Image Hosted by CompGamer Image Host
Group Blog
 
All blogs
 

เช็คทั้งสภาพอากาศ และ ฤดูกาลของ...ญี่ปุ่น

เช็คทั้งสภาพอากาศ และ ฤดูกาลของ...ญี่ปุ่น
เช็คทั้งสภาพอากาศ แผ่นดินไหว หรือจะเป็นสึนามิ
เตรียมตัวให้พร้อมก่อนออกเดินทาง คลิ๊กเลย
//www.jma.go.jp/en/week/




ฤดูของญี่ปุ่น







ภูมิอากาศ - ฤดูกาล
ฤดูกาลในญี่ปุ่นมี 4 ฤดู คือเริ่มจาก ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว ซึ่งแต่ ละฤดูก็มีความสวยงาม ความน่ารักอันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละฤดู ไม่ว่าท่าน จะได้ ไปเยือนญี่ปุ่นในช่วงใดก็ตาม ญี่ปุ่นจะสร้างความประทับใจให้ท่านเสมอ


ฤดูใบไม้ผลิ
เริ่มต้นในเดือนมีนาคมเรื่อยไปจนถึงเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงเวลาแห่งความสดชื่น เนื่องมาจากการเบิกบานของดอกไม้เริ่มผลิแย้ม ใบไม้สีเขียวขจีแตกยอดชูไสว ลมเอื่อย ๆ เริ่มพัดพาเอากลิ่นไอ แห่ง ธรรมชาติ สีสรรแห่งชีวิตเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง เป็นฤดูที่น่าเที่ยวมากที่สุด โดยเฉพาะ ช่วง เดือนเมษายน อันเป็นเดือนที่ดอกซากุระบานสะพรั่งทุกแห่งหน จะถูกปกคลุมไปด้วย สีชมพู และขาว ชาวญี่ปุ่นจะพากันเอาเสื่อมาปูใต้ต้นซากุระ และจิบสาเก พลางชื่นชม ความงาม ของซากุระ เป็นภาพที่ติดตรึง อยู่ในความทรงจำและประทับใจตลอดไป แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ซากุระนี้จะบานอยู่เพียง 1-2 อุณหภูมิ 12-16 ซ.

a href="//www.bloggang.com/data/t/treerose/picture/1254313342.jpg" target=_blank>

ฤดูร้อน
เริ่มตั้งแต่มิ.ย.-ส.ค. ฤดูร้อนในญี่ปุ่นเริ่มในเดือนมิถุนายน ซึ่งก่อนหน้านี้จะฝนตกอยู่ประมาณ 5 อาทิตย์ ทำให้ ซากุระร่วงหมด แต่จะกลายเป็นการเริ่มต้นแห่งฤดูปลูกข้าวของชาวนา อากาศ จะเริ่มอบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ ฤดูนี้จะเป็นฤดูแห่งความสนุกสนาน เพราะเป็นช่วง ที่มีเทศกาลประจำปี ต่างๆ มากมายรวมทั้งการเฉลิมฉลองต่างๆ เป็นช่วงแห่งการท่องเที่ยว และตาก อากาศตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ จนเต็มไปด้วยผู้คนทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะตามสถานที่ตากอากาศแถบชาย ทะเล ซึ่งคนนิยมไปทะเลในเดือน กรกฎาคม และสิงหาคม จึงเป็นฤดูที่มีอากาศดี ท้องฟ้าสีคราม สดใส จึงทำให้มีคนนิยมไป เที่ยว ทะเล กันจำนวนมาก ผลไม้ ในฤดูนี้จะมีผลไม้ มากมายให้ ลองลิ้ม ชิมรส นับเป็นฤดูที่ น่าท่องเที่ยว มากไม่แพ้ฤดูใบไม้ผลิ.

ฤดูใบไม้ร่วง
เริ่มตั้งแต่ เดือนก.ย.-พ.ย. ดูใบไม้ร่วงในญี่ปุ่นจะเริ่มในราวเดือนกันยายนจนถึงเดือนพฤศจิกายน เป็นช่วงที่มีอากาศดี เพราะหลังจากฤดูร้อนผ่านพ้นไป ลมเย็น ๆ ก็พัดมาแทนที่ พฤกษา นานาพันธุ์ เริ่มผลัดสีจากเขียวเป็นแดง ส้ม เหลือง แล้วก็พากันร่วงหล่นลงดิน เหลือแต่กิ่งก้านโบกไหวไปตามลมรอวันที่ลมหนาวพัดมาเยือนอย่างท้าทาย ในฤดูนี้นับว่าเป็นฤดูที่มีสีสันมาก ที่สุด คนจึงนิยมไปตามภูเขาในป่า สวนสาธารณะจะเต็มไปด้วยสีแดง ส้ม เหลือง และบรรดา พฤกษาผลัดสีมีมากมายหลายพันธุ์ที่พอสลัด ใบร่วงหล่น หมดก็จะ แตกช่อ ออกดอก นับเป็นช่วง ฤดูกาลที่สวยสดงดงามชวนอภิรมย์ยิ่งนัก และโดยเฉพาะ สำหรับ ชาวญี่ปุ่นมันเป็น ช่วงเวลาของการเล่นกีฬา ดนตรี และพักผ่อน อุณหภูมิประมาณ 14-18 ซ.



