การแต่งงาน
การแต่งงาน หมายถึง การที่ชาย-หญิง มีความรักใคร่ต่อกันจนสุกงอม และพร้อมที่จะดำเนินชีวิตร่วมกัน เป็นครอบครัวอย่างสามีภรรยา




พิธีแต่งงานแบบไทย

ตอนเช้าฝ่ายเจ้าบ่าวเตรียมขบวนขันหมากเพื่อแห่ไปบ้านเจ้าสาว ฝ่ายเจ้าสาวหลบอยู่ในบ้าน คอยแอบดูขบวนขันหมาก ห้ามออกมาก่อน เมื่อขบวนแห่ขันหมากมาถึง
จึงจัดพิธีรับไหว้ พีธีรดน้ำสังข์ จากนั้นก็เลี้ยงฉลองงานวิวาห์กัน ตามอัธยาศัย หรืออาจไปเลี้ยงกันมื้อค่ำก็ได้ตามสะดวก แล้วก็ถึงพิธีส่งตัว



เงื่อนไขการแต่งงาน การแต่งงานจะต้องมีกฎเกณฑ์ดังต่อไปนี้

♀ การแต่งงานจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุครบ 17 ปี บริบูรณ์แล้ว
♀ การแต่งงานจะกระทำมิได้ถ้าชายหรือหญิงเป็นบุคคลวิกลจริต
♀ ชายหญิงซึ่งเป็นญาติสายโลหิตโดยตรงขึ้นจะแต่งงานกันไม่ได้
♀ ผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมจะแต่งกันกันไม่ได้
♀ ชายหรือหญิงจะทำการแต่งงานในขณะที่ตนมีคู่แต่งงานอยู่ไม่ได้
♀ หญิงที่สามีตายจะทำการแต่งงานใหม่ได้ต่อเมื่อการสิ้นสุดแห่งการแต่งงานได้ผ่านพ้นไปแล้วไม่น้อยกว่า 310 วัน
♀ เงื่อนไขเกี่ยวกับความยินยอมของบิดามารดาหรือผู้ปกครองจะต้องมีการลงลายมือชื่อในทะเบียนขณะจดทะเบียนสมรส
♀ การแต่งงานตามประมวลกฎหมายนี้ จะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนแต่งงานแล้วเท่านั้น




ประเภทของการแต่งงาน
มีท่านผู้รู้หลายท่านได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการแต่งงานไว้โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ วิวาหมงคล กับ อาวาหมงคล แต่สภาพของสังคมไทย ปัจจุบันนี้เปลี่ยนแปลงไปมากรวมทั้งจิตใจของคนด้วย มักจะยึดตนเองหรือความพึงพอใจของตนเป็นหลักมากกว่าจะยึดถือส่วนรวมเป็นหลัก จึงเกิดความเห็นแก่ตัวตามมา เป็นเหตุให้สังคมไทยวุ่นวาย อยู่ในปัจจุบันนี้ จึงแบ่งการแต่งงานเพิ่มเป็น 3 ประเภท โดยการเพิ่มการแต่งงานอีกชนิดเข้ามา คือ การหนีตามกัน หรือพากันหนี หรือวิวาห์เหาะ ซึ่งในสังคมไทยปัจจุบันนี้มีมาก ซึ่งประเภทที่ 3 นี้ไม่ค่อยจะเหมาะสมนัก เพราะขัดกับประเพณีที่ดีงามของไทย

วิวาหมงคล การกระทำพิธีแต่งงานตามประเพณีไทยที่แท้จริงโดยทำพิธีกันทีบ้านของฝ่ายหญิง และเมื่อพิธีแต่งงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฝ่ายชายจะไปอยู่บ้านของฝ่ายหญิงโดยอยู่รวมกับพ่อตาแม่ยาย ซึ่งเป็นประเพณีที่นิยมกันมากในชนบท

อาวาหมงคล เป็นการกระทำพิธีแต่งงานตามแบบประเพณีจีนหรืออินเดีย สำหรับคนไทยก็ยังนิยมกระทำพิธีแต่งงานแบบอาวาหมงคลอยู่บ้าง ซึ่งการแต่งงานแบบนี้ผู้หญิงจะต้องไปทำพิธีแต่งงานที่บ้านของฝ่ายชาย

วิวาห์เหาะมงคล เป็นพิธีแต่งงานที่ไม่มีพิธีรีตรอง อาศัยความรักความเข้าใจ และความพอใจของทั้ง 2 คน จึงตัดสินใจร่วมชีวิตกัน ไม่จำเป็นที่จะต้องทำพิธีแต่งงาน



Create Date : 31 พฤษภาคม 2549
Last Update : 31 พฤษภาคม 2549 15:06:59 น.
Counter : 687 Pageviews.

