۩♥ T r i l l i o n a i r e ♥۩
Group Blog
 
All blogs
 
*=*=* SEAFCO หุ้นขวัญใจตัวใหม่*=*=*

...จากเดิมที่เป็นแฟนคลับBFITอยู่นาน ในที่สุดเราก้อแยกทางกันชั่วคราว...เศร้า
...รอเวลาที่สามารถนำบล.บีฟิทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้...
...ค่อยมากิ๊กกันใหม่...

...ระหว่างที่รอนั้น ก้อแอบปันใจให้ภัทรไปช่วงหนึ่ง...
...แต่เหมือนไม่ถูกกะโรค เล่นผิดรอบทุกที จนล่าสุดตัดใจลาจากกลุ่มfinance...
...เนื่องจากพิษวอลุ่มหด ในช่วงนี้...

...ในช่วงต้นเดือน ผมสะดุดตาหุ้นตัวนึงในกลุ่มรับเหมา...
...เนื่องจาก ผลประกอบการครึ่งปีโตกว่าเท่าตัว...
...แถมมีปันผลระหว่างกาล และปรับประมาณการรายได้เพิ่มอีก...
...ถ้าดูจากราคาตั้งแต่เข้าตลาดมา ...
...หุ้นตัวนี้ ราคาจอง4บาท ขึ้นไปhighถึง7.4บาท...
...แต่จากงบที่ลดลง(ไม่มากเท่าไร) ทำให้ราคาทรุดลงถึง2.9บาท...
...ดูแล้วมันลงเว่อร์เกินไป...
...ดังนั้น จึงมีโอกาสที่หุ้นจะreboundกลับได้ อย่างน้อยที่4บาท...

...ผมจึงไม่ลังเลที่จะเข้าลงทุนตรง3.64บาท แม้ราคาจะขึ้นมาพอสมควรแล้ว...
...หลังจากยิ้มรับปันผล0.12บาทแล้ว...(ผมไม่ค่อยได้เล่นหุ้นปันผลมานาน)...
...ราคาหุ้นก้อลงมาให้ใจเสียเล็กน้อยที่3.38...
...แต่หลังจากนั้น ก้อมีแรงเก็บมาเรื่อยๆ...
...แม้จะขึ้นวันละเล็กละน้อย แต่ก้อยกตัวขึ้นเรื่อยๆ...
...จนปิดgapทางเทคนิค(เกิดจากปันผล)...

...เมื่อหุ้นpropertyเริ่มสวนกระแสขาลงกลุ่มพลังงาน...
...ผมก้อยิ่งมั่นใจว่า seafcoของผมน่าจะเกาะกระแสเพื่อนๆในกลุ่ม...
...ไต่ทะลุไฮเดิมขึ้นไปได้ จนวันนี้ กำไรมา10%แล้วครับ...
...แม้จะไม่มากเหมือนหุ้นปั่นตัวเล็กๆ ...
...แต่ช่วงที่ตลาดโดนปั๊มน้ำมันระเบิดใส่...
...การเล่นแล้วมีกำไร ก้อเป็นขวัญกำลังใจให้ผมเจงเจง...อิอิ





Create Date : 12 กันยายน 2549
Last Update : 12 กันยายน 2549 22:33:09 น. 10 comments
Counter : 596 Pageviews.

 
นายรณกฤต สารินวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ แอ๊ดคินซัน จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า จากการประเมินปัจจัยพื้นฐานการดำเนินธุรกิจของบริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) SEAFCO คาดว่า

ผลการดำเนินงานในปีนี้จะเติบโตค่อนข้างก้าวกระโดดจากมูลค่างานในมือ ( BACKLOG ) ล่าสุดปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงระดับ 2,280 ล้านบาท และคาดว่าในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้จะมีงานใหม่เข้ามาอีกจำนวนมาก

“ประเมินว่าในช่วงไตรมาส 3/2549 บริษัทจะรับรู้รายได้จากการส่งมอบงานถึงจำนวน 450 ล้านบาท อย่างเช่นงานขุดเจาะเสาเข็มให้โครงการ เอ็นนิจีคอมเพล็กซ์ มูลค่าโครงการ 400 ล้านบาท และโครงการบางกอกทาวเวอร์มูลค่าโครงการ 200 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีงานปลีกย่อยอย่างอื่นอีกที่รอส่งมอบในช่วงท้ายปีนี้” นายรณกฤตกล่าว

อย่างไรก็ตามจากการประเมินเบื้องต้นคาดว่าจากรายได้ที่เติบโตเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาส 3/2549 จำนวน 450 ล้านบาท จะส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาสดังกล่าวเติบโตเพิ่มขึ้นถึงระดับ 30 ล้านบาท และในช่วงไตรมาส 4/2549

หากบริษัทสามารถบริหารรายได้และกำไรให้ออกมาใกล้เคียงกับช่วงไตรมาส 3 ได้คาดว่าจะทำให้กำไรสุทธิทั้งปีมีโอกาสเติบโตถึงระดับ 120 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิเติบโตถึง 7%

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนหุ้น SEAFCO วฝ่ายวิจัยยังคงแนะนำ “ซื้อ” โดยอาจจะปรับประมาณการรายได้และกำไรสุทธิทั้งปีขึ้นใหม่อีกระลอกหากผลประกอบการไตรมาส 3/2549 ประกาศออกมาประทับใจและเป็นไปตามเป้าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งในเบื้องต้นอาจจะปรับราคาเหมาะสมของ SEAFCO จาก 4.20 บาท ขึ้นเป็น 4.60 บาท

ผลการดำเนินงานของ SEAFCO ในไตรมาส 2/2549 มีกำไรสุทธิ 28 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.14 บาท เพิ่มขึ้นมากจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 8.3 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.04 บาท ส่วนงวด 6 เดือนแรกของปี 2549 มีกำไรสุทธิ 60.21 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.29 บาท เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 26.79 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.13 บาท
รายได้พุ่ง1.6พันล


โดย: Trillionaire (Trillionaire ) วันที่: 12 กันยายน 2549 เวลา:22:55:45 น.  

 
ด้านนายณรงค์ ทัศนนิพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า รายได้ในช่วงเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2549 ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงระดับ 1,047 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตใกล้เคียงกับรายได้ทั้งปีของปี 2548 ที่บริษัทมีรายได้จำนวน 1,098 ล้านบาท ดังนั้นบริษัทจึงค่อนข้างมั่นใจว่ารายได้ทั้งปีจะมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงระดับ 1,600 ล้านบาท

“ ตอนนี้งานใหม่ที่บริษัทเข้าไปประมูลยังคงมีอยู่อีกหลายโครงการ และมีบางโครงการที่รอเอกสารยืนยันจากทางลูกค้าสูงถึงระดับ 100 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีงานที่อยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้ารายใหม่อีกจำนวน 700 ล้านบาท ซึ่งทางบริษัทมั่นใจสูงมากกว่าจะสามารถคว้างานดังกล่าวได้ทั้งหมดภายในครึ่งปีหลังที่เหลือนี้ และเชื่อว่าภายในสิ้นปีหากมีงานใหม่เข้ามาตามคาดจะผลักดันให้งานในมือปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงระดับ 3,000 ล้านบาท” นายณรงค์กล่าวทิ้งท้าย


โดย: Trillionaire (Trillionaire ) วันที่: 12 กันยายน 2549 เวลา:22:58:24 น.  

 
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด(มหาชน) แนะนำ”ซื้อ” SEAFCO ราคาเหมาะสม 6.15 บาท มองจุดเด่นที่ประสิทธิภาพการทำกำไรอยู่ในระดับแนวหน้าของกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันมีค่าพี/อี ต่ำเพียง 7 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำมากสำหรับกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ฝ่ายวิจัยกำหนดราคาเหมาะสมที่ระดับค่าพี/อี 12 เท่า

สำหรับปริมาณงานใหม่ที่ SEACO เซ็นสัญญาในงวด 8 เดือนแรกของปี 2549 อยู่ที่ระดับสูงถึง 1,520 ล้านบาท นับเป็นมูลค่าการรับงานใหม่ที่สูงกว่างวดปี 2548 ทั้งปีที่มีการรับงานใหม่ 1,105 ล้านบาท ซึ่งปริมาณงานใหม่ที่เข้ามาดังกล่าวสะท้อนภาพเชิงบวกของการลงทุนในภาคการก่อสร้างเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของเอกชน ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2549

ปัจจุบัน SEAFCO มีมูลค่างานในมือ(Backlog)รวม 1.45 พันล้านบาท โดย Backlog ดังกล่าวมีโครงสร้างที่ประกอบด้วยงานเข็ม และกำแพงกันดิน ซึ่งมีกำไรขั้นต้นสูงประมาณ 77% ส่วนที่เหลือ 23% เป็นงานโยธา

“แนวโน้มปริมาณงานใหม่ในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2549 เชื่อว่าน่าจะได้รับเข้ามาในมูลค่าไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาทต่อเดือน ส่วนการบันทึกรายได้จากงานก่อสร้างในงวดครึ่งปีแรกบันทึกไปแล้ว 840 ล้านบาท และเชื่อว่าในครึ่งปีหลังจะสามารถทำยอดบันทึกรายได้ไปถึงเป้าหมายของฝ่ายวิจัยได้ไม่ยาก โดยโครงการขนาดใหญ่ที่จะมีการส่งมอบในช่วงปลายปี 2549 ได้แก่ งานฐานรากโครงการ Energy Complex มูลค่าโครงการประมาณ 300 ล้านบาท”