ฤดูหนาว
เริ่มตั้งแต่ ธ.ค.-ก.พ. ฤดูหนาวของญี่ปุ่นเริ่มต้นในราวเดือนธันวาคมไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ เป็นช่วงฤดูกาลที่หนาวเย็น ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะ ในทาง ภาคเหนือ น้ำในแม่น้ำลำคลอง และทะเลสาป บางแห่งจะกลายเป็นน้ำแข็ง บรรดา เด็กและ ผู้ใหญ่ ต่างพากันออกมาเล่นสเก็ตน้ำแข็งกันเป็นที่สนุกสนาน ส่วนบนภูเขาก็จะมีการเล่นสกีกันในเมืองซัปโปโร ที่เกาะฮอกไกโด จะมีงาน "เทศกาลหิมะ" เฉลิมฉลองกัน อย่างเต็มที่ เป็นงานเทศกาลใหญ่ระดับโลกก็ว่าได้ มีการประกวดการปั้นหิมะ เป็นรูป สถาปัตยกรรม สิ่งก่อสร้างในประเทศต่างๆ
นอกจากนี้เป็น ช่วงฤดูหนาวแห่ง ความสุข ของครอบครัวอย่างแท้จริง ชาวญี่ปุ่นทุกคนในครอบครัว มักจะมานั่งผิงไฟ รวมกันพูดคุย หยอกล้อเป็นความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่มีค่ามาก เด็ก ๆ ทุกคน ต่างพากัน รอนับวันสำคัญ ที่พวกเขาถือว่า เป็นวันที่ดีที่สุดในรอบปีนั่นคือ วันคริสต์มาส และวันปีใหม่ ทุกแห่งหนจะ มีการประดับประดาด้วยไฟหลากสีสวยงาม น่าประทับใจยิ่งนัก นอกจากนี้ในช่วงฤดูหนาวคน ญี่ปุ่น นิยมไปเที่ยวแช่น้ำร้อนที่เรียกว่า Onsen กันมากในช่วงฤดูหนาวอุณหภูมิเฉลี่ย ประมาณ 1-8 องศา











 

Create Date : 04 สิงหาคม 2553    
Last Update : 4 สิงหาคม 2553 17:05:01 น.
Counter : 4058 Pageviews.  

Japan Rail Pass (JR Pass)


//www.japanrailpass.net/
1. ค่าเสียหาย
ขอหยิบเรื่องราคามาบอกเล่ากันก่อน เพื่อจะได้มีตัวเลขอยู่ในใจก่อน เวลาอ่านสิทธิต่าง ๆ ที่จะได้รับจาก JR Pass จะได้คำนวนถูกว่าจะคุ้มค่าไหม
Ordinary Car (Tourist Class)
จำนวนวัน ผู้ใหญ่ เด็ก
7 วัน 28,300 เยน 14,150 เยน
14 วัน 45,100 เยน 22,550 เยน
21 วัน 57,700 เยน 28,850 เยน

Green Car (First Class)
จำนวนวัน ผู้ใหญ่ เด็ก
7 วัน 37,800 เยน 18,900 เยน
14 วัน 61,200 เยน 30,600 เยน
21 วัน 79,600 เยน 39,800 เยน

2.ซื้อไปแล้วใช้อะไรได้บ้าง

2.1 ตั๋วรถไฟซื้อแล้วก็ต้องเอาไว้ขึ้นรถไฟอ่ะซิ แต่จะขึ้นขบวนไหนได้บ้าง ตั๋ว JR Pass เป็นตั๋วที่ร่วมกันระหว่างบริษัท Japan Rail ทั้ง 6 บริษัท ได้แก่

JR KYUSHU //www.jrkyushu.co.jp/
JR SHIKOKU //www.jr-shikoku.co.jp/
JR WEST //www.westjr.co.jp/english/global.html
JR CENTRAL //english.jr-central.co.jp/
JR EAST //www.jreast.co.jp/
JR HOKKAIDO //www.jrhokkaido.co.jp/

