Kampfer เล่ม 1 บท 2

เล่ม 1
บทที่ 2


ถึงผมจะพยายามวิ่งเต็มที่ไปยังห้องเรียนปี 2 ห้อง 4 สุดท้ายยังไงก็ไปสายอยู่ดี คาบเรียนแรกนั้นได้เริ่มไปแล้ว และเพื่อนร่วมชั้นทุกคนก็อยู่ในห้องเรียนกันทั้งหมดยกเว้นแค่ผมคนเดียว

ยังไงก็ตาม ผมก็ได้กลับมาเป็นผุ้ชายเช่นเดิมแล้ว ระหว่างที่กำลังรีบวิ่งมาโรงเรียน อยู่ๆก็เกิดแสงสว่างขึ้นรอบตัว แล้วชุดนักเรียนหญิงก็กลายเป็นชุดนักเรียนชาย กลับคืนสู่ร่างผู้ชายอีกครั้งโดยอัติโนมัติอย่างที่เจ้าเสือฮาราคีรีพูดเอาไว้จริงๆ

ซากุระซังจะเป็นไงบ้างนะ ไม่ว่าจะคิดยังไง ก็ต้องมาโรงเรียนสายเหมือนกันแน่นอน
ก่อนอื่นคงต้องอธิบายก่อน โรงเรียนของผมนั้น เด็กนักเรียนชายและหญิง ไม่ได้เรียนอยู่ในห้องเรียนเดียวกัน หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ตึกเรียนไม่

ได้อยู่ตึกเดียวกัน โรงเรียนมัธยมปลายเอกชนเซย์เทตซึที่ผมกำลังศึกษาอยู่นั้น ไม่ได้เป็นโรงเรียนสหที่เหมือนกับโรงเรียนสหทั่วๆไปโรงเรียนแห่งนี้เคยเป็นโรงเรียนหญิงล้วนมาก่อน และยังมีชื่อเสียงในฐานะโรงเรียนลูกคุณหนูอีกด้วย การเปลี่ยนเป็นโรงเรียนสหเปิดรับเด็ก
นักเรียนชายเข้ามานั้น ก็ตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อนเท่านั้นเอง 「เพื่อให้เท่าทันกับยุคสมัย และยังอยากได้ค่าเล่าเรียนเพิ่มอีกด้วย」 ซึ่งเหตุผลจริงๆนั้นก็คืออย่างหลังนั่นเอง และนั่นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมถึงได้กลายมาเป็นโรงเรียนสหเหมือนทุกวันนี้

อย่างไรก็ดี ก็ได้เกิดเสียงคัดค้านจากบรรดาศิทย์เก่าอย่างมากมาย อย่างเช่น 「มาเปิดรับผู้ชายในเวลาที่พวกชั้นจบไปแล้วแบบนี้ ใจร้ายที่สุด.. ไม่ใช่สิ ถ้าหากให้เรียนร่วมกับเด็กผู้ชายแล้วล่ะก็จะเกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้างก็ไม่รู้」 และเมื่อเสียงคัดค้านการรับนักเรียนชายไม่ประสบความสำเร็จ ก็เลยต่อรองว่า 「ถ้าอย่างนั้นก็ให้แยกนักเรียนชายกับหญิงออกจากกัน」และสุดท้ายผลลัพท์ก็เป็นอย่างในทุกวันนี้ ตึกเรียนของนักเรียนชายกับนักเรียนหญิงนั้น ถูกแยกจากกันอย่างเด็ดขาด

เรื่องนอกเหนือไปจากนี้ ก็คือฝั่งชายนั้นได้ถูกเรียกว่า 「โรงเรียนเซย์เทตซึฝั่งมืดมน」 เนื่องจากทั้งๆที่เป็นโรงเรียนสหแท้ๆ แต่กลับไม่มีโอกาสได้พบเด็กผู้หญิงเลย และดุเหมือนว่าทางฝั่งหญิงเองก็มีเรื่องเล่าอะไรเช่นกัน 「ถึงแม้ประตูที่กั้นกลางระหว่างฝั่งชายหญิงจะเป็นเหมือนเส้นสีขาวที่พร้อมจะถูกตัดได้ทุกเวลา แต่ถ้าหากพวกเราร่วมแรงร่วมใจกันเส้นบางๆนั้นก็จะกลายเป็นรั้วหนามที่ไม่มีวันก้าวข้ามมาได้」 ..คือว่านะ..

ตัวผมเอง จนกระทั่งถึงเมื่อวานนั้น เพศประจำตัวตั้งแต่เกิดคือเพศชาย เพราะฉะนั้นจึงเข้าเรียนไปกลับอยู่ในฝั่งนักเรียนชายของโรงเรียนเซย์เทตซึ แต่ทว่าหลังจากนี้ไป จะเป็นยังไงต่อชักจะไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน แล้วก็เข้าสู่ช่วงพักเที้ยง

ผมหยิบเอาข้าวปั้นที่ซื้อจากซูเปอร์ขึ้นมา ( สุดท้ายคาบพักก็ไม่ได้หาอะไรกิน ) และตั้งใจว่าเมื่อกินเสร็จแล้วจะออกไปหาที่งีบที่ไหนสักแห่ง ผมชอบการนอนกลางวันที่สุด ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่มีเรื่องยุ่งยากลำบากใจขนาดไหน พอได้นอนกลางวันแล้วก็จะผ่อนคลายสุดๆ นี่แหละข้อดีในการนอนกลางวันสำหรับผม ส่วนข้อดีอื่นมีอีกมั้ยไม่รู้เหมือนกัน

ตอนที่กำลังจะลุกเอากระดาษห่อข้าวปั้นไปทิ้งถังขยะ อยู่ๆเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งก็ยกมือเรียกขึ้นมาด้วยท่าทางแปลกๆ หมอนี่มีชื่อว่าฮิกาชิดะ เป็นประธานกลุ่มวิจัยสาวน้อยน่ารักประจำโรงเรียนเซย์เทตซึ แน่นอนว่ากลุ่มที่ทำเรื่องเพี้ยนๆพรรค์นี้ย่อมไม่ได้รับการอนุญาตให้เป็นชมรมอย่างถูกต้อง จึงได้แต่เคลื่อนไหวอยู่ใต้ดินอย่างลับๆ ( ? ) 「ถ้าเป็นสาวน้อยน่ารักของโรงเรียนเซย์เทตซึของเราล่ะก็ เพียงแค่ได้ยินเสียงลมหายใจ ก็สามารถบอกได้เลยว่าคนนั้นคือใคร」 นั่นคือความสามารถพิเศษที่หมอนี่โม้เอาไว้ และผมเองก็เคยเจอกับตัว เมื่อหมอนี่สามารถบอกชื่อของสาวน้อยน่ารักได้หมด เพียงแค่เห็นด้านข้างของเธอเท่านั้น แต่จะว่าไป จะบอกชื่อได้ถูกต้องหรือเปล่า ผมเองก็ไม่รู้

「เซโนะ มีคนเรียกแน่ะ」
「ถ้าเป็นจารย์ล่ะก็ ฝากบอกทีว่าชั้นตายแล้ว」
「ไม่ใช่เฟ้ย !」
ฮิกาชิดะตอบกลับมาด้วยเสียงดัง
「ผู้หญิงล่ะ เด็กนักเรียนผู้หญิง」
อะไรนะ ผมอุทานออกมาในใจ

ฝั่งของนักเรียนชายและหญิงนั้นถูกแยกจากกันอย่างเด็ดขาด ซึ่งนั่นก็ทำให้การไปมาระหว่างทั้ง 2 ฝั่งนั้นทำได้อย่างจำกัด คนที่จะเข้าออกทั้ง 2 ฝั่งได้อย่างสะดวกนั้นก็มีแต่พวกสภานักเรียนกับพวกหัวหน้าห้องเท่านั้น ถ้าเป็นนักเรียนธรรมดาล่ะก็ จะต้องได้รับอนุญาตเสียก่อน

「ที่ว่าเด็กผู้หญิงน่ะ」
「เห็นว่ามีธุระกับนายน่ะ」
「ซากุระซังงั้นเหรอ ?」
「จะบ้าเหรอไง ถ้าซากุระ คาเอเดะมายังฝั่งชายล่ะก็ ข่าวไหญ่เลยนะเฟ้ย แล้วยิ่งถ้ารู้ว่ามาหานายด้วยล่ะก็ รับรองว่าต้องโดนพวกที่อิจฉาเก็บเอาอย่างแน่นอน」

ซากุระซังนั้นอาจจะบอกว่านอกจากที่จะเป็นสาวน้อยคนสวยอันดับต้นๆของโรงเรียนเซย์เทตซึแล้ว ยังเป็นเหมือนสมบัติของโรงเรียนด้วยก็คงไม่ผิด 「เข้ามาหาที่ฝั่งนักเรียนชาย ถึงแม้ว่าจะไม่มีธุระอะไร」 เรื่องแบบนั้นยังไงก็ไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ผมชักจะคิดอะไรในแง่บวกเกินไปหน่อยแล้ว นักเรียนหญิงที่นักเรียนชายจะเทิดทูนบูชากันขนาดนี้นั้นมีไม่เยอะ นอกจากซากุระซังแล้ว ก็คงจะมีประธานนักเรียน ซังโกะ ชิสุคุอีกคนเท่านั้นละมั้ง

「จะบอกไรให้ เมื่อเช้าชั้นเจอกับซากุระซังมานะเฟ้ย」
「อะ ดูเหมือนว่าซากุระซังก็จะมาโรงเรียนสายเหมือนกันนี่ ก็แค่บังเอิญน่า」
「ข่าวไวจริงๆนะ」
「ถ้าเป็นข่าวคราวของสาวน้อยน่ารักประจำโรงเรียนเซย์เทตซึละก็ ไม่มีทางที่ตูจะพลาด」
แล้วฮิกาชิดะก็ยืดอก ทำท่าภูมิกับเรื่องแปลกๆ
「จริงสิ เธอรออยู่ที่ระเบียงน่ะ」

ผมพูดขอบใจกับฮิกาชิดะ แล้วก็เดินไปยังระเบียง ที่ตรงนั้นมีนักเรียนหญิงคนหนึ่งยืนอยู่คนเดียว
เด็กปี 2 ล่ะ ไม่รู้ยังไงดูเหมือนจะเป็นเด็กสาวที่ไม่ค่อยจะสะดุดตาเอาซะเลย ตัวผมเองก็จืดๆอยู่แล้ว แต่เธอคนนี้ก็ดูจืดๆไม่ต่างกัน ผมยาวกลางๆ คาดที่คาดผมรูปทรงแปลกๆอยู่ เพราะสวมแว่นใบโตจึงมองเห็นหน้าไม่ชัดสักเท่าไหร่ ผมยืนอยู่ตรงหน้าเด็กสาวคนนั้นอยู่พักหนึ่ง โดยที่ไม่ได้พูดจาอะไรกันสักคำ เรียกมาแท้ๆแต่ไม่พูดอะไรด้วยแบบนี้ ลำบากแฮะ

「...คือว่า เธอเป็นคนเรียกงั้นเหรอ ?」
「ค่ะ...」
เสียงค่อยอย่างกับว่าจะหายไป
「มีธุระอะไรกับผมเหรอ ?」
「...ค่ะ...」
แล้วบทสนทนาก็หยุดเพียงเท่านี้อีกครั้ง

「คือว่า... คนที่มีธุระด้วยคือผมแน่ๆนะ」
「ค่ะ...」
「ชื่ออะไรเหรอ ?」
「อา.. เออ.. คือว่า.. เจ้าหน้าที่ห้องสมุดค่ะ」
「หา ?」
หลังจากที่ผมทำหน้างงๆ เธอก็พูดต่อ
「เพราะเป็นเจ้าหน้าที่ห้องสมุด ถึงสามารถเข้ามายังฝั่งชายได้ค่ะ รุ่นพี่เคยบอกไว้ว่า ถ้าหากเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนแล้ว ยังไงก็ต้องลองเข้ามายังฝั่งชายให้ได้สักครั้งหนึ่ง.. อะ คือ..ว่า..」
พอพูดมาถึงตรงนี้ก็ดูเหมือนจะรู้สึกตัว แล้วเธอก็ก้มหัวลง
「ขอ ขอโทษค่ะ ฉะ ฉันพูดอะไรแปลกๆออกไป คะ คือว่าไม่ค่อยได้มีโอกาสคุยกับเด็กผู้ชายสักเท่าไหร่..」
ท่าทางจะเป็นเด็กเรียบร้อยน่าดู ดูเหมือนว่าเวลาอยู่ต่อหน้าผู้ชายแล้วจะตื่นเต้นตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

「ขอโทษค่ะ ขออภัยค่ะ ขอโทษค่ะ」
แล้วเธอก็ก้มหัวขอโทษไม่หยุด
「เอาน่าๆไม่เห็นต้องทำถึงขนาดนั้นเลย」
ผมพยายามปัดมือบอกว่าไม่เป็นไร
「ไม่ได้คิดอะไรกับเรื่องที่พูดมาสักหน่อย เออ.. ชื่ออะไรเหรอ ?」
「...ค่ะ」
「เอ๋ ?」
「...มิชิม่า อาคาเนะค่ะ」
「...หา !?」
ผมตกใจจนลืมตัวหลุดปากอุทานเสียงดังออกไป อาคาเนะเอาแต่ก้มหน้าลงไปพร้อมใบหน้าที่แดงก่ำ




ผมกับอาคาเนะมายังห้องสมุด ที่นี่เป็นที่เดียวในโรงเรียนที่นักเรียนหญิงและชายสามารถมาอยู่ด้วยกันได้ เพราะฉะนั้นเมื่อนักเรียนฝั่งหญิงและฝั่งชายคนใดมีธุระที่จำต้องทำกับนักเรียนอีกฝั่งนึง ก็จะใช้ห้องสมุดแห่งนี้เป็นที่นัดพบ และห้องสภานักเรียนเองก็ยังอยู่ในห้องสมุดอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะเป็นที่ที่นักเรียนหญิงและชายสามารถมาอยู่ร่วมกันได้ แต่ทางเข้าออกของแต่ละฝั่งนั้นก็ถูกแยกไว้จากกัน และยังต้องใช่การ์ดประจำตัวในการผ่านเข้าออกอีกด้วย เพราะฉะนั้นถ้าคิดที่จะทำอะไรแปลกๆก็จะต้องถูกจับได้อย่างแน่นอน

และอาคาเนะได้บอกว่า 「ฉันอายมากในเวลาที่อยู่ที่ฝั่งของนักเรียนชาย..」 และยังเป็นเจ้าหน้าที่ของห้องสมุดเองอีกด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเป็นที่นี่ เธอคงจะสามารถคลาดความเครียดลงได้อย่างแน่นอน

แล้วเราทั้งคู่ก็นั่งลงที่เก้าอี้ตรงโต๊ะอ่านหนังสือ อาคาเนะยังคงทำท่าอึกอักๆไม่เปลี่ยน อย่างไรก็ตามที่นี่เป็นที่ๆที่เธอเคยชินอยู่แล้ว เจ้าตัวเองดูเหมือนว่าจะมีเรื่องที่อยากพูดด้วย ถ้าเป็นที่นี่ก็คงพอที่จะสื่อสารกันได้ละนะ

「ฉันเองก็เป็นแคมเฟอร์ค่ะ」
เธอคนนั้นพูดออกมา แล้วก็ยกกำไลแห่งพันธสัญญาให้ดู
「นี่คือ กำไลแห่งพันธสัญญาค่ะ」
「อือ.. ได้ยินเรื่องนี้มาล่ะ」
「เป็นสัญญาลักษณ์ที่แสดงความเป็นแคมเฟอร์ค่ะ」
「ผมเองก็มีเหมือนกัน... น่ะ」
แล้วผมก็จ้องไปยังหน้าของเธอ
「เป็นคนเดียวกับเมื่อเช้าจริงๆน่ะ ?」
「...ค่ะ」
อาคาเนะตอบแล้วก็ก้มหน้่าลงไปอีกครั้ง หน้าของเธอเป็นสีแดงก่ำ
「นั่นคือ ฉันเองค่ะ...」
「ดูเหมือนว่าจะพูดอะไรแต่ละอย่างได้เจ๋งไปเลยยังไงไม่รู้นะ」
「...ค่ะ」
「อย่างเช่นจะยิงให้พรุนบ้างล่ะ」
「...ค่ะ」
「อย่างเรียกว่านังนี่มั่งล่ะ」
「...ค่ะ」
「พอเป็นแคมเฟอร์แล้วจะเป็นแบบนี้ตลอดเลยเหรอ ?」
「...ค่ะ」
「นิสัยอย่างนั้นน่ะนะ ?」
「...หยุดแกล้งฉันได้แล้วค่ะ !」
อาคาเนะทำท่าเหมือนกำลังจะร้องให้ออกมา ไม่สิน้ำตาไหลออกมาแล้วนี่น่า

「ฉันตั้งใจที่จะมาขอโทษเซโนะซังค่ะ พอเป็นแคมเฟอร์แล้วก็จะพูดจาไม่ดีตลอด ขอโทษจริงๆค่ะ !」
「ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ไม่ต้องขอโทษหรอก แค่ตกใจเฉยๆเท่านั้นน่ะ」
ผมตั้งใจที่จะปลอบใจเธอ จึงพูดออกไปพร้อมรอยยิ้ม
「ผมเองพอเป็นแคมเฟอร์แล้วก็จะกลายเป็นผู้หญิง แต่ว่าถึงขนาดนิสัยเปลี่ยนไปด้วยแบบนี้ก็เพิ่งรู้นี่แหละ」
「อย่างนั้นเองเหรอคะ...」
อาคาเนะหยุดร้องแล้วเงยหน้าขึ้นมา

「แม้แต่ตัวของฉันเองก็ไม่ค่อยอยากที่จะเชื่อหรอกค่ะ ไม่รู้ทำไมถึงได้กลายเป็นคนที่มั่นใจ ไม่กลัวสิ่งใดทั้งสิ้นแบบนั้นได้ ตอนแรกก็ตกใจมากๆเลยค่ะ...」
「แล้วทำไมถึงมาสู้กับผมเหรอ」
「ระหว่างเดินทางมาโรงเรียน อยู่ๆก็แปลงร่างค่ะ แล้วก็รู้สึกอยากยิงขึ้นมา ระหว่างที่กำลังหงุดหงิดงุ่นง่านอยู่นั้น พวกนัตซึรุซังก็...」
ดูเหมือนว่าอยู่ๆก็แปลงร่างเหมือนกับผม ที่ผมแปลงร่างในตอนนั้นเป็นเพราะพบกับอาคาเนะสินะ

