๊คอย่างมีเหตุมีผล
อนึ่ง เนื่องจากหนังสือเรื่อง “เหตุเกิดที่บ้านกวย” ได้เคยจัดพิมพ์ขึ้นมาแล้วหลายครั้งเนื่องในงานทำบุญรวมญาติที่บ้านกวย แต่ภายหลังได้มีผู้ให้ความสนใจเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้เป็นจำนวนมาก จึงขอถือโอกาสนี้ เนื่องในงานนิทรรศการ “รำลึกถึงเจ้าพระยายมราช(ปั้น สุขุม) ช้างป่าต้นคนสุพรรณ” ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ ๑๘-๑๙สิงหาคม ๒๕๕๔ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี จึงขอนำหนังสือเรื่อง “เหตุเกิดที่บ้านกวย” มาตีพิมพ์ใหม่อีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้ได้มีการปรับปรุงเนื้อหาสาระต่างๆให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพื่อเผยแพร่ให้กับบุคคลทั่วไปที่สนใจ และก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย สำหรับผู้อ่านทุกท่าน

ขอแสดงความนับถือ

ธนิตศักดิ์ แป้ง บ้านพลูหลวง
สิงหาคม ๒๕๕๔






อารัมภบท

เรื่อง เหตุเกิดที่บ้านกวย เป็นหนังสือที่ผมเขียนขึ้นมาจากความอยากรู้ว่าบรรพบุรุษของตนเองนั้นมาจากไหน เมื่อสมัยเด็กๆเคยได้ยินได้ฟังคนเขาเล่าสืบต่อกันมาเกี่ยวกับหมู่บ้านที่ผมเกิด และตอนผมเป็นเด็กก็ได้ยินผู้ใหญ่เขาเล่าให้ฟังมาโดยตลอด แต่ก็ไม่มีหลักฐานใดในทางเอกสารมายืนยันเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านของผม ผมจึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองเป็นคำถามแรกว่า หมู่บ้านของผมที่เขาเรียกกันว่า “บ้านกวย” มีความหมายว่าอย่างไร แล้วทำไมจึงเรียกว่าบ้านกวย และที่สำคัญบรรพบุรุษของผมมาอยู่ที่บ้านกวยนี้ได้อย่างไร คงจะมีใครอีกหลายๆ คน ที่อยากจะทราบภูมิหลังและชาติพันธุ์ของตนเอง ผมได้ใช้เวลาศึกษาค้นคว้าเรื่องราวเก่าๆของตระกูลตนเองมานานหลายปี ทั้งจากองค์ความรู้เดิมที่มีอยู่ สอบถามจากญาติพี่น้องคนรุ่นเก่าๆที่อาศัยอยู่ในชุมชนบ้านกวยและในบริเวณใกล้เคียงทั้งจากโคลงนิราศสุพรรณฯ ชีวประวัติบุคคลสำคัญ เอกสารตำราเก่าๆ บันทึกรายการโฉนดที่ดินที่ยังจะพอหลงเหลืออยู่ จากหนังสือประวัติศาสตร์พงศาวดารที่เกี่ยวข้องกับเมืองสุพรรณบุรี จากภาพเก่าๆที่ติดอยู่ตามฝาบ้านของญาติพี่น้องซึ่งมีอายุกว่าร้อยปี ฯลฯ นำมาประมวลเรียบเรียงแบบเล่าเรื่องตามความเข้าใจของผม โดยหนังสือเล่มนี้ได้แบ่งเนื้อหาสาระออกเป็น ๕ ตอน ด้วยกัน
“ เหตุเกิดที่บ้านกวย” เป็นหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวเหตุการณ์ของคนในตระกูลในอดีตเมื่อร้อยกว่าปี นำมาถ่ายทอดให้กับญาติพี่น้องและบุคคลทั่วไปที่สนใจได้รับรู้ ซึ่งอาจจะมีบางจุดที่แตกต่างกับผู้อื่นที่เคยศึกษาค้นคว้าเอาไว้ หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นมาจากการได้ยินได้ฟังและจากคำบอกเล่าสืบต่อกันมา จึงไม่อาจนำไปใช้อ้างอิงเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้ แต่เพียงเพื่อให้รู้ไว้เป็นวิทยาทานแก่คนรุ่นหลังสืบไปเท่านั้น และหากหนังสือเล่นนี้มีข้อผิดพลาดประการใด ผมขอน้อมรับไว้ และยินดีที่จะหาโอกาสปรับปรุงแก้ไขในครั้งต่อไป