เรียกรวม ๆ กันว่า JR Group ให้บริการครอบคลุมตั้งแต่เกาะฮอกไกโด จนถึงเกาะคิวชู ตั๋ว Japan Rail Pass สามารถใช้กับรถไฟที่ให้บริการโดยทั้ง 6 บริษัท ไม่ว่าจะเป็นรถไฟชิงกันเซน รถไฟระหว่างเมือง หรือรถไฟที่วิ่งภายในเมือง (ยกเว้นเฉพาะรถไฟขบวน NOZOMI) ในญี่ปุ่นนอกจาก JR Group แล้วก็ยังมีบริษัทที่ให้บริการรถไฟอีกหลายเจ้า ฉะนั้นเวลาจะใช้ตั๋ว JR Pass ต้องดูให้ดีก่อนว่าขบวนนั้นเป็นของในกลุ่ม JR Group หรือเปล่า จะบนดินใต้ดินก็แล้วแต่ขอให้เป็น JR เป็นใช้ได้

2.2 ตั๋วรถไฟก็ขึ้นรถเมล์ได้
JR Group นั้นนอกจากให้บริการรถไฟแล้ว ก็ยังมีรถเมล์บริการด้วย ตั๋ว JR pass สามารถใช้ขึ้นรถเมล์ที่วิ่งภายในเมืองต่าง ๆ ได้ และสามารถใช้กับรถบัสที่วิ่งระหว่างเมืองในบางเส้นทางได้ด้วย แต่โอกาสใช้คงไม่มากเพราะถ้าวิ่งระหว่างเมืองใช้รถไฟน่าจะสะดวกกว่า
ก่อนขึ้นก็อย่าลืมเช็คอีกทีว่าเป็นรถของ JR Group หรือเปล่า



2.3 เรือก็ไปได้
เรียกว่าครอบคลุมเรื่องระบบขนส่งสาธารณะจริง ๆ แต่ JR Pass สามารถใช้ได้เฉพาะ JR Miyajima Ferry เท่านั้น เพราะเส้นทางอื่นจะเป็น Ferry ที่วิ่งข้ามไปมาระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลี



3.จะหาซื้อ JR Pass ได้จากที่ไหน
JR Pass ไม่มีขายในประเทศญี่ปุ่น เพราะจำกัดให้สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะ คนที่มีนิวาสถานอยู่ในประเทศญี่ปุ่นหมดสิทธิ์ที่จะใช้ เวลาจะซื้อจึงหาซื้อได้ในต่างประเทศเท่านั้น ในประเทศไทยก็มีตัวแทนจำหน่ายอยู่หลายแห่งลองค้นหาดูเองล่ะกัน ข้อสำคัญคนที่จะซื้อได้นั่นต้องมีวีซ่าประเภทท่องเที่ยวเท่านั้น ถ้าขอวีซ่าประเภทพำนักในญี่ปุ่นชั่วคราว หรือวีซ่านักเรียนไม่สามารถใช้ได้

4.ซื้อไปแล้วใช้ได้เลยหรือเปล่า
ยังไม่ได้เพราะที่เราถืออยู่ยังไม่เรียกว่าตั๋วแต่ยังเป็น Exchange Order เท่านั้น ต้องเอาตัว Exchange Order ไปแลกเป็นตั๋วก่อนที่สถานีแรกที่จะไปใช้บริการ โดยการนับอายุตั๋วก็จะเริ่มตั้งแต่วันนี้เลย ฉะนั้นถ้าวันที่ไปถึงยังไม่ใช้ตั๋ว ไม่ต้องใจร้อนไปแลกตั๋วมาก่อนเพราะจะเสียสิทธิ์ไปหนึ่งวันฟรี ๆ


5.ระวังหมดอายุ
ตั๋ว JR Pass นับอายุทุกวันตั้งแต่วันแรกที่เราไปแลกตั๋วมาจากสถานี ไม่ใช่นับเฉพาะวันที่ได้ขึ้นรถไฟ วันไหนไม่ได้ขึ้นก็นับด้วย สมมุติว่าเราซื้อตั๋วอายุ 7 วัน แล้วได้ไปแลกตั๋วมาในวันที่ 1 มิถุนายน ตั๋วก็จะใช้ได้จนถึงเที่ยงคืนของวันที่ 7 มิถุนายน อย่าเผลอไปใช้หลังจากนั้นล่ะ เดี๋ยวหน้าแตกเปล่า ๆ