「คู่ต่อสู้ของแคมเฟอร์ก็คือแคมเฟอร์ค่ะ เพียงแต่ตอนแรกนั้นนัตซึรุซังเป็นผู้ชายอยู่ ก็เลยรู้สึกแปลกใจนิดหน่อย」
「แต่สุดท้ายก็หยุดสู้ไปเองเฉยๆนี่น่า」
「เพราะรู้แล้วว่าเป็นฝ่ายเดียวกันน่ะค่ะ」
「เอะ ฝ่ายเดียวกัน ?」
「กำไลน่ะค่ะ เป็นสีน้ำเงินเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงเป็นฝ่ายเดียวกันค่ะ」
พอได้ยินแล้วก็มองไปที่กำไลของอาคาเนะ เป็นสีน้ำเงินเหมือนกันจริงๆด้วย

「เพราะฉะนั้นถึงได้รู้ว่าต่อสู้กันต่อไปไม่ได้น่ะค่ะ」
「เห... แล้วศัตรูล่ะ」
「กำไลสีแดงค่ะ」
「รู้ดีนะเนี่ย」
「คุณตุ๊กตาเป็นคนบอกมาน่ะค่ะ เป็นตุ๊กตาในซีรีย์สัตว์น้อยเครื่องในชื่อ กระต่ายคว้านท้อง น่ะค่ะ 」
ดูเหมือนว่าลุกน้องของผู้ดำเนินการอะไรนั่นจะไม่ได้มีเพียงแค่คน(?)เดียว แต่ยังไงก็ตาม ดูเหมือนว่าเธอคนนี้เองก็มีตุ๊กตาในซีรีย์สัตว์น้อยเครื่องในนั่นด้วย ว่าจะถามว่าทำไมถึงไปชอบเจ้าซีรีย์มืดมนแบบนั้นได้ แต่คิดอีกทีอย่าดีกว่า

「ว่าแต่แล้วทำยังไงถึงจะแปลงร่างได้ล่ะ」
「ฉันสามารถแปลงร่างได้ด้วยความตั้งใจของตัวเองค่ะ แล้วก็ในเวลาที่มีแคมเฟอร์คนอื่นอยู่แม้แต่คนเดียวก็จะแปลงร่างรวมทั้งเวลาที่รู้สึกอยากต่อสู้ขึ้นมาด้วยค่ะ เมื่อเช้าเป็นเพราะนัตซึรุซังอยู่ใกล้ถึงได้แปลงร่างขึ้นมาน่ะค่ะ」
「ตอนนี้เป็นปกติสินะ」
「เพราะไม่มีความต้องการที่จะต่อสู้ยังไงล่ะคะ」
เธอพูดจบแล้วก็ยิ้มให้เล็กน้อย โอ้ น่ารักใช้ได้เลยนะนั่น เด็กผู้หญิงยังไงก็เหมาะกับรอยยิ้มจริงๆด้วย เธอคนนี้เองก็เป็นคนสวยไม่น้อยเหมือนกัน

แล้วผมก็นึกถึงเรื่องนึงที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าขึ้นมาได้
「ถ้าเวลาผ่านไป ก็จะแปลงกลับคืนเป็นร่างเดิมสินะ」
「ถ้าหากชินแล้วจะสามารถคืนร่างเดิมได้ดั่งใจค่ะ ในช่วงแรกนั้นจะเป็นแบบสุ่ม บางครั้งก็ 5 นาที หรือบางครั้งก็กินเวลาถึง 2 วันเลยก้มีค่ะ」
เห.. เป็นอย่างนี้นี่เอง ตอนนี้ค่อยยังชั่วหน่อยที่เป็นผู้ชาย ถ้ายังเป็นผู้หญิงเหมือนเดิมล่ะแย่เลย จะเข้าห้องเรียนยังไม่ได้

「จะว่าไป มีอาวุธด้วยสินะ ปืนนั่นน่ะ」
「เพราะฉันเป็น เกเวอร์ น่ะค่ะ ส่วนเซโนะซังคือ เซาเบอร์ สินะคะ」
「ก็คงงั้น」
เรื่องนี้ไม่รู้อะไรเลยสักนิด

「ไอเท็ม.. อะ สำหรับฉันคือปืนน่ะค่ะ แคมเฟอร์นั้นจะมีไอเท็มประจำตัวแตกต่างกันออกไป แต่เซโนะซังใช้มือเปล่าสินะคะ ไม่จำเป็นต้องมีอาวุธอะไรก็สามารถต่อสู้ได้ เก่งจังเลยค่ะ」
「เห...」
ถึงจะชมมาว่าเก่งก็เถอะ จริงๆแล้วไม่ใช่เลย เรื่องที่ยิงลูกไฟอะไรนั่นออกจากมือได้ก็เพิ่งรู้ครั้งแรกเมื่อเช้านี่แหละ

「คุณกระต่ายคว้านท้องเล่ามาว่า แคมเฟอร์แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ เกเวอร์ เซาเบอร์ แล้วก็ ชูเวิร์ท ค่ะ」
「ยังมีอีกเรอะ」
อาวุธคงเป็นพวกดาบสินะ ถึงจะยังไม่เคยเห็นมาก่อน จะว่าไปก็เพิ่งเห็นแคมเฟอร์คนอื่นครั้งแรกก็คืออาคาเนะนี่แหละ

「ว่าแต่เกเวอร์หรือเซาเบอร์อะไรนี่ ออกเสียงยากเหมือนกันนะ」
「ภาษาเยอรมันน่ะค่ะ」
「จริงเหรอ ?」
「ค่ะ แคมเฟอร์เองก็เป็นภาษาเยอรมันแปลว่านักรบค่ะ แต่จริงๆแล้วถ้าเป็นผู้หญิงจะใช้คำว่า แคมเฟอริน น่ะค่ะ แต่ไม่รู้ทำไมทุกคนถึงใช้คำว่าแคมเฟอร์กันก็ไม่รู้เนอะคะ」
โทษที ไม่รู้เรื่องภาษาต่างประเทศเลยแม้แต่นิดเดียว

「แล้วทำไมถึงไม่ต่อสู้ไม่ได้ รู้บ้างไหม ?」
「เรื่องนั้น... ก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ」
อาคาเนะพูดด้วยน้ำเสียงเชิงขอโทษ

「เคยถามคุณกระต่ายคว้านท้องเช่นกัน แต่ไม่ยอมบอกเลยค่ะ ก็เลยยอมแพ้ไปแล้วล่ะค่ะ」
เธอคนนี้เองก็ดูเหมือนว่าจะไม่รู้เหมือนกัน ดูเหมือนว่าหลายเรื่องจะดูแปลกๆ แล้วก็แทบไม่รู้ข้อมูลอะไรเลย นอกจากนี้ยังมีแคมเฟอร์อีกกี่คน อยู่ที่ไหนบ้าง ดูเหมือนจะมืดแปดด้านจริงๆ

อาคาเนะทำหน้าเป็นกังวล
「คือว่า... ฉันพูดมากไปหรือเปล่าคะ ?」
「เอ๋ ?」
「ขอโทษจริงๆค่ะ ที่ตัวเองพูดมากเกินไป คือคิดว่าน่าจะพูดเรื่องที่ตัวเองรู้ก็เลยเผลอ...」
「ไม่ใช่อย่่างนั้นสักหน่อย แค่กำลังคิดอะไรอยู่เฉยๆน่ะ โทษทีนะ」
「ค่อยยังชั่วค่ะ...」
เธอทำหน้าสบายใจขึ้นมา

「คะ คือว่า.. คือ.. คือ...」
อาคาเนะพูดตะกุกตะกัก จะขอตัวไปห้องน้ำก็ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ละมั้ง
「เซ... เซโนะซัง เรื่องของเซโนะซัง ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ」
「ครับ ?」
「ฉะ ฉะ ฉันเพิ่งเคยพบกับแคมเฟอร์ผู้ชายเป็นครั้งแรก แล้วก็ไม่ค่อยจะรู้จักเด็กผู้ชายมาก่อน.. ก็เลยอยากฟังเรื่องของเซโนะซัง.. ขะ ขอ ขอโทษค่ะ !」
อาคาเนะพูดเพียงเท่านี้แล้วก็ก้มหน้าลงไปต่ำกว่าเดิมแล้วยังหน้าแดงสุดๆ ผมเห็นแล้วก็แทบจะหลุดขำออกมา

「เสียมารยาทสินะคะ เสียมารยาทมากเลยสินะคะ กับคนที่เพิ่งเคยเจอกันแท้ๆยังมาขอให้เล่าเรื่องตัวเองให้ฟังแบบนี้ รุ่นพี่เองก็พูดเสมอๆค่ะว่า อาคาเนะไม่ทำความคุ้ยเคยกับเด็กผู้ชายให้มากกว่านี้ไม่ได้ ไม่งั้นแค่เห็นก็หน้าแดงอยู่แบบนี้ไปตลอด... แต่ว่าวันนี้ได้คุยกับเซโนะซังแบบนี้แล้วดีใจมากๆเลยค่ะ แต่ว่าอยู่ๆก็พูดเอาแต่ใจว่าอยากคุยกันให้มากขึ้นแบบนี้ เดี๋ยวต้องโดนรุ่นพี่ดุมาอีกแน่ๆเลย ขอโทษจริงๆค่ะ ลืมมันเสียเถอะนะคะ !!」
โฮ่... พูดรวดเดียวไม่พักหายใจเลย สุดท้ายผมก็กลั้นไม่อยู่ หลุดขำออกมาจนได้
「เปล่าน่า ไม่เห็นเป็นไรเลย เงยหัวขึ้นเถอะน่า มิชิม่าซังไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย」

「คุยกัน คุยกัน เรื่องอะไรก็ได้ อยากฟังเรื่องของผมใช่มั้ย อื่ม..」
แล้วผมก็เล่าเรื่องของผมให้เธอฟัง ชั้นเรียนของผม ( ปี 2 ห้อง 4 ) ครอบครัว ( ตอนนี้ย้ายไปทำงานที่คุมะโมโต้ ) รายการโทรทัศน์ที่ชอบ ( รายการตลก ) ผลการเรียน ( กลางๆ ) ความฝันในอนาคต ( ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ )

「สนุกจังเลยนะคะ」
「ชอบดูอนิเมะมั้ย ?」
「ค่ะ ไม่ใช่แค่อนิเมะ หนังสือก็ชอบค่ะ」
จะว่าไปก็เป็นเจ้าหน้าที่ห้องสมุดนี่นะ

「เอาล่ะ ถ้างั้นขอถามเรื่องของมิชิม่าซังบ้างนะ」
「เอ๋.. เอ๋..」
แล้วเธอก็หน้าแดงพร้อมทำหน้าอยากร้องให้ขึ้นมาอีกครัง

「ฉะ ฉัน... เป็นคนจืดๆน่ะค่ะ...」
「เปล่าๆไม่ได้ถามเรื่องนั้น เรื่องทั่วไปน่ะ」
「นักเรียนฝั่งหญิงปี 2 ห้อง 4 ค่ะ วิชาที่เก่งก็.. ไม่มี.. คือว่า.. ประมาณนี้น่ะค่ะ」
แล้วเสียงของเธอก็ค่อยๆเบาลงเรื่อยๆ

「เป็นแคมเฟอร์มาตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอ」
「ครึ่งปีก่อนค่ะ พอลืมตาขึ้นมา ก้รู้สึกร้อนขึ้นมาแบบแปลกๆ แล้วก็พบว่ามีปืนอยู่ในมือค่ะ แล้วก็รู้สึกอยากยิงใครก็ได้ขึ้นมาจึงเก็บปืนเอาไว้เป็นของๆตัวเอง」
ที่นี่คือญี่ปุ่นนะครับ นอกจากตำรวจหรือยากูซ่าแล้ว ไม่ใช่ว่าใครๆจะมีปืนก็ได้ ไหงเกิดความรู้สึกแบบนั้นขึ้นมาได้กันล่ะ
「แล้วหลังจากนั้น คุณกระต่ายคว้านท้องก็พูดขึ้นมาค่ะ 「คุณได้กลายเป็นแคมเฟอร์แล้ว」 น่ะค่ะ」

「แล้วไม่รู้ทำไมพอได้ฟังแล้ว อยู่ๆฉันก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา แล้วอยู่ๆปืนก็มาอยู่ในมือ เกิดความรู้สึกว่าอยากยิงคุณกระต่ายคว้่านท้องให้พรุนไปเลย」
ผมได้แต่ถอนหายใจ จะใจร้อนยังไงก็ต้องมีขอบเขตกันบ้างสิ
「แล้วหลังจากนั้นก็ได้ฟังเรื่องราวต่างๆหลายๆเรื่องเลยล่ะค่ะ แต่ว่าเรื่องแคมเฟอร์คืออะไรนั้น ถามไปประมาณ 6 ครั้งก็ไม่ได้คำตอบสักที เลยจับคุณกระต่ายคว้านท้องโยนทิ้งออกนอกหน้าต่างไปน่ะค่ะ」
จะว่าเหมือนก็เหมือนอยู่หรอก แต่โยนทิ้งได้สุดยอดมากๆ

「แล้วครึ่งปีที่ผ่านมา เคยสู้กับแคมเฟอร์คนอื่นมั้ย ?」
「...เคยค่ะ」

「เคยสู้กับแคมเฟอร์ที่ใช้ดาบเป็นอาวุธ ไม่ชนะแต่ก็ไม่แพ้ค่ะ ถึงแม้สุดท้ายจะแยกจากกันไปเอง แต่ฉันก็หลุดคำพูดไม่ดีออกไปมากเหลือเกิน...」
นึกภาพออกเลย แต่ไม่ถามดีกว่าว่าพูดอะไรออกไปบ้าง

「ฉันพยายามที่จะห้ามตัวเองไม่ให้พูดคำพูดพวกนั้น แต่พอกลายเป็นแคมเฟอร์ทีไรก็ห้ามตัวเองไม่อยู่สักที」
「ก็คงเป็นแบบนั้นล่ะมั้ง」

「มิชิม่าซังนิสัยเปลี่ยนไป ส่วนผมก็เปลี่ยนเพศไปเลย พอเป็นแคมเฟอร์แล้วก็คงจะเป็นแบบนี้ละมั้ง เหมือนเป็นร่างเพื่อที่จะต่อสู้ยังไงล่ะ」
「...เป็นบททดสอบที่แย่จังเลยนะคะ」
「ก็นะ ลองคิดแบบนี้ดู ก็เหมือนกดสวิทซ์ปิดเปิดไฟนั่นแหละ」
「เหมือนเวลาเหล่าฮีโร่แปลงกาย เพื่อปราบเหล่าร้ายสินะคะ」
「แต่ใครเป็นฮีโร่ ใครเป็นตัวร้ายก็ไม่รู้เหมือนกันล่ะนะ」
ไอ้เจ้าตุ๊กตานั่น ก็ไม่เคยอธิบายอะไรให้ชัดๆซะด้วยสิ ส่วนอาคาเนะพอได้ยินแล้วก็ทำหน้ายุ่งขึ้นมา

「อะ ลืมไปก็ได้ ผมแค่พูดไปเรื่อยเฉยๆน่ะ」
「ไม่หรอกค่ะ เพราะฉันเองก็คิดคล้ายๆกันน่ะค่ะ」
「อะ มิชิม่าซังเองก็คิดเหมือนกันเหรอ」
「...คือว่า」
แล้วเธอก็สูดหายใจเข้าอย่างแรง

「เรียกอาคาเนะก็ได้ค่ะ เพื่อนในห้องเองก็เรียกอาคาเนะทุกคน ส่วนเด็กผู้ชายที่เรียกแบบนี้...ไม่มีน่ะค่ะ...」
แล้วก็หน้าแดงอีกครั้ง
「ถ้างั้นเรียกผมว่านัตซึรุก็ได้」
「เข้าใจแล้วค่ะ นัตซึรุซัง」

พอหันไปมองนาฬิกาที่แขวนอยู่ในห้องสมุด ก็ใกล้จะหมดเวลาพักเที้ยงแล้ว ผมจึงลุกขึ้นยืน
「ถ้างั้นขอตัวกลับก่อนนะ」
「ฉันมักจะอยู่ที่ห้องสมุดเสมอๆค่ะ ถ้าพบฉันล่ะก็อย่าลืมทักกันด้วยนะคะ」
「อื้ม ขอบใจนะ...อะ」
แล้วก็นึกถึงเรื่องที่เสือฮาราคีรีพูดเมื่อเช้าขึ้นมาได้

「ถ้างั้น มีเรื่องที่อยากจะขอร้องหน่อย ไม่รู้จะได้มั้ย」
「เรื่องอะไรเหรอคะ...」
「ช่วย*ออกไปด้วย*กันหน่อยได้มั้ย」

* ออกไปด้วย ในภาษาญี่ปุ่นคือ Tsukiau ซึ่งสามารถแปลว่า คบกัน ได้อีกด้วย เป็นมุกเล่นคำพื้นฐานที่มักจะเจอในเมะหรือมังงะอยู่เสมอๆ*

「เอ๋... คือว่า... คบกัน ( ไปด้วยกัน ) น่ะค่ะ...」
「อื้อ」
「แต่ว่า... เพิ่งได้พบกับนัตซึรุซังวันนี้วันแรกเท่านั้นเอง... คือว่า...」
「คือไปซื้อของน่ะ อยากให้ช่วยไปด้วยกันหน่อย」
แล้วเธอก็ทำท่าอึ้ง แล้วก็ถอนหายใจออกมาอย่างแรง อะไรของเธอกันน่ะ

「ไม่มีเสื้อผ้าสำหรับเด็กผู้หญิงน่ะ เลยอยากได้คนที่รู้เรื่องพวกนี้ช่วยเลือกให้หน่อย」
「อย่างนั้นเองเหรอคะ... ถ้าไม่รังเกียจล่ะก็ ฉันเองก็ยินดีที่จะช่วยค่ะ..」
「ฝากด้วยนะ」