ตอนที่ ๑

บ้านน้ำตก

จากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ได้บอกสืบต่อกันมาว่า บรรพบุรุษของผมได้มาตั้งรกรากบ้านเรือนอยู่ที่บ้านท่าพี่เลี้ยง แขวงเมืองสุพรรณบุรี ตรงบริเวณซึ่งในปัจจุบันเรียกว่า “บ้านกวย” และจากหนังสืองานพระราชทานเพลิงศพของเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)ในลิขิตของกรมพระยาดำรงราชานุภาพพระองค์ท่านได้ทรงลิขิตถึงเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)ไว้ตอนหนึ่งว่า “สกุลเป็นคฤหบดีตั้งบ้านเรือนอยู่ ณตำบลบ้านน้ำตกริมแม่น้ำฟากตวันออกข้างใต้ตัวเมืองสุพรรณฯไม่ห่างนัก” ซึ่งในลิขิตของกรมพระยาดำรงฯ ได้กล่าวถึงครอบครัวของเจ้าพระยายมราชฯ และกล่าวถึงบ้านของท่านว่าอยู่ที่ตำบลบ้านน้ำตก จึงมีคำถามว่า ตำบลบ้านน้ำตกอยู่ตรงไหนกัน ที่ว่าบ้านน้ำตกใช่บริเวณบ้านกวยในปัจจุบันหรือไม่ ตำบลบ้านน้ำตก ไม่ปรากฏเป็นชื่อทางการแต่อย่างใด แต่น่าจะเป็นการเรียกขานของคนในสมัยก่อน ซึ่งมักจะเรียกตามสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นที่พบเห็นในช่วงเวลานั้นๆ



