Espresso ~!!
ขอเกริ่นนิดนึงนะคะ ส่วนตัวเป็นคนชอบทำกาเเฟค่ะ เคยลองทำเมื่อสองสามปีที่เเล้ว ตอยทำงานพาร์ทไทม์
ตอนนี้ไม่ได้ทำเเล้ว เนื่องจากไม่มีเวลา

อยู่ว่างๆ ก็อยากทำกาเเฟ เเต่จะให้ซื้อเครื่องเลยก็ยังไม่มีเงิน ฮาๆ เลยคิดว่าเอาเงินไปลงคอร์สสั้นๆ ดีกว่า ได้ทั้งทำกาเเฟ เเล้วก็ความรู้เพิ่มเดิม

พอไปเรียนมาเเล้วก็ยิ่งหลงใหลการทำกาเเฟเข้าไปใหญ่ คิดไว้ว่าสักวันต้องเปิด ค็อฟฟี่ช็อป ของตัวเองให้ได้ !!

วันนี้ก็อยากนำความรู้เล็กๆ น้อยๆ ที่ได้จากการลงเรียนคอร์สทำกาเเฟขั้นพื้นฐานมาเเบ่งปันให้กับผู้ที่สนใจนะคะ : ))





Ps. ต้องขออภัยนะคะ ฝีมือการวาดภาพอยู่ในขั้นเเย่ค่ะ
เเต่ หวังว่าคงจะช่วยให้เห็นภาพมากขึ้นนะคะ



เริ่มเเรกนะคะ กาเเฟที่ทำกันจะมีอยู่สองเเบบคือ Espresso กับ เเบบ Ristretto ค่ะ
Espresso มีอีกชื่อหนึ่งก็คือ short black นั่นเองค่ะ กาเเฟต่างๆที่เรากินกัน เช่น latte/ cappucino/flat white ก็ล้วนเเต่มี espresso เป็นเบสทั้งนั้นค่ะ

Espresso นั้นจะใช้เวลาในการกลั่นกาเเฟมากกว่า Ristretto ค่ะ
Ristretto มากจากคำว่า Restricting เพราะฉะนั้น เวลาที่ใช้ในการทำ Ristretto จะสั้นกว่าการทำ espresso โดยเวลาในการทำ Ristretto จะอยู่ที่ประมาณ 25 วินาทีค่ะ (เเล้วเเต่เครื่องทำกาเเฟของเเต่ละท่านนะคะ)

เพราะฉะนั้นปริมาณของ Ristretto ก็จะน้อยกว่า Espresso ประมาณครึ่งค่ะ




จากรูปที่เห็นนะคะ ปริมาณของ Ristretto จะอยู่ที่ 15ml ค่ะ ในขณะที่ Espresso จะอยู่ที่ 30ml โดยประมาณ
ด้วยเหตุนี้ Ristretto จะใช้เป็นเบสสำหรับกาเเฟที่ไม่เข้มมากค่ะ


สองรูปข้างล่างนะคะ จะเป็น Ristretto Doppio กับ Doppio (Espresso) ค่ะ กาเเฟสองอย่างนี้ต้องใช้ 2 group head เท่านั้นค่ะ ไม่สามารถใช้ single group ได้ ทั้งนี้ืทั้งนั้นก็เป็นเพราะว่า Doppio มีความหมายว่า double ค่ะ

Doppio จะใช้เป็นเบสของกาเเฟที่ต้องการรสเข้มข้นกว่าปกติ ส่วนใหญ่เเล้ว ถ้าลูกค้าสั่ง double shot latte เราจะใช้ Ristretto doppio เป็นเบส เเทนที่จะใช้ doppio ค่ะ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดๆ เลยก็คือ latte
เวลาเราทำ latte ตัวกาเเฟจะอยู่ที่ประมาณ 30 ml ของเเก้ว ถ้าเราใช้ doppio เป็นเบสปั๊บ มันก็จะไม่ใช่ latte เเล้วค่ะ เพราะ ปริมาณกาเเฟของ doppio จะเป็น 60 ml อย่างที่เห็นในรูปข้างบนค่ะ



ในเรื่องของการตีนม ขอเเบ่งเป็นข้อๆ นะคะ


1. ข้อสำคัญเลยค่ะ นมที่จะนำมาใช้ต้องสดใหม่ เเล้วก็เย็นค่ะ

2. เวลาเทนม ไม่ควรเทเกินครี่งของพิชเชอร์

3. เเรกเริ่ม ควรจุ่มก้านสตรีมลงไปเเค่ระดับพื้นผิวของนมค่ะ ยังไม่ควรจุ่มลึกลงไปในนม

4. พอตีนมได้ประมาณ 40 องศา ค่อยจุ่มก้านสตรีมให้ลึงลงไปค่ะ



5. นมที่ได้จากการสตรีม ไม่ควรมีอุณหภูมิเกิน 65 องศาค่ะ



ก็หวังว่า คงมีประโยชน์กับคนที่สนใจด้านทำกาเเฟไม่มากก็น้อยนะคะ : ))

Enjoy making coffee ka



Create Date : 10 กันยายน 2554
Last Update : 10 กันยายน 2554 13:08:04 น.
Counter : 1276 Pageviews.