ใกล้จะบ่ายโมงเข้าไปทุกที เมื่อเช้าก็มาสายไปแล้ว ถ้าคาบบ่ายยังสายอีก ได้ถูกจารย์เขม่นแน่ๆ
「แล้วเจอกันนะ อาคาเนะจัง」
「โย่- ไอ้ห่วยแตก ลงท้ายชื่อชั้นด้วย จัง เนี่ย กล้ามากเลยนะยะ」
ผมค่อยๆยกแขน 2 ข้างขึ้นช้าๆโดยอัตโนมัติ เพื่อที่จะเป็นการแสดงท่าว่าไม่อยากโดนยิง

「อาคาเนะจัง...เรอะ อย่ามาเรียกกันชุ่ยๆอย่างนั้นนะยะ คิดว่าชั้นเป็นลูกแมวเชื่องๆของแกหรือไงกันยะไอ้ห่วยแตกเอ้ย」
「เธอเป็นคนบอกให้เรียกอย่างนั้นเองไม่ใช่เรอะ !」
อาคาเนะไม่แสดงท่าทางว่าจะฟังที่ผมพูดเลยสักนิด

「สิ่งที่ชั้นไม่สามารถให้อภัยได้ในโลกนี้มีอยู่อยู่ 2 อย่าง อย่างแรกคือการทำขนมปังปิ้งด้านที่ทาเนยตกลงบนพื้น อีกอย่างคือการลงท้ายชื่อชั้นด้วย จัง เข้าใจมั้ยนัตซึรุ เฟรนด์น่ะ เขาไม่ใช้คำลงท้ายกันหรอกยะ」
「เฟรนด์ ? เพื่อนน่ะเหรอ」
「ลืมไปแล้วเหรอยะ ชั้นอุตส่าห์อธิบายไปแล้วแท้ๆ เรื่องสีของกำไลที่อยู่ในแขนลีบๆไม่สมประกอบของแกน่ะ รีบๆนึกให้ออก เดี๋ยวแม่ก็เตะกลิ้งลอยไปถึงฮาวายเลยนิ」
「เรื่องนั้นจำได้อยู่แล้ว ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย ถึงจะอยู่ฝ่ายเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ ?」
「ชั้นก็คิดงั้นแหละยะ แต่ว่านะ ยัยที่อยู่ในหัวชั้นพูดอยู่ได้ว่าให้ดีกับนายซะ เพราะงั้นก็เฟรนด์นั่นแหละยะ」
「ไม่คิดว่ามันไม่ค่อยสมเหตุสมผลมั่งเรอะ」

「อาคาเนะ...จัง」
「อยากตายสินะ」
「อาคาเนะ ทำไมถึงแปลงร่างล่ะ」
「เอะ ?」
「ทำไมถึงแปลงร่างเป็นแคมเฟอร์น่ะ เธอเป็นคนบอกผมเองไม่ใช่เรอะ ว่าคือตอนที่รู้สึกอยากต่อสู้ หรือไม่ก็-」
ทั้งๆที่อยู่ในห้องสมุดแท้ๆ แต่กลับรู้สึกเหมือนมีลมหนาวพัดผ่านตัวยังไงไม่รู้
「ตอนที่แถวนั้นมีแคมเฟอร์คนอื่นอยู่ด้วย」

แล้วอยู่ๆก็มีอะไรสักอย่างลอยผ่านหน้าไปอย่างที่แทบจะไม่รู้สึกตัว แล้วก็เกิดเสียงดังขึ้น ชั้นหนังสือตรงหน้าเละเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย นั่นคือมีดสั้นงั้นเหรอ !?
อาคาเนะยิงปืนตอบโต้ออกไป บรรยากาศอย่างกับอยู่ในหนังฮอลลีวูดของอเมริกาไม่มีผิด

「หมอบลงสิยะ นัตซึรุ !」
อาคาเนะตะโกนสั่งเสียงดัง
「มัวอืดอาดอยู่แบบนี้เดี๋ยวก็ได้ไปโผล่ที่แม่น้ำแห่งความตายหรอก ! แต่ถ้าอยากไปชั้นก็ไม่ห้ามนะยะ !」
「ขอปฏิเสธ!」
「ถ้างั้นตัวแกเองก็ทำไรสักอย่างสิยะ !」
พอได้ยินอย่างนั้นก็ตั้งสติมองดูตัวเอง ไม่รู้เมื่อไหร่ที่ผมได้แปลงร่างเป็นผู้หญิงไปแล้ว

นักเรียนคนอื่นๆตื่นเต้นตกใจ บ้างก็ตะโกนร้องพร้อมวิ่งหนีออกไป นักเรียนหญิงบางคนก็ร้องให้ไปวิ่งไปทำอะไรไม่ถูก ส่วนยัยหมาบ้าน่ะเหรอ นั่งหมอบกำปืนแน่นอย่างไม่มีอาการหวาดหวั่น รอจังหวะที่จะโจมตีสวนกลับไปอยู่

「รังสีฆ่าฟันรุนแรงสุดๆ นี่ถ้าแถวนี้มีคนแก่ล่ะก็สงสัยได้ช็อคตายไปแล้ว」
「โอย พวกเราถูกจ้องเล่นงานอยู่เหรอ」
「มันก็แน่นอนอยู่แล้วนี่ยะ แกเนี่ยต้องให้บอกตลอดหรือไง เห็นชั้นเป็นพี่เลี้ยงเด็กเหรอยะ !」
ไม่ว่าจะคิดยังไงก็เลี้ยงเด็กไม่ได้แน่ๆ แล้วทางนี้เป็นมือใหม่ไร้ประสบการณ์นะเฟ้ย ช่วยคิดถึงเรื่องนี้สักนิดเถอะ และแน่นอนว่าอาคาเนะไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นเลยสักนิด

「นัตซึรุฟังให้ดี เตรียมวิ่งไปหลบที่หลังชั้นหนังสือนั้นซะ」
ชั้นหนังสือนั้นเป็นชั้นที่ตั้งของหนังสือสารานุกรมเล่มหนาๆทั้งหลาย แล้วก็ไม่มีผู้ไม่เกี่ยวข้องอยู่แถวนั้นด้วย ถ้าไปถึงที่นั่น ชั้นหนังสือนั้นจะต้องเป็นโล่ป้องกันชั้นดีได้อย่างแน่นอน
「เดี๋ยวชั้นจะนับหนึ่งถึงสาม แล้ววิ่งกันเลยนะยะ」
ยัยนี่ในเวลาแบบนี้ยังจะมาเล่นมุกนับ 1-3 อยู่อีกเหรอ เป็นคนยุคไหนกันเนี่ย

「ถ้าไม่สนการนับถอยหลังล่ะก็ รับรองได้ถูกหั่นเป็นชิ้นๆแน่」
「ถูกหั่นเป็นชิ้นๆ.. รู้ได้ไงน่ะ」
「รู้ล่ะกันยะ คนที่โจมตีเราอยู่น่ะคือแคมเฟอร์สาย ชูเวิร์ท ยังไงล่ะ」
ยังไงยัยนี่ก็เป็นแคมเฟอร์มาครึ่งปี ส่วนผมเพิ่งเป็นมาไม่กี่ชัวโมง ช่วงเวลาที่ห่างกันกว่า 180 วัน ยังไงคำพูดของผู้มีประสบการณ์ก็เชื่อถือได้มากกว่า

「ชูเวิร์ทคืออะไรล่ะ ?」
「เดี๋ยวแม่ก็ฆ่าซะเลย」
「หมายถึงว่า ความสามารถเป็นยังไง」
「ไม่รู้ยะ เท่าที่เห็นตอนนี้เป็นของมีคมสองมือ ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ดาบคู่ขนาดใหญ่แต่เป็นขนาดเล็กเหมือนมีดมากกว่า ถ้าอยากรู้มากกว่านี้ล่ะก็ ก็ลองถามเจ้าตัวดูเองสิยะ」
ตัวคนโจมตีอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ จะให้ถามใครล่ะ

อาคาเนะหันมองซ้ายขวาไปมาอย่างระมัดระวังเหมือนหมาไม่มีผิด
「จะไปล่ะนะ」
เริ่มการนับถอยหลัง
「หนึ่ง สอง สาม !」
พวกผมทั้งคู่ออกวิ่งไปพร้อมกัน ถึงผมจะไม่ได้มีความมั่นใจเรื่องกีฬาสักเท่าไหร่ แต่ระยะแค่นี้ล่ะก็

แล้วพวกผมทั้งคู่ก็กระโจนมาอยู่หลังชั้นหนังสือได้อย่างที่ตั้งใจ แต่ที่ไม่ได้ตั้งใจก็คือพวกผมชนกันเองจนนัวเนียกันไปหมด พอตั้งสติได้ ตัวยัยหมาบ้าก็คร่อมทับตัวผมอยู่ซะแล้ว
หุหุ ตัวเบาเกินคาดแฮะ แถมยังนุ่มนิ่มอีกต่างหาก ไม่เพียงแค่นั้น หน้าอกเองก็มีไม่น้อยเหมือนกัน แล้วไหนจะกระโปรงตัวสั้นๆที่เลิกขึ้นจนเห็นขาขาวอ่อนๆอีก

เพียงแค่ไม่ถึงครึ่งวิที่ผมคิดเรื่องพวกนี้ อาคาเนะก็มองผมด้วยสายตาเหยียดหยามมา
「ชั้นไม่ใช่เลสนะยะ แล้วถึงข้างในจะเป็นผู้ชายชั้นก็ไม่สบรมณ์เหมือนกัน อยากตายนักหรือไง」
เปล่า ยังไม่อยากตาย

ผมรีบหลบสายตาจากร่างกายของอาคาเนะ เสียง กิ๊ง กิ๊ง กระทบกับชั้นหนังสือ แต่คราวนี้ชั้นไม่ได้ถูกตัดเป็นเสี่ยงๆเหมือนคราวก่อน
「ฮะ ฮะ」
อาคาเนะหัวเราะอย่างสะใจ
「อาวุธของยัยนั่น ทำไรชั้นนี้ไม่ได้ล่ะ สมน้ำหน้า」
ชั้นนี้แค่มองก็เห็นแล้วว่าต้องหนักมากแน่ๆ หนังสือแต่ละเล่มก็หนาสุดๆ ด้วยใบมีดเล็กๆแบบนั้นยังไงก็ฟันไม่ขาดแน่ๆ

「ถึงเวลาโต้กลับแล้วไม่ใช่รึ คู่หูเลส」
ไม่รู้เมื่อไหร่ที่ผมกลายเป็นคู่หูไปซะแล้ว ผมจำไม่ได้ว่าเคยตกลงยอมรับ และที่สำคํญผมไม่ใช่เลสสักหน่อย

「ที่ว่าโต้กลับน่ะ แล้วคู่ต่อสู้อยู่ที่ไหนกันล่ะ」
「ต้องหลบอยู่ที่ไหนสักแห่ง เหมือนพวกเรานั่นแหละ」
「มองไม่เห็นแบบนี้ จะโต้กลับยังไงกันล่ะ」
「นี่แหละคู่หู ถึงตาแกแล้ว」
อาคาเนะยังคงคร่อมตัวผมอยู่ แล้วมองจ้องลงมาข้างล่างที่หน้าของผม

「แกน่ะโผล่ออกไปล่อมันซะ พอมันโจมตีมาชั้นก็จะยิงสวนไปเอง สมบูรณ์แบบไปเลยใช่มั้ยล่ะ」
「เดี๋ยวก่อน มันจะดีเหรอนั่น」
「อย่ามาดูถูกเกเวอร์อย่างชั้นนะยะ จะเป่าหัวมันให้ดู」
「ไม่ใช่เรื่องนั้น ผมล่ะจะเป็นไง !」
แผนของยัยนี่ก็คือจะให้ผมเป็นเหยือล่อแล้วตัวเองคอยส่องอยู่ข้างหลัง แต่ถ้าดูจากจากโจมตีของศัตรูแล้ว ผมไม่กลายเป็นชิ้นๆไปก่อนเหรอนั่น

「เป็นคนที่เรื่องมากจริงๆนะยะ แล้วแกทำอะไรได้งั้นเรอะ」
「ทำไรได้ไม่ได้ไม่เกี่ยว ถึงผมตายไปก็ไม่คิดจะรับผิดชอบไม่ใช่เรอะ」
「แล้วไมชั้นต้องมารับผิดชอบการตายของแกกันด้วยละยะ」
ยัยบ้าเอ้ย ผมกำลังจะพูดคำนี้ออกไป แต่ยัยนี่ก็เอามิอทั้ง 2 ข้างมาปิดปากผมไว้ซะก่อน

「หุบปากซะ เดี๋ยวก็ความแตกหมดหรอก ว่าเรากำลังไม่ลงรอยกันอยู่」
「ความแตกไปก็ดีแล้วไม่ใช่เรอะ」
「ยังไงก็เถอะ แกโผล่ออกไปล่อซะ ยังไงแกก็เป็นเซาเบอร์อยู่แล้ว ด้วยการเคลื่อนไหวของแกต้องหลบได้แน่ๆ ศัตรูจะต้องเปิดเผยที่อยู่ออกมาแน่ๆ

แล้วชั้นจะเป่ามันเอง เชื่อมือได้เลย」
แล้วอาคาเนะก็ชี้นิ้วทำท่ายิงปืนใส่
「ฝากด้วยนะ คู่หู」
ผมเกิดความรู้สึกแปลกๆขึ้นมา ยัยนี่เวลายิ้มก็น่ารักดีไม่ใช่เหรอ

「อาคาเนะ ให้สัญญาณด้วย」
「จะออกไปตอนไหนก็ได้ตามใจเลย แล้วชั้นจะทำอะไรสักอย่างเอง」
พอดูเหมือนว่าจะได้รับการไว้วางใจแบบนี้แล้วก็รู้สึกดีอยู่หรอก แต่พอคิดขึ้นมาว่าศัตรูเองก็รอจ้องจังหวะที่จะโจมตีอยู่เหมือนกันแล้ว คนไร้ประสบการณ์แบบผมจะให้ตัดสินใจหาจังหวะเองแบบนี้มันก็ยากอยู่ไม่น้อย

แต่คิดไปคิดมา นิสัยอย่างอาคาเนะคงไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นแน่ๆ ผมจึงเลิกคิดแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ
「เอาล่ะนะ」
「รีบๆสิยะ」
ผมรวบรวมสมาธิครั้งสุดท้าย และกระโจนออกไป
แล้วในขณะเดียวกันก็รู้สึกตัวขึ้นมา ไอการเคลื่อนไหวแบบเซาเบอร์ที่ว่าน่ะ มันทำยังไงกัน

ยัยหมาบ้าเอ้ย ใช้ให้ทำอย่างกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา คิดจะให้ผมถูกแล่เป็นชิ้นๆ กลายเป็นซูชิหน้าปลาทูน่าหรือไง ไอคนที่ตอบรับแผนนี้อย่างผมเองก็บ้าไม่แพ้กัน งานนี้ตายแน่ๆ

แต่โชคดีที่เรื่องนั้นไม่เกิดขึ้น ศัตรูไม่ได้โจมตีเข้ามาที่ตัวผม ประกายไฟที่เกิดจากการโจมตีนั้น ปรากฏที่ข้างหลัง
ตัวผมเองนั้นไม่แม้แต่จะเห็นการโจมตี หันไปอีกทีอาวุธของศัตรูก็ผ่านตัวไปที่ชั้นหนังสือเรียบร้อยแล้ว

อย่างที่คิดกันเอาไว้ อาวุธของศัตรูคือมีดสั้นคู่ การใช้อาวุธทั้งสองมือพร้อมกันได้แบบนี้ต้องยอมรับเลยว่าเก่ง ปัญหาก็คือ ที่มีดนั้นมีโซ่อยู่ด้วย ทำให้สามารถโจมตีได้ทั้งนะยะใกล้ไกลอย่างอิสระ ยังไงก็ตามหมายความว่าศัตรูก็ไม่รู้ว่าพวกเราอยู่ตรงไหน จึงพยายามค้นหาจากระยะไกล

「หว๋า !!」
ชั้นหนังสือกำลังพังลงมา ผมกับอาคาเนะถูกแยกตัดขาดออกจากกัน ในเวลาเดียวกันนั้นมีดคู่ที่พังชั้นหนังสือลงมา ก็ตวัดไปที่ปืนของอาคาเนะจนเป็นรอยแผล
「อย่ามาดูถูกกันนะยะ ยัยสัตว์เอ้ย !」
แม้แต่สติก็ถูกตัดไปด้วยเรอะ อาคาเนะท่าทางเลือดขึ้นหน้าเต็มที่
「ไม่มีเมตตาอีกต่อไป ชั้นจะส่งแกไปโลกหน้าให้เอง」
「เออ เดี๋ยวก่อน ศตรูอยู่ที่ไหนยังไม่รู้เลย ที่ถูกเล่นงานอยู่น่ะมันพวกเรา」
「ไม่รู้เรอะไอ้ห่วยเอ้ย โอกาศหาตัวมันน่ะมาถึงแล้ว」

มีดสั้นถูกตวัดขึ้นแล้วเหวี่ยงมาอีกครั้ง คราวหนีเฉียดพวกผมไปนิดเดียว ยัง ยัง ยังรอดอยู่
「ศัตรูฉลาดแฮะ งั้นมันคือกิเลน ซาบีล่ะ คอยดูเหอะชั้นจะยิงจากข้างหลังให้หัวทะลุไปเลย」
「เรื่องนั้นก็นะ..」

แล้วพวกผมก้รู้สึกตัว ว่ามีใครคนหนึ่งอยู่ที่นี่ด้วย ผมรีบมุ่งไปทางนั้น ส่วนอาคาเนะก็กุมปืนพุ่งไปทีเดียวกัน แล้วหลังชั้นหนังสือที่พังลงชั้นหนึ่งก็มี

คนอยู่จริงๆ อะไรกัน ซากุระซังนี่เอง
ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ ? แม้แต่เวลาคิดเรื่องนี้ก็ไม่มี เมื่ออาคาเนะคว้าปืนขึ้นมาอย่างเร็ว
「ฝีมือของแกเองเรอะ !」
เหมือนกับเป็นฉากต่อเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อตอนเช้าไม่มีผิด