ผมขอเปรียบเทียบตำแหน่งของบ้านกวย จะอยู่ด้านริมแม่น้ำฝั่งตะวันออก ข้างใต้ตัวเมืองสุพรรณบุรีไม่ห่างนัก ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับบ้านน้ำตก แม่น้ำท่าจีนบริเวณบ้านกวยจะมีแนวโค้งตลอดไปจนถึงศูนย์เยาวชน จะปรากฏว่ามีบ้านญาติของนายปั้นอาศัยอยู่กันเป็นกลุ่ม ผมได้สอบถามคุณลุงวิเชียร สุวรรณศร ขณะเล่า(พ.ศ.๒๕๕๒) อายุ 90 ปี ญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว ท่านจะรู้เรื่องราวเก่าๆแถวบ้านกวยเป็นอย่างดี คุณลุงเป็นลูกชายคนเล็กของปลัดผ่อง สุวรรณศรได้เล่าให้ฟังว่า บ้านน้ำตกนั้นก็คือ “บ้านกวย” นั่นเอง เหตุผลที่ว่าทำไมบ้านน้ำตกคือบริเวณบ้านกวยในปัจจุบัน เพราะเมื่อเวลาฝนตกหนักในตัวเมืองสุพรรณบุรี น้ำก็จะหลากลงมาข้างใต้และลงสู่แม่น้ำท่าจีนตรงบริเวณบ้านกวย ซึ่งในสมัยก่อนจะมีคลองจันเป็นร่องน้ำใหญ่ขวางอยู่เพื่อรองรับน้ำฝนที่ไหลมาจากตัวเมือง น้ำก็จะไหลมารวมกันอยู่ที่คลองจันและไหลลงสู่แม่น้ำท่าจีนทางด้านใต้ของถนนตก ซึ่งถนนตกจะอยู่ข้างใต้ติดกับโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช ถนนตกจะเป็นถนนดินทางจะลาดลงสู่แม่น้ำท่าจีน และบริเวณดังกล่าวคนในสมัยนั้นเขาเรียกกันว่า “ท่าน้ำตก” (ท่าข้าม) ซึ่งจากโคลงนิราศสุพรรณของสุนทรภู่ ได้กล่าวถึงตำบลบ้านน้ำตกและบริเวณใกล้เคียงไว้ ดังนี้
“บทที่ ๑๓๒) ๏ ถึงท้ายชายน้ำตก รกคลอง
ที่ลุ่มขุมรางรอง รับน้ำ
หน้าแล้งแฮ่งนาหนอง น้ำตก ซกแฮ
ชลเนตรเชษฐาผร้ำ เช่นน้ำตกบางฯ
บทที่ (๑๓๓) ๏ ควันเย็นเห็นหาดหน้า ท่ามี
เมืองสุพรรณบุรี รกร้าง
ศาลตั้งฝั่งนที ที่หาด ลาดแฮ
โรงเล่าเขาต้มค้าง ขอบคุ้งหุงสุราฯ
บทที่ (๑๓๔) ๏ ผู้รั้งตั้งรั้วรอบ ขอบราย
เป็นหมู่ดูงัวควาย ไขว่บ้าน
สาวสาวเหล่านุ่งลาย แล้วหม่อม มอมเอย
จ้ำม่ำลำสันสอ้าน อาบน้ำปล้ำปลาฯ
บทที่ (๑๓๕) ๏ กรมการบ้านตั้งตลอด ตลิ่งเตียน
ต่างต่อล้อเลื่อนเกียร เก็บไว้
เรือริมหาดดาษเดียร รดะปัก หลักแฮ
ของเหล่าเชาสวนใต้ แต่งตั้งนั่งขายฯ
บทที่ (๑๓๖) ๏ ฝั่งซ้ายฝ่ายฟากโพ้น พิศดาร
มีวัดพระรูปบูราณ ท่านสร้าง...”
จากโคลงนิราศสุพรรณของสุนทรภู่ข้างต้น พอได้ความว่า สุนทรภู่ล่องเรือมาตามแม่น้ำท่าจีนและเข้าสู่ตัวเมืองสุพรรณบุรีทางด้านทิศใต้ เมื่อเดินทางใกล้จะเข้าเขตตัวเมืองสุพรรณบุรี สุนทรภู่ได้กล่าวถึงตำบลบ้านน้ำตก ไว้ในโคลงนิราศสุพรรณว่า “ถึงท้ายชายน้ำตก รกคลอง ที่ลุ่มขุมรางรอง รับน้ำ หน้าแล้งแฮ่งนาหนอง น้ำตก ซกแฮ ” ที่ว่าด้านท้ายชายบ้านน้ำตกตามโคลงนิราศสุพรรณนั้น คุณลุงวิเชียรบอกว่าคือบริเวณศูนย์เยาวชนขึ้นมาจนถึงบ้านของคุณลุงวิเชียร บริเวณดังกล่าวจะเป็นคุ้งน้ำ ส่วนด้านหัวหรือต้นหมู่บ้านน้ำตกนั้นจะอยู่บริเวณแถวๆโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช(ถนนตก) สมัยก่อนบ้านน้ำตกจะมีคลองอยู่มาก แต่จะมี “คลองจัน” ที่มีขนาดใหญ่ เมื่อยามที่ฝนตกหนักในตัวเมืองสุพรรณบุรี น้ำก็จะไหลลงมาสู่คลองจัน และลงสู่แม่น้ำท่าจีนบริเวณบ้านน้ำตก ตามที่สุนทรภู่ได้กล่าวพรรณนาไว้ว่า “ถึงท้ายชายน้ำตก รกคลอง ที่ลุ่มขุมรางรอง รับน้ำ” หมายถึงบ้านน้ำตกมีคลองมากและเป็นพื้นที่ลุ่มรองรับน้ำฝนได้ดี