0 comment
Lack of Confidence~!
"You need to be more confident."

เฮ้อออ..... ไม่รู้ว่าใครจะเคยมีปัญหาเเบบเดียวกับเจ้าของบล็อก (จขบ) ไหม
ต้องออกไปพรีเซ้นต์งานหน้าห้อง เเละตอบคำถามของอาจารย์
ตอนพรีเซ้นต์ก็อาจจะโอเค เเต่พอโดนคำถามเเทรกกลางขึ้นมา ก็ทำเอาปากสั่น ตัวสั่น ไปต่อไม่ถูกเลย
ตอบคำถามก็เพี้ยนๆ จะพรีเซ้นต์ต่อก็จำไม่ได้ว่าพูดถึงไหนเเล้ว อนาถใจจริงๆ...

ปัญหานี้เหมือนเป็นปัญหาโลกเเตก รู้ว่าจุดบกพร่องมันอยู่ตรงไหน เเต่ถ้าให้เเก้... เเก้ไม่ได้...
ยิ่ง จขบ ต้องออกไปพรีเซ้นต์เป็นภาษาอังกฤษ ตอบคำถามเป็นภาษาอังกฤษอีก ยิ่งมึนตึ้บเลย
ได้เเต่คิดในใจว่า เเน่จริงก็ถามคำถามเป็นภาษาไทยเซ่!!!


ด้วยความจำเป็นที่อยากจะเรียนให้จบๆ ไปสักที บวกกับไม่อยากลงเรียนวิชานี้เป็นครั้งที่สาม
จขบ เลยต้องพยายามตะเกียกตะกาย หาวิธีมาเพ่ิมความกล้าให้ตัวเอง
เเต่จะได้ผลหรือเปล่านี่ก็อีกเรื่องนึง ฮาๆ

ใครที่ไม่มีความกล้า ออกไปพรีเซ้นต์หรือสัมภาษณ์ก็ปากสั่นคอสั่นก็มาช่วยเเชร์วิธีหรือมาลองอ่านเเล้วเอาไปใช้ดูก็ได้นะคะ เเต่บอกไว้ก่อน... ว่า จขบ ก็ไม่เเน่ใจเหมือนกันว่าวิธีพวกนี้มันจะโอเคไหม


ขั้นแรก

เเรกเริ่มเลยค่ะ ต้องเริ่มด้วยความคิดของตัวเราเองเนี่ยเเหละ
ถ้ามัวเเต่คิดว่าทำไม่ได้ มันก็จะทำไม่ได้
เราต้องคิดว่าเราทำได้ เเละเราจะต้องทำมันสำเร็จด้วย


ความคิดของเรานี่มีอิทธิพลมากนะคะ
เพื่อนๆ เคยเป็นบ้างไหม วันไหนที่เรารู้สึกเเย่ เช่นเราสอบตก เเล้วเราก็เอาเเต่นั่งคิดว่าทำไงดี เรามันไม่ดี ไม่เก่ง ให้เรียนอีกกี่รอบก็ทำไม่ได้ วันนั้นเพื่อนๆ ก็จะรู้สึกเเย่ไปทั้งวัน อีกทั้งเมื่อเราคิดอย่างนั้น กำลังใจที่จะอ่านหนังสือก็จะหมดไป ผลสุดท้ายมันก็วกกลับมาที่เดิม คือเราสอบตก

ทีนี้ลองเปลี่ยนใหม่ คิดบวกเข้าไว้ สอบตกก็ตกไปสิ ครั้งนี้เราพลาด ครั้งหน้ายังมีใหม่ เรามันมีความสามารถ เราต้องทำให้ได้...