3 comment
ประเพณีบุญสารทเดือนสิบ
เมื่อเอ่ยถึงประเพณีสารทเดือน ๑๐ ใคร ๆ ก็นึกถึงเมืองนครศรีธรรมราช ทั้ง ๆ ที่เมืองอื่น ๆ เช่น สงขลา สุราษฏร์ธานี ฯลฯ ก็มีประเพณีสารทเดือนสิบเหมือนกัน แต่ไม่ยิ่งใหญ่เท่าจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อถึงเดือนสิบ ลูกหลานชาวนครฯ ทุกคน ไม่ว่าจะไปทำงานที่ไหน ห่างไกลแค่ใด จะต้องกลับมาร่วมทำบุญกับญาติพี่น้องที่เมืองนครฯ ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่างานบุญเดือนสิบเป็นงานประเพณีที่ชาวพุทธได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพราหมณ์ ในประเทศอินเดีย เรียกว่า ประเพณี “เปตพลี” เมื่อพุทธศาสนาเผยแพร่เข้ามาสู่ประเทศไทยทางภาคใต้ และมีศูนย์กลางแหล่งอารยะธรรมที่เมืองนครศรีธรรมราช ชาวเมืองนครศรีฯ จึงรับเอาวัฒนธรรมประเพณีทำบุญเดือนสิบไว้ แล้วแผ่กระจายไปยังจังหวัดอื่น ทั้งในภาคใต้และภาคอื่นๆ ของประเทศ
การทำบุญสารทเดือนสิบสืบเนื่องมาจากความเชื่อพุทธศาสนาว่า ในปลายเดือนสิบของทุกปี พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย และ ญาติพี่น้อง ซึ่งล่วงลับไปแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่มีบาปต้องตกระกำลำบากเป็น "เปรต" จะได้รับการปล่อยตัวจากนรกภูมิให้มาเยี่ยมลูกหลานญาติมิตรของตนในเมืองมนุษย์ในช่วงเดือนสิบนี้ เพื่อมาขอส่วนบุญจากลูกหลานญาติพี่น้อง จึงจัดงานทำบุญเป็นประเพณีขึ้นในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 เพื่อเป็นการต้อนรับ หรือเรียกว่า “วันรับเปรต” หรือ “วันรับตายาย” และจะกลับไปในนรกในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ในโอกาสนี้เองลูกหลานและผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่จึงนำอาหารไปทำบุญที่วัน เพื่อเลี้ยงส่ง และอุทิศบุญกุศลไปให้ การจัดงานบุญทั้งสองวันนี้ชาวบ้านจะให้ความสำคัญกับวันหลังมากกว่า




อนึ่งในปลายเดือนสิบของทุกปี เป็นระยะที่พืชพันธุ์ธัญญาหารในท้องถิ่นออกผล ชาวเมืองซึ่งส่วนมากเป็นเกษตรกรต่างก็ชื่นชมยินดีในผลผลิตของตน ดังนั้น จึงเก็บเกี่ยวผลผลิตรุ่นแรกนำไปถวายพระสงฆ์ที่วัด เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ตนเองและเรือกสวนไร่นา อีกเหตุผลหนึ่ง ก็คือ เมื่อเริ่มฤดูฝน พระภิกษุก็ยากลำบากในการออกบิณฑบาต บรรดาชาวบ้านจึงนำพืชผลทั้งของสดของแห้ง นำไปถวายพระสงฆ์เพื่อเป็นเสบียงในฤดูฝน โดยจัดเป็นสำรับหรือเรียกว่า“หมรับ”นอกจากทำบุญดังกล่าวข้างต้นแล้ว ก็จะมีงานรื่นเริงที่จัดขึ้น เพราะความภาคภูมิใจ สุขใจ อิ่มเอิบใจ ที่ได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วและการทำบุญเนื่องในโอกาสที่ได้รับผลผิตจากการเกษตร และชื่นชมในผลผลิตที่ได้รับ จึงร่วมกันจัดงานรื่นเริงยินดีหรรษา สนุกสนานประจำปีร่วมกัน ประเพณีทำบุญสารทเดือนสิบนี้ เรียกโดยทั่วไปว่า วันชิงเปรต



Create Date : 01 ตุลาคม 2548
Last Update : 15 มิถุนายน 2551 10:10:24 น.
Counter : 256 Pageviews.

0 comment

trungta
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]