บ้านยะมะรัชโช

เกี่ยวกับบ้านยะมะรัชโช คุณลุงวิเชียร สุวรรณศร ผู้เคยดูแลมูลนิธิพระยาสุนทรสงคราม(ปุย สุวรรณศร)ได้เล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนที่ดินที่ปลูกบ้านยะมะรัชโชนั้นเดิมเป็นของนายบัว(สายสกุลภมรพล)ซึ่งเป็นคุณตาของคุณลุงวิเชียร สุวรรณศร เจ้านาย(นายปั้น สุขุม) แจ้งว่า เจ้าจะเสด็จมาเมืองสุพรรณไม่มีเรือนรับรองและไม่มีท่าจอดเรือ จึงได้สั่งให้หาที่ดินเพื่อปลูกเรือนรับรองเจ้า นายปุย(ปุย สุวรรณศร)กับปลัดผ่อง(นายผ่อง สุวรรณศร)ซึ่งเป็นบิดาของคุณลุงวิเชียร สุวรรณศรจึงช่วยกันหาที่ปลูกเรือนรับรองเจ้าแต่หาไม่ได้ นายปุยจึงได้ปรึกษากับปลัดผ่องให้เอาที่ดินของนายบัว(ปรากฏชื่อของนายบัวเป็นเจ้าของเดิมอยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 7264 ตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี)ซึ่งเป็นพ่อตาของปลัดผ่อง ให้รื้อบ้านออกเพื่อปลูกเป็นเรือนรับรองเจ้า ปลัดผ่องจึงได้รื้อบ้านออก แล้วพาครอบครัวย้ายไปขออาศัยอยู่ในที่ดินของนายกล่อม(บิดา)ที่บ้านกวย ต่อมาปลัดผ่องจึงได้ให้นายบัวขายที่ดินบ้านยะมะรัชโชให้กับนายปุยไปเสีย และเมื่อมีการพระราชทานนามสกุลให้กับนายปุย(ตำแหน่งปลัดเมืองฯ) นายปุยจึงให้ปลัดผ่องและวงศ์วานใช้นามสกุลสุวรรณศรสืบต่อมาด้วย เนื่องจากนายกล่อมบิดาของปลัดผ่องเป็นน้องชายของนายกลั่นบิดาของเจ้าพระยายมราชฯ (ตามที่คุณลุงวิเชียรเล่าให้ฟัง) ทั้งปลัดผ่องยังเป็นญาติและคนสนิทของนายปุย ต่อมาภายหลังนายปุยได้ให้นายชม สุวรรณศร บุตรที่เกิดกับนางสอนคนบ้านไผ่ขวาง มาปลูกบ้านอยู่ที่ชายแม่น้ำติดกับบ้านยะมะรัชโช ให้มีหน้าที่คอยเฝ้าท่าจอดเรือและเป็นคนคอยดูแลและรักษาผลประโยชน์ให้กับนายปั้น(เจ้าพระยายมราชฯ) และครั้นสมัยที่นายปุยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี(พระยาสุนทรสงครามฯ) นายปุยได้ใช้ บ้าน ยะมะรัชโช ออกว่าราชการด้วยและเป็นบ้านพักอยู่อาศัยตลอดมา บ้านยะมะรัชโช ผมเคยได้ยินคุณแม่ของผมบอกว่า คุณตาของผม(หมอพูน บุญยงค์) เล่าให้ฟังว่า บ้านยะมะรัชโช เป็นบ้านที่สำหรับไว้เก็บกระดูกของบรรพบุรุษ จะมีข้าวของเก่าๆอยู่บนบ้านหลังนี้เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะเป็นของนายปุย ในช่วงหลังคุณครูบุญชิต เสือวรรณศรี (บุตรสาวของนายปุย) เคยมอบหมายให้คุณลุงวิเชียร สุวรรณศร เป็นผู้ดูแลและถือกุญแจบ้าน ยะมะรัชโช