6.ต้องจองที่นั่งหรือเปล่า
ไม่มีความจำเป็นต้องจองที่นั่งในการเดินทางในเมืองเพราะจองไม่ได้ อิ อิ
แต่ถ้าจะใช้บริการรถไฟชิงกันเซนที่วิ่งระหว่างเมืองก็ควรเป็นอย่างยิ่งที่จะจองที่นั่งไว้ล่วงหน้า ถ้าเรารู้แน่ชัดแล้วว่าจะเดินทางวันไหนเวลาไหน โดยเฉพาะถ้าเดินทางในช่วงเทศกาลหรือวันหยุดยาวของญี่ปุ่น โดยสามารถไปจองที่นั่งได้ที่ Ticket Office หรือ Reservation Office (Midori-no-madoguchi) ภายในบริเวณสถานีรถไฟ JR


แล้วถ้าไม่ได้ทำการจองล่วงหน้าก็ไม่เป็นไร เพราะรถไฟชิงกันเซนจะมีตู้ที่เป็น Free Seat คือไม่ระบุที่นั่งไปถึงก็เลือกหาที่นั่งเอาได้ตามสะดวก ถ้าไม่เต็มไปซะก่อน

7.ซื้อมาใช้แล้วจะคุ้มไหมเนี่ย
คงฟันธงไม่ได้ว่าจะคุ้มไหม ก็แล้วแต่ว่าเราวางแผนการเดินทางไว้ยังไง ถ้าตอบแบบใช้ความคิดนิดนึงก็ต้องลองบวกลบคูณหารดู เช่น เราซื้อตั๋วสำหรับ 7 วันที่ราคา 28,300 JPY หารเฉลี่ยต่อวันก็ตกวันละประมาณ 4,000 JPY ถ้าเราเที่ยวอยู่แค่มุมใดมุมหนึ่งของญี่ปุ่นก็คงจะไม่คุ้ม เพราะค่าใช้จ่ายรถไฟที่เดินทางในเมืองหรือระหว่างเมืองใกล้ ๆ วันละ 1,000-1,500 เยนก็หรูแล้ว

หรือถ้าเราเที่ยวอยู่แถบโตเกียวกับโอซาก้า 7 วัน ค่าตั๋วรถไฟชิงกันเซนจากโตเกียวไปโอซาก้าอยู่ที่คนละ 13,950 เยน หักออกจากราคาตั๋ว JR Pass สำหรับ 7 วัน ก็จะเหลือ 14,350 เยน หารเฉลี่ยต่อวันจะเหลือวันละ 2,050 เยน ก็ยังไม่ถือว่าคุ้มซะทีเดียว แต่ถ้าเราต้องนั่งรถไฟชิงกันเซนกลับไปที่โตเกียวอีกรอบ อันนี้ฟันธงเลยว่าคุ้มแน่นอน





ตรวจสอบเวลา ค่าโดยสาร ทั้งรถไฟในเมืองและวิ่งข้ามเมืองได้ง่าย ๆ
เพียงแค่ใส่ต้นทางและจุดหมายปลายทางพร้อมระบุวันเวลาที่ต้องการ

//www.hyperdia.com/










 

Create Date : 04 สิงหาคม 2553    
Last Update : 4 สิงหาคม 2553 18:03:17 น.
Counter : 1944 Pageviews.  

ทางสถานฑูตญี่ปุ่นจะเริ่มเปิดให้ยื่นวีซ่าเดี่ยวที่ศูนย์ JVAC แล้ว

ทางสถานฑูตญี่ปุ่นจะเริ่มเปิดให้ยื่นวีซ่าเดี่ยวที่ศูนย์ JVAC แล้ว

วันและเวลาทำการ เริ่มตั้งแต่วันพุธที่ 4 สิงหาคม 2553
การยื่นรับคำร้อง วันจันทร์ - วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08:30 ถึง 17:30 (ไม่มีพักกลางวัน)
การคืนหนังสือเดินทาง วันจันทร์ - วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08:30 ถึง 17:30 (ไม่มีพักกลางวัน)
วันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 08:30 ถึง 12:30
ระยะเวลาดำเนินการ อย่างน้อย 5 วันทำการนับขากวันที่รับยื่นคำร้อง (ยกเว้นวันเสาร์)

อัตราค่าบริการ 535 บาท
ค่าธรรมเนียมวีซ่า วีซ่าทั่วไป (Single) 1080 บาท วีซ่า Multiple 2160 บาท วีซ่าทรานซิท 260 บาท
จะต้องชำระค่าบริการพร้อมกับค่าธรรมเนียมในวันยื่นขอวีซ่า

ศูนย์รับยื่นวีซ่าประเทศญี่ปุ่น (กรุงเทพฯ)
ชั้น 15 ยูนิต C อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ ถ.สีลม
Tel : 02-632-1541-4