บทวิเคราะห์ระบุ ต้นทุนลด-กำไรเพิ่ม
สำหรับแนวโน้มในงวดครึ่งปีหลัง คาดหมายว่า กำไรขั้นต้นน่าจะมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น จากแรงกดดันของต้นทุนงานก่อสร้างที่ลดระดับลงไป ขณะที่สัดส่วนของงานที่ส่งมอบจะมีองค์ประกอบของงานโยธาน้อยลง


โดยในงวดไตรมาส 2/2549 บริษัท SEAFCO มีระดับกำไรขั้นต้นที่ 13.71% ลดลงจากงวดไตรมาส 1/2549 ที่มีกำไรขั้นต้นสูงถึง 15.98% ซึ่งเป็นผลมาจากเรื่องของสัดส่วนงานที่บันทึกรายได้ โดยงวดไตรมาส 2/2549 มีสัดส่วนการบันทึกรายได้จากงานโยธาที่มีกำไรขั้นต้นต่ำถึง 27%

อย่างไรก็ตามหากพิจารณาในภาพรวมงวดครึ่งปีแรกพบว่าค่าเฉลี่ยกำไรขั้นต้น ของ SEAFCO ยังคงอยู่ที่ระดับ 14.80% ซึ่งถือว่าสูงเป็นอันดับที่ 2 ของหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง



โดย: Trillionaire (Trillionaire ) วันที่: 12 กันยายน 2549 เวลา:23:04:30 น.  

 
SEAFCO เผยงานใหม่ 4 โครงการมูลค่า 115.09 ลบ.จะรับรู้ในปีนี้ 80% ที่เหลือรับ
รู้ใน Q1/50 ดัน Backlog ในมือเพิ่มเป็น 2.3 พันล้านบาท ส่วนเป้ารายได้ปีนี้ยังคงไว้ที่ 1.6 พัน
ล้านบาท จากปีก่อนที่ทำได้ 1 พันล้านบาท พร้อมประเมินวันนี้หุ้นพุ่งรับข่าวดีได้งานใหม่


นายณรงค์ ทัศนนิพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน)
(SEAFCO) เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่า งานใหม่ 4 โครงการมูลค่า 115.09 ล้าน
บาท ที่บริษัทฯ ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาจะเริ่มทยอยรับรู้รายได้เข้ามาในปีนี้
ประมาณ 80% และส่วนที่เหลือจะรับรู้ในไตรมาส 1 ปี 2550 ทั้งนี้ งานในโครงการดังกล่าวเป็น
งานระยะสั้น ดังนั้นจึงไม่รู้สึกกังวลเกี่ยวกับการยกเลิกการว่าจ้างของผู้ว่าจ้าง รวมทั้งปัญหางานลด
ลง


ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีหลังยังคงมีงานที่บริษัทฯอยู่ระหว่างการยื่นประมูลอีกหลายโครงการ
แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดของโครงการต่างๆ ได้ เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนและยัง
ไม่มีการเซ็นสัญญาอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร แต่อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นคาดว่าในครึ่งปีหลัง
2549 บริษัทฯ คงจะได้รับงานประมูลอีกประมาณ 300-400 ล้านบาท โดยในช่วงที่ผ่านมา
บริษัทฯ มีสัดส่วนการรับงานจากภาครัฐ 20% และภาคเอกชน 80%


อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันบริษัทฯ มี Backlog ในมือเพิ่มจาก 2,100 ล้านบาท เป็น
2,300 ล้านบาท หลังจากที่บริษัทฯ ได้รับงานใหม่เข้ามา ทั้งนี้ Backlog ดังกล่าวจะเริ่มทยอยรับรู้
รายได้ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป โดยคาดว่าจะรับรู้รายได้เข้ามาประมาณ 1,600 ล้านบาท อย่างไรก็
ตาม ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาบริษัทฯ ยังทยอยรับรู้รายได้จาก Backlog เข้ามาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย


สำหรับในปี 2549 ยังคงเป้ารายได้ไว้ที่ 1,600 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่
1,098.62 ล้านบาท โดยมั่นใจว่ารายได้ในปีนี้คงจะเป็นไปตามเป้าหมายอย่างแน่นอน เพราะใน
ช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาผลการดำเนินงานของบริษัทฯ เป็นไปตามที่ตั้งไว้ รวมทั้งยังมีงานที่ทยอย
รับรู้รายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งงานที่ยังอยู่ระหว่างการประมูลอีกหลายโครงการ


'เรามีการปรับเป้ารายได้จาก 1.5 พันล้านบาทเป็น 1.6 พันล้านบาท แต่จริงๆ แล้วมอง
ว่าเป้าหมายรายได้ 1.6 พันล้านบาท คงจะเป็นไปได้ตามเป้า ซึ่งก็คิดว่ารายได้น่าจะเกิน 1,600
ล้านบาท แต่ทางคณะกรรมการหลายคนให้ความคิดเห็นตรงกันว่าไม่ควรตั้งประมาณการรายได้
ให้สูงเกินไป เพราะหากทำไม่ได้จะทำให้ดูไม่ดี' นายณรงค์ กล่าว


ส่วนปัญหาการเมืองที่ยังอึมครึมในปัจจุบันไม่รู้สึกกังวล เนื่องจากบริษัทฯ มี Backlog
ในมือที่จะเริ่มทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปีนี้จนถึงปีหน้า ซึ่งปัญหาดังกล่าวก็ไม่มีผลกระทบ แต่อย่าง
ไรก็ตาม ก็ยังคงต้องติดตามเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวด้วย เนื่องจากมีความสำคัญและอาจมีผล
กระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้
'ปัจจัยการเมืองไม่มีนัยสำคัญต่อบริษัทฯ เพราะงานที่รับมาก็เป็นงานช่วงสั้นๆ และ
บริษัทฯ ก็รับงานใหม่เข้ามาเรื่อยๆ ไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับผู้ว่าจ้างเลิกจ้างงานทุกอย่างก็ยังคงทำ
อยู่' นายณรงค์ กล่าว


นายณรงค์ กล่าวถึง ราคาหุ้น SEAFCO ในวันนี้ว่า น่าจะปรับเพิ่มขึ้นรับข่าวดีเกี่ยวกับ
กรณีที่บริษัทฯ ได้รับงานใหม่ 4 โครงการ นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมายัง
เติบโตต่อเนื่องอีกด้วย ซึ่งจากปัจจัยข้างต้นน่าจะส่งผลให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจและเข้ามาลง
ทุนในหุ้นของ SEAFCO

...จาก efinancethai


โดย: Trillionaire (Trillionaire ) วันที่: 12 กันยายน 2549 เวลา:23:10:30 น.  

 
ผมก็รักหุ้นตัวนี้ครับ
ยิ่งมีการสั่งเครื่องเจาะเข้ามาเพิ่มอีก
รายรับก็น่าจะเพิ่มอีก
ช่วยๆ กันลุ้นละกันครับ


โดย: pp IP: 58.9.93.20 วันที่: 26 กันยายน 2549 เวลา:19:05:30 น.  

 
......KK...Company update...

งานในมือเติบโตต่อเนื่อง Backlog รอการรับรู้รายได้ ณ ปัจจุบัน 1,585 ล้านบาท
บริษัทมีมูลค่างานที่ประมูลได้ในช่วง ม.ค.-ก.ย. 49 ที่ผ่านมามีมูลค่ารวม 1,685 ล้าน
บาท สัดส่วน 78%เป็นเสาเข็มเจาะรองลงมาเป็นงานโยธา และโครงสร้าง 22% ซึ่งทำให้บริษัท
มี Backlog โดยรวม 2,426 ล้านบาทหลังหักการรับรู้รายได้ในช่วง1H49 ทำให้บริษัทมีงาน
ในมือรอรับรู้รายได้ต่อเนื่อง 1,585 ล้านบาทโดยสัดส่วนการรับงานแบ่งเป็นงานภาคเอกชน
75% และงานภาครัฐ 25%

ผู้บริหารคาดหวังงานในมือเพิ่มขึ้นจากการก่อสร้างตึกสูงที่อยู่ใกล้ Mass transit
ผู้บริหารมองว่าการเลื่อน Mega-Project ไม่เป็นปัญหาต่อการรับงานของบริษัทเนื่อง
จากบริษัทคาดหวัง การเติบโตจากการรับงานของภาคเอกชนซึ่งมาจากการก่อสร้างตึกทรงสูง
ใกล้ (Mass transit) ที่ต้องใช้งานฐานรากเพื่อการก่อสร้าง จะเป็นงานคอนโดมีเนียม และ
Shopping Complex ฯลฯ แต่ถ้าโครงการ Mega-Project มีความชัดเจนก็จะเป็นประเด็น
บวกต่อบริษัทต่อการรับงานในอนาคตมากกว่า จะเห็นได้จากงานที่ได้รับในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่าน
มาบริษัทมีการรับงานมูลค่าโครงการโดยรวม 792.4 ล้านบาท ซึ่งสัดส่วน 74%เป็นงานภาค
เอกชน และ 26% เป็นงานภาครัฐบาล และ 80% เป็นงานเสาเข็มเจาะ 20% เป็นงานฐานราก
และอื่นๆ