เมื่อประมาณกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ได้มีการยกบ้านยะมะรัชโช ให้เป็นมูลนิธิพระยาสุนทรสงคราม (ปุย สุวรรณศร) คุณครูบุญชิตจึงได้ให้คุณลุงวิเชียรนำข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ บนบ้านยะมะรัชโชไปเก็บไว้ที่วัดปราสาททองทั้งกระดูกบรรพบุรุษ ผมเข้าใจว่าน่าจะนำไปไว้ในโบสถ์ใต้ฐานพระประธานจนหมด บ้าน ยะมะรัชโช เคยมีการปรับปรุงกันมาหลายครั้งแล้วตั้งแต่สมัยพระยาสุนทรสงคราม(ปุย) จนมาในภายหลังเกิดทรุดโทรมลงเพราะน้ำท่วม
คุณลุงเพ้ง บุญเสวก ขณะเล่า(พ.ศ. ๒๕๕๑) อายุ 83 ปี (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว)บุตรของนายลี บุญเสวกกับนางตู้หรุ่น(บุตรสาวของนายเสือ บุญยงค์) ได้เล่าให้ฟังว่าเมื่อตอนคุณลุงอายุ 17-18 ปี จำได้ว่าปลัดเช้า สุวรรณศรได้ขายเรือนศาลากลางน้ำบ้านยะมะรัชโชให้กับพ่อลี จึงได้พากันรื้อและใช้เกวียนขนย้ายมาปลูกอยู่ที่บ้านกวย และคุณลุงยังเล่าอีกว่า เรือนหอกลางของบ้านยะมะรัชโช นั้นจะต่ำมากกว่าที่อื่น
ส่วนคุณลุงวิเชียร สุวรรณศร เล่าเกี่ยวกับเรือนหอกลางของบ้าน ยะมะรัชโช ที่ต่ำมากนั้น เขาเจตนาสร้างไว้อย่างนั้น เพราะเมื่อเวลาราษฎรยืนจะได้ไม่ยืนค้ำหัวเจ้าที่ประทับอยู่ด้านบน(เรือนนอน) ส่วนหอนั่งด้านทิศตะวันตกติดกับแม่น้ำและตัวเรือนด้านทิศตะวันออกได้ถูกรื้อถอนไปนานแล้ว คุณครูบุญชิตและนายแพทย์บุญ(บุญช่วย)สุวรรณศร (บุตรชายของนายปุย) ได้มอบหมายให้คุณลุงวิเชียรไปหาซื้อไม้เพื่อนำมาปลูกเรือนขึ้นใหม่ทดแทน คุณลุงวิเชียรจึงได้ไปขอซื้อไม้เป็นหลังมาจากบ้านโคกโคเฒ่า ปลูกสร้างเป็นเรือนนอนทางด้านทิศตะวันตกแทน เพื่อใช้เป็นที่ทำการของมูลนิธิฯและเป็นที่พักชั่วคราวให้กับพวกข้าราชการในสมัยนั้น ที่เดินทางไกลมาตรวจดูงานที่จังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนอาจารย์ปลองพล อินทพันธ์ เล่าว่า ที่เรียกว่า “หอนั่ง” นั้นเพราะเมื่อคราวที่เจ้าเสด็จมาที่บ้านยะมะรัชโชได้ทรงประทับนั่งอยู่บนหอนั่งของบ้านยะมะรัชโชแห่งนี้


บ้านยะมะรัชโชในอดีต
บ้านยะมะรัชโชเป็นบ้านที่พระเจ้าแผ่นดินเคยเสด็จมาถึง 2 พระองค์ด้วยกัน อาจารย์บุญครอง คันธฐากูรได้เคยศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับบ้านยะมะรัชโช ไว้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว และยังได้เล่าเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับบ้านหลังนี้ไว้อีกมากมาย บ้านหลังนี้สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ ๕ พระองค์ท่านได้เสด็จมา ถึงสองครั้งด้วยกัน ครั้งแรกเป็นการเสด็จประพาสต้น เมื่อปี พ.ศ. 2447 (รศ.๑๒๓) ในครั้งที่สองเสด็จประพาสตามลำน้ำมะขามเฒ่า เมื่อปี พ.ศ. 2451 ( รศ.๑๒๗ ) ซึ่งพระองค์ทรงพระราชทานชื่อบ้านหลังนี้ เดิมพระองค์ท่านให้ชื่อว่า “สุขุมาราม” หรือ “สุขุมาลัย” ต่อมาเปลี่ยนเป็น “ยะมะรัชโช” (เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2451) ซึ่งชื่อของบ้านมีความหมายว่า “คู่บารมี” การพระราชทานชื่อบ้าน ยะมะรัชโช เป็นการพระราชทานตามที่ปรากฏในสำเนาพระราชโทรเลขไปถึงพระยาสุขุม(ปั้น สุขุม) เป็นการพระราชทานให้ก่อนที่เจ้าพระยายมราชจะได้รับการโปรดเกล้าสถาปนาให้เป็นเจ้าพระยายมราช (ราวเดือนพฤศจิกายน 2451) การพระราชทานชื่อบ้านนี้ อาจารย์บุญครอง คันธฐากูรได้เล่าให้ฟังว่า ที่ตั้งชื่อบ้านให้ว่า ยะมะรัชโช นั้นเสมือนหนึ่งจะเป็นการบอกใบ้ให้รู้เป็นนัยว่าพระองค์จะทรงแต่งตั้งตำแหน่งนี้ให้กับเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ซึ่งคำว่า
“ยมราช” นั้น หมายถึง “ผู้เป็นใหญ่เหนือยมบาลทั้งหลาย”