วีซ่านั้นสำคัญไฉน

วีซ่านั้นสำคัญแน่นอน เพราะเป็นใบเบิกทางที่จะทำให้เราสามารถเดินทางเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นได้ และทุกคนที่จะเดินทางเข้าญี่ปุ่นไม่ว่าโดยเหตุประการใดก็จำเป็นที่ต้องดำเนินการขอวีซ่าก่อน จะมีข้อยกเว้นให้เฉพาะสำหรับคนที่ถือหนังสือเดินทางการทูต และหนังสือเดินทางราชการเล่มสีน้ำเงินเท่านั้นที่สามารถเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นได้เลย โดยไม่ต้องทำการขอวีซ่า

หลายคนที่ไม่เคยเดินทางเข้าญี่ปุ่น หลายคนที่มีความใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งอยากจะไปเที่ยวญี่ปุ่น แต่หลายคนที่ถอดใจตั้งแต่แรกเพราะเรื่องวีซ่านี่แหละ เพราะไปเจอใครอีกหลายคนบอกอย่าไปเลยญี่ปุ่นขอวีซ่ายาก แต่หลายคนที่บอกเคยขอวีซ่าญี่ปุ่นหรือแม้แต่ได้เคยเดินย่างกรายเข้าไปในบริเวณสถานทูตหรือเปล่าก็ไม่รู้ 55555

เลยอยากจะขอเล่าเรื่องการขอวีซ่าญี่ปุ่นให้ฟังกันสักหน่อย ว่าที่ขอยากขอเย็นจริงหรือเปล่า แต่วันนี้จะขอคุยเฉพาะวีซ่าท่องเที่ยวและธุรกิจเท่านั้น เพราะถ้าเป็นเรื่องการขอวีซ่าเพื่อไปทำงาน ไปอยู่กับญาติหรือศึกษาต่อ เงื่อนไขต่าง ๆ จะไม่เหมือนกันต้องดูกันเป็นราย ๆ ไป

ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน คนไทยสามารถเดินทางเข้าญี่ปุ่นได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าด้วยซ้ำ แต่ด้วยความเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็วของประเทศญี่ปุ่นทำให้ถูกมองว่าเป็นแหล่งขุดทองที่น่าสนใจแห่งหนึ่ง ทำให้มีคนไทยรวมทั้งคนชาติอื่น ๆ หลั่งใหลเข้าไปทำมาหากินอยู่เป็นจำนวนมาก จนทำให้ไม่สามารถคัดกรองได้ว่าใครเป็นใคร ใครมาเที่ยวเดี๋ยวเดียวก็กลับ ใครมาแล้วมาลับไม่กลับอีกเลย ก็จำเป็นต้องมีกระบวนการคัดกันสักหน่อย ก็คือการต้องยื่นขอใบอนุญาตเดินทางเข้าประเทศหรือวีซ่านั่นเอง

หลักเกณฑ์การพิจารณาก็ไม่มีอะไรมาก ถ้าเราเป็นคนมีหลักมีแหล่ง มีงานการทำ มีเงินออมพอที่จะใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ไม่มีประวัติการหลบหนีเข้าเมืองหรือทำพฤติกรรมว่าจะไปผิดกฎหมายบ้านเขา การที่จะได้รับอนุมัติวีซ่าก็ไม่ใช่เรื่องยาก

หลักฐานในการขอวีซ่าก็ไม่มีอะไรมาก ไม่ต้องไปเสาะหาจากที่ไหน เป็นเอกสารส่วนตัวของเราเองนี่แหละ เตรียมให้พร้อมแล้วก็เอาไปยื่น

1.แบบฟอร์มการขอวีซ่า
แบบฟอร์ม สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่เลย //www.th.emb-japan.go.jp/img/visaform.pdf
เดี๋ยวนี้ต้องกรอกใบนี้เพิ่มด้วย //www.th.emb-japan.go.jp/en/consular/visa_qe.pdf
ต้องกรอกข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด โดยสามารถดูวิธีการกรอกคำร้องได้ที่นี่ //www.th.emb-japan.go.jp/th/consular/form.htm

2.หนังสือเดินทาง
หรือเรียกกันจนติดปากว่าพาสปอร์ตนั่นแหละ แต่ตรวจดูหน่อยว่าใกล้จะหมดอายุหรือยังเพราะพาสปอร์ตที่จะใช้เดินทางไปต่างประเทศได้นั้นต้องมีอายุการใช้งานเหลืออย่างน้อย 6 เดือน