ระยะเวลาการก่อสร้างโครงการสั้นความผันผวน
จากความกังวลในเรื่องราคาวัสดุก่อสร้างที่ผันผวน โดยเฉพาะราคาเหล็ก จะส่งผลกระทบ
ต่ออัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับลด แต่จากการรับงานโครงการที่มีระยะสั้น โดยถ้าเป็นภาคเอกชน
จะใช้ระยะเวลาจะจบโครงการเฉลี่ยประมาณ 3-6 เดือน ทำให้ต้นทุนดังกล่าวมีบางส่วนสามารถ
ล็อกราคาวัสดุก่อสร้างได้ คาดว่าจะมีผลประทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นไม่มากนัก

ปัจจัยเสี่ยง
จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจรวมถึงความไม่ชัดเจนทางการเมือง อาจทำให้มีการชะลอตัว
ในงานก่อสร้าง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบทำให้งานในมือที่ปรับลดไม่เป็นไปตามคาด

ประมาณการ
ผลประกอบการในงวด 1H49 ที่ผ่านมา บริษัทมีกำไรสุทธิ 60 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 125%
YoY มาจากรายได้ 841 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69% YoY บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นเฉลี่ยอยู่
ที่ 14.8% เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ 1H48 ที่ 13.7% นอกจากนั้นบริษัทยังสามารถควบคุมค่าใช้จ่าย
ในการขายและบริหารได้ดี โดยเมื่อเทียบกับยอดขายมี SG&A/ Sale ที่ 5% เมื่อเทียบกับ
1H48 อยู่ที่ 7% ทำให้มีอัตรากำไรสุทธิที่ปรับเพิ่มเป็น 7 % เมื่อเทียบกับ1H48 อยู่ที่ 5.4%

คาดผลประกอบการใน 3Q49 มีกำไรสุทธิ ประมาณ 36 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27%QoQ และ
80%YoY โดย คาดว่าจะมีรายได้ 578 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 32%QoQ และ 76%ผลประกอบการ
ปรับเพิ่ม มาจากการปิดโครงการของ มิลเลนเนียม และ เอ็นเนอร์ยีคอมเพล็กซ์
ประมาณการในปี 2549 คาดว่าจะมีรายได้ 1,377 ล้านบาท กำไรสุทธิ 104 ล้านบาท
EPS 0.50 บาทต่อหุ้น และคาดว่าจะจ่ายปันผล 0.25 บาทต่อหุ้น (Dividend Yield 6.3%)
บริษัทได้มีการประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลแล้ว 0.12 บาทต่อหุ้น และคาดปี 2550 บริษัท
จะมีรายได้ 1,595 ล้านบาท กำไรสุทธิ 113 ล้านบาท EPS 0.54 บาทต่อหุ้น และคาดว่าจะ
จ่ายปันผลที่ 0.27 บาทต่อหุ้น ราคาที่เหมาะสมปี 50 ใช้ APER 10 เท่า อยู่ที่ 5.40 บาท เทียบ
กับราคาปิดปัจจุบัน บริษัทมี Upside gain 36% แนะนำ “ซื้อ”



โดย: Trillionaire วันที่: 28 กันยายน 2549 เวลา:21:35:23 น.  

 
บล.โกลเบล็ก : SEAFCO แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 5.72 บาท

ภาพรวมธุรกิจรับเหมาก่อสร้างด้านฐานรากมีแนวโน้มดีต่อเนื่อง แม้ช่วงครึ่งปีแรกของ
ปีนี้จะมีปัญหาการเมืองส่งผลให้การเปิดประมูลงานเมกะโปรเจกต์ไม่มีความชัดเจนแต่ความ
ต้องการงานก่อสร้างจากภาคเอกชนยังมีอยู่ต่อเนื่องอาทิ คอนโดมิเนียม โรงงานอุตสาหกรรม
อาคารสำนักงาน ขณะที่งานภาครัฐด้านเมกะโปรเจกต์เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นหลังคปค. มี
นโยบายให้เบิกจ่ายงบประมาณปี 50 เร็วขึ้นรวมทั้งการผลักดันการเปิดประมูลรถไฟฟ้าทั้ง
3 สายซึ่งอาจเริ่มก่อสร้างได้ราวปลายปี 50 เป็นผลดีต่อ SEAFCO ซึ่งเป็นผู้รับเหมาด้าน
เสาเข็มเจาะและกำแพงกันดินที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดและเป็นพันธมิตรกับผู้รับเหมาหลัก
อย่าง ซิโน-ไทยฯ (STEC) และช.การช่าง (CK) ทำให้ยอดขายมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง
ปรับประมาณการณ์ยอดขายปี 49 เพิ่ม 15% เนื่องจากในช่วง 9 เดือนแรกของปี 49
บริษัทเซ็นสัญญางานใหม่ต่อเนื่องราว 1,600 ล้านบาทเศษ หลังหักส่วนที่รับรู้เป็นรายได้ในช่วง
8 เดือนแรกของปี 49 แล้วบริษัทยังเหลืองานในมืออีกราว 1,100 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงานใน
มือเมื่อต้นปีที่ระดับระดับ 768 ล้านบาทแสดงถึงอัตราการเติบโตที่สูงเกือบ 40% ประกอบกับครึ่ง
ปีแรกของปี 49 บริษัทมียอดขาย 841 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69% yoy และคิดเป็น 58%ของ
ประมาณการณ์เดิม ทำให้เราปรับเพิ่มประมาณการณ์ยอดขายทั้งปี 49 เป็น 1,681 ล้านบาท
(เดิม 1,463 ล้านบาท) ซึ่งขยายตัว 55%yoy
ปรับประมาณการณ์กำไรสุทธิปี 49 เพิ่ม 16% ประมาณการณ์ยอดขายปี 49 ที่ปรับ
เพิ่มขึ้นทำให้ประมาณกำไรสุทธิใหม่ปี 49 ขยับขึ้น16% เป็น 110 ล้านบาท (เดิม 95 ล้านบาท)
ทั้งนี้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 49 บริษัทมีกำไรสุทธิรวม60 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 125%yoy
คาดผลประกอบการไตรมาส 3/49 มีแนวโน้มดีที่สุดสำหรับปี ในช่วง 2 เดือนแรกของ
ไตรมาส 3/49 บริษัททยอยส่งมอบงานไปแล้วราว 400 ล้านบาท เราคาดยอดขายไตรมาส 3/49
ราว 480 ล้านบาท และด้วยสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยสำหรับครึ่งปีแรกที่ระดับ 14.8%
เราคาดกำไรสุทธิราว 34 ล้านบาทซึ่งแสดงถึงผลประกอบการที่จะดีที่สุดสำหรับปี 49
แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 5.72 บาท (เดิม 4.50 บาท) หากกำหนดให้ราคาหุ้นซื้อ
ขายที่ Prospect P/E ระดับ 11 เท่าซึ่งใกล้เคียงกับ P/E กลุ่มผู้รับเหมาจะได้ราคาเหมาะสม
5.72 บาทสำหรับปี 49 ซึ่งเป็นระดับที่มี upside gain 33% จากราคาปิดล่าสุด 4.32 บาท โดย
ปัจจุบันมี PER คิดเป็น 7.9 เท่าสำหรับปี 49 เราแนะนำ “ซื้อ”




โดย: Trillionaire IP: 124.157.185.83 วันที่: 4 ตุลาคม 2549 เวลา:18:43:09 น.  

 
ณรงค์ ทัศนนิพันธ์ รองประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ซีฟโก้ ได้กล่าวผ่านรายการ Stock in Focus ว่า นักวิเคราะห์หลักทรัพย์มักมองภาพรวมของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมาไม่ดีนัก เนื่องจากราคาน้ำมันและภาวะอัตราดอกเบี้ยได้ปรับตัวสูงขึ้น โดยอาจมองเพียงภาพกว้าง ๆ เท่านั้น แต่ไม่ได้เจาะลึกในธุรกิจฐานรากหรือธุรกิจเจาะเสาเข็มขนาดใหญ่ ที่ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ธุรกิจก่อสร้างและเจาะเสาเข็มเป็นธุรกิจประเภทต้นน้ำ ทำให้ปรับตัวได้ทันต่อราคาต้นทุนที่ผันผวน และมีโอกาสได้รับเงินจากการก่อสร้างได้ก่อนธุรกิจประเภทอื่น ๆ จึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ซึ่ง SEAFCO ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่ผันผวนบ้างเล็กน้อย แต่เมื่อได้รับงานก่อสร้างเข้ามาเพิ่มเติม ก็สามารถปรับราคาก่อสร้างให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทันทีเช่นกัน

SEAFCO ประกอบธุรกิจด้านรับจ้างก่อสร้างเสาเข็ม และงานโยธาให้กับผู้ว่าจ้างเอกชนและภาครัฐ และมักก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ เช่นโครงการก่อสร้างรางรถไฟฟ้า สาธารณูปโภค รวมทั้งโครงการชั้นใต้ดินลึกเกินกว่า 6 เมตร ซึ่งจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงคือ Diaphragm Wall (D-Wall) เป็นผนังคอนกรีตที่แข็งแรงและมีราคาสูงมาก และปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่มีเทคโนโลยีชนิดนี้เพียง 2-3 รายเท่านั้น โดย SEAFCO ครองส่วนแบ่งการตลาดสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ

ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540-2544 SEAFCO ได้กระจายการลงทุนไปในก่อสร้างในโครงการทั่วไป เช่น ถนน สะพาน และอาคารเตี้ย เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยง แต่เนื่องจากขาดความชำนาญสิ่งก่อสร้างประเภทนี้ ทำให้ SEAFCO ประสบกับภาวะขาดทุน แต่หลังจากที่ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ฟื้นตัว ก็มีรายได้เข้ามามากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน SEAFCO ได้รับงานก่อสร้างและฝังเสาเข็มไปพร้อมกัน ทำให้ได้รับผลประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย กล่าวคือ SEAFCO มีรายได้เข้ามามากขึ้น ขณะที่ผู้ว่าจ้างก็ได้รับมอบโครงการเร็วขึ้นและมีต้นทุนที่ถูกลงด้วย

SEAFCO ได้มีโครงการขยายการลงทุนไปในต่างประเทศ เช่น ดูไบ โดยได้ร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อเข้าร่วมก่อสร้างในแต่ละโครงการ โดยไม่รับก่อสร้างโครงการต่อเนื่อง เพราะต้องการดูการเติบโตของตลาดดูไบเสียก่อน แต่หากมีโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการเมกะโปรเจ็กต์เกิดขึ้นในไทย SEAFCO อาจไม่ขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศก็เป็นได้ แต่จะนำพันธมิตรทางธุรกิจเข้ามาร่วมก่อสร้างที่นี่แทน

ยอดรอรับรู้รายได้ (Backlog) ของ SEAFCO มีทั้งหมดประมาณ 2.280 พันล้านบาท จึงเชื่อว่าในปีนี้จะปรับเป้าหมายของยอดรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจากยอด Backlog นี้เอง มีโครงการจากภาคเอกชนประมาณ 80% คือ อาคารประเภทคอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ที่ใกล้เคียงกับรถไฟฟ้า เป็นต้น

SEAFCO ให้เครดิตแก่ลูกค้ามาชำระเงินในระยะเวลาค่อนข้างสั้น คือ ประมาณ 30 วัน ขณะที่ได้รับเครดิตจากผู้ผลิตวัตถุดิบประมาณ 90 วัน จึงมีสภาพคล่องทางการเงินค่อนข้างดี และไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน และ SEAFCO มีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่เกิน 50% ของกำไรสุทธิอีกด้วย

ด้านสมาชิกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ได้คาดการณ์กำไรสุทธิในปีนี้ของ SEAFCO เฉลี่ยที่ 107 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้นเฉลี่ยที่ 0.51 บาท และประเมินมูลค่าที่เหมาะสมตามปัจจัยพื้นฐานของหุ้น SEAFCO ไว้เฉลี่ยที่ 5.15 บาทและคาดว่าจะสามารถจ่ายเงินปันผลคิดเป็นอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 5.57% ของราคาปัจจุบัน ซึ่งบล. เอเซียพลัสได้ให้มูลค่าที่เหมาะสมของ SEAFCO ไว้ที่ 6.15 บาทโดยแนะนำซื้อ ขณะที่บล. ยูโอบี เคย์เฮียน ประเมินมูลค่าไว้ที่ 5.15 บาท และแนะนำซื้อเช่นเดียวกัน

ที่ผ่านมา SEAFCO ได้รับโครงการใหม่ ๆ เข้ามาเป็นจำนวนมาก ซึ่ง SEAFCO สามารถควบคุมต้นทุนในภาวะที่ผันผวนได้ดี และยังมีกำลังการผลิตที่สูงขึ้น ทำให้กำไรขั้นต้นของบริษัทค่อนข้างสูง ขณะที่ กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่ออกมาใหม่ ที่ทำให้ผู้ประกอบการอาคารต้องก่อสร้างที่จอดรถในชั้นใต้ดินลึกลงไปอีก และเนื่องจากต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงหรือ Diaphragm Wall นี้ ทำให้ SEAFCO ซึ่งเป็น 1 ในผู้ประกอบการไม่กี่รายที่สามารถใช้เทคโนโลยีนี้ได้ ได้รับประโยชน์เป็นอย่างมาก คือมีส่วนแบ่งการตลาดที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย





โดย: Trillionaire วันที่: 7 ตุลาคม 2549 เวลา:0:38:17 น.  

 
บมจ. ซีฟโก้ (SEAFCO)

แขกรับเชิญ ณรงค์ ทัศนนิพันธ์ รองประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ซีฟโก้
พิธีกร สมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์
ปฏิพร สิทธิพงศ์
------------------------------------------------------------------
ปฏิพร – ช่วงนี้จากกระแสข่าวการที่บ้านเรามีเรื่องอัตราดอกเบี้ยและปัจจัยอื่น ๆ นอกเหนือจากที่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ดีขึ้น กลุ่มรับเหมาก่อสร้างก็เป็นอีกเทรนด์หนึ่งที่หลายคนเริ่มกลับมามองเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามบางบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการรับเหมาก่อสร้าง ก่อนหน้านี้เราก็เคยคุยกันมาก็เผชิญกับภาวะเรื่องต้นทุนที่มากมาย ราคาน้ำมันในตอนนี้ปรับลดลงมาก บางบริษัทก็คงจะดีขึ้นแต่วันนี้ที่มาเด่นกว่านั้น คือว่าต้นทุนเขาไม่มีปัญหาเลย แม้ในช่วงที่ต้นทุน ราคาน้ำมันแพง รับเหมาก่อสร้างแย่ แต่บริษัทที่เราเลือกมาในวันนี้มีกำไรขั้นต้นสูงทีเดียวในกลุ่ม นอกจากนี้ถือว่าเป็นผู้ครองอันดับหนึ่งในส่วนแบ่งการตลาดของธุรกิจเขา ถ้าพูดถึงธุรกิจเขา ก็เป็นเบอร์หนึ่ง และทิ้งคู่แข่งอันดับ 2 เท่าตัวเลย พอเดาออกไหมคะว่าบริษัทไหนในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและมีโครงสร้างอย่างที่เล่าให้ฟัง
สมบัติ – คือ บมจ. ซีฟโก้ (SEAFCO) ซึ่งเป็นผู้รับจ้างงานเกี่ยวกับรากฐานใต้ดิน คือ เสาเข็ม ห้องใต้ดิน

ปฏิพร – ซึ่งเข้าตลาดมาได้ไม่นานแต่ Performance โดดเด่นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเสาเข็มเจาะ หลายคนบอกว่าการแข่งขันมีไม่เยอะเลย ถ้าได้เป็นเบอร์หนึ่งแล้ว จะมีโอกาสเติบโตสูงทีเดียว
สมบัติ – อาจจะเข้ามาไม่นาน แต่เหมือนเป็นขวัญใจช่างภาพ หรือนักวิเคราะห์เทคะแนนให้หมดเลย

ปฏิพร – ต้องมาดูที่ Consensus กันบ้างว่า จะดีจริงหรือไม่ ก็ออกมาชัดเจนจริง ๆ ด้วย
สมบัติ – ส่งมา 5 สำนักแม้จะยังไม่เยอะแต่ทั้ง 5 สำนักก็แนะนำให้ซื้อทุกเจ้า และคาดการณ์ว่า SEAFCO สามารถทำกำไรในปีนี้ได้ เฉลี่ย 107 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.51 บาท และมีมูลค่าหุ้นที่เหมาะสมเฉลี่ยที่ 5.15 บาท ขณะที่คาดว่าเงินปันผลของหุ้นนี้น่าจะสูงประมาณ 5.57% ของราคาตลาด

บล. เอเซียพลัส แนะนำซื้อเช่นเดียวกัน ให้มูลค่าที่ 6.15 บาท ให้ประเด็นที่สำคัญคือ SEAFCO มีประสิทธิภาพในการทำกำไรสูง ในครึ่งปีแรกนั้นพบว่ามีกำไรขั้นต้นที่ 14.8% เป็นอันดับ 2 ของหุ้นรับเหมาก่อสร้าง P/E ประมาณ 7 เท่าค่อนข้างต่ำ ต่อมาคือปริมาณงานใหม่ที่เข้ามาสะท้อนภาพเชิงบวกในการลงทุนภาคการก่อสร้างโดยเฉพาะงานเอกชน ใน 8 เดือนแรกของปีนี้ ปริมาณงานใหม่ที่เซ็นสัญญาสูงถึง1.1 พันล้านบาท

ปฏิพร – ด้านบล. ยูโอบี เคย์เฮียน มองที่ 5.15 บาท แต่ก็แนะนำซื้อเช่นเดียวกัน คือซื้อเมื่ออ่อนตัวลง โดยให้ปัจจัยเชิงบวกว่ามองว่าแม้ภาคการก่อสร้างโดยรวมในประเทศลดลง แต่เสาเข็มเจาะมีผู้แข่งขันน้อยราย รวมทั้งการที่เขาเป็นเบอร์ 1 ของส่วนแบ่งการตลาด ทำให้ SEAFCO สามารถปรับตัวได้ดีมาก และสามารถลดต้นทุนค่าก่อสร้างไปได้พร้อมกับการเพิ่มกำลังการผลิต ทำให้สามารถรับงานใหม่ได้อย่างสม่ำเสมอ และมีผลประกอบการโดดเด่นมากเป็น 1 ในผู้รับเหมาที่สามารถจ่ายเงินปันผลได้ ขณะที่บางตัวจ่ายไม่ได้