「ทำเป็นไม่รู้เรื่องดีนักนพะ ตายซะเถอะแก !」
ก่อนที่ลูกปืนจะไปถึง ผมก็คว้าตัวของซากุระซังได้ทันอย่างเฉียดฉิว

「หยุดก่อนอาคาเนะ !」
「ยังจะช่วยมันอีกเหรอ ไอ้หัวฟักทองเอ้ย !」
「ใครหัวฟักทองกันฟะ ! ฟังก่อน ซากุระซังไม่ใช่แคมเฟอร์สักหน่อย !」
「ว่าไงนะ」
「ดูที่ข้อมือสิ ไม่มีกำไล คนธรรมดา」
「ถึงอย่างนั้นก็เหอะ ไม่ได้หมายความว่าไม่ใช่ศัตรูนี่ยะ」
「รู้สิ ก็-」
แล้วมีดสั้นคู่นั้นก็ถูกเหวี่ยงเฉียวหัวไปอีกครั้ง พวกผมกระโดดหลบกันแทบจะไม่ทัน
แล้วโซ่ก็ดึงมีดสั้นกลับไปอีกครั้ง ไม่ใช่กลับมาที่มือของซากุระซัง แต่ไปที่ไหนสักแห่ง

「เห็นมั้ย」
「...ชิ」
อาคาเนะทำหน้าไม่สบอารมณ์
「บางทียัยนั่นอาจจะทำหน้าไม่รู้เรื่อง แล้วแอบควบคุมอยู่ก็ได้นี่ยะ」
「ไม่มีทาง มีดนั่นน่ะมาจากที่ไกลกว่านี้แน่ๆ」
อย่างน้อยที่สุดเท่าที่เห็น มีดนั่นก็มาจากนอกประตูเข้าออก ถึงจะมองไม่เห็นตัวคนที่ลงมือก็เถอะ

「ไม่สบรมณ์เลย คาเอเดะเป็นนังแคมเฟอร์ไร้ยางอายนั่นก็ดีแล้ว」
โอย โอย ที่ว่าแคมเฟอร์นั่นเป็นนังไร้ยางอายน่ะ รู้ได้ไงฟะ

สีหน้าของซากุระซังเริ่มดีขึ้น ดูเหมือนจะหายจากอาการช็อคแล้ว ผมจึงค่อยๆพูดกับเธอ
「ซากุระซัง ทำไมถึงอยู่ที่นี่กันล่ะ」
「อะ.. คือ.. ฉันมาหาข้อมูลที่ห้องสมุด.. แล้วก็เกิดเสียงดังขึ้น.. ตกใจมากจนก้าวขาหนีไม่ออก...」

ต้องบอกว่าโชคร้ายสินะ เป็นครั้งที่ 2 ของวันแล้วที่ต้องเข้ามาเกี่ยวพันกับเรื่องยุ่งๆโดยไม่รู้เรื่องรู้ราว
แล้วอาคาเนะก็เล็งปืนมาทางผมกับคาเอเดะ

「เฮ้ย คิดจะทำอะไรกันน่ะ」
「ไม่หยุดหรอกยะ ยัยคาเอเดะน่ะจะเป็นตัวถ่วงให้พวกเราหนีจากทีนี่ไม่ได้ ยิงทิ้งไปซะหมดเรื่อง」
ขืนปล่อยให้สาวน้อยคนสวยกลายเป็นศพอย่างไร้เหตุผลแบบนี้ ผมได้กลายเป็นศัตรูกับผู้ชายทั้งโลกแน่ๆ ผมจึงเอาตัวมากันซากุระซังเอาไว้

「ชักจะเอาใหญ่แล้วนะนัตซึรุ แกน่ะเป็นใคร เป็นสามีชั้นหรือไงยะ ?」
「ไม่ว่ายังไงนั่นก็เป็นเรื่องที่ผมไม่อยากเป็นมากที่สุดในโลก ยังไงก็เหอะ ลดปืนลงซะ」
「โธ่ว้อย หงุดหงิดสุดๆ」

ระหว่างที่ผมกับยัยหมาบ้าเถียงกันอยู่ พอรู้สึกตัวอีกทีซากุระซังก็หมดสติไปแล้ว
「น่าเบื่อจริง อะไรมันจะปอดขนาดนั้น」
เปล่าหรอก ถ้าตามปกติทั่วไปเด็กผู้หญิงม.ปลายที่อยู่ๆต้องเจอเรื่องแบบนี้ ก็สมควรที่จะเป็นแบบนี้ต่างหาก เธอนั่นแหละที่ไม่ปกติเหมือนคนอื่น

แต่ถ้าบอกว่าไม่ปกติ ผมเองก็ไม่ได้ต่างกันสักเท่าไหร่ ตั้งแต่เกิดเรื่องจนถึงตอนนี้ ผมกลับสามารถทำใจเย็นได้อย่างที่ตัวเองก็ไม่อยากจะเชื่อ หรือนี่คือผลจากการที่กลายเป็นแคมเฟอร์ละมั้ง

กิ๊งก่องกิ๊งก่อง ออดดังแสดงเวลาหมดช่วงพักเที้ยง
「ซวยล่ะ เดี๋ยวได้เข้าห้องเรียนสายกันพอดี」
อาคาเนะหลุดปากออกมา
「ขยันเหลือเชื่อเลยนะ」
「แน่นอนอยู่แล้ว ถึงจะไม่โดดเด่นก็เถอะแต่ชั้นก็ถูกมองเป็นเด็กดีเรียบร้อย ถึงจะเห็นแบบนี้แต่ชั้นก็ชอบการเรียนนะยะ」
「เสียที่ปากเสียไปไม่หน่อยล่ะนะ」
「ชั้นไม่ได้จะเข้าห้องเรียนด้วยร่างนี้สักหน่อย !」
อาคาเนะเล็งปืนมาทางผม อันตรายๆ

「แล้วแกล่ะเอาไง เด็กดีไม่ใช่เรอะ」
「เสียใจด้วย ผมน่ะจะเข้าห้องสาย 1 คาบในทุกๆ 3 คาบ ทุกคนเลิกสนใจไปแล้ว」
「ไม่ต้องมาภูมิใจเลย」
「ยังไงก็ไม่ใช่พวกตกเป็นเป้าสายตา แต่ก็ไม่ใช่เด็กดีอะไรอยู่แล้ว」
แล้วพวกผมก็หยุดคุย นี่ไม่ใช่เวลาจะมาต่อปากต่อคำ ศัตรูเองก็ยังอยู่

แต่ทว่า ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่เหมือนกันที่การโจมตีนั้นหยุดไป ทุกอย่างเงียบเชียบ ทั้งเสียงมีดคู่ติดโซ่เฉี่ยวไปมาบนอากาศ ทุกอย่างหายไปหมด
「...การโจมตีหยุดลงแล้วสินะ」
「ไม่รู้สึกถึงตัวตนเลย」
「ไม่รู้สึกตั้งแต่แรกอยู่แล้วไม่ใช่เรอะ」
「หนวกหู ท่าทางจะไปที่อื่นแล้ว」
「ดูเหมือนจะเลิกสู้แล้วล่ะ」
「หึ รู้ตัวแล้วสินะว่าไม่ควรมายุ่งกับชั้น」
「คิดว่าไม่ใช่แน่ๆ」
「ว่าไงนะ」

ศัตรูท่าทางจะใจเย็น ไม่มีแม้สักครั้งที่จะเปิดเผยร่องรอยของตัวเองออกมาให้เห็น เพราะฉะนั้นไม่มีทางที่จะรู้สึกกลัวจนหนีไปแน่ๆ ที่หยุดการโจม

ตีไป คงต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่าง
「ว้อย ถ้าไม่รีบไปล่ะก็แย่แน่ๆ จะสายอยู่แล้ว」
「นี่อาคาเนะ หรือว่าบางที ศัตรูก็เป็นพวกเด็กดีละมั้ง」
「หา ? พูดไรไม่เห็นรู้เรื่อง」
「เปล่าหรอก ก็เห็นเธอกังวลกับเรื่องเข้าห้องเรียนสายขนาดนั้น ก็เลยคิดว่าบางทีศัตรูเองก็กังวลเหมือนกันถึงได้หยุดการโจมตี」
「เพราะงั้นถึงบอกว่าเป็นเด็กดีเรอะ... นั่นก็หมายความว่า เป็นเด็กเซยเทตซึเหมือนพวกเราสินะ !?」
「ก็นะ」
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการคาดเดาของผมเท่านั้น จะถูกหรือผิดผมก็ไม่แน่ใจเช่นกัน แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกว่าคงจะไม่ผิดแน่ๆ ลางสังหรณ์นี้ก็เป็นอีก

1 ความสามารถของแคมเฟอร์งั้นเหรอ

「ชั้นกลับฝั่งหญิงล่ะนะ นัตซึรุ แกอยากทำไรก็ตามสบาย」
「ผมก็จะกลับเหมือนกัน แล้วซากุระซังล่ะ」
ข้างๆผมนั้น ซากุระซังยังคงสลบไม่ได้สติอยู่เหมือนเดิม อาคาเนะทำท่าเบื่อแล้วก็พูดขึ้นมา

「งานแบบนี้อย่ามาให้ผู้หญิงทำสิยะ แกนั่นแหละแบกไป」
「ผมก็เป็นผู้หญิง」
「แค่ได้ยินประโยคนี้ก็รู้สึกแย่ล่ะ」
「หนวกหูน่า อย่าเอาแต่ให้ตัวเองสบายคนเดียวสิ」
「ชั้นมันพวกใช้สมองยะ งานใช้แรงงานน่ะ มันงานของผู้ชายไม่ใช่เรอะ ?」

แล้วยัยหมาบ้าก็เดินจากไป ส่วนผมก็ได้แต่ถอนหายใจ ยังไงก็เถอะ รีบพาซากุระซังออกไปจากที่นี่ก่อนที่พวกอาจารย์จะมาดีกว่า




* บทต่อๆไปหลังจากนี้จะเขียนในรูปแบบสรุปแทนนะครับ แต่ก็ไม่ถึงกับตัดจนไม่เหลือรายละเอียดแน่ๆ ส่วนเหตุผลคืออยากให้เนื้อเรื่องมันไปไวๆหน่อย แล้วก็ขี้เกียจ ข้อหลังนี่แหละที่เป็นเหตุผลหลัก XD




 

Create Date : 10 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2552 1:42:38 น.
Counter : 482 Pageviews.  

Kampfer เล่ม 1 บท 1 ครึ่งหลัง


「อะ !」
ผมลืมตาตื่นขึ้นมา หรือจะพูดให้ถูกก็คือตกใจตื่นขึ้นมา และพบตัวเองอยู่บนเตียง เตียง ? ลองมองไปรอบๆก็พบว่านี้คือห้องของผมเอง ผมรีบลุกออกจากเตียง ในห้องของผมไม่มีกระจกเพราะฉะนั้นจึงรีบตรงไปยังทีวีที่ไม่ได้เสียบปลั๊กเอาไว้ แล้วก็จ้องไปทีจอทีวี ภาพที่สะท้อนอยู่ในนั้น คือตัวผมที่เป็นผุ้ชาย

「สะ.. สำเร็จ !」
ชูกำปั้นขึ้นแล้วตะโกนดีใจสุดเสียง ไม่ใช่ผุ้หญิงแล้ว กลับมาเป็นผู้ชายเหมือนเดิม ไม่ได้เป็นแคมเฟอร์อะไรนั่นแล้ว
ผมกระโดดดีใจพร้อมกับตรงไปยังโต๊ะวางของ
「เธอไม่ได้โกหกสินะ กลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้วล่ะ」
ผมพูดกับเจ้าเสือฮาราคีรี แต่ว่า ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับใดๆกลับมา
「เฮ้.. ?」
ลองเอาหน้าเข้าไปจ้องใกล้ๆ ก็ไม่มีท่าทีจะขยับตัวเลยแม้แต่น้อย ลองหยิบมาเช็คดู หมุนไปหมุนมาก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งสิ้น ปากที่พูดจาฟังแล้วน่าหงุดหงิดไม่หยุดนั่น ก็ไม่มีวี่แววว่าจะขยับเลยสักนิดเดียว ไม่ว่าจะมองยังไงก็เป็นแค่ตุ๊กตาธรรมดาๆเท่านั้น

ลองคิดๆดูให้ดี เจ้าเสือฮาราคีรีมันก็เป็นตุ๊กตาอยู่แล้ว ส่วนผมก็แค่หลับมาตลอดจนถึงเมื่อกี้ ที่ผ่านมาทั้งหมด ผมก็แค่ฝันไปเองเท่านั้น
「อย่างนี้นี่เอง.. ความฝันนี่เอง」
รู้สึกถึงความสงบสุขที่กลับคืนมา
「สำเร็จ นั่นมันความฝันนี่น่า ความฝันทั้งนั้น !」
ถึงจะร้องตะโกนเสียงดังเป็นเด็กๆก็ไม่สนใจแล้วจังหวะนี้ อยู่ๆกลายเป็นเด็กผู้หญิง เป็นแคมเฟอร์ ต้องต่อสู้โดยไม่รู้สาเหตุอะไรแม้แต่น้อย เรื่องบ้าๆบอๆหาเหตุผลไม่ได้พวกนั้นหายไปทั้งหมด
「สำเร็จ สำเร็จ ที่นี่ก็ไม่ต้องไปต่อสู้อะไรอีกแล้ว」

ผมชูมือดีใจพร้อมวิ่งไปรอบๆห้อง ครึ่งปีที่ผ่านมาไม่ว่าเวลาไหน ก็ไม่เคยรู้สึกดีใจขนาดนี้มาก่อน พอเริ่มหายตื่นเต้นลงมาหน่อย ก็หันไปมองนาฬิกา ไปโรงเรียนดีกว่า
แล้วพอรู้สึกตัวว่ามีอะไรผ่านตาไป ก็หันมามองที่ข้อมือ แล้วก็พบว่ามีกำไลสีน้ำเงินคาดอยู่ตรงนั้น หรือว่านี่มันคือ..
「ไม่ใช่ความฝันสินะคะ」
เสือฮาราคีรี พูดเสร็จก็ทำท่าถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายเหมือนเคย

ใกล้จะถึงเวลาโรงเรียนเริ่มขึ้นทุกที ผมจึงพยายามทำใจเดินออกจากบ้าน เมื่อมองขึ้นไปบนฟ้า อากาศในวันนี้นั้นสดใส ให้ทั้งความรู้สึกดีและแย่สุดๆในเวลาเดียวกัน
เจ้าเสือฮาราคีรีพูดมาว่า 「ทั้งหมดไม่ใช่ความฝันค่ะ เป็นความจริงทุกอย่าง」 ซึ่งเป็นประโยคที่ไม่อยากได้ยินที่สุด แต่ตอนนี้แล้วถ้าไม่ยอมรับมันก็คงไม่ได้ 「ทำไมถึงทำเงียบไม่พูดอะไรออกมา」 ผมถามกลับไป 「เห็นท่าทางดีใจสุดๆน่ะค่ะ」 เป็นคำตอบที่เหมือนจะเห็นใจแต่คนฟังรู้สึกแย่สุดๆ
「แต่ว่าก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอค่ะ ยังไงก็กลับมาเป็นร่างผู้ชายได้แล้ว」
เจ้าเสือฮาราคีรีพูดเหมือนเป็นเรื่องทั่วไปไม่เกี่ยวกับตัวเอง ทำเอาผมเลือดขึ้นหน้าหน่อยๆ

「ไม่เห็นจะดีตรงไหน กลับมาแบบครึ่งๆกลางๆแบบนี้แย่สุดๆ ไม่มีวิธีอื่นแล้วงั้นเรอะ」
「จริงๆแล้วกลับร่างเดิมโดยอัตโนมัติน่ะค่ะ ที่ทำไปแค่ลองแกล้งดูเฉยๆเท่านั้นเองค่ะ」
「ทำได้ไม่เลวเลยนะ」
ใกล้จะหมดความอดทนล่ะ
「จริงสิ ซื้อชุดเตรียมไว้ดีกว่านะคะ」
「ผมไม่สนใจพวกแฟชั่นหรอกนะ」
นอกจากการอยู่คนเดียว ทำให้ไม่สามารถใช้เงินได้อย่างไม่คิดแล้ว เวลาดูภาพในนิตยสารแฟชั่นทั้งหลายทีไร ก็แยกความต่างของแต่ละชุดไม่ออกทุกที ดูไปดูมาจะรู้สึกว่ามันแปลกด้วยซ้ำ
「ไม่ใช่ของผู้ชายค่ะ ของผู้หญิงต่างหาก จำเป็นในเวลาที่แปลงร่างแล้วไม่ใช่เหรอคะ」
หา ? บอกให้ไปซื้อเสื้อผ้าของผู้หญิงเนี่ยนะ
「ถ้าหากแปลงร่างในเวลาที่อยู่ในชุดนักเรียนชาย ก็จะกลายเป็นอยู่ในชุดนักเรียนหญิงค่ะ แต่ว่าก็เพียงเท่านั้น ชุดนอกเหนือไปจากนั้นจะไม่เปลี่ยนตามนะคะ」
「ก็ใส่ไปทั้งอย่างนั้นก็ได้ไม่ใช่เรอะ」
「รับรองว่าต้องไม่พอดีอย่างแน่นอนค่ะ」
นั่นมันก็ใช่ อย่างน้อยหน้าอกก็ใหญ่ขึ้นล่ะนะ แต่ว่าเสื้อผ้าของผู้หญิงเหรอ เอาไงดีล่ะ ผู้ชายคนเดียวแบบผมถ้าเข้าไปร้านขายเสื้อผ้าของผู้หญิงแล้ว ต้องโดนมองว่าโรคจิตอย่างแน่นอน ยิ่งถ้าเป็นพวกชุดชั้นในอีก... ไม่อยากนึก