บ้านหลังนี้ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ ๕ ซึ่ง
ส่วนเนื้อหาที่ปรากฏในลายพระหัตถ์มีใจความที่โปรดให้ส่งพระราชโทรเลขถึงเจ้าพระยาสุขุม(ปั้น สุขุม) ดังนี้ “มาถึงเวลาบ่าย ๓ โมงเศษ ยังไม่พบใคร ได้รับโทรเลขขอบใจ ชื่อบ้านที่กรมหลวงดำรงเรียกสุขุมาลัยต้องกับโรงเรียนวัดพิไชยญาติ จึงเรียกใหม่ว่า ยะมะรัชโช สบายดีหมด กินข้าวได้ ฝนตกไม่มาก”
ครั้นล่วงมาถึงสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ พระองค์ได้เสด็จมาบ้านยะมะรัชโช ในปี พ.ศ. 2466 ซึ่งในการเสด็จครั้งนี้ผ่านมาทางคลองบางปลาม้า ได้มีการตั้งพลับพลารับเสด็จแห่งแรกที่บ้านหงส์ อำเภอบางปลาม้า จึงได้ถือกำเนิดเป็นชื่อตำบลองค์รักษ์ขึ้นมา (ปรากฏในงานเขียน “บ้านยะมะรัชโช”ของอาจารย์บุญครอง คันธฐากูร)


บ้านยะมะรัชโช เป็นบ้านแห่งประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่ายิ่งและเมื่อครั้งที่พลตรีหลวงวิจิตรวาทการเดินทางมาเมืองสุพรรณ ท่านได้เดินสำรวจโบราณสถานต่างๆรอบตัวเมืองสุพรรณ จึงทำให้ท่านรู้สึกถึงความเจ็บปวดของคนไทย พอตกค่ำท่านได้มาพำนักค้างคืนอยู่ที่บ้านหลังนี้ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแต่งบทละครเพื่อลดกระแสความคลั่งชาติของคนในยุคนั้น ละครเรื่องเลือดสุพรรณจึงได้ถือกำเนิดที่บ้านหลังนี้ ซึ่งต่อมาคุณหญิงสุวรรณา ศราภัยพิพัฒ(สุวรรณศร) บุตรสาวของพระยาสุนทรสงคราม(ปุย สุวรรณศร)ได้รับเลือกให้เป็นนางเอกในบทละครเรื่อง “เลือดสุพรรณ” ของพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ และเป็นดาราหญิงดวงที่หนึ่งของโรงเรียน นาฎ-ดุริยางค์กรมศิลปากร เป็นผู้ที่ทำชื่อเสียงให้แก่ละครของกรมศิลปากรเป็นคนแรก บ้านยะมะรัชโช จึงเป็นบ้านที่ควรค่าแก่ชาวสุพรรณจะต้องร่วมกันอนุรักษ์และรักษาเอาไว้เพื่อให้เป็นมรดกของลูกหลานสืบต่อไป


โดย: ธนิตศักดิ์ แป้ง บ้านพลูหลวง IP: 125.26.62.179 วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:8:43:43 น.  

 
หากท่านสนใจ "เรื่องเหตุเกิดที่บ้านกวย" ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของคนในอดีตเมื่อร้อยกว่าปีในชุมชนบ้านน้ำตก สามารถหาอ่านได้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี


โดย: ธนิตศักดิ์ แป้ง บ้านพลูหลวง IP: 125.26.62.179 วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:9:26:01 น.  

 
ประวัติโดยสังเขปของพระยาสุนทรสงคราม (ปุย สุวรรณศร)

พระยาสุนทรสงคราม(ปุย สุวรรณศร)เป็นบุตรคนที่ ๓ จากจำนวนบุตรธิดา รวม ๕ คน
ของหลวงแก้วสัสดี(ดี สุวรรณศร) กรมการเมืองกับนางนิล สุวรรณศร พี่สาวเจ้าพระยายม
ราช(ปั้น สุขุม)