นอกจากนี้ยังมีเรื่องกฎหมายสิ่งแวดล้อมใหม่ที่เป็นการสร้างโอกาสให้กับการรับเหมาของบริษัท เพราะเขาบอกว่าคอนโดมิเนียมต้องมีที่จอดรถเพียงพอต่อยูนิตที่ขาย เปิดโอกาสให้มีการก่อสร้างในชั้นใต้ดินเอาไว้จอดรถที่ลึกกว่าปกติ ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงอย่าง Diaphragm Wall ซึ่ง SEAFCO เป็น 1 ในผู้รับเหมาไม่กี่รายที่มีเทคโนโลยีแบบนี้ รวมทั้งโครงการขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ SEAFCO ก็ได้รับไปด้วย สำหรับปัจจัยลบก็มีความเสี่ยงในเรื่องการจัดเก็บหนี้ ส่วนใหญ่ลูกค้าจะเป็น Credit Term ดังนั้น อาจมีกลุ่มลูกหนี้ภาคเอกชนเกิดขึ้นได้

ซึ่งวันนี้ได้รับเกียรติจาก กรรมการผู้จัดการใหญ่ ของบมจ. ซีฟโก้คือคุณ ณรงค์ ทัศนนิพันธ์ ฟังดูมีแต่ข้อดีทั้งนั้นเลย ก่อนหน้านี้ถ้าเราเหมารวมภาพรวมของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้รับเหมามันก็ไม่ดีนัก ทำไมเวลาเราอ่านบทวิเคราะห์จะออกมาว่า SEAFCO ไม่ได้รับผลกระทบเลย เล่าให้ฟังได้ไหมว่า ภาพรวมธุรกิจของ SEAFCO โครงสร้างรายได้อะไรที่ทำให้บริษัทไม่ได้รับผลกระทบเหมือนกันบริษัทอื่น

ณรงค์ –ต้องเป็นที่ยอมรับกันว่าในช่วงที่ผ่านมานี้ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หรือก่อสร้างโดยภาพรวมอาจดูแล้วไม่ค่อยดีนัก จากน้ำมันและดอกเบี้ยขึ้น แต่นั่นเป็นการวิเคราะห์ในภาพกว้าง เข้าใจว่านักวิเคราะห์อาจไม่ได้เจาะลึกไปในธุรกิจที่อยู่ในกลุ่ม ตอนนี้ของผมแม้ว่าจะอยู่ในกลุ่มก่อสร้างแต่โดยธรรมชาติของธุรกิจก่อสร้างเฉพาะฐานราก ใช้เวลาสั้น ๆ ประเด็นที่ 1 คือ เวลามีความผันผวนด้านต้นทุนต่าง ๆ เราอาจจะโดนบ้าง แต่เวลาเรามีงานใหม่เราก็ปรับราคาใหม่เลย

ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างปีที่แล้ว ราคาน้ำมันขึ้น ที่เขาลอยตัว เราก็เดือดร้อนในไตรมาส 2/48 เหมือนกันแต่ไตรมาส 3/48 เรารับงานใหม่ปรับราคาใหม่ทัน แต่ถ้าเป็นรับเหมาก่อสร้างทั่วไป บางทีเป็นโครงการที่ 1-2 ปี อาจจะปรับไม่ได้ ผมมองว่าในอดีตนักวิเคราะห์ไม่ได้เจาะไปในรายละเอียด ประเด็นที่ 2 คือ เนื่องจากธุรกิจก่อสร้างเสาเข็มเจาะเป็นธุรกิจต้นน้ำ มีอะไรเกิดขึ้นแล้ว เราสามารถตัดสินใจได้เลยว่าจะเดินหรือถอยอย่างไร ปรับกลยุทธ์ได้ตลอดเวลา ประเด็นที่ 3 คือ เงินค่อนข้างแน่นอน เพราะคนที่จะปลูกบ้านสัก 10 ล้านบาทเสาเข็มก็ประมาณ 700,000 บาท หรือ 7% โอกาสที่เราจะเก็บเงินได้ก่อนเพื่อเอามาจัดการธุรกิจได้ง่ายขึ้น ก็เป็นส่วนที่เสริมทำให้ธุรกิจเราไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

สมบัติ – เพราะเป็นงานต้น ๆ ยกเว้นหรือเปล่าครับ เช่น ถ้าเศรษฐกิจรุนแรง เช่นเมื่อ 8-9 ปีที่แล้ว เห็นบางที่มีเสาเข็มอย่างเดียวเหมือนกัน
ณรงค์ – ก็มีครับ แต่ตรงนั้นต้องยอมรับในเหตุการณ์นั้นคือมหภาค เหมือนสึนามิบ้านจะแข็งแรงอย่างไรก็ต้องโดนบ้าง แต่ไม่เท่าไร สมัยก่อนที่โดนในช่วงปี 2540 เราก็ไม่มี NPL เลย แต่ก็กระทบบ้างแต่ไม่ถึงขั้นเป็น NPL

สมบัติ – งานอาจจะน้อยลงไปหน่อย
ณรงค์ – ครับ

ปฏิพร – ที่ว่าฐานราก เสาเข็มเจาะ ในมุมมองของผู้บริหารคงรู้จักดี แต่นักลงทุนคุณผู้ชมอาจจะพอเข้าใจคำว่าเสาเข็มแต่อยากทราบว่าโครงสร้างธุรกิจจริง ๆ ของ SEAFCO เสาเข็มนี้มีกี่รูปแบบ เรารับดูและอะไรบ้าง มีนอกเหนือจากเสาเข็มอีกไหม
ณรงค์ – ก่อนอื่นจะพูดถึงแค่เสาเข็มก่อน บางทีนักลงทุนอาจจะมองว่าเสาเข็มที่เราทำ ตามที่เข้าใจคือผลิตเป็นต้นและขนใส่รถมาที่หมู่บ้านจัดสรรและตอกลงไป สิ่งนั้นไม่ได้ทำ เขาเรียกว่าเสาเข็มตอก จะเป็นต้นเล็ก รับบ้าน 2 ชั้น หรือตึกแถวไม่เกิน 5-6 ชั้น แต่ของผมเป็นธุรกิจเสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ พวกสร้างตึกสูง 30-40 ชั้น จะใช้ต้นหนึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กที่สุดของเราคือ 80 ซม. เราก็ทำ 80 ซม. 1 ม. 1.20 ม. 1.50 ม. 1.80 ม. และเจาะลึกไปประมาณ 60 เมตร รับตึกสูงไม่น้อยกว่า 10 ชั้น แต่ละต้นทำประมาณ 60 เมตร เจาะลงไป ราคาเฉลี่ยของเสาเข็มแต่ละต้น คือ 1 แสน - 10 ล้านบาท

ผมไปทำสะพานแม่น้ำเจ้าพระยา พวกนี้ทำต้นละ 1-2 ล้านบาท บางสะพานก็ 50-100 ต้น เป็นต้นที่ใหญ่มาก เสาเข็มพวกนี้ออกมาสำหรับโครงสร้างใหญ่ ๆ รองรับงานสาธารณูปโภค ทางด่วน ทางยกระดับ รถไฟฟ้าบีทีเอส เราใช้พวกนี้ทั้งนั้น จึงต้องเรียนนักลงทุนว่าเสาเข็มของผมไม่ใช้เข็มที่ไปตามบ้าน แต่ธุรกิจเสาเข็มตอกก็ดีนะครับ แต่จะแยกกับของผม เพราะฉะนั้นธุรกิจของผมมีคนทำน้อย ต้องใช้เงินลงทุนเยอะ ใช้เทคโนโลยีค่อนข้างมาก ใช้เครื่องจักรค่อนข้างเยอะ

ปฏิพร – แปลว่าตึกใหญ่ ๆ ตึกสูง ๆ มันต้องใช้เสาเข็มลักษณะนี้
ณรงค์ – ก็ในกรุงเทพตอนนี้มี 1,000 กว่าตึก ของผมทำให้เขาไปประมาณ 400-500 ตึก แต่ผมทำมา 30 ปีแล้วนะครับ

สมบัติ – ขอย้อนถามนิดหนึ่ง เมื่อสักครู่เล่าถึงสมัยเศรษฐกิจที่เจอกันหนัก ๆ ยุคนั้นไม่ค่อยมี NPL แต่ว่าช่วงนั้นลำบาก มีเงินติดขาดทุนบ้างไหม
ณรงค์ – ขาดทุน แต่ตอนนั้นเราต้องยอมรับว่าภาวะอย่างนั้น บางคนก็พยายามหนีหรือทำอย่างไรเพื่อไม่ต้อง Lay Off พนักงาน ทำอย่างไรจะหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ยธนาคารได้ เราก็ทำและกระจายไปบางส่วน พอดีโครงสร้างบริษัท ต้องถือว่าเป็นบริษัทที่มีพื้นฐานด้านวิศวกรรม พนักงานทั้ง 30 คน รวมทั้งผมเองก็จบวิศวกรรมโยธาเป็นส่วนใหญ่ เราก็มีความรู้ในการก่อสร้างอย่างอื่นด้วย