「แล้ว จะแปลงร่างเป็นผู้หญิงยังไงล่ะ」
「จริงๆก็อยากเป็นสินะคะ」
「อย่ามาทำเป็นดีใจ แค่ถามไว้เฉยๆแค่นั้น」
「ก่อนหน้านี้ฉันเป็นคนทำให้แปลงร่าง แต่ปกติแล้วจะแปลงโดยอัตโนมัติ เดี๋ยวก็รู้เองค่ะ」
「เงื่อนไขล่ะ」
「เรื่องนั้นเดี๋ยวก็รู้เองเช่นกันค่ะ」
แล้วเจ้าตุ๊กตาก็ยิ้มแบบสะใจในใจ เหอะ จำเอาไว้ให้ดี

เวลานี้หมดเวลากินข้าวล่ะ ผมต้องตัดใจจากข้าวเช้าแล้วตรงไปยังโรงเรียนเลย เจ้าเสือฮาราคีรีพูดมาว่า 「ซื้ออะไรระหว่างทาง แล้วเดินไปกินไปเถอะค่ะ ส่วนเรื่องของฉันไม่ต้องเป็นห่วงก็ได้ค่ะ」 แหงล่ะ ใครจะไปห่วงกัน
วางแผนไว้ว่าจะกินไปเดินไปเหมือนกัน แต่ดูไม่ดียังไม่ไม่รู้เลยเลิกดีกว่า ทนไปถึงช่วงคาบพักแรกแล้วค่อยไปหาอะไรกินเอาก็ได้

ใกล้จะไปสายเข้าทุกที ผมจึงรีบก้าวให้เร็วขึ้น
「หว๋า !」
「ว้าย !」
อยู่ๆก็ชนกับใครเข้า ผมแค่เซไปเฉยๆแต่คนที่ชนลงไปนั่งกองกับพื้น
「ขะ ขอโทษครับ.. เอ๋ ?」
พูดขอโทษไปโดยอัตโนมัติ แต่พอมองดูให้ดีแล้ว อะไรกัน คนรู้จักนี่น่า
「ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษค่ะ ไม่ทันมองทางให้ดี..อุ้ย นัตซึรุซัง ?」
คนที่ชนกับผมนั้นคือเด็กสาวที่รู้จัก
「ค่อยยังชั่ว.. ว่าไปนั่น ไม่ควรพูดแบบนี้สิเนอะ แต่ว่าพอเป็นคนที่รู้จักแล้วก็ค่อยเบาใจขึ้นมาน่ะค่ะ」
ซากุระ คาเอเดะยิ้มให้ด้วยใบหน้าอันสดใส
ผมของเธอยาวเป็นประกายงดงาม ผิวขายใสรูปร่างได้สัดส่วนเป้นอย่างดี ซากุระซังเป็นไอดอลประจำโรงเรียนของผม หรือจะพูดให้ชัดขึ้น เธอติดอยู่ใน Top 5 ของนักเรียนสาวที่สวยที่สุดในโรงเรียน และถ้ารวมนิสัยด้วยแล้วต้องเป็นอันดับ 1 อย่างแน่นอน สำหรับผมแล้ว เธอนี่แหละที่เป็นต้นแบบของ 「เจ้าสาวที่ดี」

เธอเป็นที่หมายปองของบรรดานักเรียนชายทั้งหลาย แน่นอนว่าต้องรวมผมด้วยคนนึง ยิ่งไปกว่านั้นในสมัยม.ต้นผมก็อยู่ห้องเดียวกับเธอมาตลอด ตัวเองพูดเองมันก็ยังไงอยู่ แต่ผมเองก็ถือเป็นคนสนิทของเธอคนหนึ่งเหมือนกัน

ผมทำมือบอกซากุระว่า 「ไม่เป็นไร」
「ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ไม่ได้ล้มลงจนเจ็บอะไรสักหน่อย」
「งั้นเหรอคะ นัตซึรุซังเป็นคนอ่อนโยนจริงๆนะคะ」
เกือบจะทนไม่ไหวแล้ว เป็นเพราะสมัยม.ต้นอยู่ห้องเดียวกันมาตลอด เธอถึงได้เรียกผมด้วยชื่อ ผมพยายามข่มใจที่เตลิดไปไกลแล้วให้กลับมาอยู่กับที่ แล้วพยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด
「ไม่เป็นไรหรอก เพราะใกล้จะไปสายกันแล้วด้วย」
ซากุระซังก้มหัวลงเพื่อขอบคุณพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า

ผมลืมเรื่องที่เกิดขึ้นในตอนเช้าไปจนหมดสิ้น ในหัวตอนนี้กลายเป็นสีชมพูไปหมด ได้เดินไปโรงเรียนกับซากุระซังสองต่อสองแบบนี้ นี่มันโชคดีสุดๆไปเลยไม่ใช่เหรอ ได้เดินคู่กันไปโรงเรียนแบบนี้ นี่มันอย่างกับเดทชัดๆเลย
「นัตซึรุซัง ท่าทางมีความสุขจังนะคะ เจอเรื่องอะไรดีๆมาหรือเปล่าเอ่ย ?」
「เจอสิ ได้เจอกับซากุระซังยังไงล่ะ」
อยู่ๆก็หลุดปากพูดอะไรเชยๆออกไป แต่ซากุระซังก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะหัวเราะเยาะเลยสักนิด
「อะฮะ ฉันเองก็ดีใจที่ได้พบนัตซึรุซังค่ะ นานๆทีนอนตื่นสายแบบนี้ก็ได้เจอเรื่องดีๆเหมือนกันนะคะ」
ถึงจะตอบกลับมาแบบนั้นด้วยรอยยิ้ม แต่จริงๆแล้วตัวเธอนั้นไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งหรอก แต่รู้มั้ยซากุระซัง พูดมาแบบนี้มันทำให้เด็กผู้ชายเข้าใจผิดเอาง่ายๆนะ

ยังไงก็ตาม ผมไม่ได้เข้าใจผิดอะไร เธอคนนี้ยังไม่เคยคิดเรื่องคบกับใครเอาไว้เลย ถึงแม้จะเป็นไอดอลของโรงเรียน แต่ไม่เคยมีข่าวลือแม้แต่ข่าวเดียวว่าเธอกำลังคบกับผู้ชายคนไหนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายที่ดีขนาดไหนเข้าไปรุกตัวเธอ เธอก็ไม่เคยแสดงท่าทีว่าสนใจ ผมเองจริงๆก็อยากทำเรื่องนั้นเรื่องนี้กับซากุระซังเหมือนกัน แต่ตั้งใจไว้ว่าให้ตายก็จะไม่พูดออกไป ยังไงทุกวันนี้ก็มีความสุขพออยู่แล้ว

「มีเรื่องแย่ๆเกิดตั้งแต่เช้าเลยวันนี้ พอได้มาเจอซากุระซังถึงค่อยมีความสุขขึ้นหน่อย」
「อย่างนั้นเองเหรอคะ ?」
เธอถามกลับมาด้วยท่าทางเป็นห่วง
「ก็นิดหน่อยน่ะ จะบอกว่าช่างมันเถอะหรือไงดี เอาเป็นว่ายอมแพ้ไปแล้วล่ะ」
แค่คิดขึ้นมาหัวก็หนักไปหมด ถึงอยากจะลืมแค่ไหนยังไงก็ลืมไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ทำใจช่างๆมันไปแล้วกัน
「จริงสิ ตุ๊กตาที่ฉันเคยให้ไป เป็นยังไงบ้างคะ ?」
「อา.. อันนั้นน่ะ วางเอาไว้บนโต๊ะวางของน่ะ」
「ดีจังเลย ฉันชอบตุ๊กตาในซีรีย์นั้นที่สุดเลยล่ะค่ะ แต่มีเยอะจนไม่มีที่วางแล้ว จะทิ้งก็ทำใจไม่ลง เพราะฉะนั้นก็เหมือนให้ไปดูแลเป็นลูกบุญธรรมนะค่ะ」
ซากุระซังทำท่าดีใจอย่างไร้เดียงสา
ใช่แล้ว เจ้าตุ๊กตาซีรีย์สัตว์น้อยเครื่องในนั่น เป็นของที่ได้รับมาจากซากุระซัง ซึ่งนั่นก็หมายความว่าถึงอยากทิ้งแค่ไหน ยังไงก็ทิ้งไม่ได้เด็ดขาด

เธอคนนี้มีความชื่นชอบบางอย่างที่แปลกกว่าคนอื่นอยู่หน่อยนั่นก็คือ สิ่งที่เธอคิดว่า 「น่ารัก」 นั้นไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านสักเท่าไหร่ นั่นไม่ใช่ความรู้สึกที่ว่า 「น่ารักแบบแปลกๆ」 แต่เป็นน่ารักจากใจจริงของตัวเธอเองเลย ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลว่าทำไม ผมถึงได้รับเจ้าตุ๊กตามืดดำนั่นมา แน่นอนว่าผมไม่ได้มีความชื่นชอบในของพวกนี้เลยแม้แต่น้อย ก็นั่นแหละ คนที่ผมใฝ่ฝันถึงมีความชื่นชอบไม่เหมือนใครแบบนี้นี่เอง
และยังมีข่าวลืออีกว่าห้องของเธอนั้น มีตุ๊กตาในซีรีย์สัตว์น้อยเครื่องในเต็มไปหมด จนถึงขนาดแทบไม่มีที่จะเดินกันเลยทีเดียว ที่บริษัทนั้นยังคงอยู่ได้ ต้องเป็นเพราะเธออย่างแน่นอน

「เสือฮาราคีรีเอง น่ารักมากๆเลยนะคะ」
เป็นคำถามที่ตอบยากจริงๆ
「นะ... นั่นสินะ เป็นตัวของตัวเองดี」
「ถ้าหากพูดคุยด้วยได้ล่ะก็ คงจะดีใจมากกว่านี้เยอะเลยละคะ」
「ถ้าไม่ได้มีเสียงเหมือนชิสุกะจังล่ะก็นะ」
ซากุระซังมองมาทางผมที่กำลังทำหน้าเซ็งๆด้วยท่าทางสงสัย
ทางเดินไปโรงเรียนในเวลานี้ ไม่มีคนอื่นอีกนอกจากพวกผม 2 คน คนที่จะมาเดินในทางนี้ในเวลานี้นั้น ก็มีแต่พวกเด็กเกหรือนอนตื่นสายจนมาโรงเรียนสายเท่านั้น แน่นอนว่าผมกับซากุระซังเป็นอย่างหลัง

พวกผมเดินไปคุยเรื่องไร้สาระกันไปเรื่อยๆ ซากุระซังพอเริ่มคุยเรื่องซีรีย์สัตว์น้อยเครื่องในเมื่อไหร่ก็จะสนุกจนลืมตัวคุยไม่หยุด ส่วนผมก็พยายามสุดชีวิตที่จะคอยตามน้ำต่อบทสนทนากับเธอให้ได้ เพื่อที่จะทำให้เธอไม่รู้สึกเบื่อไปซะก่อน การตามน้ำในเรื่องที่ตัวเองไม่ได้สนใจเลยสักนิดแบบนี้ ยากกว่าที่คิดเยอะ ถ้าหากทุกๆเช้าเป็นแบบนี้ทุกวันล่ะก็ รับรองว่าสคิลบทสนทนาของผมจะต้องเลเวลอัพกระจายอย่างแน่นอน

ระหว่างที่ซากุระซังกับลังคุยเรื่องสัตว์น้อยเครื่องในอย่างสนุกสนานนั้น ก็มองมายังข้อมือของผม
「..นั่นคือ เบลสเล็ทเหรอคะ 」
เธอถามขึ้นมาแล้วก็มองมายังกำไลที่ข้อมือของผม
「เปล่า.. คือว่าจริงๆก็ไม่ค่อยจะรู้หรอก แต่ว่ามันคือกำไลน่ะ」
「ยี่ห้ออะไรเหรอคะ ?」
「เออ.. ยี่ห้ออะไรนะ.. แคมเฟอร์ ?」
「...ยี่ห้อของเยอรมันเหรอคะ ?」
ยังไงก็ตาม คิดว่าคงไม่ใช่ เพราะยังไงก็ไม่ใช่เครื่องประดับตามแฟชั่นสักหน่อย
「อุ้ย เปล่งแสงได้ด้วย」

อยู่ๆซากุระซังก็พูดขึ้นมา พอมองไปที่ข้อมือก็เป็นดั่งที่ซากุระซังพูด กำไลกำลังเปล่งแสงอยู่ อาการแบบนี้เพิ่งเคยเกิดขึ้นครั้งแรก หรือว่านี่คือสัญญาณที่บอกว่ากำลังจะแปลงร่าง ?
「แย่.. แย่แล้ว」
การมาแปลงร่างเป็นผุ้หญิงตรงนี้ สถานการณ์มันแย่สุดๆ นอกจากจะเป็นนอกบ้านแล้ว ยังมีซากุระซังอยู่ด้วย ถ้าถูกเห็นล่ะก็จะต้องโดนนึกว่าเป็นพวกโรคจิตอย่างแน่นอน ถ้าแค่นั้นก็ยังดี ถ้าโชคร้ายอาจจะโดนจับไปทดลองที่ไหนสักแห่งก็ได้ ในหัวนึกได้แต่เรื่องแย่ๆทั้งนั้น ทำไมต้องมาเป็นเอาในเวลานี้ด้วย
「คือว่า..นะ ซากุระซัง ขอโทษทีแต่ผมต้องขอตัวก่อน」
「อะ นัตซึรุซังใจร้าย ไหนบอกว่าจะไปโดรงเรียนด้วยกันไม่ใช่เหรอคะ」
ซากุระซังทำหน้างอแบบน่ารักสุดๆ ยังไงก็ตามเวลานี้ผมต้องข่มใจให้ได้
「นึกได้ว่ามีธุระด่วนนะ ไม่สิ ต้องบอกว่าเกิดธุระขึ้นด่วนเลยต่างหาก ยังไงก็ตามถ้าไม่รีบแยกไปล่ะก็」
「ถ้าจะวิ่งไปล่ะก็ ฉันก็จะวิ่งด้วยเหมือนกันค่ะ」

ขอโทษด้วยจริงๆครับ ขอร้องล่ะปล่อยผมให้ไปคนเดียวเถอะ ถึงจะอยากหนีแค่ไหนก็หนีไม่ออก เมื่อเห็นซากุระที่พยายามวิ่งตามมาอย่างสุดกำลังอยู่ไกลๆ ในขนาดที่ผมกำลังจะตัดสินใจว่าจะทำไงดีนั้น อยู่ๆก็สังเกตุเห็นว่ามีกระบอกปืนกำลังเล็งมาทางผม
「...ปืน ?」
ผมหลุดปากออกไปอย่างไม่ตั้งใจ ชีวิตมนุษย์มันก็น่าตื่นเต้นตรงนี้ ตรงที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่จะเกิดเรื่องที่ไม่น่าเชื่อขึ้นตรงหน้า ยังไงก็ตามผมกลับยังสามารถทำใจเย็นอย่างที่ตัวเองยังไม่อยากจะเชื่อ แล้วมองไปยังกระบอกปืนนั้น
「อะไรกัน เจ้าขี้ก้างที่ป้อสาวแต่เช้าอย่างแกคือศัตรูของชั้นเหรอยะ」
คนที่ถือปืนอยู่ในมือนั้น ถึงจะเป็นเด็กผู้หญิงแต่เสียงพูดฟังแล้วกลับไม่รื่นหูอย่างแรง

ดูๆแล้วตัวเล็กกว่าผมหน่อย ท่าทางเป็นเด็กสาวปากเสีย ผิวขาวรูปร่างดี ไม่ว่าจะคิดยังไง ก็คงจะบอกได้ว่าเป็นเด็กสาวที่ 「สวย」 คนหนึ่งเหมือนกัน อย่างไรก็ตามตาคู่นั้นดูไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย 「หมาบ้า」 น่าจะอธิบายถึงลักษณะท่าทางของเธอได้ดีที่สุด
「น่าเบื่อจริงที่เจอคู่ต่อสู้ท่าทางปวกเปียกแบบนี้ แถมยังไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีผู้ชายด้วย ช่างเถอะ ไงๆวาระสุดท้ายของแกก็มาถึงแล้ว」
เด็กสาวคนนั้นทำท่าถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย แล้วก็กำลังที่จะเหนี่ยวไก
「ดะ เดี๋ยวก่อนสิ !」
ยังไงก็ยังไม่อยากถูกฆ่าตาย ผมจึงยกมือขึ้นทั้ง 2 ข้าง
「นี่มันเรื่องอะไรกัน ฆาตกรต่อเนื่องงั้นเรอะ !?」
「จะบ้าเหรอยะ จะไปมีฆาตกรต่อเนื่องหน้าตาดีแบบนี้ได้ยังไง」
คนที่จะพูดชมตัวเองว่าหน้าตาดีกันหน้าตาเฉยแบบนี้ก็หาเจอยากไม่น้อยนะ
「ไม่เคยรู้จักกันไม่ใช่เรอะ !」
「ถ้างั้นไงดี ชื่อเรอะ มิชิม่า อาคาเนะ」
「ผมชื่อเซโนะ นัตซึรุ.. ไม่ใช่ ! แล้วปืนนั่นล่ะ !」
「นี่น่ะเหรอ ?」
「นี่คืออาวุธของชั้น พอเหนี่ยวไกออกไปสมองของแกก็จะเป็นรู 1 ซองบรรจุกระสุน 6 นัด ก็เป็นแบบสไตล์ในนิยายทั่วไปไงล่ะ 」
ในสไตล์นิยายที่ไหนกันล่ะนั่น ?
「แล้วทำไมถึงปลดเซพในที่แบบนี้กันล่ะ !」
「เป็นผู้ชายที่น่าคำคาญซะจริงนะยะ อย่าพูดไรจุกจิกเลยน่า」
「อยู่ๆจะมาถูกฆ่าแบบนี้ จะเป็นใครก็เถอะ !」

ระหว่างที่ผมพยายามจะทำให้เธอสงบนั้น อยู่ๆก็เห็นซากุระซังที่ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น กำลังใกล้เข้ามา
「หืม ? นั่นผุ้หญิงของแกเรอะ ?」
ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีสิ แต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น ก็ไม่ถึงกับเป็นคนแปลกหน้า แต่ยังไงเวลานี้ก็ถือว่าเป็นคนอื่นอยู่ เด็กสาวคนนั้นจ้องไปยังซากุระซัง
「อะไรกัน ซากุระไม่ใช่เหรอนั่น เด็กที่เดียวกันงั้นเรอะ」