สาแหรกตระกูลสุวรรณศร

หลวงแก้วสัสดี(ดี) นางนิล


๑.นายบุ ๒.นางไป๋ ๓.นายปุย(พระยาสุนทรสงคราม) ๔.นางพิน ๕.คุณหญิงเพ็ง ณ ป้อมเพ็ชร
คนแรก นายบุ สุวรรณศร(หลวงอรรถสารสิทธิกรรม)บิดาของหลวงประมูล สุวรรณศร
คนที่สอง นางไป๋ สุนทรวิภาต แต่งงานกับหลวงคลัง บุตรพระยาสุนทรสงครามรามพิไชย(แจ่ม ต้นสกุล
สุนทรวิภาต)
คนที่สาม พระยาสุนทรสงคราม(ปุย สุวรรณศร) เจ้าเมืองสุพรรณบุรี
คนที่สี่ นางพิน(พิณ) สุนทรวิภาต แต่งงานกับนายสมบุญ สุนทรวิภาต
คนที่ห้า คุณหญิงเพ็ง หรือคุณหญิงชัยวิชิตวิศิษฎ์ธรรมธาดา แต่งงานกับพระยาชัยวิชิตวิศิษฎ์ธรรมธาดา
(ขำ ณ ป้อมเพ็ชร)

พระยาสุนทรสงคราม(ปุย สุวรรณศร) เกิดเมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๔๑๙ และเป็นผู้ขอพระราชทานนามสกุล “สุวรรณศร” ซึ่งในขณะนั้นยังดำรงตำแหน่งเป็นพระศรีราชรักษา ปลัดเมืองสุพรรณบุรี ส่วนคำว่า “สุวรรณศร” สันนิษฐานมาจากการที่ปู่ของพระยาสุนทรสงคราม(ปุย) ชื่อทองและมีทวดชื่อสอน ทอง= สุวรรณ สอน=ศร รวมกันจึงเป็นสุวรรณศร
พระยาสุนทรสงคราม(ปุย สุวรรณศร) ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี
เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๔๖๖ จนถึงวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๔๗๐ และถึงแก่กรรมเมื่อ วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๔๗๔
พระยาสุนทรสงคราม(ปุย สุวรรณศร) มีภรรยารวม ๗ คน
และมีบุตรธิดาจากภรรยาทั้งหมด ๗ คน รวม ๒๑ คน ดังนี้ คือ
๑.นายชม สุวรรณศร
๒.นางเชย พิมพันธ์
๓. นายธะทรง สุวรรณศร
๔.นายสอ สุวรรณศร
๕.ปลัดเช้า สุวรรณศร
๖.นายแพทย์บุญ(บุญช่วย) สุวรรณศร
๗. นางวิเชียร มณีอินทร์
๘.นางชอบ จินดาวัฒน์
๙.นายแพทย์ชู สุวรรณศร
๑๐.นางบุญชิด เสือวรรณศรี
๑๑.นายเปรื่อง สุวรรณศร
๑๒.ร้อยตำรวจเอกเชื้อ สุวรรณศร
๑๓.นายแช่ม สุวรรณศร
๑๔.นายตั๋น สุวรรณศร
๑๕.นาวาตรีหญิง คุณหญิงสุวรรณา ศราภัยพิพัฒ
๑๖. นางสุมลฑา มงคลนาวิน
๑๗.พลตำรวจโทชัย สุวรรณศร
๑๘.นางพินี สุวรรณโรจน์
๑๙. นางสาวสุรีย์ สุวรรณศร
๒๐. นายประมวญ สุวรรณศร
๒๑.นางสุทิน ลุลิตานนท์

เรียบเรียงโดยธนิตศักดิ์ แป้ง บ้านพลูหลวง


โดย: ธนิตศักดิ์ แป้ง บ้านพลูหลวง IP: 125.26.49.139 วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:17:28:14 น.  

 
เรียนท่านผู้รู้ทุกท่าน ขณะนี้คณะกรรมการบริหารบ้านยะมะรัชโช ได้มีการแต่งตั้งคระกรรมการขึ้นมาเพื่อทำการชำระประวัติเจ้าพระยายมราชและญาติบุคคลสำคัญที่เกี่ยวของ หากท่านมีความรอบรู้เกี่ยวกับประวัติเจ้าพระยายมราช ขอช่วยส่งข้อมูลมายังสำนักพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติสุพรรณบุรีด้วยครับ เพื่อนำมาประกอบในการรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุดในการทำประวัติ เพื่อนำไปจัดแสดงไว้ที่บ้านยะมะรัชโช


โดย: ธนิตศักดิ์ แป้ง บ้านพลูหลวง IP: 125.26.51.117 วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:8:30:57 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

twojay
Location :
Clermont, FL United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




***Enjoy your visit!!***

New Comments
Friends' blogs
[Add twojay's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.