เครื่องมือที่เราทำเสาเข็มเจาะ บางส่วนเราก็นำมาปรับเปลี่ยนไปงานอย่างอื่นได้ อย่างรถขุดเราก็ไปทำงานถนน รถเครนเราก็นำไปก่อสร้างสะพาน เราก็ทำได้ก็ไปทำ ในช่วงปี 2540-2544 เราก็ไปทำงานถนนบ้าง สะพานบ้าง อาคารเตี้ยบ้าง แต่ยอมรับว่าเราไม่เก่งในเรื่องพวกนั้น แต่เป็นวิธีการที่จะทำให้บริษัทผ่านวิกฤติไปได้ เราก็ผ่านมาได้ ก็ขาดทุนในช่วงนั้น แต่พอธุรกิจกลับมา เราก็เอาคนกลับมา เครื่องมือกลับมาทำธุรกิจหลักที่เรามีความชำนาญ เพียงปีเดียวก็ทำกำไรได้เลย

ปฏิพร – ขอถามถึงส่วนแบ่งการตลาดที่ SEAFCO เป็นเบอร์หนึ่งเลย และทิ้งห่างเบอร์สองไกลเลยทีเดียว การสร้างฐานลูกค้าของเราทิศทางเติบโตมากน้อยขนาดไหน โอกาสที่ปีต่อ ๆ ไป ส่วนแบ่งการตลาดเราจะขยายเพิ่มขึ้นมีไหมหรือว่าค่อนข้างตึงแล้ว
ณรงค์ – เป็นอย่างนี้นะครับ ตอนนี้เรามีส่วนแบ่งการตลาดที่ 45% ถ้าเราอยากเพิ่ม เราก็ยังเชื่อว่าเราจะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดได้ แต่เราก็ต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวัง เพราะถ้าตลาดก่อสร้างโดยรวมที่เราทำก็จริง แต่เราก็ต้องดูว่าตลาดสินค้าขุดเจาะมันโตขึ้นไปด้วยหรือไม่ ถ้ามันโตด้วยเราก็ขยายตามขึ้นไปได้ ถ้าตลาดมันยังโตไม่พอ หรือยังเท่าเดิม ถ้าเราขยายเข้าไป ทุกอย่างก็จะไปอยู่ในเรื่องของ Demand และ Supply ถ้าเรา Take Over เพิ่มขึ้นก็ต้องมีคนตกงานเพิ่มขึ้น มันจะมีการต่อสู้ในเรื่องราคาอาจจะไม่เป็นผลดีเท่าไร เราก็ต้องดูว่าบางจังหวะถ้าเราอยากจะเพิ่มเราก็เพิ่มได้ แต่ตอนนี้ยังไม่มีนโยบายที่จะเพิ่มแต่เราสามารถเพิ่มฐานรายได้ได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในเรื่องของเสาเข็มเจาะ

ขณะนี้เรามีกลยุทธ์คือ แต่เดิมที่เราทำเสาเข็ม สมมติว่าเรามีอาคารหนึ่ง เขาจ้างเราทำเสาเข็มและก็เลิกไปเลย แต่เดี๋ยวนี้เราก็เริ่มคุยว่า ทำไมไม่ให้เราทำฐานรากด้วย ฐานรากก็มีรายได้อีกตัวหนึ่งซึ่งตอนนี้เราก็มีรายได้ตัวนี้มาพอสมควร บางอันเราไปทำเสาเข็มสะพานให้กับเขา ในอดีตเราก็ทำเสาเข็มให้เขา เดี๋ยวนี้เราก็คุยว่าเอาตอม่อมาให้เราทำด้วย เราก็ทำอยู่หลายงาน อันนี้เป็นธุรกิจที่มัน Win-Win คือเราก็มีรายได้เพิ่มขึ้น มีกำไรมากขึ้น แต่คนที่ข้างเราเขาก็ได้เวลาที่เร็วขึ้น ได้ต้นทุนที่ต่ำลงด้วย เราจึงคิดว่าต้องขยายฐานรายได้ไปในลักษณะนี้

ปฏิพร – สำหรับ Diaphragm Wall เป็นเทคโนโลยีชั้นสูงที่เกี่ยวกับ เสาเข็ม ฐานราก ซึ่งเทคโนโลยีนี้มีผู้ประกอบการน้อยมากที่ทำอยู่
สมบัติ – เมื่อสักครู่เล่าเรื่องเสาเข็มเจาะไปพอสมควรซึ่เงป็นโครงสร้างรายได้หลัก แต่ก็มีโครงสร้างรายได้รองอีกตัวหนึ่งที่ยังงงว่า Diaphragm Wall หรือ D-Wall นี้ มันคืออะไร
ณรงค์ – อันนี้อาจจะต้องอธิบายและต้องนึกภาพตามที่ผมอธิบายไปว่า มันมีบางโครงสร้างที่ต้องมีห้องใต้ดินแต่เดิมเขาทำห้องใต้ดินไม่ลึกนัก อาจจะมี 1-2 ชั้น 1 ชั้นก็ขุดดินลงไปประมาณ 3 เมตร 2 ชั้นก็ 6 เมตร คือใต้ดินของพวกอาคาร เวลาเขาก่อสร้างเขาก็เอากำแพงกันดินชั่วคราว คือเขาเอาแผ่นเหล็กมาตอกเพื่อกันดินไหลเข้ามาระหว่างที่ขุด ใช้ค้ำยัง กำแพงอย่างนี้มันก็รับได้ ไม่โก่งตัว แต่ทำได้ไม่ลึก แต่ในเมืองที่มีอาคารแออัดเข้าไปเรื่อย ๆ ที่ดินก็แพง ก็พยายามจัดสรรให้เต็มที่คือขุดลงไปไปลึก เพราะตามกฎหมายก็คือลึกลงไปเท่าไรก็ได้ เพราะเป็นที่ดินของเขา

ตอนนี้พอมันลึกเกิน 6 เมตร ถ้าเป็นแผ่นเหล็กแบบเก่าเอาไปทำ หรือไปขุดลึก ๆ มันจะโก่งตัว ดินเคลื่อนตัว บ้านอาคารข้างเคียงก็เสียหาย เกิดการฟ้องร้องกัน เขาจึงมีการคิดเทคนิคนี้ขึ้น ในต่างประเทศคิดก่อน เขาอากำแพง Diaphragm Wall ซึ่งเป็นกำแพงคอนกรีต แต่วิธีการมันจะคล้ายเข็มเจาะ คือ เจาะดินลงไปก่อน เจาะเสร็จแล้วก็จะสร้างกำแพงมาก่อน สร้างกำแพงเสร็จแล้วจะหนา 80 ซม. หรือ 1 ม.ก็ได้ และเราก็ขุดดินข้างในออก กำแพงตัวนี้มันแข็งแรง ข้างเคียงก็ไม่เกิดปัญหา ถ้าเพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจน เชื่อว่าคนกรุงเทพส่วนใหญ่ลงไปใช้รถไฟฟ้าใต้ดินค่อนข้างเยอะ มันมีสถานีรถไฟฟ้า 18 สถานี ทุกสถานีรอบ ๆ เขาสร้างเป็นกำแพง เขาขุดลึกลงไป 20 เมตร อันนี้ก็เป็นเทคนิคพิเศษ มีคนเข้ามาในตลาดนี้ 2-3 รายเท่านั้น อีกบริษัทก็คือในเครือของ บมจ. อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเม้นต์ (ITD) และก็ผม แต่ก่อน IMF ก็มีประมาณ 4-5 ราย มีต่างประเทศเข้ามาในตลาดนี้ด้วย แต่พอมาช่วง IMF ก็ไม่ไหว กลับไปกันหมด เหลือแค่ 2 ราย

ปฏิพร – ก็คือถ้าต้องใช้ก็หนีไม่พ้น 2 รายอยู่แล้ว
ณรงค์ – ครับ รถไฟฟ้าใต้ดินเกิดขึ้นมา อาจจะมีต่างประเทศเข้ามาแต่ผมก็ไม่ได้กลัว เพราะเราอยู่ที่นี่ เทคโนโลยีก็ไม่แพ้เขา เครื่องมือเราก็ทันสมัยเหมือนเขา ต้นทุนเราก็น่าจะถูกกว่า การแก้ปัญหาเราก็น่าจะแก้ปัญหาได้ดีกว่า

สมบัติ - Diaphragm Wall มันยากตรงไหนครับ เห็นมีอยู่ 2 เจ้าเอง
ณรงค์ – เครื่องมือแพง คือประเด็นที่ 1 อีกเรื่องคือ เทคโนโลยีอาจจะไม่ได้ลึกซึ้งอะไรมากมายแต่ความชำนาญที่จะทำออกมาแล้วมันมั่นคงแข็งแรงตามที่ว่าไหม คนก็ซื้อความมั่นใจด้วย

สมบัติ – ถ้าวันดีคืนดีทรุดหรือทำเพื่อนบ้านมาฟ้องด้วย
ณรงค์ – สินค้ามันเหมือนกันแต่บางทีเขาก็ต้องเลือกในสิ่งที่เขามั่นใจ ขณะนี้เราก็ค่อนข้างมั่นใจว่า พวกเมกะโปรเจ็กต์ออกมา เราก็น่าจะมีโอกาสเข้าไปในส่วนนี้ด้วย