พอได้ยินแบบนั้นแล้วมาลองมองให้ดี เด็กสาวคนนี้ก็สวมชุดนักเรียนหญิงของโรงเรียนเดียวกันอยู่นี่น่า แต่ดูเหมือนจะปรับแต่งนิดหน่อยตรงชายเสื้อที่สั้นกว่าชุดนักเรียนหญิงปกติกว่าครึ่ง แล้วจะว่าไปในเมื่อเป็นเด็กโรงเรียนเดียวกับซากุระซัง ก็หมายความว่าโรงเรียนเดียวกับผมด้วยไม่ใช่เรอะ
「นี่ ไหนๆก็เรียนที่เดียวกัน พอเถอะ」
「เกี่ยวกันตรงไหน」
อาคาเนะเล็งปืนกลับมาทางผมอีกครั้ง
「ชั้นไม่สู้ไม่ได้ยะ ถูกพูดมาแบบนี้ จริงๆก็ไม่ได้เคียดแค้นอะไรหรอก ยังไงก็ดีกว่านอนอยู่บ้านกอดหมอนข้างเฉยๆ อย่างน้อยก็พอได้ทำอะไรเป็นรูปเป็นร่างบ้าง」
อะไรกันที่เป็นรูปเป็นร่าง สำหรับผมแล้วจะไร้ร่างเอาด้วย
「จะว่าไงก็ช่าง แกเองดูเหมือนจะเป็นศัตรูของชั้น เพราะงั้นตายๆซะเหอะ」
ศัตรู ? ที่บอกว่าศัตรู.. หรือว่าบางที
อยู่ๆตัวผมร่างกายของผมก็พุ่งไปยังที่ๆสายตาจ้องอยู่อย่างรวดเร็ว ร่างกายขยับไปเองอย่างไม่ตั้งใจ
「หว๋า !?」
「อะ เจ้าบ้านี่」
รู้สึกเหมือนกับกำลังไปด้วยความเร็วเหมือนใช้ยานพาหนะอะไรอยู่สักอย่าง แต่จริงๆแล้วผมกำลังวิ่งด้วยเท้าของตัวเอง ยัยสาวหมาบ้าเองก็กำลังวิ่งไล่กวดพร้อมปืนที่อยู่ในมือมาเต็มที่ แต่ดูเหมือนว่าผมจะเร็วกว่า
แล้วอยู่ๆแสงสว่างสีขาวอมฟ้าก็ปกคลุมไปทั่วร่าง รู้สึกเหมือนร่างกายลอยชึ้นไป แล้วแค่พริบตาเดียวแสงนั้นก็หายไป

「...อะ !」
พอลองมองมาที่ตัวเอง ก็พบตัวเองอยู่ในชุดนักเรียนหญิงพร้อมหน้าอกที่โตขึ้น และกระโปรงสั้นเหนือเข่า ผมกลับเป็นเด็กผู้หญิงเมื่อเช้าอีกครั้งแล้ว
ในเวลาเดียวกันกับที่แสงหายไป ผมก็กลับมายืนอยู่บนพื้นอีกครั้ง เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าเป็นความจริงจริงๆด้วย และเพราะด้วยเรื่องนั้นทำให้เช้านี้ได้พบกับซากุระซัง และเด็กสาวปากเสียที่เล็งปืนใส่หน้าชาวบ้าน อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ได้แปลงร่างเป็นผู้หญิงต่อหน้าซากุระซังล่ะนะ
「ฮะ ฮะ ฮะ !」
ได้ยินเสียงหัวเราะเหมือนคนบ้าดังขึ้นมา ในที่สุดเด็กสาวพร้อมปืนในมือคนเมื่อกี้ก็ตามมาทันจนได้
「เจ๋งเป้ง แกเองก็เป็นแคมเฟอร์จริงๆด้วย」
「เธอรู้จักแคมเฟอร์ด้วยเหรอ !?」
「เเหงอยู่แล้ว ถ้าจะถามว่าเพราะอะไร ก็เพราะชั้นก็เป็นแคมเฟอร์เหมือนกันไงล่ะยะ」
เด็กสาวคนนั้นพูดขึ้นมาด้วยท่าทางภูมิใจ พอลองมองดูให้ดี ที่ข้อมือของเธอก็มีกำไลคาดอยู่เช่นกัน
「แล้วในเมื่อเป็นแบบนี้ เรามาสู้กันให้ตายกันไปข้างมา」
แล้วก็ยกปืนขึ้นมาเล็งอีกครั้ง

「หา !? ทำไมจะต้องสู้กับเธอด้วยล่ะ ?」
「อะไรกันไม่รู้เหรอยะ แคมเฟอร์น่ะมีตัวตนเพื่อที่จะต่อสู้ ชั้นจะไม่หยุดยิงจนกว่าหัวแกจะพรุนเป็นรังผึ้งแน่ยะ」
「เรื่องนั้นได้ยินมาแล้ว แต่ว่าทำไมถึงต้องสู้กับเธอ..」
「ศัตรูของแคมเฟอร์ก็คือแคมเฟอร์ยังไงล่ะยะ」
เรื่องนี้เพิ่งเคยได้ยิน เจ้าเสือฮาราคีรีบอกว่าเป็น 「ความลับ」 หรือว่าความลับที่ว่าก็คือเรื่องนี้เองงั้นเรอะ แต่ว่าที่บอกว่าให้สู้ แล้วจะสู้ยังไงล่ะ เด็กคนนั้นมีปืนอยู่ในมือ แต่ฝั่งนี้มือเปล่าไม่มีอะไรเลย
「รีบๆเข้าสิยะ ไม่รีบหนีเดี๋ยวก็ยิงซะหรอก」
「ถ้าหนีแล้วจะไม่ยิงเหรอ !?」
「เปล่า ยิงเหมือนกัน」
ตกลงเอาไงแน่
แล้วเสียงปืนก็ดังขึ้น ก่อนที่ลูกปืนจากปากกระบอกปืนของอาคาเนะจะมาถึง ร่างกายของผมก็เคลื่อนไหวไปเองอีกครั้ง อาคาเนะพยายามจะเล็งตาม แต่ว่าไม่ทัน อยู่ๆร่างกายของผมก็กระโดดหนีไปเองโดยอัตโนมัติ คราวนี้รู้ตัวอีกทีก็อยู่บนเสาไฟซะแล้ว
「เจ้าบ้านี่..」
ยัยหมาบ้าพยายามที่จะยิงต่อไป แต่ก็ไม่ทันร่างกายของผมที่ขยับหนีโดยอัตโนมัติถึงแม้จะยังไม่ทันที่จะคิดอะไรเลยสักนัด แล้วผมก็ขยับมาหลบอยู่หลังเสาไฟแล้วมองหาทางที่จะหนีออกไปจากที่นี่ให้ได้
「ทำได้ไม่เลวเลยไม่ใช่เหรอยะ」
ถึงจะชมมาก็เถอะ แต่ก็ทำได้แค่หนีอย่างเดียวล่ะนะ
「แต่ว่ารู้อะไรหรือเปล่า ปืนของชั้นน่ะ ถ้าหากใส่พลังลงไปแล้ว จะผนังหรือกำแพงอะไรก็ไม่มีความหมายยะ ชั้นถล่มได้หมด เพราะงั้นต่อให้นายหนีไปหลบอยู่หลังอะไรก็ไร้ความหมายยะ」
ล้อเล่นน่า

แล้วในเวลานั้นเอง ซากุระซังก็โผล่เข้ามา
「นัตซึรุ... ซัง ?」
พูดขึ้นมาแบบนั้น แล้วก็ชะงักไป บางทีอาจเป็นเพราะอยู่ๆผมก็วิ่งแยกจากเธอมาเฉยๆ ทำให้เป็นห่วงจนวิ่งตามหาผมก็ได้ ที่ต้องแยกมาน่ะ เป็นเพราะกลายเป้นผู้หญิงยังไงล่ะ
「เอ.. นัตซึรุซัง.. ล่ะ ?」
อยู่ๆยัยหมาบ้าก็หันปืนไปอีกทาง
「ยังจะมาทำอะไรอยู่แถวนี้ยะ เดินตรงไปโรงเรียนเฉยๆก็หมดเรื่องแล้วแท้ๆ นังโง่เอ้ย คิดจะมาเกะกะเหรอยะ !」
ซากุระซังกำลังตกอยู่ในอันตราย
「หยุด !」
ในเวลาเดียวกัน ที่มือของผมก็เกิดร้อนขึ้นมา หลังจากนั้นก็มีลูกไฟออกมาจากมือตรงเข้าไปใส่อาคาเนะ แต่ทว่าลูกไฟกลับเฉียดตัวเธอไปชนกับผนังกำแพงแทน เสียงระเบิดดังสนั่น กำแพงแตกกระจาย
「...!?」
ผมกับซากุระซังได้แต่ยืนตะลึงจนถึงขนาดไม่ได้ส่งเสียงตกใจออกมาสักคำ มีเพียงเด็กสาวที่มีปืนอยู่ในมือคนนั้นคนเดียวเท่านั้น ที่ดูจะไม่ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
「แก.. เป็นเซาเบอร์งั้นเรอะ」
「เอ๋.. เซา... ?」
「อย่ามาแกล้งโง่หน่อยเลย ก็คิดอยู่แล้วว่ามือเปล่าแบบนั้นมันแปลกๆ สุดท้ายก็ปล่อยออกมาได้ด้วยมือเปล่าอย่างที่คิด」

เรื่องนั้นจะเป็นไงก็ช่าง ตอนนี้หัวของผมเหมือนถูกเหล็กแข็งๆตีเข้าจนมึนไปหมดแล้ว เช้าวันนี้มีเรื่องเกิดขึ้นเยอะจนแทบรับไม่ทัน ทั้งกลายเป็นผู้หญิง ทั้งตุ๊กตาพูดได้ แล้วในตอนนี้ยังสามารถปล่อยไฟออกจากมือได้อีก 「หรือว่าบางทีที่เจ้าเสือฮาราคีรีพูดมาทั้งหมดจะเป็นเรื่องโกหก จริงๆแล้วจะวันนี้พรุ่งนี้หรือวันต่อๆไปผมก็ยังเป็นเพียงเด็กนักเรียนม.ปลายธรรมดาๆคนหนึ่ง」 ความหวังที่เคยคาดหวังไว้เล็กๆนั้น บัดนี้ได้พังทลายหายไปจนหมดสิ้น ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยน ผมได้กลายเป็นแคมเฟอร์อะไรนั่นไปแล้วจริงๆ คุณพ่อ คุณแม่ ชีวิตมนุษย์นี่มันต้องเจอความทุกข์มากมายจริงๆนะครับ
「ไหงทำหน้าหมดอาลัยตายอยากอย่างนั้นล่ะยะ」
「...ก็นะ」
「ช่างเหอะ นานๆทีจะได้ยิงต่อเนื่องแบบนี้สักที จะยิงให้พรุนไปเลย !」
「เดี๋ยวก่อน เฉพาะเรื่องนั้นน่ะ..」
「อย่ามัวมาทำไรให้ยืดเยื้อน่ารำคาญสิยะ」
พูดเสร็จยัยหมาบ้าก็ยกปืนเล็งมาพร้อมใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอย่างสะใจ มองยังไงก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลยสักนิด ยัยนี่เอาจริงล่ะ ยัยนี่ต้องการจะเห็นผมเป็นศพจริงๆด้วย ลูกไฟเมื่อกี้ก็ไม่ยอมออกมาอีกแล้ว คราวนี้แหละ ซวยจริงแน่นอน
แล้วอยู่ๆ ยัยหมาบ้าก็หยุดการเคลื่อนไหว

กระบอกปืนยังคงเล็งมาทางผมเหมือนเดิม แต่ดูเหมือนจะรู้สึกตัวถึงอะไรบางอย่าง สายตาของยัยนั่น จ้องมายังกำไลที่คาดอยู่บนข้อมือขวาของผม
「...ชิ」
ยัยหมาบ้าค่อยๆลดปืนลง
「น่าเบื่อ」
อาคาเนะทำหน้าเซ็งพร้อมบ่นงึมงัม ก่อนที่จะหายตัวไปพร้อมกับปืนของเธออย่างรวดเร็ว
ผมซึ่งยังคงอยู่ในร่างผู้หญิง รีบไปประคองซากุระซังขึ้นมา
「...คือว่า...」
ดูเหมือนว่าซากุระซังกำลังจะเปิดฉากสนทนา ทำให้ผมไม่รู้ว่าจะคุยกับเธออย่างไรดี เอาเป็นว่ายิ้มตอบกลับไป ปิดปาก แล้ววิ่งหนีดีกว่า แค่จุดนี้เท่านั้น ที่ขอเลียนแบบยัยหมาบ้านั่น





 

Create Date : 04 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 4 พฤศจิกายน 2552 11:54:04 น.
Counter : 263 Pageviews.  

Kampfer เล่ม 1 บท 1 ครึ่งแรก



นึกสนุกอยากลองแปลนิยายขึ้นมา ไหนๆก็ซื้อมาแล้วจะอ่านอยู่คนเดียวมันก็ยังไงอยู่ แต่ไม่รับประกันนะว่าจะทำได้แค่ไหน เหนื่อยน่าดูเลยแปลนิยายเนี่ย

* ในส่วนของคำบรรยาย มีการตัดทอนบ้างเพื่อความเหมาะสม ( หรือตรงตัวคือความขี้เกียจ )
* ไม่มีการตัดทอนในส่วนของบทสนทนาใดๆทั้งสิ้น
* ไม่รับประกันความถูกต้องใดๆทั้งสิ้น

เล่ม 1
บทที่ 1



เมื่อตื่นมาในตอนเข้า สิ่งที่เห็นในกระจกเงาคือหญิงสาวที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน

นี่มันเรื่องอะไรกัน สมองของผมหมุนไปหมดแล้ว หลังจากที่ตื่น ก่อนที่จะไปกินมื้อเช้าก็เข้าห้องน้ำไปล้างหน้าแปรงฟัน หลังจากล้างหน้าเสร็จ เมื่อแหงนหน้าขึ้นมามองกระจกก็พบใบหน้าของเด็กผู้หญิงที่ไม่เคยเห็นมาก่อนอยู่ในนั้น
ดูเหมือนว่าอายุจะประมาณ 16.. 17.. ผมสีเข้มตัดกับผิวขาวนวล ดวงตากลมโต ถ้าจะบอกว่าเป็นเด็กผู้หญิงที่หน้าตาสะสวยก็ใช่อยู่ ถ้าดูจากภาพรวมแล้ว ถ้าเป็นที่โรงเรียนยังไงห็ต้องอยู่ระดับท็อบอย่างแน่นอน แต่ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ถึงได้รู้สึกคุ้นเคยกับใบหน้านั้นอย่างบอกไม่ถูก..

ยังไงซะ เวลาในตอนนี้ก็คือเช้าของวันธรรมดา ผมเองก็เป็นเด็กนักเรียนม.ปลายธรรมดาคนนึง เพราะฉะนั้นยังไงเดี๋ยวก็ต้องออกไปโรงเรียนตามปกติแท้ๆ ทั้งๆที่เป็นอย่างนั้น ตรงหน้าตัวเองกลับมีสาวน้อยหน้าตาดียืนอยู่ นี่มันเรื่องล้อเล่นอะไรกัน แล้วในตอนเช้าอย่างนี้สมองยังไม่ค่อยทำงานอีกด้วย อยู่ๆตื่นขึ้นมาแล้วพบว่ามีสาวน้อยหน้าตาดีอยู่ตรงหน้า แทบจะไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเลยจริงๆ..
( โลกในกระจกเงามีตัวตนอยู่จริงๆเหรอ ? )

ผมเริ่มคิดอะไรแปลกๆ ถึงตัวเองก็รู้ดีว่ามันฟังดูเพี้ยนๆ แต่ดูเหมือนมันจะเป็นความจริง ไม่งั้นอยู่ๆจะมีสาวน้อยคนหนึ่งปรากฏตัวอยู่ในกระจกเงาบานนั้นได้ยังไง

พอลองคิดต่อไป หรือนี่คือเป็นเหมือนความฝันของใครบางคนที่เคยได้ยินมา 「พอตื่นขึ้นมา หมอนข้างก็กลายเป็นสาวน้อยน่ารัก」 นี่คือสถานการณ์แบบนั้นอย่างนั้นหรือ ? เอาจริงดิ ? หรือจะเป็นอย่างที่เพื่อนมันเคยล้อเล่น 「อยู่ๆวันนึง จะต้องมาสาวน้อยน่ารักโผล่ออกมาจากลิ้นชักโต๊ะอย่างแน่นอน」 นั่นก็คือเรื่องที่เกิดขึ้นตอนนี้เองงั้นเหรอ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันคือเรื่องจริง สมแล้วที่เป็นญี่ปุ่น ดินแดนแห่งเรื่องเหนือธรรมชาติ

แต่จะว่าไป เมื่อเจอกับตาตัวเองแบบนี้แล้ว กลับไม่ค่อยจะตกใจสักเท่าไหร่เลยจริงๆ จะเป็นเพราะหน้าตาน่ารัก เป็นสไตล์ที่ชอบ หรือว่าอยู่ๆก็เกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณใดๆบ่งบอกมาก่อน หรือลองมาคิดดีๆ นี่มันเป็นการบุกรุกโดยผิดกฏหมายไม่ใช่เหรอ ?