เรื่องอายุของพาสปอร์ตนี่ก็ทำให้สับสนได้ง่ายเหมือนกัน บางคนถึงขั้นไปเข้าใจว่าต้องทำพาสปอร์ตมาแล้วอีก 6 เดือนถึงจะใช้ได้ อันนี้ถือว่าเข้าใจผิดอย่างแรง ขออธิบายให้เข้าใจแบบง่าย ๆ ล่ะกัน สมมุติถ้าต้องการเดินทางเข้าญี่ปุ่นในวันที่ 10 ตุลาคม 2553 ก็ให้นับไปอีก 6 เดือน
คือพาสปอร์ตต้องไม่หมดอายุก่อนวันที่ 10 เมษายน 2554 เท่านี้เป็นใช้ได้

3.รูปถ่าย
รูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว จำนวน 1 รูป โดยต้องเป็นรูปถ่ายหน้าตรง ฉากหลังต้องเป็นสีอ่อน ๆ ถ้าเป็นสีขาวได้ก็แจ่มเลย เพราะเดี๋ยวนี้สถานทูตอื่น ๆ บังคับให้ใช้พื้นหลังสีขาวกันหมดแล้ว ถ่ายที่เดียวจะได้เก็บไว้ใช้หลาย ๆ งาน เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเพราะเวลายื่นวีซ่ามาตกม้าตายกับเรื่องรูปถ่ายมาเยอะแล้ว ฉะนั้นตอนถ่ายรูปไม่ต้องยิ้ม ไม่ใส่แว่นดำ ไม่เอียงคอ ไม่เบี่ยงซ้ายเบี่ยงขวา ถ่ายมันหน้าตรง ๆ นี่แหละ เก็กหน้าเข้าไว้ เดี๋ยวดีเอง แล้วถ้าให้ดีควรเข้าไปถ่ายที่ร้านถ่ายรูปจะดีกว่า เพราะถ่ายเองบางทีทั้งแสง ทั้งขนาดไม่ได้ ก็ต้องเสียเวลาไปถ่ายใหม่

4.หลักฐานการทำงาน
สำหรับคนทำงานบริษัทเอกชนหรือรับราชการคงไม่ยาก แค่ไปขอจดหมายรับรองการทำงานจากฝ่ายบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่แต่ละหน่วยงานก็จะมีแบบฟอร์มอยู่แล้ว ต้องขอเป็นภาษาอังกฤษนะ ภาษาไทยใช้ไม่ได้ ส่วนเงินเดือนจะระบุหรือไม่ระบุก็ได้ เพราะเราเอาไปใช้ขอวีซ่าไม่ได้เอาไปขอเงินกู้ แต่สำหรับคนที่ทำงานอยู่ในบริษัทมหาชน ถ้ามีเงินเดือนเกิน 20,000 บาท แล้วระบุลงไปในจดหมาย จะได้รับสิทธิ์ไม่ต้องโชว์สมุดบัญชี

คนที่เป็นเจ้าของกิจการก็ไปคัดหนังสือรับรองบริษัทที่ออกจากกระทรวงพาณิชย์ แต่ต้องคัดมาไม่เกิน 2 เดือน ถ้าเกินก็ต้องไปคัดมาใหม่

ส่วนคนที่ทำอาชีพอิสระไม่ได้จดเป็นรูปบริษัท ไม่ว่าคุณจะเป็นช่างภาพอิสระ ค้าขายทั่วไป อันนี้ก็ไม่มีปัญหา พิมพ์จดหมายขึ้นมาเองเลย อธิบายว่าเราประกอบอาชีพอะไร ทำมาหากินอยู่แถวไหน มีเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้สะดวก เท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว

น้อง ๆ นักเรียนนักศึกษาที่ยังเรียนหนังสืออยู่ก็ขอหนังสือรับรองจากสถานศึกษาที่เราศึกษาอยู่แต่ก็ต้องออกเป็นภาษาอังกฤษเหมือนกันนะ ตรงนี้ยกเว้นให้ถ้าอายุต่ำกว่า 16 ไม่ต้องใช้ก็ได้

5.สมุดบัญชี
อยากขอวีซ่าแต่ไม่อยากโชว์สมุดบัญชีได้ไหม ตอบเลยว่าได้แต่จะไม่ได้ไปอ่ะซิ หุ หุ