ถ้าคิดได้อย่างนี้ เราก็จะมีเเรงฮึดสู้ ตั้งใจเรียน ตั้งใจอ่านหนังสือ มีความมุ่งมั่นว่าเราจะต้องผ่าน

เห็นไหมคะ ว่าความคิดมันมีผลจริงๆ... เพราะฉะนั้น อันตับเเรกเลย เราต้องคิดไว้ว่าเรากล้า เราทำได้




ขั้นที่สอง
เราต้องพร้อมค่ะ

ไม่ว่าจะพรีเซ้นต์ จะสัมภาษณ์หรือว่าอะไรก็ตาม เราต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อมค่ะ
ต้องรู้ว่าเราจะพูดอะไรบ้าง พูดอะไรก่อนหลัง เขียนใส่กระดาษเอาไว้ เเล้วเอามานั่งอ่านทวนหลายๆที ว่ามันโอเคหรือยัง ยาวเกินไปไหม เวิ่นเว้อเกินไปหรือเปล่า หรือว่าขาดเหลืออะไรไหม

อ่านเเค่ครั้งเดียวอาจยังไม่ละเอียด เเนะนำให้ลองอ่านสักสองสามรอบค่ะ


สิ่งที่ห้ามเด็ดขาดคือ ห้ามคิดว่าไม่เป็นไรหรอก เเล้วไปตายเอาดาบหน้าเอานะคะ เราต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อม ถ้าเป็นไปได้ ก็ให้ลองคิดว่าอาจารย์หรือผู้สัมภาษณ์จะถามคำถามเเนวไหน เเล้วเตรียมคำตอบเอาไว้ให้พร้อม


ขั้นที่สาม
พร้อมเเล้วก็ต้องฝึกค่ะ
คนเรามันมีสองเเบบค่ะ มีพวกที่มีพรสวรรค์ กับพรเเสวงค่ะ
ถ้าสวรรค์ไม่ให้เรา เราก็ต้องเเสวงเองเเหละค่ะ

ฝึกให้มันชิน ฝึกกับหน้ากระจกก็ได้ค่ะ พยายามทำ eye contact กับตัวเราในกระจกด้วยนะคะ
ถ้ามีเพื่อน เเฟน พ่อหรือเเม่ที่พอมีเวลาว่าง ก็ไปขอให้เขามานั่งฟังตอนเราพูดค่ะ จะได้มีคนติชมว่าเราพูดได้โอเคยัง ตรงไหนต้องเเก้ไขบ้าง ตัวเราเองฝึกเองคนเดียวอาจไม่รู้ เเต่ถ้ามีคนอื่นอยู่ด้วย เค้าจะช่วยมองหาข้อบกพร่องของเราได้ดีขึ้นค่ะ


ป.ล. ที่ จขบ เเพลนไว้คือจะไปหารูปอาจารย์ตอนหน้าโหดๆ มาเเปะในห้องเเล้วฝึกพูดเอาค่ะ ฮาๆ ไม่รู้ว่าจะได้ผลไหม เเต่จะลองดู



มีเเค่นี้เเหละค่ะ เขียนเเล้วดูง่าย เเต่ให้ทำนี่ก็ยากกกกกกได้ใจอยู่เหมือนกัน




เเต่เอาเถอะค่ะ ไม่มีอะไรยากเกินความพยายามของเราหรอกค่ะ : D
(ปลอบใจตัวเอง เฮ้อออ)


สำหรับคนที่ต้องพรีเซ้นต์เป็นภาษาอังกฤษ ต้องถามตอบเป็นภาษาอังกฤษเหมือน จขบ
เพื่อน จขบ ให้ทริกมาค่ะ ว่าให้เขียนทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะช็อปปิ้งลิสต์หรืออะไรก็ตามเเต่
จะคิดอะไรก็คิดให้เป็นภาษาอังกฤษด้วย

เพราะปัญหาอย่างหนึ่งที่ จขบ ประสบคือ เวลาเราคิด เราจะคิดเป็นภาษาไทย
เวลาอาจารย์ถามคำถามมา เราก็จะมานั่งคิดคำตอบเป็นภาษาไทย พอคิดเสร็จก็ต้องมาเเปลเป็นภาษาอังกฤษอีกเที่ยวนึง

เสียเวลาค่ะ เเถมเวลาตื่นเต้นๆ ยังเเปลออกมาผิดๆ ถูกๆ ฟังไม่รู้เรื่องอีกต่างหาก




สรุปคือต้องฝึกตัวเองอีกหลายอย่างเลยค่ะ ฮาๆ อย่างเเรกๆ คือต้องคิดว่าเราทำได้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ย้ำๆ เข้าไป ให้มันฝังรากลึกลงไปในสมองน้อยๆ ของ จขบ



สุดท้ายนี้ ก็ขอให้เพื่อนๆ ที่ประสบปัญหาเดียวกัน สามารถฝึกความกล้าให้ตัวเองได้นะคะ มาฝีกไปพร้อมๆ กันค่ะ ฮาๆ

ถึงตอนนั้นเราอาจจะคิดก็ได้ว่า เอ้อออ ง่ายเเค่นี้ น่าจะทำได้ตั้งนานเเล้ว... : P



Create Date : 30 กรกฎาคม 2554
Last Update : 30 กรกฎาคม 2554 17:23:28 น.
Counter : 265 Pageviews.