ปฏิพร – คงจะสอดคล้องกับกฎหมายสิ่งแวดล้อมใหม่ที่บอกว่าต้องมีที่จอดรถเยอะ ต้องทำลึกลงไปอีก ลึกได้เต็มที่เท่าไรคะ
ณรงค์ – ที่ทำให้ลูกค้าประมาณ 20 กว่าเมตร ห้องใต้ดินประมาณ 6 ชั้น อย่างโรงแรมแกรนด์ ไชน่า ตรงเยาวราช ผมทำตั้งแต่ปี 2526 แต่ตอนนั้นเทคโนโลยีเพิ่มเข้ามา ก็ร่วมมือกับต่างชาติด้วย มาทำจนเทคโนโลยีมัน Firm หมด และเราคิดว่าเราทำงานของเราเองได้ หลัง ๆ เขาคิดว่าเขามีรายได้พอและเขาก็กลับไป เราก็ทำธุรกิจนี้ต่อมา

ปฏิพร – 6 ชั้น ไม่เคยเห็นเลย
ณรงค์ – เดี๋ยวนี้อาคาร 6 ชั้นมีเยอะนะครับ ตรงปลายถนนสีลม ตึกใหญ่ ๆ ตรงนั้นก็มี 6 ชั้น

ปฏิพร – ยิ่งมีแนวโน้มลึกลงไปเรื่อย ๆ ก็รับรองว่าคงต้องใช้เทคโนโลยีนี้เพิ่มขึ้น แม้ว่าในประเทศเติบโตอย่างนี้ และแนวโน้มยังสดใส แต่ SEAFCO ก็มองอนาคต ไปรุกธุรกิจต่างประเทศด้วย มองเรื่องนี้อย่างไรคะ
ณรงค์ – เราโตขึ้นมาเรื่อย ๆ อยู่ในตลาดเรารู้ว่าเรามีภาระหน้าที่ที่ต้องทำให้บริษัทให้โตไปเรื่อย ๆ ตอนนี้ตลาดบ้านเรามันก็มีการโตในระดับหนึ่ง เราก็ต้องมองตลาดในระยะยาวด้วย เราก็มีการมองว่าทางตะวันออกกลางที่ดูไบ ธุรกิจเสาเข็ม งานก่อสร้าง มากกว่าเราหลายร้อยเท่า เราก็ส่งทีมงานไปดู เขามีธุรกิจทำเสาเข็มแบบเราประมาณ 40 เจ้า แต่ว่าเขาก็ยังทำไม่ค่อยทันเพราะมีงานเยอะ เป็นบริษัท International ทั้งนั้นแต่ก็มี Local ของเขาบ้าง

ที่โน่นเขาก่อสร้างทีละบล็อก คือวางผังเมืองทีละบล็อก บล็อกหนึ่ง ๆ ประมาณ 50 ตึก ขึ้นพร้อม ๆ กันเลย บังเอิญว่าเรามีพันธมิตร และเราไปเซ็น MOU กับพันธมิตรที่นั่น ซึ่งผู้บริหารของเขาเป็นชาวปากีสถาน มาเรียนหนังสือที่เมืองไทย เขาจบแล้วมาทำงานกับผมประมาณ3-4 ปี และเขากลับไปหางานทำที่นั่น และเอาเทคโนโลยีที่ทำกับเมืองไทยไปทำกับบริษัทที่ว่า เขาก็เก่ง เราก็คุยกับเขา เขาก็ยินดีที่จะรับเราไปเป็นพันธมิตร จะทำเป็น Project by Project ที่เราเซ็นต์แบบนี้เพราะเรายังไม่อยากลงทุนเงินเพื่อไปสร้างสำนักงานไปลงทุน Permanent ในเบื้องต้น เราจะดูตลาดก่อน ถ้าดีก็ค่อยว่ากัน ไม่ดีก็ถอย แต่คิดว่าดีแน่นอน เพียงแต่ว่าในช่วงนี้เราบังไม่ได้ไปเพราะที่นี่เรายังตึงมือ แต่การไปหาตลาดล่วงหน้าไว้มันเป็นสิ่งที่ดี วันไหนที่ตลาดที่นี่มันย่อลงมาบ้าง เราก็ยังมีที่ไป ต้องขนเครื่องมือไปบางส่วน อาจจะต้องไปซื้อหรือเช่าเพิ่มด้วย เพราะที่นี่เรายังเต็มอยู่ เราคงไม่ได้เอาจากที่นี่ไปหมด ต้องไปดูในรายละเอียดอีกที

ปฏิพร - ประมาณการณ์ไหมคะว่า จะไปจริง ๆ ในช่วงไหน
ณรงค์ – ปีนี้ไม่เห็น ยังไม่แน่ใจ ต้องดูว่าภาวะตลาดเราเป็นอย่างไร ถ้าเมกะโปรเจ็กต์ออกมาตามที่พรรคการเมือง 2 พรรค ได้หาเสียงไว้ เราก็อาจจะยังไม่ไป เพราะเราจะต้อง Enjoy กับตรงนี้อยู่ ขณะเดียวกันเราก็ยังไม่รู้ว่าถ้าออกมาพร้อมกัน Capacity ของเราพอไหม บังเอิญโชคดีว่า MOU ที่เซ็นต์กับเขา เราไม่ได้จำกัดว่าเราต้องไปที่โน่นได้อย่างเดียว เขาก็มาที่นี่ได้ เราก็ต้องดูว่าภาวะตลาดของเรา ในตลาดที่ควบคุมได้อยู่เป็นอย่างไร แต่ทำให้เรา Play ได้ใน 2 ประเทศ

ปฏิพร – ฟังดูเหมือนว่าเต็มมือ อยากเรียนถามถึงปริมาณ Backlog ในมือ ที่ว่าล้นมือสักแค่ไหน
ณรงค์ – งานที่เรารับมาเฉพาะของปีนี้สิ้นเดือนสิงหาคม เรารับมาประมาณ 1.5 พันล้านบาทแล้ว และมี Backlog ข้ามปีมาที่ 768 ล้านบาท รวมทั้งหมดประมาณ 2.280 พันล้านบาท หักส่ง 2.2 พันล้านบาท หักไปครึ่งปีแรกประมาณ 2 ไตรมาส ประมาณ 840 ล้านบาทเหลืออยู่ประมาณ 1.4 พันล้านบาท

สมบัติ – เทียบเท่ายอดขายทั้งปี
ณรงค์ – ครับ แต่คิดว่าเราตั้งเป้าไว้ที่ 1.6 พันล้านบาท แต่อาจจะต้องมีการปรับประมาณการณ์ ในไตรมาส 3/49 แค่ 2 เดือน เราส่งมอบไปแล้วประมาณ 400 ล้านบาท เราจึงคิดว่าในไตรมาส 3/49 นี้ จะส่งมอบมากกว่าไตรมาส 2/49 และ Backlog ที่ยังเหลืออยู่ อีกประมาณ 1 พันล้านบาท ที่จะต้องทำในไตรมาส 4/49 มันก็มีภาระหน้าที่ที่ต้องส่งให้ลูกค้าอีกประมาณหลายร้อยล้านบาท เราคิดว่าเราคงจะมีการปรับประมาณการขึ้น

สมบัติ – ขอเรียนถามเพิ่มว่า Backlog ที่มีอยู่ประมาณ 1.4 พันล้านบาท กับที่ไปแล้วส่วนใหญ่เป็นธุรกิจอย่างไร
ณรงค์ – เอกชนเป็นส่วนใหญ่ประมาณ 80% เป็นพวกคอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า

สมบัติ – อาณาบริเวณก็คือที่ไหน
ณรงค์ – ส่วนใหญ่จะทำย่านกลางเมือง จะทำแถวสุขุมวิท สาทร ตรงไหนที่มันมีรถไฟฟ้า รถใต้ดิน คอนโดมิเนียมจะมีขึ้นตาม ผมจึงบอกว่า บางครั้งนักวิเคราะห์ไม่ได้เจาะลึกเข้าไปในรายละเอียดตรงนี้ แต่อาคารสูงยังไปได้ และยังมีรถไฟฟ้าเพิ่มอีก 3 สาย ก็จะมีอาคารสูงตามข้าง ๆ ผมก็ต้องไปทำให้เขาอีก

สมบัติ – ถ้าเป็นบ้านจัดสรรก็อาจไม่ต้องมารบกวน SEAFCO ก็ได้
ณรงค์ – ผมว่าพอรถไฟฟ้ามันไปมันก็จะมีบ้านจัดสรรเขยิบถอยไปหน่อย เพราะข้าง ๆ จะต้องเป็นอาคารสูง

ปฏิพร – ด้วยความที่โครงสร้างรายได้ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจเอกชนมีความเสี่ยงในเรื่องการเก็บหนี้ไหมคะ
ณรงค์ – จริง ๆ แล้ว การทำเอกชน อย่างผมจะทำพร้อม ๆ กันทุกขนาดพร้อมกัน 10 กว่าราย ความเสี่ยงก็แบ่งกันไป

สมบัติ – เก็บเงินกันเร็วไหมครับ
ณรงค์ – เร็วครับ ปกติเราให้เครดิตลูกค้าประมาณ 30 วัน คือทำ 30 วันแล้วคิดเงิน เขาเรียกว่า Monthly Payment