สมุดบัญชีก็เป็นเอกสารสำคัญอีกชิ้นที่มีผลต่อการพิจารณาอนุมัติวีซ่า สถานทูตญี่ปุ่นจะรับพิจารณาเฉพาะบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์และฝากประจำเท่านั้น บัญชีกระแสรายวันกับ Bank Quarantine ไม่ต้องติดไปให้หนักมือ เพราะไม่รับพิจารณา ส่วนจะต้องมีเงินคงเหลือในบัญชีเงินฝากเท่าไหร่ถึงจะขอวีซ่าได้ ข้อนี้ถามไปกี่ทีก็ไม่เคยได้รับคำตอบจากสถานทูต เพราะในความเป็นจริงเขาจะพิจารณาการเดินบัญชีประกอบด้วย ไม่ใช่ว่าที่ผ่านมาเราเดินบัญชีอยู่หลักพันบาท จู่ ๆ กำลังจะไปยื่นวีซ่ามีเงินโผล่เข้ามาหลักแสนอันนี้ก็ดูไม่น่ารักเท่าไหร่ ฉะนั้นปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เพราะคนที่คิดจะเที่ยวก็คงต้องมีเงินออมพอเหมาะพอสมที่จะนำมาใช้จ่ายสำหรับการท่องเที่ยวอยู่แล้ว อย่าลืมไปธนาคารปรับยอดให้เป็นยอดปัจจุบันด้วย

6.ทะเบียนบ้าน
ถ้าใครบ้านอยู่ต่างจังหวัด หรือบ้านอยู่ไกลแต่ตัวอยู่คอนโดใกล้ที่ทำงาน ไม่สะดวกที่จะกลับไปเอาทะเบียนบ้านตัวจริงมา ก็สามารถใช้วิธีไปขอคัดทะเบียนบ้านจากสำนักงานเขตที่เราสะดวก ก็สามารถเอาไปใช้ได้เหมือนกัน

7.หลักฐานอื่น ๆ
อันนี้เหมารวม ๆ ล่ะกัน ใครจดทะเบียนสมรส ใครเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุล ก็ติดเอกสารพวกนี้ไปด้วย

เตรียมเอกสารครบทั้งตัวจริงและสำเนา ก็พร้อมยื่นได้เลย ไปไม่ถูก คลิ๊กที่นี่ แผนที่สถานทูตญี่ปุ่น เวลาทำการ 08.30-11.15 น.
ไปก่อนได้แต่อย่าไปหลังเดี๋ยวเสียเที่ยวเปล่า ๆ

แล้วค่าวีซ่าตอนนี้เก็บอยู่คนละ 1,000 บาท ยังไม่ต้องจ่ายตอนยื่น ค่อยไปจ่ายเอาตอนไปรับพาสปอร์ตคืน ใครไม่ผ่านไม่ต้องเสียตังค์ เสียแต่เวลา (ญี่ปุ่นใจดีใครกำลังเรียนอยู่ระดับปริญญาตรีไม่ต้องเสียค่าวีซ่า) ทำไมให้เฉพาะปริญญาตรีหว่า ประถม มัธยมก็ไม่ให้ใจร้ายจัง

ระยะเวลาในการยื่นปกติก็ใช้เวลา 2 วันทำการ แต่ถ้าเป็นช่วงวันหยุดยาว คนเดินทางท่องเที่ยวเยอะ ก็เผื่อเวลาหน่อยก็ดี





 

Create Date : 03 สิงหาคม 2553    
Last Update : 3 สิงหาคม 2553 9:59:21 น.
Counter : 489 Pageviews.  

ผลึกสวยๆของหิมะ

เรามักจะเห็นหิมะสีขาวบางเบานุ่มฟู แต่เรารู้ไหมว่าในหิมะนั้น มีรูปผลึกที่สวยงามแตกต่างกันไปมากมาย
โดยส่วนตัวชอบช๊อบ เหมือนเราต้องมองลึกๆถึงจะเห็นความงามที่ซ่อนอยู่
























 

Create Date : 01 ตุลาคม 2552    
Last Update : 3 พฤษภาคม 2553 16:21:30 น.
Counter : 340 Pageviews.  

มารู้จัก ซุซิกัน

ประวัติของซูชิ



ซูชิ (「寿司」 sushi – และมีการเขียนหลายแบบ ได้แก่ すし、鮨、鮓、寿斗、寿し、壽司?) หรือ ข้าวปั้นมีหน้า เป็นอาหารญี่ปุ่น ที่ข้าวมีส่วนผสมของน้ำส้มสายชู และกินคู่กับปลา เนื้อ หรือ ของคาวชนิดต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่น ซูชิมักจะหมายถึงอาหารที่มีส่วนประกอบของ ซูชิเมะชิ (寿司飯, ข้าวที่ผสมน้ำส้มสายชู) และมีหน้าแบบต่างๆเป็นหน้า ที่นิยมได้แก่ อาหารทะเล ผัก ไข่ เห็ด เนื้อที่นำมาใช้อาจจะเป็นเนื้อดิบ หรือ เนื้อที่ผ่านกระบวนการทำอาหารแล้ว สำหรับในประเทศอื่น