เด็กสาวคนนั้นไม่พูดอะไรออกมาเลยสักคำ เป็นเพราะตัวเองลอบเข้าบ้านคนอื่นอย่างงั้นเหรอ ? ดูท่าทางแล้วก็ไม่น่าจะใช่คนที่ไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่น ดูท่าทางเหมือนกำลังตกใจซะมากกว่า ทำตาโตมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ซึ่งจะว่าไปก็คงไม่แปลกอะไร อยู่ๆต้องมาอยู่ตามลำพังกับเด็กหนุ่มที่ไม่รู้จักสองต่อสองตั้งแต่เช้า ถ้าไม่ตกใจเลยสิแปลก หลังจากที่เริ่มเห็นใจเธอคนนั้น ผมเองก็ค่อยๆผ่อนคลาย เปิดก็อกน้ำ ตั้งใจที่จะล้างหน้าเพื่อให้สงบลง แล้วเด็กสาวที่อยู่ในกระจกก็ทำท่าอย่างเดียวกัน

「หา !?」
อะไรกันยัยนี่ ทำไมถึงทำท่าเหมือนกับผมเลย เป็นแค่เรื่องบังเอิญเฉยๆงั้นเหรอ หรือคิดจะล้อเลียนกันแน่ แต่พอนึกให้ดีแล้วผมก็ตกใจขึ้นมา เพราะเด็กสาวคนนั้นก็อุทานออกมาว่า 「หา !?」 เหมือนตัวผมเช่นกัน ชักเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา..

ผมยืนจ้องไปที่ในกระจกเงานั้น แล้วก็ลองยกมือขึ้นมาแตะที่แก้ม
เด็กสาวคนนั้น ก็ยกมือขึ้นมาแตะที่แก้มเช่นกัน
ระหว่างที่ตัวเองกำลังเริ่มรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมา คราวนี้ก็เลยลองเอามือไปขยี้ผมดู
แล้วเด็กสาวคนนั้นก็ทำเหมือนกันอีกจริงๆ
แล้วลางสักหรณ์ไม่ดีนั้นก็กลายเป็นความจริง หรือว่าบางที.. หรือว่าบางที.. นี่มันคือเรื่องนั้น.. เรื่องนั้นใช่มั้ย !?
ความรู้สึกของผมในตอนนี้คงไม่ต่างกับคนเมาสักเท่าไหร่ ตัวนั้นแทบจะทรงตัวอยู่ไม่ได้ ในหัวนั้นหมุนไปหมดแล้ว เพื่อที่จะเรียกสติกลับมา ผมจึงยกมือขวาขึ้นมาแล้วหยิกไปที่แก้มอย่างแรง

「เจ็บ !!」
พอสติเริ่มกลับมา เมื่อมองไปที่ในกระจกเงา เด็กสาวคนนั้นก็ทำท่าเจ็บตรงที่แก้มเหมือนกัน
ไม่มีอะไรผิดพลาดล่ะ หลังจากที่ผมตื่นขึ้นมา ไม่ใช่ว่าอยู่ๆก็มีเด็กสาวปรากฏตัวขึ้นมาในกระจกเงา ผมลองก้มลงไปดูที่หน้าอกของตัวเอง แล้วก็พบสิ่งนุ่มๆ 2 ลูกที่ผู้ชายไม่มีทางมีอย่างแน่นอนอยู่ตรงนั้น
「หว๋า !?」
ผมลืมตัวตกใจจนอุทานออกมา
「..ทำไมถึงกลายเป็นผู้หญิงไปล่ะเนี่ย !?」
เด็กสาวที่อยู่ในกระจกเงา ก็ทำท่าตกใจเช่นกัน



ก่อนอื่นต้องใจเย็นๆแล้วคิดว่าทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ก่อนไม่ใช่เหรอ ผมคือเซโนะ นัตซึรุ เด็กนักเรียนม.ปลายปี 2 อายุ 17 ปี รูปร่างผอมสูง ผลการเรียนนั้น บางครั้งหาจากข้างบนเจอง่ายกว่า บางครั้งหาจากข้างล่างเจอง่ายกว่า สรุปก็คือกลางๆนั่นเอง รวมทั้งด้านกีฬาและความสัมพันธ์กับเพื่อนในห้อง

ถ้าให้พูดถึงตัวเอง ไม่ว่ายังไงก็คงต้องบอกว่าปกติธรรมดาทั่วไป หรือแม้แต่จากสายตายคนอื่นก็คงไม่แตกต่างกัน การมีจุดเด่นอะไรประเภทเป็นอันดับ 1 หรือ 2 เมื่อเทียบกับคนอื่นนั้น ถ้าจะว่าไปแล้วก็ไม่มี เศร้าเหมือนกันแฮะ..

และเมื่อพูดถึงสิ่งที่ไม่มี ผมเองก็ไม่เคยมีแฟนเลยสักคนเดียว จะสมัยประถม สมัยมัธยมต้น ผู้หญิงทุกคนจะมองเห็นเป็น 「เพื่อน」 ไปหมด มากเกินไปกว่านั้นไม่เคยมี ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นปมด้อยในจิตใจที่กลัวจะ「หาเจ้าสาวไม่ได้」อยู่เหมือนกัน ซึ่งถ้าวันหนึ่งสามารถหาเจ้าสาวเป็นของตัวเองได้ก็คงดีใจน่าดู แต่ว่าผมเองถึงแม้ 「อยากได้แฟนสาว」 ก็ไม่ใช่ว่าอยากที่จะ 「ทิ้งการเป็นผู้ชาย」 ไปสักหน่อย

「หว๋าาา !」
ลองอุทานเสียงดังออกมาอีกที แต่ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ใจเย็น ใจเย็นๆลงซะ ผมพยายามที่จะสั่งตัวเอง หลังจากอุทานเสียงดังออกมา 2 ครั้ง ผมก็พยายามข่มใจตัวเองให้สงบลง แล้วยังเจ็บคอแล้วด้วย

ทำไมถึงกลายเป็นผู้หญิงไปซะได้ ? พยายามคิดแล้วแต่ก็นึกอะไรไม่ออกเลยจริงๆ จะว่าเคยไปฉัดยาเร่งฮอร์โมนอะไรสักครั้งก็ไม่เคย โมร็อคโกก็ไม่เคยไปมาสักครั้ง ถึงช่วงนี้จะเคยเห็นในอินเตอร์เนทว่าการศัลยกรรมสมัยนี้ สามารถแปลงเพศได้แทบจะสมบูรณ์ แต่ผมมั่นใจว่าตัวเองไม่เคยไปทำอย่างนั้นแน่ๆ

เมื่อหันไปมองที่กระจกเงา สาวน้อยหน้าตาดีคนนั้นกำลังทำหน้าเครียดจนคิ้วย่นไปหมด
「..อย่าทำหน้าแบบนั้นน่า เสียดายหน้าสวยๆหมด」
ตั้งใจที่จะพูดออกไปเพื่อให้เธอสงบใจลง.. จะบ้าเหรอ นี่ผมกำลังพูดอะไรกับตัวเองอยู่น่ะ
แต่จะว่าไปก็สวยจริงๆนะ พอลองมองรูปหน้าตรงๆ เป็นแบบที่ผู้ชายชอบแน่ๆ ท่าทางเป็นธรรมชาติ ถึงจะไม่ได้สวยในสไตล์ 「คม」 แต่ก็เป็น 「เข้ารูปดี」 ถ้าหากบังเอิญเจอกันในเมือง แล้วเธอเข้ามาทักแล้วล่ะก็ อาจจะตกหลุมรักไปเลยก็ได้ ถ้าหากเธอคนนั้นไม่ใช่ตัวผมเองล่ะก็นะ

แล้วก็สังเกตอะไรขึ้นมาได้อีกอย่าง
「..ชุดนักเรียน !?」
ขุดที่เด็กสาวคนนั้นกำลังสวมอยู่ ก็คือชุดนักเรียนที่ชายหนุ่มทั่วโลกในวัยนี้หลงไหลนั่นเอง ตัวผมเองเมื่อตื่นขึ้นแล้วก็มักจะเปลี่ยนเป็นชุดนักเรียนทันที เพราะไม่มีเวลาที่จะมาเปลี่ยนชุดหลังกินข้าวเช้าเสร็จ จะเป็นเพราะนอนตื่นสายหรือเปล่า ถ้าคิดคร่าวๆก็คงเป็นอย่างนั้น อย่างไรก็ตาม ไม่เคยมีความทรงจำว่าเคยสวมชุดนักเรียนหญิงมาก่อน แน่นอน ไม่เคยมีด้วยซ้ำ

「นี่มัน ชุดนักเรียนหญิงของโรงเรียนเรานี่น่า」
ชุดที่เด็กสาวคนนั้นสวมอยู่ เหมือนกับชุดของนักเรียนหญิงโรงเรียนของผมไม่มีผิด แค่กลายเป็นผู้หญิงก็แย่พอแล้ว ขนาดชุดนักเรียนยังเปลี่ยนไปอีก ใครเป็นคนแอบมาเปลี่ยนให้กัน ? ถ้าอย่างนั้นขอร้อง ช่วยเอาชุดนักเรียนชายมาคืนทีเถอะ ชุดนักเรียนไม่ใช่ถูกๆนะ

ไม่ว่าจะดูยังไงนี่ก็คือชุดนักเรียนหญิง กางเกงขายาวของชุดนักเรียนชายหายไปไหน ทำไมถึงกลายเป็นกระโปรงไปได้
(...กระโปรง...)
อยู่ๆก็เกิดลางสังหรณ์แปลกๆขึ้นมาในหัว ถึงแม้จะรู้ดีว่ารอบตัวไม่มีใครอยู่อย่างแน่นอน แต่ก็อดที่จะหันไปหันมามองดูไม่ได้ พอมั่นใจว่าไม่มีใครอยู่อย่างแน่นอนแล้ว ก็เอามือลงไปจับชายกระโปรง..
แล้วก็ลองเลิกขึ้นมาดู

「..ของผู้หญิงล่ะ !」
นี่มันอะไรกัน เป้นอย่างที่สังหรณ์ไว้เลย ไม่ใช่กางเกงในชายแบบที่เพิ่งซื้อจากซูเปอร์ 3 ตัว 1,000 เยน แต่เป็นกางเกงในแบบผู้หญิง หรือจะให้เรียกแบบตาแก่ก็คือแพนดี้ แล้วยังเป็นลายขวางขาวฟ้าอีก ทำไมต้องเป็นลายขวางกันล่ะเนี่ย แล้วก็คิดขึ้นมาว่าควรลองดูข้างบนด้วย แต่คิดดีๆแล้วก็อย่าดีกว่า ยังไงก็ต้องสวมบราอยู่อย่างแน่นอน

ยังไงก็ตามพอเริ่มรู้สึกสิ้นหวังกับผลลัพท์ที่ออกมาก ผมก็กลับไปยังห้องของตัวเองอีกครั้ง ไม่ใช่แค่ร่างกายที่กลายเป็นหญิง แม้แต่เสื้อผ้าชุดชั้นในก็กลายเป็นของผู้หญิงไปเช่นกัน 「ไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่เป็นร่างกายด้วย」 จริงๆควรจะพูดแบบนี้มากกว่า แต่ช่างมันเหอะ ยังไงผลลัพท์ก็ไม่ได้มีอะไรต่างกัน

พอกลับไปถึงห้อง ก็หย่อนก้นลงบนเตียง
มีเด็กผู้หญิงน่ารักกำลังนั่งอยู่ในห้องของตัวเอง ถ้าลองคิดดูแบบนี้แล้ว นั่นต้องเป็นภาพที่ดุแล้วมีความสุขแน่ๆ แต่เด็กสาวคนนั้นกลับกลายเป็นตัวเองซะได้ ไม่ได้รู้สึกมีความสุขเลยแม้แต่น้อย

พอเริ่มผ่อนคลายลง ก็มองไปยังนาฬิกาดิจิตอลที่วางอยู่บนโต๊ะ 「ถ้าไม่รีบไปโรงเรียนล่ะก็ เดี๋ยวต้องไปสายอย่างแน่นอน」 เข็มนาฬิกาชี้บอกความหมายแบบนั้น

รู้อยู่แล้วน่าเรื่องนั้น ผมตอบโต้กลับไปใส่นาฬิกา ยังไงก็ตามถ้าไปโรงเรียนในสภาพนี้ ไปโดยสภาพเด็กผู้หญิงแบบนี้ โดยที่ทุกคนในโลกนี้รับรู้ว่า เซโนะ นัตซึรุ คือเด็กผู้ชาย รับรองว่าโลกของผมต้องพังทลายลงภายใน 3 วินาทีอย่างแน่นอน และไม่เพียงแค่นั้น เจ้าพวกเพื่อนร่วมชั้นจะคิดยังไงกันล่ะ ไม่สิ เจ้าพวกนั้นใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหื่นเป็นหลักอยู่แล้ว อาจจะไม่รู้สึกตกใจก็เป้นได้ ตรงกันข้ามอาจจะจับส่งไปขายยังประเทศที่มีคาบาเร่โชว์ซะด้วยซ้ำ จะทำยังไงดี นึกได้แต่เรื่องแย่ๆทั้งนั้น ผมได้แต่เอามือกุมหัว จะทำยังไงดีกันล่ะทีนี้
หืม.. รู้สึกอะไรสักอย่างขึ้นมา

( ...? )
เมื่อมองไปที่ข้อมือขวา มีกำไลอันหนึ่งคาดอยู่ สีของกำไลนั้นเป็นสีน้ำเงิน ไม่เคยจำได้มาก่อนว่ามีเครื่องประดับแบบนี้อยู่ด้วย พอลองจับดูก็รู้สึกลื้นๆแข็งๆ เป็นโลหะนี่น่า แต่เป็นโลหะชนิดไหนนั้น ดูแล้วแยกไม่ออกจริงๆ

「อะไรกันน่ะไอ้นี่」
「นั่นคือหลักฐานค่ะ」
「หว๋า !」
อยู่ๆก็ได้ยินเสียงขึ้นมาจากที่ไหนสักแห่ง ผมที่นั่งอยู่ถึงกับสะดุ้งขึ้นมา พยายามหันไปมองรอบๆก็ไม่เห้นใคร ผมอยู่คนเดียวแน่ๆ มีใครอยู่ด้วยตรงไหนงั้นรึ ?
「ตรงนี้ค่ะ ตรงนี้」

พอมองไปยังที่มาของเสียง ก็พบตุ๊กตาอยู่ตรงนั้น ที่ห้องของผู้ชาย ตุ๊กตาอาจไม่ใช่ของที่พบเห็นกันทั่วไป แต่ไหนๆก็มีอยู่มันก็ช่วยไม่ได้ และเจ้านี่ยังเป็นตุ๊กตาแบบไม่ธรรมดาอีก หน้าตาของมันเหมือนยากุซ่าแถมยังคาดที่ปิดตาข้างนึงยังกับโจรสลัด หน้าตานั้นเหมือนเสือทั่วไป แต่ที่ท้องกลับเป็นรูจนเครื่องในโผล่ออกมา

นี่คือหนึ่งในตัวละครซีรีย์ 「สัตว์น้อยเครื่องใน」 ของบริษัทที่ไหนสักแห่ง ตัวละครทั้งหมดนั้น มีคอนเซ็ปต์ประหลาดๆที่ดูไม่ดีกันทุกตัว ผมเองจริงๆก็ไม่ได้อยากได้หรอก แต่ในเมื่อได้รับมาจากคนสำคัญ จะทิ้งไปก็ทำไม่ได้
เจ้าตัวที่ผมได้รับมานั้นคือสัตว์น้อยเครื่องในตัวที่ 5 ของซีรีย์ 「เสือฮาราคีรี」 และมันก็ได้เปิดปากพูดมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว

「ในที่สุดก็รู้ตัวสักทีนะคะ」
เสียงผู้หญิงล่ะ ฟังดูเหมือนชิสุกะจังยังไงไม่รู้ ที่สำคัญยังเป็นเสียงเวอร์ชั่นแรก
「สิ่งที่อยู่ที่ข้อมือของคุณคือกำไลแห่งพันธสัญญาค่ะ」
「..พันธสัญญา ?」
「เมื่อมีสิ่งนั้นอยู่ที่ข้อมือ คุณก็จะได้รับพลัง สำหรับการต่อสู้ พลังที่เข้มแข็งเป็นสิ่งสำคัญใช่ไหมละคะ」
「เดี๋ยวสิ เดี๋ยวสิ รอเดี๋ยวสิ」
ผมรีบยกมือขึ้นแล้วทำท่าบอกให้หยุด เจ้าเสือฮาราคีรีกำลังพูดเรื่องอะไรที่ฟังแล้วไม่เข้าใจเลยสักนิด
「ไม่เห็นจะเข้าใจเลยสักนิด ทำไมตุ๊กตาถึงพูดได้ พันธสัญญาคืออะไร แล้วก่อนอื่นทำไมผมถึงได้กลายเป็นผู้หญิงกันล่ะ」
ช็อคที่กลายเป็นผู้หญิง จนถึงขั้นถามเอาคำตอบจากตุ๊กตาไปซะแล้ว พอนึกดูให้ดี ไอที่ผมกำลังพูดอยู่ด้วยมันของเล่นไม่ใช่เหรอ

「ไม่ทราบเหรอค่ะ」
「จะไปรู้เรอะ」
「จะต้องให้เล่าตั้งแต่ประวัติความเป็นมาของโลกไหมคะ ?」
「ไม่สนใจจะมานั่งฟังประวัติศาสตร์ บอกมาก็พอว่านี่มันเรื่องอะไร」
「คือว่านะคะ」
เสือฮาราคีรี กำลังเริ่มอธิบายด้วยเสียงของชิสุกะจัง
「คุณได้กลายเป็นแคมเฟอร์ไปแล้วค่ะ」
「หา ?」
พูดอะไรอยู่น่ะเจ้าตุ๊กตานี่
「แคมเฟอร์คือผู้ที่ถูกเลือกให้ต่อสู้ กำไลแห่งพันธสัญญาจะมอบพลังอันยิงใหญ่มาให้ เพื่อล้มคู้ต่อสู้ลงให้ได้ ประมาณนี้ล่ะค่ะ」
「..ก็ไม่ค่อยจะเข้าใจแฮะ」
ผมได้แต่เกาหัว รู้สึกเหมือนกำลังอ่านคู่มืออธิบายวิธีเล่นเกมอยู่ยังไงไม่รู้
「แคมเฟอร์อะไรนั่นน่ะ คือมนุษย์ที่มีหน้าที่จะต้องต่อสู้สินะ」
「ถูกต้องค่ะ」
「แล้วผมก็กลายเป็นแคมเฟอร์อะไรนั่นไปแล้ว」
「ค่ะ」
「ต้องต่อสู้กับศัตรู」
「แน่นอนค่ะ」
「ทั้งๆที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วยเลย ?」
「เรื่องนั้นก็นะ」
ผมเลิกถามแล้วก็หยิบเสือฮาราคีรีไปทิ้งลงถังขยะ
「อ๋า คิดจะทำอะไรเหรอคะ」
「หนวกหู ! อธิบายมาแบบนั้น จะให้ตอบว่า อย่างนี้นี่เอง แล้วทำความเข้าใจได้งั้นเรอะ ! อย่าละเมอไปเลย ! 」