ปฏิพร – อีกประเด็นหนึ่งสำหรับนักลงทุน มี Comment มาบอกว่าหุ้นไม่ค่อยมีสภาพคล่อง ผู้บริหารจะรับมืออย่างไรกับเรื่องนี้
ณรงค์ – ในอดีตก็อาจจะเป็นอยู่บ้าง แต่ถ้าหากย้อนกลับไปประมาณ 1 เดือน ตอนนี้ผมว่าสภาพคล่องดีขึ้น ที่ติดตามกันก็มีการซื้อขายวันหนึ่งหลายล้านหุ้น เข้าใจว่า นักลงทุนคงติดตามอยู่ สภาพคล่องเดี๋ยวนี้มันกลับมาอยู่ในระดับที่น่าพอใจ

สมบัติ – แต่ไม่มีแผนพิเศษอย่างอื่น เช่นเพิ่มทุน หรือกระจายหุ้น
ณรงค์ – ขณะนี้เราคิดว่าเรายังไม่มีความจำเป็น ถ้าเราไปเพิ่มทุนขณะนี้โดยยังไม่จำเป็น ก็จะเกิด Dilution Effect เปล่า ๆ อันนี้ผมขอขยายความนิดหนึ่ง เพราะเราถูกถามบ่อย ๆ ว่า เรารับงานเพิ่มขึ้น แต่ทำไมไม่ต้องเพิ่มทุน เพราะจริง ๆ โดยธุรกิจของมัน แต่ละโครงการมันเป็น Self-Finance คือช่วงมันสั้น เพราะตามที่เรียนว่า เราทำ 1 เดือน เราก็ส่ง Invoice อีก 1 เดือนเราเก็บ คือ 60 วัน แต่เราได้เครดิตในสินค้าที่เราซื้อมา 90 วัน มันเร็วกว่า

สมบัติ – พวกสร้างบ้านก็ปาไปปีกว่าเลย กว่าจะได้เงินก้อนใหญ่จากลูกค้า
ณรงค์ – มันจะหมุนไปอย่างนี้อยู่ครับ เราก็เห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นที่ต้องเพิ่มทุนในระยะนี้

ปฏิพร – เรามีตัวเลขทางการเงินหลายอย่างที่น่าสนใจ นอกเหนือจากเรื่อง Gross Profit Margin ที่สูงแล้วในกลุ่ม ก็ยังมีเรื่องการจ่ายปันผลที่ให้ในระดับที่น่าสนใจ คงต้องถามถึงนโยบายการจ่ายเงินปันผล
ณรงค์ – นโยบายการจ่ายเงินปันผลของเราคือจ่ายไม่เกิน 50% ของกำไรสุทธิ อย่างในปีนี้เราก็มีกรณีพิเศษอีกนิดหนึ่งคือ คณะกรรมการมีมติในการประชุมในไตรมาสแรกว่าให้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล และปีนี้เราก็จ่ายไปแล้ว เมื่อวันที่ 8 กันยายน เราจ่ายไปหุ้นละ 0.12 บาท

สมบัติ – แต่วิธีการใช้ถ้อยคำหรือพันธะสัญญาเงินปันผลอาจจะแปลกกว่าที่อื่น เพราะปกติส่วนใหญ่ 400 กว่าบริษัทจะใช้คำว่าไม่ต่ำกว่า
ณรงค์ – เราก็ต้องดูในฐานะที่เราเป็นผู้บริหารนะครับ ผมคิดว่าเราต้องเหลือเงินไว้ขยายธุรกิจของเราด้วย แต่ถ้าเราไปบอกว่าไม่ต่ำกว่า แล้วบางช่วงมันไม่ได้ขึ้นมาจะยุ่ง แต่เรามีพันธกิจว่าเราจ่ายไม่เกินก็จริง แต่ในภาวะปกติที่เราจ่ายได้ เราก็จ่ายแน่นอน เพราะว่าผู้บริหารในทุกวันนี้ก็ยังเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ เราบริหารไปเราก็อยากได้เงินปันผลของเราเหมือนกัน ตรงไหนเราให้ได้เต็มที่เราก็จะให้ไป

ปฏิพร – มี Consensus ทำประมาณการณ์ไว้ถึง 5.57% ก็ถือว่าสูงมาก ในอนาคตก็น่าจะเป็นไปได้


//www.moneychannel.co.th/Menu6/ClipCornerStockinFocus/tabid/110/newsid580/5767/Default.aspx


โดย: Trillionaire IP: 222.123.101.1 วันที่: 20 ตุลาคม 2549 เวลา:19:33:33 น.  

 
ซีฟโก้ปรับเพิ่มปีนี้ รายได้1.9พันล้านปีหน้าโตต่อ15%

ซีฟโก้ปรับเป้ารายได้เพิ่มเป็น 1.9 พันล้านบาท จากเดิม 1.7 พันล้านบาท หลังพบไตรมาส 3 ส่งมอบงานกว่า 600 ล้านบาท สูงกว่า 2 ไตรมาสก่อนที่รับมอบงาน 400 ล้านบาทต่อไตรมาส พร้อมปั้นรายได้ปีหน้าโตต่อเนื่อง 15%
นายณรงค์ ทัศนนิพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีฟโก้ (SEAFCO) ซึ่งดำเนินธุรกิจเจาะเสาเข็มก่อสร้าง เปิดเผยว่า บริษัทปรับเป้าหมายรายได้ปีนี้เป็น 1,900 ล้านบาท จากเดิมที่เคยประมาณการไว้ที่ 1,750 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และในไตรมาสที่ 3 บริษัทรับมอบงานมูลค่ากว่า 600 ล้านบาท สูงกว่าการรับมอบงานในไตรมาสที่ 1 และ 2 ที่ผ่านมาที่รับมอบงานประมาณ 400 ล้านบาทต่อไตรมาส

เขากล่าวเพิ่มว่า อัตรากำไรสุทธิในปีนี้จะสูงกว่าปีที่แล้วที่อยู่ที่ระดับ 7.88% เนื่องจากปีนี้บริษัทรับงานเพิ่มมากขึ้นทำให้ยอดขายโต ประกอบกับบริษัทมีคุณภาพจัดการต้นทุนเพิ่มขึ้น มีต้นทุนการผลิตลดลงอยู่ที่ 5% จากปีที่แล้ว 7%

โดยสาเหตุที่บริษัทมีการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง เพราะบริษัทมีวงจรในการทำธุรกิจสั้น เพียง 2-3 เดือนเท่านั้น ทำให้บริษัทสามารถปรับตัวรับกับปัจจัยลบทางเศรษฐกิจได้โดยง่าย ประกอบกับงานวางเสาเข็มและวางฐานราก เป็นการก่อสร้างพื้นฐานที่ทุกโครงการต้องมี โดยที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นปีมีงานเข้ามาประมาณ 54 โครงการ

เขากล่าวอีกว่า ในปีหน้า บริษัทกำหนดเป้าหมายรายได้มีการขยายตัว 15% จากรายได้รวมในปีนี้ หรือมีรายได้ประมาณ 2,250 ล้านบาท โดยในสิ้นปีบริษัทน่าจะมีงานในมือที่ยกยอดไปรับรู้รายได้ในปีหน้าประมาณ 900 ล้านบาท ทั้งนี้รายได้ในปีหน้าจะมาจากงานขุดเจาะเสาเข็มและกำแพงดินประมาณ 70% และที่เหลือจะเป็นรายได้จากงานปรับปรุงคุณภาพดินและงานก่อสร้างฐานรากประมาณ 30% เช่นเดิม

“เดิมเคยคาดการณ์ว่าจะมีรายได้รวมปีนี้ 1.65 พันล้านบาท และเราก็ปรับเพิ่มเป็น 1.7 พันล้านบาท แต่พอเห็นผลประกอบการในไตรมาสที่ 3 แล้ว เราได้ปรับเป้าทั้งปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 1.9 พันล้านบาท ต้องบอกว่าปีนี้เป็นปีที่เราพอใจกับผลประกอบการมาก ส่วนปีหน้าคาดว่ารายได้จะโต 15% ซึ่งอาจโตไม่มากเมื่อเทียบกับการเติบโตของรายได้ปีนี้เทียบปีที่แล้ว เป็นเพราะฐานรายได้เราใหญ่ขึ้น"

สำหรับการเตรียมความพร้อมเพื่อรับงานจำนวนมากขึ้น บริษัทได้ซื้อเครื่องจักรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเงินที่นำไปซื้อเครื่องจักรจะมาจากกำไรจากการดำเนินงานของบริษัท ซึ่งเพียงพอต่อการซื้อเครื่องจักรโดยไม่ต้องกู้ยืมจากสถาบันการเงิน อย่างไรก็ตามหากมีความจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อการลงทุน บริษัทก็กู้จากสถาบันการเงินได้ โดยขณะนี้สัดส่วนหนี้สินต่อทุนอยู่ที่ 1.1 เท่า ซึ่งถือว่ายังไม่สูงนัก

ส่วนการเคลื่อนไหวราคาหุ้นวานนี้ (20 ต.ค.) ปิดตลาดที่ 4.80 บาท บวก 0.10 บาท หรือ 2.13%


//www.bangkokbiznews.com/2006/10/21/news_21884339.php?news_id=21884339


โดย: Trillionaire IP: 124.157.177.250 วันที่: 22 ตุลาคม 2549 เวลา:9:29:37 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
Trillionaire
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





Friends' blogs
[Add Trillionaire's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.