ซูชิ หมายถึง การรวมกันระหว่างปลากับข้าว ซูชิมีวิวัฒนาการมาเมื่อหลายร้อยปีมาแล้วซึ่งเกิดจากความต้องการถนอมอาหารของคนญี่ปุ่น และซูชิก็ไม่น่าจะใช่อาหารญี่ปุ่นแท้ๆด้วยเชื่อกันว่าน่าจะนำเข้าจากเมืองจีนเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 7เนื่องจากมีเอกสารโบราณเก่าแก่ของจีนกล่าวถึงอาหารประเภทที่มีหน้าตาเหมือนกับซูชินี้เอาไว้ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 2 อาหารดังกล่าวเป็นปลาเค็มที่ใช้ข้าวเป็นตัวหมักจะนำมากินก็ต่อเมื่อปลาได้ที่แล้ว และกินเฉพาะแต่ปลาเท่านั้นส่วนข้าวนั้นเอาไปทิ้ง



อย่างไรก็ดี ยังมีอีกทฤษฎีหนึ่งเชื่อว่าซูชิอาจมีต้นกำเนิดมาจากแถบถิ่นเอเชียอาคเนย์บ้านเรานี้เองด้วยเหตุว่าประเทศเมืองร้อนแถบนี้ มีอาหารที่ถนอมหรือหมักด้วยข้าวหลากชนิด ยกตัวอย่างบ้านเราก็ปลาส้มนั่นไงเขาเลยไม่มองข้ามถึงความเป็นไปได้ตรงนี้เช่นกัน เดี๋ยวนี้มีตู้เย็นแล้วก็ไม่ต้องมาหมักกันกินทั้งข้าวทั้งปลานั่นแหละ อร่อยกว่ากันเยอะเลย



ประเภทของซูชิ







นิงิริซูชิ ( Nigiri Sushi ) เป็นซูชิพบได้บ่อยในภัตตาคาร ซูชิจะมีลักษณะข้าวเป็นก้อนรูปวงรีแล้ววางเนื้อปลาดิบ ปลาหมึก ฯลฯ ไว้ข้างบน อาจจะใส่วาซาบิเล็กน้อย หรือตกแต่งด้วยสาหร่ายทะเลก็ได้ ซูชิแบบนี้เป็นที่นิยมมากที่สุด





มากิซูชิ ( Maki Sushi ) มีวิธีทำ 3 แบบด้วยกัน (1) ม้วนข้าวไว้ด้านในสาหร่ายทะเลอยู่ด้านนอก (2) ม้วนสลับกับแบบแรกโดยที่สาหร่ายอยู่ด้านในส่วนข้าวอยู่ด้านนอก (3) ห่อเป็นรูปกรวย เรียกว่า แคลิฟอร์เนียมากิ





ชิราชิซูชิ ( Chirashi Sushi ) เป็นการจัดปลาดิบ ปลาหมึก กุ้ง ผัก ฯลฯ ที่หั่นเป็นชิ้นๆ วางเรียงบนข้าวที่ใส่อยู่ในกล่อง





โอชิซูชิ ( Oshi Sushi ) หรือรูปแบบคันไซจากเมืองโอซาก้า เอาข้าวมาอัดลงในแม่พิมพ์รูปสี่เหลี่ยมตามยาวหั่นขนาดพอดีให้รับประทานเป็นคำๆ แล้ววางเนื้อปลาไว้ด้านบน



ส่วนหน้าของซูชิก็มีหลายอย่าง คือ ปลาแซลมอน ปลาโอ ไข่หวาน ไข่กุ้ง ไข่ปลา ปลาหมึกยักษ์ กุ้ง สาหร่าย ปลาซาบะ แตงกวา ปลาไหล และอื่น ๆ อีกหลายอย่าง เพื่อน ๆ คอซูชิทั้งหลายคุ้นหน้าตาใช่มั้ยล่ะ แต่เราเชื่อนะว่าที่เพื่อน ๆ ทานเข้าไปนะบางทีก็ไม่รู้ใช่มั้ยว่าเค้าเรียกว่าอะไร เพราะตัวเราเองก็ไม่รู้ว่าที่กินไปนะเค้าเรียกว่าอะไรประมาณว่าเพื่อนบอกอร่อย ก็ฟาดซะเรียบ 555+ อายนะเนี้ย








 

Create Date : 01 ตุลาคม 2552    
Last Update : 4 พฤษภาคม 2553 12:35:43 น.
Counter : 772 Pageviews.  

1  2  

Tree Rose
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




free counters
Friends' blogs
[Add Tree Rose's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.