กะทันหันเกินไป คิดไรไม่ออก หัวขาวโพลนไปหมด 「จงกอบกู้โลกซะ」 ยังกับอยู่ๆก็ได้ยินประโยคที่เหมือนเกม RPG
ทั้งเรื่องที่กลายเป็นผู้หญิง ทั้งตุ๊กตาพูดได้ ทั้งหมดต้องเป็นฝันร้ายแน่ๆ แคมเฟอร์อะไรนั่นก็ทำเป็นว่าไม่เคยได้ยินเรื่องนั้นแล้วกัน

「เรื่องนี้ยังไงก็ช่วยไม่ได้ ทำใจเถอะค่ะ」
เสียงชิสุกะจังดังมาจากถังขยะ
「เพราะว่าได้ถูกเลือกไปแล้วล่ะค่ะ」
「ใครจะไปเชื่อ」
「ยังไงก็ต้องเชื่อแน่นอนค่ะ ก็เพราะเวลานี้ได้กลายเป็นผู้หญิงไปแล้วใช่ไหมละคะ ?」
พอได้ยินแบบนั้นก็หันมามองตัวเองที่อยู่ในชุดนักเรียนหญิง
「เห็นมั้ยๆ ทำความเข้าใจได้หรือยังคะ」
「..ยัง」
ผมยืนพูดอยู่หน้าถังขยะ
「แล้วร่างกายของผู้หญิง เกี่ยวอะไรกันด้วยล่ะ」
「แคมเฟอร์น่ะ ต้องเป็นผุ้หญิงเท่านั้นถึงจะเป็นได้ค่ะ」
「ผมเป็นผุ้ชายต่างหาก」
「เพราะฉะนั้นร่างกายถึงได้เปลี่ยนเป็นเพศหญิงยังไงล่ะคะ เมื่อถูกเลือกแล้ว เด็กผู้ชายก็จะกลายเป็นเด็กผู้หญิง」
「..แล้วมีทางที่จะไม่ให้ถูกเลือกมั่งมั้ย」
「ไม่มีค่ะ」
ถังขยะ ( ที่มีเสือฮาราคีรีอยู่ข้างใน ) พูดเหมือนกับว่ายังไงก็ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง

ผมยื่มมือลงไปคว้าตุ๊กตาที่อยู่ในถังขยะขึ้นมา ยังไงก็ตาม คงจะทิ้งมันไปไม่ได้ เลยเอามาตั้งไว้บนโต๊ะเหมือนเดิม
「ขอบคุณค่ะ กลิ่นของถังขยะติดตัวเลยค่ะ」
ก็เหมาะกับเธอดีไม่ใช่เหรอ
「อื่ม แล้วกำไลนี่มันคืออะไรกัน」
「กำไลแห่งพันธสัญญาเป็นหลักฐานแสดงว่าคนๆนั้นได้ถูกเลือกให้เป็นแคมเฟอร์ค่ะ เมื่อกำไลเปล่งแสงก็จะแปลงร่างเป็นแคมเฟอร์ค่ะ」
ได้ฟังแล้วก็ลองสำรวจที่กำไลแห่งพันธสัญญาอะไรนั่นให้ละเอียด ดูยังไงก็ไม่มีรอบเชื่อมต่อหรือตรงที่ท่าทางจะทำให้แกะออกมาได้
「อา- ถอดไม่ได้หรอกค่ะ」
เสือฮาราคีรีพูดขึ้นมาเหมือนอ่านใจผมออกว่ากำลังคิดที่จะทำอะไร
「ไม่มีทางที่จะถอดได้ตามใจค่ะ ยกเว้นจะไม่ได้เป็นแคมเฟอร์อีกต่อไปแล้วค่ะ」
「แล้วทำไงถึงจะถอดมันได้ล่ะ」
「อย่างเช่นตายไปแล้วไงละคะ」
「เฮ้」
พูดประโยคที่ฟังไงก็ไม่ขำเลยออกมาหน้าตาเฉย
「คิดเสียว่าเป็นเครื่องประดับชิ้นหนึ่งก็ได้ค่ะ ไม่หนักเลยไม่ใช่เหรอคะ」
ก็จริงอย่างที่ว่า แทบไม่รู้สึกถึงน้ำหนักอะไรที่ข้อมือเลย
「แล้วทำไมถึงเป็นสีน้ำเงินล่ะ」
「ไม่ถูกใจเหรอคะ」
「ถ้าเป็นสีแดงดีกว่าไม่ใช่เรอะ เผื่อจะแรงขึ้น 3 เท่า」
「สีนั้นมีความหมายค่ะ แต่ไม่บอกหรอกค่ะ」
แล้วเสือฮาราคีรีก็หัวเราะ หุหุ พอได้ยินเสียงหัวเราะเยาะเย้ยด้วยเสียงของชิสุกะจังแล้ว รู้สึกหัวเสียยังไงชอบกล
「งั้นกลับมาเรื่องเดิม ทำไมแคมเฟอร์ถึงต้องสู้ ? สู้กับใครกัน ?」
「เพราะเป็นตัวตนที่เกิดมาเพื่อต่อสู่ค่ะ ไม่ว่าจะไม่ชอบใจอย่างไรแต่นี่คือเรื่องจริงค่ะ」

ผมตั้งใจที่จะจับเจ้าเสือฮาราคีรีลงถังขยะอีกครั้ง แต่คราวนี้ดูเหมือนจะรู้ตัว เจ้าเสือฮาราคีรีจึงถอยหลบได้ทัน
「เหตุผลที่แคมเฟอร์มีตัวตนนั้น ก็เพื่อการต่อสู้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นค่ะ และคุณคือผู้ที่เหมาะสมกับการเข้าสู่สนามรบนั้น จึงได้ถูกเลือกยังไงละคะ」
「..ถึงตัวเองพูดเองฟังเองแล้วจะยังไงอยู่ก็เถอะ แต่ผมน่ะไม่ว่าจะในสายตาของใคร ก็เป็นแค่เด็กหนุ่มธรรมดาๆทั่วไปคนหนึ่งเท่านั้น แล้วทำไมถึงได้เหมาะสมกันล่ะ」
「อันนี้ต้องไปถามคนที่เป็นคนเลือกเอาเองค่ะ」
「ก็เธอไม่ใช่เรอะ ?」
「ผู้ดำเนินการเป็นคนเลือกค่ะ」
ผู้ดำเนินการ ? ใครกันล่ะนั่น
「คนที่มีพรสวรรค์เท่านั้นที่จะถูกเลือกค่ะ ดูเหมือนคุณจะมีพรสรรค์เหมาะสมพอดี」
「แล้วเธอคืออะไรกันล่ะ ?」
「ฉันคือผู้แจ้งข่าวที่ผู้ดำเนินการส่งมา หรือถ้าพูดให้ฟังดูศักสิทธิ์หน่อยก็ประมาณฑูตสวรรค์ยังไงล่ะคะ」
「ฑูตสวรรค์ที่ไหนจะมานั่งโชว์เครื่องในแบบนี้กันล่ะฟะ」
รับรองว่าชาวคริสต์ได้โกรธเอาอย่างแน่นอน

ยังไงก็ตามพอจะเริ่มจับประเด็นได้ล่ะ สรุปก็คือผู้ดำเนินการอะไรนั่นเป็นคนเลือกแคมเฟอร์ กำไลนี่ก็คือหลักฐานในการเป็นแคมเฟอร์ แล้วก็ต้องกลายเป็นผู้หญิงเท่านั้นในเวลาที่จำต่อสู้
「เข้าใจแล้วสินะคะ」
ตุ๊กตาพูดจาเหมือนเป็นอาจารย์ที่กำลังสอนหนังสือลูกศิทย์ แล้วมองมาด้วยหางตา
「แล้ว เมื่อกี้ก็ถามไปทีแล้ว ทำไมถึงต้องต่อสู้กันล่ะ」
「....」
「คิดจะหนีด้วยการทำตัวเป็นตุ๊กตาธรรมดาหรือไง」

ผมเดินไปเปิดลิ้นชักที่โต๊ะ ในนั้นมีไฟแช็คราคา 1,000 เยนอยู่แน่นอน ผมไม่สูบบุหรี่ก็จริง แต่การมีไฟแช็คติดไว้ก็ช่วยให้สะดวกในหลายๆเรื่อง อย่างการทดลองในวิชาเคมีไรพวกนั้น
「ห้ามใช้ไฟค่ะ วีนิลจะติดไฟอย่างรวดเร็วและส่งกลิ้นไหม้แรงมาก」
「อย่างน้อยก็ยังพูดได้ไม่ใช่เหรอ」
หยิบไฟแช็คออกมาจากลิ้นชัก ยังมีน้ำมันก๊าซเหลืออยู่
「ก็บอกว่าให้หยุดไงล่ะคะ ตาบ้า !」
「มาห้ามด้วยเสียงของชิสุกะจังคนแรกแบบนี้ก็นะ」
ยังไงก็ออกเสียงดังๆไม่ได้อยู่แล้ว เราเป็นต่อล่ะทีนี้
「จริงๆแล้วฉันก็ไม่รู้เช่นกันค่ะ ว่าทำไมถึงต้องต่อสู้」
「จะมีเรื่องแบบนั้นด้วยเรอะ」
「ผู้ดำเนินการขี้งกถึงไม่เคยยอมบอกอะไรเลยค่ะ แล้วจริงๆก็ไม่ได้สนใจอยากรู้ด้วย」
「เป็นคนที่ใช้ไม่ได้เลยจริงๆนะ ขนาดเครื่องในยังปล่อยให้ไหลออกมาจากท้องด้วย」
「เป็นตุ๊กตาต่างหากค่ะ」
สุดท้ายผมก็เก็บไฟแช็คไว้ในกระเป๋ากระโปรง ยังไงก็เถอะกระโปรงนี่แหละที่แย่ที่สุด รู้สึกโล่งๆเหวอๆยังไงไม่รู้
「แต่ว่านะ ในเมื่อบอกว่าต้องต่อสู้ แสดงว่าต้องมีคู่ต่อสู้น่ะสิ」
「ถูกต้องแล้วค่ะ」
「ใครกันล่ะ」
「ความลับ」
「เจ้านี่ !」
「เดี๋ยวอีกไม่นานก็รู้เองค่ะ ยังไงก็เป็นแคมเฟอร์นี่นะคะ」
เป็นเหตุผลที่ฟังแล้วเหมือนจะเข้าใจครึ่ง ไม่เข้าใจครึ่ง ผมได้แต่เกาหัว นี่มันเรื่องอะไรกัน อยู่ๆก็ถูกบอกว่าได้กลายมาเป็นแคมเฟอร์ที่จะต้องต่อสู้ แต่สู้ทำไม สู้กับใครกลับไม่รู้สักนิดเลย
「ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดูเหมือนจะยังรับความจริงไม่ได้สินะคะ」
มันแหงอยู่แล้ว ใครจะมานั่งหัวเราะได้อย่างสบายใจกันเล่า แล้วก่อนอื่น ไอการมานั่งคุยอยู่กับตุ๊กตาแบบนี้ก็ไม่ค่อยอยากจะเชื่อมากพออยู่แล้ว

「แต่ทว่าทุกอย่างเป็นความจริงค่ะ อย่างที่บอกไป เรื่องที่คุณได้กลายเป้นแคมเฟอร์ไปแล้วนั้นเป็นความจริงทั้งสิ้นค่ะ」
「....」
「ยอมรับไม่ได้เหรอคะ」
ก็นะ
「ก็บอกแล้วว่าให้ยอบรับให้ได้ค่ะ ก็อย่างที่บอกไป เพราะเป็นแคมเฟอร์ยังไงล่ะคะ」

ผมจ้องไปที่เจ้าเสือฮาราคีรี วิธีพูดของเจ้านี่ฟังแล้วน่าหงุดหงิดยังไงชอบกล ถ้าหากเชื่อคำพูดของเจ้านี่ ก็หมายความว่าตัวผมนั้นได้ถูกเลือกและได้กลายเป็นผู้หญิง แต่จะบอกให้ต่อสู้ด้วยรูปร่างแบบนี้น่ะนะ แค่ต้องต่อสู้อะไรนั่นก็รู้สึกแย่พออยู่แล้ว ไหนจะยังให้ต่อสู้โดยไม่รู้เหตุผลอีกเหรอเจ้าเสื่อนี่

「ต่อจากนี่ไปจะเป็นช่วงเวลาแห่งการต่อสู้ล่ะค่ะ」
เจ้าเสือฮาราคีรีพูดออกมา
「เมื่อถูกเลือกเป็นแคมเฟอร์แล้ว คุณจะต้องต่อสู้โดยไม่มีข้อแม้ค่ะ」
「แล้วทำไมถึงต้องต่อสู้กันเล่า」
「เวลานี้ยังไม่ทราบค่ะ」
เจ้านี่ในเวลาแบบนี้เท่านั้น ถึงทำตัวนิ่งๆเป็นตุ๊กตา น่าหงุดหงิดจริง เป็นแค่ชิสุกะจังแท้ๆ

มีความรู้สึกว่าถึงจะถามเรื่องอะไรไปมากกว่านี้ ก็คงจะไม่ได้คำตอบ ผมจึงหยุดที่จะถามเรื่องพวกนั้นต่อ เพราะถึงคาดคั้นไป ยังไงก็คงจะไม่ตอบแน่ๆ แล้วก็คงแกล้งทำตัวเป็นตุ๊กตาเหมือนเดิม

มองไปที่นาฬิกา ปล่อยไปแบบนี้ต้องไปโรงเรียนสายแน่นอน
「นี่ มีเรื่องสำคัญจะถามเรื่องนึง」
「รบกวนทำตัวให้ดีๆหน่อยค่ะ อย่าถามนู่นถามนี่ให้มากมายนักเลย」
「เดี๋ยวก็เผาทิ้งซะหรอก แล้วผมจะเป็นผู้หญิงต่อไปแบบนี้เหรอ !?」

สายขนาดนี้แล้ว ไม่รีบไปโรงเรียนไม่ได้ล่ะ ถ้าออกจากบ้านตอนนี้ อาหารเช้าก็กินไปวิ่งไป ยังอาจจะไปโรงเรียนทัน แต่ว่าให้ไปโรงเรียนทั่งๆที่อยู่ในร่างผุ้หญิงแบบนี้ อย่างกับเกมลงโทษยังไงไม่รู้
「อยากจะอยู่ในร่างผู้หญิงไปตลอดเหรอคะ」
「เข้าใจผิดอย่างแรง」
「กลับเป็นผู้ชายได้นะคะ」
อยู่ๆภาพต้องหน้าก็ส่งประกายสว่างเจิดจ้า ท่านมินาโมโต้ ชิสุกะ ผมสามารถกลับเป็นเด็กผู้ชายธรรมดาๆเหมือนเดิมได้เหรอครับ
「ทำไงล่ะ」
「เรื่องนั้นถ้าไม่ต่อสู้ไม่ได้นะคะ」
「ว่าไงนะ ?」
「เป็นเหตุผลที่เข้าใจง่ายนี่คะ ถ้าหากต่อสู้ไปเรื่อยๆเอาชนะไปเรื่อยๆ เมื่อไม่เหลือคู่ต่อสู้แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแปลงร่างเป็นผู้หญิงอีกแล้วยังไงละคะ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะอยู่ในร่างผู้ชายตลอดไป」
「อย่างนี้นี่เอง.. แต่นั่นมันเรื่องในอนาคตอีกนานเลยไม่ใช่เรอะ !」
「แต่ว่าก็เห็นความหวังใช่ไหมละคะ」
「เจ้าบ้านี่ ! ปัจจุบันต่างหากที่สำคัญ แล้วผมจะไปโรงเรียนยังไงล่ะทีนี้ !」
「เหอะ」
เจ้าเสือฮาราคีรีทำท่าถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย
「ช่วยไม่ได้ค่ะ ถ้างั้นเดี๋ยวจะบอกวิธีที่จะทำให้กลับคืนร่างเดิมได้ทันที」
「นั่นแหละ บอกมาเลย ไม่สิ กรุณาบอกด้วยครับ」
ผมในตอนนี้กำลังพูดขอร้องตุ๊กตาอยู่ ตัวผมในตอนนี้ ถึงจะต้องก้มหัวให้เจ้าเสือฮาราคีรีที่มีเสียงเหมือนชิสุกะจังสักเท่าไหร่ ผมก็ยอมทำ
「ใจร้อนจริงๆนะคะ」
「เด็กเอโดะก็งี้แหละ ยังไงก็รีบๆบอกวิธีมาเร็ว」
「ถ้างั้น กรุณาหลับตาด้วยค่ะ」
หลังจากที่ได้ยิน ผมก็หลับตาทั้ง 2 ข้างลงอย่างรวดเร็ว เวลานี้ได้ยินแต่เสียงเหมือนชิสุกะจังของเจ้าเสือฮาราคีรีเท่านั้น
「เอาล่ะ ไปล่ะค่า !」
ไป ? ไปไหนกัน

ก่อนที่จะทันระวังตัว กลางหัวของผมก็เหมือนโดนของแข็งสักอย่างฟาดเข้าให้อย่างแรง เป็นฝีมือเจ้าเสื้อฮาราคีรีนั่น คอยดูเหอะเดี๋ยวจะต้องแก้แค้นให้ได้ นั่นคือความรู้สึกสุดท้ายของผม ก่อนที่จะหมดสติไป




 

Create Date : 04 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 4 พฤศจิกายน 2552 11:53:56 น.
Counter : 440 Pageviews.  


แมวหลับ46
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ย้าย Blog แล้วครับ ไปที่

http://ruicosta.exteen.com/

เหตุผลไม่มีไรมาก ชอบหน้าตาบล็อคที่นั่น + อยากใช้ชื่อประจำคือ ruicosta มากกว่า เหตุผลมีแค่นี้เอง XD
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แมวหลับ46's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.