0 comment
Bahasa Melayu
ช่วงนี้เกิดอยากเรียนภาษามลายูขึ้นมา เนื่องด้วยเหตุผลบางประการ ...
ถ้าอยู่ที่ไทย คาดว่าคงจะหาหนังสือมาอ่านได้มากมาย หรือจะหาที่เรียนเสริมก็ยังได้
เเต่พอมาอยู่ไกลบ้าน... ทุกอย่างเลยดูยากไปหมด

เสิร์ชหาเว็บไซต์จากอากู๋หลายเว็บ เพื่อที่จะหาว่าเว็บไหนมีสอนบ้าง
โชคดีว่าคนข้างตัวพูดภาษามาเลย์ได้ เลยให้มานั่งดูด้วยกันเสียเลย ว่าเว็บไหนใช้ได้บ้าง

จนมาเจอเว็บนี้ค่ะ ใช้ได้เลยทีเดียว เเต่เป็นภาษาอังกฤษนะคะ : ))

//malay.pgoh13.com/

มีหลายบทเรียนให้เลือกอ่าน เเต่บางบทเรียนก็ใช้ไม่ได้เหมือนกันค่ะ อาจจะเนื่องจากว่าเจ้าของเว็บได้ลบเนื้อหาทิ้งไปเเล้วก็เป็นได้

เว็บนี้ดีอยู่อย่างค่ะ นอกจากจะง่ายต่อการเรียนรู้ conversation พื้นฐานเเล้ว ใต้บทเรียนยังมี Tips อีกมากมายค่ะ ในการเรียงรูปประโยค หรือข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมสำหรับผู้ที่สนใจ

ใครที่สนใจอยากเรียนภาษามาเลย์ เเต่อยู่ไกลบ้าน ไม่เอื้ออำนวย หรือไม่มีเวลา ก็ลองเข้าไปอ่านไปศึกษาบทสนทนาพื้นฐานในเว็บนั้นได้เลยนะคะ

อ๋อออ ข้อดีอีกอย่างคือมีให้เราโหลดไฟล์เสียงด้วยค่ะ ถ้าเราไม่เเน่ใจว่าต้องออกเสียงอย่างไร ก็กดโลดเลยค่ะ เเล้วฟังดู : ))


-------------------------------------

ภาษามาเลย์เชื่อว่ามีที่มาจากภาษาสันสกฤตนะคะ (//en.wikipedia.org/wiki/Malaysia) ศัพท์บางคำเลยออกเสียงคล้ายๆ ภาษาไทยของเราเลยค่ะ เช่น คำว่า

Suami (สะ-วา-มี) ที่เเปลว่า สามีนั่นเเหละค่ะ ผิดกันเเค่ว่าของไทยเราอ่าน สะ-หวา-มี เท่านั้นเองค่ะ​

: ))

ภาษามาเลย์ก็เป็นอีกหนึ่งภาษาที่น่าศึกษานะคะ เนื่องจากประเทศทางเเถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ใช้กันอยู่หลายประเทศ เช่นสิงคโปร์ มาเลเซีย เเละอินโดนีเซียค่ะ

จริงอยู่ที่ตอนนี้ภาษาอังกฤษถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะเป็นภาษาสากล ไม่ว่าประเทศไหนๆ ก็พูดกัน เเต่หากใครคิดจะทำธุรกิจหรือติดต่อกับประเทศเหล่านี้ การเรียนภาษามาเลย์ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจเหมือนกันนะคะ : ))




Create Date : 29 กรกฎาคม 2554
Last Update : 29 กรกฎาคม 2554 22:19:21 น.
Counter : 463 Pageviews.

2 comment

LavynValin
Location :
--  Australia

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Welcome to My Blog~

สวัสดีค่ะ

นี่เป็นครั้งเเรกที่ลองทำ blog ขึ้นมา โดยจุดประสงค์คือ เพื่อที่จะสนองความอยากของตัวเองค่ะ ฮาๆ

ก็ตั้งใจไว้ว่า จะใช้ blog นี้เป็นที่รวบรวมเรื่องราวต่างๆ ทั้งที่มีสาระ เเละก็ไม่มีสาระนะคะ (น่าจะหนักไปทางไร้สาระเสียมากกว่า ฮาๆ)

ใครที่หลงเข้ามาก็เเวะมาทักทายกันได้นะคะ ยินดีที่ได้รู้จักไว้ล่วงหน้าเลย : ))


- โตยธาร -